บรรยากาศรอบกายค่อนข้างอึกทึกไม่น้อย เนื่องจากเป็นมุมสำหรับดื่มสังสรรค์ของทางโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลงหรือเสียงพูดคุยก็ต่างเจื้อยแจ้วไปทั่วทั้งบริเวณ ทว่าสิ่งที่ฉันสนใจในเวลานี้ก็คือเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านข้างต่างหาก
“พอแล้วโบว์วี่ นั่นเหล้านะไม่ใช่น้ำเปล่า กระดกเอา ๆ เดี๋ยวก็ช็อกตายหรอก” ตั้งแต่มานั่งอยู่ตรงบาร์ ประโยคเหล่านี้ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจากปากฉันนับครั้งไม่ถ้วน
อันที่จริงเราสองคนมาที่โรงแรมแห่งนี้เพื่อพักผ่อนหย่อนคลายก่อนจะเริ่มหาที่ฝึกงาน ทว่ายังสบายตัวสบายใจได้ไม่ทันไรเพื่อนก็ดันมีปัญหากับแฟน จนเรื่องกลับกลายเป็นอย่างที่เห็น
เครื่องดื่มหลากสีที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์แก้วแล้วแก้วเล่าถูกมือบางยกกระดกเข้าปากรัว ๆ ท่ามกลางสายตาเป็นห่วงเป็นใยจากฉัน
เพื่อนสาวคนสนิทงอนกับแฟนหนุ่มตามประสาคู่รักที่มักจะมีเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้ามาทำให้คิดมาก และแน่นอนว่าสิ่งที่คลายความคิดฟุ้งซ่านนั้นได้ก็คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่มันเกินไปหน่อย ที่โบว์วี่เล่นดื่มอย่างเอาเป็นเอาตายเสียขนาดนี้
ฉันเองก็ไม่รู้เรื่องด้วยหรอก ว่าสาเหตุที่เพื่อนงอนกับแฟนเกิดจากอะไร รู้เพียงแต่ว่าในสถานการณ์ตรงหน้าฉันควรปลอบใจ และควรปรามเพื่อนไปพร้อม ๆ กัน
“ฉันเคยบอกโอห์มไปแล้ว ว่าเวลาไปไหนให้โทรมาบอก” โบว์วี่ระบายความอัดอั้นตันใจที่เก็บงำเอาไว้ออกมา “แต่นี่อะไร เขาไปเที่ยวผับกับเพื่อนโดยที่ไม่บอกฉันสักคำ แกก็รู้ใช่มั้ยว่าสถานที่แบบนั้นต้องไปเจอสิ่งล่อตาล่อใจอะไรบ้าง”
“รู้ เอาน่าใจเย็น ๆ มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกัน” มือข้างหนึ่งเอื้อมไปลูบไหล่บางแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลม
ฉันเองก็มีแฟนเหมือนกัน จึงเข้าใจเป็นอย่างดีว่าสถานที่แบบนั้นไม่เหมาะที่จะปล่อยให้คนรักของตนเองย่างกายเข้าไปโดยไม่บอกกล่าว ต่อให้ไม่ได้มีเจตนาอะไรทำนองนั้นแอบแฝง แต่อย่างน้อยก็ควรบอกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
เรื่องพวกนี้เป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนต่อความสัมพันธ์ อย่าให้ต้องมารับรู้เองทีหลังจะดีกว่า
“ฉันไม่พร้อมจะคุยอะไรตอนนี้หรอก โมโห” ไม่บอกก็รู้ เห็น ๆ อยู่ว่าสีหน้าโบว์วี่เกรี้ยวกราดขนาดไหน
“แล้วนี่แกรู้ได้ไงว่าโอห์มไปผับ”
“ก็เพื่อนเขาถ่ายรูปแล้วแท็กหากัน สงสัยไม่ได้เตี๊ยมไว้ ฉันตาไวไงเลยเห็นพอดี” ได้แต่ส่ายหน้าไปมาให้กับคำบอกเล่าจากปากเพื่อน
บทจะโป๊ะแตกก็โป๊ะแบบง่าย ๆ เพื่อนโอห์มนี่ก็ไม่รู้งานเอาเสียเลย
“เดี๋ยวฉันมานะ ไปเข้าห้องน้ำก่อน”
“จะโทรเช็กแฟนตัวเองบ้างล่ะสิ” คิ้วเรียวเป็นทรงสวยเลิกขึ้นสูงอย่างตั้งคำถาม
ฉันไม่ตอบ ทว่าเลือกที่จะยกยิ้มมุมปาก ก็ตั้งใจจะไปทำธุระส่วนตัวด้วย แต่สำหรับเรื่องนั้นคือจุดประสงค์รอง
“กลับมาอย่าให้ฉันเห็นว่าแกสั่งมาเพิ่มอีกแก้วนะโบว์วี่” ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนไม่ลืมที่จะกำชับเพื่อนเอาไว้ ใบหน้าเนียนสวยที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางดูโฉบเฉี่ยวพยักรับหงึกหงัก
ฉันเดินไปตามทางที่มีป้ายชี้บอก ไม่นานนักก็ถึงจุดหมาย หลังจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยจึงเดินไปล้างมือที่อ่าง จากนั้นจึงใช้ทิชชู่เช็ดให้แห้งเพื่อล้วงหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าสะพายใบเล็กที่แนบอยู่ข้างลำตัว
นิ้วเล็กจิ้มไปที่เบอร์ล่าสุดเพื่อกดโทรออก เสียงสัญญาณดังขึ้นเนิ่นนานหลายนาทีก็ไม่มีวี่แววว่า ‘พี่คิม’ จะรับสาย หลังกดโทรออกอยู่หลายครั้งฉันจึงถอดใจ แล้วยัดโทรศัพท์กลับไปไว้ที่เดิม
คิดในแง่ดีบางทีเขาอาจจะกำลังทำงานอยู่ เพราะแฟนของฉันเป็นถึงผู้บริหารระดับสูง ดังนั้นแม้ว่าเวลานี้จะดึกดื่นไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
“เป็นอะไรหน้านิ่งมาเลย” พอเดินกลับไปหาเพื่อน โบว์วี่ก็รีบทักทันทีเมื่อเห็นสีหน้าฉันที่ฉายชัดออกไป
“พี่คิมไม่รับสาย” อันที่จริงเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะช่วงที่พี่คิมมีงานรัดตัว
“ของแกนี่ไม่น่าเป็นกังวลเท่าไหร่ พี่คิมออกจะสุภาพบุรุษ แถมยังเรียบร้อยพูดน้อยน่ารักขนาดนั้น” ไม่ได้รู้สึกยินดีสักเท่าไหร่ที่เพื่อนพูดแบบนี้ แม้ว่าพี่คิมจะเป็นสุภาพบุรุษ กระนั้นท่าทีเงียบสงบของเขาก็ไม่อาจทำให้ฉันล่วงรู้ได้เลยว่าพี่คิมกำลังคิดอะไรอยู่บ้าง
“แล้วถ้าพี่คิมเป็นผู้ชายเงียบ ๆ แต่ฟาดเรียบล่ะ” หลังเอ่ยประโยคนั้นจบลง โบว์วี่ก็ขำก๊ากขึ้นมาทันที
“แกคบกับเขามาหลายเดือนแล้วนะ อีกไม่นานก็จะครบปีแล้ว ฉันดูยังรู้เลยว่าพี่คิมไม่ใช่ผู้ชายแบบนั้น” ฉันเองก็รู้ว่าแฟนตัวเองเป็นคนแบบไหน แต่บางครั้งมันก็อดที่จะระแวงไม่ได้ ก็เห็นมาหลายคู่แล้ว ที่ต่อหน้าเงียบ ๆ ลับหลังก็ฟาดเรียบ ขึ้นชื่อว่าผู้ชายไว้ใจไม่ได้หรอก ไม่วันใดก็วันหนึ่งต้องมีออกนอกลู่นอกทางกันบ้าง “ฉันขอถามอะไรหน่อยสิ”
“อะไร?” หลังย้อนถามกลับไป เพื่อนก็เอนกายเข้ามาหาจนเกือบจะสิงร่างฉันอยู่รอมร่อ ริมฝีปากบางเคลือบลิปสติกสีแดงโฉบลงมากระซิบที่ข้างหู ก่อนเอ่ยประโยคที่ทำให้ฉันหน้าแดงก่ำ
“แกกับพี่คิมเคยมีอะไรกันหรือยัง”
“จู่ ๆ มาถามอะไรแบบนี้!” แสร้งพูดเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนอาการขวยเขิน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเขินไปทำไม ในเมื่อยังไม่เคยไปถึงขั้นนั้นกับพี่คิมเลยสักนิด
“ฉันจะได้ให้คำปรึกษาได้ถูก สรุปว่าไง?” เกิดอาการอึกอักอยู่นานหลายสิบวินาที เนื่องจากไม่รู้ว่าควรให้คำตอบเพื่อนออกไปดีหรือไม่ “บอกมาเถอะน่าคนกันเอง ฉันไม่ฟ้องพ่อแกหรอก เรื่องเซ็กส์มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย”
“ไม่เคย” ท้ายที่สุดก็ให้คำตอบเพื่อนด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม
“แล้วจูบล่ะ” โบว์วี่ยังคงตั้งคำถาม
“ก็ไม่เหมือนกัน”
“พูดจริงพูดเล่นเนี่ย แกไม่เคยทำอะไรแบบนั้นกับพี่คิมบ้างเลยเหรอ” ดูเหมือนว่าร่างบางข้างกายจะแปลกใจไม่น้อยที่ได้ยินคำตอบล่าสุดจากปากฉัน
ก็คนมันกลัวนี่นา ฉันเคยอ่านกระทู้ในเว็บไซต์ผู้หญิง แล้วหลายคนมักจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ครั้งแรก’ มักจะเจ็บเสมอ ส่วนเรื่องจูบ…เป็นฉันเองที่ไม่ใจกล้ามากพอ แม้ว่าบรรยากาศจะเป็นใจหลายครั้งกระนั้นฉันก็เลือกที่จะปฏิเสธเขาทุกที
“ฉันจะโกหกแกทำไมล่ะ ว่าแต่แกเถอะเคยหรือไง”
“ของมันแน่อยู่แล้ว โอห์มหุ่นแซบขนาดนั้นใครจะอดใจไหว” ท่าทางของเพื่อนที่กำลังกัดริมฝีปากทำให้คนมองอย่างฉันถึงกับส่ายหน้า “แล้วพี่คิมเคยรุกแกบ้างหรือเปล่า”
“เคย แต่ฉันก็ปฏิเสธตลอด” เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ฉันเชื่อว่าถ้าพี่คิมรักฉันจริง ๆ เขาต้องรอได้
“แล้วเขาไม่พูดอะไรบ้างเหรอ”
“พี่คิมรอได้” ระดับน้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกไปค่อนข้างหนักแน่นเลยทีเดียว พี่คิมเคยพูดกับฉันไว้แบบนี้ มันจึงทำให้ชีวิตคู่ของเรายังคงดำเนินเรื่อยมา
หากเขาไม่พอใจคงไปจากฉันตั้งนานแล้วล่ะ ไม่เสียเวลารอให้ฉันพร้อมหรอก
“บอกตามตรงเลยนะ เรื่องเซ็กส์มันเป็นอะไรที่สำคัญกับชีวิตคู่ ต่อให้พี่คิมพูดแบบนั้นแต่ฉันเชื่อว่าลึก ๆ แล้วเขาก็อยากทำ อย่างน้อยแกน่าจะให้เขาจูบหน่อยก็ดี”
“ฉันไม่กล้าอะ ขอเวลาทำใจก่อน” พี่คิมคือแฟนคนแรกของฉัน หลายเดือนมานี้ก็พยายามอย่างมากแล้วที่จะปรับตัวเพื่อเขา จากที่ตอนแรกไม่ให้แม้กระทั่งหอมแก้มกับกอดเลยด้วยซ้ำ
ขอเวลาอีกสักพัก แล้วฉันจะยอมให้เขาทุกอย่างตามที่ต้องการ…
“ระวังเขาจะไปหากินที่อื่นแล้วกัน”
Tru…Tru…Tru…
ประโยคคำเตือนจากปากเพื่อนดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท ก่อนที่โทรศัพท์มือถือของโบว์วี่จะสั่นครืดอยู่ข้างแก้วเครื่องดื่ม
“ร้านหมูกระทะสวัสดีค่ะ รับอะไรดีคะ” หางตาปรายมองคนข้างกาย เมื่อได้ยินโบว์วี่ทักทายปลายสายด้วยประโยคนั้น “จะมาง้อเหรอ เค้าไม่บอกหรอกว่ากำลังอยู่ที่โรงแรม…ตัวเองไปดื่มกับเพื่อนเถอะ เค้าไม่สำคัญอยู่แล้วหนิ ไม่ต้องมา”
มุมปากถึงกับยกยิ้มพร้อมกลั้นขำ จริง ๆ ก็อยากให้แฟนตามมาง้อแหละแต่ฟอร์มจัด พูดออกไปหมดซะขนาดนั้นโอห์มคงไม่รู้หรอกมั้งว่าเราอยู่ที่ไหนกัน
“แกนี่มันจริง ๆ เลย” หลังเพื่อนคุยกับคนรักเสร็จก็อดไม่ได้ที่จะค่อนแคะ มีอย่างที่ไหนไม่อยากให้เขาตามมา แต่ดันพูดบอกชื่อสถานที่หมดเปลือก
“ฉันว่าโอห์มคงไม่ตามมาหรอก” โบว์วี่ไหวไหล่ราวกับไม่ใส่ใจ ทว่าฉันก็มองออกอยู่ดี ว่าแท้จริงแล้วเพื่อนก็แอบคาดหวัง
อันที่จริงถ้าโอห์มจะมาก็มาได้ แค่นั่งเรือข้ามมายังเกาะแป๊บเดียวเอง อยู่ที่ว่าเขาจะทำหรือเปล่าแค่นั้น
ติ้ง!
“พี่คิมแน่ ๆ” มือรีบคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่ขึ้นมาถือด้วยความรวดเร็ว และไม่วายหันไปพูดอวดเพื่อนพร้อมรอยยิ้ม
แต่แล้ว...รอยยิ้มที่เคยปรากฏบนใบหน้าพลันค่อย ๆ จางหายหลังจากเห็นข้อความที่ถูกส่งมาจากบุคคลปริศนา
ซึ่งคลิปที่กำลังเล่นอยู่บนหน้าจอคือคนรักของฉันที่กำลังนัวเนียอยู่กับผู้หญิงคนอื่นอย่างถึงพริกถึงขิง
ไม่อยากสาธยายรายละเอียดไปมากกว่านี้อีกแล้ว ฉันรับไม่ได้…
“ทำหน้าเหมือนเห็นผี ไหนเอามาดูหน่อย” ปล่อยให้เพื่อนเอาโทรศัพท์ของตนเองไปดูโดยง่าย เพราะเวลานี้สติที่เคยมีได้หลุดลอยออกจากร่างฉันไปเสียแล้ว “อะไรวะเนี่ย!”
แม้แต่เพื่อนยังตกอกตกใจกับสิ่งที่เห็นจนหลุดร้องอุทานออกมาเสียงดัง
“...”
“แกโอเคมั้ยเทียนหอม” มือบางวางลงบนไหล่ของฉัน พร้อมตบเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม
โอเคก็แย่แล้ว…
จู่ ๆ ขอบตาก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมา ฉันแสร้งกลบเกลื่อนความรู้สึกเจ็บปวดนั้นด้วยการคว้าแก้วเครื่องดื่มกระดกเข้าปาก แต่รู้สึกว่ามันคงไม่พอ
แหงสิ ก็ที่เพิ่งดื่มเข้าไปน่ะมันคือน้ำส้ม…
“สั่งเหล้าให้หน่อย ขอแบบแรง ๆ” หันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่นั่งอยู่ด้านข้าง จะย้อมใจทั้งทียังไม่รู้เลยว่าต้องดื่มเหล้าชนิดไหน
“เมื่อกี้แกยังห้ามฉันอยู่เลยนะ” โบว์วี่รีบแย้ง
“งั้นไม่ห้ามแล้ว สั่งมาเลย” บอกออกไปอย่างคนเอาแต่ใจ ระดับน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็รับรู้ได้ถึงก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ตรงบริเวณลำคอ
“ไม่ต้องแรงมากหรอกมั้ง คนไม่เคยดื่มอย่างแกแค่อึกเดียวก็น่าจะหัวทิ่มแล้ว” เพื่อนก็ขยันพูดจี้ใจดำฉันเสียจริง ไม่สงสารคนที่กำลังช้ำใจบ้างเลยหรือไง
“จะสั่งให้ฉันได้หรือยัง”
“โอเค ๆ” โบว์วี่รีบตอบรับอย่างจำยอม ก่อนจะหันไปสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับบาร์เทนเดอร์
“ฉันไม่คิดเลยว่าพี่คิมจะเป็นอย่างที่ฉันกังวลจริง ๆ” ระหว่างรอก็ตัดพ้อกับเพื่อนสนิทไปพลาง ๆ หลังมือถูกยกขึ้นปาดเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าลวก ๆ
เพิ่งรู้ซึ้ง ว่าการที่ถูกคนรักหักหลังมันเจ็บปวดขนาดนี้
“เอาน่า หาใหม่เลยอย่าไปแคร์ สวยเลิศเชิดเข้าไว้”
“ถ้าจะเป็นแบบนี้ฉันยอมขึ้นคานดีกว่า ไม่เอาแล้ว” ผู้ชายก็เป็นเหมือนกันหมดนั่นแหละ เผลอไม่ได้ ฉันคิดว่าตัวเองเลือกดีแล้วนะ สุดท้ายเป็นไงล่ะ...หึ ซึมเป็นส้วมเลย
“เหล้าที่สั่งไว้ได้แล้วครับ” ครั้นได้ยินดังนั้นฉันก็รีบคว้าแก้วเหล้าตรงหน้ามากระดกเข้าปากโดยเร็ว
“ไม่เห็นจะอร่อยเลย ขมก็ขม” ใบหน้าที่แสดงออกไปเหยเกเพราะความไม่คุ้นชินกับรสชาติที่แตะสัมผัสปลายลิ้น
“งั้นก็เลิกดื่ม”
“ไม่!” ฉันเลือกที่จะปฏิเสธเพื่อนเสียงแข็ง ถ้าการเมาทำให้ลืมความเจ็บปวดได้ฉันก็จะลุย “เอามาอีกแก้ว”
“พอเถอะ” โบว์วี่ห้ามปรามอีกครั้งราวกับคิดว่ามันจะได้ผล
“อย่าห้าม วันนี้ฉันอยากเมา” ยังคงหนักแน่นในจุดประสงค์ของตนเอง แม้ว่าจะรู้สึกมึน ๆ ตั้งแต่แก้วแรกที่ดื่มเข้าไปก็ตาม “สั่งมาอีก”
“แกนี่จริง ๆ เลย” แม้ปากจะบ่นอุบ กระนั้นโบว์วี่ก็หันไปสั่งให้
แอลกอฮอล์แก้วแล้วแก้วเล่าถูกฉันยกขึ้นกระดกเข้าปากรัว ๆ แบบไม่หยุดยั้ง เวลานี้จะเอาอะไรมาฉุดก็ไม่อยู่แล้วจริง ๆ
ทว่าผ่านไปไม่กี่นาทีฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ก็เริ่มทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตามที่ต้องการ
“เจ็บแล้วจำคือคน...เจ็บแล้วทนต้องไม่ใช่ฉันโว้ยยยย!” พอเริ่มเมาก็ซ่าขึ้นมาทันที จากที่ไม่เคยเสียงดังพลันรู้สึกว่ากำลังรูดซิปปากไม่อยู่
“เออรู้แล้ว พอได้หรือยังเนี่ย ไหนบอกว่าเหล้าไม่ใช่น้ำเปล่าไงเดี๋ยวก็ช็อกตายหรอก” ประโยคนี้คุ้น ๆ นะคะคุณกิตติ ฉันเคยพูดหรือเปล่านะ
“ฮึก...แกอย่าขึ้นเสียงใส่ฉันได้มั้ย ฉันกำลังเจ็บช้ำตรงนี้อยู่นะ” ว่าแล้วก็ทุบลงไปที่อกข้างซ้ายของตนเองเบา ๆ
ทุบแรงไม่ได้ คนเมาก็เจ็บเป็น…
“เป็นไง เมาสะใจหรือยัง” เพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เห็นฉันฟุบหน้าลงไปบนท่อนแขนของตนเอง
หากถามว่าอาการตอนนี้เป็นอย่างไร ก็มึนหัวได้ที่เลยล่ะ
“อืม” ตอบรับเสียงยานครางอยู่ภายในลำคอเพียงสั้น ๆ ขณะเดียวกันก็ทำท่าจะหยิบแก้วเหล้าที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดขึ้นมากระดกจรดริมฝีปากอีกครั้ง
“เมาแล้วก็พอ” ทว่าโบว์วี่กลับยื่นมือมาแย่ง ฉันจึงคว้าได้แค่ความว่างเปล่าเท่านั้น
อาการหนักอึ้งที่ศีรษะค่อย ๆ ตีตื้นขึ้นมาจนฉันไม่สามารถนั่งตัวตรง ๆ ได้ ถ้าไม่ฟุบอยู่กับท่อนแขนคงหงายหลังตกเก้าอี้อย่างแน่นอน
“ถ้าเขาไม่โอเคน่าจะบอกฉันตั้งแต่แรก…ฮึก…ทำไมต้องแอบไปทำอะไรลับหลังแบบนั้นด้วย” เพียงแค่สมองเริ่มครุ่นคิดไปถึงคลิปที่เพิ่งดู ฉันก็เข้าสู่โหมดดราม่าทันใด
พี่คิมเป็นคนบอกเองด้วยซ้ำว่ารอได้ ทำไมท้ายที่สุดแล้วเหตุการณ์ถึงกลับกลายเป็นแบบนี้ เขาไม่น่าโกหกฉันเลย หากทั้งหมดที่พูดไปเพื่อให้ฉันรู้สึกสบายใจก็ขอบอกเลยว่ามันไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีเลยสักนิด
ไม่มีใครชอบหรอกนะที่ต้องมารับรู้ความจริงทีหลัง
“ไว้พรุ่งนี้แกค่อยไปเคลียร์กับเขาให้รู้เรื่องแล้วกัน ส่วนตอนนี้ไปพักเถอะ” โบว์วี่เองก็เหมือนจะไม่รู้ว่าต้องแสดงความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น หนำซ้ำอาการเมามายของฉันในตอนนี้คงไม่เหมาะที่จะพูดคุยด้วยสักเท่าไหร่
Tru…Tru…Tru…
“แฟนแกโทรมา” เนื่องจากโทรศัพท์โบว์วี่วางใกล้ระดับสายตาของฉันพอดิบพอดี จึงสามารถมองเห็นชื่อที่โชว์หราอยู่บนหน้าจอได้ชัดเจน
“ตัวเองมาถึงแล้วเหรอ…เค้าอยู่ตรงบาร์เดินตรงเข้ามาแป๊บเดียวก็เจอเลย…นั่งกันอยู่สองคนกับเทียนหอม ไม่มีใครนอกเหนือจากนี้จริง ๆ” เปลือกตาที่เปียกชื้นหลับพริ้มลง กระนั้นบทสนทนาของเพื่อนก็ดังแทรกเข้ามาในหูให้ได้ยินเป็นระยะ “ฉันไม่คิดว่าโอห์มจะตามมาจริง ๆ กลับกันเลยมั้ยล่ะ เดี๋ยวฉันไปเช็คเอ้าท์ให้”
“แกกลับไปกับแฟนเถอะ ฉันจะอยู่ที่นี่ต่อ” ริมฝีปากขยับเคลื่อนทั้งที่ยังหลับตาอยู่ ขืนกลับบ้านทั้งที่สภาพเป็นแบบนี้พ่อคงเล่นงานฉันตายเลย เพราะงั้นควรหาที่หลบภัยแล้วรักษาอาการทางใจให้หายดีก่อนกลับไปใช้ชีวิตปกติตามเดิม
“เมาขนาดนี้แกจะอยู่คนเดียวได้ยังไง”
ก็อยู่ตามลำพังว้าเหว่ตามประสาคนถูกหักหลัง
“ทำไมเทียนหอมเมาแบบนี้ล่ะ” สิ้นประโยคของโบว์วี่เพียงไม่นานโอห์มก็ปรากฏตัวอยู่ข้างเธอ สีหน้าที่ฉายชัดแสดงให้เห็นถึงความงงงวย
“เดี๋ยวเค้าเล่าให้ฟัง” พอเห็นว่าฉันเริ่มเบะคล้ายจะร้องไห้ออกมาอีกรอบ โบว์วี่จึงไม่อยากเอ่ยพูดให้ฉันสะเทือนใจ “งั้นวันนี้นอนค้างที่นี่กันให้หมด แล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับบ้านโอเคมั้ย?”
“ไม่โอเค พรุ่งนี้โอห์มต้องไปเยี่ยมป้าที่โรงพยาบาลแต่เช้า”
“แล้วตัวเองจะตามมาทำไมล่ะ” เพื่อนฉันนี่ก็ปากไวเสียเหลือเกิน มีแววว่างานนี้ต้องทะเลาะกันอีกรอบแน่ ๆ
“ก็มารับตัวเองกลับบ้านไง แล้วทำไมไม่กลับพร้อมกันเลยล่ะ”
“กลับไปก่อนเถอะ ฉันไม่อยากให้พ่อเห็นสภาพตัวเอง” รีบเอ่ยแทรกบทสนทนาชวนทะเลาะเหล่านั้น ก่อนที่ทั้งสองจะพูดแย้งกันไปมาไม่จบไม่สิ้น
“งั้นไปนอนที่บ้านฉันก่อนก็ได้” โบว์วี่เสนอ ทว่าฉันเกรงใจเกินกว่าที่จะไปค้างที่นั่น พ่อกับแม่ของโบว์วี่ก็อยู่ด้วย ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นฉันเมาหัวทิ่มหัวตำฉันกลัวว่าพวกท่านจะตกใจ
“ไม่เอา อยู่ที่นี่แหละฉันดูแลตัวเองได้” กว่าจะขยับปากพูดได้แต่ละคำนั้นช่างยากลำบาก เวลานี้ฉันอยากจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเต็มทนแล้ว เปลือกตาที่หนักอึ้งไม่ไหวจะฝืนแล้วจริง ๆ
“เดี๋ยวโอห์มพาเทียนหอมขึ้นไปส่งที่ห้องพักแล้วกัน ส่วนตัวเองก็ไปนั่งรออยู่ตรงล็อบบี้ ห้ามไปไหน” โอห์มสรุปเสร็จสรรพ ซึ่งฉันว่าก็ดีเหมือนกัน ขืนให้ไปคนเดียวก็ไม่รู้จะถึงห้องหรือเปล่า เพราะโลกมันเอียง
“แต่ของเค้าก็อยู่บนห้องนะ ให้เค้าไปด้วยดีกว่า”
“ดูสภาพตัวเองด้วย ก็เมาพอ ๆ กันนั่นแหละ ไว้พรุ่งนี้ค่อยให้เทียนหอมเก็บไว้ให้” ดูเหมือนว่าโอห์มเริ่มจะมีน้ำโห ท่าทางของเขาดูเร่งรีบเหมือนอยากรีบกลับบ้านเร็ว ๆ ทว่าคนรักกลับไม่ให้ความร่วมมือ
“ก็ได้” โบว์วี่ตอบรับอย่างจำยอม ก่อนจะช่วยโอห์มพยุงฉันให้ลุกขึ้นยืน
เราแยกกันตรงล็อบบี้ เนื่องจากว่าโอห์มต้องการพาฉันขึ้นไปบนห้องพักคนเดียว
“เป็นสาวเป็นนางใครเขาให้ดื่มจนเมาขนาดนี้” หูได้ยินทุกคำพูดที่โอห์มเอ่ยออกมา แต่สมองคิดอะไรโต้ตอบกลับไปไม่ได้เลยเลือกที่จะยอมจำนน
ฝากไว้ก่อน รอให้สร่างเมาเมื่อไหร่ฉันจะสวนกลับ…
“…”
“ห้องอยู่ชั้นไหน” ร่างสูงข้างกายเอ่ยปากถาม หลังจากที่พาฉันเข้ามาในลิฟต์เรียบร้อยแล้ว
“เก้า” กล่องโดยสารขยับเคลื่อนไปยังชั้นจุดหมาย หลังนิ้วเรียวยาวจิ้มลงไปที่ตัวเลข
ติ้ง!
ไม่นานนักเสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้น ประตูลิฟต์เปิดออก โอห์มค่อย ๆ พยุงฉันออกมาด้านนอกแม้จะทุลักทุเล เพราะอาการทรงตัวไม่อยู่ของฉัน
“ห้องเบอร์อะไร”
“นั่น ๆ ห้องนั้น” นิ้วเล็กรีบยกขึ้นชี้บอก เมื่อเงยหน้าแล้วเห็นว่าห้องตนเองอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เรายืนอยู่เท่าไหร่นัก “ขอบใจมากแฟนเพื่อน ส่งแค่ตรงนี้แหละ ลงไปหาโบว์วี่เถอะ”
ฝ่ามือตบลงที่ไหล่กว้างเบา ๆ เมื่อโอห์มพาฉันมาส่งถึงหน้าห้องพักเรียบร้อย
“เดินเข้าไปไหวแน่นะ” สีหน้าที่ฉายชัดออกมาราวกับไม่เชื่อใจฉันสักเท่าไหร่
ฉันน่ะไหวอยู่แล้ว แต่โลกต่างหากล่ะที่ไม่ไหว อะไรจะเอียงขนาดนี้ เห็นไหมฉันทรงตัวตรง ๆ ไม่ได้เลย
“ไหวสิ” ยืนยันอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สองขาก้าวขยับไปที่บานประตู มีอาการเซทางซ้ายทีขวาที ทว่าท้ายที่สุดก็สามารถเดินไปถึงจนได้ “เห็นมั้ยบอกแล้ว”
ก่อนเข้าห้องไม่วายที่จะหันไปฉีกยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ
“เฮ้อ~” โอห์มถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พร้อมกับส่ายศีรษะเล็กน้อย แล้วจึงหมุนตัวเดินจากไป
แกร๊ก…
“เอ๊ะ...ทำไมห้องไม่ได้ล็อก?” ยืนพูดพึมพำอยู่กับตัวเอง ตอนแรกฉันจะพิงไหล่ไว้กับบานประตูเพื่อค้นหาคีย์การ์ดในกระเป๋า แต่ไหงมันถึงเปิดได้ทันทีเพียงแค่ตัวไปสัมผัสโดน “ช่างเถอะ”
ท้ายที่สุดก็บอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ เวลานี้ไม่อยากโฟกัสอะไรเท่ากับเตียงนอนอีกแล้ว ตั้งใจไว้ว่าจะรีบพุ่งเข้าไปแล้วกระโดดนอนแผ่หลา แต่ดูเหมือนว่าสังขารจะไม่เอื้ออำนวย จึงทำได้แค่ค่อย ๆ ย่างก้าวเข้าไปด้านในพร้อมด้วยอาการเวียนหัว
“เข้ามาก็ดีแล้ว ผมบอกไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าห้ามเอาดอกไม้เข้ามาตั้งไว้ในห้องของผม” ทันทีที่เดินเข้าไปในห้องนอน สายตาก็ปะทะเข้ากับผู้ชายร่างสูงคนหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนหันหลังให้ฉันอยู่ “รีบเอามันออกไปเร็ว ๆ”
“บอก...บอกใคร? คุยกับฉันเหรอ?” นิ้วเล็กยกขึ้นชี้เข้าหาตัว เราสองคนรู้จักกันเหรอ? ก็ไม่นะ
ครั้นได้ยินเสียงฉันย้อนถาม อีกฝ่ายก็รีบหันขวับมามอง
“คุณเป็นใคร เข้ามาในห้องของผมได้ยังไง ออกไปเดี๋ยวนี้!”
ท่าทางของผู้ชายตรงหน้าที่กำลังเอ่ยปากไล่ฉันดูแปลกตา คล้ายกับกำลังระงับอารมณ์บางอย่าง กระนั้นระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายก็ทำให้ฉันไม่อยากสนใจอะไรนอกเสียจากล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้าง
“อะไร? จะแปลงร่างเหรอ ไปเล่นที่อื่นไปหนู พี่จะนอน” กล่าวจบก็เดินไปทิ้งกายลงบนเตียงนุ่มหยุ่น พร้อมหลับตาพริ้ม
ใครจะสนล่ะ นี่ห้องฉันนะ เขาต่างหากที่ควรจะออกไป เล่นมาไล่กันแบบนี้หลับโชว์เลยแล้วกัน
“ถ้าเมาก็กลับไปนอนที่ห้องของตัวเอง อย่ามัวชักช้าไม่งั้นจะหาว่าผมไม่เตือน!” ชักช้าชักเร็วอะไรกัน ฉันก็แค่นอนอยู่เฉย ๆ ทำไมต้องทำเสียงดุขนาดนั้นด้วย
“พูดอะไรไม่รู้เรื่อง” เปลือกตาลืมขึ้นมองสบประสานกับร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างเตียง
เขากัดฟันแน่นจนสันกรามปูดนูนขึ้นมาตามกรอบหน้า ดู ๆ ไปก็หล่อเหมือนกันนะเนี่ย แต่ติดที่ว่าพูดไม่รู้เรื่อง มีอย่างที่ไหนมาไล่เจ้าของห้องให้ออกไปปาว ๆ ใช้ไม่ได้เลยจริง ๆ
ศีรษะเล็กส่ายไปมาทิ้งท้าย ก่อนจะปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง แล้วพลิกตัวนอนหันหลังให้กับเขา เตียงนี้นุ่มสบายดีจริง ๆ แค่ไม่กี่วิก็รู้สึกเคลิ้มจนใกล้จะหลับแล้ว
พรึบ!
“คนที่พูดไม่รู้เรื่องคือคุณต่างหาก” จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างโน้มลงมาคร่อมทับกักกันอยู่เหนือร่าง และตามมาด้วยเสียงกระซิบทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นข้างหู “เตือนแล้วไม่ฟัง ผมเองก็ไม่ได้มีความอดทนมากขนาดนั้นซะด้วยสิ”
ประโยคนั้นแว่วเข้ามาในโสตประสาท กระนั้นฉันก็ไม่สามารถแยกออกอยู่ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริงหรือความฝัน เนื่องจากเวลานี้ฉันใกล้คืบคลานเข้าสู่ห้วงนิทราแทบทุกวินาที
“อื้ออ...อย่าเลียตรงนั้นสิ” ริมฝีปากบางเคลื่อนขยับ ระดับน้ำเสียงที่หลุดรอดออกมาค่อนข้างสะลึมสะลือไม่น้อย
บริเวณลำคอรับรู้ได้ถึงสัมผัสเปียกชื้น แถมยังชวนให้จั๊กจี้จนต้องหดคอหนีเป็นพัลวัน กระนั้นความนุ่มหยุ่นและร้อนผ่าวก็ยังคงตามมาก่อกวน
“...”
“บุษบา...อย่ามาเลียคอพี่แบบนี้สิเด็กดี” ‘บุษบา’ คือชื่อสุนัขที่ฉันเลี้ยงเอาไว้ เพราะคิดว่าเป็นฝีมือน้อง จึงได้เอ่ยปากออกไปแบบนั้น
“เด็กดี?...หึ” ประโยคนี้มาพร้อมกับเสียงแค่นหัวเราะอยู่ในลำคอ “ผมไม่ใช่เด็กของคุณหรอก”
“อื้อออ” ใบหน้าของฉันถูกจับหันให้ไปเผชิญกับบางสิ่ง ก่อนจะเริ่มรู้สึกหายใจติดขัดเมื่อริมฝีปากของตนเองถูกดูดดึงด้วยสัมผัสสุดวาบหวาม และแปลกใหม่
ดวงตากลมโตยังคงหลับพริ้ม แล้วปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปโดยไม่คิดจะห้าม
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์หรืออะไรกันแน่ที่ทำให้ร่างกายของฉันร้อนรุ่มถึงเพียงนี้
“ผมไม่อยากทำอะไรคนเมาหรอกนะ แต่คุณทำให้ผมทนไม่ไหวเอง เพราะงั้นคืนนี้ก็อยู่บนเตียงกับผมนี่แหละ” สิ้นประโยคนั้นเดรสที่เคยสวมใส่ก็ถูกเลิกขึ้นสูง มือใหญ่ลูบไล้ที่ต้นขา นิ้วเรียวยาวทั้งแตะสัมผัสและฟอนเฟ้นผิวกายทั่วทั้งบริเวณนั้นอย่างนึกสนุก
“อื้ออ...อ๊ะ!...เจ็บ” ถึงกับหลุดปากโอดครวญ หลังซอกคอถูกขบเม้ม เปลือกตาค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่าก็มองเห็นเพียงแค่เงาดำที่อยู่เหนือร่างเท่านั้น
ฉันคงคิดเรื่องพี่คิมมากเกินไปจนเก็บเอามาฝันสินะ…
“...” แม้ว่าจะเงียบไม่ปริปากพูดใด ๆ ทว่าเขาก็ยังคงไม่หยุดที่จะปลุกปั่นอารมณ์ปรารถนาของฉันให้จุดติด ทั้งฝ่ามือและริมฝีปากนั้นล้วนพลิ้วไหวราวกับคนมีประสบการณ์อย่างโชกโชน
“ถ้าอยากมากขนาดนั้นทำไมไม่กลับไปหาผู้หญิงของพี่ล่ะ” ไม่แฟร์เลยสักนิด ที่พี่คิมตามมาหลอกหลอนฉันแม้กระทั่งในความฝัน
“ผมยังโสด” พูดออกมาได้ เฮงซวย!
“แล้วหอมเป็นอะไรสำหรับพี่...ฮึก” หมาเหรอที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันคิดไปเองอย่างนั้นเหรอว่าเราเป็นแฟนกัน
“เป็นคนเมาที่เข้าห้องผิด อยู่ดีไม่ว่าดีก็จะถูกจับกิน” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยกระซิบริมใบหู ลมหายใจกลิ่นมิ้นต์ที่ปัดผ่านชวนให้รู้สึกวูบไหว
“พูดอะไรของพะ...อื้ออ” ริมฝีปากถูกครอบครองอีกครั้งด้วยสัมผัสที่เร่าร้อนมากกว่าคราแรก
ลิ้นร้อนของคนที่อยู่เหนือร่างลากไล้ไปทั่วกลีบปาก ก่อนจะสอดแทรกเข้ามากวาดต้อนภายใน
มือใหญ่ละจากต้นขา แล้วเคลื่อนขึ้นมาบีบเคล้นคลึงหน้าอกกลมกลึง แม้จะมีปราการขวางกั้น กระนั้นก็ไม่เป็นอุปสรรคหากเขาคิดจะทำ
“มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้ ผมทนไม่ไหวแล้ว” สิ้นประโยคนั้นเขาก็ผละออกจากตัวฉันเพื่อปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเราทั้งสองให้หลุดพ้นออกจากร่างกาย
ความหนาวเหน็บจากเครื่องปรับอากาศบาดปะทะผิวกาย ทว่าไม่นานนักร่างแกร่งก็ตามมาแนบชิด ความอบอุ่นจึงแทรกเข้าแทนที่ ฉับพลันก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายก็เต้นแรงไม่เป็นส่ำราวกับจะตอบสนองเขาด้วยความยินดี
“พี่คิมอย่าทำแบบนี้ หอมไม่ยอมหรอกนะ” พยายามที่จะใช้สายตาเพ่งมองเขา ทว่ากลับพบเพียงแค่ใบหน้าที่พร่าเลือน
เขาแอบไปกินกับผู้หญิงคนอื่นลับหลังฉัน แล้วนี่ยังจะมาหาเศษหาเลยกับร่างกายฉันอีก ไม่ยอม ยังไงก็ไม่ยอมเด็ดขาด!
“ผมชื่อซีน” หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินดังนั้น แต่แล้วก็ไม่ปล่อยให้ฉันฉงนใจอยู่นาน
เขาทั้งจู่โจม และเล้าโลมร่างกายฉันทั่วทุกอณู สัมผัสแปลกใหม่ที่เขาปรนเปรอดึงสติที่มีอยู่น้อยนิดให้ล่องลอยหายไป เหลือเพียงไว้แค่อารมณ์ปรารถนาที่ถูกจุดติด
ยิ่งเวลาผ่านพ้นไปนานเท่าไหร่ ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น
ปากบอกไม่ยอม ทว่าท้ายที่สุดฉันกลับขาดสติยั้งคิด ปล่อยให้ความต้องการครอบงำจนสำเร็จ เหตุการณ์ทุกอย่างจึงดำเนินต่อไปโดยไม่คิดจะปริปากห้าม
รู้ตัวอีกทีว่านี่ไม่ใช่ความฝันก็ตอนที่ใจกลางความเป็นหญิงถูกรุกล้ำด้วยตัวตนร้อนผ่าว ความเจ็บปวดเหล่านั้นพานทำให้ฉันขบกัดไหล่กว้างเอาไว้แน่น จูบที่เขาประทับลงมาแผ่วเบาตรงข้างแก้ม ราวกับว่ากำลังปลอบโยนฉันให้ผ่อนคลายอย่างไรอย่างนั้น…