ตอนที่ 2 นิยายบอกอนาคต
เมื่อกลับถึงบ้านฉันก็รีบตรงดิ่งไปหาหนังสือนิยายเรื่อง ‘ปกป้องหัวใจวาริน’ และเปิดอ่านบทนำของนิยายเพื่ออ่านให้แน่ใจว่าตัวเองจำไม่ผิด ซึ่งปรากฏว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉันและวารินวันนี้มันตรงกับสิ่งที่เขียนไว้ในบทนำของนิยายเก้าในสิบส่วน
มันเป็นไปได้ยังไง!?
จะบอกว่านิยายเล่มนี้เขียนตามสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันและวารินก็ไม่ใช่เพราะนิยายเล่มนี้ส่งมาก่อนที่ฉันจะไปออกเดตกับวารินซะอีก นั่นหมายความว่านิยายเล่มนี้เขียนสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต...
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต...นั่นหมายความว่าฉันจะตายเรอะ!? แถมวารินยังจะกลายเป็นของผู้ชายคนอื่น! ฉันอยากกระอักเลือด นั่นเป็นสิ่งที่ฉันยอมรับไม่ได้ วารินเป็นของฉัน!
ฉันไม่เชื่อในทันทีว่าในนิยายเล่มนี้เขียนสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต ฉันอดทนอ่านต่อจากตรงที่อ่านค้างไว้เพื่อหาเบาะแส หลังจากวารินในนิยายถูกชายตาแมวอุ้มไปฉากก็ตัดมาที่วารินตื่นขึ้นมาในห้องแห่งหนึ่งที่เหมือนห้องพักฟื้นในโรงพยาบาล แต่มันไม่ใช่โรงพยาบาล มันคือศูนย์วิจัยพลังจิตแห่งหนึ่ง เมื่อฉันอ่านถึงตรงนี้ฉันไม่ได้คิดว่าศูนย์วิจัยนี้เป็นศูนย์วิจัยที่ไร้สาระหรือแต่งเกินจริงเพราะฉันรู้ว่าพลังจิตมีอยู่จริง
ฉันยังไม่บอกสินะว่าวารินคือผู้ที่เกิดมาพร้อมพลังจิต เขามีพลังจิตที่เรียกว่า Psychometry พลังนี้จะทำให้วารินสามารถรับรู้เรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในอดีตโดยการจับต้องสิ่งของและบางครั้งวารินก็สามารถใช้มันกับมนุษย์ได้เช่นกัน วารินที่บังเอิญไปรู้อดีตของคนอื่นอย่างไม่ได้ตั้งใจก็เลยมักจะจิตตกจนเกือบทำไฟฟ้ารอบตัวพังบ่อยครั้งเพราะว่าวารินมีพลังจิตอีกอย่าง นั่นก็คือการพลังควบคุมประจุไฟฟ้าและสายฟ้า ถ้าอารมณ์ของวารินไม่คงที่เขาก็อาจเผลอทำไฟดับ
ฉันเชื่ออีกนิดว่านิยายเรื่องนี้อาจจะจริงเพราะว่าวารินในนิยายบอกถูกต้องทุกอย่างเกี่ยวกับพลังของวารินในโลกจริง
ฉันนั่งสมาธิและบอกกับตัวเองว่า ถึงสิ่งที่อยู่ในนิยายจะเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นจริง แต่ตอนนี้วารินยังเป็นของฉันไม่ได้เป็นของตัวผู้หน้าไหนทั้งสิ้น! ฉันอดทนอ่านต่อไป ฉันจึงได้รู้เรื่องที่ไม่เคยรู้หลายอย่าง อย่างเช่น ถ้าผู้มีพลังจิตมีพลังมากเกินไปพลังอาจจะย้อนกลับมาฆ่าเจ้าของ ผู้มีพลังจิตส่วนมากที่ทนรับพลังของตัวเองไม่ไหวหรือไม่ก็ควบคุมพลังของตัวเองไม่ได้ก็จะตายก่อนอายุขัยด้วยสาเหตุต่างๆ อย่างเช่นเป็นไข้หนัก หัวใจวาย เส้นเลือดในร่างกายแตก ร่างระเบิด หรือไม่ก็ตายไปเสียเฉยๆ หรือไม่ก็ร่างสลายหายไปเลย ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับพลังจิตของคนคนนั้นว่าจะเป็นแบบไหนด้วย
แต่วารินที่มีพลังจิตถึงสองอย่างและมีพลังจิตค่อนข้างสูงแต่กลับไม่เคยประสบปัญหาพลังย้อนกลับมาทำร้ายร่างกายเลย ชายตาแมวที่มีชื่อว่า อาเธอร์ มีความสนใจวารินเพราะเขาเป็นนักวิจัยพลังจิตและคนสร้างยาระงับพลังของผู้มีพลังจิตไม่ให้พลังย้อนกลับมาฆ่าเจ้าของพลังจิต ดูเหมือนอาเธอร์สนใจจับวารินไปเป็นหนูทดลอง...
ไปตายซะไอ้ xxx
ความเกลียดชังของฉันที่มีต่ออาเธอร์พุ่งสูงแทบทะลุหลอด และเมื่อฉันอ่านต่อไปความเกลียดชังก็พุ่งสูงทะลุหลอดจริงๆ เพราะว่าฆาตกรที่ฆ่าฉันก็คือหนูทดลองของอาเธอร์! ฆาตกรคนนั้นเป็นผู้มีพลังจิตและได้ก่ออาชญากรรมมามากมาย เมื่อถูกจับฆาตกรคนนั้นก็เลยถูกจับมาเป็นหนูทดลองของอาเธอร์ และด้วยความประมาทของอาเธอร์ฆาตกรคนนั้นก็เลยหลุดออกมาได้และไล่ฆ่าคน
บัดซบ! ฉันตาย...ไม่สิ เลอาในนิยายถูกฆ่าตายเพราะความประมาทของนักวิจัยบ้านี่เนี่ยนะ!? เป็นสาเหตุทำให้คนอื่นตายไม่พอยังคิดจะเอาแฟนของคนที่ตัวเองมีส่วนทำให้ตายไปเป็นแฟนของตัวเองอีกด้วย!
ฉันโกรธมากและไม่สามารถอ่านต่อได้ ฉันข้ามไปอ่านตอนอื่นทันที ฉันอ่านแค่บทที่มีวารินปรากฏเท่านั้นและเป็นบทที่วารินกำลังคิดถึงแฟนที่ตายไปแล้ว มันมีตอนที่เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตด้วย พอฉันอ่านถึงตรงนี้ฉันก็ต้องยอมรับแล้วว่านิยายเล่มนี้เป็นของจริงเพราะเหตุการณ์ย้อนอดีตในนิยายพวกนั้นมันเคยเกิดขึ้นกับฉันและวารินแล้วจริงๆ
ฉันถอนหายใจด้วยความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย
“เป็นอะไรงั้นเหรอเลอา? ทำไมถอนหายใจอย่างนั้น และทำไมทำหน้าเศร้าอย่างนั้น” วารินเอ่ยเสียงเป็นกังวล เขาโผเข้ากอดฉันและลูบหัวของฉันอย่างอ่อนโยน “ถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจก็บอกผมนะ อย่าเก็บไว้คนเดียว”
น้ำเสียงของวารินให้ความรู้สึกอ่อนโยนและเข้มแข็งในเวลาเดียวกัน ฉันรู้สึกวางใจที่จะพึ่งพาวารินทุกเรื่อง แต่เรื่องนิยายวายที่มีวารินเป็นนายเอกเนี่ย…
“ถ้าฉันพร้อมเมื่อไหร่ฉันจะบอกเธอ สัญญาเลย” ฉันทำหน้าจริงจัง วารินจึงพยักหน้าเข้าใจ “ตอนนี้ขอกำลังใจก่อน”
“ได้สิ” วารินยิ้มหวาน
เราโน้มหน้าเข้าหากันจนกระทั่งริมฝีปากประกบกันอย่างแนบแน่น พวกเราแลกความหวานให้กันและกัน ในขณะนั้นฉันลืมตาขึ้นมาและมองเปลือกตาที่หลับพริ้มอย่างน่ารักน่าเอ็นดูของวารินด้วยอารมณ์หึงหวง แค่คิดว่าจะมีคนอื่นนอกจากตัวเองได้จูบและได้เห็นท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของวารินดวงตาของฉันก็วาวโรจน์
ฉันจะตายงั้นเหรอ? ไม่ ฉันจะไม่ยอมตายเด็ดขาด! ฉันจะหลีกเลี่ยงความตายให้ได้!
ในนิยายระบุไว้ว่าฉันจะถูกฆ่าในวันอาทิตย์หรือก็คือหลังจากเดเวอร์ชันวันเสาร์ นั่นก็หมายความว่าวันพรุ่งนี้คือวันที่ฉันในนิยายจะถูกฆาตกรรมจนศพกระจายเต็มถนน วิธีหลีกเลี่ยงความตายก็คือไม่ออกจากบ้านวันอาทิตย์เพราะถ้าไม่ออกจากบ้านฉันก็จะไม่มีโอกาสได้พบฆาตกรและไม่ตาย
วันต่อมา วันอาทิตย์อันตราย ฉันตัดสินใจที่จะไม่ออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว
“อ๊ะ แย่ล่ะไข่หมดแล้ว คงต้องออกไปซื้อ”
ฉันหูผึ่งทันทีเมื่อได้เสียงพึมพำของวารินจากในครัว หมายเหตุ เลอาในนิยายบังเอิญออกไปเจอฆาตกรและถูกฆ่าเป็นเพราะว่าวัตถุดิบทำอาหารที่บ้านหมดก็เลยอาสาออกจากบ้านไปซื้อพวกมันนั่นเอง เพื่อรักษาชีวิตเป้าหมายในวันนี้ก็คือห้ามออกจากบ้านไม่งั้นคงได้ไปจ๊ะเอ๋กับฆาตกรแน่!
แม้ว่าในนิยายระบุไว้ว่าเลอาในนิยายจะถูกฆ่าตอนกลางคืนไม่ใช่ตอนเช้าและไม่ใช่วารินที่จะถูกฆ่า แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ ฉันจึงรีบพุ่งเข้าไปหาวารินในครัวด้วยความเร็วแสง
“ช่างมันเถอะ ไม่มีไข่ก็ไม่ต้องกิน” ฉันพูดอย่างจริงจัง วารินกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง
“แต่ถ้าไม่มีไข่อาหารเช้าก็ไม่ครบชุดนะ” วารินมองขนมปังปิ้งและไส้กรอกในจานอย่างอึดอัดใจ
“วันนี้ฉันไม่ชอบไข่ ไม่อยากกินไข่ไก่ ไข่นก ไข่เป็ด หรือไข่อะไรทั้งสิ้น เพราะงั้นไม่ต้องไปซื้อใหม่”
“หือ? เกิดอะไรขึ้นกัน อะไรทำให้คุณเกลียดไข่กะทันหันแบบนี้” วารินเลิกคิ้วแปลกใจพลางยิ้มขำ
“ใช่ ฉันเกลียดไข่ทั้งหมดบนโลกยกเว้นไข่ของวาริน” ฉันจูบปากวารินเร็วๆ ครั้งหนึ่งพร้อมส่งยิ้มเจ้าเล่ห์
“แต่เช้าเลยนะ” วารินหันหน้าหนีอย่างเขินอาย ฉันหอมแก้มแดงๆ ของวารินอย่างมันเขี้ยว
“ฉันไม่อยากแยกห่างจากเธอแม้แต่ก้าวเดียวเพราะงั้นไม่ต้องออกไปซื้ออะไรทั้งสิ้น อาหารเช้าของวันนี้กินแค่ขนมและไส้กรอกก็พอ”
“เอาอย่างนั้นก็ได้” วารินยอมพยักหน้าเข้าใจ แต่เขาก็ยังรู้สึกติดใจสงสัยพฤติกรรมของฉันไม่น้อย
“เอาล่ะวันนี้เรามาตัวติดบ้านกันทั้งวันกัน”
หลังจากนั้นฉันก็นั่งดูหนังกับวารินทั้งวันโดยที่ไม่ยอมออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว ฉันคิดว่าทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี
ขณะนี้เวลา 19:10
ติ๊งต๊อง~
ในขณะที่ฉันและวารินกำลังดูข่าวภาคค่ำทันใดนั้นเสียงกริ่งบ้านก็ดังขึ้น
“ครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่ได้ยินเสียงกริ่งบ้าน” ก็นะเพิ่งย้ายมาอยู่แค่หนึ่งอาทิตย์ คนรู้จักก็ไม่ได้มีมากมายก็เลยไม่ค่อยมีใครมาเยี่ยม
“เดี๋ยวผมจะไปดูเอง” วารินอาสาไปเปิดประตู ฉันมองตามวารินเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปก่อนที่ฉันจะหันหน้ากลับไปดูทีวีต่อ ทว่าสิบวินาทีต่อมาฉันตัดสินใจลุกออกจากโซฟาและเดินตามวารินไปเพราะความรู้สึกไม่สบายใจที่อัดแน่นในอก
“ใครมางั้นเหรอวาริน” ฉันเอ่ยถาม วารินที่ยืนอยู่หน้าประตูหันหน้ามามองฉันพลางส่งสายตาไม่รู้ ในขณะเดียวกันประตูก็เปิดออกกว้างเผยให้เห็นชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อแขนยาวสีดำและสวมฮู้ดอย่างมิดชิด
ฉันและวารินนิ่งเงียบเพราะพวกเราไม่รู้จักคนที่มีลักษณะเช่นนี้มาก่อน
“เจอแล้ว~” ชายสวมฮู้ดกล่าวพลางแสยะยิ้ม ในตอนนั้นฉันเห็นบางอย่างแสงสะท้อนเป็นประกายข้างหลังชายคนนั้น
“วารินถอยออกมา!” ฉันตะโกนเสียงดังลั่นและรีบพุ่งเข้าไปดึงวารินให้ถอยห่างจากประตู จากนั้นฉันก็รีบคว้าประตูเพื่อปิด แต่ทว่ามันคล้ายกับว่ามีบางอย่างกระชากประตูให้เปิดออกอย่างแรงจนประตูหลุดออกไปทั้งบาน
“บ้านนี้ต้อนรับแขกอย่างนี้งั้นเหรอ?” ชายสวมฮู้ดถามและในขณะเดียวกันสิ่งที่มีแสงสะท้อนเป็นประกายข้างหลังของชายคนนั้นก็พุ่งเข้ามาหาฉัน ฉันหยิบร่มที่วางอยู่บนชั้นวางรองเท้าขึ้นมาปัดป้องกันแทบไม่ทัน
“เลอา!” วารินอุทานอย่างตื่นตระหนกเมื่อเห็นว่าสิ่งที่พุ่งเข้าหาฉันก็คือมีด ใช่ มันคือมีด! แถมเป็นมีดลอยได้ด้วย
“ผู้มีพลังจิต” ฉันจ้องมองชายสวมฮู้ดด้วยสายตาเป็นศัตรู ฉันรู้ทันทีว่าเขาคือฆาตกรที่ฆ่าฉันในนิยาย แต่ทำไมมันมาอยู่ที่นี่ได้? มันตามฉันมางั้นเหรอ? ในใจของฉันสับสน แต่ฉันไม่ยอมเสียสมาธิไปไม่เช่นนั้นฉันอาจจะไม่รอด รวมถึงวารินด้วย
แฟนของฉัน ใครก็ห้ามแตะ!
“ของไร้ประโยชน์อย่างเธอมันเกะกะลูกตาจริงๆ” มันว่าและควบคุมมีดให้พุ่งเข้ามาหาฉันเพื่อฆ่า แต่มันไม่ง่ายหรอก!
ฉันใช้ร่มในมือปัดมีดพวกฉันอย่างรวดเร็ว เห็นอย่างนี้ฉันก็เคยเรียนวิชาดาบนะ แถมเป็นวิชาดาบสำหรับฆ่าด้วย ฉันจึงไม่ยอมให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูกโจมตีเพียงฝ่ายเดียว ฉันพุ่งเข้าหาฆาตกรหวังจะใช้ร่มฟาดมันสักครั้ง แต่ก่อนที่ร่มของฉันจะถึงตัวฆาตกรมันก็ถูกบดขยี้ด้วยพลังบางอย่าง
“ของแบบนั้นจะทำอะไรฉันได้” มันหัวเราะเยาะ ทันใดนั้นมันก็ชักมีดออกมาและไล่ฟันฉัน ฉันที่ไม่มีอาวุธในมือแล้วจึงได้แต่ถอยหลังหลบจนกระทั่งไปชนวารินที่ยืนอยู่ข้างหลัง
วารินโอบเอวของฉันไว้ทันที “อย่ามาแตะต้องแฟนของผม”
เปรี้ยง!
สิ้นประโยคของวาริน ทันใดนั้นกระแสไฟฟ้ารอบๆ ก็เกิดการกะพริบและต่อมาก็มีสายฟ้าฟาดเข้าไปโจมตีชายสวมฮู้ดคนนั้น
“สมกับเป็นของมีประโยชน์ พลังมีเยอะไม่น้อย” ชายคนนั้นหัวเราะแม้จะถูกสายฟ้าฟาดจนได้กลิ่นไหม้ชัดเจน
“ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าทำไมคุณถึงโจมตีพวกเรา แต่ผมจะไม่ยอมให้คุณทำร้ายแฟนของผมแน่” วารินกล่าวเสียงแข็งกร้าว ซึ่งไม่บ่อยนักที่วารินจะทำเสียงก้าวร้าวเช่นนี้
ถ้าสถานการณ์ตอนนี้ไม่เป็นแบบนี้ฉันคงจะกรีดร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น วารินในเวอร์ชันดุร้าย! หัวใจของฉันแทบละลาย~
หลังจากวารินประกาศกร้าวไปแล้วเขาก็โจมตีคนร้ายที่บุกบ้านไม่ยั้งด้วยพลังจิตสายฟ้า แต่ฝ่ายนั้นก็ไม่ยอมล้มง่ายๆ และใช้มีดที่เป็นโลหะเป็นตัวล่อสายฟ้าเพื่อป้องกัน ดูเหมือนว่าฝ่ายนั้นมีทักษะการใช้พลังและการต่อสู้มากกว่าจึงป้องกันสายฟ้าของวารินได้ทั้งหมด อีกทั้งยังสามารถโจมตีกลับได้อีกด้วย หากวารินไม่ได้สร้างม่านสายฟ้าของมาป้องกันการโจมตีจากคมมีดพวกนั้นพวกฉันคงบาดเจ็บหนัก
ชายสวมฮู้ดเห็นดังนั้นจึงเริ่มจะเอาจริง สิ่งที่เป็นโลหะทุกอย่างรอบตัวฉันและวารินลอยขึ้นมาและพุ่งเข้ามาโจมตีพวกฉัน
มันมีพลังจิตควบคุมโลหะไม่ผิดแน่!
การโจมตีรอบด้านทำให้วารินต้องทุ่มเทพยายามในการใช้สายฟ้าเป็นเกราะป้องกันเพียงอย่างเดียว ฉันจึงรีบมองหาทางจัดการฆาตกร มันต้องมีสักทางที่ฉันโต้กลับได้สิ! แต่ถ้าจะใช้อาวุธประเภทโลหะต่อสู้ก็คงไม่ได้เพราะอีกฝ่ายมีพลังจิตควบคุมโลหะ ทำยังไงดีล่ะทีนี้ ถ้าฉันไม่มีพลังจิตคงสู้ไม่ได้แน่
"ถ้าอย่างนั้น…วาริน เธอสร้างสายฟ้าเป็นรูปร่างได้ไหม?” ฉันกระซิบถามวาริน
"ผมไม่เคยทำ น่าจะไม่ไหว” วารินเอ่ยเสียงเครียดขณะที่พยายามมีสมาธิกับการป้องกัน วารินยังไม่เคยต่อสู้ด้วยพลังจิตมาก่อนเขาจึงไม่รู้ว่าควรใช้อย่างไรดี
"ลองใช้โลหะเป็นตัวนำไฟฟ้าสิ ปล่อยกระแสไฟฟ้าไปในโลหะข้างหลังผู้ชายคนนั้นและดึงไฟฟ้าเข้ามาหาตัวเอง นั่นจะทำให้เธอลอบโจมตีมันได้" ฉันแนะนำเขาเสียงเบา
วารินพยักหน้าอย่างเข้าใจและทำตามที่ฉันบอก ไฟฟ้าค่อยๆ รวมตัวกันอยู่ข้างหลังของชายสวมฮู้ด ยิ่งมันรวมตัวกับมากเท่าไหร่พลังโจมตีของมันจะต้องมากกว่าการปล่อยสายฟ้าไปตรงๆ อย่างแน่นอน
เมื่อมองเห็นจังหวะที่ดีวารินก็ดึงสายฟ้าทั้งหมดมาหาตัวเองทันที แต่ก่อนมันจะมาถึงตัวเขาไฟฟ้าแรงสูงนั่นจะต้องทะลุผ่านตัวของชายสวมฮู้ดก่อน แน่นอนถ้าโดนไฟฟ้าแรงสูงทะลุผ่านตัวแบบนั้นความร้อนจากไฟฟ้ามันจะทำให้ร่างถูกเผาไหม้
” อึก!” ชายสวมฮู้ดไม่ทันตั้งตัวจึงโดนโจมตีไปเต็ม ไหล่ขวาของเขาเกิดรูขนาดใหญ่ มันเป็นแผลที่มีรอยไหม้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนและจากนั้นเลือดของชายสวมฮู้ดก็เริ่มไหลออกมามากมาย วารินผงะเมื่อเห็นเลือดมากมายเช่นนั้น
”มันจำเป็นวาริน ถ้าเธอไม่ทำเราจะตาย" ฉันกอดวารินและปลอบโยนเขา ฉันรู้ว่าเขาหวาดกลัวพลังของตัวเอง ฉันไม่อยากให้เขารู้สึกแย่แต่ถ้าไม่ให้เขาทำ มันจะเป็นตัวเขาเองที่จะตกอยู่ในอันตราย
”ไม่เลว…" ชายสวมฮู้ดหัวเราะในลำคอ ทันใดนั้นบาดแผลของเขาก็รักษาตัวเอง
พลังจิตอีกอย่างงั้นเหรอ!?
” หึหึหึ นี่ล่ะพลังที่ฉันต้องการ!” ชายคนนั้นตะโกนและหัวเราะราวกับคนบ้า
ฉันและวารินระวังตัวมากขึ้น บรรยากาศรอบตัวของชายคนนั้นเหมือนจะเปลี่ยนไป มันให้ความรู้สึกอันตรายมากขึ้น
วี้วอ!
แต่ไม่ทันที่การต่อสู้จะดำเนินต่อทันใดนั้นเสียงรถตำรวจก็ดังขึ้นมา ฉันคาดว่าเพื่อนบ้านของฉันคงได้ยินเสียงดังจากการต่อสู้ก็เลยโทรเรียกตำรวจมา ชายคนนั้นชะงักและสบถออกมาด้วยท่าทางไม่พอใจ
“พวกน่ารำคาญ คราวหน้าจะฆ่าให้หมด” ชายสวมฮู้ดหันมามองฉันและวารินเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหายไปวาร์ปหายไปต่อหน้าต่อตาของฉันและวาริน
เขามีพลังอย่างที่สาม!?
ฉันตกใจมาก ฆาตกรนั่นมีพลังจิตหลายอย่างแต่ร่างกายยังทนรับไหว มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่เลอาในนิยายพลาดท่าถูกฆ่าทั้งที่มีทักษะดาบเก่งเท่ากับฉัน
ไม่นานหลังจากที่ชายคนนั้นจากไปตำรวจก็มาถึงหน้าบ้านของฉันและวาริน พวกเขาสำรวจก่อนเป็นอย่างแรกและหันมาพูดกับฉันและวารินว่า
“ผู้มีพลังสินะ” ตำรวจคนหนึ่งกล่าว
ฉันและวารินมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้าตอบกลับไป ในเมื่อตำรวจรับรู้ถึงตัวตนของผู้มีพลังจิตมันก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับเราที่จะให้การโดยไม่ต้องแต่งเรื่องให้สมเหตุสมผลกับความเสียหายที่เกิดขึ้น
วารินได้อธิบายเรื่องราวคร่าวๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตำรวจฟัง ส่วนฉันขอตัวเข้าไปให้ห้องนอนเพื่อเอาของบางอย่าง ซึ่งของสิ่งนั้นก็คือนิยายบอกอนาคตเล่มนั้น! มันต้องบอกได้แน่ว่าทำไมเจ้าฆาตกรนั่นถึงมาอยู่หน้าบ้านของฉันและวารินได้
ครั้งนี้ฉันตั้งใจอ่านอย่างละเอียดและมองข้ามความหึงหวงของตัวเองที่มีต่อตัวละครวารินในนิยาย ตอนนี้ฉันมีวารินเป็นของตัวเอง ทำไมฉันต้องหึงด้วยล่ะ!
และเมื่อได้อ่านอย่างจริงจังฉันก็ได้รู้ว่าฆาตกรนั่นมีความสามารถกลืนกินพลังของคนอื่นได้ มันพยายามไล่ล่าคนมีพลังจิตเพื่อแย่งชิงพลัง วารินก็เป็นเป้าหมายของมันเช่นกัน ในวันนี้หรือวันที่ฉันถูกฆ่าในนิยายฆาตกรตั้งใจจะมาที่บ้านของฉันอยู่แล้วเพื่อมาชิงพลังของวาริน แต่เพราะระหว่างเดินทางมามันดันบังเอิญเจอฉันก่อนมันก็เลยฆ่าฉันด้วยเหตุที่ว่า เกะกะลูกตา!
ไอ้xxx
สบถแล้วก็อ่านต่อและฉันก็ได้รู้ว่าหลังจากฆาตกรนั่นฆ่าฉันเสร็จมันก็ไปที่บ้านของฉันเพื่อไปหาวาริน แต่ในตอนนั้นวารินดันออกจากบ้านมาตามหาฉัน มันจึงคลาดจากวารินไป แต่ถึงแม้จะคลาดกันครั้งหนึ่งฆาตกรนั่นก็ไม่ยอมแพ้และไล่ล่าวาริน หากวารินไม่ได้ไอ้อาเธอร์อะไรนั่นช่วยซ่อนตัววารินคงไม่มีชีวิตอยู่
บ้าเอ๊ย!
ถ้าไม่มีไอ้หมอนั่นช่วยเหลือวารินก็จะไม่รอดงั้นเหรอ? ไม่ใช่! ถ้าฉันหาสถานที่ปลอดภัยซ่อนตัวได้ละก็ฉันและวารินก็จะรอด!
จนกว่าจะจัดการเจ้านั้นได้ฉันจะต้องหาที่ซ่อน แต่ฉันไม่รู้ว่ามีที่ไหนปลอดภัยบ้าง ทางเลือกเดียวก็คือขอความช่วยเหลือจากตำรวจที่ทราบถึงการมีอยู่ของผู้มีพลังพิเศษคนนั้น
ฉันกลับไปวารินที่กำลังสนทนากับตำรวจคนนั้น
“มาพอดีเลยเลอา สารวัตรเมลเสนอให้เราย้ายที่อยู่ชั่วคราว คุณคิดว่ายังไงเหรอ?” ยังไม่ทันที่ฉันจะได้เริ่มเกริ่นนำวารินก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน ฉันหยุดชะงักไปครู่และคิดว่าก็ดีเหมือนกัน ตำรวจเสนอมาให้แบบนี้แล้วฉันก็ไม่จำเป็นต้องพูดมาก
“ก็ดีนะ จนกว่าคนร้ายจะถูกจับตัวเราควรไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัยกันสักพัก” ฉันพูด
“อีกสักครู่คนที่จะช่วยหาที่ซ่อนตัวชั่วคราวให้กับพวกคุณก็จะมาถึงแล้ว” สารวัตรเมลกล่าว
“เขาคือตำรวจรึเปล่าคะ?” ฉันถามเพราะฉันไม่ไว้ใจว่าคนคนนั้นจะสามารถหาที่ซ่อนให้ฉันและวารินได้ปลอดภัยจริงหรือไม่
“ไม่ใช่ แต่เขาไว้ใจได้ เขาสามารถดูแลพวกคุณได้อย่างดีแน่นอน” สารวัตรเมลเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพื่อให้พวกฉันสบายใจ แต่ฉันก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี
“เขาไม่ใช่ตำรวจแต่ทำไมต้องดูแลพวกเรา? เขาเกี่ยวข้องกับตำรวจอย่างไร?” ฉันถามต่อ
“เขามีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้ฆาตกรหลุดออกมาน่ะ เขาจะต้องดูแลความปลอดภัยของพวกคุณเพื่อเป็นการรับผิดชอบ” ในประโยคแรกที่สารวัตรเมลเอ่ย น้ำเสียงของเขาเหมือนมีความไม่พอใจกับบางคนและแอบแฝงความรู้สึกผิดต่อพวกฉัน
ฉันเริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาตงิดๆ ลางสังหรณ์ของฉันบอกว่าคนที่จะมาช่วยดูแลพวกฉันจะต้องเป็นคนที่ฉันไม่อยากเจอและเกลียดขี้หน้าสุดๆ
แน่นอนว่าลางสังหรณ์ของฉันถูกต้อง
“คนที่เป็นเป้าหมายของเจ้านั่นอยู่ไหน” ข้างหลังของสารวัตรมีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมา พวกฉันจึงหันไปมองอย่างพร้อมเพรียงและได้พบกับชายหนุ่มร่างสูงที่มีหน้าตาหล่อเหลามีดวงตาสีเหลืองทองอันโดดเด่นและมีเส้นผมสีขาวประกายสีแดง
ไอ้อาเธอร์งั้นเหรอ!?
“มาพอดีเลย นี่คืออาเธอร์ เวลเลอร์ คนที่จะมาช่วยให้ที่ซ่อนและดูแลความปลอดภัยของพวกคุณ” สารวัตรเมลแนะนำอาเธอร์ให้ฉันและวารินรู้จัก
“สวัสดีครับผมวาริน ยินดีที่ได้รู้จัก” วารินทักทายอย่างเป็นมิตร ความหึงหวงของฉันพุ่งสูงทันที ฉันพุ่งเข้าไปกอดวารินอย่างหวงแหนและชายตามองอาเธอร์อย่างไม่เป็นมิตร
อาเธอร์ “...?”
“เป็นอะไรงั้นเหรอ?” วารินถามฉันอย่างสงสัย
“ฉันไม่อยากไปกับผู้ชายคนนั้น! เขาไม่น่าไว้ใจเลย เราช่วยกันหาสถานที่ปลอดภัยกันเองดีกว่า!” ทำไมคนที่จะช่วยปกป้องพวกฉันชั่วคราวถึงต้องเป็นเจ้านั่นด้วย! ทั้งที่ฉันคิดว่าจะไม่ยอมให้วารินและอาเธอร์ต้องมาเจอกันแท้ๆ แต่ทำไมถึงยังมาเจอกันได้อีก! แรงดึงดูดของพระเอกกับนายเอกเรอะ!? ไม่ยอม ฉันไม่ยอมนะ!
“ถึงอาเธอร์จะดูไม่น่าไว้ใจแต่เขาไว้ใจได้นะ” สารวัตรเมลพูดพลางยิ้มแห้งกับสายตาไม่เชื่อของฉัน “ไม่ต้องเป็นห่วง เขาไม่ใช่บุคคลน่าสงสัยที่ทำอะไรผิดกฎหมาย คิดว่างั้นนะ” ประโยคสุดท้ายสารวัตรเมลแอบกระซิบ “เอาเป็นว่าเขามีสถานที่ซ่อนตัวที่ปลอดภัยมากๆ ให้พวกคุณอยู่อาศัยชั่วคราวได้ แน่นอนว่าไม่เสียค่าใช้จ่าย”
“ไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือครับ? แบบนั้นจะดีเหรอครับผมคิดว่าผมควรจ่ายค่าคุ้มครองด้วย” วารินกล่าวอย่างเกรงใจ
“ฉันมีส่วนทำให้ฆาตกรนั่นหลุดออกมาสร้างความเสียหายแบบนี้ ฉันมีความรับผิดชอบมากพอที่จะให้ความช่วยเหลือพวกคุณที่ได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดของฉัน” อาเธอร์กล่าวเสียงเรียบ
“ฉันจะหาที่ซ่อนเอง ไม่จำเป็นต้องให้นาย...คุณช่วยเหลือ” ฉันพูดเสียงเย็นชาพยายามไม่ส่งสายตาเกลียดชังอย่างออกนอกหน้า
อาเธอร์เค้นเสียงหัวเราะในลำคอและมองฉันด้วยสายตาเย่อหยิ่ง “ที่ซ่อนที่เธอหามันไม่ทางที่จะปลอดภัยเท่ากับที่ซ่อนที่ฉันหาให้หรอก”
“มั่นใจได้ยังไงกัน” ฉันเบะปากไม่ชอบใจ
“ฉันจะให้พวกเธอซ่อนตัวอยู่คอนโดมิเนียมของฉัน ที่นั่นมีระบบรักษาความปลอดภัยระดับประเทศเพราะทั้งอาคารถูกสร้างขึ้นมาด้วยวัสดุพิเศษที่ทำลายได้ยาก ผู้มีพลังพิเศษก็อย่าหวังว่าจะทำลายมันได้ง่ายๆ ระบบตรวจสอบความปลอดภัยก็ทันสมัย คนแปลกหน้าไม่มีทางเข้าออกได้ง่ายๆ ทุกที่ในอาคารก็มียามเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แน่นอนว่ายามพวกนั้นเก่งกาจมาก บางคนมีพลังพิเศษ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาคนพวกนั้นก็สามารถจัดการได้ทันที อย่างเธอคงหาสถานที่ที่มีความปลอดภัยกว่านั้นไม่ได้หรอกและอีกอย่างเธอคงไม่มีเงินจ้างบอดี้การ์ดให้มาปกป้องตอนออกไปข้างนอกหรอกมั้ง อย่างเธอคงทำได้แค่รอให้ฆาตกรนั่นย้อนกลับมาฆ่า”
ร่ายยาวมาจนพอใจก็แสยะยิ้มเยาะ ฉันกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ ฉันอยากจะพุ่งเข้าไปซัดหน้ามันสักครั้งจริงๆ แต่ฉันยังพอมีสติพอที่จะไม่ทำอย่างนั้น ฉันพยายามดึงสติกลับมาและหาวิธีตอกกลับไปว่าฉันสามารถหาสถานที่ปลอดภัยกว่านั้นได้ แต่คิดยังไงฉันก็คิดไม่ออก ถ้าอยากรอดชีวิตจากการถูกตามฆ่าจากคนที่มีพลังจิตแข็งแกร่งอย่างเจ้าฆาตกรนั่นคงต้องลงไปซ่อนใต้ดินโดยห้ามโผล่หน้าออกมาข้างนอกเท่านั้น ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้! ฉันและวารินไม่สามารถซ่อนตัวใต้ดินได้ตลอดไปและที่สำคัญฉันไม่อยากให้วารินต้องไปลำบากอยู่ใต้ดินแบบนั้น! มันน่าเจ็บปวดและน่าเศร้าเกินไปแล้ว วารินของฉันจะต้องได้ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระท่ามกลางแสงแดดอันสว่างไสวสิ
มันเป็นอย่างที่อาเธอร์พูด ฉันไม่สามารถหาสถานที่ที่ปลอดภัยอย่างนั้นได้และไม่มีเงินพอที่จะจ้างบอดี้การ์ดที่เก่งพอจะสู้กับผู้มีพลังจิตได้ แม้จะน่าเจ็บใจแต่ฉันก็ต้องยอมรับ เพื่อความปลอดภัยของวารินแล้วฉันจะต้องยอมรับการคุ้มครองจากอาเธอร์
“เฮ้อ...เข้าใจแล้ว” ฉันถอนหายใจอย่างยอมแพ้
“เข้าใจง่ายดีนี่” อาเธอร์กระตุกยิ้ม
“แต่นายต้องห้ามยุ่งกับวารินของฉันนะ! ไม่อย่างนั้นฉันจะใช้ดาบตัดหัวนายซะ!” ฉันกอดวารินอย่างหวงแหน
“หือ? มันมีอะไรน่าสนใจที่ทำให้ฉันอยากยุ่งกับมัน?” อาเธอร์เลิกคิ้วไม่เข้าใจ
“อย่าเรียกวารินว่ามันนะ” ฉันกัดฟันพูดอย่างหงุดหงิด วารินได้แต่ยิ้มแห้งและลูบหลังของฉันเพื่อให้ฉันอารมณ์เย็นลง
“หรือว่ามันมีพลังอะไรน่าสนใจ?” อาเธอร์เอ่ยอย่างสงสัยปนสนใจพลางกวาดสายตามองวาริน ฉันจึงนึกขึ้นมาได้ว่าสาเหตุที่อาเธอร์สนใจวารินก็เพราะเขาเห็นว่าวารินมีพลังถึงสองอย่างและแต่ละอย่างก็ทรงพลังทั้งนั้นแต่กลับใช่ชีวิตได้อย่างปกติโดยที่ร่างไม่ระเบิดตายไปเสียก่อน เพื่อไม่ให้อาเธอร์สนใจวารินฉันจะต้องไม่ให้เขารู้เด็ดขาดว่าวารินมีพลังสองอย่าง!
“แค่ทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรนิดหน่อยเอง” ฉันรีบพูดก่อนที่วารินจะให้คำตอบกับอาเธอร์ ฉันเลือกที่จะเปิดเผยว่าวารินมีพลังสายฟ้าเพราะว่ามันปกปิดได้ยากที่สุด เมื่อวารินอารมณ์ไม่คงที่เมื่อไหร่เขาก็จะทำให้ไฟฟ้าติดๆ ดับๆ ทุกครั้ง แม้ว่าวารินจะพยายามปกปิดแต่สุดท้ายความก็จะแตกอยู่ดี เพราะงั้นเลือกปกปิดพลังที่ปกปิดง่ายที่สุดจะดีกว่า
“หือ...สายฟ้าสินะ สายควบคุมใช่ว่าจะหาง่ายและอยู่รอดปลอดภัยจนมาถึงตอนนี้” อาเธอร์ยังมีท่าทางสนใจวาริน ฉันแยกเขี้ยวขู่ทันที
“ฉันขอเตือนคุณว่าอย่ามายุ่งกับฉันและแฟนของฉันอีก! มันเป็นเพราะคุณเลินเล่อและประมาณตนมากเกินไปจนทำให้ฆาตกรหลุดออกมานั่นแหละที่ทำให้พวกฉันอยู่บ้านไม่ได้ คุณควรเอาเวลาไปตามจับฆาตกรที่หลุดออกมาจะดีกว่า ถ้าฉันตายหรือมีคนอื่นตายเพราะฆาตกรนั่นมันก็เป็นความผิดของคุณทั้งหมด!”
อาเธอร์จ้องตากับฉันด้วยสายตาสงสัยปนไม่พอใจที่ฉันแสดงท่าทางเป็นศัตรูกับเขาแบบออกหน้าออกตา แน่นอนว่าฉันไม่ต้องการจะปกปิดเพราะฉันอยากจะเตือนเขาว่าฉันไม่ชอบเขาเอามากๆ ฉันเชื่อว่าถ้าเขารู้ว่าฉันไม่ชอบหน้าเขา เขาก็คงรู้สึกรำคาญและไม่อยากเห็นหน้าฉันเหมือนกันและเลือกที่จะไม่สนใจและเมินฉัน ซึ่งมันจะเป็นเรื่องดีมากถ้าเขาเมินวารินด้วย!
แต่ถ้าอาเธอร์เป็นพวกชอบวิ่งเข้าหาคนที่เกลียดตัวเองฉันคงต้องวางแผนใหม่
“เธอตายไปสักคนมันก็ไม่ทำให้ฉันรู้สึกผิดขึ้นมาหรอก ตายไปซะก็ดี” อาเธอร์เหยียดยิ้มไม่พอใจ
นี่แช่งกันเลยเรอะ!?
ฉันกำลังจะอาละวาดด้วยความไม่พอใจ แต่วารินก็พูดขึ้นมาเสียก่อน “คุณอาเธอร์...ผมไม่ตำหนิคุณหรอกนะที่คุณพลาดทำฆาตกรหลุดออกมา แต่ถ้าคุณกล่าวออกมาแบบนั้นโดยไม่มีความรู้สึกผิดต่อสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดผมคงให้อภัยคุณไม่ได้ ถ้าแฟนของผมเป็นอะไรไปละก็...ผมก็ไม่คิดจะปรานีคุณ” วารินหรี่ตาลงและมองอาเธอร์อย่างเย็นชา
ฉันปลื้มใจอย่างมาก วาริน! เกลียดไอ้หมอนั่นไปเลย! มันไม่เหมาะสมที่จะเป็นพระเอกของเธอเท่าฉันหรอก!
ด้วยเหตุนี้ครั้งแรกที่พวกเราได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการจึงกลายเป็นว่าฉันและวารินต่างก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ชอบขี้หน้าอาเธอร์ คนที่พอใจกับผลลัพธ์นี้เป็นใครไปไม่ได้นอกจากฉัน! และในอนาคตฉันว่าหวังว่าจะทำให้วารินเกลียดอาเธอร์มากยิ่งขึ้น
อย่าหวังว่าจะได้แตะต้องแฟนของฉันเลยอาเธอร์!
ฉากลับฉากหนึ่งในนิยาย ปกป้องหัวใจวาริน
หลังฉาก : พรากจาก
“ไข่และน้ำผลไม้หมดแล้ว อ๊ะ น้ำตาลและน้ำปลาด้วย เลอาผมจะออกไปซื้อของนะ” ในขณะที่เริ่มหั่นผักวารินก็นึกขึ้นมาได้ว่าของในครัวหมดไปหลายอย่าง
“เธอทำอาหารต่อไปเถอะ เดี๋ยวฉันจะออกไปซื้อเอง” เลอาอาสาที่จะไปซื้อของแทนและรีบเดินออกจากห้องครัวไปโดยไม่รอให้วารินประท้วง
วารินมองกุ้งที่เลอายังแกะเปลือกไม่เสร็จก่อนที่จะส่ายหัวเอือมระอาพลางหัวเราะเบาๆ บอกมาตามตรงก็ได้ว่าไม่อยากช่วยทำอาหารต่อน่ะ
วารินแกะเปลือกกุ้งที่เลอาแกะค้างไว้โดยไม่บ่นอะไรเพราะเขารู้ดีว่าเลอาค่อนข้างไม่ชอบการแกะเปลือกทุกชนิด โดยเฉพาะเปลือกผลไม้ ถ้าเขาไม่แกะเปลือกให้เลอาก็คงไม่คิดว่ากินผลไม้จำพวกที่ต้องแกะเปลือกตลอดชีวิตแน่ๆ
เขาทำอาหารเย็นจนเสร็จแต่เลอาก็ยังไม่กลับมาจากซื้อของ เขาจึงมองสำรวจบ้านเพื่อเป็นการฆ่าเวลาระหว่างที่รอให้เลอากลับมา เขาอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพแขวนบนผนังบ้าน บ้านหลังนี้พวกเขาเพิ่งย้ายมาอยู่ได้อาทิตย์กว่าแล้วและเกือบทุกอย่างในบ้านเลอาก็เป็นคนจัดวาง แม้ว่าเขาจะสำรวจดูแล้วแต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นมาเดินสำรวจอีกครั้ง
ภาพถ่ายคู่ของเขาและเลอาถูกจัดวางอยู่ทุกแห่งในบ้าน ข้าวของต่างๆ ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ เครื่องดนตรีอย่างเช่นเปียโนถูกวางอยู่มุมอย่างดี ถ้าเขาอย่างเล่นขึ้นมาก็ลุกไปเล่นได้ตลอดเวลา เขาลูบเปียโนหลังใหญ่ของเขาแผ่วเบา ทันใดนั้นภาพที่เขากำลังสอนเลอาเล่นเปียโนก็ฉายเข้ามาในหัวของเขา
เลอาเล่นดนตรีไม่เป็นเลย เขาก็เลยสอนเลอาให้เล่นดนตรี มันเป็นกิจกรรมยามว่างที่พวกเขามักได้ทำร่วมกันบ่อยครั้ง
“แปลกจัง ทำไมยังไม่กลับมานะ” เขาคิดถึงเลอาจึงอดบ่นไม่ได้ที่เธอหายไปนาน เขาจึงตัดสินใจออกจากบ้านไปถามหา
เขาหวังว่าจะได้พบกับเลอาแล้วพูดกับเธอว่า กลับมาช้าจังนะ และจูงมือกันกลับบ้านและกินข้าวเย็นด้วยกัน จากนั้นก็จะล้างหน้าแปรงฟันด้วยกันก่อนนอน และนอนหลับฝันดีด้วยกัน พอตื่นเช้าขึ้นมาก็ล้างหน้าแปรงฟันด้วยกันอย่างเช่นทุกวัน และทานอาหารเช้าด้วยกันอย่างเช่นทุกวัน
แต่ว่า...ทุกสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว
“เลอา...” ร่างกายของเขาคล้ายหมดเรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขาทรุดตัวลงตรงหน้าร่างของเธอ
ไม่ เขาไม่ต้องการยอมรับ ไม่ยอมรับ!
“เลอา...มานอนทำอะไรตรงนี้กัน กลับบ้านเรากันเถอะนะ” เขาเอ่ยเรียก มือของเขายื่นออกไปหวังจะจับจูงมือเธอกลับบ้าน แต่ทำไมมือของเขาสั่นเทาเช่นนี้ ทำไมภาพตรงหน้าของเขาถึงพร่าเลือนเช่นนี้
ตุบ...
เขามองมือของเขาที่กุมมือของเลอาไว้ มือที่เต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน มือที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับร่างของเธอ
“เลอา...เลอา...เลอา!!” เขาพยายามต่อมือของเธอให้กลับที่เดิม พยายามประคับประคองศีรษะของเธอไว้ไม่ให้หลุดลงมา
ทำไม! ทำไมเป็นอย่างนี้! อย่าทิ้งผมไปได้โปรด!
“เลอา!!” เขากรีดร้องอย่างบ้าคลั่งด้วยอารมณ์รุนแรงจนกระทั่งพลังของเขาระเบิดออกมา เขาไม่สนแล้วว่าพลังของเขาจะทำลายอะไรไปบาง ทำคนอื่นบาดเจ็บหรือไม่ ถ้าเลอาไม่อยู่แล้วโลกนี้ก็ไม่มีสิ่งที่เขาต้องการอีกต่อไป
ตอนที่ 3 อ่านบทต่อไป
สามวันแล้วที่ฉันและวารินย้ายมาอยู่ที่คอนโดมิเนียมสุดหรูที่มีระบบการรักษาความปลอดภัยระดับสูงของอาเธอร์ ยอมรับเลยว่าไม่เพียงแค่ระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม ห้องพักที่พวกฉันได้รับมันยอดเยี่ยมมากจริงๆ เพราะมันมีพร้อมทุกอย่างไม่ว่าจะห้องน้ำสองห้อง ห้องนอนสองห้อง ห้องครัวและห้องนั่งเล่นที่กว้างมาก มันกว้างใหญ่พอที่จะอยู่เป็นครอบครัวใหญ่เลยเชียวล่ะและมันทั้งหรูหราและสะดวกสบาย อีกทั้งวิวของห้องพักของพวกฉันก็สวยมากด้วยเพราะพวกฉันได้อยู่ชั้นสิบ ห่างจากชั้นสูงสุดเพียงแค่ห้าชั้นเท่านั้น แต่ที่ดีที่สุดคงไม่พ้นเรื่องที่ว่าฉันและวารินสามารถพักที่นี่ได้ฟรีจนกว่าจะจับฆาตกรได้สำเร็จ คุณตำรวจเมลอะไรนั่นดูเหมือนจะต่อรองไว้แบบนั้น ฉันก็เลยสบายใจเรื่องเงินและพักที่คอนโดของอาเธอร์อย่างไม่คิดจะเกรงใจและหวังจะเอากำไรจากมันให้ได้มากที่สุด
แต่เพราะยังรู้สึกไม่คุ้นเคยและรู้สึกแปลกที่ไปหน่อยฉันและวารินจึงยังไม่ได้ไปสำรวจที่ไหนนอกจากห้องสุดหรูที่ได้มาแบบไม่ต้องเสียเงิน และพอเริ่มรู้สึกสบายใจแล้วว่าอยู่ที่นี่จะปลอดภัยไม่มีปัญหาพวกฉันก็เริ่มที่จะจัดข้าวของของตัวเองให้เข้าที่
“ทั้งที่เมื่อไม่กี่วันก่อนเราเพิ่งจะจัดแต่งบ้านที่เพิ่งซื้อมาแท้ๆ นี่เราจะต้องมาจัดแต่งบ้านใหม่อีกแล้วหรือนี่” ฉันรำพึงรำพันออกมาและแอบรู้สึกแย่เล็กน้อย บ้านที่ฉันและวารินอุตส่าห์เลือกที่จะซื้อด้วยกันและวางแผนว่าจะสร้างครอบครัวที่บ้านหลังนั้น แต่แผนทุกอย่างกลับก็ต้องมาหยุดลงเพราะฆาตกรนั่นและความประมาทเลินเล่อของไอ้อาเธอร์นั่นที่ทำให้บ้านหลังนั้นเสียหายและกลายเป็นสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย
“อย่าเศร้าไปเลย ผมเชื่อว่าอีกไม่นานฆาตกรนั่นจะต้องถูกจับในเร็วๆ นี้แน่นอนและเราก็จะได้กลับบ้านกัน” วารินเอ่ยเสียงนุ่มนวลเพื่อปลอบโยนฉัน
ฉันเพียงยิ้มตอบกลับในขณะที่ในใจก็คิดว่ามันไม่น่าง่ายขนาดนั้นเพราะถ้าฆาตกรถูกจับเร็วขนาดนั้นตัวละครเลอาในนิยายเรื่อง ปกป้องหัวใจวาริน คงเป็นแค่ตัวประกอบที่มีไว้เพื่อกำจัดเพื่อให้ตัวละครวารินได้มีแฟนใหม่เป็นผู้ชาย บ้าเอ๊ย! แค่คิดก็โมโหแล้ว!
ฉันเชื่อว่าถ้าสมมุติว่าโลกนี้เป็นนิยาย การตายของฉันคงเป็นตัวจุดชนวนของเนื้อเรื่องเพื่อให้วารินมีแรงผลักดันในการตามล่าหาฆาตกรคนนั้น นั่นหมายความว่าการจะหาตัวฆาตกรที่เป็นเหมือนบอสใหญ่จะต้องไม่ง่ายดายอย่างแน่นอน ไม่สิ แค่ดูจากพลังของมันก็รู้ได้ทันทีแล้วว่าการตามล่าหาตัวฆาตกรมันไม่ง่าย มันมีพลังถึงสามอย่างเชียวนะ และดูเหมือนจะมากกว่านั้นด้วย คนธรรมดาอย่างฉันจะทำอะไรมันได้กัน
ฉันถอนหายใจอย่างเซื่องซึม “หวังว่าฆาตกรจะถูกจับโดยเร็วเพราะถ้าปล่อยไว้นานวารินจะยิ่งตกอยู่ในอันตราย”
“ผมจะระวังตัวมากขึ้น อีกอย่างช่วงนี้ผมคงไม่มีเหตุผลที่จะต้องออกไปที่ไหน ผมไม่มีทางตกอยู่ในอันตรายหรอกครับ” วารินเอ่ยพลางส่งยิ้มกว้างเพื่อให้ฉันวางใจ
ช่วงนี้วารินไม่มีเหตุผลที่จะออกไปข้างนอกสักพักเพราะวารินได้ลาหยุดงานคุณครูดนตรีที่โรงเรียนแล้ว จนกว่าจะมั่นใจว่าฆาตกรไม่ได้อยู่ในเมืองนี้แล้ววารินก็น่าจะไม่ได้ออกไปทำงานตามตกปกติ
“พลังของวารินสุดยอด ฉันคิดว่ามันไม่น่าจะยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ” ฉันพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด วารินก็เลยมีสีหน้ากังวลใจตามฉันไปด้วย เขาได้ฟังจากตำรวจเมลคนนั้นคร่าวๆ มาแล้วว่าฆาตกรคนนั้นก็คือนักโทษที่ทำผิดคดีฆ่าคนตาย แรงจูงใจที่ทำให้ฆาตกรคนนั้นฆ่าคน นั่นก็เพื่อแย่งชิงพลังจิตจากคนอื่น เนื่องจากว่าฆาตกรคนนั้นมีร่างกายพิเศษที่สามารถมีพลังจิตหลายอย่างในร่างกายได้โดยที่ร่างกายไม่ระเบิดไปซะก่อน หลังจากฆาตกรคนนั้นถูกจับกุมตัวได้ ฆาตกรคนนั้นก็ถูกส่งตัวไปให้อาเธอร์ที่เป็นนักวิจัยด้านพลังจิตเพื่อให้อาเธอร์ศึกษาร่างกายฆาตกรคนนั้นและสร้างยาระงับการอาละวาดของพลังจิต แต่หลังจากนั้นอาเธอร์ก็ดันทำฆาตกรคนนั้นหลุดหายจนฆาตกรนั่นมาไล่ฆ่าพวกฉันอย่างที่เห็น
ตอนแรกที่วารินได้ยินเขาค่อนข้างตกใจมากเกี่ยวกับเรื่องการระเบิดของพลังเพราะเขามีพลังถึงสองอย่างในตัวแต่กลับไม่เคยรู้สึกว่าพลังจะระเบิดอย่างที่ได้ยิน วารินสงสัยว่าทำไมร่างกายของเขาถึงยังทนได้จนเขาเกือบจะหลุดปากถามออกไปแล้วถ้าฉันห้ามไว้ไม่ทัน หลังจากนั้นฉันก็ขอให้วารินปกปิดพลังของเขาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มีไอ้บ้าบางคนสนใจและจับเขาไปทดลองแทนฆาตกรนั่น
“เอาล่ะ ฉันขอโทษที่พูดเรื่องที่ทำให้เธอเป็นกังวล เราหยุดคุยเรื่องนี้กันดีกว่า” ฉันเปลี่ยนสีหน้าให้กลับมาสดใสเพื่อไม่ให้วารินกังวลเพราะสีหน้ากังวลใจของฉัน
หลังจากนั้นฉันและวารินก็ใช้เวลาสองชั่วโมงในการจัดเสื้อผ้าและของใช้ของตัวเองให้เข้าที่ นอกนั้นเราไม่ต้องจัดเตรียมเพราะว่าในห้องคอนโดมีเครื่องใช้ทั่วไปครบแล้ว
“ของก็ไม่ได้มีมากมาย ทำไมฉันรู้สึกเหนื่อยล่ะเนี่ย” หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้วฉันก็ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาพลางบ่นราวกับคนแก่ทันที
“ช่วงนี้คุณเอาแต่นั่งหน้าโต๊ะโดยไม่ออกกำลังกายเลยนี่ครับ” วารินหัวเราะเบาๆ เหมือนจะขบขันท่าทางของฉัน “ในห้องอาบน้ำมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ด้วย คุณอยากแช่น้ำร้อนผ่อนคลายไหม” วารินถามเหมือนเสนอทางเลือกให้กับฉันด้วยรอยยิ้มใสซื่อเหมือนไม่มีอะไรแอบแฝง แต่ตัวฉันที่รู้จักวารินมานานรู้ความหมายของมันดี
“เอาสิ” ฉันตอบตกลง
ด้วยเหตุนี้เองฉันและวารินจึงได้มานั่งแช่น้ำอยู่ในอ่างอาบน้ำเดียวกันอยู่ในขณะนี้
“น้ำอุ่นดีไหมครับ?” วารินถามพลางวักน้ำขึ้นมาลูบไหล่และหลังของฉัน
“ดี” ฉันตอบสั้นๆ พลางเอนตัวพิงวารินที่นั่งซ้อนอยู่ข้างหลัง มันก็นานแล้วที่ฉันไม่ได้แช่น้ำกับวารินแบบนี้ ฉันรู้สึกมีความสุขและสบายใจมากและแอบตื่นเต้นนิดๆ “สบายดีจัง” ฉันพึมพำออกมาอย่างผ่อนคลายพลางเหยียดขาตรงและใช้เข่าที่ชันขึ้นของวารินเป็นที่วางแขน ส่วนวารินก็โอบกอดฉันและใช้หัวของฉันเป็นที่วางคาง
“นั่นสิ พอเจอเรื่องเครียดๆ แล้วมาแช่น้ำร้อนมันก็ช่วยได้มากเลย” วารินว่า
“อย่าคิดอะไรมากมายเลยน่า”
“นั่นสินะ” วารินพึมพำจากนั้นเขาก็ล้วงมือลงไปจับขาอ่อนของฉัน วารินมีนิสัยประจำตัวอย่างหนึ่งที่แก้ไม่หายนั่นก็คือเขาชอบจับและบีบสิ่งที่นุ่มนิ่ม เขาก็เลยชอบจับและบีบขาอ่อนของฉัน เขาบอกมามันนุ่มดี
แต่ขอบอกเลยขาของฉันไม่ใหญ่นะ! ถึงขาของฉันจะนุ่มนิ่มมากแต่มันไม่ใหญ่เลยนะ เชื่อฉันสิ!
“พุงของเลอานุ่มขึ้นนะ” วารินพูดขึ้นมา
“วาริน ถ้าตอนนี้อยากแค่อาบน้ำ มือก็อย่าซน” ฉันเตือนขึ้นมาลอยๆ วารินหัวเราะและยิ้มร่า
“คุณคิดว่าผมชวนคุณแช่น้ำด้วยกันเพราะอะไรกันล่ะ?” วารินยังคงยิ้มอ่อน ฉันยิ้มตอบ
จากนั้นพวกเราก็ช่วยกันอาบน้ำให้กันและกัน เราใช้เวลาอยู่ในห้องอาบน้ำกันค่อนข้างนานมาก วันนี้เกือบจะไม่ได้ออกจากห้องน้ำกันเลยทีเดียว
.
.
.
ค่ำคืนในวันเดียวกัน
ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาหลังจากวารินหลับไปแล้ว เขาใช้แรงไปค่อนข้างมาในวันนี้ เขาไม่น่าตื่นขึ้นมาง่ายๆ ฉันจึงกล้าขยับออกมาจากอ้อมแขนของวารินและแอบลุกออกจากเตียงเพื่อไปเอาหนังสือนิยายที่ซ่อนเอาไว้ในตู้ ตั้งแต่วันนั้นฉันก็ไม่มีเวลาได้อ่านมันอย่างจริงๆ จังๆ ฉันจึงคิดจะใช้เวลานี้ตั้งใจอ่านเพื่อหาข้อมูล
ฉันรอดตายจากเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนได้แล้วก็จริง แต่ก็ใช่ว่าครั้งต่อๆ ไปที่ฉันจะได้พบกับฆาตกรฉันจะรอดเหมือนครั้งแรก เพื่อไม่ให้ฉันตายเหมือนที่ในนิยายระบุไว้ฉันจะต้องหาทางรับมือกับฆาตกร ไม่สิ ฉันจะต้องรู้ว่าฆาตกรคือใคร! อยู่ที่ไหน! ในเมื่อนิยายเรื่อง ปกป้องหัวใจวาริน เป็นนิยายบอกอนาคตมันก็ต้องบอกได้ว่าตัวจริงฆาตกรคือใครและอยู่ที่ไหนและมีวิธีอะไรที่สามารถจัดการมันได้
ฉันเปิดข้ามไปดูตอนจบของหนังสือนิยายทันทีเพื่อดูเฉลย แต่จากการกวาดสายตาอ่านคร่าวๆ ในตอนสุดท้ายของเล่มฉันก็พบว่าฆาตกรยังไม่ตายและดูเหมือนว่ามันจะมีผู้ติดตามด้วย มันเขียนไว้ว่าฆาตกรนั่นก่อตั้งกลุ่มผู้มีพลังจิตขึ้นมา ซึ่งกลุ่มผู้มีพลังจิตนั่นก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างเงียบๆ พอฉันเปิดหน้าสุดท้ายฉันก็พบกับประโยคหนึ่งว่า
โปรดติดตามตอนต่อไปในเล่มสอง
“…” เฮงซวย! อย่างน้อยก่อนจบเล่มหนึ่งก็ควรบอกก่อนสิว่าฆาตกรนั่นตั้งฐานทัพไว้ที่ไหน!
ฉันพยายามที่จะไม่กรีดร้องออกมาด้วยความโมโหและพยายามทำใจเย็นอ่านทีล่ะหน้าเพื่อหาข้อมูลของฆาตกร ในนิยายมันต้องมีเบาะแสบ้างล่ะน่าว่าฆาตกรทำอะไรบ้าง ในมุมมองของนักอ่านที่เป็นมุมมองของบุคคลที่สามจะต้องสามารถรวบรวมข้อมูลได้ดีกว่าแน่นอน และนั่นจะสามารถทำให้ฉันเดาได้ว่าฆาตกรอยู่ที่ไหน เป็นใคร และทำอะไรลงไปบ้าง
ฉันอ่านต่อจากตอนที่อ่านล่าสุดเพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลที่จำเป็นเหมือนครั้งก่อน ซึ่งหลังจากที่วารินในนิยายพบศพเลอาในนิยายและปล่อยพลังอาละวาดและถูกอาเธอร์พาตัวไปที่ศูนย์วิจัยลับและวารินก็ได้รู้ว่าคนที่ฆ่าเลอาในนิยายคือใครมาจากไหนคร่าวๆ แล้ว งานศพของเลอาในนิยายก็ถูกจัดขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ซึ่งในตอนนั้นวารินในนิยายยังยอมรับความจริงไม่ได้จึงตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้า ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร เมื่ออาเธอร์เสนอให้ไปซ่อนตัวจากฆาตกรที่คอนโดมิเนียมของเขาวารินก็ตอบตกลงทันทีเพราะกลัวที่จะอยู่ในบ้านที่ไม่มีฉัน…ไม่มีเลอาในนิยายอยู่ด้วย
และหลังจากวารินไปซ่อนตัวที่คอนโดอาเธอร์ก็ได้ถามคำถามเกี่ยวกับพลังของวารินเพราะอาเธอร์สนใจพลังอันมหาศาลของวารินตอนที่เขาอาละวาด ในตอนนั้นวารินกำลังสติล่องลอยและไม่มีแรงที่จะคิดอะไรมากมายเขาก็เลยเผยพลังที่มีให้อาเธอร์ได้รู้ทั้งหมด…
วาริน! ตั้งสติก่อนโว๊ย! ไปไว้ใจไอ้เจ้าอาเธอร์แล้วเผยพลังทั้งหมดให้มันรู้ทำไมห๊ะ!
ถ้าฉันอยู่ในนิยายฉันจะกระชากคอวารินมาเขย่าเรียกสติแน่ๆ และก็เป็นอย่างที่ฉันกังวล หลังจากที่วารินเปิดเผยพลังทั้งหมดให้อาเธอร์ได้รู้แล้วอาเธอร์ก็สนใจวาริน เขาสงสัยวารินอาจจะมีร่างกายพิเศษเหมือนฆาตกรคนนั้น ร่างกายที่สามารถทนรับพลังจิตได้หลายอย่างโดยที่ร่างกายไม่ระเบิดตายไปเสียก่อน อาเธอร์ก็เลยขอทดลองกับร่างกายของวารินอย่างตรงไปตรงมาและวารินก็ดันตอบตกลงแบบไร้สติ! แต่อย่างน้อยก็มีสติพอที่จะทำสัญญาไม่ให้อาเธอร์ทดลองยาหรือสิ่งที่เป็นการทำร้ายร่างกายของเขา
อาเธอร์ก็เลยทำได้แค่ตรวจร่างกายของวารินอย่างเช่นนำเลือดไปตรวจและทดสอบการใช้พลังของวาริน แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังรู้สึกไม่พอใจและโมโหอยู่ดี วารินต้องทดสอบการใช้พลังจิตจนใช้พลังถึงขีดจำกัด ซึ่งนั่นมันสร้างภาระให้กับร่างกายของวารินที่ไม่ค่อยได้ใช้พลังมากและ เฮ้ย! ตอนตรวจร่างกายวารินจะต้องถอดเสื้อต่อหน้าไอ้อาเธอร์นั่นใช่ไหม!
ฉันพยายามที่จะไม่หึงหวงวารินในนิยายเพราะเรื่องพวกนั้นยังไม่เกิดขึ้นกับวารินของฉันและแน่นอนว่ามันจะไม่มีวันเกิดขึ้น!
วารินได้วนเวียนอยู่ในศูนย์วิจัยประมาณสองเดือน ซึ่งระหว่างนั้นวารินก็ได้พยายามรวบรวมข้อมูลและข่าวเกี่ยวกับฆาตกรที่ฆ่าเลอาในนิยาย ส่วนนี้ฉันตั้งใจจำอย่างมาก
เดิมทีฆาตกรมีชื่อว่า อิระ วอลล์ เขาเกิดในครอบครัวยากจนและด้วยความยากจนนั้นพ่อแม่ของอิระก็เกิดความเครียดและฆ่ากันเองจนตาย ปล่อยทิ้งให้อิระเผชิญโลกเพียงลำพังทั้งที่มีอายุเพียงสิบขวบ เขาเป็นเด็กเร่ร่อนสักระยะหนึ่งจนกระทั่งมีคนคนหนึ่งเห็นว่าอิระมีพลังจิตแบบพิเศษ พลังที่สามารถแย่งชิงพลังของคนอื่นได้ คนคนนั้นจึงสั่งสอนให้อิระใช้พลังจิตและขายเขาให้กับองค์กรที่ต้องการรวบรวมผู้มีพลังจิตไว้เพื่อเอามาเป็นกองกำลังของตัวเอง แน่นอนว่าเป็นองค์กรผิดกฎหมายที่ทำแต่เรื่องแย่ๆ
ฆาตกร หรือ อิระ เติบโตขึ้นมาภายใต้การดูแลแบบพิเศษในองค์กรแห่งนั่น องค์กรนั่นได้สอนให้เขาฆ่าและต่อสู้ดิ้นรนที่จะแข็งแกร่งเหนือทุกคน นั่นทำให้เขากระหายความแข็งแกร่งมาก แต่ก่อนที่อิระจะได้ออกไปก่อความฉิบหายวายวอดนอกองค์กรฝ่ายตำรวจก็ค้นพบฐานทัพของหัวหน้าองค์กรพอดีตำรวจได้ทุ่มเทกองกำลังตำรวจทุกหน่วยทำลายองค์กร นั่นทำให้อิระที่อยู่ในองค์กรพลอยซวยไปด้วย หนีการจับกุมไม่ทันไรอิระก็ถูกตำรวจควบคุมตัวและถูกส่งไปให้อาเธอร์เพื่อใช้ในการทดลองในการสร้างยา
ซึ่งทั้งหมดนั่นก็คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับฆาตกรก่อนที่เขาฆ่าเลอา น่าเห็นใจและน่าสงสารไม่น้อย แต่วารินที่แสนอ่อนของฉันกลับไม่สนใจและพูดว่า
“เขาฆ่าเลอาของผม ไม่ว่าชีวิตของเขาจะบัดซบเหมือนโชคชะตาเล่นตลกผมก็ไม่สงสารหรอก”
ฉันจินตนาการสีหน้าของวารินที่พูดประโยคนี้ได้ชัดเจนเลยล่ะ มันทำเอาหัวใจฉันเต้นแรงเชียวล่ะ อยากร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งด้วย วารินที่อ่อนโยนและมีเมตตาโกรธคนยากและพร้อมให้อภัยแก่คนที่ทำสิ่งผิดพลาดแต่เขากลับยอมโยนความอ่อนโยน ความเห็นใจ และคุณธรรมทิ้งเพราะเขาไม่ต้องการให้อภัยฆาตกรที่ฆ่าฉัน
วารินรักฉันและเสียใจกับการตายของฉันมากสินะ ฉันอยากจะกอดปลอบเขาจริงๆ
วารินติดตามข่าวของฆาตกรที่ชื่อว่าอิระจากอาเธอร์อย่างไม่ยอมพลาดสักข่าว ไม่ว่าอิระจะไปไหนหรือฆ่าผู้มีพลังจิตและชิงพลังจิตของใครไปบ้างวารินก็เค้นถามอาเธอร์เพื่อเก็บรายละเอียดทุกอย่างไว้ในความทรงจำทั้งหมด หากไม่มีอาเธอร์รั้งวารินไว้ในศูนย์วิจัยวารินคงออกไปหาข่าวของฆาตกรด้วยตัวเองแน่ๆ นั่นราวกับว่าเขาวางแผนจะทำอะไรบางอย่าง
และหลังจากที่หยุดงานมาสองเดือนเต็มวารินก็กลับไปทำงานอาจารย์สอนดนตรีที่โรงเรียนประถมเหมือนเดิม วารินออกไปเดินข้างนอกได้ตามปกติได้แล้วเพราะฆาตกรไม่ได้อยู่ใกล้ๆ แต่ถึงอย่างนั้นวารินก็ยังอาศัยอยู่ที่คอนโดของอาเธอร์และอาเธอร์ก็คอยส่งคนมาแอบติดตามปกป้องวาริน เห็นได้ชัดว่าอาเธอร์สนใจวารินของฉัน!
ฉันขอบคุณอาเธอร์นะที่ให้การปกป้องวาริน แต่ถ้าให้ดีฉันอยากให้เขาถอยห่างจากวารินด้วย!
เมื่อวารินเริ่มกลับมาใช้ชีวิตธรรมดาตามปกติเขาก็ได้มีโอกาสพบคนรู้จักบ้างและได้พูดคุยเล่น ฉันดีใจที่อย่างน้อยวารินไม่เอาแต่นั่งซึมเศร้าและเริ่มกลับมายิ้มบ้าง และวารินในนิยายก็ได้มีโอกาสเจอกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีชื่อว่า ภาคิน ในนิยายได้บอกว่าเขาคือนักศึกษาที่ทำงานพิเศษอยู่ในร้านดอกไม้ที่วารินไปซื้อดอกไม้ในวันที่วารินและฉันไปออกเดตด้วยกันวันนั้น ฉันจำเขาได้ เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันเห็นวารินพูดคุยกับคนขายดอกไม้หรือก็คือภาคินเพื่อให้ทางร้านดอกไม้จัดส่งดอกไม้มาให้ถึงบ้าน
ดูเหมือนชายหนุ่มคนนั้นจะได้ไปที่บ้านของพวกฉันเพื่อเอาดอกไม้มาส่งให้แต่เพราะเลอาในนิยายตายและวารินในนิยายก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นกะทันหัน ดอกไม้ที่มาส่งก็เลยไม่มีใครรับ ชายหนุ่มคนนั้นจำวารินได้ก็เลยเข้าไปทักทายวารินและพูดคุยกับวารินว่าจะเอาดอกไม้มาส่งให้ถึงบ้านอีกครั้ง
บทสนทนาของวารินและภาคินก็ไม่ได้มีอะไรแปลกนะ แต่ว่าฉันรู้สึกเหมือนไม่อยากให้เด็กหนุ่มคนนั้นเข้าใกล้กับวาริน ฉันมีลางสังหรณ์ว่าภาคินอาจไม่ใช่ตัวประกอบ พระเอกอีกคน? ตอนภาคินนำดอกไม้มาส่งให้วารินโชคดีที่ภาคินไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในคอนโดเขาก็เลยไม่ได้เข้าไปห้องพักของวารินและหมดโอกาสที่จะได้อยู่กับวารินสองต่อสอง ดอกไม้ที่ภาคินนำมาส่งก็เลยถูกคนของอาเธอร์รับไปและคนของอาเธอร์ก็นำดอกไม้พวกนั้นไปตรวจสอบความปลอดภัยก่อนที่จะนำไปส่งให้วาริน ฉันจะไม่ว่าอะไรเลยถ้าคนที่อาสาเอาดอกไม้ไปส่งให้วารินถึงห้องก็คือไอ้อาเธอร์! แถมไม่ได้เอาไปให้ธรรมดาด้วย ไอ้อาเธอร์มันตั้งเงื่อนไขที่จะทำให้วารินเปลืองตัวและเสียเปรียบให้วารินทำเพื่อที่จะได้รับดอกไม้ไป นี่มัน...ฉากพระเอกแกล้งนายเอก...นรกเถอะ!
แกชักจะแทะโลมวารินมากไปแล้ว! อย่าแกล้งวารินของฉันนะ!
ฉันหงุดหงิดมาก ถ้าทนอ่านมากกว่านี้ฉันคงหมดความอดทนและเผานิยายเล่มนี้ทิ้งแน่ๆ ฉันจึงหยุดอ่านเพียงเท่าก่อนเพื่อไปสงบสติอารมณ์ ไว้ถ้าอารมณ์เย็นแล้วจะมาอ่านต่อแล้วกัน คิดแล้วก็ลากร่างของตัวเองกลับไปนอนในอ้อมแขนของวาริน แต่ฉันดันข่มตานอนไม่หลับ นอนตาไม่หลับแบบนี้ถ้าตายขึ้นมาฉันต้องกลายเป็นวิญญาณอาฆาตแน่ๆ ไม่สิ ฉันคิดเรื่องไร้สาระอะไรอยู่เนี่ย ฉันจะไม่ตายเด็ดขาด! คนที่จะตายคือไอ้อาเธอร์ เอ๊ย! ฉันหมายถึงฆาตกรต่างหากที่ต้องตาย ฉันคิดอย่างนั้นซ้ำไปซ้ำมา
และเช้าวันต่อมาก็มาถึง
“เลอา เกิดอะไรขึ้นกับตาของคุณ?” ในขณะที่ฉันกำลังนั่งทานข้าวเช้ากับวาริน วารินก็ถามฉันด้วยสีหน้าเป็นกังวล ฉันลูบใต้ตาที่น่าจะมีรอยคลำอยู่
“ฉันนอนหลับไม่สนิทน่ะ” ฉันไม่ได้พูดอะไรมากมายเพราะกลัวว่าจะทำวารินคิดมาก วารินก็ไม่ได้ถามมากและบอกให้ฉันกินข้าวเยอะๆ
ฉันสงสัยว่าเขาพยายามขุนฉันให้อ้วนเพื่อที่เขาจะได้บีบขาอ่อนของฉันได้อย่างล้นมือ…
“จริงสิวาริน พวกเราได้ขนของเก่าสมัยเรียนมาด้วยไหม?” เมื่อนึกสิ่งที่คิดมาตลอดทั้งคืนจนนอนไม่หลับขึ้นมาได้ฉันก็ถามทันที
“น่าจะเอามานะครับ”
ฉันจึงไปค้นกล่องเก่าที่เก็บของสมัยเรียนมัธยมถึงมหาลัยไว้ อันที่จริงพวกฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะขนของไม่จำเป็นนี้มา ก็เพราะก่อนหน้านี้พวกฉันเพิ่งย้ายไปอยู่บ้านหลังนั้นได้แค่เจ็ดวัน ของที่เพิ่งขนย้ายมาถึงบ้านก็เลยยังเอาออกมาจากกล่องไม่หมด พอต้องย้ายที่อยู่อย่างกะทันหันก็เลยรีบขนของที่น่าจะขนได้ง่ายๆ มาด้วย อย่างเช่นของที่อยู่ในกล่องอยู่แล้ว กล่องเก็บของสมัยเก่าถึงบังเอิญติดมาด้วย
ฉันรื้อค้นของสักพักจนกระทั่งเจอสิ่งที่ตามหาที่ถูกห่อด้วยผ้าเก่าๆ เมื่อแกะห่อผ้าออกมาก็จะพบกับดาบไม้ที่ถูกเคลือบด้วยเรซินชนิดทนทานและแข็งแรงเป็นพิเศษ ฉันได้ดาบนี้มาสมัยที่ฉันยังเป็นหัวหน้าแก๊งนักเลงฉันอยากพบดาบเหล็กของแท้ แต่ไม่สามารถทำได้ก็เลยพกดาบไม้แทน แต่ดาบไม้มันไม่คมฉันก็เลยเอามันไปเคลือบเรซินและลับให้มันมีความคมเหมือนดาบเหล็กทั่วไป ซึ่งมันใช้ได้ดีเลยทีเดียว แต่พอคบกับวาริน หลังเรียนจบฉันก็อยากจะใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปก็เลยต้องเก็บมันไว้ในห้องเก็บของและไม่ได้นำออกมาใช้อีกจนกระทั่งตอนนี้ ไม่ต้องเดาก็รู้นะว่าเหตุผลที่ฉันเอามันออกมาอีกครั้งคืออะไร?
ฉันหวังจะทบทวนวิชาดาบเพราะถ้าเผื่อได้เจอกับฆาตกรนั่นอีกครั้งฉันก็จะใช้วิชาดาบที่ร่ำเรียนมาตัดหัวมันซะ ดาบของฉันไม่ใช่โลหะ มันไม่สามารถควบคุมดาบของฉันได้แน่นอน! ฉันหัวเราะชั่วร้ายออกมาอย่างไม่รู้ตัว
วารินมองเลอาอย่างสงสัย เขากำลังคิดว่าเขาควรสวดส่งวิญญาณล่วงหน้าดีหรือไม่
ฉากลับฉากหนึ่งในนิยาย ปกป้องหัวใจวาริน
หลังฉาก: กระถางดอกไม้
วารินค่อยๆ จัดวางกระถางดอกไม้ที่เขาเพิ่งได้รับมาอย่างเอาใจใส่ กล้วยไม้สีขาวสามต้น กระบองเพชรอีกหนึ่งและเบญจมาศอีกสามต้น ทุกต้นเขาล้วนตั้งใจเลือกมาโดยหวังว่าจะได้นั่งดูแลพวกมันไปพร้อมกับเลอา
“ในที่สุดนายก็ยอมจูบฉัน แต่ทำไมนายถึงยอมจูบเพื่อได้รับต้นไม้ไร้ประโยชน์พวกนี้ด้วยเนี่ย” อาเธอร์นั่งกอดอกมองวารินดูแลดอกไม้ด้วยสีหน้าบูดบึ้ง เขาค่อนข้างอารมณ์เสียที่ตัวเขาดูเหมือนจะไม่มีความสำคัญเท่าดอกไม้พวกนั้น
วารินเงียบไม่ตอบคำถาม เขายังคงรดน้ำต้นดอกไม้ต่อไป
วารินหวังว่าเขาจะเอาดอกไม้พวกนี้ไปตกแต่งในบ้านใหม่ที่เขาและเลอาช่วยกันรวบรวมเงินซื้อมา เขาหวังว่าเขาและเลอาจะช่วยกันหาตำแหน่งเหมาะๆ ที่จะวางดอกไม้พวกนี้ในบ้าน เขาหวังว่าเขาและเลอาจะช่วยกันดูแลดอกไม้พวกนี้ไม่ให้ตายและเฝ้าดูมันออกดอกทุกๆ ปี แต่สิ่งที่เขาหวังนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น...
แต่ทำไมกันเลอา ทำไมถึงไม่อยู่กันผมกัน...หรือคุณโกรธที่ผมเลียปากคนบ้าไปงั้นเหรอ? ผมทำไปเพราะอยากได้ดอกไม้ที่ผมพยายามเลือกมาประดับบ้านของเรา อย่าโกรธผมเลย...
“ผมคิดถึงคุณจัง เลอา” วารินพึมพำแผ่วเบา
อาเธอร์ที่ถูกวารินลืมตัวตนกลอกตามองบนและเดินออกจากห้องไป ถึงเขาจะอยู่ต่อวารินก็คนสนใจแต่ดอกไม้และคิดถึงแต่คนที่ตายไปแล้วนั่นแหละ มันน่าหงุดหงิด
ทำไมเขาไม่เคยสนใจฉันบ้างเลยนะ...
อาเธอร์ก็ทำได้เพียงบ่นงุ๊งงิ๊งในใจของเขาอย่างไม่ได้ดั่งใจ