ตอน 2

“วันนี้มันมาหาลูกอีกแล้วเหรอ” ฉันไม่คาดคิดเลย ว่านี่จะเป็นประโยคแรกที่ได้ยินหลังจากที่กลับบ้านมาเหนื่อยๆ

เจ้าของประโยคนั้นก็คือพ่อของฉันเอง ท่านหยุดชะงักงานที่กำลังนั่งทำอยู่เพื่อเงยหน้าขึ้นมาพูดกับฉัน แววตาและน้ำเสียงนั้นราวกับไม่พอใจอะไรสักอย่าง

“พ่อหมายถึงอะไรคะ” เปิดปากถามอย่างหยั่งเชิง ทั้งๆ ที่พอจะเดาออกว่าเรื่องไหนมันทำให้พ่อเกิดอาการไม่พอใจอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้

“มีคนบอกพ่อ ว่าวันนี้มันมากินข้าวกับลูกที่โรงพยาบาล”

ขาเม้าท์นี่รายงานพ่อฉันได้รวดเร็วมากเลยจริงๆ รู้ดีไปซะหมด เผลอๆ รู้ดีกว่าเรื่องของตัวเองด้วยซ้ำ

“คนที่บอกนี่ใช่หลินหรือเปล่าคะ” แก๊งชะนีขาเม้าท์ที่ว่าก็มีหลินนี่แหละเป็นตัวนำ เหตุผลที่เธอใส่ใจเรื่องของฉันมากขนาดนี้ก็เพราะว่าเราไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไหร่

ฉันกับหลินเรียนร่วมห้องกันมาตั้งแต่เด็กยันโต ดูเหมือนเราจะเป็นเพื่อนรักกันใช่ไหมล่ะ...แต่ไม่หรอก หลินพยายามที่จะแข่งกับฉันในทุกๆ เรื่อง และพยายามที่จะเอาชนะฉันทุกอย่าง ไม่ว่าฉันจะอยากเป็นอะไร หรืออยากเรียนที่ไหนหลินก็จะตามฉันไปทุกที่ยิ่งกว่าเจ้ากรรมนายเวรเสียอีก

บางทีฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าหลินทำไปเพื่ออะไรกันแน่ และทุกครั้งที่เกิดเรื่องแย่ๆ ขึ้นกับฉัน หลินก็เป็นตัวต้นเหตุทั้งนั้น ยกตัวอย่างเรื่องที่ฉันทะเลาะกับพ่อก็เป็นหลินนั่นเองที่นำเรื่องปลอมๆ มาเล่าให้พ่อฉันฟัง หนำซ้ำยังคอยพัดไฟให้โหมกระพือ จนตอนนี้พ่อแทบไม่ฟังคำอธิบายอะไรจากปากฉันแล้ว

“ข้าวหอมยังไม่ตอบพ่อเลยนะลูก ว่าวันนี้มันมาหาอีกแล้วใช่มั้ย” น้ำเสียงของพ่อเริ่มเข้มขึ้นเล็กน้อย บ่งบอกได้ชัดเจนเลยว่าท่านเริ่มอารมณ์ไม่ดี และใกล้จะหมดความอดทนเต็มที

“ใช่ค่ะ เราก็แค่กินข้าวด้วยกัน ไม่ได้ทำอะไรเสียหายสักหน่อย” ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของฉันตอนนี้แสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยหน่ายเต็มเปี่ยม “พ่อก็รู้ว่าหลินไม่ชอบข้าว แล้วยังจะเชื่อคำพูดของเธออีกเหรอคะ”

“พ่อไม่ได้เชื่อข่าวลือบ้าๆ นั่นทั้งหมดหรอกนะ พ่อก็แค่เป็นห่วงลูก” กระแสน้ำเสียงของพ่อถูกปรับลงมาอยู่ในโทนปกติเพื่อคุยกับฉันดีๆ “ถ้าข้าวหอมไม่อยากตกเป็นขี้ปากของใคร ลูกก็ต้องอยู่ห่างๆ ผู้ชายคนนั้นเอาไว้”

“ข้าวรู้ค่ะว่าควรทำยังไง” ‘แต่เขามายุ่งกับข้าวเอง’ ประโยคนี้ฉันเลือกที่จะพูดกับตัวเองในใจ เพราะกลัวว่าพ่อจะไปหาเรื่องพี่แบล็คถึงที่ เนื่องจากท่านก็เคยทำมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่โชคดีที่พี่แบล็คไม่อยู่ร้าน ฉันก็เลยโทรให้ ‘พี่ขอบฟ้า’ พี่ชายแท้ๆ ของฉันไปห้ามพ่อเอาไว้และพาท่านกลับบ้าน

“ก็ดีแล้ว พ่อไม่อยากได้คนแบบนั้นเป็นลูกเขยหรอกนะ”

“ถ้าเรื่องที่พ่อจะคุยมีแค่นี้งั้นข้าวก็ขอตัวก่อนนะคะ” ฉันรีบตัดบทสนทนาทุกอย่าง เท้าเล็กทั้งสองข้างรีบมุ่งตรงไปที่บันไดเพื่อขึ้นไปยังห้องนอนของตัวเอง

ทันทีที่บานประตูปิดลงฉันก็กดล็อกลูกบิด ก่อนจะเดินไปทรุดนั่งลงที่ปลายเตียง และถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

สาเหตุที่พ่อไม่ชอบพี่แบล็คขนาดนี้ก็เพราะว่าเขาเป็นช่างสัก พ่อก็เลยตัดสินเอาเองว่าพี่แบล็คเป็นคนไม่ดี ทั้งๆ ที่อาชีพนี้มันก็สุจริต แถมยังมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ฉันเองก็เคยเห็นมากับตาแล้ว เพราะพี่แบล็คเล่นแปะโชว์หราอยู่กลางผนังร้านซะขนาดนั้น

อีกอย่างตั้งแต่ที่พี่แบล็คตามจีบฉัน เขาก็ไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวหรือลวนลามอะไรสักหน่อย มีบ้างที่พูดจาแทะเล็มทว่าพอฉันแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ใส่เขาก็หยุด เพราะรู้ว่าฉันเริ่มไม่โอเคแล้ว

โดยรวมนิสัยเขาก็ถือว่าดีอยู่นะ…

[จบบันทึกพิเศษ: ข้าวหอม]

[บันทึกพิเศษ: แบล็ค]

เสียเงินเป็นแสน แขนไม่ได้จับ…

ประโยคนี้แม่งโคตรเหมาะกับผมมากเลยจริงๆ คือผมน่ะแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่งมาปีกว่าแล้ว ตามหยอดและตามขายขนมจีบให้กับเธอตั้งแต่ตอนที่น้องสาวผมยังโสด จนปัจจุบันนี้ ‘สโนว์ไวท์’ มีแฟนแซงหน้าผมไปแล้ว

และแฟนที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ ‘นาวา’ เพื่อนสนิทของผมเอง

ถ้ากล่าวถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมชอบข้าวหอม ก็เป็นเพราะว่าวันนั้นผมมีเรื่องกับอริที่ร้านเหล้าเลยถูกมันแทงเข้าให้ จนเพื่อนและรุ่นน้องต้องพาผมส่งโรงพยาบาล ซึ่งก็ได้ข้าวหอมนี่แหละที่เป็นคนทำแผลให้...

“เจ็บนิดนึงนะคะ” ขณะพูดมือเล็กก็บรรจงใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดรอบบาดแผล ที่เกิดจากการถูกแทงตรงบริเวณสีข้างไปด้วย

เมื่อราวครึ่งชั่วโมงก่อนผมไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อนและรุ่นน้องที่ร้านประจำ แต่พอคู่อริของผมก้าวเท้าเหยียบเข้ามาในร้านมันก็เกิดเรื่องขึ้น และขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ผมไม่ได้เป็นคนเริ่ม มันน่ะวอนหาตีนกันเอง ทว่าพอสู้ด้วยหมัดไม่ได้มันก็เลยเลือกที่จะใช้อาวุธแทน

ระหว่างที่กำลังวางมวยกันอยู่นั้น ผมเองก็ไม่ทันระวังตัวจึงถูกปลายคมมีดตวัดเข้าที่สีข้าง เท่านั้นแหละ...วงแตก

ตอน 3

เพื่อนและรุ่นน้องก็เลยช่วยกันพาผมมาส่งโรงพยาบาล จากที่มองดูแผลมันก็ไม่ได้ลึกมากอะไร เหมือนจะแค่ถากๆ ด้วยซ้ำ

แต่เลือดนี่สิ...ไหลไม่หยุดเลยไอ้เวร

“พี่ผมจะตายมั้ยครับคุณพยาบาล” ดวงตาคมตวัดขวับไปมองคนที่โพล่งประโยคนั้นขึ้นมา ซึ่งเจ้าตัวก็ทำเป็นเมินเฉยโดยไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร

“ไม่ค่ะ แค่ถากๆ เอง” คุณพยาบาลอมยิ้มเล็กน้อย ขณะเดียวกันมือบางก็เอื้อมไปหยิบสำลีอีกก้อนมาเช็ดรอบบาดแผลให้ ความแสบจี๊ดๆ ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผมเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบด้วยการสะดุ้ง เพราะจู่ๆ เธอก็จิ้มสำลีลงมาโดยที่ผมยังไม่ทันได้ตั้งตัว

“งี้ผมก็อดกินข้าวต้มเลยดิ” นอกจากจะไม่ช่วยทำแผลแล้ว มันก็ยังจะมีหน้ามาแช่งผมอีก

คือคาดหวังให้กูตายเพื่อจะได้แดกข้าวต้มเนี่ยนะ? ประเสริฐจริงๆ ไอ้น้อง!!

“ปากหมานะมึงเนี่ยไอ้ไอซ์ กลับบ้านไปได้แล้วไป” มือหนายกขึ้นโบกไล่รุ่นน้องคนสนิทที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว เพราะคนอื่นๆ นั้นหลังจากที่ส่งผมถึงมือหมอแล้วพวกมันก็เผ่นแน่บหนีกลับบ้านกันหมด

ค่าเหล้าก็ไม่ทิ้งไว้ นี่ความเหี้ยมันอยู่ตรงนี้

“แล้วพี่จะกลับยังไง มอไซค์ก็ยังอยู่ที่ร้านหนิ” ไอซ์ย้อนถาม ผมเองก็ลืมไปเสียสนิทว่ารถของตัวเองยังจอดอยู่ที่ร้านเหล้า เพราะตอนมาโรงพยาบาลก็นั่งรถยนต์ของเพื่อนอีกคนมา

“มึงเอามอไซค์มึงมาใช่มั้ย งั้นทิ้งไว้ให้กู” พอจำได้อยู่ว่าไอซ์มันขับรถตามมาทีหลัง ดังนั้นมอเตอร์ไซค์ของมันก็คงจะจอดอยู่ที่นี่ด้วย

“แล้วผมกลับไงอะ”

“มึงมีขามั้ย?” แม้จะเป็นเพียงคำพูดสั้นๆ ทว่าคนที่ยืนอยู่ข้างเตียงก็รู้ความหมายในประโยคนั้นได้เป็นอย่างดี

“พูดเป็นเล่น พี่จะให้ผมเดินกลับเหรอ?” ไอซ์ย้อนถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ระยะทางจิ๊บๆ” ผมทำไม้ทำมือระหว่างที่พูด หางตาก็สังเกตเห็นว่าคุณพยาบาลที่กำลังใช้ผ้าก๊อซปิดแผลพยายามกลั้นรอยยิ้มอยู่

แต่พยาบาลคนนี้ก็น่ารักดีนะ อันที่จริงเธอทำให้ผมสะดุดตาตั้งแต่ตอนที่เดินเข้ามาทำแผลให้แล้วล่ะ แค่ช่วงนั้นมันชุลมุนวุ่นวายเพราะเพื่อนๆ ก็เลยไม่ได้โฟกัสอะไรมากมาย ทว่าเวลานี้พอได้มองชัดๆ แล้ว ผมว่าเธอก็น่าสนใจดี

“อะแฮ่ม!” เหมือนไอ้น้องเวรมันจะรู้ ว่าผมกำลังมองจ้องไปที่เธอ เลยกระแอมไอเสียงดังเพื่อเรียกสติผมให้กลับมา

“เรียบร้อยแล้วค่ะ พยายามทายาบ่อยๆ แล้วก็ระวังอย่าให้แผลโดนน้ำนะคะ” ยิ่งคุณพยาบาลเงยหน้าขึ้นมาสบตา ผมก็ยิ่งละสายตาไปจากใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มนั้นไม่ได้เลย “เดี๋ยวเชิญไปรับยาและชำระเงินได้ที่ช่องสองได้เลยนะคะ”

รอยยิ้มละมุนยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าเนียน คุณพยาบาลจะรู้บ้างหรือเปล่า ว่ารอยยิ้มของเธอมันเป็นรอยยิ้มพิฆาตสำหรับผม

“ปะพี่ กลับบ้านกัน” ไอซ์ขัดจังหวะความคิดของผมด้วยการเอื้อมมือมาดึงแขนให้ลุกลงจากเตียง และนั่นก็ทำให้ผมจำใจต้องละสายตาจากคุณพยาบาลคนสวย เมื่อเดินออกมาจากห้อง ผมก็โพล่งประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า…

“พยาบาลคนนั้น...กูชอบว่ะ”

หลังจากวันนั้นที่ได้บอกความรู้สึกของตัวเองให้กับรุ่นน้องฟัง ผมก็เดินหน้าตามจีบคุณพยาบาลเต็มกำลัง ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมานั้นคือ...แห้วแดก

[จบบันทึกพิเศษ: แบล็ค]

[บันทึกพิเศษ: ข้าวหอม]

ฉันนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนที่นอนจนกระทั่งแม่ขึ้นมาเคาะประตูห้องเพื่อเรียกให้ลงไปทานข้าว

เมื่อเดินมาถึงโต๊ะอาหารก็เห็นว่าครอบครัวของเราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แม้กระทั่งพี่ขอบฟ้าเองที่ปกติงานจะยุ่งวันนี้ก็มาร่วมโต๊ะทานอาหารด้วย

“วันนี้ฝนตกหนักแน่ๆ เลย” ดวงตากลมโตปรายมองไปที่พี่ชายเล็กน้อย ซึ่งเจ้าตัวก็ได้แต่ระบายยิ้มเต็มใบหน้าเมื่อถูกแซวแบบนั้น

“ขยันแซวพี่จังเลยนะ”

“ก็มีพี่ชายอยู่คนเดียวนี่นา ขอหยอกนิดนึง” ถึงแม้ว่าเราจะอายุห่างกันเกือบหกปี แถมยังเป็นพี่ชายกับน้องสาวแต่นั่นมันก็ไม่ใช่ปัญหา

พี่ขอบฟ้าเป็นทั้งเพื่อน และพี่ชายที่แสนดีสำหรับฉันมาตลอด สมัยตอนเด็กๆ ไม่ว่าพี่เค้าจะไปไหนก็หิ้วฉันไปเล่นด้วยกันเสมอ ด้วยเหตุนี้ฉันจึงติดพี่ชายยิ่งกว่าอะไร แต่พอพี่ขอบฟ้าเรียนจบเขาก็ไปสร้างธุรกิจของตัวเอง

เราสองพี่น้องจึงไม่ค่อยได้คุยเล่นกันเหมือนเมื่อก่อนมากนัก เนื่องจากว่าพี่เค้างานยุ่ง ส่วนฉันเองก็มัวแต่เรียนและฝึกงาน เวลาของเราจึงไม่ค่อยตรงกันสักเท่าไหร่ กว่าจะได้นั่งทานข้าวด้วยกันก็แทบจะนับครั้งได้

“แล้วฝึกงานเป็นยังไงบ้าง อีกไม่นานก็จะเรียนจบแล้วใช่มั้ยล่ะ”

จังหวะที่กำลังเปิดปากเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของตัวเองให้พี่ชายได้ฟัง จู่ๆ ก็ถูกขัดด้วยประโยคของผู้เป็นพ่อ

“ก็แค่มีผู้ชายไปนั่งเฝ้าแล้วถูกนินทาไม่เว้นแต่ละวัน” บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดหลังจากประมุขของบ้านที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะโพล่งขึ้นมาเสียงดัง

ดวงตากลมโตเลื่อนไปมองผู้เป็นแม่ ตอนนี้ทัพพีตักข้าวในมือท่านสั่นมาก ไม่ต้องบอกก็คงรู้ใช่ไหมว่าใครที่แม่หมายหัว

“ตักข้าวเองนะคะคุณ” จบคำพูดนั้นแม่ก็เลื่อนจานที่พูนไปด้วยข้าวสวยร้อนๆ ส่งให้ฉันกับพี่ขอบฟ้า

ส่วนพ่อ...ก็ได้รับจานเปล่าเงาวับไปแทน

“ผมพูดผิดเหรอ ก็มันเรื่องจริง...นี่ขอบ รู้หรือเปล่าว่าเดี๋ยวนี้ข้าวหอมมีข่าวลือเสียๆ หายๆ อะไรบ้าง” หลังจากที่ย้อนถามแม่ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ท้ายประโยคก็หันไปพูดกับพี่ขอบฟ้าเพื่อหาแนวร่วม

“ผมว่าเราอย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้กันดีกว่าครับ ถ้ามีอะไรเดี๋ยวผมคุยกับน้องเอง” แค่มองเข้ามาในตาฉัน พี่ขอบฟ้าก็รู้แล้วว่าเวลานี้ฉันรู้สึกยังไง “ทานข้าวกันเถอะครับ มาเดี๋ยวผมตักข้าวให้เอง”

มือหนาคว้าโถข้าวไปถือไว้ซะเอง ก่อนที่จะลงมือตักข้าวให้พ่อ

เริ่มจะทานอะไรไม่ลงแล้วสิ ถ้าพี่ขอบฟ้าไม่ขยันตักนั่นตักนี่มาให้ รวมถึงพร่ำบอกว่า ‘ให้ทานเยอะๆ’ ฉันก็คงไม่คิดจะตักมันเข้าปากแน่นอน

อาหารมื้อนี้จบลงด้วยความอึดอัด แม้ว่าพี่ขอบฟ้าจะพยายามหาเรื่องสนุกๆ มาคุยทว่าฉันก็ปิดปากเงียบสนิท ไม่ได้ร่วมวงสนทนาเหมือนอย่างทุกที

หลังจากที่ช่วยแม่เคลียร์โต๊ะและล้างจานเสร็จเรียบร้อย ฉันก็เดินไปนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ตรงสวนหย่อมหลังบ้าน

“ไหน มีอะไรจะเล่าให้พี่ฟังหรือเปล่าหืม?” น้ำเสียงอบอุ่นมาพร้อมกับมือหนาที่วางทาบลงบนศีรษะของฉัน ก่อนที่พี่ขอบฟ้าจะนั่งลงที่ว่างข้างๆ

“พี่จำพี่แบล็คได้หรือเปล่า”

“คนที่พ่อจะตามไปยิงน่ะเหรอ” เรื่องนี้คงจะเป็นเรื่องที่พี่ขอบฟ้าจำได้แม่นยำมากที่สุด เนื่องจากว่าพี่เค้าเป็นผู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง

“ก็เขานั่นแหละตามไปเฝ้าข้าวที่โรง’บาล หลินก็เลยเอามาฟ้องพ่อ แถมยังซุบซิบนินทากับคนอื่นด้วย” ได้ทีฉันก็รีบฟ้อง ไม่ว่าจะโตแค่ไหนแต่ฉันก็เหมือนเด็กน้อยตัวเล็กๆ ที่อยากให้พี่ชายปกป้องเสมอ

“พ่อน่ะแคร์คนอื่นมากไป จนลืมสนใจความรู้สึกของข้าวหอมใช่มั้ยล่ะ” ฉันรีบพยักหน้ารับหงึกหงักทันที แค่ได้ยินประโยคนี้น้ำตาก็พานจะไหลเสียให้ได้ “พี่ขอถามตรงๆ เลยนะ...ข้าวชอบผู้ชายคนนั้นหรือเปล่า เท่าที่จำได้ เขาก็ตามจีบข้าวมานานแล้วหนิ”

“ข้าวไม่ได้ชอบ” อาจจะมีบ้างที่เผลออ่อนไหว แต่ทุกครั้งฉันก็สามารถดึงสติกลับมาได้

ต่อให้ชอบเขายังไงเรื่องของเราก็ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่ดี ดูได้จากอาการของพ่อฉันเลย

“พี่จะเชื่อดีหรือเปล่านะ” ฉันทันหันไปเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ข้างมุมปากหนาพอดี

คำพูดที่แฝงไปด้วยนัยบางอย่างทำให้คิ้วของฉันขมวดเข้าหากัน…

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED