“เป็นไง เมาสะใจหรือยัง” เพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เห็นฉันฟุบหน้าลงไปบนท่อนแขนของตนเอง
หากถามว่าอาการตอนนี้เป็นอย่างไร ก็มึนหัวได้ที่เลยล่ะ
“อืม” ตอบรับเสียงยานครางอยู่ภายในลำคอเพียงสั้น ๆ ขณะเดียวกันก็ทำท่าจะหยิบแก้วเหล้าที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดขึ้นมากระดกจรดริมฝีปากอีกครั้ง
“เมาแล้วก็พอ” ทว่าโบว์วี่กลับยื่นมือมาแย่ง ฉันจึงคว้าได้แค่ความว่างเปล่าเท่านั้น
อาการหนักอึ้งที่ศีรษะค่อย ๆ ตีตื้นขึ้นมาจนฉันไม่สามารถนั่งตัวตรง ๆ ได้ ถ้าไม่ฟุบอยู่กับท่อนแขนคงหงายหลังตกเก้าอี้อย่างแน่นอน
“ถ้าเขาไม่โอเคน่าจะบอกฉันตั้งแต่แรก…ฮึก…ทำไมต้องแอบไปทำอะไรลับหลังแบบนั้นด้วย” เพียงแค่สมองเริ่มครุ่นคิดไปถึงคลิปที่เพิ่งดู ฉันก็เข้าสู่โหมดดราม่าทันใด
พี่คิมเป็นคนบอกเองด้วยซ้ำว่ารอได้ ทำไมท้ายที่สุดแล้วเหตุการณ์ถึงกลับกลายเป็นแบบนี้ เขาไม่น่าโกหกฉันเลย หากทั้งหมดที่พูดไปเพื่อให้ฉันรู้สึกสบายใจก็ขอบอกเลยว่ามันไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีเลยสักนิด
ไม่มีใครชอบหรอกนะที่ต้องมารับรู้ความจริงทีหลัง
“ไว้พรุ่งนี้แกค่อยไปเคลียร์กับเขาให้รู้เรื่องแล้วกัน ส่วนตอนนี้ไปพักเถอะ” โบว์วี่เองก็เหมือนจะไม่รู้ว่าต้องแสดงความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น หนำซ้ำอาการเมามายของฉันในตอนนี้คงไม่เหมาะที่จะพูดคุยด้วยสักเท่าไหร่
Tru…Tru…Tru…
“แฟนแกโทรมา” เนื่องจากโทรศัพท์โบว์วี่วางใกล้ระดับสายตาของฉันพอดิบพอดี จึงสามารถมองเห็นชื่อที่โชว์หราอยู่บนหน้าจอได้ชัดเจน
“ตัวเองมาถึงแล้วเหรอ…เค้าอยู่ตรงบาร์เดินตรงเข้ามาแป๊บเดียวก็เจอเลย…นั่งกันอยู่สองคนกับเทียนหอม ไม่มีใครนอกเหนือจากนี้จริง ๆ” เปลือกตาที่เปียกชื้นหลับพริ้มลง กระนั้นบทสนทนาของเพื่อนก็ดังแทรกเข้ามาในหูให้ได้ยินเป็นระยะ “ฉันไม่คิดว่าโอห์มจะตามมาจริง ๆ กลับกันเลยมั้ยล่ะ เดี๋ยวฉันไปเช็คเอ้าท์ให้”
“แกกลับไปกับแฟนเถอะ ฉันจะอยู่ที่นี่ต่อ” ริมฝีปากขยับเคลื่อนทั้งที่ยังหลับตาอยู่ ขืนกลับบ้านทั้งที่สภาพเป็นแบบนี้พ่อคงเล่นงานฉันตายเลย เพราะงั้นควรหาที่หลบภัยแล้วรักษาอาการทางใจให้หายดีก่อนกลับไปใช้ชีวิตปกติตามเดิม
“เมาขนาดนี้แกจะอยู่คนเดียวได้ยังไง”
ก็อยู่ตามลำพังว้าเหว่ตามประสาคนถูกหักหลัง
“ทำไมเทียนหอมเมาแบบนี้ล่ะ” สิ้นประโยคของโบว์วี่เพียงไม่นานโอห์มก็ปรากฏตัวอยู่ข้างเธอ สีหน้าที่ฉายชัดแสดงให้เห็นถึงความงงงวย
“เดี๋ยวเค้าเล่าให้ฟัง” พอเห็นว่าฉันเริ่มเบะคล้ายจะร้องไห้ออกมาอีกรอบ โบว์วี่จึงไม่อยากเอ่ยพูดให้ฉันสะเทือนใจ “งั้นวันนี้นอนค้างที่นี่กันให้หมด แล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับบ้านโอเคมั้ย?”
“ไม่โอเค พรุ่งนี้โอห์มต้องไปเยี่ยมป้าที่โรงพยาบาลแต่เช้า”
“แล้วตัวเองจะตามมาทำไมล่ะ” เพื่อนฉันนี่ก็ปากไวเสียเหลือเกิน มีแววว่างานนี้ต้องทะเลาะกันอีกรอบแน่ ๆ
“ก็มารับตัวเองกลับบ้านไง แล้วทำไมไม่กลับพร้อมกันเลยล่ะ”
“กลับไปก่อนเถอะ ฉันไม่อยากให้พ่อเห็นสภาพตัวเอง” รีบเอ่ยแทรกบทสนทนาชวนทะเลาะเหล่านั้น ก่อนที่ทั้งสองจะพูดแย้งกันไปมาไม่จบไม่สิ้น
“งั้นไปนอนที่บ้านฉันก่อนก็ได้” โบว์วี่เสนอ ทว่าฉันเกรงใจเกินกว่าที่จะไปค้างที่นั่น พ่อกับแม่ของโบว์วี่ก็อยู่ด้วย ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นฉันเมาหัวทิ่มหัวตำฉันกลัวว่าพวกท่านจะตกใจ
“ไม่เอา อยู่ที่นี่แหละฉันดูแลตัวเองได้” กว่าจะขยับปากพูดได้แต่ละคำนั้นช่างยากลำบาก เวลานี้ฉันอยากจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเต็มทนแล้ว เปลือกตาที่หนักอึ้งไม่ไหวจะฝืนแล้วจริง ๆ
“เดี๋ยวโอห์มพาเทียนหอมขึ้นไปส่งที่ห้องพักแล้วกัน ส่วนตัวเองก็ไปนั่งรออยู่ตรงล็อบบี้ ห้ามไปไหน” โอห์มสรุปเสร็จสรรพ ซึ่งฉันว่าก็ดีเหมือนกัน ขืนให้ไปคนเดียวก็ไม่รู้จะถึงห้องหรือเปล่า เพราะโลกมันเอียง
“แต่ของเค้าก็อยู่บนห้องนะ ให้เค้าไปด้วยดีกว่า”
“ดูสภาพตัวเองด้วย ก็เมาพอ ๆ กันนั่นแหละ ไว้พรุ่งนี้ค่อยให้เทียนหอมเก็บไว้ให้” ดูเหมือนว่าโอห์มเริ่มจะมีน้ำโห ท่าทางของเขาดูเร่งรีบเหมือนอยากรีบกลับบ้านเร็ว ๆ ทว่าคนรักกลับไม่ให้ความร่วมมือ
“ก็ได้” โบว์วี่ตอบรับอย่างจำยอม ก่อนจะช่วยโอห์มพยุงฉันให้ลุกขึ้นยืน
เราแยกกันตรงล็อบบี้ เนื่องจากว่าโอห์มต้องการพาฉันขึ้นไปบนห้องพักคนเดียว
“เป็นสาวเป็นนางใครเขาให้ดื่มจนเมาขนาดนี้” หูได้ยินทุกคำพูดที่โอห์มเอ่ยออกมา แต่สมองคิดอะไรโต้ตอบกลับไปไม่ได้เลยเลือกที่จะยอมจำนน
ฝากไว้ก่อน รอให้สร่างเมาเมื่อไหร่ฉันจะสวนกลับ…
“…”
“ห้องอยู่ชั้นไหน” ร่างสูงข้างกายเอ่ยปากถาม หลังจากที่พาฉันเข้ามาในลิฟต์เรียบร้อยแล้ว
“เก้า” กล่องโดยสารขยับเคลื่อนไปยังชั้นจุดหมาย หลังนิ้วเรียวยาวจิ้มลงไปที่ตัวเลข
ติ้ง!
ไม่นานนักเสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้น ประตูลิฟต์เปิดออก โอห์มค่อย ๆ พยุงฉันออกมาด้านนอกแม้จะทุลักทุเล เพราะอาการทรงตัวไม่อยู่ของฉัน
“ห้องเบอร์อะไร”
“นั่น ๆ ห้องนั้น” นิ้วเล็กรีบยกขึ้นชี้บอก เมื่อเงยหน้าแล้วเห็นว่าห้องตนเองอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เรายืนอยู่เท่าไหร่นัก “ขอบใจมากแฟนเพื่อน ส่งแค่ตรงนี้แหละ ลงไปหาโบว์วี่เถอะ”
ฝ่ามือตบลงที่ไหล่กว้างเบา ๆ เมื่อโอห์มพาฉันมาส่งถึงหน้าห้องพักเรียบร้อย
“เดินเข้าไปไหวแน่นะ” สีหน้าที่ฉายชัดออกมาราวกับไม่เชื่อใจฉันสักเท่าไหร่
ฉันน่ะไหวอยู่แล้ว แต่โลกต่างหากล่ะที่ไม่ไหว อะไรจะเอียงขนาดนี้ เห็นไหมฉันทรงตัวตรง ๆ ไม่ได้เลย
“ไหวสิ” ยืนยันอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สองขาก้าวขยับไปที่บานประตู มีอาการเซทางซ้ายทีขวาที ทว่าท้ายที่สุดก็สามารถเดินไปถึงจนได้ “เห็นมั้ยบอกแล้ว”
ก่อนเข้าห้องไม่วายที่จะหันไปฉีกยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ
“เฮ้อ~” โอห์มถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พร้อมกับส่ายศีรษะเล็กน้อย แล้วจึงหมุนตัวเดินจากไป
แกร๊ก…
“เอ๊ะ...ทำไมห้องไม่ได้ล็อก?” ยืนพูดพึมพำอยู่กับตัวเอง ตอนแรกฉันจะพิงไหล่ไว้กับบานประตูเพื่อค้นหาคีย์การ์ดในกระเป๋า แต่ไหงมันถึงเปิดได้ทันทีเพียงแค่ตัวไปสัมผัสโดน “ช่างเถอะ”
ท้ายที่สุดก็บอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ เวลานี้ไม่อยากโฟกัสอะไรเท่ากับเตียงนอนอีกแล้ว ตั้งใจไว้ว่าจะรีบพุ่งเข้าไปแล้วกระโดดนอนแผ่หลา แต่ดูเหมือนว่าสังขารจะไม่เอื้ออำนวย จึงทำได้แค่ค่อย ๆ ย่างก้าวเข้าไปด้านในพร้อมด้วยอาการเวียนหัว
“เข้ามาก็ดีแล้ว ผมบอกไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าห้ามเอาดอกไม้เข้ามาตั้งไว้ในห้องของผม” ทันทีที่เดินเข้าไปในห้องนอน สายตาก็ปะทะเข้ากับผู้ชายร่างสูงคนหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนหันหลังให้ฉันอยู่ “รีบเอามันออกไปเร็ว ๆ”
“บอก...บอกใคร? คุยกับฉันเหรอ?” นิ้วเล็กยกขึ้นชี้เข้าหาตัว เราสองคนรู้จักกันเหรอ? ก็ไม่นะ
ครั้นได้ยินเสียงฉันย้อนถาม อีกฝ่ายก็รีบหันขวับมามอง
“คุณเป็นใคร เข้ามาในห้องของผมได้ยังไง ออกไปเดี๋ยวนี้!”
ท่าทางของผู้ชายตรงหน้าที่กำลังเอ่ยปากไล่ฉันดูแปลกตา คล้ายกับกำลังระงับอารมณ์บางอย่าง กระนั้นระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายก็ทำให้ฉันไม่อยากสนใจอะไรนอกเสียจากล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้าง
“อะไร? จะแปลงร่างเหรอ ไปเล่นที่อื่นไปหนู พี่จะนอน” กล่าวจบก็เดินไปทิ้งกายลงบนเตียงนุ่มหยุ่น พร้อมหลับตาพริ้ม
ใครจะสนล่ะ นี่ห้องฉันนะ เขาต่างหากที่ควรจะออกไป เล่นมาไล่กันแบบนี้หลับโชว์เลยแล้วกัน
“ถ้าเมาก็กลับไปนอนที่ห้องของตัวเอง อย่ามัวชักช้าไม่งั้นจะหาว่าผมไม่เตือน!” ชักช้าชักเร็วอะไรกัน ฉันก็แค่นอนอยู่เฉย ๆ ทำไมต้องทำเสียงดุขนาดนั้นด้วย
“พูดอะไรไม่รู้เรื่อง” เปลือกตาลืมขึ้นมองสบประสานกับร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างเตียง
เขากัดฟันแน่นจนสันกรามปูดนูนขึ้นมาตามกรอบหน้า ดู ๆ ไปก็หล่อเหมือนกันนะเนี่ย แต่ติดที่ว่าพูดไม่รู้เรื่อง มีอย่างที่ไหนมาไล่เจ้าของห้องให้ออกไปปาว ๆ ใช้ไม่ได้เลยจริง ๆ
ศีรษะเล็กส่ายไปมาทิ้งท้าย ก่อนจะปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง แล้วพลิกตัวนอนหันหลังให้กับเขา เตียงนี้นุ่มสบายดีจริง ๆ แค่ไม่กี่วิก็รู้สึกเคลิ้มจนใกล้จะหลับแล้ว
พรึบ!
“คนที่พูดไม่รู้เรื่องคือคุณต่างหาก” จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างโน้มลงมาคร่อมทับกักกันอยู่เหนือร่าง และตามมาด้วยเสียงกระซิบทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นข้างหู “เตือนแล้วไม่ฟัง ผมเองก็ไม่ได้มีความอดทนมากขนาดนั้นซะด้วยสิ”
ประโยคนั้นแว่วเข้ามาในโสตประสาท กระนั้นฉันก็ไม่สามารถแยกออกอยู่ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริงหรือความฝัน เนื่องจากเวลานี้ฉันใกล้คืบคลานเข้าสู่ห้วงนิทราแทบทุกวินาที
“อื้ออ...อย่าเลียตรงนั้นสิ” ริมฝีปากบางเคลื่อนขยับ ระดับน้ำเสียงที่หลุดรอดออกมาค่อนข้างสะลึมสะลือไม่น้อย
บริเวณลำคอรับรู้ได้ถึงสัมผัสเปียกชื้น แถมยังชวนให้จั๊กจี้จนต้องหดคอหนีเป็นพัลวัน กระนั้นความนุ่มหยุ่นและร้อนผ่าวก็ยังคงตามมาก่อกวน
“...”
“บุษบา...อย่ามาเลียคอพี่แบบนี้สิเด็กดี” ‘บุษบา’ คือชื่อสุนัขที่ฉันเลี้ยงเอาไว้ เพราะคิดว่าเป็นฝีมือน้อง จึงได้เอ่ยปากออกไปแบบนั้น
“เด็กดี?...หึ” ประโยคนี้มาพร้อมกับเสียงแค่นหัวเราะอยู่ในลำคอ “ผมไม่ใช่เด็กของคุณหรอก”
“อื้อออ” ใบหน้าของฉันถูกจับหันให้ไปเผชิญกับบางสิ่ง ก่อนจะเริ่มรู้สึกหายใจติดขัดเมื่อริมฝีปากของตนเองถูกดูดดึงด้วยสัมผัสสุดวาบหวาม และแปลกใหม่
ดวงตากลมโตยังคงหลับพริ้ม แล้วปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปโดยไม่คิดจะห้าม
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์หรืออะไรกันแน่ที่ทำให้ร่างกายของฉันร้อนรุ่มถึงเพียงนี้
“ผมไม่อยากทำอะไรคนเมาหรอกนะ แต่คุณทำให้ผมทนไม่ไหวเอง เพราะงั้นคืนนี้ก็อยู่บนเตียงกับผมนี่แหละ” สิ้นประโยคนั้นเดรสที่เคยสวมใส่ก็ถูกเลิกขึ้นสูง มือใหญ่ลูบไล้ที่ต้นขา นิ้วเรียวยาวทั้งแตะสัมผัสและฟอนเฟ้นผิวกายทั่วทั้งบริเวณนั้นอย่างนึกสนุก
“อื้ออ...อ๊ะ!...เจ็บ” ถึงกับหลุดปากโอดครวญ หลังซอกคอถูกขบเม้ม เปลือกตาค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่าก็มองเห็นเพียงแค่เงาดำที่อยู่เหนือร่างเท่านั้น
ฉันคงคิดเรื่องพี่คิมมากเกินไปจนเก็บเอามาฝันสินะ…
“...” แม้ว่าจะเงียบไม่ปริปากพูดใด ๆ ทว่าเขาก็ยังคงไม่หยุดที่จะปลุกปั่นอารมณ์ปรารถนาของฉันให้จุดติด ทั้งฝ่ามือและริมฝีปากนั้นล้วนพลิ้วไหวราวกับคนมีประสบการณ์อย่างโชกโชน
“ถ้าอยากมากขนาดนั้นทำไมไม่กลับไปหาผู้หญิงของพี่ล่ะ” ไม่แฟร์เลยสักนิด ที่พี่คิมตามมาหลอกหลอนฉันแม้กระทั่งในความฝัน
“ผมยังโสด” พูดออกมาได้ เฮงซวย!
“แล้วหอมเป็นอะไรสำหรับพี่...ฮึก” หมาเหรอที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันคิดไปเองอย่างนั้นเหรอว่าเราเป็นแฟนกัน
“เป็นคนเมาที่เข้าห้องผิด อยู่ดีไม่ว่าดีก็จะถูกจับกิน” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยกระซิบริมใบหู ลมหายใจกลิ่นมิ้นต์ที่ปัดผ่านชวนให้รู้สึกวูบไหว
“พูดอะไรของพะ...อื้ออ” ริมฝีปากถูกครอบครองอีกครั้งด้วยสัมผัสที่เร่าร้อนมากกว่าคราแรก
ลิ้นร้อนของคนที่อยู่เหนือร่างลากไล้ไปทั่วกลีบปาก ก่อนจะสอดแทรกเข้ามากวาดต้อนภายใน
มือใหญ่ละจากต้นขา แล้วเคลื่อนขึ้นมาบีบเคล้นคลึงหน้าอกกลมกลึง แม้จะมีปราการขวางกั้น กระนั้นก็ไม่เป็นอุปสรรคหากเขาคิดจะทำ
“มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้ ผมทนไม่ไหวแล้ว” สิ้นประโยคนั้นเขาก็ผละออกจากตัวฉันเพื่อปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเราทั้งสองให้หลุดพ้นออกจากร่างกาย
ความหนาวเหน็บจากเครื่องปรับอากาศบาดปะทะผิวกาย ทว่าไม่นานนักร่างแกร่งก็ตามมาแนบชิด ความอบอุ่นจึงแทรกเข้าแทนที่ ฉับพลันก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายก็เต้นแรงไม่เป็นส่ำราวกับจะตอบสนองเขาด้วยความยินดี
“พี่คิมอย่าทำแบบนี้ หอมไม่ยอมหรอกนะ” พยายามที่จะใช้สายตาเพ่งมองเขา ทว่ากลับพบเพียงแค่ใบหน้าที่พร่าเลือน
เขาแอบไปกินกับผู้หญิงคนอื่นลับหลังฉัน แล้วนี่ยังจะมาหาเศษหาเลยกับร่างกายฉันอีก ไม่ยอม ยังไงก็ไม่ยอมเด็ดขาด!
“ผมชื่อซีน” หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินดังนั้น แต่แล้วก็ไม่ปล่อยให้ฉันฉงนใจอยู่นาน
เขาทั้งจู่โจม และเล้าโลมร่างกายฉันทั่วทุกอณู สัมผัสแปลกใหม่ที่เขาปรนเปรอดึงสติที่มีอยู่น้อยนิดให้ล่องลอยหายไป เหลือเพียงไว้แค่อารมณ์ปรารถนาที่ถูกจุดติด
ยิ่งเวลาผ่านพ้นไปนานเท่าไหร่ ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น
ปากบอกไม่ยอม ทว่าท้ายที่สุดฉันกลับขาดสติยั้งคิด ปล่อยให้ความต้องการครอบงำจนสำเร็จ เหตุการณ์ทุกอย่างจึงดำเนินต่อไปโดยไม่คิดจะปริปากห้าม
รู้ตัวอีกทีว่านี่ไม่ใช่ความฝันก็ตอนที่ใจกลางความเป็นหญิงถูกรุกล้ำด้วยตัวตนร้อนผ่าว ความเจ็บปวดเหล่านั้นพานทำให้ฉันขบกัดไหล่กว้างเอาไว้แน่น จูบที่เขาประทับลงมาแผ่วเบาตรงข้างแก้ม ราวกับว่ากำลังปลอบโยนฉันให้ผ่อนคลายอย่างไรอย่างนั้น…