ตอน 1

ตอนที่ 1 นิยายเฮงซวย

วันหนึ่งมีกล่องปริศนากล่องหนึ่งมาวางอยู่หน้าบ้านของฉัน บนกล่องไม่ได้เขียนระบุอะไรไว้เลยแม้แต่ชื่อผู้ส่งก็ไม่มีระบุ ฉันก็เลยไม่รู้ว่ามันคือของใครและมาจากไหนและไม่รู้เลยว่าข้างในมีอะไร ด้วยความอยากรู้อยากเห็นฉันก็เลยลองเปิดดู

ในกล่องมีนิยายเล่มหนึ่ง หน้าปกนิยายมีสีดำทั้งหมดและบนปกมีชื่อเรื่องเขียนไว้ว่า ‘ปกป้องหัวใจวาริน’

แหม ชื่อเหมือนแฟนหนุ่มสุดที่รักของฉันเลยนะ

และในกล่องก็ยังมีการ์ดใบหนึ่งที่เขียนไว้ว่า…

ถึง คุณเลอา

คุณคือผู้โชคดีที่ได้อ่านนิยายพิเศษเรื่อง ปกป้องหัวใจวาริน เนื่องจากว่านิยายเรื่องนี้ไม่เคยมีการวางขายในโลกนี้จึงมีเพียงเล่มเดียวในโลก ขอให้สนุกกับการอ่านนิยาย!

ฉันสงสัยจริงว่านิยายเรื่องนี้มีอะไรพิเศษกัน ทำไมถึงมีแค่เล่มเดียวในโลก มันคือนิยายขายไม่ออกใช่ไหม?

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นเคยฉันก็เลยลองเปิดอ่านนิยายเรื่อง ‘ปกป้องหัวใจวาริน’ นิยายเริ่มต้นมาด้วยบทนำ ตัวละครเอกชื่อ วาริน ปรากฏตัวทันทีในบรรทัดแรกพร้อมกับแฟนสาวชื่อ เลอา ฉันแปลกใจมากเพราะชื่อตัวละครทั้งสองมีชื่อเหมือนกับฉันและแฟนของฉัน และสถานะของตัวละครทั้งสองมีก็ดูเหมือนจะเหมือนกับฉันและแฟนด้วย

มันคือพรหมลิขิตสินะ! ฉันมีความอยากอ่านนิยายเรื่องนี้มากขึ้นเยอะเลย

บทนำได้เล่าถึงความหวานแหววของฉันและแฟน...ฉันหมายถึงตัวละครในนิยายที่มีชื่อว่าวารินและเลอา พวกเขากำลังเดินเที่ยวกันในเดินเที่ยวย่านการค้าแห่งหนึ่ง พวกเขาดูรักกันมากกก

ในบทนำฉันไม่สนใจอ่านอะไรมากนักนอกจากความรักของตัวละครวารินและเลอา ฉันมองข้ามคำบรรยายของตัวละครสำคัญตัวอื่นไปหมด อันที่จริงฉันไม่คิดว่าพวกเขาสำคัญเพราะคำบรรยายทำเหมือนกับว่าพวกเขาเป็นฉากประกอบเท่านั้น และบทนำก็จบลงไปพร้อมกับประโยคน่าสงสัยว่า

ทว่าความสงบสุขเหล่านี้กลับอยู่ได้ไม่นาน มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น...

ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจว่าบทต่อไปจะต้องเป็นบทที่ทำให้ฉันอยากฉีกหนังสือทิ้ง ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ บทที่หนึ่งของนิยายเรื่อง ‘ปกป้องหัวใจวาริน’ เริ่มมาด้วยฉากสยองขวัญ ตัวละครเลอาเดินไปตามซอยเปลี่ยวและถูกฆาตกรโรคจิตฆ่าตาย ตอนฆาตกรโรคจิตกำลังฆ่าตัวละครเลอามันถูกบรรยายละเอียดซะจนฉันต้องอ่านข้ามไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัว

เปิดฉากมาซะหวาน ไหงพอตัดฉากมามันถึงกลายเป็นฉากฆาตกรรมไปได้! แล้วทำไมตัวละครเลอาที่ควรเป็นนางเอกถึงได้ตายอนาถแบบนี้!

หลังจากข้ามฉากฆาตกรไปฉากก็ตัดไปยังฉากที่ตัวละครวารินรู้สึกสงสัยว่าทำไมแฟนสาวกลับมาบ้านช้า ด้วยความเป็นห่วงก็เลยออกไปตามหาและพบกับสภาพศพสุดเละเทะของแฟนสาวเข้า

ฉากนี้บรรยายได้สะเทือนใจฉันมาก ฉันห้ามหัวใจไม่ให้เจ็บปวดได้เลย ตัวละครวารินมีชื่อและมีนิสัยคล้ายกับแฟนของฉันมาก ฉันก็เลยเผลอคิดว่าตัวละครวารินคือแฟนของฉัน ฉันถนอมและปกป้องแฟนมาตลอดเพราะงั้นฉันจึงไม่อยากให้เขาเจ็บปวดเลย ฉันอยากปกป้องดูแลเขาให้ดีที่สุด ดีชนิดที่ว่าฉันจะไม่ยอมให้มีตัวสกปรกสักอย่างมาแตะต้องแม้แต่ปลายผมของเขาได้

หลังจากพบศพตัวละครเลอา วารินก็กรีดร้องและร้องไห้อย่างเศร้าเสียใจ เขาสติแตกมากจนกระทั่งเสาไฟสาธารณะและไฟฟ้าในบ้านใกล้เคียงถูกทำลายจนหมด ทันใดนั้นเองชายคนหนึ่งก็ปรากฏตัว การบรรยายการปรากฏตัวของชายคนนั้นโดดเด่นมากและการบรรยายลักษณะภายนอกของเขาก็ดูน่าประทับใจเช่นกัน อ่านโดยรวมแล้วให้ความรู้สึกว่าชายคนนั้นหล่อมาก

ดวงตาสีเหลืองทองราวกับตาแมว เส้นผมสีเงินเป็นประกายสีแดงเมื่อต้องกับแสงจันทร์

บรรยายซะไม่เหมือนลักษณะของมนุษย์ ฉันเบะปากไม่ชอบใจ ไม่รู้ทำไม แต่ฉันรู้สึกไม่ชอบผู้ชายที่เพิ่งปรากฏตัวออกมามาก สัญชาตญาณความเป็นหญิงของฉันบอกว่าเขาเป็นศัตรู และก็ดูเหมือนว่าลางสังหรณ์ของฉันจะแม่นยำเช่นเดิม ชายตาแมวคนนั้นเดินเข้าไปใกล้วารินที่กำลังเสียสติได้อย่างง่ายดายโดยที่ไม่ได้รับความเสียหายจากการอาละวาดของวารินเลย จากนั้นชายตาแมวคนนั้นก็กระชากผมวารินของฉัน!

ไอ้*** ทำอะไรกับสุดที่รักของฉัน!

ฉันโมโหมากเมื่ออ่านถึงบรรทัดนี้และฉันยิ่งโมโหมากกว่าเดิมในบรรทัดต่อไปเพราะผู้ชายตาแมวคนนั้นก้มลงจูบตัวละครวาริน! จูบแบบ...ดุดื่มด้วย จากนั้นชายตาแมวก็แอบเอาเข็มฉีดยาบางอย่างแทงต้นคอของตัวละครวารินจนเขาสลบไป จากนั้นตัวละครวารินก็ถูกอุ้มไป...

ฉันปิดหนังสือทันทีและมองปกหนังสืออย่างละเอียดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และฉันก็พบว่ามันอยู่ในหมวด BL หมวดชายรักชาย! และไม่ใช่แค่นั้นมัน 3P ด้วย! ฉันไม่ได้มีอคติกับชายรักชายหรอกนะ แต่นิยายเล่มนี้มันเฮงซวย!

ตัวละครชื่อเหมือนฉันตายทันทีในบทแรกและตัวละครที่มีชื่อเหมือนแฟนของฉันก็ถูกผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้จูบและอุ้มไป ไม่ต้องอ่านจนจบก็รู้ได้เลยว่าตัวละครวารินคือ...นายเอก!

ไม่ยอม! ฉันไม่ยอมให้แฟนสุดน่ารักของฉันถูกผู้ชายอื่นฉกไปแน่! เขาต้องแต่งงานกับฉัน มีลูกกับฉัน!

ฉันโยนนิยายเรื่อง ‘ปกป้องหัวใจวาริน’ ทิ้งและไม่สนใจไยดีมันอีก อ่านแค่ห้าหน้าฉันก็อินขนาดนี้แล้ว ถ้าฉันยังอ่านอีกฉันคงอกแตกตายแน่

“กลับมาแล้ว” ในขณะที่ฉันกำลังหัวเสียวารินก็กลับมาถึงบ้านพอดี

“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน” ฉันตะโกนตอบกลับไปแล้ววิ่งไปที่ประตูเพื่อต้อนรับวาริน

ฉันและวารินคบกันมาได้เจ็ดปีแล้ว เราได้ตกลงที่จะอยู่ด้วยกันจึงซื้อบ้านหลังเล็กหลังหนึ่งและได้ย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังใหม่ได้สามวันแล้ว

“ฉันจัดของในบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นไงบ้าง? ของทุกอย่างใหม่เอี่ยมไม่มีของมือสอง เธอไม่ต้องระวังตอนจับสิ่งของในบ้านก็ได้นะ” ฉันอวดผลงานที่ทำมาทั้งวันทันที เนื่องจากวันนี้วารินมีงานฉันก็เลยต้องจัดบ้านที่เพิ่งย้ายมาคนเดียว

“ดีมากเลย ขอโทษนะที่ไม่ได้อยู่ช่วย” วารินเอ่ยเสียงเบาและนิ่มนวลตามลักษณะนิสัยของเขา

“ไม่เป็นไร แค่นี้เอง เธอน่าจะเหนื่อยมากกว่านะต้องสอนเด็กทั้งวันเลยนี่นา” พอฉันพูดจบวารินก็โผเข้ากอดฉันอย่างหมดแรง

“มีแต่เด็กดื้อทั้งนั้น” เขาอดบ่นไม่ได้

วารินคือครูสอนดนตรีในโรงเรียนประถม ไม่แปลกที่เขาจะหมดแรงแบบนี้ แตกต่างจากงานของฉันที่เป็นนักแปล ฉันสามารถนั่งทำงานในบ้านได้ทั้งวันโดยที่ไม่ต้องไปไหน ไม่เหนื่อยแต่เมื่อยแทนและแอบมีปัญหาเรื่องปวดกล้ามเนื้อเล็กน้อย…

แต่ฉันก็ชอบงานนี้เพราะได้เงินดี ฉันอ่านเขียนได้หลายภาษาก็เลยได้เซ็นสัญญาที่จะเป็นนักแปลนิยายให้กับสำนักพิมพ์หนึ่ง งานก็เลยมีเข้ามาเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่มีงานฉันก็จะรับแปลเอกสารต่างๆ แม้จะต้องทำงานแบบไม่มีเวลาว่างแต่ก็คุ้มดี

“ไปนั่งพักสักหน่อยแล้วกัน วันนี้ฉันจะรับหน้าที่ทำอาหารเอง” ฉันว่าพลางลากเด็กโตไปนั่งโซฟา แต่กลายเป็นว่าเขาล้มตัวลงไปนอนแทนและลากฉันไปนอนทับ “อะไรกัน วันนี้อยากอ้อนเหรอ?”

“งืม..” วารินบ่นงึมงำในลำคอ ฉันเอื้อมมือไปบีบแก้มของเขาอย่างเอ็นดู “วันนี้ผมบังเอิญแตะตัวเด็กคนหนึ่ง...”

เขาเกริ่นนำเสียงแผ่วเบา ฉันจึงเงียบรอฟังเขาเล่าพลางกอดเขาเพื่อปลอบประโลมเขา

“เด็กคนนั้นสูญเสียครอบครัวทั้งหมด...เขายังเด็กมาก...” วารินพึมพำเสียงเศร้าสร้อย ทันใดนั้นไฟในบ้านก็กะพริบ หลอดไฟใหม่ที่เพิ่งติดตั้งเหมือนจะพัง

“ไม่เป็นไร เด็กคนนั้นต้องผ่านไปได้แน่ เราแค่ต้องให้กำลังใจเขา ฉันเชื่อว่าเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้แน่” ฉันเอ่ยพลางลูบแขนของวาริน ไฟในบ้านจึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติ “ถ้าเราช่วยเหลือเขาเท่าที่เราจะทำได้ชีวิตของเด็กคนนั้นก็อาจจะไม่โดดเดี่ยวมากเกินไป”

“ผมจะคุยกับเด็กคนนั้นวันพรุ่งนี้” วารินกล่าวอย่างมุ่งมั่น

“เล่นดนตรีให้เขาฟังสิ เสียงดนตรีของเธอคือยาดีสำหรับรักษาจิตใจเลย” ฉันยิ้มให้กำลังใจเขา วารินยิ้มรับด้วยสีหน้าเขินอายเล็กน้อย

“วันนี้ผมจะเป็นคนทำอาหารแล้วกันนะครับ” เมื่ออารมณ์ดีขึ้นมาแล้ววารินก็เหมือนจะฟื้นตัวจากความเหนื่อยทันที เขาเสนอตัวที่จะทำอาหารเย็นในวันนี้ ฉันไม่ขัดใจเขาและปล่อยให้เขาเข้าครัวทำอาหาร เดิมทีแล้วหน้าที่ทำอาหารคือของเขาอยู่แล้วเพราะว่าเขาทำอาหารได้อร่อยมากกว่าฉัน ฝีมือทำอาหารของฉันค่อนข้างจะธรรมดาและแอบเอนเอียงไปทางไม่ค่อยจะกินได้เพราะทุกครั้งที่ปรุงอาหารถ้าไม่เค็มเกินไปมันก็จะหวานเกินไป สักวันคงเป็นโรคร้ายสักโรค

“อา วารินช่วยชีวิตฉันไว้เลย” ฉันโผเข้ากอดวารินจากทางด้านหลัง วารินสะดุ้งเบาๆ

“ผมทำอาหารอยู่นะ” วารินคล้ายจะทำเสียงดุอย่างไม่จริงจังนัก

“อาหารของวารินช่วยไม่ให้ฉันมีโรคร้าย ดีจริงๆ” ฉันเอ่ยพลางลูบเอววารินอย่างตั้งใจ วารินยังคงเป็นผู้ชายเอวบางเช่นเดิม แม้จะไม่ได้บางเหมือนผู้หญิงแต่ก็บางกว่าผู้ชายทั่วไปเล็กน้อย เพราะงั้นฉันเลยหวงเขามากไง

“รู้แล้วครับ ไปนั่งรอก่อนนะ อีกไม่นานอาหารก็จะเสร็จแล้ว” วารินพูดเสียงหวานพร้อมรอยยิ้มอ่อน หัวใจของฉันเหมือนจะละลาย...

ฉันก็เลยยอมไปนั่งรอทานอาหารเย็นอย่างสงบเสงี่ยม ขณะเดียวกันก็จ้องมองทุกท่วงท่าขณะทำอาหารของวาริน เขาช่างเป็นพ่อบ้านที่น่ารักจริงๆ! ยิ่งมองฉันก็ยิ่งหลงเขา หลงยิ่งกว่าตอนเจอกันครั้งแรกซะอีก ฉันยังจำตอนที่เขาทำหน้าตกใจตอนฉันจับก้นได้อยู่เลย

งืม~ คิดแล้วอยากจับก้นแน่นๆ นั่น

“เลอา ผมรู้สึกถึงสายตาหื่นกามของคุณ” วารินหันมายิ้มให้ฉันอย่างรู้ทัน

“แหม นิดเดียวเอง” ฉันหัวเราะพลางส่งสายตาวิบวับ “ว่าแต่เราไม่ได้ไปเดตกันนานแล้วนะ”

“งั้นวันเสาร์นี้เราไปเดตกันไหม?” วารินเอ่ยอย่างเอาใจ

“แน่นอนว่าฉันไปแน่!” ฉันตอบรับอย่างยินดี

และแล้ววันเสาร์ก็มาถึงอย่างรวดเร็ว ในตอนเช้าของวันเสาร์ฉันรีบตื่นขึ้นมาเลือกชุดและแต่งหน้าเพราะฉันอยากสวยที่สุดในวันที่ได้เดตกับวาริน

“คุณชอบทำเหมือนกับว่ามันเป็นเดตแรกเสียทุกครั้ง” วารินหัวเราะด้วยความเอ็นดู

“วารินคือเดตแรกของฉันเสมอ” ฉันว่าพลางขยิบตาและส่งยิ้มไปให้วาริน วารินยิ้มรับและเดินเข้ามาหอมแก้มของฉันเร็วๆ ก่อนจะหนีไปแต่งตัวบ้าง แต่คิดเหรอว่าจะหนีหลังจากขโมยหอมแก้มฉันไปน่ะ!

ในขณะที่วารินกำลังติดกระดุมเสื้อฉันก็พุ่งเข้าไปใกล้เขาและล้วงมือเข้าไปในเสื้อของเขาอย่างชำนาญ “ยังนุ่มนิ่มเหมือนเคย”

“อ๊ะ เดี๋ยวเถอะเลอา” วารินทำเสียงดุเพื่อห้ามปรามมืออันอยู่ไม่สุขของฉัน

“น่าเศร้านะที่สร้างกล้ามเนื้อไม่ได้สักที แต่ไม่เป็นไร ฉันชอบแบบนี้ล่ะ” ฉันหัวเราะคิกคักพลางลูบไล้ไปทั่วร่างกายของวาริน

“หยุดเลยไม่งั้นวันนี้ก็ไม่ได้ออกไปข้างนอกนะ” แววตาของวารินเปลี่ยนไป หัวใจของฉันเต้นแรงด้วยความวาบหวาม

“อีกใจหนึ่งก็อยากออกไปแต่อีกใจหนึ่งก็อยากอยู่บ้านต่อซะแล้วสิ” ฉันกล่าวพลางกุมหัวใจของตัวเองด้วยท่าทางเขินอาย วารินส่ายหัวปลงและหันไปติดกระดุมเสื้อต่อ ฉันก็เลยรีบไปจัดการตัวเองให้เสร็จ พอแต่งตัวแล้วจะได้ออกไปทันที

ซึ่งในขณะที่ฉันกำลังเตรียมของใส่กระเป๋าสะพายฉันก็เหลือบไปเห็นสเปรย์พริกไทยที่วางอยู่บนโต๊ะ ฉันไม่รู้ว่าทำไมแต่ฉันมีความรู้ว่าจะได้เจอศัตรูที่น่าเกลียดชังฉันก็เลยหยิบมันใส่กระเป๋า และหลังจากเตรียมตัวเสร็จแล้วพวกเราก็พร้อมออกไปเดต

วันนี้เราเลือกที่จะไปเดตในย่านการค้าแห่งหนึ่งเพราะการที่เราได้เดินเล่นและดูนั่นดูนี่ไปด้วยกันมันคือความสุขของพวกเรา

“วันเสาร์คึกคักอย่างนี้สินะ” ฉันมองรอบข้างที่เต็มไปด้วยผู้คน “ใส่ถุงมือเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?” ฉันหันไปถามวาริน

“ผมพอควบคุมได้แล้ว ไม่มีปัญหาหรอก” เขายิ้มกว้างเพื่อให้ฉันสบายใจ

“ดื้อ แต่เอาเถอะวันนี้อากาศร้อน ถ้าใส่ถุงมือคงอึดอัดน่าดู”

จากนั้นเราก็เดินเล่นไปทั่ว ซื้อนั่นซื้อนี่หลายอย่าง ซึ่งส่วนมากก็เป็นอาหารกินเล่นทั้งนั้น

ฉันและวารินเดินเล่นกันไปตามประสาคู่รักออกเดต ทุกอย่างราบรื่นดีจนกระทั่งบางอย่างสะกิดใจให้ฉันสังเกตมองคนที่เดินผ่านไปผ่านมาตามถนน ห่างไกลออกไปไม่กี่ก้าวจากฉันกับวารินมีชายร่างสูงคนหนึ่งถือร่มเดินมาตามถนน คนถือร่มในวันแดดออกจัดก็ไม่ถือว่าแปลก ทุกคนเข้าใจกันดีว่าแดดมันร้อน แต่ไม่รู้ทำไมฉันรู้ตะขิดตะขวงใจแปลกๆ

ในจังหวะที่ฉันและวารินเดินผ่านผู้ชายถือร่มคนนั้น พวกเราได้หันหน้ามาสบตากันโดยบังเอิญ ชายคนนั้นสวมแว่นตากันแดดแต่ในมุมมองของฉัน ฉันเห็นดวงตาสีทองเหมือนตาแมวของชายคนนั้น และสิ่งที่สะดุดตามากกว่านั้นก็คือเส้นผมสีเงินประกายสีแดง

ทำไมฉันรู้สึกคุ้นๆ ทั้งที่ไม่น่าจะเคยเห็นนะ…

“อ๊ะ ขอโทษครับ” เสียงของวารินทำให้ฉันที่กำลังเหม่อลอยได้สติกลับมา เมื่อฉันหันไปหาวารินฉันก็พบว่าเขาเดินไปชนชายชุดดำกลุ่มหนึ่ง

“วาริน เป็นอะไรรึเปล่า” ฉันรีบวิ่งไปหาแฟนหนุ่มทันที ฉันใช้แขนโอบเอววารินและจ้องกลุ่มชายชุดดำเขม็ง

กลุ่มชายชุดดำพวกนั้นน่าจะเป็นบอดี้การ์ดเพราะมีชายหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งยืนอยู่กลางวง ชายคนนั้นมีผมสีดำและดวงตาสีฟ้าสวยงาม

ฉันรู้สึกคุ้นอีกแล้ว

“ไป” ชายตาฟ้าคนนั้นเปรยตามองพวกฉันแวบหนึ่งและเดินไปขึ้นรถหรู จากนั้นพวกเขาก็ขับรถจากไป

“คนพวกนั้นแอบน่ากลัวเนอะ” วารินพูดเสียงเบา

“คราวหน้าก็ระวังสิ”

“เลอา ตรงนั้นมีร้านดอกไม้ด้วย เราแวะไปดูกัน” วารินหันมาเอ่ยชักชวน ดูเหมือนเขาไม่ได้ฟังประโยคเมื่อกี้ของฉันเลย

“อืม ไปสิ” ฉันก็ได้แต่เดินตามเขาไป

และเมื่อเราไปถึงร้านขายดอกไม้พนักงานร้านก็เดินมาต้อนรับ พนักงานคนนั้นเป็นเด็กหนุ่มที่มีผมสีทองและตาสีเขียว

ทำไมฉันรู้สึกคุ้นอีกแล้ว…

“ยินดีต้อนรับครับ อยากได้อะไรเป็นพิเศษไหมครับ” พนักงานหนุ่มถาม

“ผมอยากได้ต้นไม้เล็กๆ ประดับโต๊ะหรือไม่ก็หน้าต่างบ้าน” วารินกล่าว จะว่าไปบ้านที่พวกเราเพิ่งย้ายไปยังไม่มีต้นไม้หรือดอกไม้ประดับสักต้นเลย

“ผมช่วยแนะนำได้นะครับ”

จากนั้นวารินและพนักงานคนนั้นก็เดินเข้าไปเลือกต้นไม้ในร้าน ฉันมองพวกเขาด้วยสีหน้าครุ่นคิด

ฉันเดาว่าในอนาคตอันใกล้นี้วารินจะสั่งกล้วยไม้สีขาวสามต้น กระบองเพชรอีกหนึ่งและเบญจมาศอีกสามต้น และเขาจะขอให้ทางร้านส่งไปให้ถึงบ้าน และจากนั้นวารินก็จะถือดอกกุหลาบมาให้ฉันและพูดว่า…

“ดอกไม้แห่งความรักเหมาะที่จะให้กับคนที่ผมรักที่สุด”

ใช่ ประโยคนี้แหละที่วารินจะพูด

“พูด พูดแบบนั้นฉันก็เขินสิ” ฉันรับดอกกุหลาบที่วารินยืนมาให้ด้วยรอยยิ้ม ในขณะเดียวกันหัวใจของฉันเริ่มเต้นกระหน่ำ แต่ไม่ใช่เพราะเขินแน่นอน “ว่าแต่สั่งซื้ออะไรไปบ้างล่ะ?”

“ผมสั่งซื้อกล้วยไม้สีขาวสามต้น เบญจมาศอีกสามต้น และกระบองเพชรอีกหนึ่ง ไม่เกินสามวันเขาบอกว่าจะส่งมาให้ถึงบ้าน” วารินตอบด้วยรอยยิ้มสดใส

“งั้นเหรอ ดีเลย!” ฉันฝืนยิ้มตอบส่วนในใจก็กรีดร้อง

ชัดเลย! มันชัดมาก! เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้มันเหมือนกับเหตุการณ์ที่ถูกเขียนไว้ในนิยายเรื่อง ‘ปกป้องหัวใจวาริน’ ไม่มีผิด!

ฉากลับฉากหนึ่งในนิยาย ปกป้องหัวใจวาริน

หลังฉาก : วาริน

บ่อยครั้งเขาก็สงสัยว่าทำไมเขาต้องมารับรู้เรื่องราวและความรู้สึกของคนอื่น ความเศร้า ความสุข ความกลัว ความโกรธ ความสิ้นหวัง ความรู้สึกพวกนั้นมักถาโถมเข้ามาในหัวของเขาทุกครั้งที่เขาสัมผัสสิ่งของบางอย่างโดยที่ไม่ได้ตั้งใจและเมื่ออารมณ์ของเขาแปรปรวนเขาก็มักจะทำไฟดับและบางครั้งก็พังข้าวของอย่างไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เขายังเด็ก นั่นทำให้เขาถูกมองว่าเป็นตัวอันตรายและเป็นเด็กเสียสติเพราะเขามักกรีดร้องด้วยความกลัวเมื่อได้เห็นสิ่งที่ไม่ต้องการจากการสัมผัสสิ่งของแปลกปลอม

เขาควบคุมมันไม่ได้เขาก็เลยต้องเห็นพวกมัน เขาไม่เคยต้องการพลังเช่นนี้เลยเพราะพลังนี้มันทำให้พ่อแม่ของเขากังวลและ...หวาดกลัว

เพราะอย่างนั้นเขาจึงพยายามซ่อนพลังของตัวเองไม่ให้ใครได้เห็นหรือได้รับรู้ แม้จะต้องเจ็บปวดเพราะพลังที่อัดแน่นอยู่ในร่างกายเขาก็จะอดทนกับมัน เขาหวังว่าเขาจะได้อยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุขไร้ซึ่งความกังวลและหวาดกลัว

แต่อุบัติเหตุก็ได้พรากชีวิตของพ่อแม่ของเขาไป นั่นทำให้เขาต้องไปอยู่กับญาติของเขาที่มีแต่ปัญหาชีวิตและไม่แม้แต่จะเต็มใจรับเลี้ยงเขา ทุกวันเขาจะต้องรับรู้ถึงความรู้สึกด้านลบของคนที่เลี้ยงดูเขา นั่นทำให้เขารู้ตัวว่าแสงสว่างนำทางในชีวิตของเขาได้หายไปแล้ว...

เขามีชีวิตอย่างไร้จุดหมาย จิตใจของเขาเริ่มรู้สึกว่างเปล่าและอ้างว้าง เขาจึงยิ้มและยิ้มเพื่อกลบฝังความว่างเปล่าในใจ จนกระทั่งโชคชะตาได้ทำให้เขาได้มีโอกาสพบคนที่เป็นแสงสว่างของตัวเองอีกครั้ง หญิงสาวที่ไม่เคยถูกโชคชะตาเข้าข้าง

“ชื่อวารินเหรอ? ว้าวชื่อเพราะดีเหมาะสำหรับมาเป็นกระเป๋าเงินของฉัน”

เป็นกระเป๋าเงินหมายความว่าเขาจะต้องให้เงินกับเธออย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง หรือก็คือเขาถูกรีดไถเงิน...ในตอนแรกเขาก็ไม่ได้คิดหรอกนะว่าเธอคนนี้จะมาเป็นแสงสว่างให้กับเขา

“ทั้งที่มีพลังน่าปวดหัวแบบนั้นแต่วารินก็ยังเป็นวารินอย่างทุกวันนี้ได้ ทั้งอ่อนโยน ใจดี ยิ้มสวย ดูนุ่มนิ่มน่าปกป้อง อ่า...เธอน่ารักจังชักชอบแล้วสิ” ไม่พูดเปล่าเธอยังลูบไปทั่วหน้าของเขาด้วยสีหน้า...ไม่น่าไว้ใจนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบ

ทั้งที่มือคู่นี้เคยต่อยปากคนจนฟันหลุดมาแล้วแท้ๆ แต่สัมผัสจากมือของเธอกลับให้ความรู้สึกที่อ่อนโยนราวกับกำลังปลอบประโลมและเติมเต็มความว่างเปล่าในจิตใจของเขา

“ดูเหมือนว่าฉันจะตกหลุมรักเธอแล้วล่ะวาริน”

เหมือนกัน...

เพื่อยึดเธอไว้ไม่ให้จากไปเขาจะต้องทำตัวน่ารักและน่าปกป้องอย่างที่เธอต้องการ

“อย่าหวังว่าชีวิตนี้เธอจะหนีไปจากฉันได้!”

คุณก็เช่นกันเลอา ผมจะจับมือคุณไว้ไม่ยอมปล่อยเด็ดขาด

ตอน 2

ตอนที่ 2 นิยายบอกอนาคต

เมื่อกลับถึงบ้านฉันก็รีบตรงดิ่งไปหาหนังสือนิยายเรื่อง ‘ปกป้องหัวใจวาริน’ และเปิดอ่านบทนำของนิยายเพื่ออ่านให้แน่ใจว่าตัวเองจำไม่ผิด ซึ่งปรากฏว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉันและวารินวันนี้มันตรงกับสิ่งที่เขียนไว้ในบทนำของนิยายเก้าในสิบส่วน

มันเป็นไปได้ยังไง!?

จะบอกว่านิยายเล่มนี้เขียนตามสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันและวารินก็ไม่ใช่เพราะนิยายเล่มนี้ส่งมาก่อนที่ฉันจะไปออกเดตกับวารินซะอีก นั่นหมายความว่านิยายเล่มนี้เขียนสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต...

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต...นั่นหมายความว่าฉันจะตายเรอะ!? แถมวารินยังจะกลายเป็นของผู้ชายคนอื่น! ฉันอยากกระอักเลือด นั่นเป็นสิ่งที่ฉันยอมรับไม่ได้ วารินเป็นของฉัน!

ฉันไม่เชื่อในทันทีว่าในนิยายเล่มนี้เขียนสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต ฉันอดทนอ่านต่อจากตรงที่อ่านค้างไว้เพื่อหาเบาะแส หลังจากวารินในนิยายถูกชายตาแมวอุ้มไปฉากก็ตัดมาที่วารินตื่นขึ้นมาในห้องแห่งหนึ่งที่เหมือนห้องพักฟื้นในโรงพยาบาล แต่มันไม่ใช่โรงพยาบาล มันคือศูนย์วิจัยพลังจิตแห่งหนึ่ง เมื่อฉันอ่านถึงตรงนี้ฉันไม่ได้คิดว่าศูนย์วิจัยนี้เป็นศูนย์วิจัยที่ไร้สาระหรือแต่งเกินจริงเพราะฉันรู้ว่าพลังจิตมีอยู่จริง

ฉันยังไม่บอกสินะว่าวารินคือผู้ที่เกิดมาพร้อมพลังจิต เขามีพลังจิตที่เรียกว่า Psychometry พลังนี้จะทำให้วารินสามารถรับรู้เรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในอดีตโดยการจับต้องสิ่งของและบางครั้งวารินก็สามารถใช้มันกับมนุษย์ได้เช่นกัน วารินที่บังเอิญไปรู้อดีตของคนอื่นอย่างไม่ได้ตั้งใจก็เลยมักจะจิตตกจนเกือบทำไฟฟ้ารอบตัวพังบ่อยครั้งเพราะว่าวารินมีพลังจิตอีกอย่าง นั่นก็คือการพลังควบคุมประจุไฟฟ้าและสายฟ้า ถ้าอารมณ์ของวารินไม่คงที่เขาก็อาจเผลอทำไฟดับ

ฉันเชื่ออีกนิดว่านิยายเรื่องนี้อาจจะจริงเพราะว่าวารินในนิยายบอกถูกต้องทุกอย่างเกี่ยวกับพลังของวารินในโลกจริง

ฉันนั่งสมาธิและบอกกับตัวเองว่า ถึงสิ่งที่อยู่ในนิยายจะเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นจริง แต่ตอนนี้วารินยังเป็นของฉันไม่ได้เป็นของตัวผู้หน้าไหนทั้งสิ้น! ฉันอดทนอ่านต่อไป ฉันจึงได้รู้เรื่องที่ไม่เคยรู้หลายอย่าง อย่างเช่น ถ้าผู้มีพลังจิตมีพลังมากเกินไปพลังอาจจะย้อนกลับมาฆ่าเจ้าของ ผู้มีพลังจิตส่วนมากที่ทนรับพลังของตัวเองไม่ไหวหรือไม่ก็ควบคุมพลังของตัวเองไม่ได้ก็จะตายก่อนอายุขัยด้วยสาเหตุต่างๆ อย่างเช่นเป็นไข้หนัก หัวใจวาย เส้นเลือดในร่างกายแตก ร่างระเบิด หรือไม่ก็ตายไปเสียเฉยๆ หรือไม่ก็ร่างสลายหายไปเลย ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับพลังจิตของคนคนนั้นว่าจะเป็นแบบไหนด้วย

แต่วารินที่มีพลังจิตถึงสองอย่างและมีพลังจิตค่อนข้างสูงแต่กลับไม่เคยประสบปัญหาพลังย้อนกลับมาทำร้ายร่างกายเลย ชายตาแมวที่มีชื่อว่า อาเธอร์ มีความสนใจวารินเพราะเขาเป็นนักวิจัยพลังจิตและคนสร้างยาระงับพลังของผู้มีพลังจิตไม่ให้พลังย้อนกลับมาฆ่าเจ้าของพลังจิต ดูเหมือนอาเธอร์สนใจจับวารินไปเป็นหนูทดลอง...

ไปตายซะไอ้ xxx

ความเกลียดชังของฉันที่มีต่ออาเธอร์พุ่งสูงแทบทะลุหลอด และเมื่อฉันอ่านต่อไปความเกลียดชังก็พุ่งสูงทะลุหลอดจริงๆ เพราะว่าฆาตกรที่ฆ่าฉันก็คือหนูทดลองของอาเธอร์! ฆาตกรคนนั้นเป็นผู้มีพลังจิตและได้ก่ออาชญากรรมมามากมาย เมื่อถูกจับฆาตกรคนนั้นก็เลยถูกจับมาเป็นหนูทดลองของอาเธอร์ และด้วยความประมาทของอาเธอร์ฆาตกรคนนั้นก็เลยหลุดออกมาได้และไล่ฆ่าคน

บัดซบ! ฉันตาย...ไม่สิ เลอาในนิยายถูกฆ่าตายเพราะความประมาทของนักวิจัยบ้านี่เนี่ยนะ!? เป็นสาเหตุทำให้คนอื่นตายไม่พอยังคิดจะเอาแฟนของคนที่ตัวเองมีส่วนทำให้ตายไปเป็นแฟนของตัวเองอีกด้วย!

ฉันโกรธมากและไม่สามารถอ่านต่อได้ ฉันข้ามไปอ่านตอนอื่นทันที ฉันอ่านแค่บทที่มีวารินปรากฏเท่านั้นและเป็นบทที่วารินกำลังคิดถึงแฟนที่ตายไปแล้ว มันมีตอนที่เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตด้วย พอฉันอ่านถึงตรงนี้ฉันก็ต้องยอมรับแล้วว่านิยายเล่มนี้เป็นของจริงเพราะเหตุการณ์ย้อนอดีตในนิยายพวกนั้นมันเคยเกิดขึ้นกับฉันและวารินแล้วจริงๆ

ฉันถอนหายใจด้วยความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย

“เป็นอะไรงั้นเหรอเลอา? ทำไมถอนหายใจอย่างนั้น และทำไมทำหน้าเศร้าอย่างนั้น” วารินเอ่ยเสียงเป็นกังวล เขาโผเข้ากอดฉันและลูบหัวของฉันอย่างอ่อนโยน “ถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจก็บอกผมนะ อย่าเก็บไว้คนเดียว”

น้ำเสียงของวารินให้ความรู้สึกอ่อนโยนและเข้มแข็งในเวลาเดียวกัน ฉันรู้สึกวางใจที่จะพึ่งพาวารินทุกเรื่อง แต่เรื่องนิยายวายที่มีวารินเป็นนายเอกเนี่ย…

“ถ้าฉันพร้อมเมื่อไหร่ฉันจะบอกเธอ สัญญาเลย” ฉันทำหน้าจริงจัง วารินจึงพยักหน้าเข้าใจ “ตอนนี้ขอกำลังใจก่อน”

“ได้สิ” วารินยิ้มหวาน

เราโน้มหน้าเข้าหากันจนกระทั่งริมฝีปากประกบกันอย่างแนบแน่น พวกเราแลกความหวานให้กันและกัน ในขณะนั้นฉันลืมตาขึ้นมาและมองเปลือกตาที่หลับพริ้มอย่างน่ารักน่าเอ็นดูของวารินด้วยอารมณ์หึงหวง แค่คิดว่าจะมีคนอื่นนอกจากตัวเองได้จูบและได้เห็นท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของวารินดวงตาของฉันก็วาวโรจน์

ฉันจะตายงั้นเหรอ? ไม่ ฉันจะไม่ยอมตายเด็ดขาด! ฉันจะหลีกเลี่ยงความตายให้ได้!

ในนิยายระบุไว้ว่าฉันจะถูกฆ่าในวันอาทิตย์หรือก็คือหลังจากเดเวอร์ชันวันเสาร์ นั่นก็หมายความว่าวันพรุ่งนี้คือวันที่ฉันในนิยายจะถูกฆาตกรรมจนศพกระจายเต็มถนน วิธีหลีกเลี่ยงความตายก็คือไม่ออกจากบ้านวันอาทิตย์เพราะถ้าไม่ออกจากบ้านฉันก็จะไม่มีโอกาสได้พบฆาตกรและไม่ตาย

วันต่อมา วันอาทิตย์อันตราย ฉันตัดสินใจที่จะไม่ออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว

“อ๊ะ แย่ล่ะไข่หมดแล้ว คงต้องออกไปซื้อ”

ฉันหูผึ่งทันทีเมื่อได้เสียงพึมพำของวารินจากในครัว หมายเหตุ เลอาในนิยายบังเอิญออกไปเจอฆาตกรและถูกฆ่าเป็นเพราะว่าวัตถุดิบทำอาหารที่บ้านหมดก็เลยอาสาออกจากบ้านไปซื้อพวกมันนั่นเอง เพื่อรักษาชีวิตเป้าหมายในวันนี้ก็คือห้ามออกจากบ้านไม่งั้นคงได้ไปจ๊ะเอ๋กับฆาตกรแน่!

แม้ว่าในนิยายระบุไว้ว่าเลอาในนิยายจะถูกฆ่าตอนกลางคืนไม่ใช่ตอนเช้าและไม่ใช่วารินที่จะถูกฆ่า แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ ฉันจึงรีบพุ่งเข้าไปหาวารินในครัวด้วยความเร็วแสง

“ช่างมันเถอะ ไม่มีไข่ก็ไม่ต้องกิน” ฉันพูดอย่างจริงจัง วารินกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง

“แต่ถ้าไม่มีไข่อาหารเช้าก็ไม่ครบชุดนะ” วารินมองขนมปังปิ้งและไส้กรอกในจานอย่างอึดอัดใจ

“วันนี้ฉันไม่ชอบไข่ ไม่อยากกินไข่ไก่ ไข่นก ไข่เป็ด หรือไข่อะไรทั้งสิ้น เพราะงั้นไม่ต้องไปซื้อใหม่”

“หือ? เกิดอะไรขึ้นกัน อะไรทำให้คุณเกลียดไข่กะทันหันแบบนี้” วารินเลิกคิ้วแปลกใจพลางยิ้มขำ

“ใช่ ฉันเกลียดไข่ทั้งหมดบนโลกยกเว้นไข่ของวาริน” ฉันจูบปากวารินเร็วๆ ครั้งหนึ่งพร้อมส่งยิ้มเจ้าเล่ห์

“แต่เช้าเลยนะ” วารินหันหน้าหนีอย่างเขินอาย ฉันหอมแก้มแดงๆ ของวารินอย่างมันเขี้ยว

“ฉันไม่อยากแยกห่างจากเธอแม้แต่ก้าวเดียวเพราะงั้นไม่ต้องออกไปซื้ออะไรทั้งสิ้น อาหารเช้าของวันนี้กินแค่ขนมและไส้กรอกก็พอ”

“เอาอย่างนั้นก็ได้” วารินยอมพยักหน้าเข้าใจ แต่เขาก็ยังรู้สึกติดใจสงสัยพฤติกรรมของฉันไม่น้อย

“เอาล่ะวันนี้เรามาตัวติดบ้านกันทั้งวันกัน”

หลังจากนั้นฉันก็นั่งดูหนังกับวารินทั้งวันโดยที่ไม่ยอมออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว ฉันคิดว่าทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี

ขณะนี้เวลา 19:10

ติ๊งต๊อง~

ในขณะที่ฉันและวารินกำลังดูข่าวภาคค่ำทันใดนั้นเสียงกริ่งบ้านก็ดังขึ้น

“ครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่ได้ยินเสียงกริ่งบ้าน” ก็นะเพิ่งย้ายมาอยู่แค่หนึ่งอาทิตย์ คนรู้จักก็ไม่ได้มีมากมายก็เลยไม่ค่อยมีใครมาเยี่ยม

“เดี๋ยวผมจะไปดูเอง” วารินอาสาไปเปิดประตู ฉันมองตามวารินเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปก่อนที่ฉันจะหันหน้ากลับไปดูทีวีต่อ ทว่าสิบวินาทีต่อมาฉันตัดสินใจลุกออกจากโซฟาและเดินตามวารินไปเพราะความรู้สึกไม่สบายใจที่อัดแน่นในอก

“ใครมางั้นเหรอวาริน” ฉันเอ่ยถาม วารินที่ยืนอยู่หน้าประตูหันหน้ามามองฉันพลางส่งสายตาไม่รู้ ในขณะเดียวกันประตูก็เปิดออกกว้างเผยให้เห็นชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อแขนยาวสีดำและสวมฮู้ดอย่างมิดชิด

ฉันและวารินนิ่งเงียบเพราะพวกเราไม่รู้จักคนที่มีลักษณะเช่นนี้มาก่อน

“เจอแล้ว~” ชายสวมฮู้ดกล่าวพลางแสยะยิ้ม ในตอนนั้นฉันเห็นบางอย่างแสงสะท้อนเป็นประกายข้างหลังชายคนนั้น

“วารินถอยออกมา!” ฉันตะโกนเสียงดังลั่นและรีบพุ่งเข้าไปดึงวารินให้ถอยห่างจากประตู จากนั้นฉันก็รีบคว้าประตูเพื่อปิด แต่ทว่ามันคล้ายกับว่ามีบางอย่างกระชากประตูให้เปิดออกอย่างแรงจนประตูหลุดออกไปทั้งบาน

“บ้านนี้ต้อนรับแขกอย่างนี้งั้นเหรอ?” ชายสวมฮู้ดถามและในขณะเดียวกันสิ่งที่มีแสงสะท้อนเป็นประกายข้างหลังของชายคนนั้นก็พุ่งเข้ามาหาฉัน ฉันหยิบร่มที่วางอยู่บนชั้นวางรองเท้าขึ้นมาปัดป้องกันแทบไม่ทัน

“เลอา!” วารินอุทานอย่างตื่นตระหนกเมื่อเห็นว่าสิ่งที่พุ่งเข้าหาฉันก็คือมีด ใช่ มันคือมีด! แถมเป็นมีดลอยได้ด้วย

“ผู้มีพลังจิต” ฉันจ้องมองชายสวมฮู้ดด้วยสายตาเป็นศัตรู ฉันรู้ทันทีว่าเขาคือฆาตกรที่ฆ่าฉันในนิยาย แต่ทำไมมันมาอยู่ที่นี่ได้? มันตามฉันมางั้นเหรอ? ในใจของฉันสับสน แต่ฉันไม่ยอมเสียสมาธิไปไม่เช่นนั้นฉันอาจจะไม่รอด รวมถึงวารินด้วย

แฟนของฉัน ใครก็ห้ามแตะ!

“ของไร้ประโยชน์อย่างเธอมันเกะกะลูกตาจริงๆ” มันว่าและควบคุมมีดให้พุ่งเข้ามาหาฉันเพื่อฆ่า แต่มันไม่ง่ายหรอก!

ฉันใช้ร่มในมือปัดมีดพวกฉันอย่างรวดเร็ว เห็นอย่างนี้ฉันก็เคยเรียนวิชาดาบนะ แถมเป็นวิชาดาบสำหรับฆ่าด้วย ฉันจึงไม่ยอมให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูกโจมตีเพียงฝ่ายเดียว ฉันพุ่งเข้าหาฆาตกรหวังจะใช้ร่มฟาดมันสักครั้ง แต่ก่อนที่ร่มของฉันจะถึงตัวฆาตกรมันก็ถูกบดขยี้ด้วยพลังบางอย่าง

“ของแบบนั้นจะทำอะไรฉันได้” มันหัวเราะเยาะ ทันใดนั้นมันก็ชักมีดออกมาและไล่ฟันฉัน ฉันที่ไม่มีอาวุธในมือแล้วจึงได้แต่ถอยหลังหลบจนกระทั่งไปชนวารินที่ยืนอยู่ข้างหลัง

วารินโอบเอวของฉันไว้ทันที “อย่ามาแตะต้องแฟนของผม”

เปรี้ยง!

สิ้นประโยคของวาริน ทันใดนั้นกระแสไฟฟ้ารอบๆ ก็เกิดการกะพริบและต่อมาก็มีสายฟ้าฟาดเข้าไปโจมตีชายสวมฮู้ดคนนั้น

“สมกับเป็นของมีประโยชน์ พลังมีเยอะไม่น้อย” ชายคนนั้นหัวเราะแม้จะถูกสายฟ้าฟาดจนได้กลิ่นไหม้ชัดเจน

“ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าทำไมคุณถึงโจมตีพวกเรา แต่ผมจะไม่ยอมให้คุณทำร้ายแฟนของผมแน่” วารินกล่าวเสียงแข็งกร้าว ซึ่งไม่บ่อยนักที่วารินจะทำเสียงก้าวร้าวเช่นนี้

ถ้าสถานการณ์ตอนนี้ไม่เป็นแบบนี้ฉันคงจะกรีดร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น วารินในเวอร์ชันดุร้าย! หัวใจของฉันแทบละลาย~

หลังจากวารินประกาศกร้าวไปแล้วเขาก็โจมตีคนร้ายที่บุกบ้านไม่ยั้งด้วยพลังจิตสายฟ้า แต่ฝ่ายนั้นก็ไม่ยอมล้มง่ายๆ และใช้มีดที่เป็นโลหะเป็นตัวล่อสายฟ้าเพื่อป้องกัน ดูเหมือนว่าฝ่ายนั้นมีทักษะการใช้พลังและการต่อสู้มากกว่าจึงป้องกันสายฟ้าของวารินได้ทั้งหมด อีกทั้งยังสามารถโจมตีกลับได้อีกด้วย หากวารินไม่ได้สร้างม่านสายฟ้าของมาป้องกันการโจมตีจากคมมีดพวกนั้นพวกฉันคงบาดเจ็บหนัก

ชายสวมฮู้ดเห็นดังนั้นจึงเริ่มจะเอาจริง สิ่งที่เป็นโลหะทุกอย่างรอบตัวฉันและวารินลอยขึ้นมาและพุ่งเข้ามาโจมตีพวกฉัน

มันมีพลังจิตควบคุมโลหะไม่ผิดแน่!

การโจมตีรอบด้านทำให้วารินต้องทุ่มเทพยายามในการใช้สายฟ้าเป็นเกราะป้องกันเพียงอย่างเดียว ฉันจึงรีบมองหาทางจัดการฆาตกร มันต้องมีสักทางที่ฉันโต้กลับได้สิ! แต่ถ้าจะใช้อาวุธประเภทโลหะต่อสู้ก็คงไม่ได้เพราะอีกฝ่ายมีพลังจิตควบคุมโลหะ ทำยังไงดีล่ะทีนี้ ถ้าฉันไม่มีพลังจิตคงสู้ไม่ได้แน่

"ถ้าอย่างนั้น…วาริน เธอสร้างสายฟ้าเป็นรูปร่างได้ไหม?” ฉันกระซิบถามวาริน

"ผมไม่เคยทำ น่าจะไม่ไหว” วารินเอ่ยเสียงเครียดขณะที่พยายามมีสมาธิกับการป้องกัน วารินยังไม่เคยต่อสู้ด้วยพลังจิตมาก่อนเขาจึงไม่รู้ว่าควรใช้อย่างไรดี

"ลองใช้โลหะเป็นตัวนำไฟฟ้าสิ ปล่อยกระแสไฟฟ้าไปในโลหะข้างหลังผู้ชายคนนั้นและดึงไฟฟ้าเข้ามาหาตัวเอง นั่นจะทำให้เธอลอบโจมตีมันได้" ฉันแนะนำเขาเสียงเบา

วารินพยักหน้าอย่างเข้าใจและทำตามที่ฉันบอก ไฟฟ้าค่อยๆ รวมตัวกันอยู่ข้างหลังของชายสวมฮู้ด ยิ่งมันรวมตัวกับมากเท่าไหร่พลังโจมตีของมันจะต้องมากกว่าการปล่อยสายฟ้าไปตรงๆ อย่างแน่นอน

เมื่อมองเห็นจังหวะที่ดีวารินก็ดึงสายฟ้าทั้งหมดมาหาตัวเองทันที แต่ก่อนมันจะมาถึงตัวเขาไฟฟ้าแรงสูงนั่นจะต้องทะลุผ่านตัวของชายสวมฮู้ดก่อน แน่นอนถ้าโดนไฟฟ้าแรงสูงทะลุผ่านตัวแบบนั้นความร้อนจากไฟฟ้ามันจะทำให้ร่างถูกเผาไหม้

” อึก!” ชายสวมฮู้ดไม่ทันตั้งตัวจึงโดนโจมตีไปเต็ม ไหล่ขวาของเขาเกิดรูขนาดใหญ่ มันเป็นแผลที่มีรอยไหม้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนและจากนั้นเลือดของชายสวมฮู้ดก็เริ่มไหลออกมามากมาย วารินผงะเมื่อเห็นเลือดมากมายเช่นนั้น

”มันจำเป็นวาริน ถ้าเธอไม่ทำเราจะตาย" ฉันกอดวารินและปลอบโยนเขา ฉันรู้ว่าเขาหวาดกลัวพลังของตัวเอง ฉันไม่อยากให้เขารู้สึกแย่แต่ถ้าไม่ให้เขาทำ มันจะเป็นตัวเขาเองที่จะตกอยู่ในอันตราย

”ไม่เลว…" ชายสวมฮู้ดหัวเราะในลำคอ ทันใดนั้นบาดแผลของเขาก็รักษาตัวเอง

พลังจิตอีกอย่างงั้นเหรอ!?

” หึหึหึ นี่ล่ะพลังที่ฉันต้องการ!” ชายคนนั้นตะโกนและหัวเราะราวกับคนบ้า

ฉันและวารินระวังตัวมากขึ้น บรรยากาศรอบตัวของชายคนนั้นเหมือนจะเปลี่ยนไป มันให้ความรู้สึกอันตรายมากขึ้น

วี้วอ!

แต่ไม่ทันที่การต่อสู้จะดำเนินต่อทันใดนั้นเสียงรถตำรวจก็ดังขึ้นมา ฉันคาดว่าเพื่อนบ้านของฉันคงได้ยินเสียงดังจากการต่อสู้ก็เลยโทรเรียกตำรวจมา ชายคนนั้นชะงักและสบถออกมาด้วยท่าทางไม่พอใจ

“พวกน่ารำคาญ คราวหน้าจะฆ่าให้หมด” ชายสวมฮู้ดหันมามองฉันและวารินเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหายไปวาร์ปหายไปต่อหน้าต่อตาของฉันและวาริน

เขามีพลังอย่างที่สาม!?

ฉันตกใจมาก ฆาตกรนั่นมีพลังจิตหลายอย่างแต่ร่างกายยังทนรับไหว มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่เลอาในนิยายพลาดท่าถูกฆ่าทั้งที่มีทักษะดาบเก่งเท่ากับฉัน

ไม่นานหลังจากที่ชายคนนั้นจากไปตำรวจก็มาถึงหน้าบ้านของฉันและวาริน พวกเขาสำรวจก่อนเป็นอย่างแรกและหันมาพูดกับฉันและวารินว่า

“ผู้มีพลังสินะ” ตำรวจคนหนึ่งกล่าว

ฉันและวารินมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้าตอบกลับไป ในเมื่อตำรวจรับรู้ถึงตัวตนของผู้มีพลังจิตมันก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับเราที่จะให้การโดยไม่ต้องแต่งเรื่องให้สมเหตุสมผลกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

วารินได้อธิบายเรื่องราวคร่าวๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตำรวจฟัง ส่วนฉันขอตัวเข้าไปให้ห้องนอนเพื่อเอาของบางอย่าง ซึ่งของสิ่งนั้นก็คือนิยายบอกอนาคตเล่มนั้น! มันต้องบอกได้แน่ว่าทำไมเจ้าฆาตกรนั่นถึงมาอยู่หน้าบ้านของฉันและวารินได้

ครั้งนี้ฉันตั้งใจอ่านอย่างละเอียดและมองข้ามความหึงหวงของตัวเองที่มีต่อตัวละครวารินในนิยาย ตอนนี้ฉันมีวารินเป็นของตัวเอง ทำไมฉันต้องหึงด้วยล่ะ!

และเมื่อได้อ่านอย่างจริงจังฉันก็ได้รู้ว่าฆาตกรนั่นมีความสามารถกลืนกินพลังของคนอื่นได้ มันพยายามไล่ล่าคนมีพลังจิตเพื่อแย่งชิงพลัง วารินก็เป็นเป้าหมายของมันเช่นกัน ในวันนี้หรือวันที่ฉันถูกฆ่าในนิยายฆาตกรตั้งใจจะมาที่บ้านของฉันอยู่แล้วเพื่อมาชิงพลังของวาริน แต่เพราะระหว่างเดินทางมามันดันบังเอิญเจอฉันก่อนมันก็เลยฆ่าฉันด้วยเหตุที่ว่า เกะกะลูกตา!

ไอ้xxx

สบถแล้วก็อ่านต่อและฉันก็ได้รู้ว่าหลังจากฆาตกรนั่นฆ่าฉันเสร็จมันก็ไปที่บ้านของฉันเพื่อไปหาวาริน แต่ในตอนนั้นวารินดันออกจากบ้านมาตามหาฉัน มันจึงคลาดจากวารินไป แต่ถึงแม้จะคลาดกันครั้งหนึ่งฆาตกรนั่นก็ไม่ยอมแพ้และไล่ล่าวาริน หากวารินไม่ได้ไอ้อาเธอร์อะไรนั่นช่วยซ่อนตัววารินคงไม่มีชีวิตอยู่

บ้าเอ๊ย!

ถ้าไม่มีไอ้หมอนั่นช่วยเหลือวารินก็จะไม่รอดงั้นเหรอ? ไม่ใช่! ถ้าฉันหาสถานที่ปลอดภัยซ่อนตัวได้ละก็ฉันและวารินก็จะรอด!

จนกว่าจะจัดการเจ้านั้นได้ฉันจะต้องหาที่ซ่อน แต่ฉันไม่รู้ว่ามีที่ไหนปลอดภัยบ้าง ทางเลือกเดียวก็คือขอความช่วยเหลือจากตำรวจที่ทราบถึงการมีอยู่ของผู้มีพลังพิเศษคนนั้น

ฉันกลับไปวารินที่กำลังสนทนากับตำรวจคนนั้น

“มาพอดีเลยเลอา สารวัตรเมลเสนอให้เราย้ายที่อยู่ชั่วคราว คุณคิดว่ายังไงเหรอ?” ยังไม่ทันที่ฉันจะได้เริ่มเกริ่นนำวารินก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน ฉันหยุดชะงักไปครู่และคิดว่าก็ดีเหมือนกัน ตำรวจเสนอมาให้แบบนี้แล้วฉันก็ไม่จำเป็นต้องพูดมาก

“ก็ดีนะ จนกว่าคนร้ายจะถูกจับตัวเราควรไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัยกันสักพัก” ฉันพูด

“อีกสักครู่คนที่จะช่วยหาที่ซ่อนตัวชั่วคราวให้กับพวกคุณก็จะมาถึงแล้ว” สารวัตรเมลกล่าว

“เขาคือตำรวจรึเปล่าคะ?” ฉันถามเพราะฉันไม่ไว้ใจว่าคนคนนั้นจะสามารถหาที่ซ่อนให้ฉันและวารินได้ปลอดภัยจริงหรือไม่

“ไม่ใช่ แต่เขาไว้ใจได้ เขาสามารถดูแลพวกคุณได้อย่างดีแน่นอน” สารวัตรเมลเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพื่อให้พวกฉันสบายใจ แต่ฉันก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี

“เขาไม่ใช่ตำรวจแต่ทำไมต้องดูแลพวกเรา? เขาเกี่ยวข้องกับตำรวจอย่างไร?” ฉันถามต่อ

“เขามีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้ฆาตกรหลุดออกมาน่ะ เขาจะต้องดูแลความปลอดภัยของพวกคุณเพื่อเป็นการรับผิดชอบ” ในประโยคแรกที่สารวัตรเมลเอ่ย น้ำเสียงของเขาเหมือนมีความไม่พอใจกับบางคนและแอบแฝงความรู้สึกผิดต่อพวกฉัน

ฉันเริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาตงิดๆ ลางสังหรณ์ของฉันบอกว่าคนที่จะมาช่วยดูแลพวกฉันจะต้องเป็นคนที่ฉันไม่อยากเจอและเกลียดขี้หน้าสุดๆ

แน่นอนว่าลางสังหรณ์ของฉันถูกต้อง

“คนที่เป็นเป้าหมายของเจ้านั่นอยู่ไหน” ข้างหลังของสารวัตรมีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมา พวกฉันจึงหันไปมองอย่างพร้อมเพรียงและได้พบกับชายหนุ่มร่างสูงที่มีหน้าตาหล่อเหลามีดวงตาสีเหลืองทองอันโดดเด่นและมีเส้นผมสีขาวประกายสีแดง

ไอ้อาเธอร์งั้นเหรอ!?

“มาพอดีเลย นี่คืออาเธอร์ เวลเลอร์ คนที่จะมาช่วยให้ที่ซ่อนและดูแลความปลอดภัยของพวกคุณ” สารวัตรเมลแนะนำอาเธอร์ให้ฉันและวารินรู้จัก

“สวัสดีครับผมวาริน ยินดีที่ได้รู้จัก” วารินทักทายอย่างเป็นมิตร ความหึงหวงของฉันพุ่งสูงทันที ฉันพุ่งเข้าไปกอดวารินอย่างหวงแหนและชายตามองอาเธอร์อย่างไม่เป็นมิตร

อาเธอร์ “...?”

“เป็นอะไรงั้นเหรอ?” วารินถามฉันอย่างสงสัย

“ฉันไม่อยากไปกับผู้ชายคนนั้น! เขาไม่น่าไว้ใจเลย เราช่วยกันหาสถานที่ปลอดภัยกันเองดีกว่า!” ทำไมคนที่จะช่วยปกป้องพวกฉันชั่วคราวถึงต้องเป็นเจ้านั่นด้วย! ทั้งที่ฉันคิดว่าจะไม่ยอมให้วารินและอาเธอร์ต้องมาเจอกันแท้ๆ แต่ทำไมถึงยังมาเจอกันได้อีก! แรงดึงดูดของพระเอกกับนายเอกเรอะ!? ไม่ยอม ฉันไม่ยอมนะ!

“ถึงอาเธอร์จะดูไม่น่าไว้ใจแต่เขาไว้ใจได้นะ” สารวัตรเมลพูดพลางยิ้มแห้งกับสายตาไม่เชื่อของฉัน “ไม่ต้องเป็นห่วง เขาไม่ใช่บุคคลน่าสงสัยที่ทำอะไรผิดกฎหมาย คิดว่างั้นนะ” ประโยคสุดท้ายสารวัตรเมลแอบกระซิบ “เอาเป็นว่าเขามีสถานที่ซ่อนตัวที่ปลอดภัยมากๆ ให้พวกคุณอยู่อาศัยชั่วคราวได้ แน่นอนว่าไม่เสียค่าใช้จ่าย”

“ไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือครับ? แบบนั้นจะดีเหรอครับผมคิดว่าผมควรจ่ายค่าคุ้มครองด้วย” วารินกล่าวอย่างเกรงใจ

“ฉันมีส่วนทำให้ฆาตกรนั่นหลุดออกมาสร้างความเสียหายแบบนี้ ฉันมีความรับผิดชอบมากพอที่จะให้ความช่วยเหลือพวกคุณที่ได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดของฉัน” อาเธอร์กล่าวเสียงเรียบ

“ฉันจะหาที่ซ่อนเอง ไม่จำเป็นต้องให้นาย...คุณช่วยเหลือ” ฉันพูดเสียงเย็นชาพยายามไม่ส่งสายตาเกลียดชังอย่างออกนอกหน้า

อาเธอร์เค้นเสียงหัวเราะในลำคอและมองฉันด้วยสายตาเย่อหยิ่ง “ที่ซ่อนที่เธอหามันไม่ทางที่จะปลอดภัยเท่ากับที่ซ่อนที่ฉันหาให้หรอก”

“มั่นใจได้ยังไงกัน” ฉันเบะปากไม่ชอบใจ

“ฉันจะให้พวกเธอซ่อนตัวอยู่คอนโดมิเนียมของฉัน ที่นั่นมีระบบรักษาความปลอดภัยระดับประเทศเพราะทั้งอาคารถูกสร้างขึ้นมาด้วยวัสดุพิเศษที่ทำลายได้ยาก ผู้มีพลังพิเศษก็อย่าหวังว่าจะทำลายมันได้ง่ายๆ ระบบตรวจสอบความปลอดภัยก็ทันสมัย คนแปลกหน้าไม่มีทางเข้าออกได้ง่ายๆ ทุกที่ในอาคารก็มียามเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แน่นอนว่ายามพวกนั้นเก่งกาจมาก บางคนมีพลังพิเศษ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาคนพวกนั้นก็สามารถจัดการได้ทันที อย่างเธอคงหาสถานที่ที่มีความปลอดภัยกว่านั้นไม่ได้หรอกและอีกอย่างเธอคงไม่มีเงินจ้างบอดี้การ์ดให้มาปกป้องตอนออกไปข้างนอกหรอกมั้ง อย่างเธอคงทำได้แค่รอให้ฆาตกรนั่นย้อนกลับมาฆ่า”

ร่ายยาวมาจนพอใจก็แสยะยิ้มเยาะ ฉันกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ ฉันอยากจะพุ่งเข้าไปซัดหน้ามันสักครั้งจริงๆ แต่ฉันยังพอมีสติพอที่จะไม่ทำอย่างนั้น ฉันพยายามดึงสติกลับมาและหาวิธีตอกกลับไปว่าฉันสามารถหาสถานที่ปลอดภัยกว่านั้นได้ แต่คิดยังไงฉันก็คิดไม่ออก ถ้าอยากรอดชีวิตจากการถูกตามฆ่าจากคนที่มีพลังจิตแข็งแกร่งอย่างเจ้าฆาตกรนั่นคงต้องลงไปซ่อนใต้ดินโดยห้ามโผล่หน้าออกมาข้างนอกเท่านั้น ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้! ฉันและวารินไม่สามารถซ่อนตัวใต้ดินได้ตลอดไปและที่สำคัญฉันไม่อยากให้วารินต้องไปลำบากอยู่ใต้ดินแบบนั้น! มันน่าเจ็บปวดและน่าเศร้าเกินไปแล้ว วารินของฉันจะต้องได้ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระท่ามกลางแสงแดดอันสว่างไสวสิ

มันเป็นอย่างที่อาเธอร์พูด ฉันไม่สามารถหาสถานที่ที่ปลอดภัยอย่างนั้นได้และไม่มีเงินพอที่จะจ้างบอดี้การ์ดที่เก่งพอจะสู้กับผู้มีพลังจิตได้ แม้จะน่าเจ็บใจแต่ฉันก็ต้องยอมรับ เพื่อความปลอดภัยของวารินแล้วฉันจะต้องยอมรับการคุ้มครองจากอาเธอร์

“เฮ้อ...เข้าใจแล้ว” ฉันถอนหายใจอย่างยอมแพ้

“เข้าใจง่ายดีนี่” อาเธอร์กระตุกยิ้ม

“แต่นายต้องห้ามยุ่งกับวารินของฉันนะ! ไม่อย่างนั้นฉันจะใช้ดาบตัดหัวนายซะ!” ฉันกอดวารินอย่างหวงแหน

“หือ? มันมีอะไรน่าสนใจที่ทำให้ฉันอยากยุ่งกับมัน?” อาเธอร์เลิกคิ้วไม่เข้าใจ

“อย่าเรียกวารินว่ามันนะ” ฉันกัดฟันพูดอย่างหงุดหงิด วารินได้แต่ยิ้มแห้งและลูบหลังของฉันเพื่อให้ฉันอารมณ์เย็นลง

“หรือว่ามันมีพลังอะไรน่าสนใจ?” อาเธอร์เอ่ยอย่างสงสัยปนสนใจพลางกวาดสายตามองวาริน ฉันจึงนึกขึ้นมาได้ว่าสาเหตุที่อาเธอร์สนใจวารินก็เพราะเขาเห็นว่าวารินมีพลังถึงสองอย่างและแต่ละอย่างก็ทรงพลังทั้งนั้นแต่กลับใช่ชีวิตได้อย่างปกติโดยที่ร่างไม่ระเบิดตายไปเสียก่อน เพื่อไม่ให้อาเธอร์สนใจวารินฉันจะต้องไม่ให้เขารู้เด็ดขาดว่าวารินมีพลังสองอย่าง!

“แค่ทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรนิดหน่อยเอง” ฉันรีบพูดก่อนที่วารินจะให้คำตอบกับอาเธอร์ ฉันเลือกที่จะเปิดเผยว่าวารินมีพลังสายฟ้าเพราะว่ามันปกปิดได้ยากที่สุด เมื่อวารินอารมณ์ไม่คงที่เมื่อไหร่เขาก็จะทำให้ไฟฟ้าติดๆ ดับๆ ทุกครั้ง แม้ว่าวารินจะพยายามปกปิดแต่สุดท้ายความก็จะแตกอยู่ดี เพราะงั้นเลือกปกปิดพลังที่ปกปิดง่ายที่สุดจะดีกว่า

“หือ...สายฟ้าสินะ สายควบคุมใช่ว่าจะหาง่ายและอยู่รอดปลอดภัยจนมาถึงตอนนี้” อาเธอร์ยังมีท่าทางสนใจวาริน ฉันแยกเขี้ยวขู่ทันที

“ฉันขอเตือนคุณว่าอย่ามายุ่งกับฉันและแฟนของฉันอีก! มันเป็นเพราะคุณเลินเล่อและประมาณตนมากเกินไปจนทำให้ฆาตกรหลุดออกมานั่นแหละที่ทำให้พวกฉันอยู่บ้านไม่ได้ คุณควรเอาเวลาไปตามจับฆาตกรที่หลุดออกมาจะดีกว่า ถ้าฉันตายหรือมีคนอื่นตายเพราะฆาตกรนั่นมันก็เป็นความผิดของคุณทั้งหมด!”

อาเธอร์จ้องตากับฉันด้วยสายตาสงสัยปนไม่พอใจที่ฉันแสดงท่าทางเป็นศัตรูกับเขาแบบออกหน้าออกตา แน่นอนว่าฉันไม่ต้องการจะปกปิดเพราะฉันอยากจะเตือนเขาว่าฉันไม่ชอบเขาเอามากๆ ฉันเชื่อว่าถ้าเขารู้ว่าฉันไม่ชอบหน้าเขา เขาก็คงรู้สึกรำคาญและไม่อยากเห็นหน้าฉันเหมือนกันและเลือกที่จะไม่สนใจและเมินฉัน ซึ่งมันจะเป็นเรื่องดีมากถ้าเขาเมินวารินด้วย!

แต่ถ้าอาเธอร์เป็นพวกชอบวิ่งเข้าหาคนที่เกลียดตัวเองฉันคงต้องวางแผนใหม่

“เธอตายไปสักคนมันก็ไม่ทำให้ฉันรู้สึกผิดขึ้นมาหรอก ตายไปซะก็ดี” อาเธอร์เหยียดยิ้มไม่พอใจ

นี่แช่งกันเลยเรอะ!?

ฉันกำลังจะอาละวาดด้วยความไม่พอใจ แต่วารินก็พูดขึ้นมาเสียก่อน “คุณอาเธอร์...ผมไม่ตำหนิคุณหรอกนะที่คุณพลาดทำฆาตกรหลุดออกมา แต่ถ้าคุณกล่าวออกมาแบบนั้นโดยไม่มีความรู้สึกผิดต่อสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดผมคงให้อภัยคุณไม่ได้ ถ้าแฟนของผมเป็นอะไรไปละก็...ผมก็ไม่คิดจะปรานีคุณ” วารินหรี่ตาลงและมองอาเธอร์อย่างเย็นชา

ฉันปลื้มใจอย่างมาก วาริน! เกลียดไอ้หมอนั่นไปเลย! มันไม่เหมาะสมที่จะเป็นพระเอกของเธอเท่าฉันหรอก!

ด้วยเหตุนี้ครั้งแรกที่พวกเราได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการจึงกลายเป็นว่าฉันและวารินต่างก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ชอบขี้หน้าอาเธอร์ คนที่พอใจกับผลลัพธ์นี้เป็นใครไปไม่ได้นอกจากฉัน! และในอนาคตฉันว่าหวังว่าจะทำให้วารินเกลียดอาเธอร์มากยิ่งขึ้น

อย่าหวังว่าจะได้แตะต้องแฟนของฉันเลยอาเธอร์!

ฉากลับฉากหนึ่งในนิยาย ปกป้องหัวใจวาริน

หลังฉาก : พรากจาก

“ไข่และน้ำผลไม้หมดแล้ว อ๊ะ น้ำตาลและน้ำปลาด้วย เลอาผมจะออกไปซื้อของนะ” ในขณะที่เริ่มหั่นผักวารินก็นึกขึ้นมาได้ว่าของในครัวหมดไปหลายอย่าง

“เธอทำอาหารต่อไปเถอะ เดี๋ยวฉันจะออกไปซื้อเอง” เลอาอาสาที่จะไปซื้อของแทนและรีบเดินออกจากห้องครัวไปโดยไม่รอให้วารินประท้วง

วารินมองกุ้งที่เลอายังแกะเปลือกไม่เสร็จก่อนที่จะส่ายหัวเอือมระอาพลางหัวเราะเบาๆ บอกมาตามตรงก็ได้ว่าไม่อยากช่วยทำอาหารต่อน่ะ

วารินแกะเปลือกกุ้งที่เลอาแกะค้างไว้โดยไม่บ่นอะไรเพราะเขารู้ดีว่าเลอาค่อนข้างไม่ชอบการแกะเปลือกทุกชนิด โดยเฉพาะเปลือกผลไม้ ถ้าเขาไม่แกะเปลือกให้เลอาก็คงไม่คิดว่ากินผลไม้จำพวกที่ต้องแกะเปลือกตลอดชีวิตแน่ๆ

เขาทำอาหารเย็นจนเสร็จแต่เลอาก็ยังไม่กลับมาจากซื้อของ เขาจึงมองสำรวจบ้านเพื่อเป็นการฆ่าเวลาระหว่างที่รอให้เลอากลับมา เขาอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพแขวนบนผนังบ้าน บ้านหลังนี้พวกเขาเพิ่งย้ายมาอยู่ได้อาทิตย์กว่าแล้วและเกือบทุกอย่างในบ้านเลอาก็เป็นคนจัดวาง แม้ว่าเขาจะสำรวจดูแล้วแต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นมาเดินสำรวจอีกครั้ง

ภาพถ่ายคู่ของเขาและเลอาถูกจัดวางอยู่ทุกแห่งในบ้าน ข้าวของต่างๆ ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ เครื่องดนตรีอย่างเช่นเปียโนถูกวางอยู่มุมอย่างดี ถ้าเขาอย่างเล่นขึ้นมาก็ลุกไปเล่นได้ตลอดเวลา เขาลูบเปียโนหลังใหญ่ของเขาแผ่วเบา ทันใดนั้นภาพที่เขากำลังสอนเลอาเล่นเปียโนก็ฉายเข้ามาในหัวของเขา

เลอาเล่นดนตรีไม่เป็นเลย เขาก็เลยสอนเลอาให้เล่นดนตรี มันเป็นกิจกรรมยามว่างที่พวกเขามักได้ทำร่วมกันบ่อยครั้ง

“แปลกจัง ทำไมยังไม่กลับมานะ” เขาคิดถึงเลอาจึงอดบ่นไม่ได้ที่เธอหายไปนาน เขาจึงตัดสินใจออกจากบ้านไปถามหา

เขาหวังว่าจะได้พบกับเลอาแล้วพูดกับเธอว่า กลับมาช้าจังนะ และจูงมือกันกลับบ้านและกินข้าวเย็นด้วยกัน จากนั้นก็จะล้างหน้าแปรงฟันด้วยกันก่อนนอน และนอนหลับฝันดีด้วยกัน พอตื่นเช้าขึ้นมาก็ล้างหน้าแปรงฟันด้วยกันอย่างเช่นทุกวัน และทานอาหารเช้าด้วยกันอย่างเช่นทุกวัน

แต่ว่า...ทุกสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว

“เลอา...” ร่างกายของเขาคล้ายหมดเรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขาทรุดตัวลงตรงหน้าร่างของเธอ

ไม่ เขาไม่ต้องการยอมรับ ไม่ยอมรับ!

“เลอา...มานอนทำอะไรตรงนี้กัน กลับบ้านเรากันเถอะนะ” เขาเอ่ยเรียก มือของเขายื่นออกไปหวังจะจับจูงมือเธอกลับบ้าน แต่ทำไมมือของเขาสั่นเทาเช่นนี้ ทำไมภาพตรงหน้าของเขาถึงพร่าเลือนเช่นนี้

ตุบ...

เขามองมือของเขาที่กุมมือของเลอาไว้ มือที่เต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน มือที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับร่างของเธอ

“เลอา...เลอา...เลอา!!” เขาพยายามต่อมือของเธอให้กลับที่เดิม พยายามประคับประคองศีรษะของเธอไว้ไม่ให้หลุดลงมา

ทำไม! ทำไมเป็นอย่างนี้! อย่าทิ้งผมไปได้โปรด!

“เลอา!!” เขากรีดร้องอย่างบ้าคลั่งด้วยอารมณ์รุนแรงจนกระทั่งพลังของเขาระเบิดออกมา เขาไม่สนแล้วว่าพลังของเขาจะทำลายอะไรไปบาง ทำคนอื่นบาดเจ็บหรือไม่ ถ้าเลอาไม่อยู่แล้วโลกนี้ก็ไม่มีสิ่งที่เขาต้องการอีกต่อไป

ตอน 3

ตอนที่ 3 อ่านบทต่อไป

สามวันแล้วที่ฉันและวารินย้ายมาอยู่ที่คอนโดมิเนียมสุดหรูที่มีระบบการรักษาความปลอดภัยระดับสูงของอาเธอร์ ยอมรับเลยว่าไม่เพียงแค่ระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม ห้องพักที่พวกฉันได้รับมันยอดเยี่ยมมากจริงๆ เพราะมันมีพร้อมทุกอย่างไม่ว่าจะห้องน้ำสองห้อง ห้องนอนสองห้อง ห้องครัวและห้องนั่งเล่นที่กว้างมาก มันกว้างใหญ่พอที่จะอยู่เป็นครอบครัวใหญ่เลยเชียวล่ะและมันทั้งหรูหราและสะดวกสบาย อีกทั้งวิวของห้องพักของพวกฉันก็สวยมากด้วยเพราะพวกฉันได้อยู่ชั้นสิบ ห่างจากชั้นสูงสุดเพียงแค่ห้าชั้นเท่านั้น แต่ที่ดีที่สุดคงไม่พ้นเรื่องที่ว่าฉันและวารินสามารถพักที่นี่ได้ฟรีจนกว่าจะจับฆาตกรได้สำเร็จ คุณตำรวจเมลอะไรนั่นดูเหมือนจะต่อรองไว้แบบนั้น ฉันก็เลยสบายใจเรื่องเงินและพักที่คอนโดของอาเธอร์อย่างไม่คิดจะเกรงใจและหวังจะเอากำไรจากมันให้ได้มากที่สุด

แต่เพราะยังรู้สึกไม่คุ้นเคยและรู้สึกแปลกที่ไปหน่อยฉันและวารินจึงยังไม่ได้ไปสำรวจที่ไหนนอกจากห้องสุดหรูที่ได้มาแบบไม่ต้องเสียเงิน และพอเริ่มรู้สึกสบายใจแล้วว่าอยู่ที่นี่จะปลอดภัยไม่มีปัญหาพวกฉันก็เริ่มที่จะจัดข้าวของของตัวเองให้เข้าที่

“ทั้งที่เมื่อไม่กี่วันก่อนเราเพิ่งจะจัดแต่งบ้านที่เพิ่งซื้อมาแท้ๆ นี่เราจะต้องมาจัดแต่งบ้านใหม่อีกแล้วหรือนี่” ฉันรำพึงรำพันออกมาและแอบรู้สึกแย่เล็กน้อย บ้านที่ฉันและวารินอุตส่าห์เลือกที่จะซื้อด้วยกันและวางแผนว่าจะสร้างครอบครัวที่บ้านหลังนั้น แต่แผนทุกอย่างกลับก็ต้องมาหยุดลงเพราะฆาตกรนั่นและความประมาทเลินเล่อของไอ้อาเธอร์นั่นที่ทำให้บ้านหลังนั้นเสียหายและกลายเป็นสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย

“อย่าเศร้าไปเลย ผมเชื่อว่าอีกไม่นานฆาตกรนั่นจะต้องถูกจับในเร็วๆ นี้แน่นอนและเราก็จะได้กลับบ้านกัน” วารินเอ่ยเสียงนุ่มนวลเพื่อปลอบโยนฉัน

ฉันเพียงยิ้มตอบกลับในขณะที่ในใจก็คิดว่ามันไม่น่าง่ายขนาดนั้นเพราะถ้าฆาตกรถูกจับเร็วขนาดนั้นตัวละครเลอาในนิยายเรื่อง ปกป้องหัวใจวาริน คงเป็นแค่ตัวประกอบที่มีไว้เพื่อกำจัดเพื่อให้ตัวละครวารินได้มีแฟนใหม่เป็นผู้ชาย บ้าเอ๊ย! แค่คิดก็โมโหแล้ว!

ฉันเชื่อว่าถ้าสมมุติว่าโลกนี้เป็นนิยาย การตายของฉันคงเป็นตัวจุดชนวนของเนื้อเรื่องเพื่อให้วารินมีแรงผลักดันในการตามล่าหาฆาตกรคนนั้น นั่นหมายความว่าการจะหาตัวฆาตกรที่เป็นเหมือนบอสใหญ่จะต้องไม่ง่ายดายอย่างแน่นอน ไม่สิ แค่ดูจากพลังของมันก็รู้ได้ทันทีแล้วว่าการตามล่าหาตัวฆาตกรมันไม่ง่าย มันมีพลังถึงสามอย่างเชียวนะ และดูเหมือนจะมากกว่านั้นด้วย คนธรรมดาอย่างฉันจะทำอะไรมันได้กัน

ฉันถอนหายใจอย่างเซื่องซึม “หวังว่าฆาตกรจะถูกจับโดยเร็วเพราะถ้าปล่อยไว้นานวารินจะยิ่งตกอยู่ในอันตราย”

“ผมจะระวังตัวมากขึ้น อีกอย่างช่วงนี้ผมคงไม่มีเหตุผลที่จะต้องออกไปที่ไหน ผมไม่มีทางตกอยู่ในอันตรายหรอกครับ” วารินเอ่ยพลางส่งยิ้มกว้างเพื่อให้ฉันวางใจ

ช่วงนี้วารินไม่มีเหตุผลที่จะออกไปข้างนอกสักพักเพราะวารินได้ลาหยุดงานคุณครูดนตรีที่โรงเรียนแล้ว จนกว่าจะมั่นใจว่าฆาตกรไม่ได้อยู่ในเมืองนี้แล้ววารินก็น่าจะไม่ได้ออกไปทำงานตามตกปกติ

“พลังของวารินสุดยอด ฉันคิดว่ามันไม่น่าจะยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ” ฉันพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด วารินก็เลยมีสีหน้ากังวลใจตามฉันไปด้วย เขาได้ฟังจากตำรวจเมลคนนั้นคร่าวๆ มาแล้วว่าฆาตกรคนนั้นก็คือนักโทษที่ทำผิดคดีฆ่าคนตาย แรงจูงใจที่ทำให้ฆาตกรคนนั้นฆ่าคน นั่นก็เพื่อแย่งชิงพลังจิตจากคนอื่น เนื่องจากว่าฆาตกรคนนั้นมีร่างกายพิเศษที่สามารถมีพลังจิตหลายอย่างในร่างกายได้โดยที่ร่างกายไม่ระเบิดไปซะก่อน หลังจากฆาตกรคนนั้นถูกจับกุมตัวได้ ฆาตกรคนนั้นก็ถูกส่งตัวไปให้อาเธอร์ที่เป็นนักวิจัยด้านพลังจิตเพื่อให้อาเธอร์ศึกษาร่างกายฆาตกรคนนั้นและสร้างยาระงับการอาละวาดของพลังจิต แต่หลังจากนั้นอาเธอร์ก็ดันทำฆาตกรคนนั้นหลุดหายจนฆาตกรนั่นมาไล่ฆ่าพวกฉันอย่างที่เห็น

ตอนแรกที่วารินได้ยินเขาค่อนข้างตกใจมากเกี่ยวกับเรื่องการระเบิดของพลังเพราะเขามีพลังถึงสองอย่างในตัวแต่กลับไม่เคยรู้สึกว่าพลังจะระเบิดอย่างที่ได้ยิน วารินสงสัยว่าทำไมร่างกายของเขาถึงยังทนได้จนเขาเกือบจะหลุดปากถามออกไปแล้วถ้าฉันห้ามไว้ไม่ทัน หลังจากนั้นฉันก็ขอให้วารินปกปิดพลังของเขาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มีไอ้บ้าบางคนสนใจและจับเขาไปทดลองแทนฆาตกรนั่น

“เอาล่ะ ฉันขอโทษที่พูดเรื่องที่ทำให้เธอเป็นกังวล เราหยุดคุยเรื่องนี้กันดีกว่า” ฉันเปลี่ยนสีหน้าให้กลับมาสดใสเพื่อไม่ให้วารินกังวลเพราะสีหน้ากังวลใจของฉัน

หลังจากนั้นฉันและวารินก็ใช้เวลาสองชั่วโมงในการจัดเสื้อผ้าและของใช้ของตัวเองให้เข้าที่ นอกนั้นเราไม่ต้องจัดเตรียมเพราะว่าในห้องคอนโดมีเครื่องใช้ทั่วไปครบแล้ว

“ของก็ไม่ได้มีมากมาย ทำไมฉันรู้สึกเหนื่อยล่ะเนี่ย” หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้วฉันก็ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาพลางบ่นราวกับคนแก่ทันที

“ช่วงนี้คุณเอาแต่นั่งหน้าโต๊ะโดยไม่ออกกำลังกายเลยนี่ครับ” วารินหัวเราะเบาๆ เหมือนจะขบขันท่าทางของฉัน “ในห้องอาบน้ำมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ด้วย คุณอยากแช่น้ำร้อนผ่อนคลายไหม” วารินถามเหมือนเสนอทางเลือกให้กับฉันด้วยรอยยิ้มใสซื่อเหมือนไม่มีอะไรแอบแฝง แต่ตัวฉันที่รู้จักวารินมานานรู้ความหมายของมันดี

“เอาสิ” ฉันตอบตกลง

ด้วยเหตุนี้เองฉันและวารินจึงได้มานั่งแช่น้ำอยู่ในอ่างอาบน้ำเดียวกันอยู่ในขณะนี้

“น้ำอุ่นดีไหมครับ?” วารินถามพลางวักน้ำขึ้นมาลูบไหล่และหลังของฉัน

“ดี” ฉันตอบสั้นๆ พลางเอนตัวพิงวารินที่นั่งซ้อนอยู่ข้างหลัง มันก็นานแล้วที่ฉันไม่ได้แช่น้ำกับวารินแบบนี้ ฉันรู้สึกมีความสุขและสบายใจมากและแอบตื่นเต้นนิดๆ “สบายดีจัง” ฉันพึมพำออกมาอย่างผ่อนคลายพลางเหยียดขาตรงและใช้เข่าที่ชันขึ้นของวารินเป็นที่วางแขน ส่วนวารินก็โอบกอดฉันและใช้หัวของฉันเป็นที่วางคาง

“นั่นสิ พอเจอเรื่องเครียดๆ แล้วมาแช่น้ำร้อนมันก็ช่วยได้มากเลย” วารินว่า

“อย่าคิดอะไรมากมายเลยน่า”

“นั่นสินะ” วารินพึมพำจากนั้นเขาก็ล้วงมือลงไปจับขาอ่อนของฉัน วารินมีนิสัยประจำตัวอย่างหนึ่งที่แก้ไม่หายนั่นก็คือเขาชอบจับและบีบสิ่งที่นุ่มนิ่ม เขาก็เลยชอบจับและบีบขาอ่อนของฉัน เขาบอกมามันนุ่มดี

แต่ขอบอกเลยขาของฉันไม่ใหญ่นะ! ถึงขาของฉันจะนุ่มนิ่มมากแต่มันไม่ใหญ่เลยนะ เชื่อฉันสิ!

“พุงของเลอานุ่มขึ้นนะ” วารินพูดขึ้นมา

“วาริน ถ้าตอนนี้อยากแค่อาบน้ำ มือก็อย่าซน” ฉันเตือนขึ้นมาลอยๆ วารินหัวเราะและยิ้มร่า

“คุณคิดว่าผมชวนคุณแช่น้ำด้วยกันเพราะอะไรกันล่ะ?” วารินยังคงยิ้มอ่อน ฉันยิ้มตอบ

จากนั้นพวกเราก็ช่วยกันอาบน้ำให้กันและกัน เราใช้เวลาอยู่ในห้องอาบน้ำกันค่อนข้างนานมาก วันนี้เกือบจะไม่ได้ออกจากห้องน้ำกันเลยทีเดียว

.

.

.

ค่ำคืนในวันเดียวกัน

ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาหลังจากวารินหลับไปแล้ว เขาใช้แรงไปค่อนข้างมาในวันนี้ เขาไม่น่าตื่นขึ้นมาง่ายๆ ฉันจึงกล้าขยับออกมาจากอ้อมแขนของวารินและแอบลุกออกจากเตียงเพื่อไปเอาหนังสือนิยายที่ซ่อนเอาไว้ในตู้ ตั้งแต่วันนั้นฉันก็ไม่มีเวลาได้อ่านมันอย่างจริงๆ จังๆ ฉันจึงคิดจะใช้เวลานี้ตั้งใจอ่านเพื่อหาข้อมูล

ฉันรอดตายจากเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนได้แล้วก็จริง แต่ก็ใช่ว่าครั้งต่อๆ ไปที่ฉันจะได้พบกับฆาตกรฉันจะรอดเหมือนครั้งแรก เพื่อไม่ให้ฉันตายเหมือนที่ในนิยายระบุไว้ฉันจะต้องหาทางรับมือกับฆาตกร ไม่สิ ฉันจะต้องรู้ว่าฆาตกรคือใคร! อยู่ที่ไหน! ในเมื่อนิยายเรื่อง ปกป้องหัวใจวาริน เป็นนิยายบอกอนาคตมันก็ต้องบอกได้ว่าตัวจริงฆาตกรคือใครและอยู่ที่ไหนและมีวิธีอะไรที่สามารถจัดการมันได้

ฉันเปิดข้ามไปดูตอนจบของหนังสือนิยายทันทีเพื่อดูเฉลย แต่จากการกวาดสายตาอ่านคร่าวๆ ในตอนสุดท้ายของเล่มฉันก็พบว่าฆาตกรยังไม่ตายและดูเหมือนว่ามันจะมีผู้ติดตามด้วย มันเขียนไว้ว่าฆาตกรนั่นก่อตั้งกลุ่มผู้มีพลังจิตขึ้นมา ซึ่งกลุ่มผู้มีพลังจิตนั่นก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างเงียบๆ พอฉันเปิดหน้าสุดท้ายฉันก็พบกับประโยคหนึ่งว่า

โปรดติดตามตอนต่อไปในเล่มสอง

“…” เฮงซวย! อย่างน้อยก่อนจบเล่มหนึ่งก็ควรบอกก่อนสิว่าฆาตกรนั่นตั้งฐานทัพไว้ที่ไหน!

ฉันพยายามที่จะไม่กรีดร้องออกมาด้วยความโมโหและพยายามทำใจเย็นอ่านทีล่ะหน้าเพื่อหาข้อมูลของฆาตกร ในนิยายมันต้องมีเบาะแสบ้างล่ะน่าว่าฆาตกรทำอะไรบ้าง ในมุมมองของนักอ่านที่เป็นมุมมองของบุคคลที่สามจะต้องสามารถรวบรวมข้อมูลได้ดีกว่าแน่นอน และนั่นจะสามารถทำให้ฉันเดาได้ว่าฆาตกรอยู่ที่ไหน เป็นใคร และทำอะไรลงไปบ้าง

ฉันอ่านต่อจากตอนที่อ่านล่าสุดเพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลที่จำเป็นเหมือนครั้งก่อน ซึ่งหลังจากที่วารินในนิยายพบศพเลอาในนิยายและปล่อยพลังอาละวาดและถูกอาเธอร์พาตัวไปที่ศูนย์วิจัยลับและวารินก็ได้รู้ว่าคนที่ฆ่าเลอาในนิยายคือใครมาจากไหนคร่าวๆ แล้ว งานศพของเลอาในนิยายก็ถูกจัดขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ซึ่งในตอนนั้นวารินในนิยายยังยอมรับความจริงไม่ได้จึงตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้า ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร เมื่ออาเธอร์เสนอให้ไปซ่อนตัวจากฆาตกรที่คอนโดมิเนียมของเขาวารินก็ตอบตกลงทันทีเพราะกลัวที่จะอยู่ในบ้านที่ไม่มีฉัน…ไม่มีเลอาในนิยายอยู่ด้วย

และหลังจากวารินไปซ่อนตัวที่คอนโดอาเธอร์ก็ได้ถามคำถามเกี่ยวกับพลังของวารินเพราะอาเธอร์สนใจพลังอันมหาศาลของวารินตอนที่เขาอาละวาด ในตอนนั้นวารินกำลังสติล่องลอยและไม่มีแรงที่จะคิดอะไรมากมายเขาก็เลยเผยพลังที่มีให้อาเธอร์ได้รู้ทั้งหมด…

วาริน! ตั้งสติก่อนโว๊ย! ไปไว้ใจไอ้เจ้าอาเธอร์แล้วเผยพลังทั้งหมดให้มันรู้ทำไมห๊ะ!

ถ้าฉันอยู่ในนิยายฉันจะกระชากคอวารินมาเขย่าเรียกสติแน่ๆ และก็เป็นอย่างที่ฉันกังวล หลังจากที่วารินเปิดเผยพลังทั้งหมดให้อาเธอร์ได้รู้แล้วอาเธอร์ก็สนใจวาริน เขาสงสัยวารินอาจจะมีร่างกายพิเศษเหมือนฆาตกรคนนั้น ร่างกายที่สามารถทนรับพลังจิตได้หลายอย่างโดยที่ร่างกายไม่ระเบิดตายไปเสียก่อน อาเธอร์ก็เลยขอทดลองกับร่างกายของวารินอย่างตรงไปตรงมาและวารินก็ดันตอบตกลงแบบไร้สติ! แต่อย่างน้อยก็มีสติพอที่จะทำสัญญาไม่ให้อาเธอร์ทดลองยาหรือสิ่งที่เป็นการทำร้ายร่างกายของเขา

อาเธอร์ก็เลยทำได้แค่ตรวจร่างกายของวารินอย่างเช่นนำเลือดไปตรวจและทดสอบการใช้พลังของวาริน แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังรู้สึกไม่พอใจและโมโหอยู่ดี วารินต้องทดสอบการใช้พลังจิตจนใช้พลังถึงขีดจำกัด ซึ่งนั่นมันสร้างภาระให้กับร่างกายของวารินที่ไม่ค่อยได้ใช้พลังมากและ เฮ้ย! ตอนตรวจร่างกายวารินจะต้องถอดเสื้อต่อหน้าไอ้อาเธอร์นั่นใช่ไหม!

ฉันพยายามที่จะไม่หึงหวงวารินในนิยายเพราะเรื่องพวกนั้นยังไม่เกิดขึ้นกับวารินของฉันและแน่นอนว่ามันจะไม่มีวันเกิดขึ้น!

วารินได้วนเวียนอยู่ในศูนย์วิจัยประมาณสองเดือน ซึ่งระหว่างนั้นวารินก็ได้พยายามรวบรวมข้อมูลและข่าวเกี่ยวกับฆาตกรที่ฆ่าเลอาในนิยาย ส่วนนี้ฉันตั้งใจจำอย่างมาก

เดิมทีฆาตกรมีชื่อว่า อิระ วอลล์ เขาเกิดในครอบครัวยากจนและด้วยความยากจนนั้นพ่อแม่ของอิระก็เกิดความเครียดและฆ่ากันเองจนตาย ปล่อยทิ้งให้อิระเผชิญโลกเพียงลำพังทั้งที่มีอายุเพียงสิบขวบ เขาเป็นเด็กเร่ร่อนสักระยะหนึ่งจนกระทั่งมีคนคนหนึ่งเห็นว่าอิระมีพลังจิตแบบพิเศษ พลังที่สามารถแย่งชิงพลังของคนอื่นได้ คนคนนั้นจึงสั่งสอนให้อิระใช้พลังจิตและขายเขาให้กับองค์กรที่ต้องการรวบรวมผู้มีพลังจิตไว้เพื่อเอามาเป็นกองกำลังของตัวเอง แน่นอนว่าเป็นองค์กรผิดกฎหมายที่ทำแต่เรื่องแย่ๆ

ฆาตกร หรือ อิระ เติบโตขึ้นมาภายใต้การดูแลแบบพิเศษในองค์กรแห่งนั่น องค์กรนั่นได้สอนให้เขาฆ่าและต่อสู้ดิ้นรนที่จะแข็งแกร่งเหนือทุกคน นั่นทำให้เขากระหายความแข็งแกร่งมาก แต่ก่อนที่อิระจะได้ออกไปก่อความฉิบหายวายวอดนอกองค์กรฝ่ายตำรวจก็ค้นพบฐานทัพของหัวหน้าองค์กรพอดีตำรวจได้ทุ่มเทกองกำลังตำรวจทุกหน่วยทำลายองค์กร นั่นทำให้อิระที่อยู่ในองค์กรพลอยซวยไปด้วย หนีการจับกุมไม่ทันไรอิระก็ถูกตำรวจควบคุมตัวและถูกส่งไปให้อาเธอร์เพื่อใช้ในการทดลองในการสร้างยา

ซึ่งทั้งหมดนั่นก็คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับฆาตกรก่อนที่เขาฆ่าเลอา น่าเห็นใจและน่าสงสารไม่น้อย แต่วารินที่แสนอ่อนของฉันกลับไม่สนใจและพูดว่า

“เขาฆ่าเลอาของผม ไม่ว่าชีวิตของเขาจะบัดซบเหมือนโชคชะตาเล่นตลกผมก็ไม่สงสารหรอก”

ฉันจินตนาการสีหน้าของวารินที่พูดประโยคนี้ได้ชัดเจนเลยล่ะ มันทำเอาหัวใจฉันเต้นแรงเชียวล่ะ อยากร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งด้วย วารินที่อ่อนโยนและมีเมตตาโกรธคนยากและพร้อมให้อภัยแก่คนที่ทำสิ่งผิดพลาดแต่เขากลับยอมโยนความอ่อนโยน ความเห็นใจ และคุณธรรมทิ้งเพราะเขาไม่ต้องการให้อภัยฆาตกรที่ฆ่าฉัน

วารินรักฉันและเสียใจกับการตายของฉันมากสินะ ฉันอยากจะกอดปลอบเขาจริงๆ

วารินติดตามข่าวของฆาตกรที่ชื่อว่าอิระจากอาเธอร์อย่างไม่ยอมพลาดสักข่าว ไม่ว่าอิระจะไปไหนหรือฆ่าผู้มีพลังจิตและชิงพลังจิตของใครไปบ้างวารินก็เค้นถามอาเธอร์เพื่อเก็บรายละเอียดทุกอย่างไว้ในความทรงจำทั้งหมด หากไม่มีอาเธอร์รั้งวารินไว้ในศูนย์วิจัยวารินคงออกไปหาข่าวของฆาตกรด้วยตัวเองแน่ๆ นั่นราวกับว่าเขาวางแผนจะทำอะไรบางอย่าง

และหลังจากที่หยุดงานมาสองเดือนเต็มวารินก็กลับไปทำงานอาจารย์สอนดนตรีที่โรงเรียนประถมเหมือนเดิม วารินออกไปเดินข้างนอกได้ตามปกติได้แล้วเพราะฆาตกรไม่ได้อยู่ใกล้ๆ แต่ถึงอย่างนั้นวารินก็ยังอาศัยอยู่ที่คอนโดของอาเธอร์และอาเธอร์ก็คอยส่งคนมาแอบติดตามปกป้องวาริน เห็นได้ชัดว่าอาเธอร์สนใจวารินของฉัน!

ฉันขอบคุณอาเธอร์นะที่ให้การปกป้องวาริน แต่ถ้าให้ดีฉันอยากให้เขาถอยห่างจากวารินด้วย!

เมื่อวารินเริ่มกลับมาใช้ชีวิตธรรมดาตามปกติเขาก็ได้มีโอกาสพบคนรู้จักบ้างและได้พูดคุยเล่น ฉันดีใจที่อย่างน้อยวารินไม่เอาแต่นั่งซึมเศร้าและเริ่มกลับมายิ้มบ้าง และวารินในนิยายก็ได้มีโอกาสเจอกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีชื่อว่า ภาคิน ในนิยายได้บอกว่าเขาคือนักศึกษาที่ทำงานพิเศษอยู่ในร้านดอกไม้ที่วารินไปซื้อดอกไม้ในวันที่วารินและฉันไปออกเดตด้วยกันวันนั้น ฉันจำเขาได้ เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันเห็นวารินพูดคุยกับคนขายดอกไม้หรือก็คือภาคินเพื่อให้ทางร้านดอกไม้จัดส่งดอกไม้มาให้ถึงบ้าน

ดูเหมือนชายหนุ่มคนนั้นจะได้ไปที่บ้านของพวกฉันเพื่อเอาดอกไม้มาส่งให้แต่เพราะเลอาในนิยายตายและวารินในนิยายก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นกะทันหัน ดอกไม้ที่มาส่งก็เลยไม่มีใครรับ ชายหนุ่มคนนั้นจำวารินได้ก็เลยเข้าไปทักทายวารินและพูดคุยกับวารินว่าจะเอาดอกไม้มาส่งให้ถึงบ้านอีกครั้ง

บทสนทนาของวารินและภาคินก็ไม่ได้มีอะไรแปลกนะ แต่ว่าฉันรู้สึกเหมือนไม่อยากให้เด็กหนุ่มคนนั้นเข้าใกล้กับวาริน ฉันมีลางสังหรณ์ว่าภาคินอาจไม่ใช่ตัวประกอบ พระเอกอีกคน? ตอนภาคินนำดอกไม้มาส่งให้วารินโชคดีที่ภาคินไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในคอนโดเขาก็เลยไม่ได้เข้าไปห้องพักของวารินและหมดโอกาสที่จะได้อยู่กับวารินสองต่อสอง ดอกไม้ที่ภาคินนำมาส่งก็เลยถูกคนของอาเธอร์รับไปและคนของอาเธอร์ก็นำดอกไม้พวกนั้นไปตรวจสอบความปลอดภัยก่อนที่จะนำไปส่งให้วาริน ฉันจะไม่ว่าอะไรเลยถ้าคนที่อาสาเอาดอกไม้ไปส่งให้วารินถึงห้องก็คือไอ้อาเธอร์! แถมไม่ได้เอาไปให้ธรรมดาด้วย ไอ้อาเธอร์มันตั้งเงื่อนไขที่จะทำให้วารินเปลืองตัวและเสียเปรียบให้วารินทำเพื่อที่จะได้รับดอกไม้ไป นี่มัน...ฉากพระเอกแกล้งนายเอก...นรกเถอะ!

แกชักจะแทะโลมวารินมากไปแล้ว! อย่าแกล้งวารินของฉันนะ!

ฉันหงุดหงิดมาก ถ้าทนอ่านมากกว่านี้ฉันคงหมดความอดทนและเผานิยายเล่มนี้ทิ้งแน่ๆ ฉันจึงหยุดอ่านเพียงเท่าก่อนเพื่อไปสงบสติอารมณ์ ไว้ถ้าอารมณ์เย็นแล้วจะมาอ่านต่อแล้วกัน คิดแล้วก็ลากร่างของตัวเองกลับไปนอนในอ้อมแขนของวาริน แต่ฉันดันข่มตานอนไม่หลับ นอนตาไม่หลับแบบนี้ถ้าตายขึ้นมาฉันต้องกลายเป็นวิญญาณอาฆาตแน่ๆ ไม่สิ ฉันคิดเรื่องไร้สาระอะไรอยู่เนี่ย ฉันจะไม่ตายเด็ดขาด! คนที่จะตายคือไอ้อาเธอร์ เอ๊ย! ฉันหมายถึงฆาตกรต่างหากที่ต้องตาย ฉันคิดอย่างนั้นซ้ำไปซ้ำมา

และเช้าวันต่อมาก็มาถึง

“เลอา เกิดอะไรขึ้นกับตาของคุณ?” ในขณะที่ฉันกำลังนั่งทานข้าวเช้ากับวาริน วารินก็ถามฉันด้วยสีหน้าเป็นกังวล ฉันลูบใต้ตาที่น่าจะมีรอยคลำอยู่

“ฉันนอนหลับไม่สนิทน่ะ” ฉันไม่ได้พูดอะไรมากมายเพราะกลัวว่าจะทำวารินคิดมาก วารินก็ไม่ได้ถามมากและบอกให้ฉันกินข้าวเยอะๆ

ฉันสงสัยว่าเขาพยายามขุนฉันให้อ้วนเพื่อที่เขาจะได้บีบขาอ่อนของฉันได้อย่างล้นมือ…

“จริงสิวาริน พวกเราได้ขนของเก่าสมัยเรียนมาด้วยไหม?” เมื่อนึกสิ่งที่คิดมาตลอดทั้งคืนจนนอนไม่หลับขึ้นมาได้ฉันก็ถามทันที

“น่าจะเอามานะครับ”

ฉันจึงไปค้นกล่องเก่าที่เก็บของสมัยเรียนมัธยมถึงมหาลัยไว้ อันที่จริงพวกฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะขนของไม่จำเป็นนี้มา ก็เพราะก่อนหน้านี้พวกฉันเพิ่งย้ายไปอยู่บ้านหลังนั้นได้แค่เจ็ดวัน ของที่เพิ่งขนย้ายมาถึงบ้านก็เลยยังเอาออกมาจากกล่องไม่หมด พอต้องย้ายที่อยู่อย่างกะทันหันก็เลยรีบขนของที่น่าจะขนได้ง่ายๆ มาด้วย อย่างเช่นของที่อยู่ในกล่องอยู่แล้ว กล่องเก็บของสมัยเก่าถึงบังเอิญติดมาด้วย

ฉันรื้อค้นของสักพักจนกระทั่งเจอสิ่งที่ตามหาที่ถูกห่อด้วยผ้าเก่าๆ เมื่อแกะห่อผ้าออกมาก็จะพบกับดาบไม้ที่ถูกเคลือบด้วยเรซินชนิดทนทานและแข็งแรงเป็นพิเศษ ฉันได้ดาบนี้มาสมัยที่ฉันยังเป็นหัวหน้าแก๊งนักเลงฉันอยากพบดาบเหล็กของแท้ แต่ไม่สามารถทำได้ก็เลยพกดาบไม้แทน แต่ดาบไม้มันไม่คมฉันก็เลยเอามันไปเคลือบเรซินและลับให้มันมีความคมเหมือนดาบเหล็กทั่วไป ซึ่งมันใช้ได้ดีเลยทีเดียว แต่พอคบกับวาริน หลังเรียนจบฉันก็อยากจะใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปก็เลยต้องเก็บมันไว้ในห้องเก็บของและไม่ได้นำออกมาใช้อีกจนกระทั่งตอนนี้ ไม่ต้องเดาก็รู้นะว่าเหตุผลที่ฉันเอามันออกมาอีกครั้งคืออะไร?

ฉันหวังจะทบทวนวิชาดาบเพราะถ้าเผื่อได้เจอกับฆาตกรนั่นอีกครั้งฉันก็จะใช้วิชาดาบที่ร่ำเรียนมาตัดหัวมันซะ ดาบของฉันไม่ใช่โลหะ มันไม่สามารถควบคุมดาบของฉันได้แน่นอน! ฉันหัวเราะชั่วร้ายออกมาอย่างไม่รู้ตัว

วารินมองเลอาอย่างสงสัย เขากำลังคิดว่าเขาควรสวดส่งวิญญาณล่วงหน้าดีหรือไม่

ฉากลับฉากหนึ่งในนิยาย ปกป้องหัวใจวาริน

หลังฉาก: กระถางดอกไม้

วารินค่อยๆ จัดวางกระถางดอกไม้ที่เขาเพิ่งได้รับมาอย่างเอาใจใส่ กล้วยไม้สีขาวสามต้น กระบองเพชรอีกหนึ่งและเบญจมาศ​อีกสามต้น ทุกต้นเขาล้วนตั้งใจเลือกมาโดยหวังว่าจะได้นั่งดูแลพวกมันไปพร้อมกับเลอา

“ในที่สุดนายก็ยอมจูบฉัน แต่ทำไมนายถึงยอมจูบเพื่อได้รับต้นไม้ไร้ประโยชน์พวกนี้ด้วยเนี่ย” อาเธอร์นั่งกอดอกมองวารินดูแลดอกไม้ด้วยสีหน้าบูดบึ้ง เขาค่อนข้างอารมณ์เสียที่ตัวเขาดูเหมือนจะไม่มีความสำคัญเท่าดอกไม้พวกนั้น

วารินเงียบไม่ตอบคำถาม เขายังคงรดน้ำต้นดอกไม้ต่อไป

วารินหวังว่าเขาจะเอาดอกไม้พวกนี้ไปตกแต่งในบ้านใหม่ที่เขาและเลอาช่วยกันรวบรวมเงินซื้อมา เขาหวังว่าเขาและเลอาจะช่วยกันหาตำแหน่งเหมาะๆ ที่จะวางดอกไม้พวกนี้ในบ้าน เขาหวังว่าเขาและเลอาจะช่วยกันดูแลดอกไม้พวกนี้ไม่ให้ตายและเฝ้าดูมันออกดอกทุกๆ ปี แต่สิ่งที่เขาหวังนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น...

แต่ทำไมกันเลอา ทำไมถึงไม่อยู่กันผมกัน...หรือคุณโกรธที่ผมเลียปากคนบ้าไปงั้นเหรอ? ผมทำไปเพราะอยากได้ดอกไม้ที่ผมพยายามเลือกมาประดับบ้านของเรา อย่าโกรธผมเลย...

“ผมคิดถึงคุณจัง เลอา” วารินพึมพำแผ่วเบา

อาเธอร์ที่ถูกวารินลืมตัวตนกลอกตามองบนและเดินออกจากห้องไป ถึงเขาจะอยู่ต่อวารินก็คนสนใจแต่ดอกไม้และคิดถึงแต่คนที่ตายไปแล้วนั่นแหละ มันน่าหงุดหงิด

ทำไมเขาไม่เคยสนใจฉันบ้างเลยนะ...

อาเธอร์ก็ทำได้เพียงบ่นงุ๊งงิ๊งในใจของเขาอย่างไม่ได้ดั่งใจ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED