ฉันตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น
ก่อนที่จะต้องรีบผุดลุกขึ้นมาเพราะลืมไปว่าโทรสายกับฉลามดุค้างไว้ พอกดเปิดโทรศัพท์ดูฉันก็ต้องเบิกตากว้าง
สายยังไม่ถูกกดวางเลยอ่ะ! นี่ฉันโทรคุยกับเขาทั้งคืนเลยเหรอ
แต่ฉันจำได้ว่าฉันหลับไปก่อนนะ แล้ว... แล้วเขาก็ไม่ยอมกดวางงั้นเหรอ
พอคิดได้แบบนั้นฉันก็รีบเอาโทรศัพท์แนบหูว่าเขาจะยังตื่นอยู่มั้ย มองไปที่นาฬิกาเล็กๆ บนโต๊ะข้างหัวเตียงก็เห็นว่านี่มันแปดโมงกว่าๆ แล้ว ส้มหวานยังไม่ตื่นเลย ขี้เซาจริงๆ
“ฮะ... ฮัลโหล” ฉันตัดสินใจโพล่งขึ้นมาในสายอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วก็ได้ยินเสียงเขากรน เอ่อ...
[... อือ] เขาละเมอด้วยอ่ะ [อยากเจอ...]
“...!”
[เมื่อไรจะได้เจอ] ฉันหน้าร้อนไปหมด เขาพูดเหมือนเขาตื่นอยู่เลย แต่ฉันว่าเขาละเมอนะ เสียงฉลามดุดูอู้อี้มากเลยอ่ะ [... เช้ายังเนี่ย]
ฉันเงียบ ไม่ยอมพูดอะไรจนกระทั่งได้ยินเสียงอะไรสักอย่างดังโครม ในขณะที่เสียงละเมอของคนในสายจะกลายเป็นเสียงตวาดลั่น
[ห่าเดี่ยว! มึงถีบกูอีกแล้วนะ ละเมอทีไรถีบกูตลอด กูไม่ใช่กระสอบทรายนะไอ้เหี้...!!]
ติ๊ด
ฉันรีบกดวางสายทันทีเมื่อรู้ว่าเขาตื่นแล้วแถมสบถเสียงดังด้วย ไม่อยากให้เขารู้ตัวว่าฉันแอบฟังอยู่ แล้วรีบวางโทรศัพท์ไปยังที่เดิม
แต่... โอ้ย
ฉันเอาหน้าซุกไปกับหมอนแล้วส่ายหน้าไปมาอยู่คนเดียว
ทำไมเขาถึงไม่วางนะ แล้วฉันได้ส่งเสียงกรนหรือน้ำลายยืดให้เขาได้ยินมั้ยเนี่ย น่าอายจริงๆ เลย แล้วดันไปหลับใส่สายเขาอีก
หวังว่าเขาคงจะไม่มาดักรอฉันที่หน้ามหาวิทยาลัยนะ ไม่งั้นฉันคงไม่กล้าสบตาเขาอีกเลยแน่ๆ
ฉันเอาหน้าซุกอยู่กับหมอนจนพอใจ ก่อนที่จะลุกขึ้นไปคว้าชุดนักศึกษา วันนี้ฉันมีเรียนตอนเที่ยงตรง ส้มหวานก็เหมือนกัน ฉันก็เลยเดินไปเขย่าตัวร่างเล็กที่นอนอุดอู้อยู่บนเตียง แต่ก็เห็นว่าเธอนอนทำตาแป๋วอยู่ในผ้าห่ม
พอเธอเห็นหน้าฉันเธอก็ยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาทันที
“นิ้งจ๋า รู้นะว่าเมื่อคืนโทรคุยกับใครอ่ะ” ฉันหน้าร้อนวูบขึ้นมาทันที ในขณะที่เธอจะหัวเราะคิกคัก “ความจริงส้มตื่นนานแล้วล่ะ แต่อยากรู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น”
“ส้ม!”
“เขาไม่ยอมวางสายเลยอ่ะ หมอนี่ท่าทางจะหลงนิ้งหัวปักหัวปำเลยนะเนี่ย”
“พะ... พูดอะไรเนี่ย ไปอาบน้ำเลย ส้มอาบน้ำนานกว่านิ้งนะ” ฉันพยายามเปลี่ยนเรื่อง แล้วเดินไปดันๆ หลังให้เธอลุกขึ้น แต่ดูที่ส้มพูดออกมาสิ
“โอเคๆ เดี๋ยวส้มหวานจะรีบไปอาบน้ำแล้วพาน้องนิ้งไปมหาลัยนะ เผื่อพี่หลามจะดักรออยู่”
“ส้ม!”
น้องนิ้ง... เอ้ย คะนิ้งจะไม่ทนแล้วนะ ฮือ
[พาร์ท : ฉลามดุ]
อ้าว นิ้งตัดสายเหรอวะ
ตัดสายตอนแปดโมงสิบห้า ทำไมนิ้งตื่นเช้า?
ถ้าจะถามว่าผมตื่นมาทำไมเวลานี้ แล้วรู้ได้ไงว่าเธอตัดสาย ก็เพราะเมื่อเช้าไอ้เหี้ยเดี่ยวมันถีบผมตกเตียงไง ไอ้นี่เวลาละเมอๆ ทีไรผมเจ็บตัวตลอด ประเด็นคือช่วงนี้มันชอบมาอาศัยนอนห้องผมอีก ทีนี้ผมเลยตาสว่างเลย ทั้งๆ ที่วันนี้ผมไม่มีเรียน
แต่ก็ดี เพราะผมตื่นเวลาเดียวกับผู้หญิงที่ชอบ เรื่องเล็กๆ แต่ฟินยิ่งกว่าฟินอีกกู
ไหนๆ นิ้งก็ตื่นล่ะ ผมทักไลน์ไปดีมั้ยวะ
หรือไปดักรอที่มหาลัยเลยดี?
แต่มันจะดูคุกคามไปปะ ดูเธอก็ยังกลัวๆ ผมตอนเจอกันตัวต่อตัวด้วย ผมอยากให้เธอมองผมกลับมาด้วยความน่ารักมากกว่ามองผมด้วยสายตาหวาดๆ นะ
ยิ่งคิดก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องจริงจัง สงสัยว่าผมจะชอบเธอจนโงหัวไม่ขึ้นก็คราวนี้ล่ะ
“ให้ตาย” ผมนั่งทำหน้าเครียดอยู่บนโซฟาเก่าๆ ในห้องตัวเอง ชั่งใจนิดหน่อยก่อนที่จะตัดสินใจโทรหารุ่นพี่ที่เคารพคนหนึ่ง
ไม่นานนักไอ้เฮียก็รับสาย
เฮียที่ผมเคารพรักคนนี้ชื่อเฮียเจ๋ง ชื่อก็โหลๆ ทั่วๆ ไป แต่เฮียเป็นคนที่ใจมาใจกลับ ผมสนิทกันมานาน ผ่านไรกันมาเยอะ แน่นอนว่ากุมความลับกันไว้เยอะเลยยังเลิกคบกันไม่ได้ ด้วยนิสัยคล้ายๆ กันแล้วก็ชอบอะไรเหมือนๆ กัน แถมยังตัดสินใจอะไรรวดเร็วเหมือนกัน เรียกว่าเคารพยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ
[โทรมาทำห่าไรเวลานี้วะไอ้หลาม เช้าเหี้ยๆ]
“เรื่องสำคัญว่ะเฮีย”
[เออ ทำเสียงหงอยมาเชียวนะมึง ว่ามา]
“เอาจริงนะเฮีย” ผมทำน้ำเสียงจริงจัง ถ้าเป็นเรื่องนิ้งผมไม่เคยเล่นอะไรทั้งนั้น “เฮียว่าผู้หญิงแม่งชอบผู้ชายแบบไหนวะ ที่เข้ามาจีบอ่ะ”
[ถามงี้มึงไปจีบใครมาอีกล่ะ] ผมถอนหายใจหนัก เฮียแม่งพูดเหมือนผมไปจีบผู้หญิงมามากมาย ทั้งๆ ที่ในชีวิตนี้ผมมีแฟนแค่ไม่กี่คนเอง แล้วก็ไม่เคยจีบใครจริงจังเท่าคะนิ้งด้วย
“เด็กมหาลัย XX ใกล้วิทยาลัยเรา ที่เฮียชมว่ามีแต่คนแจ่มๆ บ่อยๆ ไง”
[นั่นไง กูบอกแล้วว่าที่นี่มีดี] ผมได้ยินเสียงเฮียหัวเราะ จำได้อยู่ว่าเฮียมันเคยแนะนำเด็กมหาลัยนี้สมัยผมยัง ปวช. ปีสอง ผมไม่เคยสนเพราะช่วงนั้นหลงสาวเทคนิกเครือเดียวกันจนโงหัวไม่ขึ้น จนวันนี้ได้ประสบพบเจอ
ยังไงน้องนิ้งของผมก็แม่งที่สุดแล้วอ่ะ ไม่อยากมองใครแล้ว
“เออเฮีย บอกกูหน่อย” ผมเร่ง อยากรู้จะตายแล้ว จะได้มีวิธีอื่นมาจีบเธอเผื่อใจร้อนแบบนี้ไม่ได้ผลไง “ผมแม่งอยากได้เค้าเป็นแฟนชิบหาย จะทนไม่ไหวแล้วเนี่ย”
[เออ กูเข้าใจ แต่อย่ารีบ ผู้หญิงไม่ชอบให้ผู้ชายเร่ง] เฮียผมปรามขึ้นมา แล้วผมก็นิ่งไป [เอาจริงๆ กูว่าผู้หญิงแพ้พวกสุภาพบุรุษว่ะ แบบพูดเพราะๆ อบอุ่นกับเขาไรงี้]
พูดเพราะๆ แล้วก็อบอุ่นด้วยเหรอวะ?
แม่งเอ้ย ไม่ใช่ตัวกูเลย
“ไม่มีแบบอื่นเหรอวะเฮีย” ผมตีหน้าเซ็ง “แล้วถ้าผู้หญิงแม่งชอบแต่แนวนั้น ทำไมเมียเฮียถึงมาคบกับเฮียวะ”
[ไอ้เวร กูก็มีดีไง]
“มึงแม่งไม่มีประโยชน์กับกูเลย”
[ว่าไงนะ มึง...!]
ติ๊ด
ผมกดตัดสาย ก่อนที่จะนั่งลูบคางครุ่นคิดอย่างหนัก
“พูดเพราะๆ เหรอวะ” ผมพึมพำ แล้วเดินอาดๆ ไปยืนหน้ากระจกเกือบเท่าตัวที่อยู่หน้าห้องครัว แล้วฉีกยิ้มเหมือนมันเป็นคะนิ้ง “ดีครับนิ้ง”
ผมรู้สึกอยากจะอ้วกว่ะ
แต่เพื่อนิ้ง
“วันนี้ก็สวยอีกแล้วนะครับ อยากฟัด... เฮ้ย ไม่ได้ดิ” ผมขยี้หัวตัวเอง แล้วเปลี่ยนคำใหม่ “อยากพาไปดูหนังจัง”
ดูหนังเหรอ? เชยชิบหายเลยว่ะ นั่นมันเก่าแล้ว
“อยากพาเธอไปดูมวยคู่เอกวันพรุ่งนี้อ่ะ สนุกนะ นิ้งต้องลองดูสักแมทซ์”
อันนี้ก็กิจกรรมแมนๆ คุยกันไปอีก ผู้หญิงที่ไหนเขาดูมวยบ้างวะ!
เออ แต่ก็ไม่แน่ แต่สำหรับนิ้ง ใสๆ อย่างนั้นคงไม่มีโมเม้นต์นี้แน่ๆ
“ดูมายลิตเติ้ลโพนี่ห้องเรามั้ย ห้องเรามีเน็ตฟลิกซ์ ดูได้”
ก็เหี้ยล่ะ
“ทำไมไม่ได้เรื่องสักอย่างเลยวะ” ผมเกาท้ายทอยตัวเองอย่างหัวเสีย แล้วเดินไปดูนาฬิกา ตอนนี้สิบโมงกว่าๆ ล่ะ ผมไม่รู้ว่าวันนี้นิ้งมีเรียนตอนไหน ไม่รู้อะไรสักอย่างเลยว่ะ ไม่ได้ถาม แล้วเธอก็ไม่คิดที่จะบอกด้วย แล้วอย่างงี้จะได้เจอกันมั้ยวะเนี่ยวันนี้
ผมทำหน้าตาเบื่อโลกแล้วคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำ ไอ้เดี่ยวยังนอนคว่ำหน้ากรนสนั่นโลกอยู่ นอนหรือตายก็ไม่รู้แม่ง แต่ผมรีบอาบน้ำแล้วรีบออกดีกว่า จะได้มีเวลากินข้าวแล้วไปดักรอว่าที่แฟนในอนาคต จะอยู่หรือไม่อยู่ก็ช่างเหอะ ผมก็แค่อยากไปรอเธอ ถึงเธอไม่มีเรียนเวลานั้นผมค่อยไปรอใต้หอเธอก็ได้ (ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นหอหญิงใกล้มหาลัย ที่มีป้ายรถสองแถวอยู่ติดถนน)
เผื่อตัวผู้แถวๆ นั้นจะได้รู้ด้วยไง ว่าคะนิ้งอ่ะ ผมจองแล้ว
[จบพาร์ท : ฉลามดุ]
มีความรู้สึกว่าคิ้วขวากระตุกอยู่ตลอดเวลาเลยอ่ะ
ไม่รู้ว่านี่เป็นลางร้ายหรืออะไรรึเปล่านะ แต่รู้สึกไม่ดีเลย
“นิ้ง จะกลับหอเลยหรือไปหาอะไรกินก่อนดี มีเรียนอีกทีตั้งสี่โมงแน่ะ”
ฉันหันไปมองส้มหวานที่เก็บชีทเรียนใส่กระเป๋าสะพายอย่างไม่รีบร้อน หลังจากเรียนคลาสแรกของวันจบฉันกับส้มหวานก็ลงมานั่งคุยเล่นกันที่โต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ เหลือเวลาอีกตั้งเยอะแยะกว่าที่จะเรียนคลาสต่อไป ฉันเลยสลัดความคิดเรื่องลางร้ายอะไรนั่นออกไปแล้วเริ่มครุ่นคิด
ฉันเองก็ยังไม่อยากกลับไปนอนที่หอด้วย เพราะอย่างนั้น
“นิ้งอยากกินนมปั่นอ่ะ”
“บังเอิญจัง! ส้มก็อยากกิน” ส้มหวานมีสีหน้าเปี่ยมสุขที่เจอคนที่ใจตรงกัน ในขณะที่จะกอดคอฉันแล้วลากให้เดินไปยังหน้ามหาวิทยาลัยด้วยกัน “แล้วเดี๋ยวแวะร้านเค้กหน้ามหาลัยกันด้วยดีกว่า อยากกินชอตเค้กอ่ะ”
“กินเยอะๆ เดี๋ยวอ้วนนะส้ม”
“ไม่สนอ่ะ ยังไงก็ยังสวยอยู่ดี” ฉันหัวเราะกับมุขตลกของเธอและยอมรับว่าเป็นความจริง เพราะส้มเป็นคนสวยและน่ารัก ในขณะที่จะเดินคุยกันไปเรื่อยๆ จนออกนอกประตูมหาลัย แต่ก็ยังไม่วาย...
“เอ้ย นิ้ง” ส้มหวานกระตุกแขนฉันให้หันไปมองด้านซ้าย แล้วฉันก็ตกใจเมื่อเห็นคนที่นั่งสูบบุหรี่บนรถมอเตอร์ไซค์ที่คุ้นเคย ก็ฉลามดุนั่นแหละ ดูเหมือนเขามัวแต่มองไปทางอื่นเลยยังไม่เห็นฉัน ฉันเลยกระตุกแขนส้มหวานให้เดินเลี่ยงไปทางอื่น
คือฉันยังไม่พร้อมจะเจอหน้าเขาอ่ะ พอนึกถึงเรื่องเมื่อคืนแล้วมัน...
“เอ้า! จะไปไหนเล่า มาทักทายคนคุยเธอก่อนสินิ้ง” แต่ดูเหมือนว่าส้มหวานจะไม่เข้าใจ เพราะต่อมาเธอก็ลากแขนฉันไปยังที่ที่ฉลามดุนั่งกดโทรศัพท์อยู่ เขามัวแต่จ้องมันแล้วพ่นควันบุหรี่ออกมาเหมือนใจลอย จนกระทั่งเสียงของส้มหวานดังขึ้นมา “พี่คะ!”
ฉลามดุถึงได้เงยหน้าขึ้นมามองทางเราอย่างสงสัย และทันทีที่เขาเห็นฉัน ร่างสูงก็รีบทิ้งบุหรี่ลงกับพื้นแล้วใช้เท้าขยี้มันเหมือนไม่คิดว่าฉันจะยืนอยู่ตรงนี้ ก่อนที่จะลงมาจากรถแล้วเดินดุ่มๆ มาหาฉันอย่างรวดเร็ว
“รอตั้งสองชั่วโมง!” ทันทีที่ถึงตัวเขาก็บ่นเสียงดัง ส่วนฉันก็ก้าวถอยหลังอย่างตกใจ “แต่พอเห็นนิ้งแล้วเกือบลืมไปเลยว่าเมื่อกี้รอนาน”
“หูย” เสียงแซวของส้มหวานดังอยู่ข้างๆ ส่วนฉันก็เอาแต่ก้มหน้างุด “นี่ใช่พี่ฉลามดุที่มาจีบนิ้งมั้ยเนี่ย?”
“อ่า ใช่” ฉลามดุหันไปมองส้มหวานเหมือนเขาเพิ่งสังเกตเห็น ร่างสูงเกาท้ายทอย ดูเหมือนเขาเขินๆ ที่จะคุยกับคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่ฉัน “จะไปไหนกันปะ เดี๋ยวขับรถไปส่ง”
“ก็ร้านนมปั่นข้างหน้านี่อ่ะค่ะ เดี๋ยวก็ไปร้านเค้กข้างๆ ต่อ” ฉันหันไปตีแขนส้มทันที จะไปบอกเขาทำไม! “โอ้ย เจ็บนะนิ้ง เขินเหรอ ไม่คุยกับพี่หลามบ้างอ่ะ”
“มะ...!” ฉันตั้งท่าจะปฏิเสธ แต่พอเห็นสายตาฉลามดุที่มองมาฉันก็พูดไม่ออก “... ไม่ได้เขินนะ”
แล้วฉันจะทำเสียงเบาไปทำไมเนี่ย
“เออ งั้นเดี๋ยวเราไปเป็นเพื่อน ใกล้ๆ เองนี่” ฉันเบิกตากว้างเมื่อฉลามดุฉีกยิ้มอย่างเอ็นดู เขามองมือฉัน เหมือนอยากจะทำอะไรสักอย่าง แต่ร่างสูงก็หันหน้าหนีไปมองทางส้มหวานซะก่อน “อีกอย่างพี่อายุมากกว่าไม่กี่ปีเอง เรียกฉลามก็ได้”
“โอเค แต่ส้มขอเรียกพี่หลามละกัน” ส้มหวานตกปากรับคำ เธอตีสนิทกับฉลามดุอย่างรวดเร็ว ในขณะที่จะดันฉันสุดแรงจนเซไปชนกับไหล่กว้างๆ ของร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ “งั้นก็ไปกันเถอะ เอ้านิ้ง ไปยืนใกล้พี่หลามสิ เดี๋ยวรถชนนะ!”
“อะ... อะไรนะ” ฉันทำตัวไม่ถูก งุนงงไปหมด แล้วยิ่งหันมาเจอฉลามดุที่มองหน้าฉันที่แนบอยู่กับต้นแขนเขาด้วยสีหน้าแปลกๆ ฉันก็รีบเด้งตัวออกอย่างรวดเร็ว
“พี่หลามฝากดูนิ้งด้วยนะ นิ้งชอบเหม่อๆ ตอนเดินข้ามถนน จะโดนรถเฉี่ยวหลายรอบล่ะ” ฉันอ้าปากค้าง ถึงมันจะเป็นอย่างงั้นจริงๆ แต่ทำไมส้มหวานไม่เดินไปกับฉันอ่ะ! “จูงมือกันข้ามถนนดีๆ นะจ๊ะ ไปรอที่ร้านเค้กตรงนู้นเลยนะ เดี๋ยวส้มไปซื้อนมปั่นให้”
พูดยืดยาวใส่จบเธอก็หมุนตัวแล้วเดินข้ามถนนไปอย่างรวดเร็วทันทีโดยไม่รอฉันเลย ฉันมองหลังไวๆ ของส้มหวานที่ห่างออกไปอย่างตกใจ หน้าร้อนจัดในขณะที่หันกลับมามองฉลามดุที่ยืนทำสีหน้าเรียบเฉยอยู่ข้างๆ
เขาก้มลงมามองหน้าฉันเพราะตัวของเขาสูงมาก น่าจะร้อยแปดสิบกว่าๆ ได้เลย ก่อนที่ร่างสูงจะกระแอมไอ
“งั้นเราขอจับมือเธอหน่อยดิ” ฉันมองหน้าเขาอย่างทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่ฝ่ามือจะถูกเขาจับไว้โดยไม่รอคำอนุญาต ความอบอุ่นเข้ามาแทนที่เมื่อเขาบีบมือฉันแน่นขึ้นแล้วออกแรงดึงให้เดินไปด้วยกัน ฉันมองรอยสักที่แขนของเขา มันเป็นสิ่งที่ฉันไม่ค่อยชอบเลย ถึงจะมีพี่ชายทำงานเป็นช่างสักก็ตาม
แต่ก็ดูเหมือนว่า... ฉันจะเผลอใจเต้นให้เขาไปนิดหน่อย
นิดหน่อยจริงๆ นะ
ตอนนี้เราอยู่ในร้านเค้ก
ฉันมัวแต่นั่งก้มหน้าอย่างไม่รู้จะพูดอะไร ฉลามดุนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วจ้องหน้าฉันเขม็งจนถ้าไม่รู้ว่าเขามาจีบ มันจะดูเหมือนเขาจงใจจะหาเรื่องมากกว่า ดูเหมือนเขาจะพูดอะไรสักอย่าง ร่างสูงถึงได้ทึ้งหัวตัวเองแล้วมองออกไปทางอื่น
ฉัน... อึดอัดจัง เมื่อไหร่ส้มหวานจะกลับมาที่นี่นะ
“จะสั่งอะไรมั้ย?” ฉันสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ฉลามดุก็ทำลายความเงียบขึ้นมา พอเงยหน้าขึ้นมองเขาก็เห็นว่าร่างสูงทำสีหน้ากระอั่กกระอ่วนเหมือนมันไม่ใช่คำถามที่เขาอยากถาม “เราหมายถึง... หิวมั้ย กินแต่เค้กจะอิ่มเหรอ”
“สะ... ส้มจะกินน่ะ” ฉันตอบเสียงตะกุกตะกัก แล้วเขาก็พยักหน้ารับรู้
“แล้วนิ้งหิวอะไรรึเปล่า” เขาถามอีก แล้วฉันก็สบตาเขาไม่ได้ เลยมองเลี่ยงไปทางอื่น
“มะ... ไม่หรอก ไม่หิวเลย”
“นิ้งกลัวไรอ่ะ? คุยกับเราทำไมไม่มองหน้าเรา” ฉันสะดุ้งเมื่อเขาแทรกขึ้นมาเมื่อฉันพูดจบประโยคนั้นได้ไม่กี่วินาที พอหันไปมองก็เห็นว่าเขากำลังจ้องหน้าฉันอยู่อย่างลุ้นคำตอบสุดๆ ฉันก็เลยหันหน้าหนีไปอีกรอบ
“ก็...” กลัวเขานั่นแหละ “เปล่านะ”
“หน้าเราน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอวะ” น้ำเสียงของเขาดูตัดพ้อ ฉันก็เลยกลืนน้ำลายลงคอแล้วกระพริบตาปริบๆ “นิ้ง... หันมามองหน้าหน่อยดิ”
“...” ฉันเงียบ
“จะหันหรือไม่หันครับ” คราวนี้เสียงเขาเข้มขึ้นอีกเหมือนเจ้าตัวกำลังขัดใจนิดๆ
“...”
“ไม่หันเหรอ ได้”
หมับ
สิ้นประโยคนั้น แก้มของฉันทั้งสองข้างก็ถูกเขาคว้า ในขณะที่อีกฝ่ายจะใช้กำลังบังคับให้ฉันหันไปมองใบหน้าเขาที่ตอนนี้เลื่อนเข้ามาจนประชิดเพราะฉลามดุลุกขึ้นเอื้อมมือมาคว้าแก้มฉันจากฝั่งตรงข้าม แล้วฉันก็สบตากับเขาเข้าโดยบังเอิญ ในขณะที่หน้าของฉันเริ่มร้อนขึ้นมาตั้งแต่ต้นคอลามมาจนถึงหน้าผาก
แรงของเขาไม่มากเลย มันไม่เจ็บ แต่ว่า...
“คิดถึง รู้บ้างปะว่าน่ารัก”
ก็ดูเขาพูดสิ!
“นมปั่นมาแล้วน้า จองที่ไว้แล้วรึยัง เอ้ะ” ฉันสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงของส้มหวานดังอยู่ข้างหน้า เสียงของเธอขาดหายไปเมื่อเห็นเราทั้งคู่อยู่ในท่านี้ ฉันเหลือบมองเธอที่หันไปมองรอบๆ เพราะมีแต่คนมอง ก่อนที่ส้มหวานจะหัวเราะแหะๆ “แหม คือถ้าทนไม่ไหวขนาดนั้นพี่หลามควรจะไปต่อที่หอนิ้งนะ ไม่ใช่ตรงนี้”
สะ... ส้ม! ต่อที่หออะไรเล่า ฮือ
“เปล่านี่ พี่เห็นนิ้งพูดด้วยแต่ไม่ยอมมองตาพี่ ก็เลยจะให้หันมามอง” ฉันอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าเขาซื่อหรืออะไรกันแน่ แต่ที่รู้ๆ คือเขาพูดตรงไปแล้วนะ “ความจริงก็อยากทำมากกว่านั้น แต่ในนี้ทำไม่ได้หรอก”
พูดแล้วก็เอาไฟแช็คมาเปิดปิดเล่นอย่างไม่ทุกข์ร้อน ส่วนฉันนี่หน้าร้อนเห่อไปหมดเพราะคำพูดที่แสนจะเถรตรงของเขา
“โอเคค่ะพี่” ส้มหวานหัวเราะแกมรู้ทัน เธอวางแก้วนมปั่นให้ฉัน เราสั่งมาเหมือนกัน ในขณะที่ส้มหวานจะหันไปสั่งเค้กกับพนักงานที่เดินเข้ามาถามอีกที
แต่ฉันแทบไม่ได้ฟังเลย มัวแต่แก้อายด้วยการกินนมปั่นแล้วมองไปทางอื่น แต่ก็ยังไม่วายรู้สึกว่าเขายังมองอยู่ตลอดเวลา จนมารู้สึกตัวอีกทีตอนที่มือฉลามดุชี้มายังแก้วที่อยู่ในมือ
“ชอบกินไอ้นี่เหรอ?” เขาถามสั้นๆ ฉันเลยเงยหน้ามองอย่างตกใจ
“อะ... ใช่ค่ะ”
“อร่อยปะ” เขาขมวดคิ้ว “กินอะไรเป็นเด็กๆ เลย”
อะ... อะไรนะ
“ก็อร่อยดีนะ” และเพราะไม่รู้จะตอบไปว่ายังไง ฉันก็เลยเผลอทำเสียงสั่นๆ ไปจนได้ ฉันเห็นเขาทำหน้าตึงเครียดขึ้นมา ก่อนที่ร่างสูงจะหันไปมองรอบๆ อย่างหงุดหงิด ฉันมองตามเขา แล้วก็เห็นว่ามีกลุ่มเด็กผู้ชายที่นั่งอยู่อีกโต๊ะกำลังมองมาทางฉันและส้มหวาน พวกเขากระซิบกระซาบกันแล้วเริ่มโบกมือให้ฉันด้วย
“พี่สาว น่ารักจังเลย” ฉันได้ยินเสียงของพวกเขาแซวลั่นโต๊ะเหมือนคึกคะนอง ความจริงกลุ่มเด็กพวกนี้เดินเข้ามาพร้อมกับส้มหวานน่ะ แต่ฉันไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่ จนกระทั่งพวกเขาแซวขึ้นมานี่ล่ะ “ขอเบอร์ได้มั้ยครับ อยากได้เบอร์พี่สาวผมยาวมากมายอ่ะ!”
ส้มหวานผมสั้นนะ ส่วนฉันผมยาว... นั่นแปลว่าเด็กพวกนั้นกำลังขอเบอร์ฉันเหรอ
“อย่าไปสนใจไอ้เด็กพวกนั้นเลย เมื่อกี้มันก็ขอไลน์ส้มหน้าร้านแต่ส้มไม่ให้ มันก็เลยเดินตามเข้ามา” ส้มหวานพูดกับฉัน เหมือนกับว่าจะพูดกับฉลามดุด้วย ฉันก็เลยพยักหน้าและกินนมปั่นต่อเงียบๆ โดยที่เสียงหยอกล้อของเด็กกลุ่มนั้นยังดังลอดเข้ามาในหูไม่หยุด
ผู้ชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามฉันไม่ได้พูดอะไร เขามองไปทางเด็กพวกนั้นแล้วเริ่มหักนิ้วมือเล่นอย่างเงียบเชียบ
จนกระทั่ง...
“เฮ้ย มึงลุกไปขอเบอร์พี่เค้าให้หน่อยดิ๊!” เสียงของเด็กกลุ่มนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่คนพูดจะผลักเด็กที่ท่าทางเรียบร้อยที่สุดให้เดินมาทางนี้ รู้สึกว่าเด็กคนนั้นอาจจะเป็นเบ๊ของพวกเขานะ “ต้องได้มานะ ไม่ได้วันนี้ไม่มีค่าขนมกลับบ้านนะเว้ยไอ้เด็กเนิร์ด ฮ่าๆ”
ฉันหันกลับไปมองทันที ทำไมเด็กพวกนี้ถึง...
แต่ก็ไม่ทันแล้ว เพราะน้องท่าทางเรียบร้อยคนนั้นเดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะพวกเราอย่างรวดเร็ว เด็กคนนี้มีท่าทีเหมือนกล้าๆ กลัวๆ ในขณะที่จะยื่นโทรศัพท์มาให้ฉันที่นิ่งอึ้งไป
“พี่ครับ คือ... คือเพื่อนผมขอเบอร์พี่” น้องมีท่าทางตื่นกลัว แล้วฉันก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่นขึ้นมาจากโต๊ะเด็กกลุ่มนั้น ตั้งท่าจะปฏิเสธแต่ก็กลัวน้องจะโดนเด็กพวกนั้นรีดไถค่าขนม ฉันเลยหันหน้าไปมองส้มหวานอย่างตัดสินใจไม่ถูก
“ส้ม...” ฉันตั้งท่าจะพูด แต่อยู่ดีๆ ร่างสูงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ทุบโต๊ะเสียงดังลั่น
ปึง!!
“ไอ้พวกเด็กเวร” ฉลามดุสบถในลำคอเสียงเหี้ยมในวินาทีต่อมา ฉันมองเขาอย่างตกใจ แล้วก็เห็นว่าเขาผุดลุกขึ้นทันทีและเดินออกไป
“พี่หลามจะทำอะไรน่ะ” ส้มหวานป้องปากถามฉันอย่างตกใจ ส่วนฉันก็ส่ายหน้า ในขณะที่ร่างสูงที่มีรอยสักเต็มทั้งสองแขนจะเดินดุ่มๆ ไปทางโต๊ะของเด็กพวกนั้นที่กำลังหัวเราะสนุกสนาน
แล้วเขาก็...
หมับ
“พวกมึงเป็นอะไรกันมากมั้ย?” กระชากคอเสื้อของเด็กท่าทางที่ดูจะเป็นเหมือนหัวโจกของโต๊ะขึ้นมาจนแทบจะชิดกับใบหน้าของเขา “คึกกันมากปะ กรอกน้ำให้แม่เสร็จยัง ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ขนยังไม่ตั้งคิดจะม่อสาวเหรอ”
“เฮ้ย พี่เป็นใครอ่ะ” เสียงเด็กพวกนั้นดูแตกตื่นเหมือนคาดไม่ถึงว่าจะมีคนหาเรื่องจะๆ แบบนี้ ในขณะที่ฉลามดุจะเหวี่ยงเด็กที่เขากระชากคอเสื้อออกแต่ยังคงจับเสื้อเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ก่อนที่จะท้าวแขนอีกข้างลงกับโต๊ะแรงๆ “พี่จะทำไรวะ!”
“พวกมึงไม่ต้องรู้หรอก” เขาพูดเสียงเย็นเยียบและมีใบหน้าน่ากลัวในแบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน “แต่สิ่งที่พวกมึงต้องรู้ก็คือกูกำลังจีบคนที่มึงอยากได้เบอร์อยู่ ส่วนอีกคนก็เพื่อนเค้า แล้วพวกมึงคิดว่ากูจะทำอะไรกับพวกมึงดีล่ะ มากวนใจว่าที่แฟนกูแบบนี้เนี่ย”
วะ... ว่าที่แฟน
ฉันคิดทวนตามคำพูดของเขาในใจ แล้วหน้าร้อนเมื่อน้องที่เดินมาขอเบอร์กับส้มหวานมองมาที่ตัวเองด้วยสายตาแปลกๆ ทั้งคู่
ฉันเปล่านะ เขาพูดเองอ่ะ
“มึงปล่อยกูนะเว้ย!!” เสียงของหัวโจกดังขึ้นมาอย่างก้าวร้าว ตอนแรกฉันเห็นว่าฉลามดุดูใจเย็นอยู่นะ แต่พอเด็กคนนั้นขึ้นมึงกูใส่ เส้นเลือดที่คอของเขาก็ขึ้นจนเห็นได้ชัดเลย “ห่าโอ มึงนั่งเงียบทำไม เข้าไปจับแม่งดิ”
ดูเหมือนเด็กคนนั้นจะไม่ยอมลงง่ายๆ ด้วย เขาหันไปสั่งเพื่อนอีกคน แต่ก็ดีที่เพื่อนที่ชื่อโอที่ว่านั่งกลัวฉลามดุจนตัวสั่นไปหมดแล้ว
“มึงเรียกกูว่าไงนะ แม่งเหรอ?” ฉลามดุถลึงตาใส่ ในขณะที่จะง้างหมัด
“พี่ ถ้าต่อยเด็กติดคุกนะเว้ย!” เสียงของเด็กคนหนึ่งในกลุ่มดังขึ้นมาอย่างห้ามปราม พร้อมๆ กับคนในร้านที่เริ่มให้ความสนใจ บางคนแตกตื่นไปเรียกเจ้าของร้าน แต่เจ้าตัวก็ไม่กล้าทำอะไร หมัดของฉลามดุถูกค้างไว้ท่านั้น แต่เขากลับตวาดลั่น
“มึงคิดว่ากูกลัวเหรอ! มากกว่านี้กูก็เคยทำมาแล้ว เสียค่าปรับกับเข้าคุกไม่กี่เดือนกูไม่แคร์หรอก!!” แต่พอเขาตั้งท่าจะต่อยเท่านั้นล่ะ
หมับ
“พะ... พอได้แล้ว” ฉันก็รีบวิ่งไปคว้าต้นแขนของร่างสูงที่ง้างหมัดเอาไว้ทันที ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ กลัวก็กลัว แต่ฉันแค่อยากให้เขาหยุดเท่านั้นเอง คนในร้านเขาสีหน้าไม่ค่อยดีกันแล้วนะ “อย่าไปต่อยเด็กเลย คนในร้านมองเรากันหมดแล้วนะคะ”
ฉลามดุไม่ได้พูดอะไร เขาหันมามองฉันด้วยสีหน้าตกใจอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่ก็ยอมเอามือลงตามที่ฉันพูดอย่างง่ายดาย ก่อนที่เขาจะถามฉันเสียงอ่อนลง “... แล้วจะให้เราทำไง”
“เอ่อ...” แล้วคราวนี้ฉันก็ไปไม่เป็น คิดอะไรไม่ออก จนกระทั่งน้องที่ดูเหมือนจะชื่อโอผุดลุกขึ้นมา แล้วล้มตัวลงไปกอดข้อขาของฉลามดุเอาไว้
“พี่ฉลาม? พี่ฉลามใช่มั้ย!” เพื่อนทุกคนของเด็กคนนี้มีสีหน้าตกใจ ไม่เว้นแม้แต่คนที่ดูท่าทางเป็นหัวโจกด้วย แม้แต่ฉันเองก็ตกใจเหมือนกัน “ผมมองตั้งนานนึกว่าใคร พี่ฉลามนี่เอง วันก่อนผมไปเจอพี่เดี่ยวมาด้วย ไม่คิดว่าชาตินี้จะมีบุญได้เจอไอดอลตัวเป็นๆ”
“ว่าไงนะ” ฉลามดุเบิกตากว้าง เหมือนเขาเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน
“ห่าโอ มึงพูดอะไรวะ”
“นี่มึงไม่รู้จักพี่ฉลามดุเหรอวะ!” เด็กที่ชื่อโอตบหัวเพื่อนอีกคนที่ถูกฉลามดุดึงคอเสื้อค้างไว้ ในขณะที่เด็กคนนั้นก็ทำตาโตสุดๆ เหมือนเพิ่งนึกออกเหมือนกัน
“พี่ฉลามดุที่เป็นคู่หูกับพี่เดี่ยวบางซิ่ง แล้วก็เคยไปถล่มพวกกลุ่มสมิงดำที่โคตรดังคนนั้นอ่ะนะ!!”
“เฮ้ย ใช่เหรอวะ คนดังเลยนี่หว่า”
“พี่ฉลามผมนี่ FC พวกพี่เลยนะครับ!”
เหมือนทุกอย่างจะพลิกจากหลังมือเป็นหน้ามือหลายตลบ ฉันตาลายและงุนงง ไม่เข้าใจสิ่งที่เด็กพวกนั้นพูดเลยแม้แต่นิด แต่พอหันไปมองผู้ชายคนที่ถูกพูดถึง เขาเองก็หูแดงแถมเริ่มเกาท้ายทอยนิดๆ ด้วย
เอ่อ นี่เขาเขินเหรอ?
“... ก็นิดหน่อย” เขินจริงๆ ด้วยอ่ะ “ว่าแต่พวกมึงเป็นใคร ยังเด็กอยู่เลยนี่”
“พี่ไม่น่าจะรู้จักหรอกครับ พวกผมเรียน ปวช. ปีหนึ่งกำลังห้าวเป้งเลย แต่ได้ยินชื่อเสียงพวกพี่มาบ่อย” เสียงของเด็กที่ชื่อโอดังขึ้นอีกอย่างตื่นเต้น ท่าทางของเด็กคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนไปด้วย พวกเขาดูเป็นมิตรมากกว่าเมื่อกี้ตั้งเยอะเลย “ดีใจที่ได้เจอพี่ตัวเป็นๆ สักที”
“เออ พวกมึงก็ตั้งใจเรียนหน่อย” ฉลามดุพูดเสียงอ่อนลงเมื่อได้ยินแบบนั้น แล้วปล่อยคอเสื้อเด็กที่เป็นหัวโจกออก ดูเขาจะเกร็งๆ นิดนึงด้วย “แล้วก็อย่ามาทำตัวแบบนี้อีกนะ มันไม่ได้ดูเท่”
“...”
“อย่าทำให้พ่อแม่พวกมึงเสียใจเหมือนที่กูเคยเป็นเลย” ฉันมองเขาอย่างแอบชื่นชม ถึงเขาจะดูเป็นหัวโจกเสียเองก็เถอะ แต่ก็เหมือนอีกฝ่ายจะคิดอะไรเป็นผู้ใหญ่อยู่เหมือนกันนะ
เด็กพวกนั้นพยักหน้าแล้วยกมือไหว้ขอโทษขอโพยกันใหญ่ จนกระทั่งเด็กหัวโจกคนนั้นหันมามองหน้าฉัน แล้วเขาก็เริ่มโพล่งขึ้นมาด้วยสายตาล้อเลียน
“พี่ แล้วพี่สาวสวยๆ เหมือนดาราคนนั้นพี่ก็จีบอยู่จริงใช่ปะ?” ฉันสะดุ้งเฮือก มองฉลามดุที่เงยหน้าขึ้นมาสบตากับฉัน ก่อนที่คนตัวโตจะเป็นฝ่ายหันหน้าหนีก่อน ฉันสังเกตเห็นว่าหูของเขาแดงนิดหน่อย
“อ่า ใช่” เสียงของเขาดังขึ้น “คนนี้กูจริงจังมาก อย่าขอเบอร์เค้าอีกนะ กูหวง”
ฮือ
จะเถรตรงไปมั้ยเนี่ย นี่ต่อหน้าเด็กๆเลยนะ!
[พาร์ท : ฉลามดุ]
พอผมพูดออกไปตรงๆ แบบนั้นเด็กมันก็แซวกันใหญ่
“อั้นแน่ะๆๆ ว่าแล้ว ตอนแรกก็เห็นพี่อยู่แต่ไม่ได้สังเกต นั่งคุมเลยนะคร้าบ”
“พี่สาวเขินใหญ่แล้วมึง”
“ผมเชียร์เลยคู่นี่ ลงเอยยังไงอัพเดทให้ผมฟังบ้างนะพี่!”
เอาจริงๆ ผมเป็นคนหน้าหนาหน้าทน แต่พอมาเจอเด็กแซวแบบนี้ก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน
“หุบปากได้แล้ว แล้วนั่งอยู่เงียบๆ กันไป” ผมทำเสียงเข้มขรึม ทำให้เสียงแซวเหล่านั้นเงียบลงทันที ผมหันไปมองนิ้งที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างๆ แล้วเปลี่ยนน้ำเสียงทันที “เมื่อกี้เจ็บมั้ย เราได้กระชากแขนหรือทำอะไรแรงๆ ปะ?”
ให้ตายดิ ดูเท่โคตรๆ เลย
“อะ... เปล่าจ้ะ เปล่าเลย” ผมหรี่ตาลงอย่างสงสัยเมื่อนิ้งตอบเสียงตะกุกตะกัก แล้วก็ไม่ยอมสบตาผมอีกแล้ว “ส้มนั่งรอตรงนั้นนานแล้ว กลับ... กลับที่กันเถอะนะ”
ผมมองหน้าเธอนิ่ง อยู่ดีๆ ก็รู้สึกแสบๆ ตรงแขนเลยยกขึ้นมาดู พอเห็นสิ่งต้นเหตุที่ทำให้แสบเลยนิ่ง แล้วเลือกที่จะคว้าข้อมือคนตัวเล็กเดินออกไปนอกร้านโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร
“อะ... อะไรคะ! จะไปไหน” ผมได้ยินเสียงของคะนิ้งชัดเจนที่สุดในหู ต่อมาก็ได้ยินเสียงเด็กเปรตพวกนั้น ตามด้วยเสียงเพื่อนของคะนิ้งที่ชื่อส้มหวานไล่หลังมา แต่ผมกลับไม่สนใจ และเลือกที่จะดึงทึ้งคะนิ้งให้เดินข้ามถนนมาเงียบๆ จนถึงรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง
“ขึ้นไปก่อน” ผมเหวี่ยงเธอเบาๆ แล้วกวาดขาขึ้นรถ ในขณะที่คะนิ้งมองผมกลับมาอย่างไม่เข้าใจ
“ทำไมล่ะ”
“เรามีเรื่องสำคัญจะคุย” ผมโกหก จริงๆ คืออยากพาเธอออกไปจากที่ตรงนี้เพราะเหตุผลงี่เง่าบางอย่าง “ขึ้นมานั่งโดยไม่ถามอะไรได้ป่าว”
“พะ... พูดตรงนี้ไม่ได้เหรอ?”
“ขึ้น” ผมพูดเสียงเรียบเมื่อไม่อยากจะพูดอะไรให้มากความ รู้สึกคิดผิดที่พูดห้วนไปแบบนั้น เพราะต่อมาคะนิ้งก็มีสีหน้าตื่นกลัวในขณะที่เธอจะยกตัวขึ้นนั่งบนรถมอเตอร์ไซค์อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
บ้าเอ้ย จะพังก็เพราะอารมณ์กูเนี่ยแหละ
พอเธอขึ้นนั่ง ผมก็เอี้ยวตัวไปคว้าแขนเธอมาแล้วบังคับให้กอดเอวผมไว้ เพราะผมคิดว่าผมคงจะขับรถเร็วจนตัวเล็กๆ ของเธอจะปลิวไปตามลมได้เลยถ้าไม่เกาะไว้ให้ดี ผมได้ยินคะนิ้งอุทานเบาๆ เหมือนจะตกใจ แต่มือสั่นๆ นั่นก็กอดเอวผมไว้แน่นอย่างไร้การขัดขืน
เชี่ย อยู่ดีๆ กูก็ฟินขึ้นมา
“จับไว้แน่นๆ นะ” ผมกำชับเสียงนิ่งอย่างพยายามเก็บอาการ แล้วออกรถออกไปด้วยความเร็วสูง ผมลืมใส่หมวกกันน็อคให้นิ้ง แต่ไม่ซีเรียสมากเพราะผมคิดว่าคงไม่จำเป็น คอนโดที่ผมอยู่ใกล้ๆ แถวนี้เอง ไอ้เดี่ยวก็กลับไปแล้ว
เฮ้ย ทำไมยิ่งพูดมันก็ยิ่งเหมือนว่ากูกำลังจะพานิ้งไปปลุกปล้ำเลยวะ?
ผมเปล่าคิดแบบนั้นนะ ผมแค่...
เครื่องยนต์ถูกเร่งแรงขึ้นอีกเมื่อผมสับสนในตัวเอง ผมรู้สึกว่าใบหน้าของคะนิ้งเซมาชนกับแผ่นหลังเบาๆ เพราะแรงกระแทก แล้วเธอก็ไม่ยอมเอามันออก สงสัยเพราะกลัวมาก เธอกอดผมแน่นจนอึดอัด ในขณะที่เบียดตัวเข้ามาจนชิดด้วย
ผมสัมผัสได้ถึงอะไรนุ่มนิ่มตรงแผ่นหลัง คือกูไม่ได้หื่นไม่ได้ลามกอะไรนะ แต่นิ้งน่ารักไง แล้วผมก็ชอบนิ้งมาก แล้วก็เผอิญว่าผมมันก็เป็นผู้ชาย...
คนอื่นมันก็ผู้ชายนะเว้ย
ผมคิดในใจแล้วอยู่ดีๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาแบบไม่มีสาเหตุ ตั้งแต่ที่ไอ้เด็กเวรพวกนั้นมาขอเบอร์เธอแล้ว แค่นั้นมันก็ทำผมรู้สึกไม่ดีสุดๆ
ถึงการใช้กำลังกับเด็กมันจะไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่ผมก็เกือบจะทำมันไปแล้ว
นี่ถ้านิ้งไม่ได้มาห้ามไว้นะ
“ละ... ลดความเร็วลงอีกหน่อยได้มั้ย” ผมชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงสั่นๆ ของคนตัวเล็กดังขึ้นข้างหูขัดความคิดของผม เธอกระซิบในขณะที่มุดตัวเข้ากับไหล่กว้างเพราะผมไม่ฟัง แถมยังเร่งเครื่องเสียงดังกลบเธออีกต่างหาก “ลดมันลงหน่อยได้มั้ย”
เสียงก็น่ารัก ตัวก็น่ารัก หน้าตาก็น่ารัก
น่ารักไปหมดเลยว่ะ
“ก็ได้” แล้วสุดท้ายผมก็ต้องยอมเชื่อฟังอย่างเสียไม่ได้ ผมลดความเร็วลงนิดหน่อยตามที่เธอขอ แต่พอเธอเริ่มคลายอ้อมแขนออกผมก็เร่งขึ้นมาอีกเหมือนกับคนเป็นไบโพล่าร์ คะนิ้งครางในลำคอเบาๆ และผลสุดท้ายเธอก็ไม่มีทางเลือกจนต้องกอดผมไว้แน่นอยู่อย่างนั้น
ให้ตายเหอะ เวลาทำให้เธอกลัวสุดๆ มันก็แอบมีดีเหมือนกัน
ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงคอนโดที่ผมอยู่ มันเป็นคอนโดคูหาติดกับร้านข้าวแกงข้างๆ สภาพดูเก่าหน่อย มีอยู่สี่ชั้น และผมพักอาศัยอยู่ที่ชั้นสอง เหตุผลเพราะมันขึ้นลงสะดวกดี
ผมมันไม่ได้เป็นคนมีฐานะนักหรอกว่ะ ก็ออกจากบ้านมาทำงานตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เลยยืนด้วยลำแข้งของตัวเองมาตลอด
ผมลากแขนเธอขึ้นห้องทันทีโดยไม่พูดอะไร พอถึงหน้าประตูก็ไขกุญแจเข้าไปแล้วกดล็อกทันทีโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา คะนิ้งยืนหน้าตื่นอยู่ข้างๆ ผม เห็นแล้วเหมือนเธอเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ที่หนีไปไหนไม่พ้นยังไงก็ไม่รู้ว่ะ
“นิ้ง” ไม่รู้ทำไม ผมเรียกชื่อเธอ แล้วคะนิ้งก็สะดุ้งเฮือกเหมือนไม่ทันได้ตั้งตัว
“พะ... พาหนูมาที่นี่ทำไมคะ ส้มตกใจหมดแล้วนะ แล้วนั่นคุณจะทำอะไรเหรอ” เธอละล่ำละลั่กถามผมเหมือนดีเลย์ มีเหตุผลที่จะถามตั้งแต่ต้นอยู่แล้วเพราะผมวู่วามแต่เหมือนเธอจะตื่นจนลืม ผมก็เลยหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนที่จะดันแผ่นหลังเธอให้ชิดกับบานประตู “ฉะ... ฉลามดุ”
เธอเรียกชื่อเต็มผมด้วยสีหน้าตกใจ แล้วมันก็ทำให้ผมรู้สึกดีที่เธอเรียกผมแบบนั้น แล้วก็อยากให้เรียกอีกบ่อยๆ
ผมเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้เธออีกนิด แล้วร่างเล็กก็ยิ่งตัวเกร็งเข้าไปใหญ่
“นิ้ง... คือ” ผมกระซิบค้างไว้ แล้วเธอก็เหลือบตาขึ้นมองผมทั้งๆ ที่ใบหน้าเราอยู่ใกล้กันมาก แต่ผมไม่คิดที่จะล่วงละเมิดอะไรเธอไปมากกว่าการยื่นหน้าไปกวนใจเธอเล่นๆ หรอก สบายใจได้
“...”
“เราเจ็บแผลว่ะ... เด็กพวกนั้นพกคัตเตอร์มาแล้วมันบาดแขนเราอ่ะ”
ก็ตามนั้น
[จบพาร์ท : ฉลามดุ]
และสุดท้ายมันก็จบลงที่ฉันต้องมานั่งทำแผลให้เขา
“แล้วไปทำยังไงให้โดนบาดได้ล่ะ”
ฉันถามเขาในขณะที่วางกล่องปฐมพยาบาลอยู่บนหน้าตัก เสียงไม่ค่อยสั่นเท่าไหร่แล้วเพราะตอนนี้ฉันนั่งห่างจากเขามาก เพิ่งเห็นว่าพอเอาแขนเสื้อขึ้นมาต้นแขนของฉลามดุจะเป็นแผลเหมือนโดนมีดบาดเป็นทางยาว เลือดไหลลงมาที่ปากแผลเล็กน้อย แต่ตอนที่เขาพูดกับเด็กพวกนั้นก็ไม่เห็นว่าเขาจะแสดงสีหน้าเจ็บปวดอะไรเลย
“ก็...” เขาเว้นวรรค แล้วกุมแผลตัวเองไว้ “ตอนนั้นโมโห”
“...”
“แล้วก็หวงเธอมากจนเลือดขึ้นหน้าไง” พูดด้วยน้ำเสียงเชิญชวนไม่พอ ยังช้อนตาขึ้นมองฉันด้วยสายตาออดอ้อนด้วย “เจ็บอ่ะเธอ”
“แล้ว...” ฉันหน้าแดง แล้วรีบหลบตาเขาทันที “แล้วทำไมตอนนั้นไม่บอกเด็กพวกนั้นไปล่ะ พวกเขาจะได้รับผิดชอบอะไรบ้าง”
“เราไม่อยากตัดอนาคตเด็ก” เขาตอบกลับมาทันทีด้วยสีหน้าจริงจัง “แล้วแผลมันก็ไม่ได้ใหญ่มาก พวกมันคงพกมาป้องกันตัว แต่ใช้ผิดวิธีไปหน่อย”
“...”
“มันยังเรียนอยู่ เราไม่อยากเอาเรื่อง”
ฉันมองเขาแล้วเงียบไป นึกเห็นด้วยในใจเลยเลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ แล้วหยิบผ้าก็อซกับพวกอุปกรณ์สำหรับทำแผลสดออกมา แต่ก็นึกได้ว่าเขายังไม่ได้ล้างแผลเลย
“ปะ... ไปล้างแผลก่อนสิ” ฉันพูดกับเขาโดยไม่สบตาด้วย เเล้วร่างสูงก็มองกลับมาแทบจะทันที “เดี๋ยวก็ติดเชื้อหรอก”
“ล้างให้หน่อยดิ” ฉันหันกลับไปมองเขาแทบจะทันทีเมื่อฉลามดุโพล่งขึ้นมา อะ... อะไรนะ “แล้วก็มานั่งใกล้ๆ เราด้วย นั่งห่างแบบนั้นจะทำแผลได้ไง”
“เอ่อ...”
“เร็วดิ เจ็บแผลนะเนี่ย”
ฉันทำสีหน้าจนใจ ก่อนที่จะลุกไปนั่งข้างๆ เขาอย่างเสียไม่ได้ แล้วตัดสินใจเอากล่องปฐมพยาบาลวางกั้นระหว่างที่นั่งของเราไว้ ฉลามดุก้มลงมองมัน แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับฉันด้วยสายตาละห้อย
ฉะ... ฉันจะไม่ใจอ่อนให้เขาหรอกนะ
“ที่นี่มีผ้ารึเปล่า” ฉันถามเขาเพื่อเปลี่ยนเรื่อง แล้วจู่ๆ ร่างสูงก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนต้องผงะถอยหลัง แล้วเขาก็หัวเราะพร้อมกับกระซิบเสียงหนักด้วยท่าทางเหมือนจงใจจะแกล้ง
“อยู่ในตู้เสื้อผ้าชั้นบนอ่ะ... ในห้องนอนเรา” เขาจ้องตาฉันด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ในขณะที่จะพูดต่อด้วยประโยคที่... “เดี๋ยวไปช่วยหยิบเป็นเพื่อน”
ที่...
“มะ... ไม่เอา จะไปเองค่ะ” ฉันผุดลุกขึ้นยืนทันทีด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก แล้วรีบจ้ำอ้าวไปหยิบผ้าสะอาดที่อยู่ในห้องนอนของฉลามดุทันทีโดยมีเสียงหัวเราะเบาๆ ของเขาดังตามหลังมา ตู้เสื้อผ้าของเขาไม่ใหญ่และเตี้ยมากด้วย ห้องของเขาก็รกมาก และยิ่งไปกว่านั้นพอฉันเปิดประตูตู้เสื้อผ้าออกมา
“... อะ!”
กะ... กองกางเกงบ็อกเซอร์ของเขาก็หล่นลงมาจนฉันต้องถอยหลังหนีไปตั้งหลักอย่างตกใจ
โอ้ย นี่เค้าไม่คิดที่จะจัดผ้าดีๆ บ้างเลยเหรอ พับแล้วก็ยัดๆ เข้าใส่ตู้แบบนี้เนี่ยมันลำบากคนเก็บนะ
แย่ที่สุดเลย ฮือ ฉันจะร้องไห้แล้วนะรู้มั้ย
ฉันคิดในใจอย่างวุ่นวายใจแล้วค่อยๆ หยิบกะ... กางเกงของเขามาพับเข้าตู้ด้วยใบหน้าที่ร้อนจัดไม่ต่างจากกาต้มน้ำเดือดๆ เลย ในขณะที่สายตาจะเหลือบไปเห็นผ้าสะอาดผืนเล็ก ฉันรีบคว้ามันมาอย่างระแวดระวังเพราะกลัวอะไรๆ ที่ไม่จรรโลงใจมันจะหล่นลงมาอีก แล้วปิดประตูตู้เสื้อผ้าอย่างเรียบร้อย
ฉันเดินออกไป สบตากับร่างสูงที่นั่งมองแผลที่แขนอยู่นิดหน่อย ตอนแรกเขาผิวปากเล่นด้วย แต่พอเขาเห็นฉัน สีหน้าของฉลามดุก็เปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวเหมือนกับเจ็บปวดมากจริงๆ
แล้ว... ฉันรู้นะว่าเขาแกล้งน่ะ ก็เขาแสดงได้ไม่เนียนเลย
ฉันมุ่ยหน้าเล็กๆ แล้วเดินไปเปิดกาต้มน้ำ ก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อหาชามขนาดกลางโดยไม่คิดที่จะถามฉลามดุอีก แล้วมันก็มีจริงๆ ฉันคลี่ยิ้มบางๆ พร้อมกับหยิบออกมาจากชั้น รอจนน้ำอุ่นกำลังพอดีแล้วเปิดน้ำใส่ชาม เอาผ้ามาซับๆ แล้วบิดพอเปียกหมาดๆ ในขณะที่จะเดินยกชามไปหาเขาที่นั่งมองฉันอยู่อีกด้านหนึ่ง
ตอนเด็กๆ ฉันเคยทำแผลให้พี่ชายบ่อยๆ น่ะ ก็เลยชินไปแล้ว
เชื่อมั้ยคะ ฉันเคยฝันว่าอยากเป็นพยาบาลด้วยนะ แต่มันก็นานมากแล้วล่ะ ฉันไม่ได้หัวดีถึงขนาดจะไปเรียนสายนั้นได้ แถมยังซุ่มซ่ามเก่ง มือสั่นง่ายอีกต่างหาก
ส้มหวานบอกว่าฉันนิสัยเหมือนกระต่าย ขี้กลัว และมักเป็นเหยื่อของนักล่าและนายพรานเสมอ
ซึ่งก็อาจจะจริงก็ได้ เพราะคนตรงหน้าฉันไม่ต่างอะไรกับหมาป่าเลยสักนิด
ฉันคิดในใจเพลินๆ แล้วนั่งลงข้างๆ เขาโดยมีกล่องปฐมพยาบาลขั้นอยู่ตรงกลางเหมือนเดิม ร่างสูงมองตาฉันกลับ ในขณะที่ยื่นแขนให้อย่างรู้งาน “เบาๆ นะ เราเจ็บมากเลยว่ะ”
ฉันมองเขาพร้อมกับถอนหายใจ ทำไมต้องแกล้งเจ็บด้วยนะ
และเพราะไม่อยากพูดอะไร ฉันก็เลยหยิบผ้าออกมาแล้วซับไปที่แผลของเขาเบาๆ เพื่อเช็ดเลือดออกอย่างเงียบๆ สายตาของฉันจงใจจดจ่ออยู่แค่ที่แผลเขา เพราะรู้สึกตัวว่าฉลามดุเอาแต่จ้องหน้าฉันอยู่ตลอดเวลาจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา
ฉันซับมันไปเรื่อยๆ โดยตั้งใจว่าจะไม่สนใจเขาอีก จนกระทั่ง...
“ผมปิดหน้าหมดแล้ว” เสียงของฉลามดุดังขึ้นที่ข้างริมหู พร้อมกับมือเรียวที่ปัดหน้าม้าเเละปอยผมให้ฉันออกอย่างแผ่วเบา ฉันเผลอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาเพราะเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองก้มหน้ามากเกินไปหน่อย แล้วก็ต้องตกใจที่ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้ฉันมาก ตะ... ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ “กล้าสบตาเราแล้วเหรอ”
ฉลามดุพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพร้อมกับกระตุกยิ้ม ฉันมองริมฝีปากเขาที่ยกสูงขึ้น แล้วอยู่ดีๆ ก็หน้าร้อนขึ้นมาแบบไม่มีสาเหตุ
“สะ... เสร็จแล้วล่ะ” ฉันผละมือออกจากแขนเขาทันที แล้วหยิบเบตาดีนออกมาพร้อมกับสำลี ชุบมันจนชุ่มนิดๆ แล้วเอามาแตะที่แผลเขาเบาๆ เลือดของเขาจางลงไปมากแล้วเพราะฉันซับมันออก แต่ก็ยังมีรอยอยู่
ฉันเผลอเอื้อมมือไปแตะมันเบาๆ แล้วพึมพำบอกฉลามดุอย่างลืมตัว
“สองวันต่อมาคุณต้องไปซื้อยาทาแก้แผลเป็นนะ เป็นรอยแบบนี้รู้สึกไม่ดีเลย...”
“นิ้งเป็นห่วงเราเหรอ”
ฉันชะงักทันทีเมื่อจู่ๆ เขาก็โพล่งแทรกขึ้นมา ก่อนที่จะรู้สึกตัว ก็เลยเผลอพูดออกไป “... ก็เป็นห่วงนิดหน่อย”
อะ... โอ้ย พูดออกไปแล้ว จะพูดออกไปทำไมนะนิ้ง
“เฮ้ย” ฉลามดุทำสีหน้าตกใจเหมือนเขาเองก็คิดไม่ถึง ก่อนที่ต่อมาร่างสูงจะฉีกยิ้มกว้าง “จริงดิ”
ฉันเงียบทันที
ฉันไม่น่าพูดเลย อุตส่าห์จะนั่งทำแผลเงียบๆ แต่ดันเผลอพูดเรื่อยเปื่อยไปซะแล้ว
“งั้น... ยาแก้แผลเป็นอะไรนั่นนิ้งก็ซื้อให้เราดิ” และพอเห็นว่าฉันเลือกที่จะเงียบ ฉลามดุก็เลยพูดขึ้นมาอีก แต่คราวนี้เหมือนเขาจะต่อรองฉันอีก “แล้วมาทำแผลให้เราทุกวันเลย... ได้มั้ย?”
“ทะ... ทำไมไม่ซื้อเองล่ะ” ฉันพูดด้วยสีหน้าเหวอๆ แล้วเขาก็เงียบไป
“ก็...” เขาเว้นคำให้ฉันรอฟัง แล้วจู่ๆ ก็ฉีกยิ้มออกมา “เราแค่อยากหาเรื่องอยู่กับนิ้งไง”
“...!”
“เป็นไปได้ก็อยากไปเก็บของเธอย้ายมาอยู่ด้วยกันเลย แต่ทำไม่ได้ไง ก็เลยต้องใช้วิธีนี้แหละ” ฉันอ้าปากค้าง ในขณะที่มือที่ถือเบตาดีนอยู่จะถูกมือหนาคว้าเอาไว้ แล้วร่างสูงก็ประสานมือลงมา “เราอยากอยู่กับเธอทุกวินาทีเลยรู้ตัวปะ”
“...!!”
“เอ้า ทำแผลต่อดิ เรารออยู่ ยังเจ็บอยู่เลย” เขาพูดตัดบทอย่างพอใจเมื่อเห็นฉันทำหน้าเอ๋อสุดๆ หลังจากที่ถูกเขาพูดด้วยประโยคนั้น แล้วก็บีบมือฉันแน่นขึ้นอีกต่างหาก ในขณะที่ฉันน่ะ...
อาการเขินฉันดีเลย์อีกแล้ว แต่ตอนนี้หน้ามันร้อนไปหมดเลย
และสุดท้ายฉันก็ไม่มีทางเลือก เลยต้องนั่งทำแผลให้เขาโดยไม่กล้าสบตาร่างสูงอยู่แบบนั้น ฉันไม่มองหน้าเขาเลยตอนที่พันผ้าก็อซรอบแผลให้เขา ถึงแม้ว่าจะรู้สึกตัวว่าฉลามดุจ้องหน้าฉันอยู่ตลอดเวลาก็ตาม
“เสร็จแล้วล่ะ” ฉันพูดกับเขาหลังจากกลัดผ้าก็อซอย่างเรียบร้อย แต่แผลเขาค่อนข้างเล็กเลยคิดว่าที่ตัวเองทำมันเกินตัวไปหน่อย แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะมันจะได้ไม่โดนฝุ่นข้างนอกจนอักเสบ
คิดได้แบบนั้นแล้วก็หยิบกล่องปฐมพยาบาลไปวางไว้ที่อื่น ในขณะที่จะเขยิบไปตั้งหลักในอีกสุดของขอบโซฟา
ฉลามดุสำรวจแผลของตัวเอง เขามองระยะห่างระหว่างที่นั่งของเรา แล้วจู่ๆ ร่างสูงก็ทำสีหน้าไม่ค่อยพอใจขึ้นมา
“แต่เราเจ็บแผลนิดๆ อ่ะ” เขาทำสีหน้าเจ็บปวดในทันที แล้วมองฉันที่นั่งห่างเขามากด้วยสายตาอ้อนวอน “มาดูตรงนี้ให้หน่อย”
ที่ดูก็รู้ว่าแกล้งเจ็บชัดๆ เลย
“ไม่เอาแล้ว” ฉันปฏิเสธ แล้วตั้งท่าจะลุกขึ้น “หนูจะกลับบ้านแล้วนะ”
“รู้ทางกลับเหรอไง?” เขาถามกลับมาทันที แล้วฉันก็เหงื่อตกเมื่อเพิ่งนึกขึ้นได้
จะ... จริงด้วย นี่มันห้องของเขานี่นา
“มะ... ไม่รู้” ฉันก้มลงมองโทรศัพท์ แบตมันหมดน่ะ เพราะงั้นก็เลยโทรให้ส้มหวานมาหาไม่ได้ ตอนที่นั่งมาที่นี่ฉันก็ไม่ได้มองทางเลยเพราะเขาขับเร็วมากจนฉันกลัว และ... นี่มันค่อนข้างจะเป็นทางตันสุดๆ เลย “แล้วบ้านคุณอยู่ที่ไหนอ่ะ ไกลจากหอหนูมากรึเปล่า”
ฉันถามเขาอย่างเป็นกังวล ในขณะที่ร่างสูงจะมองหน้าฉันกลับ แล้วเขาก็ทำสีหน้าบางอย่าง... มันดูเหมือนเขากำลังมีความคิดอะไรอยู่ในหัว
“ไกลดิวะ ไกลมากเลย ขับไปกว่าจะถึงหอเธอวันนี้คงดึก มันอันตราย” ฉันอ้าปากค้างเมื่อเขาพูดแบบนั้นออกมาด้วยสีหน้าตายสนิทเหมือนกับว่ามันไม่ใช่เรื่องร้ายแรง “แต่เธอจะนอนค้างที่นี่ก็ได้”
“...!!”
ขะ... เขาพูดว่าอะไรนะ
“เสื้อเราก็มี หิวเดี๋ยวเราจะหาไรให้กิน นอนไม่หลับเดี๋ยวเราจะเล่นกีต้าร์กล่อม”
“...”
“มีครบกว่านี้ก็สิงห์คะนองนาแล้วครับ”
ฉันเหวอ มองเขาที่ตบที่นั่งที่ยังว่างข้างๆ ด้วยสีหน้าเชิญชวน จะเดินออกจากห้องฉันก็ไม่รู้ทางกลับอยู่ดี และถ้าจะให้ไปนั่งข้างๆ เขาหรือนอนค้างห้องเขาล่ะก็... ฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะถูกทำอะไรบ้าง
“แต่... เราเพิ่งคุยกันได้แค่สองวันเอง” ฉันยืนนิ่ง แล้วพูดกับเขาด้วยสีหน้าตื่นกลัว “แถมคุณก็เป็นผู้ชายนะคะ หนูนอนค้างที่นี่ไม่ได้หรอก”
“...”
“หนูอยากกลับบ้าน”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย เธอก็ไว้ใจเราดิ” ฉลามดุเลิกคิ้ว ดูเหมือนคำตอบของฉันจะไม่ใช่คำตอบที่เขาอยากฟังเท่าไหร่ ก็ใช่อยู่แล้วล่ะ “นี่มันก็จะเย็นแล้ว เป็นผู้หญิงกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ มันอันตรายไม่ใช่เหรอวะ”
“แต่... หนูมีเรียนตอนสี่โมง” ฉันก้มหน้างุด ไม่รู้ว่าจะทำแบบนั้นไปทำไม
“ไม่เห็นต้องเรียนเลย ขาดสักคาบจะเป็นไรไป”
และเมื่อได้ยินฉลามดุพูดแบบนั้นอย่างไม่แยแส ฉันก็นิ่งอึ้งไปในทันที
“...”
“เงียบ? เป็นไร” เขาถามแล้วลุกขึ้นทำท่าจะเดินเข้ามาหา แล้ววินาทีนั้นจู่ๆ น้ำตาของฉันก็ร่วงเผาะลงมาด้วยความอึดอัดจนเขาแทบผงะถอยหลัง “เฮ้ย ร้องไห้เหรอนิ้ง”
จะเพราะใครอีกล่ะ ก็เขานั่นแหละ
“ฮือ นิ้งอยากกลับบ้าน... ให้นิ้งกลับบ้านเถอะนะ” ฉันชอบเรียกชื่อแทนตัวเองเวลาที่อยากจะอ้อนวอนใครสักคนแบบสุดตัว นั่นก็เพราะฉันอยากกลับบ้านมากจริงๆ
“... นิ้ง”
“ฮึก... นิ้งอยากกลับบ้าน พานิ้งกลับบ้านได้มั้ย”
“โธ่เว้ย!”
“หิวอะไรมั้ย?”
“มะ... ไม่” ฉันตอบเสียงตะกุกตะกัก หลังจากที่ฉันร้องไห้แล้วฉลามดุก็สบถออกมาเสียงดังลั่นห้อง เขาก็ลากฉันเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้ ก่อนที่จะลากฉันมานั่งข้างนอกแล้วส่งผ้าให้ฉันเช็ดหน้าตัวเอง จนตอนนี้ฉันชักไม่แน่ใจว่าเขาเห็นฉันเป็นเด็กหรือเขายังเจ็บแขนอยู่จริงๆ มั้ย
“แล้วจะร้องไห้ทำไม” เขาถอนหายใจหนัก เหมือนโล่งใจที่เห็นฉันหยุดร้องไห้ได้ “เราตกใจหมด”
“...”
“นึกว่าเธอเป็นอะไร” ฉันมองเขาผ่านผ้าเช็ดหน้า ดูฉลามดุมีสีหน้าจริงจังจนน่ากลัวเลย จนเขาเงยหน้าขึ้นสบตาด้วยฉันถึงได้หลบสายตาไปทางอื่น “เออ เมื่อกี้เธอยังไม่ได้กินไรเลยนี่ เพราะมีเรื่องกับไอ้เด็กพวกนั้น”
ฉันเงียบ หันกลับไปมองเขาที่ยกนาฬิกาขึ้นมาดู
“แล้วนี่ก็เพิ่งบ่ายสอง เดี๋ยวเราพาไปหาไรกิน” พูดจบร่างสูงก็ผุดลุกขึ้น มองฉันที่มองหน้าเขากลับอย่างงุนงงแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากมือฉันก่อนที่จะโยนทิ้งไปทางอื่นอย่างไม่แยแส ในขณะที่จะคว้าข้อมือฉันแล้วดึงให้ลุกขึ้นยืน “บ่ายสองแล้วไม่ได้กินอะไรได้ไง”
“แต่... อะ” ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พูดอะไร ต้นแขนก็ถูกเขากระชากแล้วดึงทึ้งให้เดินไปด้วยกัน ฉลามดุล็อกห้องอย่างรวดเร็ว แล้วลากแขนฉันลงไปที่ชั้นล่างโดยไม่พูดอะไรอีก จนมาถึงชั้นจอดรถแล้วเขาก็เดินไปสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง
ฉันมองเขาที่ไม่ยอมพูดอะไรเลยด้วยสีหน้าตื่นกลัว พอเขาขับมาทางนี้ฉันก็ผงะถอยหลังไปนิดหน่อย จนฉลามดุที่หยุดรถมองฉันนิ่งๆ ก็เริ่มทำอะไรบางอย่าง
“ร้องไห้อีกแล้วเหรอ” ร่างสูงยกหลังมือขึ้นมาเช็ดคราบน้ำตาให้ฉันที่หางตาเบาๆ ฉันชะงักไป สงสัยเพราะฉันเช็ดออกไม่หมด ก่อนที่เขาจะสวมหมวกกันน็อคให้โดยไม่ทันตั้งตัว “ขอโทษนะที่เอาแต่ใจจนเธอร้องไห้ ขึ้นรถดิ”
“ฉะ หนูไม่ได้...” ฉันตั้งท่าจะแย้ง แต่ก็เงียบเสียงลงแล้วเดินมุ่ยหน้าไปนั่งข้างหลังอย่างว่าง่าย
ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะเขาสักหน่อย
“โอเค เดี๋ยวพาไปหาอะไรกิน เธอจะได้ไม่ร้องไห้อีก” เขาออกตัวรถออกไป แต่คราวนี้ไม่เร็วเหมือนตอนที่ขับมาที่นี่แล้ว ไม่รู้ทำไม... เหมือนเขากำลังเอาใจฉันอยู่เลย “อยากกินอะไรบอกนะ เดี๋ยวเลี้ยง”
“มะ... ไม่เป็นไร”
“เออน่า เดี๋ยวเลี้ยงเอง” เขาพูดซ้ำอีกครั้ง แล้วเลี้ยวรถไปอีกทาง ฉันมองแผ่นหลังของเขาแล้วก็ถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำยังไง
แต่ก็นะ... ชักเริ่มหิวขึ้นมาจริงๆ แล้ว
[พาร์ท : ฉลามดุ]
ผมจอดรถข้างทางเมื่อเห็นร้านอาหาร
มันเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว ผมเห็นว่ามันง่ายๆ ดีเลยจอดรถ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่คนตัวเล็กข้างหลังลงมาจากรถแล้วถอดหมวกกันน็อคออกอย่างทุลักทุเล เหมือนจะกลัวผมแกะออกให้เหมือนเมื่อวาน
เธอส่งหมวกกันน็อคให้ผมด้วยสีหน้าไร้เดียงสา น่ารักชิบหายเลยว่ะ
“หิวเหรอ? รีบลงเนอะ” ผมหยอกเย้า แล้วเธอก็ทำหน้ามุ่ย
“หะ... หิวแล้ว” เธอพูดสั้นๆ แล้วหมุนตัวไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยว ท่าทางเหมือนงอนๆ ผมอยู่นิดหน่อย แล้วผมก็ดีใจที่เธอไม่เรื่องมากอย่างที่คิด
“เส้นเล็กน้ำตกนะคะ” ขนาดหันไปสั่งคนทำยังน่ารักเลยว่ะ คิดดูละกัน
“เอาเหมือนกันสองที่นะป้า” ผมเองก็สั่งเหมือนกัน ก็อยากกินอะไรเหมือนๆ คนที่ชอบบ้าง มันออกจะน่ารักดีว่ามั้ย
แต่พอคะนิ้งหันมามองผมด้วยสีหน้าเหวอนิดๆ เหมือนจะถามทางสายตาว่าผมจงใจสั่งเหมือนเธอทำไม ผมก็เลยยักไหล่แล้วลากเธอให้ไปนั่งที่โต๊ะด้านหน้า
“รีบสั่งเลยว่ะ ไม่รอกันเลย” พอนั่งลงผมก็แซวเธออีก คะนิ้งหน้าแดงขึ้นมาทันที เห็นเธอเลือกไปนั่งฝั่งตรงข้ามผมด้วย สงสัยคงยังกลัวอยู่ หรือไม่ถ้าเป็นแบบที่ผมคิดไปเองก็คือเธออยากมองหน้าผมให้ถนัดขึ้น “สงสัยจะหิวมาก เราเชื่อแล้ว”
“...!”
“หิวจนขนาดต้องร้องไห้เลย น่ารักดี” คะนิ้งหน้าแดงแล้วหน้าแดงอีก ผมกลั้นยิ้มจนเจ็บปากไปหมดแล้วให้ตายเหอะ ผู้หญิงอะไรวะแม่ง ขนาดเขินยังน่ารัก ร้องไห้ก็ยังน่ารัก ทำหน้าบึ้งก็ยังน่ารัก จะทำให้ชอบให้หลงไปถึงไหนวะ “จะเอาของเราไปก่อนมั้ย เดี๋ยวเราสั่งเพิ่มอีกก็ได้”
“พะ... พอแล้ว” เสียงเธอเบามาก ผมก็เลยเอียงหน้าเข้าไปหาอย่างพยายามเงี่ยหูฟัง “ตอนนั้นไม่ได้ร้องไห้เพราะหิวสักหน่อย”
“...”
“ก็... ก็คุณบอกให้นอนค้างที่ห้องคุณอ่ะ หนูเป็นผู้หญิงก็เลยกลัว” เธอพูดเสียงเบามาก แต่ผมได้ยินชัดทุกคำ แล้วอยู่ๆ ก็รู้สึกผิดขึ้นมา
เออว่ะ สงสัยผมจะรีบร้อนเกินไปจริงๆ แหละมั้ง
“เราขอโทษละกัน เราแค่แกล้งเธอเล่นๆ” ผมโกหก ความจริงตอนนั้นผมคิดจริงจังเลยด้วยซ้ำ ใครจะไม่อยากอยู่ใกล้ๆ ผู้หญิงที่ชอบบ้างวะ “ไม่คิดว่าจะทำเธอร้องไห้ เราผิดเองที่เร่งเธอเกิน”
“...”
“เราจะไม่ทำให้เธอร้องไห้แล้ว หายโกรธเราได้ยัง?” คะนิ้งก้มหน้างุด เธอไม่กล้าสบตาผมเพราะผมมองหน้าเธอแบบโคตรเว้าวอนสุดๆ เท่าที่ผู้ชายอย่างผมจะทำได้ คิดว่าพูดแค่ปากมันคงไม่พอ ผมจะต้องแสดงให้เธอเห็นด้วยว่าผมทำได้ไม่ใช่แค่พูด
“...”
“งั้นถ้าเธออยากได้อะไรบอกเราเลยดิ” สุดท้ายวิญญาณป๋าก็เข้าสิง ผมพูดพร้อมกับยืดอก ในขณะที่คะนิ้งเงยหน้าขึ้นมามองผมทันที “จะขออะไรเราให้ทุกอย่างเลย แทนคำขอโทษละกัน”
เธอทำสีหน้าครุ่นคิด ก่อนที่จะส่ายหน้า “ไม่เอาหรอก”
“อะไรนะ”
“หนูไม่อยากได้อะไรหรอก” เธอสบตาผม “แค่คุณเลี้ยงครั้งนี้หนูก็เกรงใจจะแย่แล้ว ไม่ได้อยากได้อะไรไปมากกว่านี้”
ผมนิ่งไปเมื่อได้ยินแบบนั้น มองเธอที่มองชามก๋วยเตี๋ยวของตัวเองที่วางลงตรงหน้าด้วยสีหน้าซื่อๆ เหมือนไม่รู้ว่าคำพูดเมื่อกี้ของตัวเองจะทำให้คนฟังใจเต้นขนาดไหน ก่อนที่คนตัวเล็กจะกินแบบไม่ปรุงเลย เธอคงไม่ชอบกินเผ็ด แต่ทำไมก็ไม่รู้ว่ะ
ผมมีความสุขโคตรๆ เลย จะน่ารักไปถึงไหนวะนิ้ง จะทนไม่ไหวแล้วนะเว้ย
“ได้แล้วครับ” ผมชะงักเมื่อเด็กเสิร์ฟที่เป็นผู้ชายวางชามก๋วยเตี๋ยวลงตรงหน้า มัวแต่มองหน้าผู้หญิงตรงหน้าเพลินจนลืมมองมันไปเลย เห็นเมื่อกี้ไอ้เด็กเวรนี่มันมองหน้านิ้งอยู่ด้วย มองนานมาก เหมือนเธอสวยจนสะกดสายตาคนรอบข้าง
และคงไม่ได้มีแค่มัน
ผมเงยหน้ามองมันที่หันกลับไป ถอนหายใจหนักอย่างรำคาญแล้วเริ่มตักเครื่องปรุงใส่อย่างไม่อยากคิดอะไรมาก ผมตักพริกป่นมาช้อนใหญ่ๆ และคะนิ้งก็มองมันพร้อมกับทำหน้าเหวอ
ผมเป็นคนชอบกินเผ็ดแบบจัดๆ ไง สะใจดี
“มองไร?” ผมเลิกคิ้วถาม แล้วเธอก็สั่นหน้า
“เปล่านะ” เธอยอมกินเงียบๆ ในขณะที่ดวงตานั้นก็จ้องมองผมที่ตักเครื่องปรุงใส่ในปริมาณมากอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งผมคนมันเข้าด้วยกันแล้วยกกิน เธอก็ยังคงจ้องผมด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นอยู่แบบนั้น
ผมมองเธอกลับ แล้วคะนิ้งก็รีบหลุบตาลงมองชามของตัวเองเหมือนถูกจับได้
“ลองกินมั้ย” ผมกระตุกยิ้มแล้วตัดสินใจถามเธอ แล้วคะนิ้งก็มองหน้าผม
“เอ่อ... ได้เหรอ” ผมตักมันใส่ช้อนเล็กแล้วยื่นไปจ่อที่ปากของเธอโดยไม่พูดอะไร คะนิ้งมองมัน แล้วก็ช้อนสายตาขึ้นมองผม “เผ็ดมั้ยอ่ะ”
“นิดหน่อย” ผมคิดงั้นจริงๆ แต่ไม่รู้จะเผ็ดสำหรับเธอรึเปล่า “ลองกินดู เดี๋ยวป้อน”
เธองับช้อนในมือผมแบบไม่ต้องคิด ผมนิ่งไป ก่อนที่คะนิ้งจะสำลักออกมาทันที
“ผะ... เผ็ด” เธอพึมพำแล้วมองหาน้ำด้วยสีหน้าแดงจัด ผมเบิกตากว้างอย่างตกใจ ไม่คิดว่ามันจะเผ็ดขนาดนั้น จนต้องหันไปสั่งน้ำให้เธอเอง
“น้อง! เอาน้ำให้หน่อย” เด็กเสิร์ฟคนเดิมทำสีหน้าลนลานในขณะที่หยิบขวดน้ำเย็นมาให้อย่างรวดเร็ว มันตั้งท่าจะป้อนคะนิ้งด้วยทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ขอ ผมก็เลยกระชากขวดน้ำออกมาแล้วเปิดฝาป้อนคะนิ้งเอง
ร่างเล็กมีสีหน้าดีขึ้นแล้ว แต่ตาผมกลับจ้องเขม็งไปที่เด็กเสิร์ฟเวรนี่อย่างหงุดหงิดด้วยสายตาประมาณว่า ‘คนนี้ของกู อย่ามาแตะ’ มันก็เลยทำหน้าเหวอแล้วเดินหลบฉากไปที่อื่นอย่างรวดเร็ว
ผมโมโหมาก ตั้งแต่เริ่มแดกยันจ่ายเงิน
จนตอนนี้ผมขับรถมาส่งนิ้งที่หน้ามหาลัยก็ยังหงุดหงิดไม่หาย นี่ถ้าไอ้เด็กเสิร์ฟนั่นมันทำมากกว่านั้นนะผมจะไม่ทำอะไรมันหรอก เชื่อดิ แต่จะพังร้านแม่งเลย
คะนิ้งยังมีท่าทางงุนงงไม่หาย ตอนที่เธอลงจากรถแล้วส่งหมวกกันน็อคให้ผม ผมพยายามแล้วที่จะไม่หงุดหงิดใส่เธอ แต่ก็เผลอกระชากหมวกกันน็อคมาอย่างรุนแรงนิดหน่อย นิ้งเซไปนิดๆ แล้วผมก็คว้าเอวเธอไว้อย่างเพิ่งรู้สึกตัว
“เฮ้ย ขอโทษ” เธอทำหน้าเหวอ ส่วนผมก็ได้แต่ขยี้หัวแรงๆ ในขณะที่จะผละมือออกเมื่อเธอทรงตัวได้แล้วร่างเล็กก็ดันมือผมออก “เราโทรไปหาส้มหวานอะไรนั่นของเธอแล้วนะ เดี๋ยวเพื่อนเธอจะตามมาทีหลัง”
ใช่ เพราะโทรศัพท์ของคะนิ้งแบตหมดผมก็เลยอาสาจะโทรหาเพื่อนเธอให้ ถึงแม้ตอนแรกเธอจะมีท่าทีไม่เต็มใจ แต่สุดท้ายเธอก็ไม่มีทางเลือกเลยให้ผมโทรให้อยู่ดี
ถึงผมจะหงุดหงิด แต่เธอก็คือที่หนึ่งในใจผมนะรู้ตัวไว้ซะด้วย
“อะ... โอเค” เธอพยักหน้า “งั้นหนูไปแล้วนะคะ ขอบคุณที่เลี้ยงก๋วยเตี๋ยวค่ะ”
เธอพูดขอบคุณเสร็จก็พร้อมจะหมุนตัวหนีเข้ารั้วมหาลัย แล้ววินาทีนั้นผมก็เห็นว่าผู้ชายที่เดินเข้าออกประตูหน้ามหาลัยเอาแต่มองตัวเล็กๆ ที่สมส่วนของคะนิ้งแบบไม่วางตา ก็เธอสวยแถมยังน่ารัก ความหงุดหงิดของผมก็เลยยิ่งเพิ่มขึ้นไปแบบทวีคูณ
“เดี๋ยว” และพอคิดได้แบบนั้นผมก็คว้าแขนเธอให้คะนิ้งหันมาเผชิญหน้าด้วย เธอเบิกตากว้าง ในขณะที่ผมจะกุมมือเธอไว้แน่น “เราเข้าไปรอด้วยได้มั้ยวะ?”
“หะ... หา”
“เราไม่อยากให้เธอนั่งคนเดียว ผู้ชายไม่น่าไว้ใจเยอะแยะ” ผมตัดสินใจที่จะพูดออกมาด้วยเจตนาตรงๆ ในขณะที่เลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้คะนิ้งที่แทบผงะหนี “พูดง่ายๆ คือเราหวงเธอ”
“...!”
“เราไม่อยากให้ใครจีบเธอทั้งนั้นอ่ะ แค่มองก็ไม่ชอบ”
“...”
“ให้เราไปเฝ้าเธอได้มั้ยวะ เดี๋ยวเย็นนี้เราไปส่งที่หอ สัญญาว่าจะไม่ทำอะไร”
“...”
“สาบานเลยก็ได้”
ผมก็แค่อยากอยู่ใกล้ๆ เธอแค่นั้นว่ะ เอาจริงๆ
[จบพาร์ท : ฉลามดุ]
สุดท้ายฉันก็เลยต้องจำใจให้ฉลามดุมานั่งรอส้มหวานด้วยกัน
ถึงแม้ว่าฉันจะแอบกลัวๆ อยู่บ้าง แต่ฉันเป็นคนไว้ใจคนง่าย ดูแล้วฉลามดุก็แค่ใจร้อนแต่เขาก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร ฉันก็เลยพอจะคลายความกลัวลงได้บ้างนิดหน่อย
แต่... แต่ฉันก็ยังไม่ได้ชอบเขาหรอกนะ
“นิ้งนี่เนื้อหอมว่ะ” ฉันสะดุ้งเมื่อนั่งอยู่ด้วยกันดีๆ ฉลามดุก็โพล่งขึ้นมา นานแล้วที่เขาจอดรถแล้วเดินลากฉันเข้ามานั่งด้วยกันที่ม้าหินอ่อนหน้ามหาลัย มีแต่คนมองมาทางนี้ทั้งนั้น เขาก็เลยพูดมันขึ้นมาด้วยสีหน้าหงุดหงิดแบบนี้
“นะ... เนื้อหอม?” ว่าแต่... เขาพูดอะไรอ่ะ เนื้อหอมเหรอ ฉันเนื้อหอมตรงไหน? “ไม่เห็นเนื้อหอมเลย”
“นี่ไม่รู้ตัวเลยเหรอ” เขาหันมาทำสีหน้าไม่พอใจใส่ฉัน แล้วอยู่ๆ ก็ชี้ไปรอบๆ จนคนที่มองเราอยู่ต้องชะงัก “ก็เห็นอยู่ว่าพวกผู้ชายมองแต่เธอ”
“...”
“เราหงุดหงิดจะตายอยู่แล้วเนี่ย” เขาเลื่อนมือข้างนั้นมากอดอก ฉันก็เลยอึดอัดจนไม่รู้จะพูดอะไร ก็เขาอาจจะแค่มองมาทางนี้เฉยๆ ก็ได้นี่นา ก็ฉลามดุน่ะสะดุดตาคนจะตาย ดูเขาเถื่อนๆ แบบนี้แต่เขาก็หน้าตาดีนะ “เธอช่วยน่ารักน้อยลงหน่อยได้ปะ”
“...”
“ช่วยทำตัวให้น่ารักน้อยลงหน่อย คนมอง ไม่ชอบ”
ละ... แล้วจะให้ฉันทำยังไง นี่เขาพูดอะไรเนี่ย
“... ไม่เข้าใจที่คุณพูดเลย”
“ก็เธอน่ารักไง ไม่รู้เหรอ... คนอื่นเขาก็มองเธอไง มองแบบที่เรามองอ่ะ เราไม่ชอบ โคตรไม่ชอบ” ฉันทำสีหน้าตกใจเมื่อเขาพูดยืดยาวใส่ แล้วสีหน้าของฉลามดุก็ดูจะฉุนจัดเอามากๆ “บอกแล้วไงว่าเราหวง ไม่ได้เป็นอะไรก็หวง เข้าใจยัง”
อะ โอ้ย
“ขะ... เข้าใจก็ได้” ฉันแทบจะเบะหน้าอยู่ตรงนั้นเพราะพูดอะไรไม่ออก เขาพูดตรงเกินไปแล้วนะ ฉันทำตัวไม่ถูกอีกแล้วเพราะคำพูดของเขาเนี่ย “เค้าอาจจะมองเฉยๆ ก็ได้นะ ก็คุณ...”
“อะไร”
“ก็คุณ... ก็ไม่ได้แย่ ผู้หญิงก็มองคุณเหมือนกัน... นะ” ท้ายประโยคเสียงฉันเบาลงเพราะจู่ๆ ฉลามดุก็คว้าหมับเข้าที่ต้นแขน แล้วดึงให้เข้ามาใกล้ๆ จนใบหน้าของเขาอยู่ใกล้ปลายจมูกของฉันมาก แล้วร่างสูงก็เริ่มกระซิบ
“หึงเหรอ” ฉันเบิกตากว้างสุดๆ ในขณะที่จะมองไปทางอื่นอย่างเลิ่กลั่ก คนอื่นเค้ามองมาที่เรากันหมดแล้วนะ
“มะ... ไม่ได้หึง”
“แล้วพูดทำไมว่าผู้หญิงมองเยอะ” ฉันทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อเขาถามออกมาตรงๆ อย่างไม่คิดจะปล่อยคำถามทิ้งง่ายๆ ฉันอ้าปากจะตอบ แต่ต่อมาก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาทางที่นั่งของเราทั้งคู่จนฉันต้องเม้มปากเข้าหากันอย่างตกใจ
เธอเป็นผู้หญิงที่ดูสวยน่ารักมากคนหนึ่ง ฉันจำได้ลางๆ ว่าเธอเป็นดาวคณะนิเทศน์ แต่เธอไม่ได้สนิทกับฉันนี่ เราแทบไม่ได้คุยกันด้วยซ้ำ
“ดีจ้ะ” เธอมองฉลามดุสลับกับฉันแล้วคลี่ยิ้ม
“เอ่อ... ค่ะ” ฉันทำหน้าตื่นเมื่อเธอหันมาทักทายอย่างเป็นกันเอง ก่อนที่ร่างบางจะหันไปอีกฝั่ง เหมือนเธอไม่ได้จงใจจะทักฉันตั้งแต่แรกแล้ว
“ชื่อไรเหรอ” แล้วพูดกับผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉัน วินาทีนั้นเขาคลายมือออก ส่วนฉันก็ดันตัวเองออกไปแล้วนั่งหันหน้าไปอีกทาง ไม่รู้ว่าเขาทำสีหน้าแบบไหน แต่ที่รู้ๆ ก็คือฉลามดุไม่ยอมตอบผู้หญิงคนนั้นกลับไปเลยจนเธอต้องถามย้ำ “นี่ นายอ่ะชื่อไร”
“ฉลามดุ” ฉันได้ยินเสียงเขาตอบสั้นๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็รู้สึกแย่ขึ้นมา
ความจริงเขาจีบฉันอยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงยอมตอบง่ายๆ เลยล่ะ หรือว่าที่เขาจีบฉันอยู่ฉลามดุจะไม่ได้จริงจังกันนะ
แต่ไม่รู้จะคิดเห็นแก่ได้แบบนั้นไปทำไม ยังไงสถานะเราก็เป็นแค่คนรู้จัก อีกอย่างฉันก็กลัวเขามาก ถ้าเขาจะไปคบกับใครคุยกับใคร มันก็ดีไม่ใช่เหรอ
“มีไลน์มั้ย เบอร์ก็ได้ เราชอบลุคนายอ่ะ” ฉันถึงกับเหวอเมื่อเธอพูดออกมาได้ตรงมาก ไม่คิดว่าจะพูดตรงขนาดนี้ แล้วก็ไม่คิดด้วยว่าดาวคณะจะชอบผู้ชายประมาณนี้ จนต้องหันกลับไปมองเธอที่ตอนนี้ก็หันมาจ้องหน้าฉันอยู่เหมือนกัน
ฉันหันไปมองคนตัวสูงข้างตัว แล้วก็เห็นว่าเขากำลังเลิกคิ้ว
“ชอบเหรอ?” เขาทวน “ชอบตรงไหน หน้า? หรือที่สัก?”
“ทุกอย่าง” เธอหันมาตอบเขาในทันที ส่วนฉันก็ตั้งท่าจะลุกหนีออกไปเพราะรู้สึกว่าตัวเองจะค่อนข้างเป็นส่วนเกินในบทสนทนานี้ไปแล้ว
หมับ
แต่ว่า
ฉลามดุกลับคว้าเอวของฉันไว้แล้วดึงให้นั่งลงข้างๆ เขาไหล่ชิดไหล่อย่างทันท่วงที ในขณะที่จะกอดเอวฉันเอาไว้แนบอกท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองมา หรือแม้แต่ผู้หญิงที่ยืนขอเบอร์เขาอยู่ตรงหน้าด้วย
แล้วร่างสูงก็ทำให้ฉันแทบลืมหายใจด้วยประโยคนี้
“แต่เรามีแฟนแล้ว แฟนเราขี้หึงมากด้วย โทษทีนะ”