ดรณ์ เดชาโชติช่วง มองผู้คนนับร้อยเดินขวักไขว่ไปมาในสนามบินานาชาติสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นภาพชินตาแล้ว เขาพาส่วนสูงร้อยแปดสิบเก้าที่มีกางเกงยีนสกินนี่ฟอกสีขาเดฟหุ้มท่อนล่าง เสื้อยืดสีขาวบนอกด้านซ้ายมีโลโกเล็กๆ สีน้ำเงินปักชื่อ ‘DD Group’ ไว้ก้าวเดินปะปนผู้คนไปยังประตูทางออก มือถือในกระเป๋ากางเกงดังขึ้น เลยรีบกดรับทันทีเพราะมีงานสำคัญรออยู่
“คุณดรณ์ครับ ลุงไก่สแตนด์บายที่ลานจอดแล้วครับ ถ้าจะออกไปเลยก็โทรบอกตอนนี้ครับ”
“เค”
เพียงเท่านั้นเขาก็ตัดสายทันที แล้วรีบพยักหน้าให้ผู้ช่วยเข็นรถกระเป๋าตรงไปหาประตูใกล้สุด มือซ้ายเกาะรถสองเท้าก้าวเดินเคียงไปด้วย มือขวากำลังเปิดไลน์ที่เลขาส่งมาหาไปด้วย นั่นเลยทำให้การมองผู้คนที่เดินไปมาไม่เต็มที่นัก
“อุ๊ย!”
ปึก! ปึก! ปึก!
เสียงร้องด้วยความตกใจของใครบางคนดังขึ้น ตามติดด้วยของในมือเขาร่วงลงไปกับพื้น แต่พอก้มมองลงไป ไม่ใช่สิ! ไม่ใช่มือถือของเขาคนเดียวที่ตก เป็นของคนที่เดินมาชนด้วย แถมท่าทางก็รีบร้อนเกินเหตุด้วย
“ขอโทษครับ ผมมัวแต่มองหน้าจอ เลยไม่ทันเห็นครับ”
เมื่อเห็นว่าเป็นผู้หญิงและกำลังก้มเก็บมือถืออยู่นั้น เขารีบแสดงความเป็นสุภาพบุรุษทันที แม้จะไม่รู้ว่าใครชนใครก่อน อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วทำหน้าชนิดที่เขาตีไม่ออก ว่าจะยิ้มหรือจะบึ้งกันแน่ จากนั้นก็รีบเดินออกประตูไป
ทิ้งให้เขายืนอึ้งอยู่กับที่หลายวินาที ด้วยตกตะลึงกับใบหน้าสวยหมดจดงดงาม สาบานเลยว่ายังไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนสวย สง่า มีเสน่ห์อย่างนี้มาก่อนในชีวิตก็ว่าได้
ผมดกดำเป็นเงางามหยักศกนิดๆ อาจจะมาจากกันดัดเหมือนสาวหลายคนชอบทำ จมูกนั้นโด่งเป็นสัน บ่งบอกว่ามีสองสัญชาติอย่างไม่ต้องสงสัย นัยน์ตาดำขลับ ริมฝีปากฉาบด้วยสีแดงสด ตัดกับผิวแก้มขาวราวไข่ปอก
ขนตางอนงามดกดำที่น่าจะมีเยอะอยู่แล้วนั้น พอได้มาสคาร่าช่วยยิ่งส่งให้ดูดีมากขึ้น เขายืนมองตามเรือนร่างผอมบาง มีเดรสสีขาวยาวระดับเข่าจับเป็นจีบพีททั้งตัวหุ้มไว้
ตรงเอวคอดมีผ้าซาตินสีเดียวกันคาดไว้ รองเท้าส้นเข็มแบบเปิดสีเดียวกับชุด ส่งให้เจ้าตัวดูสูงขึ้น ถ้าให้คะเนคร่าวๆ ไม่น่าจะหนีร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรบวกลบไม่เกินสองแน่นอน
กระเป๋าขนนกสีขาวในมือบางนั้น ก็เข้าชุดกันอย่างไม่น่าเชื่อ เขาให้เกลียดเจ้าเมอร์เซเดส-เบนซ์คันงามเหลือกำลัง ที่มาจอดเทียบตรงประตู แล้วพาหญิงสาวที่สะกดสายตาของเขาห่างไปเรื่อยๆ จนลับตา
“คุณดรณ์ครับ”
“ฮื้อ!”
เจ้านายหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบส่งเสียงสูงไปหาผู้ช่วย บ่งบอกว่าขัดใจนิดๆ เมื่อมาขัดจังหวะการชมของสวยงามที่ไอ้รถบ้าๆ นั่นพาหนีไปแล้ว
“เอ่อ! จะให้ผมโทรบอกลุงไก่เลยมั้ยครับ”
ชัชวาลเอ่ยเสียงแผ่วเบา ด้วยกลัวจะถูกเจ้านายดุ โทษฐานกวนสมาธิในการจ้องสาว แต่ถ้าไม่สะกิดก็คงจะยืนอึ้งอยู่ตรงนี้นานๆ แน่ ‘ไหนบอกว่าถอดเขี้ยวเล็บแล้ว จะมุ่งหน้าคัดสรรแม่พันธุ์ไหง แค่เจอสาวสวยบาดใจถึงกับไปไม่เป็นเชียวนะบอส’
“อื้อ!”
ส่วนคนเป็นเจ้านายก็ส่งเสียงห้วนนิดๆ แต่ไม่ได้อะไรนอกจากก้มไปหาไลน์ตามเดิม มือก็เกาะรถแล้วเดินตามเดิม แม้ใจจะยังเต้นไม่เป็นส่ำกับของสวยๆ งามๆ ที่เพิ่งผ่านตาไปเมื่อครู่ แต่พอรู้ตัวว่ามีงานรออยู่ ก็ต้องรีบดึงสติให้กลับเข้าตัว ไม่กี่อึดใจเมอร์เซเดสสีขาวก็แล่นมาจอดตรงหน้า เลยรีบเข้าไปนั่ง
ชั่วโมงนิดๆ รถก็มาจอดอยู่หน้าตึกสูงระฟ้า มีป้ายหราอยู่ยอดสูงสุดเขียนไว้ว่า ‘DD Tower’ ชั้นที่สี่สิบแปดคือห้องทำงานของเขา เลขาสาวใหญ่วัยห้าสิบสองคอยอำนวยความสะดวกให้อยู่ก่อนแล้ว ทั้งรายงานที่จะต้องเข้าประชุม ทั้งของว่างคือ กาแฟดำกับเค้กกล้วยหอมวางไว้ตรงหน้า พร้อมน้ำเปล่าเสร็จสรรพ
“เดี๋ยวยกเข้าห้องประชุมเลยครับคุณจิตร ผมไม่มีเวลาแล้ว”
นั่งยังไม่ทันถึงสามนาที ยังอ่านรายงานจากแฟ้มไม่จบ ก็จำต้องสั่งแล้วลุกพรวดพราดไปห้องประชุม มีผู้บริหารหลายฝ่ายรออยู่ก่อนแล้ว วาระเร่งด่วนที่จะต้องหยิบยกมาก่อนเรื่องอื่นคือ
“เรื่องคนส่งของเป็นยังไง ขอเนื้อๆ นะครับไม่เอาน้ำ”
เขาส่งเสียงเข้มไปหาผู้จัดการสาขา ซึ่งพนักงานสร้างปัญหาหนักให้จนต้องถูกเรียกตัวเข้าห้องประชุม หรือที่ทุกคนขนานนามว่า ‘ห้องพิจารณาคดี’ หรืออีกชื่อที่ไม่เป็นทางการคือ ‘ห้องเย็น’ จากนั้นเขาก็ก้มหน้าอ่านรายงานในแฟ้มต่อ แม้จะฟังจากเลขา จากผู้ช่วย และอุดม ผู้เป็นลุงของเขาในตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสมาแล้วก็ตาม
“คือเด็กมันทำกล่องของตกแตก ของข้างในเลยหลุดออกมา พอเห็นว่าเป็นอะไรก็พากันหัวเราะ แล้วแกะออกมาเล่น เล่นไปเล่นมาก็ลามไปถึงเอาลงเฟซบุ๊ก แล้วก็อย่างที่เป็นข่าวนั่นล่ะครับ พอดีเด็กมันเมานิดๆ ด้วย เลยสติไม่เต็มร้อย...”
อันที่จริงเขาไม่ได้ฟังผู้จัดการรายงานสักนิด เพราะกำลังสนใจกับแฟ้มอยู่ ปัญหาใหญ่ขนาดต้องเปิดประชุมด่วนชนิดที่เขากลับจากไปติดต่อลูกค้ารายใหญ่ที่อเมริกาแล้วเข้าบ้านไม่ได้ ต้องมาประชุมก่อนนี้ก็คือ
พนักงานส่งของในบริษัทเห็นจากเครื่องสแกน ว่าของในกล่องเป็นสินค้าจำพวกให้ความสำราญทางอารมณ์ หรือที่เรียกกันว่า ‘เซ็กส์ทอย' เลยเอาออกมาเล่น จนเลยเถิดไปถึงขนาดเอาชื่อลูกค้าส่งต่อๆ กันไป ยังความอับอายให้ลูกค้า และสร้างความเสียหายให้บริษัทเป็นอันมาก
“คุณลุงคิดว่าไงครับ” ผู้จัดการเล่าจบเขาก็หันไปหาที่ปรึกษาทันที
“หักเงินเดือน ให้พักงาน หรือไม่ก็ย้ายไปสาขาอื่นดีมั้ยครับ”
อุดมส่งเสียงนุ่มเนิบตามแบบฉบับ ซึ่งเขารู้ว่านั่นคือสไตล์ของพ่อที่มักจะทำเสมอมา และเป็นบ่อเกิดปัญหานั่นนี่ต้องตามแก้ไม่เคยจบ แต่กับเขาจะไม่อย่างนั้น นิ้วไหนไม่ดี เขาจะตัดทิ้งแบบไม่แยแสสักนิด และทุกคนในบริษัทรู้ดี เพราะสโลแกนของบริษัทคือ ‘จริงใจให้บริการ’
“ทุกคนว่าไงครับ” ดรณ์ละสายตาจากแฟ้ม เงยหน้ามองทุกคนรอบโต๊ะ
“ผมว่าอย่างท่านที่ปรึกษาบอกก็น่าจะเข็ดแล้วนะครับ” ผู้จัดการฝ่ายการตลาดเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ท่าทีนอบน้อม
“ผมว่าพักงานแล้วเอามาอบรมใหม่ ส่วนหักเงินเดือนอย่าเลยครับ เด็กมันมีลูกเล็กๆ เมียก็ไม่ได้ทำงาน มันจะเอาอะไรกิน”
นั่นพลอยทำให้คนหลายคนหันไปคุยกัน และต่างมีข้อสรุปที่ไม่ตรงกันบ้าง
“แล้วคุณดรณ์จะเอายังไงครับ” ลุงของเขามักจะให้เกียรติเสมอเวลาอยู่ในที่ทำงาน
“ขอบคุณทุกคนนะครับที่เสนอแนะหลายๆ ทางออก แต่ผมมีเพียงมาตรการเดียว สำหรับคนที่ไม่ทำตามกฎ นั่นคือไล่ออก ฝ่ายเอชอาร์ช่วยร่างจดหมายขอโทษลูกค้าออกสื่อมาให้ผมดูหลังจากประชุมเสร็จ ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ช่วยไปขอโทษลูกค้าด้วยตัวเอง เอาไอ้เจ้านั่นไปขอโทษด้วย อย่าลืมถ่ายคลิปลงโซเชียลด้วย เอากระเช้าดอกไม้กับอะไรก็ได้ไปด้วย ยื่นข้อเสนอให้ใช้บริการของบริษัทเราฟรีหนึ่งปี และจัดอบรมพนักงานทุกสาขาอย่างเข้มงวด เน้นย้ำถึงสโลแกนของบริษัทเราคือ ‘จริงใจในบริการ’ บ่อยๆ จนเข้าใจดีกับคำว่าจริงใจ นั่นหมายถึงย่อมไม่ทำอะไรที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความเสียหายทั้งเรื่องสินค้า จิตใจหรือชื่อเสียง และผมจะย้ำอีกทีว่า...”
ทุกคนในห้องต่างอึ้งไปตามๆ กัน กับคำตัดสินที่ไม่สนใจจะฟังใครของเจ้านายใหญ่ ด้วยลึกๆ แล้วทุกคนต่างรู้ดีว่าผลลัพธ์จะออกมาแนวๆ นี้ แต่ก็ยังแอบคิดว่าเผื่อเจ้านายใจดี ยอมหยวนให้บ้างอยู่
“ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับ ถ้าใครรักจะทำงานกับผม หรือกับดีดีกรุป ให้รู้ไว้ว่าผมเกลียดความไม่จริงใจ เกลียดการโกหก เกลียดการหลอกลวง เกลียดการเอาเปรียบ เกลียดการแทงข้างหลัง เกลียดความไม่โปร่งใส ถ้าเราไม่มีคุณสมบัติพวกนี้ ก็ยากที่จะโต ยากที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เฉพาะฉะนั้น ผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำให้ชื่อเสียงของดีดีกรุปต้องมัวหมองเป็นอันขาดและถ้ามี ผมก็จะไม่เอาไว้แน่ๆ และไม่มีข้อยกเว้นด้วย อย่างรายนี้ ถ้าตัวเองอยู่ในภาวะไม่มั่นคงในหน้าที่การงานและการเงิน ก็ต้องระมัดระวังตัว คิดอะไรให้รอบคอบและไม่ทำผิดกฎ ชัดเจนนะครับ เชิญเรื่องต่อไปได้...”
บรรยากาศในห้องถึงกับเงียบสงัดราวกับไม่มีผู้คนอยู่ในนั้น เครื่องปรับอากาศที่เย็นนิดๆ บัดนี้กลายเป็นเย็นเฉียบขึ้นมาทันควัน เล่นเอาแต่ละคนหนาวไปถึงกระดูกเลยทีเดียว สมกับที่ต่างตั้งชื่อว่า ‘ห้องเย็น’ โดยแท้
“ไอ้ดรณ์! เอ๊ย! คิดอะไรอยู่วะ มึงฟังกูอยู่หรือเปล่าวะ!”
คนนั่งเหม่อถึงกับสะดุ้ง เมื่อมีมือเพื่อนมาเขย่าแขนแรงๆ จนต้องหันไปหา แล้วด่าออกไปทันควัน
“ได้ยิน! มึงจะเรียกอะไรนักหนาวะ”
“อ้าวไอ้ห่า! แล้วมึงจะเสียงดังทำไมวะ กูก็แค่เรียกเพราะเห็นมึงนั่งเหม่ออยู่เป็นนานสองนาน อย่าบอกนะว่าข่าวนี้ทำมึงช็อกจนพูดไม่ออก” วรวัชรบุ้ยหน้าไปหาแฟ้มในมือเพื่อน
“ถ้าเป็นมึงล่ะ จะหัวเราะออกเหรอ กูถามหน่อยซิ”
เขากระแทกเสียงกลับด้วยความโกรธ แม้จะพยายามควบคุมตัวเองเอาไว้แต่ก็ไม่ค่อยมิด
“เอ่อๆๆ กูเข้าใจ เป็นกูก็คงไม่ต่างจากมึง หรืออาจจะหนักกว่าก็ได้ แล้วนี่จะเอายังไง เดินหน้าหรือว่าถอยหลัง แต่ต้องรีบนะ”
ดรณ์มองแฟ้มในมืออีกรอบ ยิ่งดูซ้ำ อารมณ์ขุ่นเคืองหรือจะเรียกว่าโกรธแค้นก็ยิ่งมีมากขึ้นตามไปด้วย ในที่สุดเขาก็ลุกพรวดพราดขึ้น
“เอ๊ย! ไอ้ห่า! กูตกใจหมด แล้วมึงจะไปไหนวะ” วรวัชรถึงกับผงะ
“ก็จะไปจัดการกับคนที่บังอาจมาเล่นของสูงอย่างกูให้จบๆ ไง หรือเป็นมึงจะปล่อยไว้”
เขาแค่นเสียงอย่างคนโกรธจัด
“ไม่รู้เหมือนกัน ยังไงก็อย่าแผลงฤทธิ์เยอะนักนะมึง คุยกับเขาดีๆ”
“อย่าเสือกมาสอน ถ้ามึงไม่ได้เจอเรื่องแย่ๆแบบเดียวกับกู”
วรวัชรได้แต่มองตามแผ่นหลังเพื่อน ที่กำลังเดินออกจากห้องทำงานไป ในใจนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เพื่อนจะใช้วิธีไหนจัดการกับอีกฝ่าย จากนั้นก็ถอนหายใจแล้วเดินตามหลังไปห่างๆ
อาภาภัทร ดิษยากรกุล ชไนเดอร์ ยืนมองประตูห้องชุดสุดหรูของโรงแรมระดับห้าดาว ที่กำลังปิดเข้าด้วยความโล่งใจเมื่อแขกไม่ได้รับเชิญออกไปสักที ใบหน้าสวยที่เพิ่งผ่านการให้ช่างลองแต่งหน้ากับทำผมแบบต่างๆ เมื่อไม่นานนี้ยิ้มอย่างคนถือชัยชนะไว้ในมือ หลังจากผ่านการเชือดเฉือนกับคนที่เหมือนจงใจมาหาเรื่องถึงห้อง
เดินไปหน้ากระจกเงา จ้องมองตัวเองด้วยความภาคภูมิใจในทุกๆ การกระทำที่ผ่านมา เมื่อมันส่งผลให้พบเจอคนดีๆ คนสมบูรณ์แบบในวันนี้ แม้จะมีชุดนอนผ้าซาตินมันเงาสีงาช้างกับเสื้อคลุมเข้าชุดกันหุ้มกายไว้แค่นั้น และใบหน้าที่ไร้เครื่องแต่งแต้มก็ยังดูดีไปอีกแบบ
คนที่เพิ่งมีโอกาสได้อยู่ในห้องเพียงลำพังนับตั้งแต่เช้ามานี้ หมุนกายไปหาชุดสีขาวสะอาดตา หางชุดยาวถึงห้าเมตร และจะต้องใช้เด็กชายหญิงช่วยจับตอนเดินควงคู่เจ้าบ่าวเข้าไปในงานถึงสิบสองคน อีกชุดเป็นทรงหางปลา มีส่วนเว้าโค้ง ส่งให้เห็นรูปร่างอันสมบูรณ์แบบของตัวเอง ซึ่งจะใช้เป็นชุดยืนต้อนรับแขกหน้างาน
อันที่จริงก็อยากจะมีชุดสีขาวแชมเปญสั้นระดับเข่าอีกสักชุด เอาไว้เป็นอาฟเตอร์ปาร์ตี้ด้วยเช่นกัน ติดตรงที่ตัวเองมีเพื่อนน้อยเหลือเกิน โดยเฉพาะเพื่อนสนิทนั้นเรียกว่าไม่มีสักคน หรือถ้ามีก็เพื่อนเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์เท่านั้น
ส่วนในเมืองไทย ความที่ต้องย้ายโรงเรียนบ่อยๆ ทำให้ไม่สนิทกับใครสักเท่าไหร่ อีกทั้งฤกษ์ส่งตัวคือสี่ทุ่มสิบแปดนาที เลยจำจะต้องกลับไปเรือนหอให้ทันตามเวลาอย่างเคร่งครัด
“คุณยายย้ำนักย้ำหนา ว่าจะไม่ยอมให้เวสนุกกับเพื่อนๆ จนไปไม่ทันฤกษ์เด็ดขนาดนะ แม่ก็เห็นด้วย ไม่มีอะไรจะลงตัวและสวยงามเท่ากับงานของลูกอีกแล้วนะจ๊ะ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่แสนดีและรักลูกสาวแม่ปานจะกลืนกินขนาดนี้ แถมยังไม่มีปัญหาครอบครัวเรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้มาคอยกวนใจอีก และที่สำคัญเขารวยสุดๆ รวยจริงๆ ที่สำคัญของที่สุดอีกอย่างคือ เขาหล่อยังกับพระเอกเกาหลี พร้อมจะผลิตทายาทสืบสกุลอีกต่างหาก เห็นมั้ยจ๊ะ ว่าทุกอย่างลงตัวมาก”
แม้จะอยากทำตามความฝัน คือในวันแต่งงานอยากจะเปลี่ยนชุดนั้นชุดนี้สักแค่ไหน แต่ก็ยอมทำตามคำของแม่กับยายในที่สุด ด้วยรู้ดีว่าทั้งสองรักและมักจะสรรหาแต่สิ่งดีๆ มาให้เสมอนับตั้งแต่จำความได้
อีกทั้งช่วงเช้าก็มีชุดไทยถึงสองชุดแล้ว เย็นอีกสองชุด กับงานแต่งที่หรูหรา งบประมาณแบบไม่อั้นจากว่าที่เจ้าบ่าว แค่นี้ใครต่อใครก็คงจะอิจฉาไปตามๆ กันแล้ว
โดยเฉพาะพวกบรรดาญาติๆ ที่มักจะคอยใส่หน้ากากเข้าหาตลอด ต่อหน้าอย่าง ลับหลังก็อีกอย่าง บางครั้งตัวเองก็เบื่อไม่น้อย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อนั่นเป็นญาติที่ล้วนแล้วแต่มีหน้าตาในสังคมทั้งนั้น จะตัดขาดยิ่งไม่มีทาง หรือถ้ามี ตัวเอง แม่และยายก็คงจะถูกเอาไปนินทาว่ากล่าว จนไม่หลงเหลือชิ้นดีเหมือนที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
“อย่าเพิ่งโม้หน่อยเลยน่ะพี่ภา ให้เขามาตบมาแต่งจริงๆ ก่อนเถอะ นี่แค่หมั้นไม่ใช่เหรอ แถมหมั้นแบบด่วนๆ ด้วย ถามจริง ไม่ใช่ยัยเวป๋องเหรอจ๊ะ”
นั่นเป็นคำของญาติผู้ใหญ่ว่าไว้ ตอนอยู่ในงานวันเกิดญาติอีกคนเมื่อเดือนก่อน
“จะบ้าเหรอ คนอย่างพี่ไม่มีทางปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นแน่ๆ ยัยเวเองก็ไม่เคยคิดจะปล่อยตัวกับผู้ชายหน้าไหนสักคน ลืมไปได้เลย หรือไม่เชื่อก็รอดูแล้วกัน หลังแต่งนับเดือนไว้ได้เลยนะจ๊ะ”
อาภาภัทรชื่นชมที่แม่ยังตีหน้ายิ้มกับญาติได้สบายมาก ผิดกับตัวเองที่เคืองจนไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่เดินหนีไปหาอะไรดื่มเพื่อดับอารมณ์รอ แต่ก็ไม่วายได้ยินคำสบประมาทจากคนเดิมไม่เว้น
“ให้มันจริงอย่างที่พูดมาเถอะจ้าพี่ น้องนี้จะดีใจด้วยเลยจ้ะ เพราะยัยเวจะได้ไม่เป็นขี้ปากใครอีก พี่ก็รู้ดีนี่จ๊ะ ว่าพวกญาติๆ เราปากแต่ละคนใช่ย่อยที่ไหน”
“พี่รู้จ้ะ และพี่มั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่ายัยเวจะเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก เพราะมีผู้ชายดีๆ แถมรวยเว่อมาหลงรักชนิดโงหัวไม่ขึ้น เรียกว่าอยากได้อะไรก็ทูนหัวให้ทุกอย่างไงล่ะจ๊ะ”
คิดถึงคำแม่วันนั้น ก็พลอยทำให้ต้องเอามือถือขึ้นมาเปิดดูรูปพรีเวดดิ้งทันที คำของแม่ไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย เพราะเขาช่างหล่อเหลาเรียกว่าดาราบางคนยังอาย ฐานะนั้นก็รวยไม่น้อยหน้าใครเลย
ไม่มีใครจะเหมาะสมกับนางสาวอาภาภัทร ดิษยากรกุล ชไนเดอร์ เท่าเขาอีกแล้ว ผู้ชายที่ตัวเองเลือกด้วยหัวใจ เลือกเพราะรัก และมั่นใจว่าเขาจะไม่ทำให้ผิดหวังในชีวิตนี้ เพราะเขาคือผู้ชายที่แสนดีที่สุดสำหรับเธอ
ตื้ด!!!
ว่าที่เจ้าสาวกายสะดุ้งน้อยๆ เมื่อเสียงออดดังขึ้น เลยรีบตรงไปดูตรงตาไก่ที่ประตู แรกทีเดียวนั้นคิดว่าเป็นแม่กับยายที่ออกไปช้อปปิ้งกลับมาแล้ว แต่กลับกลายเป็นชายที่ตัวเองเพิ่งดูรูปเมื่อครู่ เลยเปิดประตูให้ทันที
และแม้จะเห็นว่าเขาเพิ่งเอามือถือยัดใส่กระเป๋ากางเกง แล้วมองมาหาด้วยใบหน้าบึ้งตึงอย่างไม่เคยมีมาก่อน ก็ยังส่งเสียงนุ่มหูไปหา ใบหน้านั้นก็ยิ้มหวานดังเคยทำมา
“ทำไมคุณดรณ์มาเร็วจังคะ นัดเวไว้ตอนทุ่มหนึ่งนี่คะ”
มือบางกระชับสายเสื้อคลุมเข้ากว่าเดิม ในใจก็ตำหนิตัวเองไปด้วยว่าไม่น่าจะรีบเปิดรับเขาเลย น่าจะแต่งตัวใหม่ให้เรียบร้อยกว่านี้หน่อย แต่เห็นจากท่าทีเขาแล้วอาจจะมีเรื่องด่วนก็เป็นได้ ในมือก็ยังมีแฟ้มพลาสติกถือมาด้วย เดาว่าน่าจะเป็นเรื่องงานแน่
“ผมคงจะรอนานขนาดนั้นไม่ได้หรอก ในเมื่อมีเรื่องร้อนใจจนต้องรีบมาหาคำตอบจากคุณ”
เสียงของเขาห้วนอย่างไม่เคยมีมาก่อนนับตั้งแต่รู้จักกันมาเกือบครึ่งปี
“มีอะไรคะ”
กระนั้นก็ยังพยายามส่งน้ำเสียงนุ่มหูกลับไปอยู่ดี ตาก็มองเขายกแฟ้มขึ้น สองเท้าเขาก้าวเดินไปยังชุดรับแขกแล้วทิ้งมันลง
“ดูเอาเองดีกว่านะ อย่าให้ผมต้องพูด”
อาภาภัทรก้มลงไปดูของในแฟ้มที่เขาโยนลงไปตรงโต๊ะกลางด้วยความสงสัย ไม่กี่นาทีก็หันไปมองเขาด้วยสีหน้าเครียดเล็กน้อยเท่านั้น
“ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่คะ แค่เรื่องอดีตที่เวไม่อยากพูดถึงมัน”
“คุณกล้าใช้คำว่าไม่มีอะไรกับผมเหรอ คุณกล้าบอกว่าเป็นแค่อดีตที่ไม่อยากพูดถึงเหรอ แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่าไอ้คำว่า ‘แค่’ ของคุณ มันยิ่งใหญ่กับผมมากขนาดไหน หรือว่าพวกคุณทำเรื่องแบบนี้มามาก จนเกิดเป็นความเคยชินไปแล้ว ใช่สินะ! ก็คงจะชิน ในเมื่อทั้งยายคุณ ทั้งแม่คุณก็ทำเรื่องทุเรศๆ พวกนี้มาตลอดนี่”
ดรณ์ขึ้นเสียงแล้วรวบรูปในแฟ้มขว้างใส่หน้าว่าที่เจ้าสาวที่เขาเคยคิดว่ารักจนหมดหัวใจทันที
“อย่ามาว่าคุณแม่กับคุณยายฉันนะ แล้วมันเรื่องอะไรที่คุณจะต้องมาแสดงกิริยาแบบนี้ใส่ฉันด้วย”
ให้เกลียดการกระทำอันหยาบคายของเขา ที่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกไม่น้อย ในใจนั้นก็ถามตัวเองไปด้วย ว่านี่คือตัวตนที่แท้จริงของเขาหรือ งั้นที่ผ่านมา ผู้ชายที่อ่อนโยน ใจดี คือใครกัน
“ทำไมผมจะว่าไม่ได้ ในเมื่อทั้งยายทั้งแม่ของคุณก็ไม่ต่างจากอีตัวชั้นสูงดีๆ นี่เอง...”
เผียะ!!!
นับตั้งแต่เกิดมา ก็ไม่เคยได้ยินใครสบประมาทยายกับแม่ อันเป็นที่รักต่อหน้าเลยสักครั้ง มือบางจึงฟาดลงหนักๆ ลงไปที่แก้มของเขาด้วยความโกรธ