ชีวิตของฉันเริ่มต้นเข้าสู่ความไม่สงบสุข ก็ในวันที่มีผู้ชายคนหนึ่งมาวนเวียนอยู่ใกล้ตัว...
“ให้พี่ไปส่งมั้ยน้องสาว” ร่างสูงที่กำลังนั่งคร่อมอยู่บนมอเตอร์ไซค์เอี้ยวหน้าหันมามอง ขณะที่ฝ่ามือหนากำลังจับแฮนด์รถเพื่อบังคับยานพาหนะให้ขับเคลื่อนตัวออกไปเรื่อยๆ อย่างเชื่องช้า
เท่าที่จำได้ฉันไม่ได้มีพี่ชายหน้าตาแบบนี้สักหน่อย ถึงแม้ว่าเครื่องหน้าของเขาจะดูดีไร้ที่ติ แต่ก็แฝงเร้นไปด้วยอะไรบางอย่าง ที่สัญชาตญาณของฉันกำลังร้องเตือนว่าอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้เป็นอันขาด
“อย่ามาวุ่นวายกับฉันได้มั้ย” คิ้วเล็กขมวดมุ่นแทบจะผูกเป็นปมกลางหน้าผากมน ขณะเอื้อนเอ่ยประโยคนั้นออกไป
อากาศร้อนก็ร้อน ยังจะต้องมาถูกกวนประสาทแบบนี้อีก ไม่หงุดหงิดสิแปลก ฉันไม่ใช่เทเลทับบี้นะที่จะได้แฮปปี้กับดวงอาทิตย์
อีกอย่างอากาศของประเทศไทยก็เปรียบเสมือนนรกจำลองเพื่อให้เทสก่อนใช้งานจริง คิดเอาแล้วกันว่ามันหนักหนาสาหัสขนาดไหน
“จีบมาปีกว่าแล้วเนี่ย ไม่ใจอ่อนหน่อยเหรอ” ดวงตาคมดุดันที่จ้องมองมา แปรเปลี่ยนเป็นแววตาแห่งความเศร้าสร้อยชั่วคราว
ที่เขาพูดมันก็ถูก ‘พี่แบล็ค’ น่ะตามจีบฉันมาได้ปีกว่าแล้ว ทว่าความรู้สึกของฉันก็ยังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป
วันแรกที่เขาจีบฉันรู้สึกยังไง วันนี้ก็ยังเป็นเฉกเช่นเดิม อาจจะเพราะฉันเรียนหนักด้วยล่ะมั้ง ชีวิตมันเลยวุ่นวายจนไม่สามารถโฟกัสอย่างอื่นได้นอกจากเรียน และเรียนอย่างเดียว
ใครที่เรียนพยาบาลหรือมีคนรู้จักทำงานด้านนี้อยู่ก็คงจะเข้าใจว่ามันเป็นยังไง แล้วยิ่งพ่อฉันเป็นหมอด้วยแล้ว แน่นอนว่าต้องได้รับความกดดันแบบจัดหนักจัดเต็ม ดีแค่ไหนที่พ่อไม่ให้ฉันเป็นหมอเหมือนกับท่าน เพราะแค่นี้ก็แทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว
“ถ้าพี่ว่างมากก็กลับไปทำงานไป” ฉันตอกกลับอย่างไม่สบอารมณ์
อันที่จริงพี่แบล็คเป็นช่างสัก เปิดร้านอยู่ซอยถัดไป ฉันเคยไปเหยียบที่นั่นครั้งหนึ่งในตอนที่พาพ้อยท์เพื่อนสนิทของฉันไปสัก ซึ่งมันก็นานแล้วแหละ ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่พี่แบล็คตามจีบฉันเลย
แต่ก่อนพี่แบล็ครุกแรงมาก จนฉันหวาดระแวงเขาไปหมด แต่พอนานวันเข้าเขาคงรู้ตัวล่ะมั้งว่าทำให้ฉันกลัว ก็เลยเพลาๆ ลงบ้างแล้ว
ทว่ายังไงซะฉันก็กลัวเขาอยู่ดี พี่แบล็คน่ะเจ้าเล่ห์จะตาย สาวงี้ติดตรึม เพราะความเฟรนลี่ขี้เล่นของเขา
ผู้ชายแบบนี้แหละน่ากลัว ดังนั้นฉันเลยคิดว่าควรอยู่ห่างๆ เขาดีกว่า
“ก็เพราะว่าว่างไง ถึงได้ตามมาคอยดูแลคนแถวนี้”
“...” ถ้าถามว่าฉันต้องการไหม? ก็ไม่
“เร็วขึ้นรถ พี่จะพาไปส่งเนี่ย” พี่แบล็คพยักพเยิดไปทางเบาะรถมอเตอร์ไซค์ เพื่อบอกเป็นนัยว่าให้ฉันกระโดดขึ้นซ้อนท้ายและแง้นไปกับเขาซะ
แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า
“เดินอีกห้าก้าวก็จะถึงโรงพยาบาลแล้วปะ อะไรของพี่เนี่ย” ตดยังไม่ทันหายเหม็นด้วยซ้ำ ประตูทางเข้าโรงพยาบาลอยู่แค่เอื้อมมือเท่านั้น
“มันจะไม่ดีกว่าเหรอถ้าให้พี่ไปส่ง เดี๋ยวจะพาขับเข้าไปข้างในเลยนะ”
อันนี้ก็เล่นใหญ่เกินเบอร์มาก ขืนทำแบบนั้นคงได้ถูกรปภ.ไล่ตะเพิดออกมาทั้งคู่
ฉันถอนหายใจพรืด เท้าทั้งสองข้างที่อยู่ภายใต้รองเท้าสีขาวรีบขยับเดินเร็วๆ เพื่อหนีเขาให้พ้น โดยไม่ฟังเสียงเรียกที่ดังไล่หลังตามมา
พอเข้ามาในโรงพยาบาลได้ ฉันก็เดินไปนั่งประจำที่ของตัวเอง ซึ่งหน้าที่ของฉันนั้นก็คือการซักประวัติคนไข้
โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลขนาดกลาง ทว่าก็มีคนมาใช้บริการมากมายเนื่องจากเป็นโรงพยาบาลรัฐฯ
“หน้าบึ้งมาเชียวนะข้าวหอม ไปกินรังแตนที่ไหนมาจ๊ะ” ก้นแตะเบาะเก้าอี้ได้ไม่ทันไร เสียงทักทายจาก ‘พี่อุ้ม’ ที่เป็นพยาบาลรุ่นพี่ก็ดังขึ้นมา
“คนเดิมนั่นแหละค่ะพี่อุ้ม”
“แบล็คน่ะเหรอ เขาก็ตามจีบตั้งนานแล้วนะ ไม่ใจอ่อนหรือไง เป็นพี่นะถ้าตามส่งข้าวส่งน้ำดึกๆ ดื่นๆ เนี่ยพี่ยอมไปแล้ว”
คนบางคนก็มีความคิดไม่เหมือนกันหรอก อะไรที่คนอื่นชอบ บางทีฉันอาจจะไม่ชอบก็ได้
“ก็ข้าวไม่ได้ชอบเขา” และนี่ก็เป็นประโยคที่ฉันมักจะนำมาใช้แทบทุกครั้งในเวลาที่ตัวเองกำลังถูกชง
“เอาน่า~ ถ้าจีบนานๆ แล้วไม่ติดเดี๋ยวเขาก็ไปเองแหละ และอย่ามานั่งเสียใจทีหลังนะ” พี่อุ้มพูดติดตลก พลางเอื้อมมือมาตบไหล่ฉันเบาๆ
บอกเลยว่าคงไม่มีวันนั้นหรอก
“ช่างเขาเถอะค่ะ ข้าวทำงานดีกว่า” ฉันบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะขยับตัวนั่งดีๆ เพื่อกลับเข้าสู่โหมดการทำงาน
ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วสำหรับนักศึกษาพยาบาลอย่างฉัน เพราะงั้นการฝึกงานในครั้งนี้ต้องทำให้เต็มที่มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา จะได้ไม่มีใครมาพูดเอาได้ว่าฉันเป็นเด็กเส้น ถึงได้ทำหน้าที่ไม่เยอะ ทั้งที่ตลอดมาฉันก็วิ่งวุ่นทำทุกอย่างที่รุ่นพี่พยาบาลเรียกใช้ ทว่าคนที่ปากมากกลับไม่เห็นในตอนที่ฉันทำต่างหากล่ะ
ฉันยอมรับนะว่าพ่อของฉันสนิทกับเจ้าของโรงพยาบาลนี้ แต่มันก็ไม่จำเป็นที่ฉันจะต้องทำตัวเป็นคุณหนู เดินโฉบไปโฉบมาไม่ทำอะไร
ฉันมาฝึกงาน ดังนั้นสิ่งที่ฉันต้องการที่สุดคือประสบการณ์ไม่ใช่ความสุขสบาย
แล้วที่สำคัญ ฉันก็ไม่ได้ทำหน้าที่ซักประวัติแทบทุกวันสักหน่อย บางวันฉันก็ไปฝึกอย่างอื่นด้วย เพื่อให้ทำเป็นหลายๆ อย่าง แบบนี้น่ะเหรอเรียกว่าสบาย?
คนนินทานี่น่าตีปากจริงๆ เลยเชียว...
พี่อุ้มไม่ได้พูดอะไรอีก แต่เดินแยกไปนั่งที่ของตัวเอง ไม่นานคนไข้และญาติก็เข้ามาติดต่อไม่ขาดสาย...
ตลอดทั้งวันฉันรับมือกับคนไข้และญาติที่มาในทุกรูปแบบ จนกระทั่งถึงเวลาพักฉันก็ต้องพบกับบุคคลที่รับมือยากมากที่สุด เรียกได้ว่าแทบจะยื่นมือไปหยิบยาแก้ปวดหัวมากินดักไว้เลยดีกว่า
“ขาประจำมาหาอีกแล้วนะ” พี่อุ้มหันมาแซวพร้อมรอยยิ้ม ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับตอนที่เขาเดินมาหยุดยืนตรงหน้าฉันพอดี
“มาโรงพยาบาลวันนี้ป่วยเป็นอะไรอีกล่ะคะ” ฉันไม่เคยเสียมารยาทกับคนไข้คนไหน แต่เขาคือคนแรก
ที่ต้องเอ่ยคำถามนั้นออกไป ก็เป็นเพราะว่าเขามาบ่อยและถี่เกินกว่าคนปกติจะมา ที่สำคัญคือ ทุกครั้งที่มาเขาไม่ได้ป่วย
“พอดีกินข้าวไม่ค่อยได้น่ะครับ” ใบหน้าหล่อสลดลง
หรือว่าวันนี้เขาจะไม่สบายจริงๆ แต่เมื่อเช้าเขาก็ยังปกติอยู่เลยนะ
“หืม? มีอาการอาเจียนด้วยหรือเปล่าคะ หรือว่ายังไง” คิ้วเรียวเล็กเลิกขึ้นสูง พร้อมด้วยสีหน้าแปลกใจ ขณะที่นิ้วก็กำลังเตรียมจดอาการป่วยของเขาไปด้วย
“เปล่าครับ แค่ไม่มีตังค์” พูดจบเขาก็ฉีกยิ้มกว้างโชว์ฟันขาวที่เรียงตัวสวย
กึก...
“...” ฉันถึงกับพูดอะไรไม่ออก หูได้ยินเสียงปากกาที่ถืออยู่ในมือกดลงบนกระดาษ และทะลุไปข้างหลังจนเป็นรูโบ๋
“ถ้าคุณพยาบาลไม่รังเกียจ ผมขอฝากท้องไว้สักมื้อนะครับ”
“คุณท้องเหรอคะ?” ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับพี่แบล็ค ก็เขาบอกเองว่าขอ ‘ฝากท้อง’ เพราะงั้นฉันไม่ผิดนะที่สวนกลับแบบนั้น
กวนมาฉันก็กวนกลับไง แฟร์ๆ ดี
“เดี๋ยวนี้พัฒนานะเนี่ย” รอยยิ้มขี้เล่นเผยกว้างเต็มไปหน้าของเขา จนพานทำให้หญิงสาวที่ยืนอยู่บริเวณรอบๆ หันมามองเขาตาเยิ้ม “พักแล้วใช่มั้ย ไปกินข้าวกันพี่เลี้ยง”
“ไม่ต้องการ” ฉันปฏิเสธทันควันอย่างไร้เยื่อใย “พี่อุ้ม ข้าวไปพักก่อนนะคะ เอาอะไรหรือเปล่า” ฉันปรับน้ำเสียงให้กลับมาอยู่ในโทนปกติ ก่อนจะหันไปถามพี่อุ้มที่ยังคงทำหน้าที่อยู่
“ไม่จ้า ตามสบายเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้นฉันก็คว้ากระเป๋าสะพายข้างขนาดเล็กขึ้นมาพาดไหล่ ก่อนจะขยับเท้าก้าวเดินเร็วๆ ผ่านหน้าเขา ทว่าก็ไม่มีประโยชน์อะไร ยังไงซะพี่แบล็คก็เดินตามขึ้นมาเคียงข้างฉันอยู่ดี
เรียกได้ว่า หนีให้ตายยังไงก็ไม่พ้น
“เดินเร็วยังไงพี่ก็ตามทันอยู่ดีนั่นแหละ” เขาคงสังเกตท่าทางของฉันมานานแล้วถึงได้พูดแบบนั้น นึกอิจฉาผู้ชายก็ตรงที่มีเรียวขายาวกว่าผู้หญิงนี่แหละ เผลอๆ บางคนยังขาสวยเกินหน้าเกินตาอีกด้วย
“งั้นก็ไม่ต้องตามมาสิ ฉันจะได้เดินปกติ” ถึงบอกออกไปแบบนั้นเขาก็ไม่ฟังอยู่ดี เดินยิ้มหน้าระรื่นราวกับไม่รับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น
เหอะ! ช่างน่าหมั่นไส้...
“อย่าเย็นชานักเลยน่าข้าวหอม พี่ก็แค่อยากกินข้าวด้วย ไม่ได้ทำให้ลำบากเลยสักนิด” พี่แบล็คปรายตามองฉันที่กำลังถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “อีกอย่างพี่เลี้ยงนะ ไม่ได้จะขอกินฟรีอย่างที่พูดตอนแรก”
ฉันรู้ รู้ดีเลยแหละว่าเขาน่ะสายเปย์ โดยเฉพาะของกินนี่เปย์หนักจัดเต็มราวกับจะขุนให้ฉันอ้วนเป็นหมู ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มีแต่เขานี่แหละที่คอยขนเสบียงมาให้ในตอนที่ฉันเข้าเวรดึกๆ ดื่นๆ
“ฉันไม่ชอบให้ใครมานินทาเพราะเรื่องของพี่” เป็นอีกเหตุผลหลักที่ฉันไม่อยากจะวุ่นวายกับพี่แบล็คสักเท่าไหร่ เพราะตัวขี้นินทานางชอบเอาเรื่องที่พี่แบล็คมาหาฉันไปเม้าท์มอยกับชาวบ้านชาวช่อง จนเรื่องนี้ถึงหูพ่อของฉัน แน่นอนว่าก็โดนดุไปตามระเบียบ
พ่อเองก็รู้จักพี่แบล็คดี และท่านก็ไม่ชอบพี่แบล็คอย่างแรงเพราะอาชีพที่พี่แบล็คทำอยู่ ฉันไม่อยากมีเรื่องทะเลาะกับพ่อให้เสียบรรยากาศภายในบ้านก็เลยคิดว่าต้องอยู่ห่างๆ พี่แบล็คเอาไว้ แต่เขาก็ไม่วายตามมาวนเวียนทุกวี่ทุกวัน
“ใคร? เดี๋ยวพี่ไปจัดการให้”
“พี่จะไปตบเขาหรือไงล่ะ” ฉันเอ่ยถามอย่างประชดประชัน ขณะที่ก้าวเข้าไปในศูนย์อาหารของทางโรงพยาบาล ทันทีที่ปลายเท้าก้าวพ้นขอบประตูสายตาทุกคู่ก็ตวัดขวับมองมาที่พี่แบล็คและฉันเป็นตาเดียว และหนึ่งในนั้นก็มีสายตาของแก๊งชะนีขาเม้าท์ประจำโรงพยาบาลอยู่ด้วย
ซวย...ซวยจริงๆ
“กินข้าวไปสิครับ มองทำไม” เสียงของพี่แบล็คที่ดังขึ้นมามันสะท้อนกึกก้องไปทั่วทั้งศูนย์อาหาร ดวงตาคมคู่นั้นจดจ้องไปที่โต๊ะของแก๊งขาเม้าท์ ราวกับพี่แบล็คจะรู้อยู่แล้วว่าใครเป็นตัวต้นเหตุข่าวซุบซิบที่ถูกเติมแต่งให้เสียหาย
ฉันเลิกสนใจสิ่งรอบกายแล้วเดินไปหาที่นั่ง ซึ่งโต๊ะที่ฉันเลือกนั้นก็อยู่ห่างจากพวกเธอไม่มากนัก พี่แบล็คเดินตามหลังฉันมา ก่อนจะทรุดนั่งลงตรงข้ามกัน
สุดท้ายแล้วฉันก็ต้องยอมให้เขานั่งทานข้าวด้วยสินะ...
“ไหนบอกว่าแค่นั่งกินข้าวไม่ทำให้ลำบากยังไงล่ะ” ฉันปรายตาไปมองยังโต๊ะถัดไป หางตาของฉันสังเกตเห็นนะ ว่าผู้หญิงพวกนั้นหันไปซุบซิบนินทากันแล้ว
“เราก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหายสักหน่อย แคร์ทำไม” ดวงตาคมมองสบเข้ามาในดวงตากลมโตของฉัน
“ต้องแคร์สิ ถ้าข่าวมั่วๆ ไปถึงหูพ่อเมื่อไหร่เดี๋ยวก็โดนดุอีก” ฉันไม่พร้อมที่จะรับมือกับเรื่องน่าปวดหัวอะไรอีกแล้ว อยากอยู่แบบสงบๆ บ้างก็เท่านั้น
“พี่ไปคุยกับพ่อให้เอามั้ย” พี่แบล็คพูดออกมาด้วยท่าทีสบายๆ แต่เป็นฉันเองที่ตื่นตกใจกับประโยคนั้นของเขา
“แค่พี่เดินเฉียดผ่านหน้าบ้าน พ่อก็แทบจะหยิบปืนมาเล็งแล้วมั้ง” ฉันไม่ได้เว่อร์ พ่อของฉันเป็นคนแบบนั้นจริงๆ ท่านพร่ำบอกเสมอว่าถ้าฉันจะแต่งงานหรือคบหากับใคร ผู้ชายคนนั้นจะต้องเป็นคนที่พ่อหามาให้ อะไรที่พ่อคิดว่าดี มันก็คงจะดีสำหรับลูกอะไรแบบนั้น
แต่ฉันหาได้ต้องการไม่? ถ้าต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนที่ไม่ได้รัก ฉันยอมขึ้นคานดีกว่า
“แล้วนี่จะกินอะไร เดี๋ยวพี่เดินไปซื้อมาให้” เมื่อบทสนทนาของเราเริ่มตึงเครียด พี่แบล็คจึงเปลี่ยนเรื่อง
“ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตกเส้นเล็ก” ไหนๆ เขาก็อาสาแล้ว ถ้างั้นฉันก็จะไม่เกรงใจล่ะนะ
“กินแต่ก๋วยเตี๋ยวไม่เบื่อบ้างหรือไง”
“แล้วที่พี่ตามฉันแบบนี้ไม่เบื่อบ้างเหรอ” ฉันย้อนถามกลับทันควัน ก็มันเป็นเมนูโปรดและสิ้นคิดของฉันนี่นา
“ไม่เบื่อ”
“ทำไม?” ในเมื่อเขาตั้งคำถามกับฉันได้ เพราะงั้นฉันก็จะถามเขาเยอะๆ กลับไปเฉกเช่นเดียวกัน
“เพราะข้าวหอมน่ากินมั้ง” รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏที่มุมปากหนา ก่อนที่ร่างสูงจะผุดลุกขึ้นยืนแล้วเดินปลีกตัวออกไปอย่างอารมณ์ดี
คนนะไม่ใช่ขนมครก หยอดกันอยู่ได้...
หลังจากที่ทานข้าวเสร็จ พี่แบล็คก็แยกกลับไปทำงานส่วนฉันเองก็กลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง โดยสองมือก็เต็มไปด้วยถุงของกินเล่นต่างๆ ที่พี่แบล็คซื้อให้
“เลี้ยงดีจังเลยนะเนี่ย” คนที่เอ่ยปากแซวขึ้นมาคนแรกก็คือพี่อุ้มเจ้าเดิม
“แบ่งกันค่ะ” ฉันลงมือจัดการแจกจ่ายของกินให้กับทุกคนที่นั่งอยู่บริเวณนั้น เพราะยังไงฉันก็คงทานคนเดียวไม่หมดหรอก
แบ่งปันคนอื่นบ้าง เผื่อผลบุญมันจะส่งให้ฉันหลุดพ้นจากคำนินทาว่าร้าย…
“วันนี้มันมาหาลูกอีกแล้วเหรอ” ฉันไม่คาดคิดเลย ว่านี่จะเป็นประโยคแรกที่ได้ยินหลังจากที่กลับบ้านมาเหนื่อยๆ
เจ้าของประโยคนั้นก็คือพ่อของฉันเอง ท่านหยุดชะงักงานที่กำลังนั่งทำอยู่เพื่อเงยหน้าขึ้นมาพูดกับฉัน แววตาและน้ำเสียงนั้นราวกับไม่พอใจอะไรสักอย่าง
“พ่อหมายถึงอะไรคะ” เปิดปากถามอย่างหยั่งเชิง ทั้งๆ ที่พอจะเดาออกว่าเรื่องไหนมันทำให้พ่อเกิดอาการไม่พอใจอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้
“มีคนบอกพ่อ ว่าวันนี้มันมากินข้าวกับลูกที่โรงพยาบาล”
ขาเม้าท์นี่รายงานพ่อฉันได้รวดเร็วมากเลยจริงๆ รู้ดีไปซะหมด เผลอๆ รู้ดีกว่าเรื่องของตัวเองด้วยซ้ำ
“คนที่บอกนี่ใช่หลินหรือเปล่าคะ” แก๊งชะนีขาเม้าท์ที่ว่าก็มีหลินนี่แหละเป็นตัวนำ เหตุผลที่เธอใส่ใจเรื่องของฉันมากขนาดนี้ก็เพราะว่าเราไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไหร่
ฉันกับหลินเรียนร่วมห้องกันมาตั้งแต่เด็กยันโต ดูเหมือนเราจะเป็นเพื่อนรักกันใช่ไหมล่ะ...แต่ไม่หรอก หลินพยายามที่จะแข่งกับฉันในทุกๆ เรื่อง และพยายามที่จะเอาชนะฉันทุกอย่าง ไม่ว่าฉันจะอยากเป็นอะไร หรืออยากเรียนที่ไหนหลินก็จะตามฉันไปทุกที่ยิ่งกว่าเจ้ากรรมนายเวรเสียอีก
บางทีฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าหลินทำไปเพื่ออะไรกันแน่ และทุกครั้งที่เกิดเรื่องแย่ๆ ขึ้นกับฉัน หลินก็เป็นตัวต้นเหตุทั้งนั้น ยกตัวอย่างเรื่องที่ฉันทะเลาะกับพ่อก็เป็นหลินนั่นเองที่นำเรื่องปลอมๆ มาเล่าให้พ่อฉันฟัง หนำซ้ำยังคอยพัดไฟให้โหมกระพือ จนตอนนี้พ่อแทบไม่ฟังคำอธิบายอะไรจากปากฉันแล้ว
“ข้าวหอมยังไม่ตอบพ่อเลยนะลูก ว่าวันนี้มันมาหาอีกแล้วใช่มั้ย” น้ำเสียงของพ่อเริ่มเข้มขึ้นเล็กน้อย บ่งบอกได้ชัดเจนเลยว่าท่านเริ่มอารมณ์ไม่ดี และใกล้จะหมดความอดทนเต็มที
“ใช่ค่ะ เราก็แค่กินข้าวด้วยกัน ไม่ได้ทำอะไรเสียหายสักหน่อย” ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของฉันตอนนี้แสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยหน่ายเต็มเปี่ยม “พ่อก็รู้ว่าหลินไม่ชอบข้าว แล้วยังจะเชื่อคำพูดของเธออีกเหรอคะ”
“พ่อไม่ได้เชื่อข่าวลือบ้าๆ นั่นทั้งหมดหรอกนะ พ่อก็แค่เป็นห่วงลูก” กระแสน้ำเสียงของพ่อถูกปรับลงมาอยู่ในโทนปกติเพื่อคุยกับฉันดีๆ “ถ้าข้าวหอมไม่อยากตกเป็นขี้ปากของใคร ลูกก็ต้องอยู่ห่างๆ ผู้ชายคนนั้นเอาไว้”
“ข้าวรู้ค่ะว่าควรทำยังไง” ‘แต่เขามายุ่งกับข้าวเอง’ ประโยคนี้ฉันเลือกที่จะพูดกับตัวเองในใจ เพราะกลัวว่าพ่อจะไปหาเรื่องพี่แบล็คถึงที่ เนื่องจากท่านก็เคยทำมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่โชคดีที่พี่แบล็คไม่อยู่ร้าน ฉันก็เลยโทรให้ ‘พี่ขอบฟ้า’ พี่ชายแท้ๆ ของฉันไปห้ามพ่อเอาไว้และพาท่านกลับบ้าน
“ก็ดีแล้ว พ่อไม่อยากได้คนแบบนั้นเป็นลูกเขยหรอกนะ”
“ถ้าเรื่องที่พ่อจะคุยมีแค่นี้งั้นข้าวก็ขอตัวก่อนนะคะ” ฉันรีบตัดบทสนทนาทุกอย่าง เท้าเล็กทั้งสองข้างรีบมุ่งตรงไปที่บันไดเพื่อขึ้นไปยังห้องนอนของตัวเอง
ทันทีที่บานประตูปิดลงฉันก็กดล็อกลูกบิด ก่อนจะเดินไปทรุดนั่งลงที่ปลายเตียง และถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
สาเหตุที่พ่อไม่ชอบพี่แบล็คขนาดนี้ก็เพราะว่าเขาเป็นช่างสัก พ่อก็เลยตัดสินเอาเองว่าพี่แบล็คเป็นคนไม่ดี ทั้งๆ ที่อาชีพนี้มันก็สุจริต แถมยังมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ฉันเองก็เคยเห็นมากับตาแล้ว เพราะพี่แบล็คเล่นแปะโชว์หราอยู่กลางผนังร้านซะขนาดนั้น
อีกอย่างตั้งแต่ที่พี่แบล็คตามจีบฉัน เขาก็ไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวหรือลวนลามอะไรสักหน่อย มีบ้างที่พูดจาแทะเล็มทว่าพอฉันแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ใส่เขาก็หยุด เพราะรู้ว่าฉันเริ่มไม่โอเคแล้ว
โดยรวมนิสัยเขาก็ถือว่าดีอยู่นะ…
[จบบันทึกพิเศษ: ข้าวหอม]
[บันทึกพิเศษ: แบล็ค]
เสียเงินเป็นแสน แขนไม่ได้จับ…
ประโยคนี้แม่งโคตรเหมาะกับผมมากเลยจริงๆ คือผมน่ะแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่งมาปีกว่าแล้ว ตามหยอดและตามขายขนมจีบให้กับเธอตั้งแต่ตอนที่น้องสาวผมยังโสด จนปัจจุบันนี้ ‘สโนว์ไวท์’ มีแฟนแซงหน้าผมไปแล้ว
และแฟนที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ ‘นาวา’ เพื่อนสนิทของผมเอง
ถ้ากล่าวถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมชอบข้าวหอม ก็เป็นเพราะว่าวันนั้นผมมีเรื่องกับอริที่ร้านเหล้าเลยถูกมันแทงเข้าให้ จนเพื่อนและรุ่นน้องต้องพาผมส่งโรงพยาบาล ซึ่งก็ได้ข้าวหอมนี่แหละที่เป็นคนทำแผลให้...
“เจ็บนิดนึงนะคะ” ขณะพูดมือเล็กก็บรรจงใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดรอบบาดแผล ที่เกิดจากการถูกแทงตรงบริเวณสีข้างไปด้วย
เมื่อราวครึ่งชั่วโมงก่อนผมไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อนและรุ่นน้องที่ร้านประจำ แต่พอคู่อริของผมก้าวเท้าเหยียบเข้ามาในร้านมันก็เกิดเรื่องขึ้น และขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ผมไม่ได้เป็นคนเริ่ม มันน่ะวอนหาตีนกันเอง ทว่าพอสู้ด้วยหมัดไม่ได้มันก็เลยเลือกที่จะใช้อาวุธแทน
ระหว่างที่กำลังวางมวยกันอยู่นั้น ผมเองก็ไม่ทันระวังตัวจึงถูกปลายคมมีดตวัดเข้าที่สีข้าง เท่านั้นแหละ...วงแตก
เพื่อนและรุ่นน้องก็เลยช่วยกันพาผมมาส่งโรงพยาบาล จากที่มองดูแผลมันก็ไม่ได้ลึกมากอะไร เหมือนจะแค่ถากๆ ด้วยซ้ำ
แต่เลือดนี่สิ...ไหลไม่หยุดเลยไอ้เวร
“พี่ผมจะตายมั้ยครับคุณพยาบาล” ดวงตาคมตวัดขวับไปมองคนที่โพล่งประโยคนั้นขึ้นมา ซึ่งเจ้าตัวก็ทำเป็นเมินเฉยโดยไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร
“ไม่ค่ะ แค่ถากๆ เอง” คุณพยาบาลอมยิ้มเล็กน้อย ขณะเดียวกันมือบางก็เอื้อมไปหยิบสำลีอีกก้อนมาเช็ดรอบบาดแผลให้ ความแสบจี๊ดๆ ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผมเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบด้วยการสะดุ้ง เพราะจู่ๆ เธอก็จิ้มสำลีลงมาโดยที่ผมยังไม่ทันได้ตั้งตัว
“งี้ผมก็อดกินข้าวต้มเลยดิ” นอกจากจะไม่ช่วยทำแผลแล้ว มันก็ยังจะมีหน้ามาแช่งผมอีก
คือคาดหวังให้กูตายเพื่อจะได้แดกข้าวต้มเนี่ยนะ? ประเสริฐจริงๆ ไอ้น้อง!!
“ปากหมานะมึงเนี่ยไอ้ไอซ์ กลับบ้านไปได้แล้วไป” มือหนายกขึ้นโบกไล่รุ่นน้องคนสนิทที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว เพราะคนอื่นๆ นั้นหลังจากที่ส่งผมถึงมือหมอแล้วพวกมันก็เผ่นแน่บหนีกลับบ้านกันหมด
ค่าเหล้าก็ไม่ทิ้งไว้ นี่ความเหี้ยมันอยู่ตรงนี้
“แล้วพี่จะกลับยังไง มอไซค์ก็ยังอยู่ที่ร้านหนิ” ไอซ์ย้อนถาม ผมเองก็ลืมไปเสียสนิทว่ารถของตัวเองยังจอดอยู่ที่ร้านเหล้า เพราะตอนมาโรงพยาบาลก็นั่งรถยนต์ของเพื่อนอีกคนมา
“มึงเอามอไซค์มึงมาใช่มั้ย งั้นทิ้งไว้ให้กู” พอจำได้อยู่ว่าไอซ์มันขับรถตามมาทีหลัง ดังนั้นมอเตอร์ไซค์ของมันก็คงจะจอดอยู่ที่นี่ด้วย
“แล้วผมกลับไงอะ”
“มึงมีขามั้ย?” แม้จะเป็นเพียงคำพูดสั้นๆ ทว่าคนที่ยืนอยู่ข้างเตียงก็รู้ความหมายในประโยคนั้นได้เป็นอย่างดี
“พูดเป็นเล่น พี่จะให้ผมเดินกลับเหรอ?” ไอซ์ย้อนถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ระยะทางจิ๊บๆ” ผมทำไม้ทำมือระหว่างที่พูด หางตาก็สังเกตเห็นว่าคุณพยาบาลที่กำลังใช้ผ้าก๊อซปิดแผลพยายามกลั้นรอยยิ้มอยู่
แต่พยาบาลคนนี้ก็น่ารักดีนะ อันที่จริงเธอทำให้ผมสะดุดตาตั้งแต่ตอนที่เดินเข้ามาทำแผลให้แล้วล่ะ แค่ช่วงนั้นมันชุลมุนวุ่นวายเพราะเพื่อนๆ ก็เลยไม่ได้โฟกัสอะไรมากมาย ทว่าเวลานี้พอได้มองชัดๆ แล้ว ผมว่าเธอก็น่าสนใจดี
“อะแฮ่ม!” เหมือนไอ้น้องเวรมันจะรู้ ว่าผมกำลังมองจ้องไปที่เธอ เลยกระแอมไอเสียงดังเพื่อเรียกสติผมให้กลับมา
“เรียบร้อยแล้วค่ะ พยายามทายาบ่อยๆ แล้วก็ระวังอย่าให้แผลโดนน้ำนะคะ” ยิ่งคุณพยาบาลเงยหน้าขึ้นมาสบตา ผมก็ยิ่งละสายตาไปจากใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มนั้นไม่ได้เลย “เดี๋ยวเชิญไปรับยาและชำระเงินได้ที่ช่องสองได้เลยนะคะ”
รอยยิ้มละมุนยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าเนียน คุณพยาบาลจะรู้บ้างหรือเปล่า ว่ารอยยิ้มของเธอมันเป็นรอยยิ้มพิฆาตสำหรับผม
“ปะพี่ กลับบ้านกัน” ไอซ์ขัดจังหวะความคิดของผมด้วยการเอื้อมมือมาดึงแขนให้ลุกลงจากเตียง และนั่นก็ทำให้ผมจำใจต้องละสายตาจากคุณพยาบาลคนสวย เมื่อเดินออกมาจากห้อง ผมก็โพล่งประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า…
“พยาบาลคนนั้น...กูชอบว่ะ”
หลังจากวันนั้นที่ได้บอกความรู้สึกของตัวเองให้กับรุ่นน้องฟัง ผมก็เดินหน้าตามจีบคุณพยาบาลเต็มกำลัง ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมานั้นคือ...แห้วแดก
[จบบันทึกพิเศษ: แบล็ค]
[บันทึกพิเศษ: ข้าวหอม]
ฉันนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนที่นอนจนกระทั่งแม่ขึ้นมาเคาะประตูห้องเพื่อเรียกให้ลงไปทานข้าว
เมื่อเดินมาถึงโต๊ะอาหารก็เห็นว่าครอบครัวของเราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แม้กระทั่งพี่ขอบฟ้าเองที่ปกติงานจะยุ่งวันนี้ก็มาร่วมโต๊ะทานอาหารด้วย
“วันนี้ฝนตกหนักแน่ๆ เลย” ดวงตากลมโตปรายมองไปที่พี่ชายเล็กน้อย ซึ่งเจ้าตัวก็ได้แต่ระบายยิ้มเต็มใบหน้าเมื่อถูกแซวแบบนั้น
“ขยันแซวพี่จังเลยนะ”
“ก็มีพี่ชายอยู่คนเดียวนี่นา ขอหยอกนิดนึง” ถึงแม้ว่าเราจะอายุห่างกันเกือบหกปี แถมยังเป็นพี่ชายกับน้องสาวแต่นั่นมันก็ไม่ใช่ปัญหา
พี่ขอบฟ้าเป็นทั้งเพื่อน และพี่ชายที่แสนดีสำหรับฉันมาตลอด สมัยตอนเด็กๆ ไม่ว่าพี่เค้าจะไปไหนก็หิ้วฉันไปเล่นด้วยกันเสมอ ด้วยเหตุนี้ฉันจึงติดพี่ชายยิ่งกว่าอะไร แต่พอพี่ขอบฟ้าเรียนจบเขาก็ไปสร้างธุรกิจของตัวเอง
เราสองพี่น้องจึงไม่ค่อยได้คุยเล่นกันเหมือนเมื่อก่อนมากนัก เนื่องจากว่าพี่เค้างานยุ่ง ส่วนฉันเองก็มัวแต่เรียนและฝึกงาน เวลาของเราจึงไม่ค่อยตรงกันสักเท่าไหร่ กว่าจะได้นั่งทานข้าวด้วยกันก็แทบจะนับครั้งได้
“แล้วฝึกงานเป็นยังไงบ้าง อีกไม่นานก็จะเรียนจบแล้วใช่มั้ยล่ะ”
จังหวะที่กำลังเปิดปากเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของตัวเองให้พี่ชายได้ฟัง จู่ๆ ก็ถูกขัดด้วยประโยคของผู้เป็นพ่อ
“ก็แค่มีผู้ชายไปนั่งเฝ้าแล้วถูกนินทาไม่เว้นแต่ละวัน” บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดหลังจากประมุขของบ้านที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะโพล่งขึ้นมาเสียงดัง
ดวงตากลมโตเลื่อนไปมองผู้เป็นแม่ ตอนนี้ทัพพีตักข้าวในมือท่านสั่นมาก ไม่ต้องบอกก็คงรู้ใช่ไหมว่าใครที่แม่หมายหัว
“ตักข้าวเองนะคะคุณ” จบคำพูดนั้นแม่ก็เลื่อนจานที่พูนไปด้วยข้าวสวยร้อนๆ ส่งให้ฉันกับพี่ขอบฟ้า
ส่วนพ่อ...ก็ได้รับจานเปล่าเงาวับไปแทน
“ผมพูดผิดเหรอ ก็มันเรื่องจริง...นี่ขอบ รู้หรือเปล่าว่าเดี๋ยวนี้ข้าวหอมมีข่าวลือเสียๆ หายๆ อะไรบ้าง” หลังจากที่ย้อนถามแม่ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ท้ายประโยคก็หันไปพูดกับพี่ขอบฟ้าเพื่อหาแนวร่วม
“ผมว่าเราอย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้กันดีกว่าครับ ถ้ามีอะไรเดี๋ยวผมคุยกับน้องเอง” แค่มองเข้ามาในตาฉัน พี่ขอบฟ้าก็รู้แล้วว่าเวลานี้ฉันรู้สึกยังไง “ทานข้าวกันเถอะครับ มาเดี๋ยวผมตักข้าวให้เอง”
มือหนาคว้าโถข้าวไปถือไว้ซะเอง ก่อนที่จะลงมือตักข้าวให้พ่อ
เริ่มจะทานอะไรไม่ลงแล้วสิ ถ้าพี่ขอบฟ้าไม่ขยันตักนั่นตักนี่มาให้ รวมถึงพร่ำบอกว่า ‘ให้ทานเยอะๆ’ ฉันก็คงไม่คิดจะตักมันเข้าปากแน่นอน
อาหารมื้อนี้จบลงด้วยความอึดอัด แม้ว่าพี่ขอบฟ้าจะพยายามหาเรื่องสนุกๆ มาคุยทว่าฉันก็ปิดปากเงียบสนิท ไม่ได้ร่วมวงสนทนาเหมือนอย่างทุกที
หลังจากที่ช่วยแม่เคลียร์โต๊ะและล้างจานเสร็จเรียบร้อย ฉันก็เดินไปนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ตรงสวนหย่อมหลังบ้าน
“ไหน มีอะไรจะเล่าให้พี่ฟังหรือเปล่าหืม?” น้ำเสียงอบอุ่นมาพร้อมกับมือหนาที่วางทาบลงบนศีรษะของฉัน ก่อนที่พี่ขอบฟ้าจะนั่งลงที่ว่างข้างๆ
“พี่จำพี่แบล็คได้หรือเปล่า”
“คนที่พ่อจะตามไปยิงน่ะเหรอ” เรื่องนี้คงจะเป็นเรื่องที่พี่ขอบฟ้าจำได้แม่นยำมากที่สุด เนื่องจากว่าพี่เค้าเป็นผู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง
“ก็เขานั่นแหละตามไปเฝ้าข้าวที่โรง’บาล หลินก็เลยเอามาฟ้องพ่อ แถมยังซุบซิบนินทากับคนอื่นด้วย” ได้ทีฉันก็รีบฟ้อง ไม่ว่าจะโตแค่ไหนแต่ฉันก็เหมือนเด็กน้อยตัวเล็กๆ ที่อยากให้พี่ชายปกป้องเสมอ
“พ่อน่ะแคร์คนอื่นมากไป จนลืมสนใจความรู้สึกของข้าวหอมใช่มั้ยล่ะ” ฉันรีบพยักหน้ารับหงึกหงักทันที แค่ได้ยินประโยคนี้น้ำตาก็พานจะไหลเสียให้ได้ “พี่ขอถามตรงๆ เลยนะ...ข้าวชอบผู้ชายคนนั้นหรือเปล่า เท่าที่จำได้ เขาก็ตามจีบข้าวมานานแล้วหนิ”
“ข้าวไม่ได้ชอบ” อาจจะมีบ้างที่เผลออ่อนไหว แต่ทุกครั้งฉันก็สามารถดึงสติกลับมาได้
ต่อให้ชอบเขายังไงเรื่องของเราก็ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่ดี ดูได้จากอาการของพ่อฉันเลย
“พี่จะเชื่อดีหรือเปล่านะ” ฉันทันหันไปเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ข้างมุมปากหนาพอดี
คำพูดที่แฝงไปด้วยนัยบางอย่างทำให้คิ้วของฉันขมวดเข้าหากัน…