“เค้าว่าช่วงนี้มีเด็กอาชีวะมาตีกันหน้ามหาลัยของเราบ่อยๆ ด้วยล่ะ”
“เอ้ะ น่ากลัวอ่ะ” ฉันทำสีหน้าหวาดหวั่นเมื่อได้ยินเพื่อนร่วมคณะที่มักจะเดินกลับด้วยกันบ่อยๆ โพล่งขึ้นมาในระหว่างที่เก็บกระเป๋าจากม้านั่ง เธอชื่อส้มหวาน เป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ถึงแม้ว่าเธอจะชอบทำตัวเหมือนผู้ชายไม่เข้ากับชื่อหวานๆ นั่นก็ตาม “แต่ปกติเราก็กลับบ้านกันปลอดภัยดีนะ”
“แน่ล่ะ เธอเคยสนใจใครที่ไหน มันตีกันอยู่อีกซอยเธอจะเห็นได้ยังไงล่ะนิ้ง” พูดแล้วก็หยิกแก้มฉันแรงๆ อย่างกลั่นแกล้งจนฉันต้องร้องเสียงอ่อยอย่างเจ็บปวด
แต่ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องนั้น ฉันจะขอแนะนำตัวเองก่อนสักเล็กน้อยนะคะ
ฉันชื่อ ‘คะนิ้ง’ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปี 2 คณะอักษรศาสตร์ เป็นคนเรียบร้อยและสดใส แล้วก็มีเพื่อนอยู่ไม่กี่คนในที่นี่ ซึ่งในกลุ่มเพื่อนๆ เหล่านั้นก็มีแค่ส้มหวานเท่านั้นล่ะที่ฉันไว้ใจที่สุด
ประวัติของฉันไม่มีอะไรน่าสนใจมากหรอกค่ะ ฉันอยู่หอนอกกับส้มหวาน เป็นผู้หญิงธรรมดาที่ใช้ชีวิตปกติเหมือนนักศึกษาทั่วๆ ไป
ใช่ค่ะ ฉันคือผู้หญิงปกติ
แต่... แต่ตอนนี้ชักเริ่มรู้สึกไม่ปกติเท่าไหร่แล้ว
“เธอชื่ออะไรวะ”
ฉันสะดุ้งเฮือกเมื่อเดินไปไม่กี่ก้าวก็ปะทะเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนขวางอยู่เกือบหน้าประตูของมหาวิทยาลัย เขาเป็นผู้ชายตัวใหญ่หน้าตาดุดัน ทำผมสีทองสว่าง ใส่เสื้อกล้ามสีดำและมีรอยสักเต็มทั้งสองแขน ท่าทางกร่างๆ เหมือนพวกอันธพาลหรืออะไรทำนองนั้นไม่มีผิดเลย
ให้ตายสิ
ตอนนี้ฉันกำลังจะกลับบ้าน แต่ดันมาเจอกับอะไรก็ไม่รู้
“เขาพูดกับใครอ่ะนิ้ง” ส้มหวานเอนตัวมากระซิบกระซาบกับฉัน ส่วนฉันก็สั่นหน้าหวือ ฉันไม่รู้อ่ะ เห็นเขามองหน้าฉันอยู่ แต่อาจมองเลยไปหาคนอื่นก็ได้
“อย่าไปสนใจเลย กลับบ้านกันเถอะส้ม” ฉันกระซิบกลับ แล้วตัดสินใจจูงมือส้มหวานเดินผ่านเขาไปโดยเว้นระยะห่างไว้ สงสัยเขาจะเรียกคนอื่นจริงๆ นั่นแหละ อาจจะมารับแฟนก็ได้ แต่ดูท่าทางกับลุคแบบนี้ผู้หญิงเขาน่าจะกลัวมากกว่านะเนี่ย
หมับ
แต่ทว่า
ฉันยังเดินไปไหนไม่ถึงสิบก้าวด้วยซ้ำ จู่ๆ ข้อมือก็ถูกคว้าและโดนกระชากอย่างแรง ฉันเซและหลุดมือจากส้มหวานไป แล้วหน้าก็ชนเข้ากับแผ่นอกของใครบางคนเต็มๆ
“จะ... เจ็บ” ฉันพึมพำแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วก็เห็นว่าเป็นผู้ชายคนนั้น คือเขากระชากฉันเข้ามาหา แถมยังใช้มืออีกข้างรั้งข้อมือฉันเอาไว้ด้วย นี่เราไม่เคยรู้จักกันเลยนะ เขามาทำแบบนี้กับคนที่ไม่รู้จักกันได้ยังไง “ปะ... ปล่อยนะ”
หากแต่เขาไม่ยอมฟังเสียงร้องของฉันเลย จู่ๆ ก็ดึงทึ้งฉันให้เดินตามไปหน้าตาเฉย ฉันมองส้มหวานที่ยืนอึ้งอยู่ พยายามจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่พอข้อมือถูกกำแน่นขึ้นก็เลยไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมาอีก
นะ... นี่เรากำลังถูกหาเรื่องเหรอ ฉันกำลังจะถูกเขาพาไปซ้อมเหมือนในข่าวใช่มั้ย
“ขึ้นมา”
ฉันเงยหน้ามองรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า อะไรเนี่ย จะถูกซ้อมไม่พอยังถูกลักพาตัวอีกเหรอ
“นะ... หนูจะกลับบ้าน”
“จะขึ้นมาดีๆ หรือจะต้องให้ใช้กำลัง!” ฉันสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆ เขาก็ตะคอกใส่หน้า ตัวสั่นไปหมดในขณะที่ค่อยๆ นั่งลงบนเบาะหลัง แต่ยังไม่ทันได้หย่อนตัวลงร่างสูงก็ออกรถไปด้านหน้าอย่างแรงจนฉันร้องกรี๊ดแล้วกอดเอวเขาไว้แน่นโดยอัตโนมัติ
อะ... อะไรเนี่ย น่ากลัวมากเลย เริ่มจะกลัวแล้วนะ
ฉันไม่รู้ว่าเขากำลังขับไปที่ไหน มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่รถหยุดลงอย่างกะทันหัน ฉันได้กลิ่นบุหรี่และเสียงเซ็งแซ่ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง พอลืมตาขึ้นอีกทีก็พบกับซอยที่คุ้นตา
เดี๋ยวนะ นี่มันซอยข้างมหาวิทยาลัยของฉันนี่
“เค้าว่าช่วงนี้มีเด็กอาชีวะมาตีกันหน้ามหาลัยของเราบ่อยๆ ด้วยล่ะ”
“แน่ล่ะ เธอเคยสนใจใครที่ไหน มันตีกันอยู่อีกซอยเธอจะเห็นได้ยังไงล่ะนิ้ง”
จู่ๆ คำพูดของส้มหวานก็ดังก้องขึ้นในหัว
อีกซอย... เด็กอาชีวะ
งั้นก็แปลว่าเขา...!
หมับ
ฉันเบิกตากว้างเมื่อยังคิดไม่ทันจบดีจู่ๆ ทั้งตัวก็ถูกอุ้มแล้วยกสูงขึ้นจากเบาะรถมอเตอร์ไซค์ ฉันเห็นว่าคนอุ้มเป็นคนที่มีรอยสักเต็มทั้งสองแขนคนเมื่อกี้ที่พาฉันมาด้วย หรือว่าเขาจะจับฉันทุ่มลงพื้นกันนะ?
กลัวจังเลย
“ตัวเบาว่ะ” ฉันได้ยินเสียงเขาพึมพำในลำคอ ในขณะที่ร่างสูงจะวางฉันลงอย่างเบามือ แต่เดี๋ยวนะ... เบามือเหรอ ไม่ทุ่มลงพื้นอย่างที่คิดด้วย “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวจัดการอะไรเสร็จเราจะพาเธอไปส่งบ้าน”
จัดการอะไรเสร็จ พาไปส่งบ้านด้วย?
นะ... น่ากลัว!
“ไม่นะคะ หนูไม่ได้ทำอะไรให้คุณสักหน่อย” ฉันยกมือไหว้แล้วถอยหลังไปอีกก้าว แต่ต่อมาก็ชนเข้ากับรถมอเตอร์ไซค์ คราวนี้เลยเห็นพวกกลุ่มผู้ชายที่นั่งอยู่อีกทางหันมองมาทางนี้ มันเหมือนบ้านคูหาติดกันของคนไทยเชื้อสายจีนหรืออะไรสักอย่าง แถมชุดของพวกเขาก็ดูเหมือนชุดเด็กอาชีวะด้วย พวกเขาพูดอะไรกับผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉัน แต่ฉันไม่รับรู้แล้ว ฉันกลัวจนหูอื้อแล้ว “ปะ... ปล่อยหนูไปเถอะนะ หนูไม่เคยหาเรื่องใครก่อนเลย แล้วหนูก็มั่นใจว่าไม่เคยมีเรื่องกับคุณด้วย”
“หาเรื่อง?” เขาหันมาให้ความสนใจกับฉันพร้อมกับทวนคำพูดของฉันอย่างงงๆ “พูดไรอ่ะ”
“หนูอยากกลับบ้าน พาหนูกลับเถอะ หนูสัญญาว่าจะไม่แจ้งตำรวจ นะ... อุ้บ” ฉันเบิกตากว้างเมื่อยังพูดไม่ทันจบก็โดนผู้ชายตรงหน้าเอามือมาปิดปากไว้ราวกับจะตัดรำคาญ ก่อนที่คนตัวสูงที่มีสีหน้าหงุดหงิดจะเริ่มง้างหมัด
ขะ... เขาจะต่อยฉันนี่ ใช่มั้ย?
ทะ ทำยังไงดี กลัวจะตายอยู่แล้ว เราจะเจ็บหนักมั้ย แล้วเราจะถึงแก่ชีวิตรึเปล่า
คุณพระคุณเจ้าได้โปรดคุ้มครองหนูด้วย...
ปุบ
“เอาไป”
แต่แล้ว... ความคิดของฉันก็ถูกชะงักลงไปทั้งหมดเมื่อเห็นว่าทันทีหมัดของเขามาจ่ออยู่ตรงหน้า อะไรบางอย่างก็หล่นลงมาจากมือนั้นจนฉันรีบรับมันแทบไม่ทัน
แล้วมันก็คือ... โทรศัพท์?
โทรศัพท์ที่ไม่ได้ปิดหน้าจอ แถมยังมีเบอร์โทรแปะหราอยู่ด้วย
นี่มันอะไรกันเหรอ
“เบอร์เราเอง” ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตกใจ อะไรเนี่ย เขาไม่ต่อยฉันเหรอ? ก็เขาทำท่าเหมือนจะต่อยฉันนี่ “ดีจัง นึกว่าเธอจะปล่อยมันตกแตกซะแล้วว่ะ”
“คะ... คุณ” ฉันอึกอักนิดหน่อย “ไม่ต่อยหนูเหรอ”
“เฮ้ย ต่อยทำไม? เราไม่ได้จะหาเรื่องเธอ” เขาทำสีหน้าตกใจแล้วเริ่มเกาท้ายทอยอย่างเขินๆ แล้วฉันก็แปลกใจกับท่าทีนั้นมาก แต่... เดี๋ยวนะ เขาไม่ได้คิดที่จะหาเรื่องฉัน แต่เขาทำท่าจะต่อยฉันนะ แต่สรุปคือเขาไม่ได้จะต่อยเหรอ แต่เขาแค่จะให้โทรศัพท์ฉันไว้ให้ยืนจ้องเบอร์โทรศัพท์แค่นี้ใช่มั้ย?
เอ่อ... ฉันงงนะ สรุปนี่มันยังไงกันแน่เนี่ย
“แล้วถ้าคุณไม่ได้จะหาเรื่อง แล้วคุณ...”
“ไม่รู้เหรอ เรากำลังจีบเธออยู่ไง”
“...!”
“คือเธอแม่งโคตรน่ารัก” ฉันเบิกตากว้างเมื่อจู่ๆ เขาก็พูดออกมาตรงๆ พร้อมกับคว้าต้นแขนของฉันเอาไว้ข้างหนึ่งเพื่อกันไม่ให้ฉันเดินหนีไปไหน ก่อนที่ประโยคต่อมาของเขาจะทำให้ฉันเหวอ “เราชอบเธอว่ะ อยากได้เธอเป็นเมีย”
“อะ... อะไรนะ”
“ขี้เกียจพูดซ้ำ เอาเบอร์เธอมาดิ ไม่ให้ดีๆ เราต่อยด้วยปากนะเว้ย” แค่พูดไม่พอ เขาเริ่มเดินต้อนฉันจนติดกับรถมอเตอร์ไซค์ พอฉันเอนตัวหนีเขาก็เอนตาม จนหน้าของเขาใกล้ฉันมาก ฉันเห็นรอยยิ้มที่ดูเหมือนรอยยิ้มของคนไม่ดีอยู่ในระยะใกล้ พอเขาเอนตัวลงมาอีกนิดฉันเอาเอามือที่ถือโทรศัพท์มาดันไว้ทันที
“อะ... ออกไปก่อนได้มั้ย” ฉันอ้อนวอนเมื่อเริ่มเมื่อยตัว แล้วเซไปเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายผละออกอย่างว่าง่าย แต่ก็ถูกคนตัวโตกว่าช้อนเอวไว้ได้อยู่ดี แบบนี้ดูเหมือนโดนลวนลามเลย
“ตัวเล็กจัง” ฉันได้ยินเขาพึมพำในขณะที่จะกอดฉันไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วเริ่มบีบบังคับ “จะกดเบอร์ได้ยัง”
“ปะ... ปล่อยก่อนสิ”
“ไม่ เดี๋ยวเธอหนีเราไปทำไง”
“ไม่หนีหรอก”
“แต่เราอยากกอดเธอไง อย่าหวงดิ” ฉันมองหน้าเขาด้วยสีหน้าจนปัญญา ที่ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงกับเขาดี พอจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาจู่ๆ ทั้งตัวก็ถูกอุ้ม แล้วร่างสูงก็เอนตัวลงนั่งที่เบาะมอเตอร์ไซค์ ละ... แล้วจับฉันเอนทับเบาะที่อยู่ตรงกลางระหว่างขาทั้งสองข้างของเขาด้วย “กดเบอร์ตรงนี้ จะดู”
อะ... อะไรของเขาเนี่ย ฉันอายนะ พวกของเขาตรงนั้นก็มองมาทางนี้เหมือนกัน แถมไม่รู้จักกันด้วย เขามากอดฉันได้ยังไง
“คือ... ฉันจำเบอร์ตัวเองไม่ได้ค่ะ” และเพราะว่ากลัวมากนั่นแหละ ฉันก็เลยตัดสินใจที่จะโกหก
“นิสัยไม่ดี ขี้โกหก” แต่เขาดันรู้อ่ะ “บอกแล้วไงว่าไม่ให้ดีๆ จะต่อยด้วยปาก...”
“โอเค โอเคค่ะ แค่ให้เบอร์ใช่มั้ยล่ะ” ฉันรีบโพล่งตัดบทเขาอย่างลนลานเมื่อเห็นว่าเขาจะพูดประโยคน่าอายนั่นออกมาอีกแล้ว ก่อนที่จะรีบกดเบอร์โทรศัพท์ลงอย่างร้อนรน พอเขาเริ่มหัวเราะในลำคอ ฉันก็รีบหันกลับไปส่งโทรศัพท์ให้เขาทันที “พอใจแล้วนะ”
“อืม” เขาคว้าโทรศัพท์กลับมา แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยฉัน ร่างสูงยังคงกอดเอวฉันไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็กดโทรศัพท์อยู่ข้างๆ ตัวฉันนี่เอง
มะ... เหมือนโดนกอดจากข้างหลังเลย น่ากลัวสุดๆ
“ปะ... ปล่อยสิ”
“ชื่อคะนิ้งใช่มั้ย?” แต่เขาไม่สนใจที่ฉันพูดเลย ร่างสูงโพล่งถามขึ้นมา แต่... เดี๋ยวนะ เขารู้จักชื่อฉันได้ยังไง “เราหาไลน์เธอจากเบอร์โทรศัพท์อ่ะ ชื่อน่ารักว่ะ”
อะ นี่เขา
“เอ่อ...”
“เรียกนิ้งนะ” เขาพูดแทรกขึ้นทันทีอย่างไม่คิดที่จะฟัง แล้วเอนหน้ามาซบที่ไหล่ของฉันพอฉันเอี้ยวตัวกลับมามอง เราสบตากันในระยะใกล้ แล้วฉันก็เบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อจู่ๆ ก็โดนผู้ชายรุกใส่ได้รุนแรงขนาดนี้ “เราชื่อฉลามดุ เรียกพี่หลามก็ได้”
“...”
“หรือจะเรียกพี่คะพี่ขาเราก็ไม่ว่าหรอก”
อะ... อะไรของเขาเนี่ย
“เราแอดไลน์เธอไปแล้ว รับตอนนี้เลยดิ”
ฉันอ้าปากค้าง มองเขาที่นั่งซ้อนหลังอย่างไม่รู้จะทำยังไง เพราะตั้งแต่ที่ เอ่อ... ฉลามดุพูดให้ฉันเรียกชื่อเขาแบบนั้นแล้ว ฉันก็ได้แต่ก้มหน้างุดมองโทรศัพท์ของเขาอย่างไม่กล้าสบตาคนข้างหลังอีกเลย ก็ดูเขาสิ เจอกันยังไม่ถึงชั่วโมง (หรือถึงแล้วนะ) เขาก็เล่นรุกฉันหนักขนาดนี้แล้ว
และพอเห็นว่าฉันไม่ตอบอีก เขาก็เลยสะกิดไหล่ฉันเบาๆ “เหม่ออะไรนิ้ง”
“อะ... เปล่า” อะไรเนี่ย เรียกชื่อเหมือนสนิทสนมกันแบบนั้นอ่ะ “ชื่อไลน์อะไรเหรอคะ”
“อะไร หน้าเราก็อยู่นี่ เธอมองหน้าเราดิ ไลน์เราก็หน้าเรานี่แหละ” เขาพูดอย่างไม่ค่อยเข้าใจ แต่การที่คว้าคางฉันให้หันไปมองหน้าดุๆ ของเขาตามคำพูดด้วยมันคืออะไรกันอ่ะ! ฉันไม่ได้อยากดูหน้าเขาซะหน่อย ฉันจำหน้าเขาได้นะ ฮือ “เอ้า มองให้พอใจ”
“ปล่อยคางนะ” ฉันพูดเสียงสั่นๆ แล้วร่างสูงก็ทำสีหน้าแปลกใจ แต่ก็ยอมปล่อยอย่างว่าง่าย “คะ คุณก็บอกชื่อไลน์มาก็จบแล้ว”
“ชื่อไลน์ ‘พี่หลามคนจริง’ ไง” ฉันหน้าแดงไปหมดเมื่อได้ยินชื่อไลน์ของเขา อะ... อายแทน อายแทนจริงๆ เลย กล้าตั้งชื่อแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย
ฉันหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมา ในขณะที่จะปลดล็อกหน้าจอโดยมีสายตาของฉลามดุจ้องเขม็งอยู่ตลอดเวลา ฉันกดเข้าไลน์แล้วสไลด์หาคนที่แอดไลน์มา ซึ่งมันมีมากซะจนฉันตาลายไปหมด
ฉันไม่ค่อยได้เข้าไลน์น่ะ ฉันเลยไม่รู้ว่าจะลบคำขอพวกนั้นยังไง ก็ที่แอดมามีแต่เพื่อนผู้ชายในมหาลัยเดียวกันทั้งนั้น
“อะไรวะ ผู้ชายทั้งนั้นเลย” ฉันได้ยินเสียงฉลามดุพึมพำอยู่ข้างๆ หูอย่างหัวเสีย “ที่มหาลัยเธอฮอตขนาดนี้เลยปะ”
“หา?”
“ประมาณว่า มีผู้ชายมาจีบ ขอเบอร์ ขอไลน์ แบบที่เรากำลังทำอยู่งี้ไง มีเยอะมั้ย”
“กะ... ก็” ฉันอึกอัก ถึงจะลำบากใจแต่ก็ตอบไปตามความจริง “ก็เยอะนะ แต่ส่วนมากเค้าจะทักเข้ามาในแชท...”
“ไม่ต้องไปตอบพวกแม่ง!!” ฉันสะดุ้งเมื่อจู่ๆ เขาก็กระแทกเสียงแทรกขึ้นมาอย่างกรรโชก ก่อนที่ฉลามดุจะเบิกตากว้างเหมือนเขาลืมตัว แล้วตบปากตัวเองแรงๆ “โทษที คือเราหวงเธอ แต่เราลืมไปว่าเรายังจีบเธอไม่ติด”
ตะ... ตรงดีจัง
“... แต่หนูก็ต้องตอบไปตามมารยาทน่ะ พวกเค้าเป็นเพื่อนที่มหาลัยทั้งนั้นเลย”
“ไม่ต้องตอบเลยทีหลังอ่ะ” ฉันมองเขาอย่างตกใจเมื่อร่างสูงคว้าโทรศัพท์ไปจากมือฉัน แล้วมองรายชื่อคนแอดไลน์ฉันบนหน้าจอโทรศัพท์อย่างเข่นเขี้ยว “ศัตรูหัวใจเยอะจังวะ หงุดหงิด”
“เอ่อ... โทรศัพท์” ฉันพูดอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วเขาก็มองฉันแล้วกัดฟันกรอด
ฉลามดุส่งโทรศัพท์ให้ฉันทันที ก่อนที่เขาจะกอดอก “เราถือว่าเรายังจีบเธอไม่ติดเลยคืนให้นะ ลองเธอได้เป็นแฟนเราดิ”
“...”
“ไอ้ที่สะเหล่อแอดๆ เข้ามาในนี้ เราจะไปเอาเรื่องแม่งเรียงตัวเลย”
จะโหดเกินไปแล้ว
“ขอร้องล่ะ อย่าทำแบบนั้นเลยนะ” ฉันพูดกับเขาเสียงอ่อนเพราะอีกฝ่ายนั้นดูจะเป็นคนไม่ยอมคนใช้ได้เลยทีเดียว และก็ดูเหมือนที่พูดไปจะมีโอกาสเป็นจริงด้วยก็เลยห้ามไว้ก่อน ฉลามดุก็เลยคลายมือที่กอดอกออก แล้วฉีกยิ้มกว้างให้
“ได้ดิ เพื่อเธอเราทำได้ทุกอย่าง” ฉันควรจะดีใจดีมั้ยเนี่ย “แล้วรับแอดเรายัง”
“ระ... รับแล้ว”
“น่ารักมากครับผม!” ฉันสะดุ้งเมื่อจู่ๆ เขาก็ตะโกนออกมาแล้วกอดคอฉันจากด้านหลังอย่างแรง ฉันเบิกตากว้าง ก่อนที่จะอ้าปากค้างอีกรอบเมื่อพวกของเขาที่นั่งจับกลุ่มมองเงียบๆ นั้นเริ่มโห่ร้องส่งเสียงแซวกันเสียงดัง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้พวกเขานั่งเงียบกันสุดๆ
“ไอ้หลามได้เมียใหม่แล้วเหรอมึง!!” ฉันได้ยินเสียงหนึ่งในนั้นแซวขึ้นมาเสียงดังมาก แล้วก็หน้าร้อนจัดอย่างอับอาย
พวกเขานี่มัน...
พลั่ก!
“เมียใหม่ห่าไร! มึงจะพูดไรให้เกียรติเค้าหน่อย” แต่แล้วฉันก็ต้องตกใจเมื่อร่างสูงที่นั่งอยู่ด้านหลังปาหมวกกันน็อคใส่หัวเจ้าตัวที่พูดประโยคนั้นอย่างรวดเร็ว เขาดูมีท่าทีจริงจังจนฉันแปลกใจ
“ทำเป็นซีเรียสไปได้ไอ้หลาม” เพื่อนของเขาวางหมวกกันน็อคไว้บนโต๊ะแล้วหัวเราะ “กูพูดเล่นๆ กัน”
“กูไม่เล่น” ฉลามดุทำหน้าไม่พอใจ เขาคว้าเอวฉันแล้วดันออกจากตักเขาอย่างเบามือในขณะที่จะสตาร์ทรถโดยไม่พูดอะไร ฉันมองเขาอย่างงุนงง ไม่เข้าใจอารมณ์เขาเลยว่าคิดอะไรอยู่ จนกระทั่งร่างสูงเอาหมวกกันน็อคอีกใบมาใส่ศีรษะของฉัน “ขอโทษที่ตอนพามาไม่ใส่ให้นะ พอดีซอยมันอยู่ใกล้ๆ”
เสียงของเขาอ่อนลงกว่าตอนคุยกับเพื่อนอย่างเห็นได้ชัดเลยอ่ะ
“ละ... แล้วคุณไม่ใส่เหรอ?” ฉันถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“เราขี้เกียจเดินไปหยิบ รำคาญไอ้พวกเวรนั่น” เขาพูดแล้วดันไหล่ฉันให้ถอยหลังไป ในขณะที่จะกลับตัวรถ “ถ้าเกิดรถคว่ำขึ้นมา คนที่เราไม่อยากให้ตายก็คือเธอ”
ฉันหน้าร้อนวูบ ยอมรับนะว่ามันก็ดีที่เขาพูดแบบนี้ แต่ฉันก็ยังกลัวเขาอยู่ดี
“... แล้วจะพาหนูไปที่ไหนเหรอ”
“ส่งบ้านไง” เขาเคลื่อนตัวรถมาขนาบข้างฉันที่ยืนอยู่ แล้วพยักเพยิดไปที่เบาะหลัง “ขึ้นดิ ฝากโทรศัพท์เราด้วยนะ”
ฉันมองหน้าเขาผ่านหมวกกันน็อค พอเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั่นฉันก็รีบมุดหน้าแล้วเดินหนีขึ้นไปบนเบาะหลังในท่านั่งแบบผู้หญิงทันที เพราะวันนี้ฉันใส่กระโปรงพลีทที่ค่อนข้างเลยเข่ามาหน่อยน่ะค่ะ ตอนออกตัวครั้งแรกมันแรงหน่อยฉันก็เลยหงายหลังไปนิดนึง ฉันตกใจจนต้องคว้าชายเสื้อเขาเอาไว้ ในขณะที่จะได้ยินเสียงแซวของพวกเพื่อนๆ เขาอีกครั้ง
หูฉันอื้อไปหมดเพราะความอาย แต่ได้ยินว่าสีขาวๆ อะไรสักอย่างนี่แหละ จนฉลามดุต้องตวาดขึ้นมาเสียงดังลั่น
“ห้ามมองกางเกงในนิ้งนะเว้ย!!”
ฉันก็เลยถึงบางอ้อทันทีเลย โอ้ย
“บ้านอยู่นี่เหรอ”
เสียงของคนตังโตดังขึ้นหลังจากเขาขับออกมาด้วยความเร็วสูงแล้วไม่นานก็ถึงหอของฉัน ฉันกลัวจนเกาะชายเสื้อเขาไม่ปล่อยเลยเพราะเขาขับเร็วมาก ฉลามดุแหงนหน้ามองหอฉัน ในขณะที่ฉันจะแกะหมวกกันน็อคออก แต่มือไม้มันสั่นจนแกะไม่ออกสักที
“อะ... อะไรเนี่ย” ฉันพึมพำอย่างขัดใจแล้วพยายามแกะอย่างสุดความสามารถแต่มันก็ไม่ออก จนฉลามดุต้องหันมามอง แล้วเขาก็เอื้อมมือมาปลดตัวล็อคใต้คางให้ฉันอย่างง่ายดาย
“เอ้า” ร่างสูงดึงมันออกจากหัวฉัน ส่วนฉันก็ได้แต่มองเขาหน้าเหวอๆ “ผมยุ่งหมดแล้ว”
พูดจบร่างสูงก็ทำในสิ่งที่ทำให้ฉันต้องนิ่งอึ้งไป เขาเอื้อมมือมาสางผมให้ฉันอย่างลวกๆ ก่อนที่ฉลามดุจะรู้สึกตัว เขาสบตากับฉันที่ยืนมองเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วจู่ๆ หูของเขาก็แดงเถือกขึ้นมา
“อ่า โทษ เราติดตอนที่เคยทำให้น้อง” ฉันมองเขาอย่างงุนงง แล้วจู่ๆ เขาก็เริ่มพูดแก้ตัวด้วยท่าทีลนลาน “คือหมายถึงน้องสาวแท้ๆ ไง เราไม่มีใครหรอก เราโคตรจริงใจกับเธอ”
ยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ
“อะ... โอเคจ้ะ” ฉันพูดเสียงสั่นๆ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อแถมยังกลัวเขาอยู่ด้วย ในขณะที่ส่งโทรศัพท์คืนให้ร่างสูงแล้วมองหน้าเขาอย่างชั่งใจ ถึงมันจะไม่ควรพูดคำนี้เพราะเขาเป็นคนลากฉันออกมาเองก็เถอะ แต่ว่า... “ขอบคุณนะ”
เขาก็เป็นคนดีนะ
“ว่าไงนะ” แต่ดูเหมือนฉลามดุจะไม่เข้าใจ พอฉันพูดขอบคุณเขาก็ทำท่าทางเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง “พูดใหม่ได้ปะ”
“ขอบคุณนะ” ฉันมองเขาแล้วพูดซ้ำอีกครั้ง แล้วจู่ๆ ร่างสูงก็นิ่งไป
ก่อนที่เขาจะ...
“น่ารักว่ะ! อยากตะโกนบอกว่าชอบเธอดังๆ ตอนนี้เลยถ้าทำได้!!” ตะโกนออกมาเสียงดังลั่นจนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างหันมามองเขาอย่างตกใจ ฉันเองก็เหมือนกัน อะไรของเขา บอกว่าชอบดังๆ อะไรของเขากัร! “ฟังดูน้ำเน่า แต่ตอนนี้เราชอบเธอมากกว่าเดิมอีก”
“...!”
“ต้องเอาเธอมาเป็นเมียให้ได้เลย คอยดูดิวะ” พูดแล้วร่างสูงที่นั่งคร่อมมอเตอร์ไซค์อยู่ก็สตาร์ทเครื่อง เขายิ้มให้ฉัน ในขณะที่จะใส่หมวกกันน็อค “ไว้เจอกันนะน้องนิ้งของพี่หลาม”
“อะ... เดี๋ยว” โดยไม่สนใจคำพูดของฉัน ฉลามดุก็ออกตัวรถไปอย่างรวดเร็วทันที ฉันได้ยินเขาตะโกนวี๊ดวิ้วเหมือนดีใจลั่นซอยด้วย พอเป็นแบบนั้นฉันก็อับอายจนก้มหน้างุดเพราะมีแต่คนมอง แล้วรีบเดินหนีขึ้นหอของตัวเองทันที
แต่... เดี๋ยวนะ
น้องนิ้งของพี่หลามอะไรของเขาเนี่ย!
“นิ้ง!! โอ้พระเจ้า ส้มนึกว่านิ้งโดนไอ้นักเลงนั่นรุมยำไปแล้ว”
ทันทีที่เปิดประตูห้องเข้าไปตัวของฉันก็แทบจะถลาไปด้านหลังเพราะโดนส้มหวานที่นั่งกระดิกเท้ายิกๆ ตีหน้าเครียดอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องโผเข้ามาหา เธอร้องไห้ด้วย แถมยังถือโทรศัพท์ไว้ในมือไม่ยอมปล่อยอีกต่างหาก
“นิ้งปลอดภัยดีจ้ะส้ม” ฉันยิ้ม แล้วเธอก็ปล่อยโฮออกมา
“บ้าไปแล้ว! ส้มกำลังจะโทรแจ้งตำรวจเลยเมื่อกี้น่ะ ตอนที่เธอโดนไอ้หมอนั่นจับตัวไปส้มนี่เดินหานิ้งทุกซอยเลยนะ แต่ไม่เจอนิ้งเลย ส้มเกือบจะเป็นบ้า!”
“โอ๋ๆ ใจเย็นๆ นะส้ม นิ้งอยู่ซอยข้างมหาลัยนี่แหละ”
“จริงอ่ะ ส้มก็เดินไปที่ซอยนั้นนะ ทำไมส้มไม่เจอนิ้งเลย” ส้มหวานมีสีหน้าแปลกใจมาก เธอปล่อยตัวฉันด้วยน้ำตาแล้วเริ่มสำรวจไปรอบตัวของฉันทันที “เอ้ะ ปลอดภัยดี แล้ว... ไอ้นักเลงนั่นล่ะ?”
“เข้าห้องก่อนนะ เดี๋ยวเล่าให้ฟัง” ฉันพูด แล้วส้มหวานก็ปาดน้ำตาออก เธอพยักหน้าในขณะที่ปิดประตูลงอย่างว่าง่าย เราเดินเข้าไปนั่งในห้อง แล้วฉันก็เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟัง
จนฉันเล่าจบ ส้มหวานที่มีสีหน้านิ่งอึ้งตั้งแต่เริ่มเรื่องก็โพล่งขึ้นมา
“เถื่อนจัดปลัดบอก!” เธอหัวเราะออกมาหลังจากนั้น “เป็นการจีบที่แปลกประหลาดมากอ่ะ”
“ไม่เห็นน่าขำเลย” ฉันทำหน้ามุ่ย แล้วส้มที่มีสีหน้าดีขึ้นมากก็มองฉันยิ้มๆ
“ก็ดูหมอนั่นไม่มีพิษมีภัยอะไรนะ เทียบกับคนอื่นๆ ที่มาจีบนิ้งด้วยการทักแชทล่ะก็” พูดแล้วเธอก็ทำหน้าแหยะ “แบบนี้น่าตื่นเต้นกว่าเยอะ”
“งั้นเหรอ” ฉันนิ่งคิดตามคำพูดเธอไปด้วย “แต่เค้าดูน่ากลัวอ่ะ”
“ก็ต้องดูไปเรื่อยๆ” ส้มหวานพูดด้วยสีหน้ามุ่งมั่น “ผู้ชายช่วงมาจีบแรกๆ มันก็มาดีทุกคนแหละ ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นจะมาแบบไหน เธอต้องดูเขาไปเรื่อยๆ ไงล่ะนิ้ง”
“แต่เขาดูไม่น่าคบหาเลยนี่นา” ฉันพูดแล้วก็นึกถึงตอนที่เขาดึงฉันมานั่งซ้อนตักที่รถมอเตอร์ไซค์ แล้วอยู่ๆ ก็โอเวอร์โหลดเลย หน้าก็ร้อนขึ้นมาแทบแดดิ้น “ฮือ ไม่ไหวหรอก”
“เอ้ะ นิ้งนี่! ก็อย่าไปคิดอะไรมาก” ส้มหวานพูดแล้วเขย่าไหล่ฉันที่เริ่มทำสีหน้าไม่มั่นใจ “นานๆ ทีจะมีคนกล้ามาจีบเธอตรงๆ มากกว่าการขอไลน์จากเพื่อนแล้วทักแชทเธอมานะนิ้ง เธอต้องลองดู มันน่าตื่นเต้นดีออกว่าเขาจะมาไม้ไหนบ้าง”
“หืม...”
ติ๊ง
ยังไม่ทันที่ฉันจะตอบส้มหวานกลับไปด้วยซ้ำ อยู่ๆ เสียงไลน์เข้าจากโทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้น ฉันสบตากับส้มหวาน แล้วเธอก็พยักเพยิดให้ฉันหยิบขึ้นมาเปิดดู
เอ้ะ หรือว่า
พี่หลามคนจริง : ทำไรอ่ะ
พี่หลามคนจริง : คิดถึง
ฉันแทบจะปล่อยโทรศัพท์ลงพื้นตั้งแต่วินาทีนั้น
“ส้ม” ฉันเรียกเธอเสียงกล้าๆ กลัวๆ “เขาทักมาอ่ะ”
“เฮ้ย! เอามาดูๆๆ” เธอมีท่าทางตื่นเต้นในขณะที่หยิบโทรศัพท์ฉันไปดูบ้าง “คิดถึง? แม่เจ้า เปิดข้อความแรกมาจัดหนักปลัดยังบอกว่าสุดจัดเลยอ่ะ”
“ตอบไปว่ายังไงดี” ฉันทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แล้วส้มหวานก็หันมามองฉันด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์
“คิดถึงเหมือนกันค่ะพี่หลาม งี้ดีมะ?”
“ส้ม! นิ้งไม่ตลกนะ” ฉันพูดอย่างขัดใจ แล้วดึงโทรศัพท์กลับมาเพื่อตอบกลับไป
พี่หลามคนจริง : อ่านแล้วไม่ตอบ ยุ่งอยู่เหรอ
Ka ning : เปล่าอ่ะ
ฉันไม่รู้จะตอบไปว่าอะไรแล้วจริงๆ นะ
ติ๊ง
พี่หลามคนจริง : นึกว่ามากวนเธอ
พี่หลามคนจริง : คิดถึงชิบหายเลย อยากเจออีก
Ka ning : ไม่กวนๆ
พี่หลามคนจริง : ไรวะ ไม่คิดจะบอกคิดถึงกลับบ้างเหรอ
โอ้ย ทำไมเขาต้องพิมพ์อะไรแบบนี้มาด้วยนะ!
Ka ning : เพิ่งคุยกันวันแรกเอง
พี่หลามคนจริง : ก็เข้าใจ แต่อยากฟังอ่ะ
“แน่ะๆ ก้มหน้าก้มตาพิมพ์ใหญ่เลย” ส้มหวานยิ้มแซวฉันที่นั่งกดโทรศัพท์ตอบข้อความเขา ฉันหน้าแดงไปหมด สารภาพเลยล่ะว่าฉันไม่เคยคุยอะไรแนวนี้กับผู้ชายที่มาจีบเลย แล้วก็มีใครพิมพ์คำว่าคิดถึงมาโต้งๆ แบบนี้ด้วย
ฉันไม่ชินอ่ะ
ติ๊ง
พี่หลามคนจริง : ไม่ตอบ งั้นทำไรอยู่
ฉันเม้มปาก ไม่อยากโดนส้มหวานล้ออีก ก็เลยตัดสินใจตัดบท
Ka ning : จะนอนแล้วล่ะ
พี่หลามคนจริง : เฮ้ย นอนเร็วจังอ่ะ
Ka ning : อื้อ ฝันดีนะ
ไม่รู้ว่าจะเย็นชาไปรึเปล่านะ
ฉันส่ายหน้าให้ตัวเองแล้ววางโทรศัพท์ลงกับที่นอน ส้มหวานมองฉันกลับ แล้วฉันก็ยิ้มเจื่อนๆ ให้เธอ ก่อนที่จะคว้าผ้าเช็ดตัวเพื่อที่จะไปอาบน้ำ แล้วก็นอนหลับตามที่พิมพ์ส่งให้เขา
แต่พออาบเสร็จแล้วออกมาจากห้องน้ำนี่สิ
ติ๊ง
ติ๊ง
ติ๊ง
ฉันตกใจเมื่อได้ยินเสียงไลน์เข้าซ้อนกันสามครั้ง หันไปมองส้มหวานที่หลับปุ๋ยไปแล้วก็เลยถอนหายใจ เธอคงไม่มายุ่งอะไรกับโทรศัพท์ฉันหรอก แต่คงเป็นฉลามดุนั่นแหละที่ส่งมา ก็ฉันบอกว่าฝันดีแล้วนี่นา เขายังจะมาต่ออะไรอีก
ฉันกดเปิดไลน์ดู แล้วก็ถึงกับเหวอเมื่อเห็นข้อความของเขา
พี่หลามคนจริง : รีบนอนไปไหนวะ
พี่หลามคนจริง : อย่าเพิ่งนอนดิ
พี่หลามคนจริง : เงียบ หนีไปนอนเหรอ
พี่หลามคนจริง : ใครให้นอนวะถามจริง ไม่ให้นอน
พี่หลามคนจริง : บอกว่าไม่ให้นอนไง
อะ โอ้ย ฉันจะบ้าตาย
ติ๊ง
แต่สงสัยว่ามันขึ้นว่าอ่านแล้วในไลน์ของเขาเพราะฉันเปิดอ่านข้อความ ฉลามดุเลยรีบส่งข้อความใหม่มาอย่างรวดเร็ว
พี่หลามคนจริง : อ่านแล้ว ดีมาก
พี่หลามคนจริง : อย่าเพิ่งไปนอนได้มั้ย เราขาดเธอไม่ได้
ขาดเธอไม่ได้?
ฮือ ทำไมเขาถึงชอบพิมพ์อะไรแบบนี้มานะ มันจั๊กจี้ยังไงไม่รู้
Ka ning : ง่วงนอนแล้ววว
ฉันพิมพ์ตัดบทไปอีกครั้ง แล้วเขาก็เงียบไปพักใหญ่ มันขึ้นว่าเขาอ่านแล้ว แต่เขากลับไม่ตอบ
เอ้ะ เขาเป็นอะไรรึเปล่า?
แล้วฉันจะไปสนใจเขาทำไมเนี่ย
ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วตัดสินใจวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะไม้ตรงหัวเตียง สางผมตัวเองลวกๆ แล้วล้มตัวลงนอน ฉันหลับตาลงแล้วทำท่าจะปิดโคมไฟที่หัวเตียงเพราะไฟนีออนส้มหวานปิดมันไปแล้ว
แต่ทว่า
ติ๊ง
เสียงไลน์ที่ดังขึ้นทำให้ฉันรีบลุกจากเตียงไปหยิบโทรศัพท์มาเปิดดูแทบไม่ทัน ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ฉันไม่ได้รอข้อความเขาสักหน่อย แล้วทำไม...
พี่หลามคนจริง : เดี๋ยวโทรไปร้องเพลงกล่อม
ทะ... ทำไม!
ครืด ครืด
“...!”
ฉันสะดุ้งเฮือกเมื่อรู้สึกว่าโทรศัพท์สั่นทันทีที่ฉลามดุส่งข้อความนั้นมา และเพราะอารามตกใจ นิ้วฉันเลยเผลอไปโดนปุ่มกด... รับ!
ให้ตายเถอะ จะทำยังไงดี
สุดท้ายฉันก็จนใจ ไม่กล้าตัดสายด้วย เลยเอาโทรศัพท์มาแนบหู
[เฮ้ย รับแล้ว! เฮ้ย เค้ารับโทรศัพท์กูว่ะไอ้เดี่ยว!] ฉันเอาโทรศัพท์ออกห่างจากหูทันทีที่กดรับสายเสียงตะโกนท่าทางดีใจสุดๆ ของฉลามดุก็ดังขึ้นลั่นโทรศัพท์เหมือนเด็กเวลาที่ได้รถบังคับที่ถูกใจ ก่อนที่เหมือนจะเป็นเสียงของเขาที่ตีกันกับใครสักคน มีเสียงปาข้าวของด้วย จนกระทั่งเสียงทุ้มกลับมาทักอีกครั้ง [ไง]
“อะ... โทรมามีอะไรเหรอ” เสียงของฉันสั่นและเบามาก ฉันได้ยินเขาหัวเราะ แล้วพอฉลามดุตอบกลับมาเท่านั้นแหละ
[คิดถึงจะตาย] ฉันก็... อยู่ดีๆ ก็ตัวชาไปหมดเลย [เราไม่ชอบพิมพ์ข้อความ ชอบคุยต่อหน้ามากกว่าไง]
“...”
[แต่พอเธอกลับห้องเราก็ไม่รู้จะเจอหน้ายังไง ก็เลยโทรหา] ฉันฟังเสียงเขาเงียบๆ เพราะอายจนไม่กล้าที่จะพูดอะไร จนเสียงทุ้มต่ำดูออกจะเท่นิดๆ ของเขาดังขึ้นอีก [ไม่นอนเหรอนิ้ง]
“ก็คุณโทรมา...” ฉันพูดเสียงอ่อน แล้วเขาก็หัวเราะในลำคอ
[เฮ้ย เราก็แค่จะมากล่อมเธอนอนไง] เขาพูด [เผื่อจะฝันถึงเราไรงี้]
“มะ... ไม่ฝันหรอก”
[เออก็ได้ ไม่ฝันก็ไม่ฝันวะ] เสียงของเขากลั้วหัวเราะอยู่ตลอดเวลาเหมือนเจ้าตัวมีความสุขมากมาย ก่อนที่เสียงเขาจะห่างออกไปเหมือนกำลังคุยกับเพื่อน [เฮ้ย เหี้ยเดี่ยว มึงเอากีต้าร์กูมานี่]
“...”
[กูจะเล่นให้ว่าที่แฟนกูฟัง] ฉันหน้าร้อนขึ้นมาเมื่อได้ยินเขาตอบเพื่อน ฉันไม่ได้ยินเสียงเพื่อนเขาหรอก แต่ได้ยินเสียงเขาเต็มๆ เลย ว่าที่แฟนอะไรกันน่ะ [เออ อย่าแซว เดี๋ยวกูตบให้เลย]
“...”
[มึงจะให้หรือไม่ให้ อย่ามาล้อเลียนดิ๊] เขาตวาดด้วย [นิ้งรอนานแล้ว มึงนี่แม่ง...!]
ฉันสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเหมือนปลายสายขว้างอะไรสักอย่างไปหาเพื่อนเขาจนมันกระแทกอะไรก็ไม่รู้เสียงดังมาก เสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นอีกหลังจากนั้น เหมือนเขาวางโทรศัพท์แล้วเดินห่างออกไปเอาเรื่องเพื่อนเขาเลย จนกระทั่งฉันได้ยินเสียงเขาเอาโทรศัพท์มาแนบหู มันเป็นเสียงตะกุกตะกัก แล้วก็ไม่รู้ทำไมฉันถึงต้องรอเขากลับมาคุยด้วยนะ ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ
[มาแล้ว] ฉันได้ยินเสียงเขาดีดกีต้าร์คลอเบาๆ แล้วพูดเหมือนเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น [ง่วงนอนยัง]
“เอ่อ...” ฉันตัดสินใจที่จะโกหก “ง่วงแล้วล่ะ”
ที่ไหนกันล่ะ ฉันตาสว่างตั้งแต่เขาโทรมาหาแล้ว
[งั้นเดี๋ยวร้องเพลงกล่อม เอาปะ?]
ฉันนิ่งไป
“เล่นกีต้าร์เป็นด้วยเหรอ” ฉันตัดสินใจถามเขาตามที่สงสัย
[เอากีต้าร์มาเล่นขนาดนี้คงเล่นไม่เป็นมั้ง] ฉันชะงักไปเมื่อเขากวนประสาท แล้วไม่ได้ตอบอะไรกลับไปจนเขาต้องพูดขึ้นมาอีก [โทษที ไม่แกล้งล่ะ โกรธเหรอ]
“กะ... ก็ไม่ได้โกรธค่ะ”
[โอเค ไม่ได้โกรธก็ไม่ได้โกรธ]
เขาว่าง่ายจังนะ
[เพลงไรดี] พอเห็นว่าฉันเงียบไป อีกฝ่ายก็พูดเหมือนกำลังถามตัวเอง แล้วก็เริ่มดีดกีต้าร์คลอขึ้นมาเบาๆ เป็นเพลงจังหวะช้าๆ ในขณะที่จะพึมพำในลำคอ แต่ฉันกลับได้ยิน [ไม่กล้าร้องว่ะ... ช่วงนี้ไม่ได้วอร์มเสียงเลย เพี้ยนสะเด็ด]
ฉันเกือบจะหลุดขำ แต่ก็กลั้นเอาไว้ทัน
“...”
[อย่าเงียบดิวะเธอ แนะเพลงหน่อย]
“เอ่อ... เพลงอะไรก็ได้จ้ะ”
[เพลงนี้มั้ย] เขาโพล่งแทรกขึ้นมา แล้วเริ่มเล่นเพลงที่ฉันไม่รู้จัก ฉันค่อยๆ ล้มตัวลงนอนเบาๆ เพราะกลัวจะทำส้มหวานตื่น แล้วฟังเสียงกีต้าร์ที่เขาเล่น ถือว่าใช้ได้เลยล่ะ ในขณะที่ฉันจะค่อยๆ หลับตาลง [... ดีมั้ย]
ฉันได้ยินเสียงเขานะ แต่ฉันเริ่มง่วงแล้วล่ะ
[นิ้ง หลับยังวะเนี่ย เงียบเลย]
“... อื้อ” ฉันครางกลับไป แล้วเขาก็หัวเราะกลับมา
[เสียงตอนเธอละเมอน่าจับฟัดจังอ่ะ]
ฉันได้ยินเขาพูดเรื่องน่าอายด้วย แต่ฉันไม่มีอารมณ์จะมาโวยวายเขาแล้ว ตาของฉันหนักอึ้ง ในขณะที่จะได้ยินเสียงเขาดังก้องอยู่ในหู ฉลามดุเรียกชื่อฉันอยู่สองสามครั้ง
ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงไปซะดื้อๆ
[พาร์ท : ฉลามดุ]
อะไรวะ เงียบเลย
นิ้งหลับไปแล้ว?
“เล่นเพลงอะไรของมึงเนี่ยไอ้หลาม เลี่ยน” ผมผละจากโทรศัพท์ไปยังหน้าไอ้เดี่ยว มันเป็นเพื่อนรักเพื่อนตายของผมเอง รักกันมาก แต่ดูมันพูดกับกูดิ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ ผมจะเอากีต้าร์มาเล่นให้นิ้งฟังเผื่อได้คะแนนหัวใจ แต่มันก็กวนส้นอยู่ได้ “มัวแต่คุยกับแฟน ลืมเพื่อนเลยนะมึง”
“หลับไปล่ะ” ผมพูดสั้นๆ แล้วตัดสินใจไม่ตัดสาย คืออาจฟังดูโรคจิตนิดหน่อย แต่ผมอยากฟังเสียงหายใจของเธอตอนนอนไง “ผู้หญิงอะไรน่ารักชิบหายเลย”
“มึงจะพูดว่าน่าปล้ำว่างั้นเหอะ”
“ไอ้เหี้ย” ผมทำสีหน้าถมึงทึง แต่ในใจก็คิดงั้น ถึงมันจะดูคิดถลำลึกไปนิด “โคตรเซ็ง นิ้งนอนเร็วกว่าที่กูคิดอ่ะ กูกะจะคุยนานๆ”
อันนี้จากใจจริง ผมอุตส่าห์หน้าด้านโทรไปหาเธอทั้งๆ ที่เพิ่งคุยกันวันแรก ถึงจะตกใจที่นิ้งรับสายก็เหอะ แต่ก็ดีแล้วไง เธออาจจะมีใจให้ผมนิดๆ แล้วก็ได้
ผมคิดแล้วถอดเสื้อเปลี่ยนเป็นเสื้อกล้ามที่ผมมักใส่นอนเป็นประจำ แล้วคว้าโทรศัพท์ขึ้นไปล้มตัวนอนบนเตียง หาหูฟังด้วย จะได้ฟังเธอตอนหลับ นี่ถ้าตอนนี้คนที่นอนอยู่ข้างๆ ผมไม่ใช่ไอ้เดี่ยวแต่เป็นคะนิ้งล่ะก็ ผมคงนอนหลับฝันดีแน่ๆ
“มึงเคยอินดี้นึกอยากฟังเพลงก่อนนอนด้วยเหรอวะ” เพื่อนรักชิบหายมองหน้าผมในขณะที่มันนอนเล่น GTA V อยู่ ผมไหวไหล่ แล้วเสียบหูฟังอย่างรวดเร็ว
“กูจะฟังเสียงหายใจนิ้งตอนนอน” มันทำหน้าขยะแขยงทันทีที่ผมพูดจบ
“ไอ้หลาม ไอ้วิตถารโรคจิต”
“กูจะไม่ตัดสายแน่”
“ไอ้กาเมสุมิจฉา”
“เออ รู้ว่าเคยบวช แต่ไม่อยากฟัง” ผมทำสีหน้าหาเรื่องเพื่อบอกว่าผมจะเอาจริงแล้วนะ ไอ้เดี่ยวก็เลยยักไหล่อย่างกวนประสาทแล้วยอมสงบปากสงบคำเล่นเกมต่อไปเงียบๆ แต่โดยดี
ผมหันไปใจจดใจจ่อกับสายของคะนิ้งต่อ แล้วผมก็ได้ยินเสียงหายใจของเธอดังเล็ดลอดเข้ามา มันเหมือนเสียงลมว่ะ แผ่วๆ น่ารักๆ พูดแล้วก็อยากให้คนที่นอนอยู่ข้างๆ เป็นเธอจริงๆ เลยว่ะ เชื่อดิ ผมจะจับหอมซ้ายหอมขวา ซบจนข้ามคืน
พูดแล้วก็นึกถึงตอนที่เจอเธอวันแรก
คือวันนั้นผมมีเรื่องไง สะสางกับอริเก่าที่เทคนิกฝั่งตรงข้ามเล็กน้อย ตะลุมบอนกันเสร็จอะไรเสร็จก็เดินกลับบ้านเพราะผมไม่ได้เอามอเตอร์ไซค์ลูกรักผมมาด้วย ผมจำได้ว่าผมเห็นเธอเดินกลับบ้านกับเพื่อน ก็เห็นเธอเดินแค่กับยัยคนนั้นคนเดียวนั่นแหละ คือรู้อะไรมั้ย ตอนที่เธอเดินผ่านผมแล้วมันเป็นจังหวะที่เธอคุยอะไรไม่รู้แล้วหัวเราะ
เชื่อมั้ย นาทีนั้นเหมือนเห็นตุ๊กตาเดินได้ ถึงสภาพตอนนั้นจะร่อแร่ แต่ก็แทบละลาย
ผู้หญิงอะไรวะ น่ารักขยี้ใจสิ้นดี
แล้วตั้งแต่วันนั้นผมก็แอบมาด้อมๆ มองๆ เธอแถวๆ หน้ามหาลัยอยู่บ่อยๆ คือเข้าใจฟิลรักแรกพบมั้ย แบบเห็นแล้วคิดเลยว่าคนนี้แหละแม่ของลูกในอนาคต ผมมองเธอมาประมาณเดือนกว่าๆ โดยที่เธอไม่รู้ตัว จนวันนี้ไม่รู้เกิดความกล้าเหี้ยอะไรขึ้นมาถึงไปยืนดักอยู่ในมหาลัย แล้วตัดสินใจเรียกชื่อเธอ จนกระทั่งมาขอเบอร์ (แบบบีบบังคับนิดๆ)
พอได้คุยผมก็ยิ่งรักยิ่งหลงเข้าไปอีก แล้วพอเธอหลับไปทั้งๆ ที่คุยกับผมนะ
คือเหมือนเธอแม่งไว้ใจผมอ่ะ เหี้ย เขินว่ะ คิดเองเขินเอง
ผมหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งแบบโงหัวไม่ขึ้นแค่เพราะเห็นเธอยิ้ม แค่นิ้งมายืนอยู่ตรงหน้า ผมแม่งก็อยากจะดิ้นตรงหน้าเธอเลย
อย่า... อย่าให้เจออีกทีนะเว้ย
น่ารักขนาดนี้ ถ้าจีบไม่ติด ไม่ได้คบเป็นแฟนคงเสียชาติเกิด
[จบพาร์ท : ฉลามดุ]
ฉันตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น
ก่อนที่จะต้องรีบผุดลุกขึ้นมาเพราะลืมไปว่าโทรสายกับฉลามดุค้างไว้ พอกดเปิดโทรศัพท์ดูฉันก็ต้องเบิกตากว้าง
สายยังไม่ถูกกดวางเลยอ่ะ! นี่ฉันโทรคุยกับเขาทั้งคืนเลยเหรอ
แต่ฉันจำได้ว่าฉันหลับไปก่อนนะ แล้ว... แล้วเขาก็ไม่ยอมกดวางงั้นเหรอ
พอคิดได้แบบนั้นฉันก็รีบเอาโทรศัพท์แนบหูว่าเขาจะยังตื่นอยู่มั้ย มองไปที่นาฬิกาเล็กๆ บนโต๊ะข้างหัวเตียงก็เห็นว่านี่มันแปดโมงกว่าๆ แล้ว ส้มหวานยังไม่ตื่นเลย ขี้เซาจริงๆ
“ฮะ... ฮัลโหล” ฉันตัดสินใจโพล่งขึ้นมาในสายอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วก็ได้ยินเสียงเขากรน เอ่อ...
[... อือ] เขาละเมอด้วยอ่ะ [อยากเจอ...]
“...!”
[เมื่อไรจะได้เจอ] ฉันหน้าร้อนไปหมด เขาพูดเหมือนเขาตื่นอยู่เลย แต่ฉันว่าเขาละเมอนะ เสียงฉลามดุดูอู้อี้มากเลยอ่ะ [... เช้ายังเนี่ย]
ฉันเงียบ ไม่ยอมพูดอะไรจนกระทั่งได้ยินเสียงอะไรสักอย่างดังโครม ในขณะที่เสียงละเมอของคนในสายจะกลายเป็นเสียงตวาดลั่น
[ห่าเดี่ยว! มึงถีบกูอีกแล้วนะ ละเมอทีไรถีบกูตลอด กูไม่ใช่กระสอบทรายนะไอ้เหี้...!!]
ติ๊ด
ฉันรีบกดวางสายทันทีเมื่อรู้ว่าเขาตื่นแล้วแถมสบถเสียงดังด้วย ไม่อยากให้เขารู้ตัวว่าฉันแอบฟังอยู่ แล้วรีบวางโทรศัพท์ไปยังที่เดิม
แต่... โอ้ย
ฉันเอาหน้าซุกไปกับหมอนแล้วส่ายหน้าไปมาอยู่คนเดียว
ทำไมเขาถึงไม่วางนะ แล้วฉันได้ส่งเสียงกรนหรือน้ำลายยืดให้เขาได้ยินมั้ยเนี่ย น่าอายจริงๆ เลย แล้วดันไปหลับใส่สายเขาอีก
หวังว่าเขาคงจะไม่มาดักรอฉันที่หน้ามหาวิทยาลัยนะ ไม่งั้นฉันคงไม่กล้าสบตาเขาอีกเลยแน่ๆ
ฉันเอาหน้าซุกอยู่กับหมอนจนพอใจ ก่อนที่จะลุกขึ้นไปคว้าชุดนักศึกษา วันนี้ฉันมีเรียนตอนเที่ยงตรง ส้มหวานก็เหมือนกัน ฉันก็เลยเดินไปเขย่าตัวร่างเล็กที่นอนอุดอู้อยู่บนเตียง แต่ก็เห็นว่าเธอนอนทำตาแป๋วอยู่ในผ้าห่ม
พอเธอเห็นหน้าฉันเธอก็ยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาทันที
“นิ้งจ๋า รู้นะว่าเมื่อคืนโทรคุยกับใครอ่ะ” ฉันหน้าร้อนวูบขึ้นมาทันที ในขณะที่เธอจะหัวเราะคิกคัก “ความจริงส้มตื่นนานแล้วล่ะ แต่อยากรู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น”
“ส้ม!”
“เขาไม่ยอมวางสายเลยอ่ะ หมอนี่ท่าทางจะหลงนิ้งหัวปักหัวปำเลยนะเนี่ย”
“พะ... พูดอะไรเนี่ย ไปอาบน้ำเลย ส้มอาบน้ำนานกว่านิ้งนะ” ฉันพยายามเปลี่ยนเรื่อง แล้วเดินไปดันๆ หลังให้เธอลุกขึ้น แต่ดูที่ส้มพูดออกมาสิ
“โอเคๆ เดี๋ยวส้มหวานจะรีบไปอาบน้ำแล้วพาน้องนิ้งไปมหาลัยนะ เผื่อพี่หลามจะดักรออยู่”
“ส้ม!”
น้องนิ้ง... เอ้ย คะนิ้งจะไม่ทนแล้วนะ ฮือ
[พาร์ท : ฉลามดุ]
อ้าว นิ้งตัดสายเหรอวะ
ตัดสายตอนแปดโมงสิบห้า ทำไมนิ้งตื่นเช้า?
ถ้าจะถามว่าผมตื่นมาทำไมเวลานี้ แล้วรู้ได้ไงว่าเธอตัดสาย ก็เพราะเมื่อเช้าไอ้เหี้ยเดี่ยวมันถีบผมตกเตียงไง ไอ้นี่เวลาละเมอๆ ทีไรผมเจ็บตัวตลอด ประเด็นคือช่วงนี้มันชอบมาอาศัยนอนห้องผมอีก ทีนี้ผมเลยตาสว่างเลย ทั้งๆ ที่วันนี้ผมไม่มีเรียน
แต่ก็ดี เพราะผมตื่นเวลาเดียวกับผู้หญิงที่ชอบ เรื่องเล็กๆ แต่ฟินยิ่งกว่าฟินอีกกู
ไหนๆ นิ้งก็ตื่นล่ะ ผมทักไลน์ไปดีมั้ยวะ
หรือไปดักรอที่มหาลัยเลยดี?
แต่มันจะดูคุกคามไปปะ ดูเธอก็ยังกลัวๆ ผมตอนเจอกันตัวต่อตัวด้วย ผมอยากให้เธอมองผมกลับมาด้วยความน่ารักมากกว่ามองผมด้วยสายตาหวาดๆ นะ
ยิ่งคิดก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องจริงจัง สงสัยว่าผมจะชอบเธอจนโงหัวไม่ขึ้นก็คราวนี้ล่ะ
“ให้ตาย” ผมนั่งทำหน้าเครียดอยู่บนโซฟาเก่าๆ ในห้องตัวเอง ชั่งใจนิดหน่อยก่อนที่จะตัดสินใจโทรหารุ่นพี่ที่เคารพคนหนึ่ง
ไม่นานนักไอ้เฮียก็รับสาย
เฮียที่ผมเคารพรักคนนี้ชื่อเฮียเจ๋ง ชื่อก็โหลๆ ทั่วๆ ไป แต่เฮียเป็นคนที่ใจมาใจกลับ ผมสนิทกันมานาน ผ่านไรกันมาเยอะ แน่นอนว่ากุมความลับกันไว้เยอะเลยยังเลิกคบกันไม่ได้ ด้วยนิสัยคล้ายๆ กันแล้วก็ชอบอะไรเหมือนๆ กัน แถมยังตัดสินใจอะไรรวดเร็วเหมือนกัน เรียกว่าเคารพยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ
[โทรมาทำห่าไรเวลานี้วะไอ้หลาม เช้าเหี้ยๆ]
“เรื่องสำคัญว่ะเฮีย”
[เออ ทำเสียงหงอยมาเชียวนะมึง ว่ามา]
“เอาจริงนะเฮีย” ผมทำน้ำเสียงจริงจัง ถ้าเป็นเรื่องนิ้งผมไม่เคยเล่นอะไรทั้งนั้น “เฮียว่าผู้หญิงแม่งชอบผู้ชายแบบไหนวะ ที่เข้ามาจีบอ่ะ”
[ถามงี้มึงไปจีบใครมาอีกล่ะ] ผมถอนหายใจหนัก เฮียแม่งพูดเหมือนผมไปจีบผู้หญิงมามากมาย ทั้งๆ ที่ในชีวิตนี้ผมมีแฟนแค่ไม่กี่คนเอง แล้วก็ไม่เคยจีบใครจริงจังเท่าคะนิ้งด้วย
“เด็กมหาลัย XX ใกล้วิทยาลัยเรา ที่เฮียชมว่ามีแต่คนแจ่มๆ บ่อยๆ ไง”
[นั่นไง กูบอกแล้วว่าที่นี่มีดี] ผมได้ยินเสียงเฮียหัวเราะ จำได้อยู่ว่าเฮียมันเคยแนะนำเด็กมหาลัยนี้สมัยผมยัง ปวช. ปีสอง ผมไม่เคยสนเพราะช่วงนั้นหลงสาวเทคนิกเครือเดียวกันจนโงหัวไม่ขึ้น จนวันนี้ได้ประสบพบเจอ
ยังไงน้องนิ้งของผมก็แม่งที่สุดแล้วอ่ะ ไม่อยากมองใครแล้ว
“เออเฮีย บอกกูหน่อย” ผมเร่ง อยากรู้จะตายแล้ว จะได้มีวิธีอื่นมาจีบเธอเผื่อใจร้อนแบบนี้ไม่ได้ผลไง “ผมแม่งอยากได้เค้าเป็นแฟนชิบหาย จะทนไม่ไหวแล้วเนี่ย”
[เออ กูเข้าใจ แต่อย่ารีบ ผู้หญิงไม่ชอบให้ผู้ชายเร่ง] เฮียผมปรามขึ้นมา แล้วผมก็นิ่งไป [เอาจริงๆ กูว่าผู้หญิงแพ้พวกสุภาพบุรุษว่ะ แบบพูดเพราะๆ อบอุ่นกับเขาไรงี้]
พูดเพราะๆ แล้วก็อบอุ่นด้วยเหรอวะ?
แม่งเอ้ย ไม่ใช่ตัวกูเลย
“ไม่มีแบบอื่นเหรอวะเฮีย” ผมตีหน้าเซ็ง “แล้วถ้าผู้หญิงแม่งชอบแต่แนวนั้น ทำไมเมียเฮียถึงมาคบกับเฮียวะ”
[ไอ้เวร กูก็มีดีไง]
“มึงแม่งไม่มีประโยชน์กับกูเลย”
[ว่าไงนะ มึง...!]
ติ๊ด
ผมกดตัดสาย ก่อนที่จะนั่งลูบคางครุ่นคิดอย่างหนัก
“พูดเพราะๆ เหรอวะ” ผมพึมพำ แล้วเดินอาดๆ ไปยืนหน้ากระจกเกือบเท่าตัวที่อยู่หน้าห้องครัว แล้วฉีกยิ้มเหมือนมันเป็นคะนิ้ง “ดีครับนิ้ง”
ผมรู้สึกอยากจะอ้วกว่ะ
แต่เพื่อนิ้ง
“วันนี้ก็สวยอีกแล้วนะครับ อยากฟัด... เฮ้ย ไม่ได้ดิ” ผมขยี้หัวตัวเอง แล้วเปลี่ยนคำใหม่ “อยากพาไปดูหนังจัง”
ดูหนังเหรอ? เชยชิบหายเลยว่ะ นั่นมันเก่าแล้ว
“อยากพาเธอไปดูมวยคู่เอกวันพรุ่งนี้อ่ะ สนุกนะ นิ้งต้องลองดูสักแมทซ์”
อันนี้ก็กิจกรรมแมนๆ คุยกันไปอีก ผู้หญิงที่ไหนเขาดูมวยบ้างวะ!
เออ แต่ก็ไม่แน่ แต่สำหรับนิ้ง ใสๆ อย่างนั้นคงไม่มีโมเม้นต์นี้แน่ๆ
“ดูมายลิตเติ้ลโพนี่ห้องเรามั้ย ห้องเรามีเน็ตฟลิกซ์ ดูได้”
ก็เหี้ยล่ะ
“ทำไมไม่ได้เรื่องสักอย่างเลยวะ” ผมเกาท้ายทอยตัวเองอย่างหัวเสีย แล้วเดินไปดูนาฬิกา ตอนนี้สิบโมงกว่าๆ ล่ะ ผมไม่รู้ว่าวันนี้นิ้งมีเรียนตอนไหน ไม่รู้อะไรสักอย่างเลยว่ะ ไม่ได้ถาม แล้วเธอก็ไม่คิดที่จะบอกด้วย แล้วอย่างงี้จะได้เจอกันมั้ยวะเนี่ยวันนี้
ผมทำหน้าตาเบื่อโลกแล้วคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำ ไอ้เดี่ยวยังนอนคว่ำหน้ากรนสนั่นโลกอยู่ นอนหรือตายก็ไม่รู้แม่ง แต่ผมรีบอาบน้ำแล้วรีบออกดีกว่า จะได้มีเวลากินข้าวแล้วไปดักรอว่าที่แฟนในอนาคต จะอยู่หรือไม่อยู่ก็ช่างเหอะ ผมก็แค่อยากไปรอเธอ ถึงเธอไม่มีเรียนเวลานั้นผมค่อยไปรอใต้หอเธอก็ได้ (ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นหอหญิงใกล้มหาลัย ที่มีป้ายรถสองแถวอยู่ติดถนน)
เผื่อตัวผู้แถวๆ นั้นจะได้รู้ด้วยไง ว่าคะนิ้งอ่ะ ผมจองแล้ว
[จบพาร์ท : ฉลามดุ]
มีความรู้สึกว่าคิ้วขวากระตุกอยู่ตลอดเวลาเลยอ่ะ
ไม่รู้ว่านี่เป็นลางร้ายหรืออะไรรึเปล่านะ แต่รู้สึกไม่ดีเลย
“นิ้ง จะกลับหอเลยหรือไปหาอะไรกินก่อนดี มีเรียนอีกทีตั้งสี่โมงแน่ะ”
ฉันหันไปมองส้มหวานที่เก็บชีทเรียนใส่กระเป๋าสะพายอย่างไม่รีบร้อน หลังจากเรียนคลาสแรกของวันจบฉันกับส้มหวานก็ลงมานั่งคุยเล่นกันที่โต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ เหลือเวลาอีกตั้งเยอะแยะกว่าที่จะเรียนคลาสต่อไป ฉันเลยสลัดความคิดเรื่องลางร้ายอะไรนั่นออกไปแล้วเริ่มครุ่นคิด
ฉันเองก็ยังไม่อยากกลับไปนอนที่หอด้วย เพราะอย่างนั้น
“นิ้งอยากกินนมปั่นอ่ะ”
“บังเอิญจัง! ส้มก็อยากกิน” ส้มหวานมีสีหน้าเปี่ยมสุขที่เจอคนที่ใจตรงกัน ในขณะที่จะกอดคอฉันแล้วลากให้เดินไปยังหน้ามหาวิทยาลัยด้วยกัน “แล้วเดี๋ยวแวะร้านเค้กหน้ามหาลัยกันด้วยดีกว่า อยากกินชอตเค้กอ่ะ”
“กินเยอะๆ เดี๋ยวอ้วนนะส้ม”
“ไม่สนอ่ะ ยังไงก็ยังสวยอยู่ดี” ฉันหัวเราะกับมุขตลกของเธอและยอมรับว่าเป็นความจริง เพราะส้มเป็นคนสวยและน่ารัก ในขณะที่จะเดินคุยกันไปเรื่อยๆ จนออกนอกประตูมหาลัย แต่ก็ยังไม่วาย...
“เอ้ย นิ้ง” ส้มหวานกระตุกแขนฉันให้หันไปมองด้านซ้าย แล้วฉันก็ตกใจเมื่อเห็นคนที่นั่งสูบบุหรี่บนรถมอเตอร์ไซค์ที่คุ้นเคย ก็ฉลามดุนั่นแหละ ดูเหมือนเขามัวแต่มองไปทางอื่นเลยยังไม่เห็นฉัน ฉันเลยกระตุกแขนส้มหวานให้เดินเลี่ยงไปทางอื่น
คือฉันยังไม่พร้อมจะเจอหน้าเขาอ่ะ พอนึกถึงเรื่องเมื่อคืนแล้วมัน...
“เอ้า! จะไปไหนเล่า มาทักทายคนคุยเธอก่อนสินิ้ง” แต่ดูเหมือนว่าส้มหวานจะไม่เข้าใจ เพราะต่อมาเธอก็ลากแขนฉันไปยังที่ที่ฉลามดุนั่งกดโทรศัพท์อยู่ เขามัวแต่จ้องมันแล้วพ่นควันบุหรี่ออกมาเหมือนใจลอย จนกระทั่งเสียงของส้มหวานดังขึ้นมา “พี่คะ!”
ฉลามดุถึงได้เงยหน้าขึ้นมามองทางเราอย่างสงสัย และทันทีที่เขาเห็นฉัน ร่างสูงก็รีบทิ้งบุหรี่ลงกับพื้นแล้วใช้เท้าขยี้มันเหมือนไม่คิดว่าฉันจะยืนอยู่ตรงนี้ ก่อนที่จะลงมาจากรถแล้วเดินดุ่มๆ มาหาฉันอย่างรวดเร็ว
“รอตั้งสองชั่วโมง!” ทันทีที่ถึงตัวเขาก็บ่นเสียงดัง ส่วนฉันก็ก้าวถอยหลังอย่างตกใจ “แต่พอเห็นนิ้งแล้วเกือบลืมไปเลยว่าเมื่อกี้รอนาน”
“หูย” เสียงแซวของส้มหวานดังอยู่ข้างๆ ส่วนฉันก็เอาแต่ก้มหน้างุด “นี่ใช่พี่ฉลามดุที่มาจีบนิ้งมั้ยเนี่ย?”
“อ่า ใช่” ฉลามดุหันไปมองส้มหวานเหมือนเขาเพิ่งสังเกตเห็น ร่างสูงเกาท้ายทอย ดูเหมือนเขาเขินๆ ที่จะคุยกับคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่ฉัน “จะไปไหนกันปะ เดี๋ยวขับรถไปส่ง”
“ก็ร้านนมปั่นข้างหน้านี่อ่ะค่ะ เดี๋ยวก็ไปร้านเค้กข้างๆ ต่อ” ฉันหันไปตีแขนส้มทันที จะไปบอกเขาทำไม! “โอ้ย เจ็บนะนิ้ง เขินเหรอ ไม่คุยกับพี่หลามบ้างอ่ะ”
“มะ...!” ฉันตั้งท่าจะปฏิเสธ แต่พอเห็นสายตาฉลามดุที่มองมาฉันก็พูดไม่ออก “... ไม่ได้เขินนะ”
แล้วฉันจะทำเสียงเบาไปทำไมเนี่ย
“เออ งั้นเดี๋ยวเราไปเป็นเพื่อน ใกล้ๆ เองนี่” ฉันเบิกตากว้างเมื่อฉลามดุฉีกยิ้มอย่างเอ็นดู เขามองมือฉัน เหมือนอยากจะทำอะไรสักอย่าง แต่ร่างสูงก็หันหน้าหนีไปมองทางส้มหวานซะก่อน “อีกอย่างพี่อายุมากกว่าไม่กี่ปีเอง เรียกฉลามก็ได้”
“โอเค แต่ส้มขอเรียกพี่หลามละกัน” ส้มหวานตกปากรับคำ เธอตีสนิทกับฉลามดุอย่างรวดเร็ว ในขณะที่จะดันฉันสุดแรงจนเซไปชนกับไหล่กว้างๆ ของร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ “งั้นก็ไปกันเถอะ เอ้านิ้ง ไปยืนใกล้พี่หลามสิ เดี๋ยวรถชนนะ!”
“อะ... อะไรนะ” ฉันทำตัวไม่ถูก งุนงงไปหมด แล้วยิ่งหันมาเจอฉลามดุที่มองหน้าฉันที่แนบอยู่กับต้นแขนเขาด้วยสีหน้าแปลกๆ ฉันก็รีบเด้งตัวออกอย่างรวดเร็ว
“พี่หลามฝากดูนิ้งด้วยนะ นิ้งชอบเหม่อๆ ตอนเดินข้ามถนน จะโดนรถเฉี่ยวหลายรอบล่ะ” ฉันอ้าปากค้าง ถึงมันจะเป็นอย่างงั้นจริงๆ แต่ทำไมส้มหวานไม่เดินไปกับฉันอ่ะ! “จูงมือกันข้ามถนนดีๆ นะจ๊ะ ไปรอที่ร้านเค้กตรงนู้นเลยนะ เดี๋ยวส้มไปซื้อนมปั่นให้”
พูดยืดยาวใส่จบเธอก็หมุนตัวแล้วเดินข้ามถนนไปอย่างรวดเร็วทันทีโดยไม่รอฉันเลย ฉันมองหลังไวๆ ของส้มหวานที่ห่างออกไปอย่างตกใจ หน้าร้อนจัดในขณะที่หันกลับมามองฉลามดุที่ยืนทำสีหน้าเรียบเฉยอยู่ข้างๆ
เขาก้มลงมามองหน้าฉันเพราะตัวของเขาสูงมาก น่าจะร้อยแปดสิบกว่าๆ ได้เลย ก่อนที่ร่างสูงจะกระแอมไอ
“งั้นเราขอจับมือเธอหน่อยดิ” ฉันมองหน้าเขาอย่างทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่ฝ่ามือจะถูกเขาจับไว้โดยไม่รอคำอนุญาต ความอบอุ่นเข้ามาแทนที่เมื่อเขาบีบมือฉันแน่นขึ้นแล้วออกแรงดึงให้เดินไปด้วยกัน ฉันมองรอยสักที่แขนของเขา มันเป็นสิ่งที่ฉันไม่ค่อยชอบเลย ถึงจะมีพี่ชายทำงานเป็นช่างสักก็ตาม
แต่ก็ดูเหมือนว่า... ฉันจะเผลอใจเต้นให้เขาไปนิดหน่อย
นิดหน่อยจริงๆ นะ
ตอนนี้เราอยู่ในร้านเค้ก
ฉันมัวแต่นั่งก้มหน้าอย่างไม่รู้จะพูดอะไร ฉลามดุนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วจ้องหน้าฉันเขม็งจนถ้าไม่รู้ว่าเขามาจีบ มันจะดูเหมือนเขาจงใจจะหาเรื่องมากกว่า ดูเหมือนเขาจะพูดอะไรสักอย่าง ร่างสูงถึงได้ทึ้งหัวตัวเองแล้วมองออกไปทางอื่น
ฉัน... อึดอัดจัง เมื่อไหร่ส้มหวานจะกลับมาที่นี่นะ
“จะสั่งอะไรมั้ย?” ฉันสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ฉลามดุก็ทำลายความเงียบขึ้นมา พอเงยหน้าขึ้นมองเขาก็เห็นว่าร่างสูงทำสีหน้ากระอั่กกระอ่วนเหมือนมันไม่ใช่คำถามที่เขาอยากถาม “เราหมายถึง... หิวมั้ย กินแต่เค้กจะอิ่มเหรอ”
“สะ... ส้มจะกินน่ะ” ฉันตอบเสียงตะกุกตะกัก แล้วเขาก็พยักหน้ารับรู้
“แล้วนิ้งหิวอะไรรึเปล่า” เขาถามอีก แล้วฉันก็สบตาเขาไม่ได้ เลยมองเลี่ยงไปทางอื่น
“มะ... ไม่หรอก ไม่หิวเลย”
“นิ้งกลัวไรอ่ะ? คุยกับเราทำไมไม่มองหน้าเรา” ฉันสะดุ้งเมื่อเขาแทรกขึ้นมาเมื่อฉันพูดจบประโยคนั้นได้ไม่กี่วินาที พอหันไปมองก็เห็นว่าเขากำลังจ้องหน้าฉันอยู่อย่างลุ้นคำตอบสุดๆ ฉันก็เลยหันหน้าหนีไปอีกรอบ
“ก็...” กลัวเขานั่นแหละ “เปล่านะ”
“หน้าเราน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอวะ” น้ำเสียงของเขาดูตัดพ้อ ฉันก็เลยกลืนน้ำลายลงคอแล้วกระพริบตาปริบๆ “นิ้ง... หันมามองหน้าหน่อยดิ”
“...” ฉันเงียบ
“จะหันหรือไม่หันครับ” คราวนี้เสียงเขาเข้มขึ้นอีกเหมือนเจ้าตัวกำลังขัดใจนิดๆ
“...”
“ไม่หันเหรอ ได้”
หมับ
สิ้นประโยคนั้น แก้มของฉันทั้งสองข้างก็ถูกเขาคว้า ในขณะที่อีกฝ่ายจะใช้กำลังบังคับให้ฉันหันไปมองใบหน้าเขาที่ตอนนี้เลื่อนเข้ามาจนประชิดเพราะฉลามดุลุกขึ้นเอื้อมมือมาคว้าแก้มฉันจากฝั่งตรงข้าม แล้วฉันก็สบตากับเขาเข้าโดยบังเอิญ ในขณะที่หน้าของฉันเริ่มร้อนขึ้นมาตั้งแต่ต้นคอลามมาจนถึงหน้าผาก
แรงของเขาไม่มากเลย มันไม่เจ็บ แต่ว่า...
“คิดถึง รู้บ้างปะว่าน่ารัก”
ก็ดูเขาพูดสิ!
“นมปั่นมาแล้วน้า จองที่ไว้แล้วรึยัง เอ้ะ” ฉันสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงของส้มหวานดังอยู่ข้างหน้า เสียงของเธอขาดหายไปเมื่อเห็นเราทั้งคู่อยู่ในท่านี้ ฉันเหลือบมองเธอที่หันไปมองรอบๆ เพราะมีแต่คนมอง ก่อนที่ส้มหวานจะหัวเราะแหะๆ “แหม คือถ้าทนไม่ไหวขนาดนั้นพี่หลามควรจะไปต่อที่หอนิ้งนะ ไม่ใช่ตรงนี้”
สะ... ส้ม! ต่อที่หออะไรเล่า ฮือ
“เปล่านี่ พี่เห็นนิ้งพูดด้วยแต่ไม่ยอมมองตาพี่ ก็เลยจะให้หันมามอง” ฉันอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าเขาซื่อหรืออะไรกันแน่ แต่ที่รู้ๆ คือเขาพูดตรงไปแล้วนะ “ความจริงก็อยากทำมากกว่านั้น แต่ในนี้ทำไม่ได้หรอก”
พูดแล้วก็เอาไฟแช็คมาเปิดปิดเล่นอย่างไม่ทุกข์ร้อน ส่วนฉันนี่หน้าร้อนเห่อไปหมดเพราะคำพูดที่แสนจะเถรตรงของเขา
“โอเคค่ะพี่” ส้มหวานหัวเราะแกมรู้ทัน เธอวางแก้วนมปั่นให้ฉัน เราสั่งมาเหมือนกัน ในขณะที่ส้มหวานจะหันไปสั่งเค้กกับพนักงานที่เดินเข้ามาถามอีกที
แต่ฉันแทบไม่ได้ฟังเลย มัวแต่แก้อายด้วยการกินนมปั่นแล้วมองไปทางอื่น แต่ก็ยังไม่วายรู้สึกว่าเขายังมองอยู่ตลอดเวลา จนมารู้สึกตัวอีกทีตอนที่มือฉลามดุชี้มายังแก้วที่อยู่ในมือ
“ชอบกินไอ้นี่เหรอ?” เขาถามสั้นๆ ฉันเลยเงยหน้ามองอย่างตกใจ
“อะ... ใช่ค่ะ”
“อร่อยปะ” เขาขมวดคิ้ว “กินอะไรเป็นเด็กๆ เลย”
อะ... อะไรนะ
“ก็อร่อยดีนะ” และเพราะไม่รู้จะตอบไปว่ายังไง ฉันก็เลยเผลอทำเสียงสั่นๆ ไปจนได้ ฉันเห็นเขาทำหน้าตึงเครียดขึ้นมา ก่อนที่ร่างสูงจะหันไปมองรอบๆ อย่างหงุดหงิด ฉันมองตามเขา แล้วก็เห็นว่ามีกลุ่มเด็กผู้ชายที่นั่งอยู่อีกโต๊ะกำลังมองมาทางฉันและส้มหวาน พวกเขากระซิบกระซาบกันแล้วเริ่มโบกมือให้ฉันด้วย
“พี่สาว น่ารักจังเลย” ฉันได้ยินเสียงของพวกเขาแซวลั่นโต๊ะเหมือนคึกคะนอง ความจริงกลุ่มเด็กพวกนี้เดินเข้ามาพร้อมกับส้มหวานน่ะ แต่ฉันไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่ จนกระทั่งพวกเขาแซวขึ้นมานี่ล่ะ “ขอเบอร์ได้มั้ยครับ อยากได้เบอร์พี่สาวผมยาวมากมายอ่ะ!”
ส้มหวานผมสั้นนะ ส่วนฉันผมยาว... นั่นแปลว่าเด็กพวกนั้นกำลังขอเบอร์ฉันเหรอ
“อย่าไปสนใจไอ้เด็กพวกนั้นเลย เมื่อกี้มันก็ขอไลน์ส้มหน้าร้านแต่ส้มไม่ให้ มันก็เลยเดินตามเข้ามา” ส้มหวานพูดกับฉัน เหมือนกับว่าจะพูดกับฉลามดุด้วย ฉันก็เลยพยักหน้าและกินนมปั่นต่อเงียบๆ โดยที่เสียงหยอกล้อของเด็กกลุ่มนั้นยังดังลอดเข้ามาในหูไม่หยุด
ผู้ชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามฉันไม่ได้พูดอะไร เขามองไปทางเด็กพวกนั้นแล้วเริ่มหักนิ้วมือเล่นอย่างเงียบเชียบ
จนกระทั่ง...
“เฮ้ย มึงลุกไปขอเบอร์พี่เค้าให้หน่อยดิ๊!” เสียงของเด็กกลุ่มนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่คนพูดจะผลักเด็กที่ท่าทางเรียบร้อยที่สุดให้เดินมาทางนี้ รู้สึกว่าเด็กคนนั้นอาจจะเป็นเบ๊ของพวกเขานะ “ต้องได้มานะ ไม่ได้วันนี้ไม่มีค่าขนมกลับบ้านนะเว้ยไอ้เด็กเนิร์ด ฮ่าๆ”
ฉันหันกลับไปมองทันที ทำไมเด็กพวกนี้ถึง...
แต่ก็ไม่ทันแล้ว เพราะน้องท่าทางเรียบร้อยคนนั้นเดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะพวกเราอย่างรวดเร็ว เด็กคนนี้มีท่าทีเหมือนกล้าๆ กลัวๆ ในขณะที่จะยื่นโทรศัพท์มาให้ฉันที่นิ่งอึ้งไป
“พี่ครับ คือ... คือเพื่อนผมขอเบอร์พี่” น้องมีท่าทางตื่นกลัว แล้วฉันก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่นขึ้นมาจากโต๊ะเด็กกลุ่มนั้น ตั้งท่าจะปฏิเสธแต่ก็กลัวน้องจะโดนเด็กพวกนั้นรีดไถค่าขนม ฉันเลยหันหน้าไปมองส้มหวานอย่างตัดสินใจไม่ถูก
“ส้ม...” ฉันตั้งท่าจะพูด แต่อยู่ดีๆ ร่างสูงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ทุบโต๊ะเสียงดังลั่น
ปึง!!
“ไอ้พวกเด็กเวร” ฉลามดุสบถในลำคอเสียงเหี้ยมในวินาทีต่อมา ฉันมองเขาอย่างตกใจ แล้วก็เห็นว่าเขาผุดลุกขึ้นทันทีและเดินออกไป
“พี่หลามจะทำอะไรน่ะ” ส้มหวานป้องปากถามฉันอย่างตกใจ ส่วนฉันก็ส่ายหน้า ในขณะที่ร่างสูงที่มีรอยสักเต็มทั้งสองแขนจะเดินดุ่มๆ ไปทางโต๊ะของเด็กพวกนั้นที่กำลังหัวเราะสนุกสนาน
แล้วเขาก็...
หมับ
“พวกมึงเป็นอะไรกันมากมั้ย?” กระชากคอเสื้อของเด็กท่าทางที่ดูจะเป็นเหมือนหัวโจกของโต๊ะขึ้นมาจนแทบจะชิดกับใบหน้าของเขา “คึกกันมากปะ กรอกน้ำให้แม่เสร็จยัง ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ขนยังไม่ตั้งคิดจะม่อสาวเหรอ”
“เฮ้ย พี่เป็นใครอ่ะ” เสียงเด็กพวกนั้นดูแตกตื่นเหมือนคาดไม่ถึงว่าจะมีคนหาเรื่องจะๆ แบบนี้ ในขณะที่ฉลามดุจะเหวี่ยงเด็กที่เขากระชากคอเสื้อออกแต่ยังคงจับเสื้อเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ก่อนที่จะท้าวแขนอีกข้างลงกับโต๊ะแรงๆ “พี่จะทำไรวะ!”
“พวกมึงไม่ต้องรู้หรอก” เขาพูดเสียงเย็นเยียบและมีใบหน้าน่ากลัวในแบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน “แต่สิ่งที่พวกมึงต้องรู้ก็คือกูกำลังจีบคนที่มึงอยากได้เบอร์อยู่ ส่วนอีกคนก็เพื่อนเค้า แล้วพวกมึงคิดว่ากูจะทำอะไรกับพวกมึงดีล่ะ มากวนใจว่าที่แฟนกูแบบนี้เนี่ย”
วะ... ว่าที่แฟน
ฉันคิดทวนตามคำพูดของเขาในใจ แล้วหน้าร้อนเมื่อน้องที่เดินมาขอเบอร์กับส้มหวานมองมาที่ตัวเองด้วยสายตาแปลกๆ ทั้งคู่
ฉันเปล่านะ เขาพูดเองอ่ะ
“มึงปล่อยกูนะเว้ย!!” เสียงของหัวโจกดังขึ้นมาอย่างก้าวร้าว ตอนแรกฉันเห็นว่าฉลามดุดูใจเย็นอยู่นะ แต่พอเด็กคนนั้นขึ้นมึงกูใส่ เส้นเลือดที่คอของเขาก็ขึ้นจนเห็นได้ชัดเลย “ห่าโอ มึงนั่งเงียบทำไม เข้าไปจับแม่งดิ”
ดูเหมือนเด็กคนนั้นจะไม่ยอมลงง่ายๆ ด้วย เขาหันไปสั่งเพื่อนอีกคน แต่ก็ดีที่เพื่อนที่ชื่อโอที่ว่านั่งกลัวฉลามดุจนตัวสั่นไปหมดแล้ว
“มึงเรียกกูว่าไงนะ แม่งเหรอ?” ฉลามดุถลึงตาใส่ ในขณะที่จะง้างหมัด
“พี่ ถ้าต่อยเด็กติดคุกนะเว้ย!” เสียงของเด็กคนหนึ่งในกลุ่มดังขึ้นมาอย่างห้ามปราม พร้อมๆ กับคนในร้านที่เริ่มให้ความสนใจ บางคนแตกตื่นไปเรียกเจ้าของร้าน แต่เจ้าตัวก็ไม่กล้าทำอะไร หมัดของฉลามดุถูกค้างไว้ท่านั้น แต่เขากลับตวาดลั่น
“มึงคิดว่ากูกลัวเหรอ! มากกว่านี้กูก็เคยทำมาแล้ว เสียค่าปรับกับเข้าคุกไม่กี่เดือนกูไม่แคร์หรอก!!” แต่พอเขาตั้งท่าจะต่อยเท่านั้นล่ะ
หมับ
“พะ... พอได้แล้ว” ฉันก็รีบวิ่งไปคว้าต้นแขนของร่างสูงที่ง้างหมัดเอาไว้ทันที ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ กลัวก็กลัว แต่ฉันแค่อยากให้เขาหยุดเท่านั้นเอง คนในร้านเขาสีหน้าไม่ค่อยดีกันแล้วนะ “อย่าไปต่อยเด็กเลย คนในร้านมองเรากันหมดแล้วนะคะ”
ฉลามดุไม่ได้พูดอะไร เขาหันมามองฉันด้วยสีหน้าตกใจอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่ก็ยอมเอามือลงตามที่ฉันพูดอย่างง่ายดาย ก่อนที่เขาจะถามฉันเสียงอ่อนลง “... แล้วจะให้เราทำไง”
“เอ่อ...” แล้วคราวนี้ฉันก็ไปไม่เป็น คิดอะไรไม่ออก จนกระทั่งน้องที่ดูเหมือนจะชื่อโอผุดลุกขึ้นมา แล้วล้มตัวลงไปกอดข้อขาของฉลามดุเอาไว้
“พี่ฉลาม? พี่ฉลามใช่มั้ย!” เพื่อนทุกคนของเด็กคนนี้มีสีหน้าตกใจ ไม่เว้นแม้แต่คนที่ดูท่าทางเป็นหัวโจกด้วย แม้แต่ฉันเองก็ตกใจเหมือนกัน “ผมมองตั้งนานนึกว่าใคร พี่ฉลามนี่เอง วันก่อนผมไปเจอพี่เดี่ยวมาด้วย ไม่คิดว่าชาตินี้จะมีบุญได้เจอไอดอลตัวเป็นๆ”
“ว่าไงนะ” ฉลามดุเบิกตากว้าง เหมือนเขาเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน
“ห่าโอ มึงพูดอะไรวะ”
“นี่มึงไม่รู้จักพี่ฉลามดุเหรอวะ!” เด็กที่ชื่อโอตบหัวเพื่อนอีกคนที่ถูกฉลามดุดึงคอเสื้อค้างไว้ ในขณะที่เด็กคนนั้นก็ทำตาโตสุดๆ เหมือนเพิ่งนึกออกเหมือนกัน
“พี่ฉลามดุที่เป็นคู่หูกับพี่เดี่ยวบางซิ่ง แล้วก็เคยไปถล่มพวกกลุ่มสมิงดำที่โคตรดังคนนั้นอ่ะนะ!!”
“เฮ้ย ใช่เหรอวะ คนดังเลยนี่หว่า”
“พี่ฉลามผมนี่ FC พวกพี่เลยนะครับ!”
เหมือนทุกอย่างจะพลิกจากหลังมือเป็นหน้ามือหลายตลบ ฉันตาลายและงุนงง ไม่เข้าใจสิ่งที่เด็กพวกนั้นพูดเลยแม้แต่นิด แต่พอหันไปมองผู้ชายคนที่ถูกพูดถึง เขาเองก็หูแดงแถมเริ่มเกาท้ายทอยนิดๆ ด้วย
เอ่อ นี่เขาเขินเหรอ?
“... ก็นิดหน่อย” เขินจริงๆ ด้วยอ่ะ “ว่าแต่พวกมึงเป็นใคร ยังเด็กอยู่เลยนี่”
“พี่ไม่น่าจะรู้จักหรอกครับ พวกผมเรียน ปวช. ปีหนึ่งกำลังห้าวเป้งเลย แต่ได้ยินชื่อเสียงพวกพี่มาบ่อย” เสียงของเด็กที่ชื่อโอดังขึ้นอีกอย่างตื่นเต้น ท่าทางของเด็กคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนไปด้วย พวกเขาดูเป็นมิตรมากกว่าเมื่อกี้ตั้งเยอะเลย “ดีใจที่ได้เจอพี่ตัวเป็นๆ สักที”
“เออ พวกมึงก็ตั้งใจเรียนหน่อย” ฉลามดุพูดเสียงอ่อนลงเมื่อได้ยินแบบนั้น แล้วปล่อยคอเสื้อเด็กที่เป็นหัวโจกออก ดูเขาจะเกร็งๆ นิดนึงด้วย “แล้วก็อย่ามาทำตัวแบบนี้อีกนะ มันไม่ได้ดูเท่”
“...”
“อย่าทำให้พ่อแม่พวกมึงเสียใจเหมือนที่กูเคยเป็นเลย” ฉันมองเขาอย่างแอบชื่นชม ถึงเขาจะดูเป็นหัวโจกเสียเองก็เถอะ แต่ก็เหมือนอีกฝ่ายจะคิดอะไรเป็นผู้ใหญ่อยู่เหมือนกันนะ
เด็กพวกนั้นพยักหน้าแล้วยกมือไหว้ขอโทษขอโพยกันใหญ่ จนกระทั่งเด็กหัวโจกคนนั้นหันมามองหน้าฉัน แล้วเขาก็เริ่มโพล่งขึ้นมาด้วยสายตาล้อเลียน
“พี่ แล้วพี่สาวสวยๆ เหมือนดาราคนนั้นพี่ก็จีบอยู่จริงใช่ปะ?” ฉันสะดุ้งเฮือก มองฉลามดุที่เงยหน้าขึ้นมาสบตากับฉัน ก่อนที่คนตัวโตจะเป็นฝ่ายหันหน้าหนีก่อน ฉันสังเกตเห็นว่าหูของเขาแดงนิดหน่อย
“อ่า ใช่” เสียงของเขาดังขึ้น “คนนี้กูจริงจังมาก อย่าขอเบอร์เค้าอีกนะ กูหวง”
ฮือ
จะเถรตรงไปมั้ยเนี่ย นี่ต่อหน้าเด็กๆเลยนะ!
[พาร์ท : ฉลามดุ]
พอผมพูดออกไปตรงๆ แบบนั้นเด็กมันก็แซวกันใหญ่
“อั้นแน่ะๆๆ ว่าแล้ว ตอนแรกก็เห็นพี่อยู่แต่ไม่ได้สังเกต นั่งคุมเลยนะคร้าบ”
“พี่สาวเขินใหญ่แล้วมึง”
“ผมเชียร์เลยคู่นี่ ลงเอยยังไงอัพเดทให้ผมฟังบ้างนะพี่!”
เอาจริงๆ ผมเป็นคนหน้าหนาหน้าทน แต่พอมาเจอเด็กแซวแบบนี้ก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน
“หุบปากได้แล้ว แล้วนั่งอยู่เงียบๆ กันไป” ผมทำเสียงเข้มขรึม ทำให้เสียงแซวเหล่านั้นเงียบลงทันที ผมหันไปมองนิ้งที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างๆ แล้วเปลี่ยนน้ำเสียงทันที “เมื่อกี้เจ็บมั้ย เราได้กระชากแขนหรือทำอะไรแรงๆ ปะ?”
ให้ตายดิ ดูเท่โคตรๆ เลย
“อะ... เปล่าจ้ะ เปล่าเลย” ผมหรี่ตาลงอย่างสงสัยเมื่อนิ้งตอบเสียงตะกุกตะกัก แล้วก็ไม่ยอมสบตาผมอีกแล้ว “ส้มนั่งรอตรงนั้นนานแล้ว กลับ... กลับที่กันเถอะนะ”
ผมมองหน้าเธอนิ่ง อยู่ดีๆ ก็รู้สึกแสบๆ ตรงแขนเลยยกขึ้นมาดู พอเห็นสิ่งต้นเหตุที่ทำให้แสบเลยนิ่ง แล้วเลือกที่จะคว้าข้อมือคนตัวเล็กเดินออกไปนอกร้านโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร
“อะ... อะไรคะ! จะไปไหน” ผมได้ยินเสียงของคะนิ้งชัดเจนที่สุดในหู ต่อมาก็ได้ยินเสียงเด็กเปรตพวกนั้น ตามด้วยเสียงเพื่อนของคะนิ้งที่ชื่อส้มหวานไล่หลังมา แต่ผมกลับไม่สนใจ และเลือกที่จะดึงทึ้งคะนิ้งให้เดินข้ามถนนมาเงียบๆ จนถึงรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง
“ขึ้นไปก่อน” ผมเหวี่ยงเธอเบาๆ แล้วกวาดขาขึ้นรถ ในขณะที่คะนิ้งมองผมกลับมาอย่างไม่เข้าใจ
“ทำไมล่ะ”
“เรามีเรื่องสำคัญจะคุย” ผมโกหก จริงๆ คืออยากพาเธอออกไปจากที่ตรงนี้เพราะเหตุผลงี่เง่าบางอย่าง “ขึ้นมานั่งโดยไม่ถามอะไรได้ป่าว”
“พะ... พูดตรงนี้ไม่ได้เหรอ?”
“ขึ้น” ผมพูดเสียงเรียบเมื่อไม่อยากจะพูดอะไรให้มากความ รู้สึกคิดผิดที่พูดห้วนไปแบบนั้น เพราะต่อมาคะนิ้งก็มีสีหน้าตื่นกลัวในขณะที่เธอจะยกตัวขึ้นนั่งบนรถมอเตอร์ไซค์อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
บ้าเอ้ย จะพังก็เพราะอารมณ์กูเนี่ยแหละ
พอเธอขึ้นนั่ง ผมก็เอี้ยวตัวไปคว้าแขนเธอมาแล้วบังคับให้กอดเอวผมไว้ เพราะผมคิดว่าผมคงจะขับรถเร็วจนตัวเล็กๆ ของเธอจะปลิวไปตามลมได้เลยถ้าไม่เกาะไว้ให้ดี ผมได้ยินคะนิ้งอุทานเบาๆ เหมือนจะตกใจ แต่มือสั่นๆ นั่นก็กอดเอวผมไว้แน่นอย่างไร้การขัดขืน
เชี่ย อยู่ดีๆ กูก็ฟินขึ้นมา
“จับไว้แน่นๆ นะ” ผมกำชับเสียงนิ่งอย่างพยายามเก็บอาการ แล้วออกรถออกไปด้วยความเร็วสูง ผมลืมใส่หมวกกันน็อคให้นิ้ง แต่ไม่ซีเรียสมากเพราะผมคิดว่าคงไม่จำเป็น คอนโดที่ผมอยู่ใกล้ๆ แถวนี้เอง ไอ้เดี่ยวก็กลับไปแล้ว
เฮ้ย ทำไมยิ่งพูดมันก็ยิ่งเหมือนว่ากูกำลังจะพานิ้งไปปลุกปล้ำเลยวะ?
ผมเปล่าคิดแบบนั้นนะ ผมแค่...
เครื่องยนต์ถูกเร่งแรงขึ้นอีกเมื่อผมสับสนในตัวเอง ผมรู้สึกว่าใบหน้าของคะนิ้งเซมาชนกับแผ่นหลังเบาๆ เพราะแรงกระแทก แล้วเธอก็ไม่ยอมเอามันออก สงสัยเพราะกลัวมาก เธอกอดผมแน่นจนอึดอัด ในขณะที่เบียดตัวเข้ามาจนชิดด้วย
ผมสัมผัสได้ถึงอะไรนุ่มนิ่มตรงแผ่นหลัง คือกูไม่ได้หื่นไม่ได้ลามกอะไรนะ แต่นิ้งน่ารักไง แล้วผมก็ชอบนิ้งมาก แล้วก็เผอิญว่าผมมันก็เป็นผู้ชาย...
คนอื่นมันก็ผู้ชายนะเว้ย
ผมคิดในใจแล้วอยู่ดีๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาแบบไม่มีสาเหตุ ตั้งแต่ที่ไอ้เด็กเวรพวกนั้นมาขอเบอร์เธอแล้ว แค่นั้นมันก็ทำผมรู้สึกไม่ดีสุดๆ
ถึงการใช้กำลังกับเด็กมันจะไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่ผมก็เกือบจะทำมันไปแล้ว
นี่ถ้านิ้งไม่ได้มาห้ามไว้นะ
“ละ... ลดความเร็วลงอีกหน่อยได้มั้ย” ผมชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงสั่นๆ ของคนตัวเล็กดังขึ้นข้างหูขัดความคิดของผม เธอกระซิบในขณะที่มุดตัวเข้ากับไหล่กว้างเพราะผมไม่ฟัง แถมยังเร่งเครื่องเสียงดังกลบเธออีกต่างหาก “ลดมันลงหน่อยได้มั้ย”
เสียงก็น่ารัก ตัวก็น่ารัก หน้าตาก็น่ารัก
น่ารักไปหมดเลยว่ะ
“ก็ได้” แล้วสุดท้ายผมก็ต้องยอมเชื่อฟังอย่างเสียไม่ได้ ผมลดความเร็วลงนิดหน่อยตามที่เธอขอ แต่พอเธอเริ่มคลายอ้อมแขนออกผมก็เร่งขึ้นมาอีกเหมือนกับคนเป็นไบโพล่าร์ คะนิ้งครางในลำคอเบาๆ และผลสุดท้ายเธอก็ไม่มีทางเลือกจนต้องกอดผมไว้แน่นอยู่อย่างนั้น
ให้ตายเหอะ เวลาทำให้เธอกลัวสุดๆ มันก็แอบมีดีเหมือนกัน
ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงคอนโดที่ผมอยู่ มันเป็นคอนโดคูหาติดกับร้านข้าวแกงข้างๆ สภาพดูเก่าหน่อย มีอยู่สี่ชั้น และผมพักอาศัยอยู่ที่ชั้นสอง เหตุผลเพราะมันขึ้นลงสะดวกดี
ผมมันไม่ได้เป็นคนมีฐานะนักหรอกว่ะ ก็ออกจากบ้านมาทำงานตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เลยยืนด้วยลำแข้งของตัวเองมาตลอด
ผมลากแขนเธอขึ้นห้องทันทีโดยไม่พูดอะไร พอถึงหน้าประตูก็ไขกุญแจเข้าไปแล้วกดล็อกทันทีโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา คะนิ้งยืนหน้าตื่นอยู่ข้างๆ ผม เห็นแล้วเหมือนเธอเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ที่หนีไปไหนไม่พ้นยังไงก็ไม่รู้ว่ะ
“นิ้ง” ไม่รู้ทำไม ผมเรียกชื่อเธอ แล้วคะนิ้งก็สะดุ้งเฮือกเหมือนไม่ทันได้ตั้งตัว
“พะ... พาหนูมาที่นี่ทำไมคะ ส้มตกใจหมดแล้วนะ แล้วนั่นคุณจะทำอะไรเหรอ” เธอละล่ำละลั่กถามผมเหมือนดีเลย์ มีเหตุผลที่จะถามตั้งแต่ต้นอยู่แล้วเพราะผมวู่วามแต่เหมือนเธอจะตื่นจนลืม ผมก็เลยหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนที่จะดันแผ่นหลังเธอให้ชิดกับบานประตู “ฉะ... ฉลามดุ”
เธอเรียกชื่อเต็มผมด้วยสีหน้าตกใจ แล้วมันก็ทำให้ผมรู้สึกดีที่เธอเรียกผมแบบนั้น แล้วก็อยากให้เรียกอีกบ่อยๆ
ผมเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้เธออีกนิด แล้วร่างเล็กก็ยิ่งตัวเกร็งเข้าไปใหญ่
“นิ้ง... คือ” ผมกระซิบค้างไว้ แล้วเธอก็เหลือบตาขึ้นมองผมทั้งๆ ที่ใบหน้าเราอยู่ใกล้กันมาก แต่ผมไม่คิดที่จะล่วงละเมิดอะไรเธอไปมากกว่าการยื่นหน้าไปกวนใจเธอเล่นๆ หรอก สบายใจได้
“...”
“เราเจ็บแผลว่ะ... เด็กพวกนั้นพกคัตเตอร์มาแล้วมันบาดแขนเราอ่ะ”
ก็ตามนั้น
[จบพาร์ท : ฉลามดุ]
และสุดท้ายมันก็จบลงที่ฉันต้องมานั่งทำแผลให้เขา
“แล้วไปทำยังไงให้โดนบาดได้ล่ะ”
ฉันถามเขาในขณะที่วางกล่องปฐมพยาบาลอยู่บนหน้าตัก เสียงไม่ค่อยสั่นเท่าไหร่แล้วเพราะตอนนี้ฉันนั่งห่างจากเขามาก เพิ่งเห็นว่าพอเอาแขนเสื้อขึ้นมาต้นแขนของฉลามดุจะเป็นแผลเหมือนโดนมีดบาดเป็นทางยาว เลือดไหลลงมาที่ปากแผลเล็กน้อย แต่ตอนที่เขาพูดกับเด็กพวกนั้นก็ไม่เห็นว่าเขาจะแสดงสีหน้าเจ็บปวดอะไรเลย
“ก็...” เขาเว้นวรรค แล้วกุมแผลตัวเองไว้ “ตอนนั้นโมโห”
“...”
“แล้วก็หวงเธอมากจนเลือดขึ้นหน้าไง” พูดด้วยน้ำเสียงเชิญชวนไม่พอ ยังช้อนตาขึ้นมองฉันด้วยสายตาออดอ้อนด้วย “เจ็บอ่ะเธอ”
“แล้ว...” ฉันหน้าแดง แล้วรีบหลบตาเขาทันที “แล้วทำไมตอนนั้นไม่บอกเด็กพวกนั้นไปล่ะ พวกเขาจะได้รับผิดชอบอะไรบ้าง”
“เราไม่อยากตัดอนาคตเด็ก” เขาตอบกลับมาทันทีด้วยสีหน้าจริงจัง “แล้วแผลมันก็ไม่ได้ใหญ่มาก พวกมันคงพกมาป้องกันตัว แต่ใช้ผิดวิธีไปหน่อย”
“...”
“มันยังเรียนอยู่ เราไม่อยากเอาเรื่อง”
ฉันมองเขาแล้วเงียบไป นึกเห็นด้วยในใจเลยเลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ แล้วหยิบผ้าก็อซกับพวกอุปกรณ์สำหรับทำแผลสดออกมา แต่ก็นึกได้ว่าเขายังไม่ได้ล้างแผลเลย
“ปะ... ไปล้างแผลก่อนสิ” ฉันพูดกับเขาโดยไม่สบตาด้วย เเล้วร่างสูงก็มองกลับมาแทบจะทันที “เดี๋ยวก็ติดเชื้อหรอก”
“ล้างให้หน่อยดิ” ฉันหันกลับไปมองเขาแทบจะทันทีเมื่อฉลามดุโพล่งขึ้นมา อะ... อะไรนะ “แล้วก็มานั่งใกล้ๆ เราด้วย นั่งห่างแบบนั้นจะทำแผลได้ไง”
“เอ่อ...”
“เร็วดิ เจ็บแผลนะเนี่ย”
ฉันทำสีหน้าจนใจ ก่อนที่จะลุกไปนั่งข้างๆ เขาอย่างเสียไม่ได้ แล้วตัดสินใจเอากล่องปฐมพยาบาลวางกั้นระหว่างที่นั่งของเราไว้ ฉลามดุก้มลงมองมัน แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับฉันด้วยสายตาละห้อย
ฉะ... ฉันจะไม่ใจอ่อนให้เขาหรอกนะ
“ที่นี่มีผ้ารึเปล่า” ฉันถามเขาเพื่อเปลี่ยนเรื่อง แล้วจู่ๆ ร่างสูงก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนต้องผงะถอยหลัง แล้วเขาก็หัวเราะพร้อมกับกระซิบเสียงหนักด้วยท่าทางเหมือนจงใจจะแกล้ง
“อยู่ในตู้เสื้อผ้าชั้นบนอ่ะ... ในห้องนอนเรา” เขาจ้องตาฉันด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ในขณะที่จะพูดต่อด้วยประโยคที่... “เดี๋ยวไปช่วยหยิบเป็นเพื่อน”
ที่...
“มะ... ไม่เอา จะไปเองค่ะ” ฉันผุดลุกขึ้นยืนทันทีด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก แล้วรีบจ้ำอ้าวไปหยิบผ้าสะอาดที่อยู่ในห้องนอนของฉลามดุทันทีโดยมีเสียงหัวเราะเบาๆ ของเขาดังตามหลังมา ตู้เสื้อผ้าของเขาไม่ใหญ่และเตี้ยมากด้วย ห้องของเขาก็รกมาก และยิ่งไปกว่านั้นพอฉันเปิดประตูตู้เสื้อผ้าออกมา
“... อะ!”
กะ... กองกางเกงบ็อกเซอร์ของเขาก็หล่นลงมาจนฉันต้องถอยหลังหนีไปตั้งหลักอย่างตกใจ
โอ้ย นี่เค้าไม่คิดที่จะจัดผ้าดีๆ บ้างเลยเหรอ พับแล้วก็ยัดๆ เข้าใส่ตู้แบบนี้เนี่ยมันลำบากคนเก็บนะ
แย่ที่สุดเลย ฮือ ฉันจะร้องไห้แล้วนะรู้มั้ย
ฉันคิดในใจอย่างวุ่นวายใจแล้วค่อยๆ หยิบกะ... กางเกงของเขามาพับเข้าตู้ด้วยใบหน้าที่ร้อนจัดไม่ต่างจากกาต้มน้ำเดือดๆ เลย ในขณะที่สายตาจะเหลือบไปเห็นผ้าสะอาดผืนเล็ก ฉันรีบคว้ามันมาอย่างระแวดระวังเพราะกลัวอะไรๆ ที่ไม่จรรโลงใจมันจะหล่นลงมาอีก แล้วปิดประตูตู้เสื้อผ้าอย่างเรียบร้อย
ฉันเดินออกไป สบตากับร่างสูงที่นั่งมองแผลที่แขนอยู่นิดหน่อย ตอนแรกเขาผิวปากเล่นด้วย แต่พอเขาเห็นฉัน สีหน้าของฉลามดุก็เปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวเหมือนกับเจ็บปวดมากจริงๆ
แล้ว... ฉันรู้นะว่าเขาแกล้งน่ะ ก็เขาแสดงได้ไม่เนียนเลย
ฉันมุ่ยหน้าเล็กๆ แล้วเดินไปเปิดกาต้มน้ำ ก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อหาชามขนาดกลางโดยไม่คิดที่จะถามฉลามดุอีก แล้วมันก็มีจริงๆ ฉันคลี่ยิ้มบางๆ พร้อมกับหยิบออกมาจากชั้น รอจนน้ำอุ่นกำลังพอดีแล้วเปิดน้ำใส่ชาม เอาผ้ามาซับๆ แล้วบิดพอเปียกหมาดๆ ในขณะที่จะเดินยกชามไปหาเขาที่นั่งมองฉันอยู่อีกด้านหนึ่ง
ตอนเด็กๆ ฉันเคยทำแผลให้พี่ชายบ่อยๆ น่ะ ก็เลยชินไปแล้ว
เชื่อมั้ยคะ ฉันเคยฝันว่าอยากเป็นพยาบาลด้วยนะ แต่มันก็นานมากแล้วล่ะ ฉันไม่ได้หัวดีถึงขนาดจะไปเรียนสายนั้นได้ แถมยังซุ่มซ่ามเก่ง มือสั่นง่ายอีกต่างหาก
ส้มหวานบอกว่าฉันนิสัยเหมือนกระต่าย ขี้กลัว และมักเป็นเหยื่อของนักล่าและนายพรานเสมอ
ซึ่งก็อาจจะจริงก็ได้ เพราะคนตรงหน้าฉันไม่ต่างอะไรกับหมาป่าเลยสักนิด
ฉันคิดในใจเพลินๆ แล้วนั่งลงข้างๆ เขาโดยมีกล่องปฐมพยาบาลขั้นอยู่ตรงกลางเหมือนเดิม ร่างสูงมองตาฉันกลับ ในขณะที่ยื่นแขนให้อย่างรู้งาน “เบาๆ นะ เราเจ็บมากเลยว่ะ”
ฉันมองเขาพร้อมกับถอนหายใจ ทำไมต้องแกล้งเจ็บด้วยนะ
และเพราะไม่อยากพูดอะไร ฉันก็เลยหยิบผ้าออกมาแล้วซับไปที่แผลของเขาเบาๆ เพื่อเช็ดเลือดออกอย่างเงียบๆ สายตาของฉันจงใจจดจ่ออยู่แค่ที่แผลเขา เพราะรู้สึกตัวว่าฉลามดุเอาแต่จ้องหน้าฉันอยู่ตลอดเวลาจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา
ฉันซับมันไปเรื่อยๆ โดยตั้งใจว่าจะไม่สนใจเขาอีก จนกระทั่ง...
“ผมปิดหน้าหมดแล้ว” เสียงของฉลามดุดังขึ้นที่ข้างริมหู พร้อมกับมือเรียวที่ปัดหน้าม้าเเละปอยผมให้ฉันออกอย่างแผ่วเบา ฉันเผลอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาเพราะเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองก้มหน้ามากเกินไปหน่อย แล้วก็ต้องตกใจที่ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้ฉันมาก ตะ... ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ “กล้าสบตาเราแล้วเหรอ”
ฉลามดุพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพร้อมกับกระตุกยิ้ม ฉันมองริมฝีปากเขาที่ยกสูงขึ้น แล้วอยู่ดีๆ ก็หน้าร้อนขึ้นมาแบบไม่มีสาเหตุ
“สะ... เสร็จแล้วล่ะ” ฉันผละมือออกจากแขนเขาทันที แล้วหยิบเบตาดีนออกมาพร้อมกับสำลี ชุบมันจนชุ่มนิดๆ แล้วเอามาแตะที่แผลเขาเบาๆ เลือดของเขาจางลงไปมากแล้วเพราะฉันซับมันออก แต่ก็ยังมีรอยอยู่
ฉันเผลอเอื้อมมือไปแตะมันเบาๆ แล้วพึมพำบอกฉลามดุอย่างลืมตัว
“สองวันต่อมาคุณต้องไปซื้อยาทาแก้แผลเป็นนะ เป็นรอยแบบนี้รู้สึกไม่ดีเลย...”
“นิ้งเป็นห่วงเราเหรอ”
ฉันชะงักทันทีเมื่อจู่ๆ เขาก็โพล่งแทรกขึ้นมา ก่อนที่จะรู้สึกตัว ก็เลยเผลอพูดออกไป “... ก็เป็นห่วงนิดหน่อย”
อะ... โอ้ย พูดออกไปแล้ว จะพูดออกไปทำไมนะนิ้ง
“เฮ้ย” ฉลามดุทำสีหน้าตกใจเหมือนเขาเองก็คิดไม่ถึง ก่อนที่ต่อมาร่างสูงจะฉีกยิ้มกว้าง “จริงดิ”
ฉันเงียบทันที
ฉันไม่น่าพูดเลย อุตส่าห์จะนั่งทำแผลเงียบๆ แต่ดันเผลอพูดเรื่อยเปื่อยไปซะแล้ว
“งั้น... ยาแก้แผลเป็นอะไรนั่นนิ้งก็ซื้อให้เราดิ” และพอเห็นว่าฉันเลือกที่จะเงียบ ฉลามดุก็เลยพูดขึ้นมาอีก แต่คราวนี้เหมือนเขาจะต่อรองฉันอีก “แล้วมาทำแผลให้เราทุกวันเลย... ได้มั้ย?”
“ทะ... ทำไมไม่ซื้อเองล่ะ” ฉันพูดด้วยสีหน้าเหวอๆ แล้วเขาก็เงียบไป
“ก็...” เขาเว้นคำให้ฉันรอฟัง แล้วจู่ๆ ก็ฉีกยิ้มออกมา “เราแค่อยากหาเรื่องอยู่กับนิ้งไง”
“...!”
“เป็นไปได้ก็อยากไปเก็บของเธอย้ายมาอยู่ด้วยกันเลย แต่ทำไม่ได้ไง ก็เลยต้องใช้วิธีนี้แหละ” ฉันอ้าปากค้าง ในขณะที่มือที่ถือเบตาดีนอยู่จะถูกมือหนาคว้าเอาไว้ แล้วร่างสูงก็ประสานมือลงมา “เราอยากอยู่กับเธอทุกวินาทีเลยรู้ตัวปะ”
“...!!”
“เอ้า ทำแผลต่อดิ เรารออยู่ ยังเจ็บอยู่เลย” เขาพูดตัดบทอย่างพอใจเมื่อเห็นฉันทำหน้าเอ๋อสุดๆ หลังจากที่ถูกเขาพูดด้วยประโยคนั้น แล้วก็บีบมือฉันแน่นขึ้นอีกต่างหาก ในขณะที่ฉันน่ะ...
อาการเขินฉันดีเลย์อีกแล้ว แต่ตอนนี้หน้ามันร้อนไปหมดเลย
และสุดท้ายฉันก็ไม่มีทางเลือก เลยต้องนั่งทำแผลให้เขาโดยไม่กล้าสบตาร่างสูงอยู่แบบนั้น ฉันไม่มองหน้าเขาเลยตอนที่พันผ้าก็อซรอบแผลให้เขา ถึงแม้ว่าจะรู้สึกตัวว่าฉลามดุจ้องหน้าฉันอยู่ตลอดเวลาก็ตาม
“เสร็จแล้วล่ะ” ฉันพูดกับเขาหลังจากกลัดผ้าก็อซอย่างเรียบร้อย แต่แผลเขาค่อนข้างเล็กเลยคิดว่าที่ตัวเองทำมันเกินตัวไปหน่อย แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะมันจะได้ไม่โดนฝุ่นข้างนอกจนอักเสบ
คิดได้แบบนั้นแล้วก็หยิบกล่องปฐมพยาบาลไปวางไว้ที่อื่น ในขณะที่จะเขยิบไปตั้งหลักในอีกสุดของขอบโซฟา
ฉลามดุสำรวจแผลของตัวเอง เขามองระยะห่างระหว่างที่นั่งของเรา แล้วจู่ๆ ร่างสูงก็ทำสีหน้าไม่ค่อยพอใจขึ้นมา
“แต่เราเจ็บแผลนิดๆ อ่ะ” เขาทำสีหน้าเจ็บปวดในทันที แล้วมองฉันที่นั่งห่างเขามากด้วยสายตาอ้อนวอน “มาดูตรงนี้ให้หน่อย”
ที่ดูก็รู้ว่าแกล้งเจ็บชัดๆ เลย
“ไม่เอาแล้ว” ฉันปฏิเสธ แล้วตั้งท่าจะลุกขึ้น “หนูจะกลับบ้านแล้วนะ”
“รู้ทางกลับเหรอไง?” เขาถามกลับมาทันที แล้วฉันก็เหงื่อตกเมื่อเพิ่งนึกขึ้นได้
จะ... จริงด้วย นี่มันห้องของเขานี่นา
“มะ... ไม่รู้” ฉันก้มลงมองโทรศัพท์ แบตมันหมดน่ะ เพราะงั้นก็เลยโทรให้ส้มหวานมาหาไม่ได้ ตอนที่นั่งมาที่นี่ฉันก็ไม่ได้มองทางเลยเพราะเขาขับเร็วมากจนฉันกลัว และ... นี่มันค่อนข้างจะเป็นทางตันสุดๆ เลย “แล้วบ้านคุณอยู่ที่ไหนอ่ะ ไกลจากหอหนูมากรึเปล่า”
ฉันถามเขาอย่างเป็นกังวล ในขณะที่ร่างสูงจะมองหน้าฉันกลับ แล้วเขาก็ทำสีหน้าบางอย่าง... มันดูเหมือนเขากำลังมีความคิดอะไรอยู่ในหัว
“ไกลดิวะ ไกลมากเลย ขับไปกว่าจะถึงหอเธอวันนี้คงดึก มันอันตราย” ฉันอ้าปากค้างเมื่อเขาพูดแบบนั้นออกมาด้วยสีหน้าตายสนิทเหมือนกับว่ามันไม่ใช่เรื่องร้ายแรง “แต่เธอจะนอนค้างที่นี่ก็ได้”
“...!!”
ขะ... เขาพูดว่าอะไรนะ
“เสื้อเราก็มี หิวเดี๋ยวเราจะหาไรให้กิน นอนไม่หลับเดี๋ยวเราจะเล่นกีต้าร์กล่อม”
“...”
“มีครบกว่านี้ก็สิงห์คะนองนาแล้วครับ”
ฉันเหวอ มองเขาที่ตบที่นั่งที่ยังว่างข้างๆ ด้วยสีหน้าเชิญชวน จะเดินออกจากห้องฉันก็ไม่รู้ทางกลับอยู่ดี และถ้าจะให้ไปนั่งข้างๆ เขาหรือนอนค้างห้องเขาล่ะก็... ฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะถูกทำอะไรบ้าง
“แต่... เราเพิ่งคุยกันได้แค่สองวันเอง” ฉันยืนนิ่ง แล้วพูดกับเขาด้วยสีหน้าตื่นกลัว “แถมคุณก็เป็นผู้ชายนะคะ หนูนอนค้างที่นี่ไม่ได้หรอก”
“...”
“หนูอยากกลับบ้าน”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย เธอก็ไว้ใจเราดิ” ฉลามดุเลิกคิ้ว ดูเหมือนคำตอบของฉันจะไม่ใช่คำตอบที่เขาอยากฟังเท่าไหร่ ก็ใช่อยู่แล้วล่ะ “นี่มันก็จะเย็นแล้ว เป็นผู้หญิงกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ มันอันตรายไม่ใช่เหรอวะ”
“แต่... หนูมีเรียนตอนสี่โมง” ฉันก้มหน้างุด ไม่รู้ว่าจะทำแบบนั้นไปทำไม
“ไม่เห็นต้องเรียนเลย ขาดสักคาบจะเป็นไรไป”
และเมื่อได้ยินฉลามดุพูดแบบนั้นอย่างไม่แยแส ฉันก็นิ่งอึ้งไปในทันที
“...”
“เงียบ? เป็นไร” เขาถามแล้วลุกขึ้นทำท่าจะเดินเข้ามาหา แล้ววินาทีนั้นจู่ๆ น้ำตาของฉันก็ร่วงเผาะลงมาด้วยความอึดอัดจนเขาแทบผงะถอยหลัง “เฮ้ย ร้องไห้เหรอนิ้ง”
จะเพราะใครอีกล่ะ ก็เขานั่นแหละ
“ฮือ นิ้งอยากกลับบ้าน... ให้นิ้งกลับบ้านเถอะนะ” ฉันชอบเรียกชื่อแทนตัวเองเวลาที่อยากจะอ้อนวอนใครสักคนแบบสุดตัว นั่นก็เพราะฉันอยากกลับบ้านมากจริงๆ
“... นิ้ง”
“ฮึก... นิ้งอยากกลับบ้าน พานิ้งกลับบ้านได้มั้ย”
“โธ่เว้ย!”
“หิวอะไรมั้ย?”
“มะ... ไม่” ฉันตอบเสียงตะกุกตะกัก หลังจากที่ฉันร้องไห้แล้วฉลามดุก็สบถออกมาเสียงดังลั่นห้อง เขาก็ลากฉันเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้ ก่อนที่จะลากฉันมานั่งข้างนอกแล้วส่งผ้าให้ฉันเช็ดหน้าตัวเอง จนตอนนี้ฉันชักไม่แน่ใจว่าเขาเห็นฉันเป็นเด็กหรือเขายังเจ็บแขนอยู่จริงๆ มั้ย
“แล้วจะร้องไห้ทำไม” เขาถอนหายใจหนัก เหมือนโล่งใจที่เห็นฉันหยุดร้องไห้ได้ “เราตกใจหมด”
“...”
“นึกว่าเธอเป็นอะไร” ฉันมองเขาผ่านผ้าเช็ดหน้า ดูฉลามดุมีสีหน้าจริงจังจนน่ากลัวเลย จนเขาเงยหน้าขึ้นสบตาด้วยฉันถึงได้หลบสายตาไปทางอื่น “เออ เมื่อกี้เธอยังไม่ได้กินไรเลยนี่ เพราะมีเรื่องกับไอ้เด็กพวกนั้น”
ฉันเงียบ หันกลับไปมองเขาที่ยกนาฬิกาขึ้นมาดู
“แล้วนี่ก็เพิ่งบ่ายสอง เดี๋ยวเราพาไปหาไรกิน” พูดจบร่างสูงก็ผุดลุกขึ้น มองฉันที่มองหน้าเขากลับอย่างงุนงงแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากมือฉันก่อนที่จะโยนทิ้งไปทางอื่นอย่างไม่แยแส ในขณะที่จะคว้าข้อมือฉันแล้วดึงให้ลุกขึ้นยืน “บ่ายสองแล้วไม่ได้กินอะไรได้ไง”
“แต่... อะ” ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พูดอะไร ต้นแขนก็ถูกเขากระชากแล้วดึงทึ้งให้เดินไปด้วยกัน ฉลามดุล็อกห้องอย่างรวดเร็ว แล้วลากแขนฉันลงไปที่ชั้นล่างโดยไม่พูดอะไรอีก จนมาถึงชั้นจอดรถแล้วเขาก็เดินไปสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง
ฉันมองเขาที่ไม่ยอมพูดอะไรเลยด้วยสีหน้าตื่นกลัว พอเขาขับมาทางนี้ฉันก็ผงะถอยหลังไปนิดหน่อย จนฉลามดุที่หยุดรถมองฉันนิ่งๆ ก็เริ่มทำอะไรบางอย่าง
“ร้องไห้อีกแล้วเหรอ” ร่างสูงยกหลังมือขึ้นมาเช็ดคราบน้ำตาให้ฉันที่หางตาเบาๆ ฉันชะงักไป สงสัยเพราะฉันเช็ดออกไม่หมด ก่อนที่เขาจะสวมหมวกกันน็อคให้โดยไม่ทันตั้งตัว “ขอโทษนะที่เอาแต่ใจจนเธอร้องไห้ ขึ้นรถดิ”
“ฉะ หนูไม่ได้...” ฉันตั้งท่าจะแย้ง แต่ก็เงียบเสียงลงแล้วเดินมุ่ยหน้าไปนั่งข้างหลังอย่างว่าง่าย
ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะเขาสักหน่อย
“โอเค เดี๋ยวพาไปหาอะไรกิน เธอจะได้ไม่ร้องไห้อีก” เขาออกตัวรถออกไป แต่คราวนี้ไม่เร็วเหมือนตอนที่ขับมาที่นี่แล้ว ไม่รู้ทำไม... เหมือนเขากำลังเอาใจฉันอยู่เลย “อยากกินอะไรบอกนะ เดี๋ยวเลี้ยง”
“มะ... ไม่เป็นไร”
“เออน่า เดี๋ยวเลี้ยงเอง” เขาพูดซ้ำอีกครั้ง แล้วเลี้ยวรถไปอีกทาง ฉันมองแผ่นหลังของเขาแล้วก็ถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำยังไง
แต่ก็นะ... ชักเริ่มหิวขึ้นมาจริงๆ แล้ว
[พาร์ท : ฉลามดุ]
ผมจอดรถข้างทางเมื่อเห็นร้านอาหาร
มันเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว ผมเห็นว่ามันง่ายๆ ดีเลยจอดรถ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่คนตัวเล็กข้างหลังลงมาจากรถแล้วถอดหมวกกันน็อคออกอย่างทุลักทุเล เหมือนจะกลัวผมแกะออกให้เหมือนเมื่อวาน
เธอส่งหมวกกันน็อคให้ผมด้วยสีหน้าไร้เดียงสา น่ารักชิบหายเลยว่ะ
“หิวเหรอ? รีบลงเนอะ” ผมหยอกเย้า แล้วเธอก็ทำหน้ามุ่ย
“หะ... หิวแล้ว” เธอพูดสั้นๆ แล้วหมุนตัวไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยว ท่าทางเหมือนงอนๆ ผมอยู่นิดหน่อย แล้วผมก็ดีใจที่เธอไม่เรื่องมากอย่างที่คิด
“เส้นเล็กน้ำตกนะคะ” ขนาดหันไปสั่งคนทำยังน่ารักเลยว่ะ คิดดูละกัน
“เอาเหมือนกันสองที่นะป้า” ผมเองก็สั่งเหมือนกัน ก็อยากกินอะไรเหมือนๆ คนที่ชอบบ้าง มันออกจะน่ารักดีว่ามั้ย
แต่พอคะนิ้งหันมามองผมด้วยสีหน้าเหวอนิดๆ เหมือนจะถามทางสายตาว่าผมจงใจสั่งเหมือนเธอทำไม ผมก็เลยยักไหล่แล้วลากเธอให้ไปนั่งที่โต๊ะด้านหน้า
“รีบสั่งเลยว่ะ ไม่รอกันเลย” พอนั่งลงผมก็แซวเธออีก คะนิ้งหน้าแดงขึ้นมาทันที เห็นเธอเลือกไปนั่งฝั่งตรงข้ามผมด้วย สงสัยคงยังกลัวอยู่ หรือไม่ถ้าเป็นแบบที่ผมคิดไปเองก็คือเธออยากมองหน้าผมให้ถนัดขึ้น “สงสัยจะหิวมาก เราเชื่อแล้ว”
“...!”
“หิวจนขนาดต้องร้องไห้เลย น่ารักดี” คะนิ้งหน้าแดงแล้วหน้าแดงอีก ผมกลั้นยิ้มจนเจ็บปากไปหมดแล้วให้ตายเหอะ ผู้หญิงอะไรวะแม่ง ขนาดเขินยังน่ารัก ร้องไห้ก็ยังน่ารัก ทำหน้าบึ้งก็ยังน่ารัก จะทำให้ชอบให้หลงไปถึงไหนวะ “จะเอาของเราไปก่อนมั้ย เดี๋ยวเราสั่งเพิ่มอีกก็ได้”
“พะ... พอแล้ว” เสียงเธอเบามาก ผมก็เลยเอียงหน้าเข้าไปหาอย่างพยายามเงี่ยหูฟัง “ตอนนั้นไม่ได้ร้องไห้เพราะหิวสักหน่อย”
“...”
“ก็... ก็คุณบอกให้นอนค้างที่ห้องคุณอ่ะ หนูเป็นผู้หญิงก็เลยกลัว” เธอพูดเสียงเบามาก แต่ผมได้ยินชัดทุกคำ แล้วอยู่ๆ ก็รู้สึกผิดขึ้นมา
เออว่ะ สงสัยผมจะรีบร้อนเกินไปจริงๆ แหละมั้ง
“เราขอโทษละกัน เราแค่แกล้งเธอเล่นๆ” ผมโกหก ความจริงตอนนั้นผมคิดจริงจังเลยด้วยซ้ำ ใครจะไม่อยากอยู่ใกล้ๆ ผู้หญิงที่ชอบบ้างวะ “ไม่คิดว่าจะทำเธอร้องไห้ เราผิดเองที่เร่งเธอเกิน”
“...”
“เราจะไม่ทำให้เธอร้องไห้แล้ว หายโกรธเราได้ยัง?” คะนิ้งก้มหน้างุด เธอไม่กล้าสบตาผมเพราะผมมองหน้าเธอแบบโคตรเว้าวอนสุดๆ เท่าที่ผู้ชายอย่างผมจะทำได้ คิดว่าพูดแค่ปากมันคงไม่พอ ผมจะต้องแสดงให้เธอเห็นด้วยว่าผมทำได้ไม่ใช่แค่พูด
“...”
“งั้นถ้าเธออยากได้อะไรบอกเราเลยดิ” สุดท้ายวิญญาณป๋าก็เข้าสิง ผมพูดพร้อมกับยืดอก ในขณะที่คะนิ้งเงยหน้าขึ้นมามองผมทันที “จะขออะไรเราให้ทุกอย่างเลย แทนคำขอโทษละกัน”
เธอทำสีหน้าครุ่นคิด ก่อนที่จะส่ายหน้า “ไม่เอาหรอก”
“อะไรนะ”
“หนูไม่อยากได้อะไรหรอก” เธอสบตาผม “แค่คุณเลี้ยงครั้งนี้หนูก็เกรงใจจะแย่แล้ว ไม่ได้อยากได้อะไรไปมากกว่านี้”
ผมนิ่งไปเมื่อได้ยินแบบนั้น มองเธอที่มองชามก๋วยเตี๋ยวของตัวเองที่วางลงตรงหน้าด้วยสีหน้าซื่อๆ เหมือนไม่รู้ว่าคำพูดเมื่อกี้ของตัวเองจะทำให้คนฟังใจเต้นขนาดไหน ก่อนที่คนตัวเล็กจะกินแบบไม่ปรุงเลย เธอคงไม่ชอบกินเผ็ด แต่ทำไมก็ไม่รู้ว่ะ
ผมมีความสุขโคตรๆ เลย จะน่ารักไปถึงไหนวะนิ้ง จะทนไม่ไหวแล้วนะเว้ย
“ได้แล้วครับ” ผมชะงักเมื่อเด็กเสิร์ฟที่เป็นผู้ชายวางชามก๋วยเตี๋ยวลงตรงหน้า มัวแต่มองหน้าผู้หญิงตรงหน้าเพลินจนลืมมองมันไปเลย เห็นเมื่อกี้ไอ้เด็กเวรนี่มันมองหน้านิ้งอยู่ด้วย มองนานมาก เหมือนเธอสวยจนสะกดสายตาคนรอบข้าง
และคงไม่ได้มีแค่มัน
ผมเงยหน้ามองมันที่หันกลับไป ถอนหายใจหนักอย่างรำคาญแล้วเริ่มตักเครื่องปรุงใส่อย่างไม่อยากคิดอะไรมาก ผมตักพริกป่นมาช้อนใหญ่ๆ และคะนิ้งก็มองมันพร้อมกับทำหน้าเหวอ
ผมเป็นคนชอบกินเผ็ดแบบจัดๆ ไง สะใจดี
“มองไร?” ผมเลิกคิ้วถาม แล้วเธอก็สั่นหน้า
“เปล่านะ” เธอยอมกินเงียบๆ ในขณะที่ดวงตานั้นก็จ้องมองผมที่ตักเครื่องปรุงใส่ในปริมาณมากอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งผมคนมันเข้าด้วยกันแล้วยกกิน เธอก็ยังคงจ้องผมด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นอยู่แบบนั้น
ผมมองเธอกลับ แล้วคะนิ้งก็รีบหลุบตาลงมองชามของตัวเองเหมือนถูกจับได้
“ลองกินมั้ย” ผมกระตุกยิ้มแล้วตัดสินใจถามเธอ แล้วคะนิ้งก็มองหน้าผม
“เอ่อ... ได้เหรอ” ผมตักมันใส่ช้อนเล็กแล้วยื่นไปจ่อที่ปากของเธอโดยไม่พูดอะไร คะนิ้งมองมัน แล้วก็ช้อนสายตาขึ้นมองผม “เผ็ดมั้ยอ่ะ”
“นิดหน่อย” ผมคิดงั้นจริงๆ แต่ไม่รู้จะเผ็ดสำหรับเธอรึเปล่า “ลองกินดู เดี๋ยวป้อน”
เธองับช้อนในมือผมแบบไม่ต้องคิด ผมนิ่งไป ก่อนที่คะนิ้งจะสำลักออกมาทันที
“ผะ... เผ็ด” เธอพึมพำแล้วมองหาน้ำด้วยสีหน้าแดงจัด ผมเบิกตากว้างอย่างตกใจ ไม่คิดว่ามันจะเผ็ดขนาดนั้น จนต้องหันไปสั่งน้ำให้เธอเอง
“น้อง! เอาน้ำให้หน่อย” เด็กเสิร์ฟคนเดิมทำสีหน้าลนลานในขณะที่หยิบขวดน้ำเย็นมาให้อย่างรวดเร็ว มันตั้งท่าจะป้อนคะนิ้งด้วยทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ขอ ผมก็เลยกระชากขวดน้ำออกมาแล้วเปิดฝาป้อนคะนิ้งเอง
ร่างเล็กมีสีหน้าดีขึ้นแล้ว แต่ตาผมกลับจ้องเขม็งไปที่เด็กเสิร์ฟเวรนี่อย่างหงุดหงิดด้วยสายตาประมาณว่า ‘คนนี้ของกู อย่ามาแตะ’ มันก็เลยทำหน้าเหวอแล้วเดินหลบฉากไปที่อื่นอย่างรวดเร็ว
ผมโมโหมาก ตั้งแต่เริ่มแดกยันจ่ายเงิน
จนตอนนี้ผมขับรถมาส่งนิ้งที่หน้ามหาลัยก็ยังหงุดหงิดไม่หาย นี่ถ้าไอ้เด็กเสิร์ฟนั่นมันทำมากกว่านั้นนะผมจะไม่ทำอะไรมันหรอก เชื่อดิ แต่จะพังร้านแม่งเลย
คะนิ้งยังมีท่าทางงุนงงไม่หาย ตอนที่เธอลงจากรถแล้วส่งหมวกกันน็อคให้ผม ผมพยายามแล้วที่จะไม่หงุดหงิดใส่เธอ แต่ก็เผลอกระชากหมวกกันน็อคมาอย่างรุนแรงนิดหน่อย นิ้งเซไปนิดๆ แล้วผมก็คว้าเอวเธอไว้อย่างเพิ่งรู้สึกตัว
“เฮ้ย ขอโทษ” เธอทำหน้าเหวอ ส่วนผมก็ได้แต่ขยี้หัวแรงๆ ในขณะที่จะผละมือออกเมื่อเธอทรงตัวได้แล้วร่างเล็กก็ดันมือผมออก “เราโทรไปหาส้มหวานอะไรนั่นของเธอแล้วนะ เดี๋ยวเพื่อนเธอจะตามมาทีหลัง”
ใช่ เพราะโทรศัพท์ของคะนิ้งแบตหมดผมก็เลยอาสาจะโทรหาเพื่อนเธอให้ ถึงแม้ตอนแรกเธอจะมีท่าทีไม่เต็มใจ แต่สุดท้ายเธอก็ไม่มีทางเลือกเลยให้ผมโทรให้อยู่ดี
ถึงผมจะหงุดหงิด แต่เธอก็คือที่หนึ่งในใจผมนะรู้ตัวไว้ซะด้วย
“อะ... โอเค” เธอพยักหน้า “งั้นหนูไปแล้วนะคะ ขอบคุณที่เลี้ยงก๋วยเตี๋ยวค่ะ”
เธอพูดขอบคุณเสร็จก็พร้อมจะหมุนตัวหนีเข้ารั้วมหาลัย แล้ววินาทีนั้นผมก็เห็นว่าผู้ชายที่เดินเข้าออกประตูหน้ามหาลัยเอาแต่มองตัวเล็กๆ ที่สมส่วนของคะนิ้งแบบไม่วางตา ก็เธอสวยแถมยังน่ารัก ความหงุดหงิดของผมก็เลยยิ่งเพิ่มขึ้นไปแบบทวีคูณ
“เดี๋ยว” และพอคิดได้แบบนั้นผมก็คว้าแขนเธอให้คะนิ้งหันมาเผชิญหน้าด้วย เธอเบิกตากว้าง ในขณะที่ผมจะกุมมือเธอไว้แน่น “เราเข้าไปรอด้วยได้มั้ยวะ?”
“หะ... หา”
“เราไม่อยากให้เธอนั่งคนเดียว ผู้ชายไม่น่าไว้ใจเยอะแยะ” ผมตัดสินใจที่จะพูดออกมาด้วยเจตนาตรงๆ ในขณะที่เลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้คะนิ้งที่แทบผงะหนี “พูดง่ายๆ คือเราหวงเธอ”
“...!”
“เราไม่อยากให้ใครจีบเธอทั้งนั้นอ่ะ แค่มองก็ไม่ชอบ”
“...”
“ให้เราไปเฝ้าเธอได้มั้ยวะ เดี๋ยวเย็นนี้เราไปส่งที่หอ สัญญาว่าจะไม่ทำอะไร”
“...”
“สาบานเลยก็ได้”
ผมก็แค่อยากอยู่ใกล้ๆ เธอแค่นั้นว่ะ เอาจริงๆ
[จบพาร์ท : ฉลามดุ]
สุดท้ายฉันก็เลยต้องจำใจให้ฉลามดุมานั่งรอส้มหวานด้วยกัน
ถึงแม้ว่าฉันจะแอบกลัวๆ อยู่บ้าง แต่ฉันเป็นคนไว้ใจคนง่าย ดูแล้วฉลามดุก็แค่ใจร้อนแต่เขาก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร ฉันก็เลยพอจะคลายความกลัวลงได้บ้างนิดหน่อย
แต่... แต่ฉันก็ยังไม่ได้ชอบเขาหรอกนะ
“นิ้งนี่เนื้อหอมว่ะ” ฉันสะดุ้งเมื่อนั่งอยู่ด้วยกันดีๆ ฉลามดุก็โพล่งขึ้นมา นานแล้วที่เขาจอดรถแล้วเดินลากฉันเข้ามานั่งด้วยกันที่ม้าหินอ่อนหน้ามหาลัย มีแต่คนมองมาทางนี้ทั้งนั้น เขาก็เลยพูดมันขึ้นมาด้วยสีหน้าหงุดหงิดแบบนี้
“นะ... เนื้อหอม?” ว่าแต่... เขาพูดอะไรอ่ะ เนื้อหอมเหรอ ฉันเนื้อหอมตรงไหน? “ไม่เห็นเนื้อหอมเลย”
“นี่ไม่รู้ตัวเลยเหรอ” เขาหันมาทำสีหน้าไม่พอใจใส่ฉัน แล้วอยู่ๆ ก็ชี้ไปรอบๆ จนคนที่มองเราอยู่ต้องชะงัก “ก็เห็นอยู่ว่าพวกผู้ชายมองแต่เธอ”
“...”
“เราหงุดหงิดจะตายอยู่แล้วเนี่ย” เขาเลื่อนมือข้างนั้นมากอดอก ฉันก็เลยอึดอัดจนไม่รู้จะพูดอะไร ก็เขาอาจจะแค่มองมาทางนี้เฉยๆ ก็ได้นี่นา ก็ฉลามดุน่ะสะดุดตาคนจะตาย ดูเขาเถื่อนๆ แบบนี้แต่เขาก็หน้าตาดีนะ “เธอช่วยน่ารักน้อยลงหน่อยได้ปะ”
“...”
“ช่วยทำตัวให้น่ารักน้อยลงหน่อย คนมอง ไม่ชอบ”
ละ... แล้วจะให้ฉันทำยังไง นี่เขาพูดอะไรเนี่ย
“... ไม่เข้าใจที่คุณพูดเลย”
“ก็เธอน่ารักไง ไม่รู้เหรอ... คนอื่นเขาก็มองเธอไง มองแบบที่เรามองอ่ะ เราไม่ชอบ โคตรไม่ชอบ” ฉันทำสีหน้าตกใจเมื่อเขาพูดยืดยาวใส่ แล้วสีหน้าของฉลามดุก็ดูจะฉุนจัดเอามากๆ “บอกแล้วไงว่าเราหวง ไม่ได้เป็นอะไรก็หวง เข้าใจยัง”
อะ โอ้ย
“ขะ... เข้าใจก็ได้” ฉันแทบจะเบะหน้าอยู่ตรงนั้นเพราะพูดอะไรไม่ออก เขาพูดตรงเกินไปแล้วนะ ฉันทำตัวไม่ถูกอีกแล้วเพราะคำพูดของเขาเนี่ย “เค้าอาจจะมองเฉยๆ ก็ได้นะ ก็คุณ...”
“อะไร”
“ก็คุณ... ก็ไม่ได้แย่ ผู้หญิงก็มองคุณเหมือนกัน... นะ” ท้ายประโยคเสียงฉันเบาลงเพราะจู่ๆ ฉลามดุก็คว้าหมับเข้าที่ต้นแขน แล้วดึงให้เข้ามาใกล้ๆ จนใบหน้าของเขาอยู่ใกล้ปลายจมูกของฉันมาก แล้วร่างสูงก็เริ่มกระซิบ
“หึงเหรอ” ฉันเบิกตากว้างสุดๆ ในขณะที่จะมองไปทางอื่นอย่างเลิ่กลั่ก คนอื่นเค้ามองมาที่เรากันหมดแล้วนะ
“มะ... ไม่ได้หึง”
“แล้วพูดทำไมว่าผู้หญิงมองเยอะ” ฉันทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อเขาถามออกมาตรงๆ อย่างไม่คิดจะปล่อยคำถามทิ้งง่ายๆ ฉันอ้าปากจะตอบ แต่ต่อมาก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาทางที่นั่งของเราทั้งคู่จนฉันต้องเม้มปากเข้าหากันอย่างตกใจ
เธอเป็นผู้หญิงที่ดูสวยน่ารักมากคนหนึ่ง ฉันจำได้ลางๆ ว่าเธอเป็นดาวคณะนิเทศน์ แต่เธอไม่ได้สนิทกับฉันนี่ เราแทบไม่ได้คุยกันด้วยซ้ำ
“ดีจ้ะ” เธอมองฉลามดุสลับกับฉันแล้วคลี่ยิ้ม
“เอ่อ... ค่ะ” ฉันทำหน้าตื่นเมื่อเธอหันมาทักทายอย่างเป็นกันเอง ก่อนที่ร่างบางจะหันไปอีกฝั่ง เหมือนเธอไม่ได้จงใจจะทักฉันตั้งแต่แรกแล้ว
“ชื่อไรเหรอ” แล้วพูดกับผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉัน วินาทีนั้นเขาคลายมือออก ส่วนฉันก็ดันตัวเองออกไปแล้วนั่งหันหน้าไปอีกทาง ไม่รู้ว่าเขาทำสีหน้าแบบไหน แต่ที่รู้ๆ ก็คือฉลามดุไม่ยอมตอบผู้หญิงคนนั้นกลับไปเลยจนเธอต้องถามย้ำ “นี่ นายอ่ะชื่อไร”
“ฉลามดุ” ฉันได้ยินเสียงเขาตอบสั้นๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็รู้สึกแย่ขึ้นมา
ความจริงเขาจีบฉันอยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงยอมตอบง่ายๆ เลยล่ะ หรือว่าที่เขาจีบฉันอยู่ฉลามดุจะไม่ได้จริงจังกันนะ
แต่ไม่รู้จะคิดเห็นแก่ได้แบบนั้นไปทำไม ยังไงสถานะเราก็เป็นแค่คนรู้จัก อีกอย่างฉันก็กลัวเขามาก ถ้าเขาจะไปคบกับใครคุยกับใคร มันก็ดีไม่ใช่เหรอ
“มีไลน์มั้ย เบอร์ก็ได้ เราชอบลุคนายอ่ะ” ฉันถึงกับเหวอเมื่อเธอพูดออกมาได้ตรงมาก ไม่คิดว่าจะพูดตรงขนาดนี้ แล้วก็ไม่คิดด้วยว่าดาวคณะจะชอบผู้ชายประมาณนี้ จนต้องหันกลับไปมองเธอที่ตอนนี้ก็หันมาจ้องหน้าฉันอยู่เหมือนกัน
ฉันหันไปมองคนตัวสูงข้างตัว แล้วก็เห็นว่าเขากำลังเลิกคิ้ว
“ชอบเหรอ?” เขาทวน “ชอบตรงไหน หน้า? หรือที่สัก?”
“ทุกอย่าง” เธอหันมาตอบเขาในทันที ส่วนฉันก็ตั้งท่าจะลุกหนีออกไปเพราะรู้สึกว่าตัวเองจะค่อนข้างเป็นส่วนเกินในบทสนทนานี้ไปแล้ว
หมับ
แต่ว่า
ฉลามดุกลับคว้าเอวของฉันไว้แล้วดึงให้นั่งลงข้างๆ เขาไหล่ชิดไหล่อย่างทันท่วงที ในขณะที่จะกอดเอวฉันเอาไว้แนบอกท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองมา หรือแม้แต่ผู้หญิงที่ยืนขอเบอร์เขาอยู่ตรงหน้าด้วย
แล้วร่างสูงก็ทำให้ฉันแทบลืมหายใจด้วยประโยคนี้
“แต่เรามีแฟนแล้ว แฟนเราขี้หึงมากด้วย โทษทีนะ”