2
“เฮ้ย!!” นิลลดาสะดุ้งสาวเท้ากลับไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว ใครจะคิดล่ะว่าอีตาหมียักษ์หน้าตายจะกล้าทำบ้าๆ ถึงขนาดลากเธอออกมาจากงานเลี้ยง ทั้งที่แขกเหรื่อยังอยู่เต็มห้องขนาดนั้น อีกอย่างก็คือสัมผัสจากมือหนา ร้อนผ่าวพาเธอสะดุ้งโหยงราวกับโดนไฟลวก
‘มันหน้าสิ่วหน้าขวานอยู่นะ ทำไมหัวใจเธอถึงได้เต้นแรงอย่างนี้นี่ฮ้า บ้าแล้ว นี่มันบ้าชัดๆ เลย’
หญิงสาวก่นด่าตัวเอง ที่ดันหวั่นไหวไปกับสัมผัสของหมียักษ์ที่ยังบีบแขนเธอจนแน่น รีบซอยเท้าถี่ ๆ ตามคนร่างใหญ่ไปจนแทบจะเหยียบเอาชายกระโปรงจนหัวทิ่มไปข้างหน้า มือที่จะแกะมือแกร่งออกจากแขนก็จำต้องละไปจับกระโปรงตัวยาวฟูฟ่อง เพราะไม่เช่นนั้นเธอจะต้องล้มลุกคลุกคลานให้อายคนอื่นเขา
ไม่รู้ทำไมผู้หญิงเวลาแต่งงานจะต้องใส่ไอ้ชุดบ้าๆ ยาวฟูฟ่องนี่ด้วย ไม่เห็นจะสวยตรงไหนเลย ทั้งรุ่มร่ามแล้วก็อึดอัด ไอ้เกาะอกนี่ก็รัดเสียจนหายใจไม่ออก แล้วไอ้ผ้านี่ก็ทำให้ระคายเคืองผิวชะมัดยาดเลย ดีนะที่อยู่ในห้องแอร์ ถ้าอยู่ข้างนอก เจอกับอากาศร้อนๆ ละก็ เธอคงคันคะเยอเหมือนคนถูกหมามุ่ยแล้วละ
“ปล่อยฉันได้แล้ว!” เพียงแค่พ้นสายตาของผู้คน เจ้าสาวตัวปลอมรีบสะบัดมือหนาออกจากแขน ทว่านอกจากจะไม่ถูกปล่อยตัว อีกฝ่ายยังจะดึงเธอเข้าหาจนได้กลิ่นชายชาตรีและกลิ่นโคโลญอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูก วงหน้าผุดผ่องถึงกับแดงปลั่ง แต่ดีว่ามีเครื่องสำอางเคลือบอยู่ ทำให้นิลลดาค่อยเบาใจไปได้เล็กน้อย พ่อหมียักษ์ตัวใหญ่จะไม่เห็นความอายของเธอ บ้าฉิบ! ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ด้วยก็ไม่รู้
“ฉันรู้ว่าเธอไม่ยินดีจะแต่งงานด้วย แต่เมื่อตัดสินใจจะทำอย่างนี้ เธอก็ควรจะยอมรับในสิ่งที่ได้ตัดสินใจลงไป ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อย ไม่ใช่หน้าบูดเป็นตูดลิงอึไม่ออกมาสักสิบวันแบบนี้” คนซึ่งรู้ตัวดีว่าไม่ได้เป็นที่ต้องการของเจ้าสาวเอ่ยขึ้น
นิลลดาเงยหน้าขึ้นฉับพลัน กลีบปากอิ่มนุ่มอ้าค้างกับคำพูดแสบสันที่ออกจากปากหนา
‘เออ...ก็รู้ดีอยู่แล้วนี่นาว่าเธอไม่อยากแต่งงานด้วย เป็นเพราะคุณนั่นแหละที่ใช้ความจำเป็นบังคับ ไอ้ผู้ชายปากปีจอ ฉันขัดไม่ได้หรอกย่ะถึงต้องมาทำหน้าที่เมียจำยอมบ้าๆ ช่วยไม่ให้คุณหน้าแตกยับจนขนาดหมอไม่กล้ารับเข้าโรงพยาบาลนะไอ้หมียักษ์ปากปีจอหน้าหม้อ ยังจะปากเสียมาว่ากันอีก มันน่านัก’ ทำเสียงขลุกขลักในลำคอเล็กน้อย
ถ้ารู้ว่าหนีร้อน...ก็ผู้ชายซึ่งเธอแอบให้ความสนใจ เก็บเอาไปฝันตั้งแต่แรกแตกเนื้อสาวกลับมาบ้าน แต่เขาไม่ได้มาคนเดียว มีแฟนสาวสวยลูกผู้ดีมีเงินพ่วงกลับมาด้วย แค่นี้เธอก็ช้ำใจพอแล้ว ยังจะได้ยินว่าเขาอาจมีข่าวดีเร็วๆ นี้ เธอเลยเป๋เหมือนปูเดินไม่ตรงทางอยู่แล้ว จะบอกเล่าพูดคุยกับแม่ก็ไม่ได้อีก เมื่ออีกฝ่ายไม่ค่อยจะอยู่บ้าน และไม่มีใครคุยด้วยเลยเลือกที่จะกลับมาหาพี่สาวฝาแฝด ซึ่งต้องแยกกันอยู่เพราะบิดาและมารดาของเธอหย่ากัน
เธอเลือกที่จะอยู่กับแม่ ในขณะที่มุกลดาต้องไปอยู่กับพ่อ ซึ่งได้สร้างครอบครัวใหม่เอาไว้รองรับเรียบร้อยแล้ว แม้รู้ดี พูดไปพี่สาวก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก แต่การได้บอกเล่าให้ใครสักคนได้ฟังเรื่องราวอึดอัดคับแค้นใจ ก็ทำให้สบายใจขึ้นมาได้หน่อยหนึ่งละ แต่พอมาถึงน่ะซิ...เจอกับเรื่องช็อกยกกำลังสองเลยเชียวละ เธอแทบจะล้มทั้งยืน อ๋อ...ลืมไปตอนฟังไม่ได้ยืนอยู่ แต่เป็นนั่งที่โซฟาจนนั่งไม่ติดเชียวละ...
“อะไรนะคะพ่อ!” มุกลดาแผดถามบิดาเสียงหลงและคิดว่าดังมากแล้ว แต่ยามที่เปล่งออกมากลับเบาหวิวจนเสียงแทบจะเป็นเสียงลมแผ่วๆ เสียมากกว่า กลีบปากอวบอิ่มซึ่งขบกัดจนแบนราบเรียบ เธอคงหูฝาดไปเท่านั้นเอง ไม่จริงสักหน่อย
ปุริมน้องชายต่างมารดา ก็อยากเกลียดไอ้เด็กบ้านี่อยู่หรอกนะ เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวเธอต้องแตกแยก แต่พอเห็นหน้าก็ดันเกลียดไม่ลงซะนี่ แถมยังหลงรักและเอ็นดูราวกับน้องชายร่วมอุทรเดียวกันเสียอีก
ปุริมนั้นหน้าเป็นเสียเหลือเกิน เวลาเธอมาหาพ่อทีไร อีกฝ่ายจะมาประจบประแจง คอยวิ่งตามตูดเธอต้อย ๆ เป็นลูกไล่คอยทำตามคำสั่งไม่เคยบิดพลิ้วและขาดตกบกพร่อง เห็นเธอเป็นเสมือนฮีโร่บวกนางฟ้าแสนซนประจำตัว น้องน้อยนิสัยดี ซึ่งรักเจ้าโมเดลรถคันมินิและรถเหล็กคันมินิ จนเธอต้องสั่งแม่ให้ซื้อหามาให้ หรือไม่ถ้าหากไปเจอที่ไหนก็มักจะซื้อติดไม้ติดมือมาฝากทุกครั้ง
“พ่ออย่าล้อเล่นแบบนี้ซิคะ ไม่สนุกนะ” นิลลดายังพยายามคิดในแง่ดี น้องชายประสบอุบัติเหตุจริง แต่ก็เพียงแค่บาดเจ็บ ฟกช้ำดำเขียว ไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงอย่างที่พ่อบอกสักหน่อย
พ่อน่ะตื่นตระหนกตกใจไปเอง อีกไม่กี่วันน้องก็กลับบ้านมาวิ่งปร๋อกระโดดโลดเต้นได้แล้วละ ปุริมแข็งแรงจะตาย ขนาดป่วยยังไม่สนใจ ออกไปวิ่งเล่นน้ำฝนกับเธออยู่เลย จะมาประสบอุบัติเหตุนอนแบบไม่ได้สติอย่างที่พ่อพูดยังไงกันเล่า
‘พ่อนี่นะ...เอาอะไรมาพูดก็ไม่รู้ อย่างนี้เขาเรียกแช่งลูกแล้ว’ คนไม่อยากยอมรับความจริงหาเรื่องติ
“นิล...ฟังพ่อนะลูก” รู้ดีว่าบุตรสาวคนเล็กยังช็อกกับสิ่งที่ได้ยิน ขนาดเขาตอนได้ยินข่าว ถึงกับช็อกล้มทั้งยืนมาแล้ว นิลลดาล่ะ...ถ้ายืนอยู่ก็คงทรุดไปเช่นกัน
สุชลเอื้อมมือไปจับไหล่มน รั้งร่างเพรียวบางสั่นสะท้านนั่งทรงตัวๆ ไม่ได้ เลยโน้มตัวไปเท้าศอกบนขา หน้าซีดเผือดเหมือนกับไก่ถูกต้มสุก
“น้อง...”
“พ่อไม่ต้องพูดแล้ว นิลเข้าใจ” นิลลดาพยายามข่มกลั้นน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว กลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลหลั่งริน ยกมือโบกสะบัดห้ามไม่ให้บิดาซึ่งเพียงแค่เอ่ยปากก็สั่นแล้ว
นิลลดาสูดลมหายใจเข้าปอด พลางสลัดความหม่นหมองปวดร้าวเศร้าเสียใจทิ้งไป เพราะไม่ต้องการให้พ่อเป็นกังวลกับเธออีกคน เธอจะต้องเป็นกำลังหลักเป็นกำลังใจให้กับพ่อและทุกๆ คน ซึ่งกำลังเป๋เดินไม่ตรงทางด้วย
เข้าใจแล้ว ทำไมเมื่อไปที่ร้านก็พบว่าประตูปิดและไม่มีกำหนดการเปิด มาถึงบ้านก็ได้เจอกับความมืดมิด ตอนนั้นคิดเพียงแค่ว่าพ่อคงพาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจกัน จนเธอซึ่งมาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าอดเป็นกังวล คืนนี้จะนอนที่ไหนดี แต่พอจะหันหลังกลับ ก็เห็นพ่อก้าวลงจากรถโดยสาร โผเข้ากอดเธอตัวสั่น หน้าตาที่เคยรื่นเริงยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เป็นเนืองนิตย์กลับซูบซีดระคนหม่นหมอง หมดไร้เรี่ยวแรงและกำลังใจ ดูแก่ลงไปอีกโขเลยเชียวละ
คนเป็นแม่อย่างปรียา...ลูกเจ็บอย่างไม่รู้ชะตากรรมว่าจะอยู่หรือไปแบบนี้ แม่เลี้ยงของเธอคงเจ็บปวดเจียนขาดใจมากมายพออยู่แล้ว กับการต้องทนเห็นลูกนอนอยู่บนเตียงโดยช่วยเหลืออะไรไม่ได้ แม้ไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง แต่เธอนึกถึงภาพปรียาที่ร้องไห้เป็นเผาเต่า เป็นลมล้มพับครั้งแล้วครั้งเล่าได้ดี
หันมาดูคนใกล้ตัว สภาพของบิดาในตอนนี้ เธอรู้ดีว่าท่านเองก็รวบรวมพละกำลังอย่างสุดความสามารถให้ทรงตัวอยู่ เพื่อเป็นกำลังใจแก่ปรียา มุกลดาและปุริม แต่ถ้าสายตาเธอไม่เอนเอียงและเข้าข้างตัวเอง
พ่อกำลังจะหมดแรงและหน้าที่หลังจากนี้ก็เป็นของเธอ ที่จะต้องทำตัวให้เป็นคนเข้มแข็ง เพื่อจะได้เป็นเสาหลัก เป็นที่พึ่งของคนอื่นๆ ในบ้านที่ล้มไม่เป็นท่าต่อไป
หญิงสาวพยายามฉีกยิ้มหวานๆ แม้จะยากเย็นเพียงใด เพื่อส่งเป็นกำลังใจให้บิดา “ไม่เป็นไรค่ะพ่อ เดี๋ยวอะไรๆ ก็จะดีขึ้น” ทาบมือบนมือแกร่ง บีบกระชับเบาๆ “น้าปรียากับพี่มุกอยู่ที่โรงพยาบาลใช่ไหมคะ เดี๋ยวนิลเอากระเป๋าไปไว้ที่ห้องพี่มุกก่อน แล้วเราไปดู...น้องด้วยกัน นะคะพ่อ” คิดว่าคืนนี้ ถึงให้สองคนนั้นกลับมานอนบ้านไม่ได้ แต่ก็น่าจะบังคับให้พักผ่อนได้บ้าง
“เปล่าลูก น้าปรียาอยู่โรงพยาบาลจริง แต่มุก...เอ่อ...” พูดไม่ออก ไม่รู้ว่าลูกสาวคนโตหายไปไหน ตอนแรกมุกลดาขอตัวบอกว่าจะกลับมาอาบน้ำแต่งตัวและทำอาหารที่ปุริมชอบ เผื่อน้องตื่นขึ้นมาจะได้กิน ซึ่งเขาก็รู้ดีว่ามุกลดาปลอบใจตัวเอง ปลอบเขาและเมียไปอย่างนั้นเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้เป็นลูกที่ควรจะถึงโรงพยาบาลกลับยังไปไม่ถึง จนเขาร้อนใจกลัวจะเกิดเหตุภัยร้ายซ้ำอีกถึงได้รีบมาดู
“เกิดอะไรขึ้นกับพี่มุกค่ะพ่อ” หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอีกนะ ไม่งั้นเธอคงเป็นลมล้มพับตรงนี้แหละ แค่นี้ก็จะรับไม่ไหวแล้ว
3
สุชลถอนหายใจอย่างหนักอก การประสบอุบัติเหตุของลูกชายคนเล็ก ก่อกำเนิดเรื่องราวตามมาไม่มีวันจบสิ้น และทำให้ลูกสาวคนโตต้องตัดสินใจทำหน้าที่ลูกกตัญญู ทั้งที่ฝืนใจตัวเองเสียเหลือเกิน เขาเองก็อยากจะบอกว่าไม่ต้อง แต่ก็พูดไม่ออก ได้แต่ยอมรับการตัดสินใจของอีกฝ่ายอย่างคนที่กล้ำกลืนฝืนทนเสียเหลือเกิน
“พ่อคะ” นิลลดาร่ำ ๆ จะเอามือจับไหล่ของบิดาเขย่าแรง ๆ มัวแต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่ได้ คนยิ่งอยากรู้อยู่
“มุกจะต้องแต่งงานพรุ่งนี้!”
“คะ!” นิลลดารับคำเสียงสูงลิ่ว ถ้าหากว่ามีแก้วตั้งอยู่มันคงจะแตกกับเสียงแหลมเล็กของเธอแล้วละ มึนงงราวกับถูกใครเขวี้ยงของมาตกใส่ศีรษะ
“นี่มัน...เกิดเรื่องบ้าอะไรอีกค่ะพ่อ น้องเจ็บเจียนตายขนาดนั้น พี่มุกยังจะมีกะจิตกะใจจะแต่งงานอยู่อีกหรือคะ” นิลลดาลุกขึ้นเดินไปเดินมา มือทาบขมับ ปวดหัวริ้ว ๆ ขึ้นมา นี่จะมีเรื่องอะไรให้เธอปวดหัวจนแทบระเบิดมากกว่านี้อีกไหมนี่
‘อยากจะบ้าตาย นี่มัน...แม่ง เรื่องบ้าอะไรวะ คนหนึ่งนอนแบ็บอยู่บนเตียงโรงพยาบาล อีกคนจะแต่งงานพรุ่งนี้ ถ้าสติไม่ดีก็คงเพี้ยนกันทั้งบ้านแล้วละ’
แต่...มุกลดานี่นะจ๊ะแต่งงาน เหอะ...ตอนเรียนก็มีคนมาจีบพี่สาวเยอะอยู่ แต่ไม่เห็นมุกลดาจะมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับใครเลยนี่นา ฟงแฟนไม่เคยมี แล้วจะแต่งงานกับใครล่ะ นิลลดามองบิดา ในดวงตาเป็นไปด้วยประกายคำถาม
“มุกจะแต่งงานกับคุณพายุ”
“แล้วไอ้คุณพายุนี่ใครคะ เข้ามาในชีวิตพี่มุกตอนไหน” ไม่เห็นคุ้นเลย ไม่เคยได้ยินพี่สาวพูดถึงผู้ชายคนนี้สักครั้งด้วย “ทำไมพี่มุกถึงต้องแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ด้วยค่ะ” แขนเรียวสอดไขว้ระหว่างอก เท้าเรียวซึ่งยังไม่ได้ถอดรองเท้าออกยื่นล้ำออกไปข้างหน้า ก็คนมันช็อกนี่นา ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรหรอก
ดวงตากลมโตหรี่เล็กน้อย หวังว่าไอ้เรื่องที่มุกลดาพี่สาวฝาแฝดของเธอต้องแต่งงานนี้ คงจะไม่เกี่ยวกับเรื่องน้องชายต่างมารดาประสบอุบัติเหตุนะ
นิลลดามองบิดาอย่างคาดคั้นอยู่ในที ถ้าพูดมาแล้วไม่เข้าหูเธอละก็...ได้ไปอาละวาดไอ้คุณพายุถึงบ้านกันบ้างละ ‘ผู้ชายบ้าห่าเหวอะไรก็ไม่รู้ ใจดำเหลือเกินเชียวละ ถ้าใช้เรื่องนี้บังคับให้พี่สาวเธอแต่งงานด้วย’
“คนพวกนั้นเรียกร้องจะเอาเงิน ถ้าไม่ให้จะเอาปุริมติดคุก” สุชลเลือกบอกเรื่องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มุกลดาตัดสินใจแต่งงานกับพายุ
เงินใช่น้อยๆ ที่คู่กรณีของปุริมเรียก ไหนจะคดีความอีก เมื่อพายุเสนอมาว่าให้มุกลดาแต่งงานด้วย โดยเขาจะเป็นคนจัดการเรื่องทุกอย่างให้เอง แต่ขอหลักประกัน เงินที่ให้ไปจะไม่เสียเปล่า ไม่เป็นหนี้สูญ ทั้ง ๆ ที่คนรวยอย่างพายุไม่น่าจะสนใจเรื่องข้าวของเงินทองแค่กระหยิบมือ แต่ทำไมถึงได้เอ่ยช่วยเหลือแบบนั้นด้วย
“เราสู้คดีได้ไม่ใช่หรือไง ถึงปุริมผิดจริง แต่นิลว่านะพ่อ ไม่น่าจะต้องติดคุกนี่นา”
อย่างน้อยก็ต้องมีการตรวจสอบ ส่งฟ้องศาล ถ้าหากทางเธอให้การที่เป็นประโยชน์ ไม่หนีความผิด ปุริมเป็นเด็กนิสัยดี ไม่เคยมีความผิด ไม่เคยเกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติดและของมึนเมาทั้งหลาย ศาลท่านน่าจะเห็นใจ ลดหย่อนโทษให้ เธอคิดว่าอาจแค่ทำประวัติและรอลงอาญามากกว่า แม้จะคิดอย่างนั้น ทว่าในอกกลับหนักเหมือนถูกหินถ่วงเอาไว้ เธอไม่ได้รู้เรื่องกฎหมายแม้แต่นิดเดียว แต่หลังจากนี้คงต้องศึกษาเรียนรู้กันไว้บ้างแล้วละ
“แล้วทางโน้น” เอ่ยถามไปถึงคู่กรณีของน้องชายต่างมารดา
“พอๆ กับปุริม”
คำตอบของบิดาเล่นเอานิลลดาเหมือนกับคนถูกผลักตกจากที่สูง ฟันขาวสะอาดขบกัดปลายเล็บมนอย่างไม่ตั้งใจ เป็นอาการอัตโนมัติยามเครียดหรือเผลอ...แค่ได้ยินก็รู้แล้วว่าการคุยรอมชอมคงจะยากถึงยากที่สุด คงจะยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรด้วยมั้ง
“แล้วไอ้คุณพายุนี่โผล่มาตอนไหน ยังไง”
เอ่ยถามซ้ำไปอีกครั้งอย่างไม่เข้าใจ เมื่อยังไม่ได้คำตอบเกี่ยวกับผู้ชายซึ่งอาจเป็นว่าที่พี่เขย ซึ่งเธอเริ่มจะเกลียดขี้หน้าขึ้นมาตงิดๆ ตั้งแต่ยังไม่เห็นตัวเลยด้วยซ้ำ
ไอ้คนเส็งเคร็ง เอาความเดือดร้อนของคนอื่นหาผลประโยชน์ใส่ตัวเอง เหอะ...ให้เจอหน้าเถอะ แม่จะตั๊นให้หน้าเขียว ตาดำคล้ำเป็นหมาแพนดี้เลย กรามเล็กขบกัดจนแก้มตอบนูนขึ้นสัน นัยน์ตาเป็นประกายวาววับอย่างอึดอัดและคับแค้นใจกับสิ่งที่ครอบครัวบิดากำลังประสบพบเจออยู่
สุชลถอนหายใจเฮือกใหญ่ แค่วันแรกที่ประสบเหตุ พ่อแม่ของคู่กรณีอยู่ต่อหน้าเขากับปรียาซึ่งได้แต่ยืนอึ้ง เพราะเถียงอีกฝ่ายไม่ทันเอาเสียเลย เสียงและภาพของสองผัวเมียที่ยืนชี้หน้าด่าครอบครัวอย่างอาจหาญ ป่าวประกาศจะเอาลูกชายเขาเข้าคุก จะเรียกร้องค่าเสียหายอะไรอีกมากมาย ซึ่งตอนนั้นเขาไม่มีกะจิตกะใจจะฟังอะไร ด้วยเป็นห่วงลูกชายซึ่งยังลูกผีลูกคนอยู่ในห้องไอซียู
ความกลัวเป็นเหตุผลหนึ่งที่ให้เขาไม่กล้าบากหน้าไปเยี่ยมเยียนคู่กรณีซึ่งก็อาการหนักไม่แพ้กัน ไม่นานทางนั้นก็ส่งทนายความและพายุมาแทน แล้วก็เป็นวันนี้ที่ชายหนุ่มยื่นข้อเสนอให้กับมุกลดา
แต่งงานกับฉัน แล้วฉันจะเป็นคนรับผิดชอบเรื่องทุกอย่างเอง...
นิลลดาชักสีหน้าใส่ ไอ้หมียักษ์บ้าเอาแต่ใจ ไอ้คนฉวยโอกาส เห็นคนล้มแล้วกระทืบซ้ำด้วยการยื่นข้อเสนอกึ่งบังคับให้พี่สาวฝาแฝดของเธอแต่งงานด้วยอีก พี่มุกก็ไม่รู้คิดสัปดนยังไง ถึงได้ตกลงปลงใจแต่งงานด้วย จมูกเล็กโด่งได้รูปย่น ไม่อยากยอมรับว่าการเข้ามาของผู้ชายคนนี้ทำให้เรื่องคลี่คลายไปในทางที่ดี คดีความจะถูกเคลียร์ และน้องชายเธอก็จะได้รับการรักษาอย่างดีที่สุด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ...
มุกลดาเข้าพิธีแต่งงานซึ่งก็คือวันนี้ และจดทะเบียนสมรสกับอีกฝ่ายในวันพรุ่งนี้ ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยก่อนเท่านั้น พายุถึงจะจัดการทุกอย่าง เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีการบิดพลิ้ว
แล้วเป็นไงล่ะ...มุกลดาหนีไป ตอนแรกเธอคิดว่าพี่สาวอาจจะไปหาเธอกับแม่ แต่โทรไปแล้วทั้งเครื่องพี่สาวทั้งที่บ้านก็ไม่มีคนรับ จะไปตามก็ไม่ได้อีก ก็เธอถึงบ้านพ่อปั๊บ ข่าวเฮงซวยนี่ก็หล่นโครมลงบนหัวปั๊บ เป็นเธอที่เดือดร้อนกับเรื่องบ้าๆ เฮงซวยนี่ คอยดูนะเจอหน้าเมื่อไหร่นะ แม่จะเอาไม้เรียวฟาดก้นให้นั่งไม่ได้เลยเชียว หญิงสาวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนมีเสียงดังกรอด ๆ
“ก็รู้ดีอยู่แล้วนี่นา คุณเสือกยื่นข้อเสนอบ้าๆ นี่มาทำไมล่ะ” นิลลดาแหวใส่เสียงเขียว คนยิ่งหงุดหงิดและกังวลอยู่ไม่มีอารมณ์จะพูดดีด้วยหรอก
จากเพียงแค่วางสะโพกบนโต๊ะตัวใหญ่ ปลายขาข้างหนึ่งทอดยาวไปบนพื้น อีกข้างห้อยแกว่งนิดๆ สอดมือไขว้กันระหว่างอกกลับเปลี่ยนเป็นลุกขึ้นยืน สองเท้าแยกห่างกันเล็กน้อย สอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง วงหน้าคร้ามแกร่งยังเรียบเป็นเฉยชา ทว่านัยน์ตาเป็นประกายแวบขึ้นมามองมุกลดาสายตาดุ ๆ
“มองทำไม จะหาเรื่องกันหรือไง” นิลลดาแหวใส่อีกครั้ง สองมือเท้าสะเอวจ้องกลับอีกฝ่ายบ้าง ‘นึกว่าเธอจะกลัวหรือไง รู้จักเธอน้อยไปเสียแล้ว เดี๋ยวเตะผ่าหมากเสียหรอก ให้ใหญ่แค่ไหนก็ไม่กลัวโว้ย จะขยี้ให้จมดินเลย ชิ!’ คนตัวเล็กที่ตอนนี้ถูกเพลิงโทสะครอบงำ จนเห็นหมียักษ์ตัวเท่ามดจ้องหมียักษ์ตาดุกร้าว สีหน้าถมึงทึง
จากตอนแรกแค่แปลกใจ แต่ตอนนี้พ่วงความสงสัยเต็มพิกัดอีกด้วย แล้วคนอย่างเขาก็ไม่ยอมให้ความรู้สึกนี้แฝงอยู่ได้นาน จะต้องหาคำตอบออกมาได้ให้