บทนำ
“ไม่มีวัน!!! ฉันไม่มีวันยอม!!!”
“ฉันไม่มีวันรับมันมาเป็นสะใภ้เด็ดขาด! หรือถ้าจำเป็นจะต้องยอมรับฉันก็จะรับว่าผู้หญิงอย่างมันเป็นได้แค่นางบำเรอเท่านั้น และถ้าจะหอบมันมาอยู่ในบ้านฉัน แกก็ต้องแต่งงานกับหนูสาตามคำสั่งฉันก่อน ถ้าไม่ตกลงตามนี้ จะพานังนี่ไปอยู่ไหนก็ไป ฉันจะถือว่าชีวิตนี้ฉันไม่มีลูกอย่างแกก็แล้วกัน เจ็บใจนักมีลูกคนเดียวอุตส่าห์เลี้ยงดูปูเสื่อมาอย่างดี ทำไมตาต่ำ ใฝ่ต่ำ คว้านังสลัมนี่มาได้ คนดีๆ ที่ฉันหาไว้ให้ทำไมแกไม่รัก”
คุณอัญชลี บวรชัยสกุล ตะโกนใส่หน้าลูกชายด้วยความผิดหวัง ที่จู่ๆ ลูกก็หอบผู้หญิงไร้สกุลรุนชาติเข้าบ้าน แล้วจะยกย่องออกหน้าออกตาในฐานะเมีย
คุณสมควร บวรชัยสกุล ประมุขของบ้านหันไปมองหน้าคู่ชีวิตด้วยความเอือมระอา เมื่อเกลี้ยกล่อมมานานนมให้ทำใจยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายคุณอัญชลีก็ยังคงยืนกระต่ายขาเดียวไม่ยอมฟังใครเลย
สงคราม บวรชัยสกุล ผู้เป็นลูกคนเดียว ให้เจ็บช้ำใจอย่างบอกไม่ถูกที่แม่ยื่นคำขาดในเรื่องที่เขาต่อต้านมาโดยตลอด หัวใจเป็นอะไรที่บังคับกันไม่ได้ สองแขนจึงประคอง อิงอร เอี่ยมดี ผู้เป็นเมียทางพฤตินัย
และกำลังอุ้มท้องแก่ใกล้คลอดเต็มทีลุกขึ้น เพื่อหมายจะพาไปตายเอาดาบหน้า เพราะยอมไม่ได้ที่จะเห็นแม่รังแกเมีย ด้วยการสั่งให้เขาแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ได้รัก
“งั้นก็ไปตามทางของเราเถอะนะอิง ผมจะหาเลี้ยงคุณกับลูกเอง ไม่ต้องห่วง”
คุณสมควรเห็นท่าทางเอาจริงของลูก ก็อดหวาดหวั่นไม่ได้ เพราะรู้จักลูกคนนี้เป็นอย่างดี ถ้าลองได้ไม่ก็คือไม่ การจะเปลี่ยนความคิดนั้นเป็นต้องคุยกันยืดยาว คนที่จะคุยก็ไม่ใช่เขาหรือคุณอัญชลีซะด้วย
อิงอรมองหน้าคนรักทั้งน้ำตา เมื่อรับรู้ว่าตังเองกลายเป็นคนสร้างรอยร้าวระหว่างพ่อแม่ลูก ความเป็นคนดี มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่อยากจะมีปัญหากับใครที่มีอยู่ในตัวล้นเปี่ยม
จึงตัดสินใจเสียสละให้คนรักทำตามคำสั่งของพ่อออแม่เขาทันที
“คุณยอมทำตามคุณแม่คุณพ่อเถอะนะคะ”
“ไม่!! อิงไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ลุกขึ้นเถอะผมจะพาไปอยู่ที่อื่น”
ทว่าสงครามไม่คิดจะทำตามและยังคงยืนยันที่จะไป แต่สุดท้ายเมื่อเมียไม่ยอมลุก และให้เหตุผลต่างๆ นานามาหว่านล้อม บวกกับคำขู่เข็นที่ว่าถ้าเขาไม่ยอมทำตาม
อิงอรจะพาลูกในท้องหนีเขาไป ชนิดไม่ให้เห็นหน้ากันอีกเลยในชาตินี้ สงครามรู้ดีว่าเมียสามารถทำอย่างที่พูดได้ เขาจึงจำต้องยอมทำตามอย่างเสียไม่ได้
“พามันไปอยู่เรือนเล็กโน่น ห้ามโผล่หน้ามาให้ฉันเห็นเด็ดขาด”
แทนที่คุณอัญชลีจะเห็นอกเห็นใจในความเสียสละของสะใภ้ทางพฤตินัย กลับออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงดังคับบ้าน โดยไม่สนใจว่าจะกระทบกระเทือนถึงใครบ้าง
คุณสมควรเองก็ไม่รู้จะขวางเมียยังไง เพราะแต่ไหนแต่ไรมาก็ยอมตามใจทุกเรื่องจนเคยตัว อีกทั้งก็ไม่อยากให้ลูกชายต้องหนีหน้าไปลำบากตามลำพังที่ไหน
หลานที่กำลังจะเกิดมาก็คงจะพลอยติดร่างแหไปด้วย ที่สำคัญกิจการที่กำลังขยายตัวก็จำเป็นต้องมีคนคอยสานต่อ และคนคนนั้นก็คือทายาทเพียงคนเดียวนั่นเอง
เมื่อสรุปได้ดังนั้นแล้ว คุณสมควรจึงนั่งนิ่งและนับถือน้ำใจอิงอรในการเสียสละครั้งยิ่งใหญ่นี้
และผลพวงจากการตัดสินใจในครั้งนั้น ก็ทำให้อิงอรต้องเก็บความชอกช้ำระกำทรวงเอาไว้ภายใน แล้วยิ้มแย้มให้สามีอย่างปกติเช่นทุกวัน แม้ในแต่งงานของเขาก็ตามที
อิงอรไม่ได้รับอนุญาตจากคุณอัญชลี ให้เข้าไปร่วมงานที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ในบริเวณคฤหาสน์หลังงามกว้างขวางโอ่อ่าโอ่โถง แขกเหรื่อมาร่วมงานมากหน้าหลายตา ล้วนแต่งกายประดับประดาด้วยข้าวของราคาแพงทั้งสิ้น
น้ำตาของหัวอกเมียไหลอาบสองแก้ม ขณะอุ้มลูกวัยแปดเดือนแอบยืนชะเง้อคอมองดูความเป็นไป ของผู้คนบนสนามหญ้าเขียวขจี สาลินีเจ้าสาวแสนสวยและสูงส่งยืนยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ข้างเจ้าบ่าวผู้หล่อเหลาสมกันราวกิ่งทองใบหยก
เป็นที่ชื่นชอบสำหรับคนที่มากันถ้วนหน้า แต่สำหรับอิงอรแล้วนอกจากพี่ชายกับพี่สะใภ้และคนในซอยบ้านแล้ว ก็ไม่มีใครจะรู้จักมักคุ้นกับเธออีกเลย
“แค่ขอให้คุณพ่อมีความสุข และเราสองคนได้อยู่ใกล้ๆ คุณพ่อ แค่นี้ก็พอแล้วนะจ๊ะลูกแม่”
เจ้าของน้ำตาเอ่ยกับลูกน้อย ที่จ้องมองหน้าแม่ตาแป๋ว ประหนึ่งกำลังรับรู้สิ่งที่แม่บอกออกมาก็ไม่ปาน ก่อนจะพาลูกเดินกลับบ้านหลังน้อยท้ายสวน ซึ่งเป็นเสมือนวิมานของอิงอรกับลูก ได้เอาไว้พักพิงมานับตั้งแต่ได้เข้ามาอยู่กับคนในครอบครัว ‘บวรชัยสกุล’
ที่มีบรรพบุรุษเป็นคนแผ่นดินใหญ่ เข้ามาพึ่งแผ่นดินสยามด้วยเสื่อผืนหมอนใบ จนพบรักกับหญิงไทยซึ่งเป็นลูกพระน้ำพระยามา และเมื่อมาเจอกับชนชาติที่ขยันขันแข็งทำมาหาเลี้ยงชีพเข้าแล้ว ความเป็นปึกแผ่นก็เพิ่มพูนขึ้น จนกรายเป็นมรดกตกทอดมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลานเรื่อยมา
“หนูสา! นั่นจะเอาหม้ออะไรไปไหนกันล่ะ กำลังท้องกำลังไส้แท้ๆ อย่าเดินให้มันมากนักสิจ๊ะ”
คุณอัญชลีร้องถามสะใภ้ด้วยน้ำเสียงใสแจ๋ว ขณะนั่งดูรายการโทรทัศน์อยู่กับเด็กรับใช้ สาลินียิ้มให้พร้อมกับเดินตรงไปหา โดยมีเด็กรับใช้อีกคนถือหม้อตามมาไม่ห่าง
คุณอัญชลีละสายตาจากหน้าจอไปมองสะใภ้อีกครั้ง แล้วยิ้มให้ด้วยใบหน้าชื่นชมไม่เคยจืดจาง เพราะสาลินีไม่เคยทำให้ผิดหวังเลย นับตั้งแต่แต่งเข้าบ้าน ก็ทำหน้าที่ไม่เคยขาดตกบกพร่อง ทั้งกับสามีและพ่อแม่สามี
“สาจะเอากระดูกหมูตุ๋นยาจีนไปให้พี่อิงค่ะ เห็นบอกว่าไม่สบายตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ไปไม่นานหรอกค่ะคุณแม่ แล้วสาจะรีบกลับมาจัดขึ้นโต๊ะมื้อเที่ยงให้ ก่อนจะออกไปรับยัยยาที่โรงเรียนค่ะ”
แม้กระทั่งกับอิงอร ผู้ที่คนในบ้านก็ต่างรู้ดีว่าเป็นเมียหลวง มาก่อนและมีลูกสาวให้สงครามก่อน สาลินีก็ผูกมิตรและหยิบยื่นน้ำใจไมตรีให้ไม่เคยขาดตกพกพร่องตลอดแปดปีมานี้
จนเป็นเหตุให้คนที่เคยมีรักเดียวและหัวใจมั่นคงดังภูผาอย่างสงครามต้องยอมจำนนต่อความดีของสาลินี
‘คุณหนูยา’ ในวัยสามขวบจึงเป็นลูกสาวคนแรกของสาลินี
ทว่าเป็นคนที่สองของสงคราม และคนที่สามของเขาก็กำลังจะลืมตามาดูโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เพราะส่วนใหญ่ห้องบนตึกมักจะเป็นที่พักพิงสำหรับเขา บ่อยกว่าบ้านหลังน้อยท้ายสวน
บวกกับผู้เป็นแม่ก็มักจะคอยกีดกัน ไม่ให้เขาได้ลงไปหาเมียคนแรกอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ด้วย ความห่างเหินระหว่างเขากับอิงอร จึงเกิดขึ้นในช่วงหลังๆ มานี้
“เหรอจ๊ะ!”
คุณอัญชลีเมื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ่งปลาบปลื้มในน้ำใจสะใภ้คนโปรด และเกลียดชังอีกสะใภ้อย่างที่สุด จนไม่อยากจะเอ่ยถึงให้เสียปาก
“งั้นก็ไปเถอะ แม่จะคอยก็แล้วกัน แต่อย่า...”
“ว๊าย!!! ว๊าย!!! ว๊าย!!! คุณท่านขา คุณผู้หญิงขา ช่วยด้วยค่ะ!!! อกอีดวงจะแตกตาย ว๊าย!!!ว๊าย!!!ว๊าย!!!”
ไม่ทันที่คุนอัญชลีจะได้พูดจบ เสียงแหลมๆ ของดวง สาวรับประจำตัวของสาลินีก็ดังลั่นบ้าน พร้อมกับวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ยังกับมีใครกำลังจะตายก็ไม่ปาน
ทั้งหมดจึงรีบวิ่งไปยังทิศทางที่ดวงชี้มือชี้ไม้ไป นั่นคือวิมานหลังน้อยของอิงอรที่อยู่กับลูกสาววัยเจ็ดขวบ ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่โรงเรียน
“ว๊าย!!! บัดสีบัดเถลิง อีนังนี่มึงช่างกล้ามาทำเรื่องอัปรีในบ้านกู ใครก็ได้ไปตามคุณท่านกับพ่อสงครามมาเร็วๆ เข้า ฉันจะเป็นลม โอ๊ย!!! แม่สาช่วยด้วย”
คุนอัญชลีลมแทบจะจับ เมื่อเข้ามาในห้องนอนของอิงอร แล้วพบว่ากำลังนอนกกนอนกอดอยู่กับชายชู้ ด้วยสภาพเปลือยร้อนจ้อน แถมยังหลับอย่างสบายอกสบายใจ ไม่มีวี่แววว่าจะตื่นขึ้นมาเลย
แม้คนวิ่งมาดูจนเต็มแล้ว คุนสมควรกับสงครามที่ออกมาหาลูกค้าอยู่ไม่ห่างจากบ้านนัก ก็รีบบึ่งรถกลับมาดูตามที่เด็กรับใช้ได้โทรไปบอก หัวอกผู้ชายที่รักเมียเค้าเมียแรก แทบจะแตกสลายลงตรงนั้น เมื่อภาพปรากฏอยู่ตรงหน้า
อิงอรที่เหมือนเพิ่งจะได้สติตื่นขึ้นมา และยังงุนงงกับสภาพของตัวเองไม่น้อย จากนั้นก็ถึงกับร้องห่มร้องไห้ปริ่มจะขาดใจ เมื่อพบว่าตัวเองตกเป็นจำเลยของสามีและคนในบ้าน โทษฐานคบชู้สู่ชายกับคนสวน จนถึงขั้นนัดแนะกันมาหาความสำราญในบ้านอย่างไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรมใด ๆ
“อิงไม่รู้เรื่องเลยค่ะคุณ เมื่อเช้าอิงปวดหัวแล้วก็หลับอยู่นอกห้องด้วยซ้ำ ไม่รู้ทำไมถึงได้มานอนอยู่ในห้องกับนายพันอย่างนี้ อิงไม่เคยคิดทำเรื่องเลวๆ เลยนะคะคุณ ฟังอิงก่อนนะคะ ได้โปรดฟังอิงอธิบายก่อนนะคะ”
แม้อิงอรจะอ้อนวอนและบอกกล่าวความจริงยังไง สงครามก็ไม่อาจจะปักใจเชื่อได้ ความเสียอกเสียใจ ทำให้เขาหุนหันเข้าไปกระชากเมียแล้วตบไปที่หน้าฉาดใหญ่ นายพันคนสวนคือเป้าหมายต่อไป จนลงไปนอนให้เลือดกลบปากอยู่กับพื้น
แล้วเขาก็หนีออกจากบ้านไปดื่มเหล้าจนเมามายไม่ได้สติ พ่อกับคนรถต้องไปรับตัวมาจากผับในกลางดึก วันรุ่งขึ้นแม้จะได้สติแล้ว แต่เขาก็ไม่คิดจะเอ่ยปากถามถึงเมียรัก ที่ทำเรื่องน่าอับอายอีกเลย
“ยัยอ๋อไปโรงเรียนหรือยังครับคุณแม่”
แต่อย่างน้อยๆ เขาก็ยังห่วงลูกสาวคนแรกอยู่มาก ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างหันไปมองหน้ากัน แล้วถอนหายในออกมาแทบจะพร้อมกัน สงครามให้สงสัยอย่างที่สุด จึงหันไปหาคุนสมควรเพื่อขอคำตอบ
“แม่อิงพายัยอ๋อหนีไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ ไม่มีใครรู้ว่าไปไหน...”
สงครามรีบลุกพรวดหนีจากโต๊ะในทันที เพราะไม่อยากได้ยินเรื่องราวของผู้หญิงหน้าด้านร่านสวาท บังอาจใฝ่ต่ำคบชู้อยู่บนหัวเขา และไม่รู้ว่าเกิดขึ้นมานานแค่ไหนแล้ว เขาก็คงจะเป็นไอ้โง่ในสายตาของสองคนนั้นเป็นแน่ และเมื่อมีความรักให้มากมาย
ความเกลียดชังก็ย่อมมีมากมายไม่แพ้กัน ยิ่งเห็นว่าอิงอรไม่รู้จักเสียสละ ด้วยการทิ้งลูกไว้ให้อยู่กับความสะดวกสบาย แต่ยอมลากลูกไปลำบากลำบนด้วยแล้ว
เขายิ่งโกรธเกลียดและแค้นเคืองไม่ห่างหาย และไม่เคยเอ่ยถึงผู้หญิงคนนี้อีกเลย แม้เวลาจะล่วงเลยมายี่สิบปีแล้วก็ตามที
บาดแผลในหัวใจ
“คุณพี่คะ! เมื่อไหร่จะกลับบ้านคะ ดึกมากแล้ว เลิกดื่มเถอะค่ะมันไม่ดีต่อสุขภาพแล้วก็อันตรายด้วย เดี๋ยวสาจะขับรถไปรับดีกว่านะคะ คุณพี่ไม่ต้องขับมาหรอกค่ะ”
สาลินีกรอกเสียงอันนุ่มนวลไปตามสาย ด้วยความห่วงสามีที่พักหลังๆ มานี้ มักจะดื่มกลับบ้านบ่อยครั้ง และก็เมามายกลับมาชนิดไม่เป็นผู้เป็นคนเอาเสียเลย
คุณอัญชลีที่หันไปสะใภ้ก็ถอนหายใจออกมาแทบจะทันที เพราะเอือมการกระทำของลูกชายคนเดียวนัก
“คุณพี่ไม่ยอมให้สาไปรับค่ะ บอกจะกลับเอง งั้นสาว่าคุณแม่ขึ้นไปคุณพ่อนอนเถอะนะคะ สาจะนั่งรอเองค่ะ ถ้าดึกๆ แล้วยังไม่กลับ สาจะเรียกคนรถให้พาออกไปตามหาค่ะ”
น้ำเสียงที่อ่อนนุ่มในอดีตมีต่อพ่อแม่สามียังไง ปัจจุบันสาลินีก็ยังรักษาระดับเอาไว้ได้เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง คุนอัญชลีจำต้องรีบขึ้นไปดูสามีที่ตอนนี้นอนป่วยอยู่บนห้อง ซึ่งถูกติดตั้งอุปกรณ์การแพทย์ไว้อย่างครบครัน
พยาบาลพิเศษก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ส่วนสาลินีก็ได้แต่นั่งดูหนัง สลับกับการชะเง้อคอคอยการกลับมาของสามี จนเผลอหลับไปพร้อมกับดวงคนรับใช้เก่าแก่
สะดุ้งตื่นขึ้นอีกทีตอนตีสามเมื่อมีเสียงมือถือดังขึ้น
“ฮะโหล! คุณพี่อยู่ไหนคะ อ้าวแล้วนั่นใครคะ ใช่ๆ ค่ะ ฉันเป็นภรรยาเขาเอง มีอะไรคะ! อะไรนะคะ!! ไม่จริง!!!ๆๆๆ...”
สาลินีไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะถือโทรศัพท์ไว้ ก่อนที่ร่างจะทรุดฮวบลง ดวงที่ตื่นขึ้นมาเห็นเข้าก็ร้องเรียกด้วยความตกใจ คนในบ้านก็แตกตื่นไปตามๆ กัน กว่าจะได้สติและบอกข่าวร้ายกับทุกคนได้ก็กินเวลาหลายนาที
“คุณแม่ขา!!! คุณพี่ค่ะ คุณพี่ๆ เมาหนักขับรถชนต้นไม้ กู้ภัยพาไปส่งโรงพยาบาลแต่คุณพี่สิ้นใจระหว่างทางค่ะ คุณแม่ช่วยสาด้วยค่ะ ช่วยสาด้วย สาจะทำยังไงดีคะ”
“ห๊า!!! สงครามลูกแม่!!!”
แล้วทุกคนในบ้าน ก็ต้องรีบปฐมพยาบาลคุนอัญชลีเพิ่มอีกคน เมื่อได้ยินข่าวร้าย จากนั้นบ้านทั้งบ้านก็ย่างเข้าสู่ความโกลาหลวุ่นวายไปแทบทุกเรื่อง
นับตั้งแต่การรับศพสงครามจากห้องเย็น ไปตั้งสวดที่วัดเป็นต้นมา จนคุณอัญชลีกับสะใภ้ทำอะไรไม่ถูก
ส่วนคุณสมควรก็เจ็บป่วย จนไม่อยู่ในฐานะจะลุกขึ้นมาดูแลความเรียบร้อยให้สมบูรณ์ได้ หากไม่มีสุจินต์ทนายประจำตระกูล กับครอบครัวของปฐพี ที่เป็นเพื่อนสนิทสงคราม
และสนิทชิดเชื้อกับครอบครัวนี้มาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าแล้ว รวมทั้งพนักงานในบริษัทหลายคน มาช่วยเป็นธุระปะปังให้จนเสร็จสิ้นทุกอย่าง
แต่ปัญหาใหญ่สำหรับครอบครัวนี้ ยังไม่จบสิ้นลงง่ายๆ เนื่องจากสงครามนั้น เป็นเพียงทายาทคนเดียวของพ่อแม่ และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการขับเคลื่อนกิจการ ต่อจากคุณสมควรผู้พ่อ
สงครามมีลูกชายเพียงคนเดียว คือสงกรานต์ แต่ก็อายุยังน้อย เรียนยังไม่จบ แถมไม่เอาถ่านอีกต่างหาก สาลินีที่รู้เรื่องงานในระดับหนึ่ง จึงต้องรับหน้าที่แทนสามีผู้จากไปอย่างกระทันหันก่อน
จนกว่าจะมีคนเหมาะสมมารับช่วงต่อ ทว่าสาลินีก็รู้ดีว่า คงจะเป็นเรื่องยาก ด้วยลูกชายไม่ได้ความขยันหมั่นเพียนจากพ่อหรือปู่เลย ส่วนสาริยาลูกสาวคนโตที่กำลังเรียนปีสุดท้ายนั้น ไม่ประสงค์ที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยแต่อย่างใด
เพราะไม่ชอบทำธุรกิจทางด้านนี้เลย หรือจะพูดให้ถูกคือ ไม่ชอบทำธุรกิจมากเท่างานด้านศิลปะ หรือความสวยความงามนั่นเอง
แต่สาลินีก็ไม่ใคร่จะเดือดเนื้อร้อนใจในจุดนี้นัก เพราะมั่นใจว่า ตัวเองมีความสามารถมากพอ ที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้ประธานบริษัท และพากิจการให้ก้าวต่อไปได้
คุณอัญชลีเอง ก็เห็นว่าสะใภ้มีความสามารถมากพอ จึงเห็นดีเห็นงามให้คุณสมควร ออกหนังสือแต่งตั้งให้ด้วยความเต็มใจ
“แม่สาเองก็ทำงานช่วยตาสงครามมาตั้งหลายปี ทำไมจะทำไม่ได้ กับอีแค่หน้าที่ประธานบริษัท ที่วันๆ ฉันไม่เห็นว่าจะมีอะไร นอกจากนั่งจับปากกา รอเซ็นวันละแกร็กสองแกร็กแค่นั้น คุณพี่ก็รีบๆ แต่งตั้งแม่สาเถอะค่ะ”
ผิดกับคุณสมควร ที่รู้ดีกว่าใครว่าสะใภ้ยังมือไม่ถึง ไฟในตัวก็มีไม่มากพอ เนื่องจากอายุอานามก็มากแล้ว วิสัยทัศน์ก็แคบไปสักนิด ไม่เหมาะที่จะทำหน้าที่ใหญ่ขนาดนี้ ถึงแม้จะรู้เรื่องงานรู้ระบบงานบ้างก็ตาม จึงดุภรรยาต่อหน้าสะใภ้และคนอื่นๆ ในห้องอย่างไม่เกรงอกเกรงใจเลย
“ถ้ามันง่ายอย่างที่คุณว่า ผมคงจะสบายมาตั้งแต่เกิดแล้วสินะ แต่นี่อะไร ผมต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ แทบทุกวัน หน้าลูกตอนตื่นนอนก็ได้เห็นน้อยเต็มที เพราะเข้าบ้านมาลูกก็หลับตลอด คุณยังบ่นเช้าบ่นเย็น ว่าผมไม่มีเวลาให้ แล้วทำไมตอนนี้กลับจะมาบอกว่าเป็นประธานมันง่ายนิดเดียวล่ะ”
“ก็ตอนนั้นกับตอนนี้มันไม่เหมือนกันนี่คะ บริษัทเราเป็นปึกแผ่นแล้วไม่ต้องลำบากเหมือนตอนคุณยังหนุ่มนี่”
“ตอนไหนมันก็ลำบากเหมือนกันนั่นล่ะ ยิ่งตอนนี้มีการแข่งขันสูง เทคโนโลยีก้าวล้ำนำสมัย การสื่อสารก็รวดเร็วทันใจ จนแทบจะตามไม่ทันด้วยแล้ว การจะก้าวมาเป็นผู้นำคน และดึงกิจการให้ก้าวหน้าต่อไปได้มันไม่ใช่ง่ายๆ ผมทำมาก่อนผมรู้ดี และผมก็รู้ว่าใครเหมาะไม่เหมาะ คุณไม่ต้องมาเถียงผม และไม่ต้องมาขัดขวางผม หรือถ้าไม่พอใจที่ผมจะทำแบบนี้ หรือถ้ามีปัญหากันนัก ผมก็จะยกทุกอย่างบริจาคให้มูลนิธิเด็กกำพร้าซะเลย จะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายให้ปวดหัว จะเอาแบบนั้นกันหรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่เอาก็เงียบไปเลย อยู่นิ่งๆ นั่งใช้เงินไป แล้วทุกอย่างจะดีเอง”
คุณสมควรที่จิตใจไม่อยู่ในภาวะปกติ เพราะอาการป่วยรุมเร้า จึงตัดบทชนิดไม่รักษาน้ำใจใครเลย ยังผลให้สุจินต์ ทนายประจำบ้านกับปฐพีและลูกชายที่มาร่วมปรึกษาหารือในเรื่องทายาทต่างนิ่งอึ้ง กับถ้อยคำและท่าทีแบบนี้
เพราะไม่ใคร่จะมีใครได้พบเห็นบ่อยครั้งนัก แม้แต่คุณอัญชลีกับสะใภ้เองที่อยู่บ้านเดียวกัน ก็พบเห็นน้อยครั้งมาก
“ตามใจ อยากจะทำอะไรก็เชิญ น้องจะไม่ยุ่งอีกต่อไปแล้ว”
คุณอัญชลียอมแพ้ทันที เมื่อสามียกเรื่องนี้ขึ้นมาขู่ แล้วเดินลงส้นเท้าหนักๆ ออกจากห้องไป สาลินีอยากจะทำตามไม่น้อย ติดตรงที่ต้องรักษาภาพพจน์เอาไว้ ไม่ให้คนในห้องเห็นได้ จึงเลือกที่จะนั่งนิ่งแล้วฟังพ่อสามีสั่งงานทนายต่ออย่างกล้ำกลืนฝืนทน
แต่คุณสมควรที่นอนแหมะอยู่กับเตียงไม่สนใจ นอกจากหันไปมองคนในห้อง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยประโยคเด็ด เพื่อขู่ให้ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดเท่านั้น
“อย่าไปสนใจคนแก่ที่ไม่รู้เรื่องงานเลยนะ เอาเป็นว่าฉันอยากจะฝากให้ทุกคน ช่วยตามหาหลานฉันกลับมาช่วยงานก็แล้วกัน ตามให้ได้ไม่ว่าหลานฉันจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ฉันให้เวลาแค่สามเดือน ถ้าเลยไปจากนั้น แปลว่าไม่มีใครอยากจะฟังคำสั่งฉัน สมบัติและกิจการทุกอย่าง ฉันจะบริจาคให้หมด ไม่ต้องมีใครได้สักคน ฉันไม่ได้ขู่ใครนะ แต่ฉันพูดจริงและจะทำจริงด้วย ทุกคนคงรู้ว่าฉันเป็นคนจริงแค่ไหน”
“อ๋อๆ จะไปกินข้าวยังล่ะ เที่ยงครึ่งแล้วนะ”
หทัยชนก บวรชัยสกุล ละสายตาจากหน้าจอ เงยขึ้นไปยิ้มให้ วีนา พงษ์พัน ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องและทำงานในบริษัทเดียวกัน ที่ถึงกับเดินมาคุมเชิงถึงโต๊ะด้วยอาการหิวจนไส้แทบจะกิ่ว
ในมือก็ถือกระเป๋าใบเล็กๆ ซึ่งมีโทรศัพท์กับเงินสำหรับจ่ายมื้อเที่ยงและกุญแจโต๊ะเท่านั้น
“จ้าๆ ไปเดี๋ยวนี้ล่ะจ้า แหม! เร่งจริง”
คนถูกเร่งคว้ากระเป๋าแบบเดียวกันแล้วลุกไปทันที ทั้งคู่ลงบันไดจากชั้นสาม โดยไม่สนใจจะหันไปมองลิฟท์แต่อย่างใด จากนั้นก็เดินออกไปหน้าออฟฟิศท่ามกลางแดดร้อนระอุ เป้าหมายคือร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำ ซึ่งอยู่ห่างออกไปสามซอย
ผู้คนตามบาทวิถี ต่างหันมองสองสาวแทบจะเป็นตาเดียวกัน และเป้าสายตานั้น ก็ไปลงอยู่ที่สาวผมยาวดกดำ ใบหน้าคม จมูกโด่งเป็นสันประหนึ่งได้รับการตกแต่งมาก็ไม่ปาน แต่หากจะจ้องมองดีๆ แล้วก็จะพบว่าเป็นของดั้งเดิม ที่เจ้าตัวได้มาจากผู้ให้กำเนิดทั้งสิ้น