ตอน 1

ประเทศมองโกเลีย

รั่วหลานหันมองตามเสียงผู้ประกาศข่าวของช่องท้องถิ่นที่กำลังรายงานข่าวเรื่องการค้นพบมัมมี่อายุ 163 ปีก่อนคริสตกาล เธอวางข้าวของในมือแล้วเร่งเสียงอีก

“ศพมัมมี่ที่ค้นพบนั้นมีสภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื้อตัวไม่เน่าเปื่อย ถูกบรรจุในโลงหินศิลา รอบด้านเต็มไปด้วยของมีค่ามากมาย”

รั่วหลานมองภาพตรงหน้า พวกเขาถ่ายมัมมี่ที่ถูกกู้ขึ้นมาให้เห็นชัดเจน แม้ใบหน้าจะผุกร่อนไปตามสภาพ แต่ร่างกาย เส้นผม และเนื้อหนังยังคงสภาพเดิม มือมัมมี่กำเส้นผมที่ถักเป็นเปียเอาไว้

เสียงมือถือดังขึ้นทำให้เธอหันไปหยิบมากดรับ

“รั่วหลานอยู่ไหน”

“อยู่ที่ห้องพัก”

“รีบมาเลยตอนนี้ มัมมี่ถูกย้ายมาที่นี่ชั่วคราวแล้ว กรมวิทยาศาสตร์อยากให้เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอก่อนวันพรุ่งนี้”

รั่วหลานมองออกไปนอกหน้าต่าง ตอนนี้ตะวันใกล้ตกดิน แสดงว่าเธอต้องอยู่กับศพทั้งคืน แต่ถือเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์อย่างเธอชินชา เสียแล้ว ไม่มีความคิดเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่ในหัว

“กำลังไป” เธอวางสายแล้วสะพายกระเป๋าออกจากโรงแรมไปยังรถที่เช่ามาเมื่อวานเพื่อไปยังสถานที่เก็บมัมมี่

รั่วหลานมองรอบด้าน ผู้คนจำนวนมากเริ่มหลั่งไหลกันมา มีทั้งสื่อ ในประเทศ สื่อต่างประเทศ อีกทั้งพวกหวังสมบัติที่ยังหลงเหลืออยู่

ใช้เวลาไม่นานรถก็มาจอดยังที่เก็บมัมมี่ชั่วคราว รั่วหลานจัดการสวมชุดป้องกัน ใส่ถุงมือ หน้ากาก และหมวก เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจึงเข้าไปในเต็นท์สีขาวใกล้กับสถานที่พบศพ

“มาแล้ว แม่สาวน้อยคนเก่ง” เพื่อนสาว รุ่ยอิง หยอกล้อทักทาย ด้วยรอยยิ้ม แต่เธอเพียงยิ้มบาง ๆ ตอบ “รถติดนิดหน่อย”

“มองโกเลียเนี่ยนะรถติด”

“อืม คนเริ่มทยอยมากันเยอะ พวกเราต้องรีบเก็บตัวอย่างแล้วเอาศพไปไว้ในที่ปลอดภัย” น้ำเสียงเธอจริงจัง ดวงตามองศพที่ขุดพบ

“มหัศจรรย์มาก ฉันไม่เคยเจอมัมมี่ที่ไหนสภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างนี้” รั่วหลานมองศพสตรีตรงหน้า คิดว่าตอนอยู่ นางคงเป็นสตรีที่งดงามเหนือสตรีใด

“หัวหน้าจะมาเมื่อไร”

“คิดว่าคงอีกสองชั่วโมง” รุ่ยอิงว่า มือก็ส่งเครื่องมือให้เพื่อนเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ

มือที่สวมถุงมือของรั่วหลานค่อย ๆ แตะแขนศพ จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีภาพโฮโลแกรมฉายขึ้นในหัว เธอนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วสะบัดความรู้สึกประหลาดนั้นออกไป

คนไม่เชื่อเรื่องลึกลับก้มลงอีกนิด มองไปยังเส้นเลือดบนแขนที่ปูดขึ้นมา “ไม่เพียงแต่สภาพศพจะสมบูรณ์ เลือดในตัวศพก็ยังไม่แห้งด้วย น่าเหลือเชื่อจริง ๆ”

รุ่ยอิงพยักหน้ารัว ๆ “ใช่ไหม เหลือแค่ศพลุกขึ้นมาแล้วพูดสวัสดี เท่านั้นเอง เพราะสภาพร่างแทบไม่ต่างจากคนนอนหลับ”

“ดูจากชุดที่สวมใส่เหมือนจะเป็นชุดชนเผ่ามองโกล แต่ใบหน้า และรูปร่างกลับไม่เหมือนคนจากเผ่ามองโกล” รั่วหลานยังคงพิจารณาศพตรงหน้าต่อ

“หรือจะเป็นองค์หญิงสักองค์ที่ถูกส่งมาแต่งงานกับชนเผ่าแถบมองโกเลีย”

“ชนเผ่ามองโกลมีหลายเผ่า เธอว่าเผ่าไหนล่ะ” รั่วหลานต่อคำเพื่อน ดวงตาจับจ้องสตรีตรงหน้า “ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันคงฆ่าตัวตายก่อนถึงเผ่าแน่นอน”

รุ่ยอิงเดินมาใกล้เพื่อนสาว “รั่วหลาน ฉันได้ยินข่าวเรื่องหมั้นหมายแล้ว ว่าแต่หนุ่มที่พ่อหาให้หล่อไหม”

สีหน้ารั่วหลานบึ้งตึงกว่าเดิม “ไม่รู้ ไม่เคยเห็นและไม่อยากแต่ง นี่มันยุคไหนแล้วยังจะมาจับคลุมถุงชนกันอีก”

“แหม ก็พ่อเธออาจจะเห็นว่าวัน ๆ เธอทำแต่งาน เจอแต่ศพ คงไม่มีเวลาหาสามีก็เลยรีบหาหนุ่มมาให้ไง”

“ฉันไม่เอา ยังไงก็ไม่เอา”

รุ่ยอิงพยักหน้าอีกครั้ง “ฉันเชื่อแล้ว ไม่งั้นคงไม่เห็นเธออยู่ตรงนี้แน่” ที่จริงงานนี้ต้องเป็นหน้าที่ของเพื่อนร่วมงานอีกคน แต่รั่วหลานที่อยากหนีงานหมั้นรีบอาสามาทำแทน

รั่วหลานหันมาสนใจงานต่อ ในมือนางมีเส้นผม หยกสีเขียวที่ห้อยอยู่ตรงเอวมีรูปร่างเหมือนหงส์ไฟ

“ดูเหมือนผมเปีย” พอเธอแตะก็เห็นภาพโฮโลแกรมเหมือนชาย ชนเผ่ายืนหันหลัง ทำให้มองเห็นเส้นผมที่ถักเป็นเปีย

เธอกลับมายังโลกความเป็นจริง หัวคิ้วรั่วหลานยิ่งขมวดมุ่น ในใจก็ปลอบตัวเอง อาจจะเพราะพักผ่อนน้อย

“เธอไปพักก่อน ที่เหลือฉันทำต่อเอง” เธอหันไปบอกรุ่ยอิง หญิงสาวพยักหน้าแล้วออกไป ปล่อยให้เธออยู่กับศพ

“รั่วหลาน หวังว่าฉันกลับมาเธอจะยังอยู่นะ ไม่ใช่หายไปกับศพ จนหาไม่เจอ” รั่วหลานหันมองคนชอบพูดเล่น

“รีบไปเลย” รั่วหลานขำคนพูด เธอน่ะหรือจะหายไปกับศพ

เธอเลิกสำรวจร่างกายศพ หันมาหยิบอุปกรณ์เพื่อเก็บตัวอย่าง ดีเอ็นเอ เลือดสีดำถูกดูดเข้าหลอดทดลอง จากนั้นก็หันไปหยิบกรรไกรมาตัดเส้นผมของมัมมี่

ฉึบ! กระแสบางอย่างแล่นปราด ภาพโฮโลแกรมปรากฏขึ้นในสมองอย่างรวดเร็ว รั่วหลานสลบล้มลงกับพื้นดิน

เส้นผมในมือมัมมี่ลอยมายังร่างของรั่วหลาน ไม่นานร่างของเธอก็สลายหายไปพร้อมกับศพของมัมมี่จนเหลือเพียงฝุ่นละอองเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เหมือนไม่เคยมีเธออยู่ในภพนี้

รั่วหลานลืมตาขึ้นมองรอบตัว นางอยู่ที่ไหนสักแห่ง สภาพเหมือน รถม้าโบราณที่ตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม

สภาพรถม้าสมบูรณ์กว่าที่นางเคยเห็นมามากนัก ไม่ใช่ว่านางกำลังทำงานอยู่หรือ เหตุใดถึงได้มาอยู่ในรถม้าสวยหรูเช่นนี้ นางจับพรมที่รองนั่งจึงเพิ่งสังเกตเห็นเสื้อผ้าที่ตัวเองสวมใส่ ชุดสีแดงปักด้ายสีทอง

นางจับกระโปรงขึ้นมาสำรวจลายปัก “ลายหงส์” เป็นลายสำหรับฮองเฮาในสมัยก่อนไม่ผิดแน่ บนพื้นมีผ้าปิดใบหน้าสีแดงตกอยู่พร้อมกับเครื่องประดับมงคลและขวดกระเบื้องสีขาว

หมายความว่าอย่างไร นางอยู่ที่ไหน? เหตุใดจึงมาอยู่ในชุดแบบนี้ แถมยังอยู่บนรถม้าโบราณ เมื่อมีคำถามก็ต้องหาคำตอบ รั่วหลานรีบเปิดผ้าม่านมองออกไปด้านนอกก็พบว่ารอบด้านเต็มไปด้วยต้นไม้

ด้านหน้านางมีคนอยู่บนหลังม้า เมื่อมองไปด้านหลังก็มีคนติดตามและหีบข้าวของเครื่องใช้จำนวนมาก นางหันกลับมาด้านหน้าอีกครั้ง พิจารณาธงที่กำลังโบกสะบัด

งานมงคล งานแต่งงาน! นี่พ่อกับแม่ตีหัวนางแล้วส่งเข้าเกี้ยวเจ้าสาว เหตุใดต้องเล่นใหญ่ถึงเพียงนี้

รั่วหลานนั่งคิดทบทวนอยู่นาน จู่ ๆ ก็ปวดหัวอย่างหนัก นางยกมือขึ้นเกาะกุมศีรษะก่อนจะล้มลงกับพื้น ภาพโฮโลแกรมแล่นเข้ามาอีกแล้ว แต่คราวนี้ยาวนานถึงหนึ่งคืน

ยามรุ่งเช้าวันถัดมา เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพความทรงจำ ทั้งภพเดิมและภพใหม่ก็ไหลรวมเป็นหนึ่งเดียว ตัวนางในภพนี้เป็นองค์หญิงแห่งแคว้นต้าเหลียว ชื่อ องค์หญิงรั่วหลาน กำลังจะเดินทางไปแต่งงานกับคู่หมั้น ซึ่งก็คือองค์ชายเฟิงหวงแห่งแคว้นต้าหมิง

ตัวนางมีรักมั่นกับอีกฝ่าย แล้วเหตุใดถึงได้ฆ่าตัวตาย รั่วหลานหยิบขวดกระเบื้องขึ้นมาดมกลิ่น กำลังจะเรียกคนด้านนอกมาสอบถามก็ได้ยินเสียงม้าเร็วดังมาจากด้านหลัง เมื่อเปิดผ้าม่านออกดูก็พบว่าเป็นกองทัพม้าที่เคลื่อนมาอย่างรวดเร็ว

“คนร้าย มีคนร้าย!!” เสียงรอบด้านดังขึ้น คนที่ไม่มีฝีมือก็วิ่งหนี เอาตัวรอด คนที่มีฝีมือก็ยกดาบขึ้นฟาดฟันศัตรู ผ้าม่านถูกเปิดออก เป็นนางกำนัลของนางเอง

ชุนเออร์มีสายตาตื่นกลัว “องค์หญิง พวกเราต้องหนีเพคะ”

ชุนเออร์จับเสื้อผ้าเจ้าสาวที่ยาวเฟื้อยรวบมัดไว้ด้วยกัน พอออกจากรถม้าก็พบว่าคนชุดดำจำนวนมากกำลังยกดาบเข่นฆ่าทหารของนาง

“ทางนี้เพคะ” รั่วหลานไม่มีเวลามาหันมองคนตายแล้ว นางต้องรีบหนี นางกับชุนเออร์วิ่งด้วยฝีเท้าที่เร็วที่สุด หากแต่จะสู้ม้าตัวใหญ่ที่กำลังวิ่งตามหลังมาได้เช่นไร

นางถูกคนบนม้าคว้าตัวไปพาดบนคอม้า

“ย่ะ!!” คนชิงตัวนางรีบควบม้าออกจากพื้นที่ ชุนเออร์ร้องเรียก ชื่อนาง เท้าบางวิ่งตามมาไม่หยุด

นางคิดจะเงยหน้ามองคนลักพาตัวก็ถูกมือหนากดหัวลงไปอีกรอบ “เจ้าบ้า ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ”

“อยู่นิ่ง ๆ อย่าขยับ” เสียงทุ้มภายใต้หน้ากากสีเงินพูดกับนาง แต่นางหรือจะฟัง “ช่วยด้วย!!” นางจะร้องให้ใครช่วย ในเมื่อรอบด้านตอนนี้ มีแต่ต้นไม้หนาทึบแทบจะร้างไร้ผู้คน สิ่งเดียวที่นางจะช่วยได้ก็คือตัวนางเอง นางต้องกระโดด

ว่าแล้วก็พยายามจะลุก แต่กลับถูกคนลักพาตัวกดหัวลงไป

“ไอ้บ้า!!” นางหลุดด่าเป็นคำของภพก่อน ไม่รู้หรอกว่าคนฟังจะเข้าใจไหมเพราะตอนนี้เลือดกำลังตกหัว ทำนางเริ่มหน้าแดงก่ำ

“หากไม่รีบยกหัวข้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากไม่มีเลือดไปเลี้ยงสมองจะทำให้ความดันเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้เกิดอาการตาบอด (retinal detachment), เส้นเลือดแตกในสมอง ส่งผลให้เกิดก้อนเลือดไปกดเนื้อสมองจนเป็นสาเหตุ ให้มีอาการอื่น ๆ ตามมาตามตำแหน่งที่ก้อนเลือดไปกดทับ ได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่” โอ๊ย นางกลัวเส้นเลือดในสมองแตก

นักวิทยาศาสตร์คนเก่งยังบ่นต่อไป นางเริ่มหอบเพราะต้องคุยกับคนโบราณ “เจ้าเข้าใจหรือไม่ หากหัวข้ายังห้อยอย่างนี้ เลือดจะไม่ไปเลี้ยงสมองจนข้าต้องตาย”

โธ่เว้ย ทำไมพูดกับคนโบราณถึงยากเย็นเหลือเกิน นางบ่นไปก็พยายามยกหัวขึ้นเพื่อให้เลือดไหลกลับ แต่ก็ถูกคนลักพาตัวกดหัวลงไปดังเดิม มือหยาบนั้นกระทำรุนแรงเหมือนเห็นนางเป็นเนื้อกวาง ไม่คิดปรานีเลย

“เจ้ารู้จักไหมคำว่าถนอมบุปผา”

คนจับตัวนางมาก้มลงมองคนถูกจับตัว เหตุใดนางถึงพูดจาไม่รู้เรื่องซ้ำยังพูดมาก มากกว่าจะร้องให้คนช่วยเสียอีก เขาหยุดม้ากำลังจะประคองเอวนางลงพื้น คนถูกจับมาอาศัยจังหวะนี้กระโดดลงหมายจะรีบหนี แต่คนลักพาตัวก็ตามมาคว้าตัวเอาไว้ได้อีก ทำไมนางถึงได้ตัวเล็ก ขณะที่เขาตัวใหญ่ว่องไวเพียงนี้

รั่วหลานหันมองคนจับตัวหมายจะกระชากหน้ากาก เขาก็ยังหลบหลีกได้ทันแล้วโยนนางลงพื้น

“โอ๊ย ข้าว่าเจ้าไม่เคยเรียนหนังสือถึงได้ไม่เข้าใจคำว่าถนอมบุปผา” ตัวนางจะหักอยู่แล้ว ทั้งโยนทั้งกระชากทิ้งลงพื้น ไม่คอหักตายก็สมองขาดเลือดตายแน่นอน

คนลักพาตัวย่อเข่าลงมองนางที่บ่นไม่หยุดปากจึงบีบคางไว้มั่น “ถ้าองค์หญิงไม่หยุดพูด ข้าจะใช้ดาบตัดลิ้นเสียเดี๋ยวนี้”

โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว ถึงกับจะตัดลิ้นนาง “เจ้าไม่กล้า” สิ้นคำเขาก็ดึงดาบสั้นตรงเอวออกมา นางมองดาบคมกริบตรงหน้าแล้วเม้มปากแน่น ไม่ให้พูดก็ไม่เห็นต้องขู่จริงทำจริงเลย

“ขึ้นรถม้า” นางหันมองเกี้ยวสีดำ “หรือจะให้ข้ามัดเจ้ายัดใส่รถม้า” ว่าแล้วก็ปลดผ้าตรงเอวออก หมายจะทำอย่างที่พูดจริง ๆ

นางรีบลุกขึ้นปัดฝุ่นที่เปื้อนตัว “ไม่ต้อง ข้าเดินเองได้” จากนั้นก็เชิดหน้าก้าวขึ้นรถม้า ให้ตายเถิด อย่างน้อยการไม่ถูกมัดก็ยังพอหาทางหลบหนีได้ นางจึงต้องแสร้งทำเหมือนไม่กลัวคนที่จับตัวมา ทั้งที่ในใจกำลังหวาดหวั่น

เขาทิ้งม้าที่ตัวเองขี่เปลี่ยนมาบังคับรถม้าให้เคลื่อนออกไปอย่างรวดเร็ว กว่าบุรุษของนางจะมาพบก็เหลือเพียงรอยล้อและรอยเท้าม้าเท่านั้น

องค์ชายเฟิงหวงทิ้งดาบด้วยความโมโห ใครมันบังอาจกล้าชิงตัวเจ้าสาวของเขา “ส่งคนติดตามรถม้าที่ต้องสงสัยในระยะสิบลี้ ไม่พบนาง พวกเจ้าห้ามกลับมาให้ข้าเห็นหน้า”

“พ่ะย่ะค่ะ” เหตุการณ์ผ่านไปสองชั่วยามเขาถึงได้รับข่าว เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุก็พบว่าคนของนางถูกฆ่าตายจนหมด

องค์ชายเฟิงหวงขึ้นม้าตัวโปรดจากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตก ทิศทางเดียวกับรถม้าที่ลักพาตัวเจ้าสาวเขาไป

รอข้าหน่อยหลานเออร์ ข้ากำลังจะรีบไปช่วยเจ้า

ตอน 2

บุรุษหยาบคายผู้นั้นไม่เคยคิดจะถนอมสตรีเช่นนาง นางถูกมัดมือ มัดปาก กระเด้งกระดอนไปมาตลอดทั้งวันกระทั่งรถม้าจอดสนิทนั่นแหละ นางถึงได้รู้ตัวว่าตัวเองยังไม่ตาย

พรึ่บ!! ผ้าม่านเปิดออกอีกครั้ง นางมองไม่เห็นใบหน้าคนเปิด ทุกอย่างมืดสนิทจนกระทั่งคนลักพาตัวขึ้นมาบนรถม้าแล้วดึงผ้าที่มัดปากนางออก

“บอกมาว่าตราหยกอยู่ไหน?”

ตราหยกบ้าบออะไร “ข้าไม่รู้ว่าท่านหมายถึงอะไร”

“อย่ามาทำไขสือ รีบบอกมา ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าเจ้า”

ขู่นางแล้วจะนางรู้ไหม “ข้าบอกไม่รู้ก็คือไม่รู้”

คนได้รับคำตอบคล้ายจะโมโหนาง อีกทั้งยังรู้สึกรำคาญรถม้าที่แคบและอึดอัด จึงยัดผ้าปิดปากนางอีกครั้งแล้วแบกนางขึ้นบ่า รั่วหลานได้แต่ส่งเสียงร้องอู้อี้ในลำคอโดยไม่อาจเปล่งเสียง

เมื่อลงรถม้าก็พบเพียงความมืดสนิทก่อนจะได้เจ็บตัวอีกครั้งเนื่องจากเขาโยนนางลงบนพื้นอย่างแรง

‘โอ๊ย!!’ อยากแหกปากร้องก็ร้องไม่ได้ ได้แต่ร้องในใจเท่านั้น เสียงฝีเท้าในความมืดสนิทเหมือนกำลังเดินหาบางอย่าง ผ่านไปหนึ่งเค่อ แสงสว่างก็ติดขึ้น นางมองกองไฟตรงหน้าแล้วสำรวจรอบบริเวณ

เหมือนอยู่ในถ้ำที่ไหนสักแห่ง

สำรวจถ้ำได้ไม่ถึงอึดใจเขาก็ดึงผ้าที่ปิดปากนางออกแล้วยกดาบจ่อคอ “บอกมาว่ามันอยู่ที่ไหน” คราวนี้สะดวกในการฆ่านางแล้วสิ แต่ขอโทษ ข้าไม่รู้

“ก่อนอื่นข้าขอบอกท่านอย่างหนึ่งว่า ข้าไม่เคยเห็นตราหยกที่ว่า และที่สำคัญกว่านั้นคือ ข้าไม่รู้ โอเคไหม คุยภาษาคนให้รู้เรื่องหน่อย ถึงข้าจะพอรู้เรื่องในอดีตของรั่วหลาน แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่อง ความทรงจำในหัวข้าตอนนี้ไม่มีเรื่องตราหยก”

‘นางยังสติดีหรือไม่ กำลังพูดถึงอะไรอยู่’

“ในเมื่อรู้แล้วก็ปล่อยข้า หรือที่ท่านจับข้ามาเพราะต้องการค่าไถ่ ในเมื่อร่างนี้เป็นถึงองค์หญิงน่าจะเรียกเงินได้มหาศาล ถ้าอย่างนั้นท่านจะฆ่าข้าไม่ได้เด็ดขาด”

รั่วหลานรีบอ้างกับคนที่ลักพาตัวมาว่าห้ามทำร้ายนางเด็ดขาด เปลืองน้ำลายไปครึ่งชั่วยาม คนฟังก็ทนไม่ไหวจึงใช้ผ้าปิดปากนางอีกครั้ง

“อู้อี้อี้อาอัม” แปลว่าท่านฟังภาษาคนรู้เรื่องไหม แน่นอนว่าไม่ เพราะเขาหันไปหยิบอย่างอื่นมาแทน แส้ในมือเขาทั้งยาวและหนา คงทำมาจากหนังที่เหนียวมาก

แล้วนางก็ได้ยินเสียงฟาดพื้น กรี๊ดดด อยากกรี๊ดก็กรี๊ดไม่ได้ ได้แต่ก้มหน้าหลับตาห่อตัว คิดว่าตัวเองคงถูกเฆี่ยนตายแน่ แต่ผ่านไปหลายอึดใจก็ยังไม่รู้สึกเจ็บ เมื่อเงยหน้าก็พบว่าเขากำลังมองนางด้วยความโมโห

บุรุษผู้นี้สงสารนาง หรือไม่ก็ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่จึงไม่ลงมือ กับนาง “ในเมื่อไม่พูดข้าคงต้องค้นตัวเจ้า”

“หา!!” คนตรงหน้าโน้มตัวมาหา ปากนางร้องห้าม แต่ถามหน่อยว่าเขาจะฟังไหม แน่นอนว่าไม่ มือหนาแตะแขนแล้วเลื่อนมายังขาทั้งสองข้างก่อนจะลูบขึ้นมาตรงกลางตัวนาง รั่วหลานยกขึ้นจะถีบก็ถูกกดไว้กับพื้น หมายจะขยับตัวหนีเขาก็ยังตามมาจับนาง ทำไปทำมาเหตุใดพวกเราถึงมาอยู่ท่านี้

บุรุษที่ขึ้นคร่อมตัวนางมองไปยังหน้าอก มือจับคอเสื้อคิดจะล้วงเข้าไปด้านใน!! รั่วหลานตกใจจนน้ำตาริน คนกระทำเมื่อเห็นน้ำตานางก็หยุดมือ แต่...

“ต้องโทษที่เจ้าไม่ยอมมอบมันให้ข้าง่าย ๆ ขออภัยที่ต้องล่วงเกินองค์หญิง”

ล้วงเข้าไปแล้วมาขออภัยทำซากอะไรไม่ทราบ รั่วหลานก่นด่าเขาหลายรอบ แต่มือหนาก็ยังล้วงเข้าไปในเสื้อมงคลสีแดง

สิ่งที่เขาได้สัมผัสช่างแตกต่างจากมือหยาบกร้านของตน ผิวนางเนียนนุ่มจนทำให้เขาเคลิ้ม จากที่คิดจะรีบหาก็กลายเป็นช้ายิ่งกว่าเดิม มือแตะซาลาเปาลูกใหญ่ เจ้าของร่างเบิกตากว้าง พยายามดิ้นรน แต่กลับยิ่งทำให้มันเสียดสีกับมือเขา

คนกระทำพยายามระงับใจตัวเองแล้วเลื่อนมือลงไปหยุดตรงสะดือเหมือนกำลังคิดว่าจะลงอีกนิดดีไหม หรือนางจะซ่อนไว้ตรงนั้น?

ไอ้ตรงนั้นของนาง ตอนนี้เจ้าของร่างกำลังจะกรี๊ดแตกอีกรอบ นางกรีดร้องทั้งที่มีผ้ายัดปาก “ข้าขออภัยที่ล่วงเกิน”

ไม่ต้องมาพูดเหมือนตัวเองมีมโนธรรมสูงส่งไอ้โจรราคะ ไอ้โจรบ้ากาม ไอ้โจรไร้มโนธรรม ปากจะด่าต่อก็พลันแข็งค้างเมื่อเขาทำจริง มือหยาบล้วงไปใต้กระโปรงนาง!!

ไอ้บ้า ไอ้โรคจิต ไอ้... นางไม่รู้จะหาคำไหนมาด่าอีก เขาค้างมือนิ่ง อยู่ครู่หนึ่ง มองนางที่แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น จากนั้นจึงเอามือออก “เจ้าพูดจริง มันไม่ได้อยู่ในตัวเจ้า”

ก็บอกแล้วว่าไม่มี เมื่อเขายอมปล่อย นางก็ยกเท้าถีบแล้วถดตัวเองเอาแผ่นหลังชิดกำแพง ในสถานการณ์แบบนี้อย่างไรชีวิตนางก็ไม่ปลอดภัย

รั่วหลานมองบุรุษหน้ากากเงินเดินไปเดินมาเหมือนกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรต่อ ส่วนตัวนางมองหาทางหนีเช่นกัน แต่ขอโทษ เข้ามาในถ้ำคิดหรือว่าจะมีทางออกสองทาง นั่นมันละครแล้ว ไม่ใช่ชีวิตจริง นางจึงล้มเลิกแผนการหนี มองคนจับตัวนางมาว่าจะเอายังไงต่อ

ไม่นานก็มีคนตามมาอีกกลุ่มใหญ่ นางมองคนชุดดำเหล่านั้น ถ้าเข้ามาพร้อมกันนางตายแน่!!

ว่าแล้วก็รีบห่อตัวให้เล็กกว่าเดิม พวกเขาหันมองเพียงครู่ก็เดินไปยังรถม้าแล้วหายตัวไปอีกครั้ง เหลือเพียงนางและเขา

“คืนนี้พวกเราต้องพักที่นี่” คนของแคว้นต้าหมิงกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ อย่างไรเขาก็ต้องหาวิธีพานางกลับเผ่าฮู่เหลียนให้ได้ ส่วนเรื่องตราหยกเอาไว้ค่อยคิด

เขาเดินมานั่งตรงหน้านาง “ข้าจะไม่ทำอะไรเจ้า”

รั่วหลานพูดกับตัวเองในใจ ช่วยกลับไปดูเรื่องก่อนหน้าด้วย ที่ท่านทำมันคือ ข้าจะไม่ทำอะไรเจ้า ตรงไหน นางเกิดมาสองชีวิตแล้วเพิ่งจะเคยถูกมือชายแตะตรงนั้น ตอนนี้นางไม่กล้ามองหน้าเขาด้วยซ้ำ

“เจ้าหิวหรือไม่”

รั่วหลานส่ายหน้าแล้วถดตัวชิดกำแพงอีก แต่กระเพาะเจ้ากรรม กลับไม่เห็นด้วยกับนางเมื่อมันส่งเสียงประท้วงจนคนถามนิ่งไป

“เจ้าไม่หิว?” ยังจะถามอีกกก

รั่วหลานอยากตายอีกรอบ เขาดึงผ้าปิดปากออกให้นางตามด้วย ปลดเชือกให้ “ข้าจะไม่ทำอะไรเจ้าถ้าเจ้าไม่หนี เข้าใจหรือไม่”

คนฟังพยักหน้ายิก นางจะเชื่อฟังเขาอย่างดีที่สุด พอเห็นล้วงมือเข้าไปในเสื้อก็รีบถดตัว กลัวยิ่งกว่าเดิม แต่สิ่งที่เขาหยิบออกมาคือห่อใบไม้แห้ง มือหยาบแกะมันออกก็พบว่ามีเนื้อตากแห้งสีเข้ม ๆ อยู่ภายใน

“กิน”

ถามหน่อยเขารู้จักคำว่าถามไหม อย่างถามนางก่อนว่านางอยากกินไหม เจ้ากินได้หรือเปล่า บอกหน่อยว่ามันคืออะไร?

นางอ้าปากจะถาม เขากลับยัดมันใส่ปาก สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือ แข็ง!! และคาว นางทำท่าจะบ้วนทิ้งก็ถูกเขาดักคอ “ห้ามคาย”

แล้วนางเลือกอะไรได้ไหม ฟังน้ำเสียงเขาเหมือนจะบอกว่าหากนางคายทิ้ง เขาจะตัดลิ้นนาง โอ๊ยสวรรค์ ทำไมท่านสร้างคนแบบนี้ขึ้นมา

นางจึงจำต้องเคี้ยวเนื้อตากแห้ง เคี้ยวไปเคี้ยวมารสชาติก็ไม่ได้แย่ ซะทีเดียว ถือว่ากินกันตายได้ พอนางกินหมด เขาก็ยัดใส่ปากนางอีกชิ้น

มือหยาบไม่มีคำว่าอ่อนโยนเลย รั่วหลานเริ่มสำรวจคนตรงหน้า ทั้งรูปร่าง หน้าตา ทรงผมของเขาเหมือนคนชนเผ่าทุ่งหญ้า “เจ้ามาจากเผ่าทุ่งหญ้า”

คนที่กำลังกินเนื้อแห้งหยุดนิ่ง หันมามองแล้วถอดหน้ากากออก ทำให้นางเห็นใบหน้าที่แท้จริง ชายหนุ่มหน้าตาไปทางคนชนเผ่าจริง ๆ สีผิวและหนวดเครา รูปร่างสูงใหญ่ มือหยาบหากบีบคอนางก็คงไม่ต้องใช้เวลานาน คิด ๆ แล้วนางก็ขยับหนีอีกนิดหนึ่ง

“เจ้าไม่ต้องกลัวข้า”

นางจะไม่กลัวคนที่จับตัวนางมาได้หรือ หนำซ้ำยังตัวโตกว่านางหลายเท่า เขาใช้มือเดียวก็จะหิ้วนางตัวลอยได้แล้ว

“ข้ามาจากเผ่าฮู่เหลียน”

จากความทรงจำขององค์หญิงรั่วหลาน เผ่าในทุ่งหญ้ามีหลายชนเผ่า แต่เผ่าที่ใหญ่และมีประชากรมากที่สุดคือเผ่าฮู่เหลียน

ยิ่งใหญ่ในใต้หล้าคือต้าเหลียว ยิ่งใหญ่ในทุ่งหญ้าคือฮู่เหลียน

“นอกจากตราหยกแล้วเจ้ายังต้องการอะไรอีก”

“มีตราหยกก็ดี ไม่มีองค์หญิงก็ยังมีประโยชน์อย่างอื่น สรุปแล้วไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องกลับไปกับข้า”

นางมีคู่หมั้นนี่นา บางทีเขาอาจจะมาช่วยนางได้ทัน เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็เบาใจกว่าเดิม แต่ยังระแวดระวังคนตรงหน้าอยู่ดี พอเขาขยับนางก็สะดุ้ง

ชายหนุ่มเห็นนางหวาดกลัว ท่าทีจึงอ่อนลงเล็กน้อย เขาเดินไปยัง รถม้าหยิบเสื้อผ้ามาโยนให้นาง “เปลี่ยนเสื้อ”

รั่วหลานมองชุดจีนโบราณ มันมีถึงสามสี่ชิ้น แล้วนางต้องสวมชิ้นไหนก่อน “หรือจะให้ข้าเปลี่ยนให้”

แหม พูดแบบนี้นางใช้ความรู้ที่มีเดามั่วเอาเองก็ได้ ว่าแล้วก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปด้านในเพื่อหาช่องที่พอจะหลบเปลี่ยนเสื้อผ้าได้ ใช้เวลาไปทั้งหมดสองเค่อ นางก็ออกมาในชุดของสตรีชาวบ้านทั่วไป ส่วนเขาเปลี่ยนเสร็จไปก่อนนางแล้ว

“จะออกจากเขตชายแดนได้ต้องผ่านเมืองเตียวฝาง ตอนนั้นจะมีทหารออกตรวจตราจำนวนมาก”

แล้วอย่างไร มันดีต่อนางใช่ไหม แต่ไม่ดีต่อเขาแน่นอน

“แต่เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าเตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว”

เขาพูดเหมือนเราหนีตามกันไป นางไม่ได้เต็มใจไปกับเขาเสียหน่อย อีกอย่างนางเลือกอะไรได้ไหม เพราะหากพูดมากเกรงว่าเขาจะยกแส้ขึ้นมาฟาดนางอีก

เขาไม่ได้เหมือนคิตตี้ แต่เหมือนเสือตัวใหญ่ที่พร้อมขย้ำเหยื่อ ว่าแล้วก็ขยับทำตัวให้เล็กที่สุด

แม้ไม่อยากนอน แต่ก็ไม่อาจทนความเหนื่อยล้าของวันนี้ได้ ไม่นานนางก็หลับสนิท มารู้ตัวอีกครั้งก็ตอนที่มือเขาปิดปากนาง “เงียบ!”

ไฟถูกกลบแล้ว เขาลากนางเข้าไปในถ้ำที่ไม่มีทางออก ไม่รู้ว่าเขาคิดดีแล้วหรือเปล่า หากมีคนตามนางมาจริงเขาก็ไม่รอด

แต่นางประเมินเขาต่ำไป เพราะดูเหมือนชายหนุ่มจะสำรวจถ้ำไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อเดินมาถึงด้านในสุดก็พบน้ำตกเล็ก ๆ เขาพานางเข้าไปด้านใน มีช่องเล็กพอที่จะซ่อนตัวได้

อย่างนี้แม้นางจะส่งเสียงร้องหรือขยับตัว คนที่อยู่ด้านนอกก็ไม่มีทางสังเกตเห็นแน่นอน ตัวนางตอนนี้อยู่บนตักเขา เขายังปิดปากนางไว้แน่น ตอนเข้ามาต้องผ่านน้ำตก นางและเขาจึงเปียกกันทั้งคู่ บวกกับความเย็นของหินทำให้นางตัวสั่น

คนที่อยู่ด้านหลังรู้สึกถึงร่างบางที่สั่นเทา เขาจึงขยับตัวถอดเสื้อนอกที่เปียกของตัวเองออกก่อนจะย้ายมาจับเสื้อนาง “ถอดออก”

รั่วหลานหันมองคนพูด คิดว่าบอกให้ถอดแล้วนางจะถอดง่าย ๆ หรือไง นางรีบส่ายหน้า “หรือจะให้ข้าบังคับ”

ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ไม่ใช่ว่าเจ้าบังคับข้าตลอดหรือไง พอนางจะอ้าปากร้อง เขาก็ยกมือปิดปากนางอีกครั้ง “ก็ได้” นางพูดเสียงอ่อนลง ยอมถอดเสื้อนอกเหลือเพียงชุดเอี๊ยมด้านในกับกางเกงสีขาว

ว่าแต่พวกเรามาทำอะไรในถ้ำตอนนี้ นางเริ่มไม่เข้าใจ หันมองเขาที่เหลือแค่กางเกง ถือเสียว่าพวกเรามาปิกนิกหลังน้ำตก ส่วนนางก็ใส่ทูพีซมาเล่นน้ำแล้วกัน เมื่อคิดได้นางก็เลิกเขินอายเอนพิงอกเขาเพื่ออาศัยความอบอุ่นให้ส่งผ่านมาถึงตัวนาง

คิดไม่ถึงว่าเนื้อแนบเนื้อทำให้อุ่นอย่างที่บทละครชอบเขียนจริง ๆ ไม่รู้คนด้านนอกไปหรือยัง เพราะนางเริ่มรู้สึกถึงด้านล่างของเขาที่เริ่มขยายขนาด

ไอ้ที่นุ่มนิ่มในตอนแรกเหมือนมันจะค่อย ๆ แข็งตัวตั้งชัน นางไม่อยากคิดก็ต้องคิด ไม่อยากนึกภาพก็เห็นภาพชัดเจน ยิ่งมันดันขึ้นมาเรื่อย ๆ นางจึงรีบดีดตัวออกจากตักเขา หนำซ้ำยังทำหน้าตายถามนางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เจ้าเป็นอะไร?”

ยังจะกล้าถาม ไม่เห็นหรือไงว่าอาวุธท่านพร้อมรบแล้ว คนบ้าอะไร หื่นแล้วทำหน้าเช่นนี้ นางไม่เคยพบเคยเจอจริง ๆ สวรรค์ ท่านรังแกข้าเกินไปแล้ว

ตอน 3

พวกเรายังไม่จบเรื่องในถ้ำ รั่วหลานมองคนหน้าตายที่ยังถามนางต่อ “เจ้าอยู่ตรงนั้นจะหายเย็นได้อย่างไร มานั่งที่เดิม”

สั่งนางแล้วนางจะเชื่อหรือไม่ ไม่...ไม่เด็ดขาด ในใจคิดเช่นนั้น แต่เขาหรือจะยอม มือหยาบดึงร่างนางไปนั่งบนตักอีกครั้ง จากนั้นก็โอบเอว เอนหน้าซบตรงซอกคอ

“กลิ่นกายเจ้าหอมมาก”

สวรรค์ ท่านล้อข้าเล่นใช่ไหม หากนางยอมให้เขาทำต่อ ไม่เท่ากับว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้... “หากท่านทำมากกว่านี้ข้าจะร้อง”

ดูสิ ใครจะแน่กว่ากัน คนขู่หันมองด้วยแววตาที่บอกว่านางเอาจริง

“ช่วย...” เพียงคำว่าช่วยเท่านั้น นางก็ถูกเขาปิดปากสนิท เสียงนางอู้อี้อยู่ในลำคอ เขากดนางไว้กับพื้นหิน นางพยายามยกขาถีบ

ไอ้คนบ้ากาม ไอ้โรคจิต นางจะหาคำไหนมาด่าดีนะ เพราะตอนนี้ เขากำลังได้ใจ ขณะที่นางพยายามดิ้นรน จนกระทั่ง ตูม!! นางกลิ้งตกน้ำ พอเงยหน้ามอง รอบ ๆ ถ้ำก็ไม่เหลือใครแล้ว

รั่วหลานว่ายน้ำขึ้นฝั่ง คนที่ตกลงมาด้วยยังตามนางมา

“ถ้าท่านเข้ามาข้าจะ...” ข้าจะทำอะไรดี นางหันมองซ้ายขวาเพื่อหาอาวุธมาขู่เขา ทว่าไม่ทันได้อะไรสักชิ้นก็ถูกคนตัวโตแบกขึ้นบ่า

“ท่านจะพาข้าไปไหน” ไม่ตอบ ไม่พูด จัดการยัดนางขึ้นรถม้าที่เขาซ่อนเอาไว้ จากนั้นก็ออกเดินทาง

รั่วหลานหันมองซ้ายขวาก็คว้าผ้าห่มมาห่มกาย คนที่คุมม้าอยู่ด้านหน้าใช้ผ้าขนสัตว์คลุมตัวทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คนในรถม้าได้แต่คิดว่าตัวเองจะรอดจากมือหยาบนั้นได้สักกี่วันเชียว นี่แค่วันแรกนางก็ถูกเขาแตะเนื้อต้องตัวไปถึงไหนต่อไหน พอนึกถึงไอ้นุ่มนิ่ม ที่แข็งตัวก็พลันหน้าแดง

หรือสวรรค์จะเห็นว่าชาติที่แล้วนางรักษาเนื้อตัวอย่างดี ชาตินี้เลยส่งเขามาสอนนางให้ได้รู้จักรสพิศวาสโดยไม่ต้องร้องขอ แต่ไม่ต้องก็ได้ ข้าไม่ต้องการ หากอยากรู้คงทำไปตั้งแต่ชาติที่แล้ว ไม่รอให้ตายก่อนหรอก

แม้จะบ่นอย่างนั้น แต่คิดหรือว่าคนหื่นกามจะปล่อยนางไป เวลาผ่านไปจนถึงรุ่งเช้าจึงมาถึงเมืองชายแดนที่เป็นรอยต่อของสามแคว้น

รถม้าของเขาจอดเทียบหน้าร้านขายเครื่องหนังแห่งหนึ่ง เมื่อนางลงจากรถม้าก็ถูกพาไปยังห้องชั้นบนของร้าน ซึ่งมีห้องเล็ก ๆ พอจะใช้หลบซ่อนตัวได้

สิ่งแรกที่นางเห็นคืออาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ ไม่ต้องรอให้ใครชวน นางก็นั่งลงกินทันที “เจ้าไม่คิดระแวงว่าจะมียาพิษบ้างหรือไร”

นางส่ายหน้า “ไม่คิด มีก็ดี ถ้าตายไปแล้วสามารถกลับไปที่เดิมได้ ข้าก็ยินดี”

แค่ไม่กี่วันนางก็ตระหนักชัดว่าภพนี้โบราณของแท้ กินอยู่ ขับถ่ายตลอดจนอาบน้ำ ทุกอย่างล้วนไม่น่ารื่นรมย์ หากตายแล้วกลับไปได้จริงนางก็อยากกลับ ว่าแต่นางทำผิดอะไรถึงต้องมาตกระกำลำบากในภพโบราณแบบนี้กันนะ ชาติที่แล้วมดสักตัวนางยังไม่กล้าเหยียบด้วยซ้ำ

บ่นไปก็เท่านั้น ดูเหมือนนางจะไม่ตายง่าย ๆ เพราะในอาหารไม่มี ยาพิษ เมื่อกินอิ่มแล้วนางจึงมองหาที่นอนหลังจากต้องทนนั่งในรถม้ามาหลายชั่วยาม

คนลักพาตัวมององค์หญิงรั่วหลาน นางทำตัวเหมือนไม่ใช่ตัวประกัน “พี่เซียว ตอนนี้คนขององค์รัชทายาทเฟิงหวงกระจายกำลังอยู่เต็มเมือง พวกเราจะพานางออกไปอย่างไรดี”

เก้อเหวินเซียวหันมองสตรีที่ตอนนี้หลับสนิทไปแล้วหรือแกล้งหลับ ก็ไม่แน่ใจ แต่อย่างไรเรื่องนี้นางก็ต้องรับรู้เช่นกัน

“ออกจากเมืองตามกำหนดเดิม หากช้ากว่านี้นางอาจถูกพบตัวได้ อย่างไรก็ต้องอาศัยจังหวะที่พวกมันคิดว่าเราไม่กล้าผ่านด่าน ผ่านออกไปให้ได้โดยเร็ว”

คนรับคำสั่งพยักหน้าก่อนจะฟังสิ่งที่เก้อเหวินเซียวสั่งให้เตรียมเพิ่ม ไม่นานขบวนเจ้าสาวก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

รั่วหลานมองชุดแต่งงานก่อนมองคนตรงหน้า นางเพิ่งสลัดชุดแต่งงานแคว้นต้าเหลียวไป ตอนนี้ต้องมาสวมชุดแต่งงานของชนเผ่าทุ่งหญ้าแทน สวรรค์ นางได้ใส่ชุดเจ้าสาวถึงสองครั้งในเวลาไม่กี่วัน

“ถามจริง พวกท่านคิดว่าเขาจะไม่ตรวจสอบเจ้าสาวก่อนออกจากเมืองหรือ?”

นางไม่ได้ให้ความร่วมมือกับพวกเขานะ แต่กำลังสงสัยวิธีการหลบหนีของพวกเขาต่างหาก เก้อเหวินเซียวยิ้ม

“ถึงตรวจพวกเขาก็จะจำเจ้าไม่ได้”

หมายความว่าอย่างไร นางคิดได้แค่นั้นเพราะอีกครึ่งชั่วยามถัดมานางก็ได้เห็นตัวเองในอีกรูปโฉม คนในกระจกคือใคร? ไอ้ที่ว่าในอดีตมีการเปลี่ยนหน้าแปลงโฉมเป็นเรื่องจริง?

“ที่เหลือก็เพียงเจ้า องค์หญิง หากเจ้าปริปากหรือแสดงพิรุธออกมาเพียงนิด ข้าจะปาดคอเจ้าโดยไม่รั้งรอแน่นอน เพราะข้าจะไม่ยอมให้คนของข้าต้องมาเสี่ยงเพราะเจ้าอีก”

นางใช้ให้พวกเขาจับตัวนางมาที่ไหน พวกเขาหาเรื่องเองต่างหาก มาหาว่านางทำให้พวกเขาตาย วันนี้นางบ่นในใจไปกี่รอบแล้ว แต่ไม่กล้าให้คำพูดหลุดจากปากจริง ๆ

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะพาข้าไปที่ไหนก็เชิญ ในเมื่อนางเองก็ไม่มีจุดหมายเช่นกัน จะไปหาคู่หมั้น นางรู้จักเขาที่ไหน กลับแคว้นตัวเองก็ใช่จะรู้ว่าใครเป็นใคร สรุปว่าแล้วแต่คนตรงหน้าจะบัญชาแล้วกัน

ขบวนแต่งงานของชนเผ่าฮู่เหลียนถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย มีเพียงม้านำขบวนตัวเดียวกับรถม้าและหีบสินสอดหนึ่งคันรถ

ขบวนเจ้าสาวเคลื่อนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงด่านตรวจออกนอกเมือง ทหารที่เฝ้าประตูเมืองรีบสั่งให้ขบวนเจ้าสาวหยุด

“ขอตรวจด้านใน”

“เรียนท่านทหาร ในเกี้ยวคือเจ้าสาวที่กำลังจะออกไปแต่งงานที่เผ่าของเรา”

ทหารมองไปยังรถม้า “อย่างไรก็ต้องตรวจ”

“ท่านทหาร ปกติแล้วชนเผ่าเราเองก็มีธรรมเนียมเช่นกัน อย่างเรื่องเจ้าสาว ต้องให้เจ้าบ่าวเป็นคนเปิดผ้าก่อน”

สีหน้าทหารมีความลังเล เจ้าบ่าวที่อยู่หน้าสุดจึงหยิบถุงเงินส่งให้เขา “ได้โปรดเห็นใจพวกเราด้วย”

เมื่อได้เงินน้ำหนักมาก ทหารยามก็พยักหน้า “อืม ไปได้”

เจ้าบ่าวตัวปลอมถอนหายใจ สั่งให้คนด้านหลังเคลื่อนขบวน แต่ขยับได้เพียงนิดก็มีเสียงดังไล่หลัง

“เดี๋ยว!!” เสียงห้ามตามมาด้วยม้าอีกหลายตัว เจ้าบ่าวตัวปลอมหันมองแล้วรีบเก็บความกังวล ตีสีหน้าไม่รู้เรื่องรู้ราว

เสียงนั้นดังพอจะทำให้เจ้าสาวที่นั่งอยู่ด้านในได้ยิน นางก้มลงมองด้านล่างที่มีเก้อเหวินเซียวซ่อนตัวอยู่ใต้ที่นั่ง

ว่ากันตามตรง หากเขาเป็นคนไม่มีชื่อเสียงหรือไม่มีใครรู้จัก คงไม่ต้องมาหลบอยู่ใต้ก้นนางเช่นนี้ แสดงว่าบุรุษบ้ากามผู้นี้ก็ไม่ธรรมดา

เสียงม้าเข้ามาใกล้รถม้าของนาง จากนั้นก็เหมือนมีคนลงจากม้า เสียงเท้าลงหนักใกล้เข้ามาก่อนจะใช้ดาบเปิดม่าน

นางยังคงนิ่งอยู่ในท่าเดิมเพราะเบื้องล่างมีมือคนบ้ากามจับขาเอาไว้คล้ายขู่นางว่าห้ามตุกติก ในเมื่อรู้ว่าเป็นใคร จะพานางไปไหนก็ไปเถอะ นางจะดิ้นรนแหกปากให้เหนื่อยทำไม

ปลายดาบเปิดผ้ามงคลของนางขึ้น นั่นจึงทำให้นางเห็นว่าคนตรงหน้าหน้าตาหล่อเหลาเอาการ

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”

เขาก็คือว่าที่สามีขององค์หญิงรั่วหลาน องค์ชายเฟิงหวง สมแล้วที่องค์หญิงปักใจรักอีกฝ่าย เพราะถ้าเป็นนางก็คงหลงเช่นกัน หรือนางจะไปกับเขาดี

ดูเหมือนคนด้านล่างจะล่วงรู้ถึงความคิดนาง เพราะนางรู้สึกถึงปลายมีดที่กดลงตรงข้อเท้า รั่วหลานเลยทำหน้านิ่ง ปล่อยให้องค์ชายเฟิงหวงมองหน้าอยู่ครู่หนึ่ง

“ขออภัย ข้าคิดว่าเป็นคนที่ข้ารู้จัก”

‘ก็คนที่ท่านรู้จักดีนั่นแหละ แต่พวกเขาเปลี่ยนหน้าข้าจนท่านจำไม่ได้ต่างหากว่าที่สามี’ นางคิดอยู่ในใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ ผ้าม่านปิดลงแล้วขบวนเจ้าสาวก็ถูกปล่อยออกไป

คนที่ซ่อนอยู่ใต้ที่นั่งเริ่มขยับ รั่วหลานจึงยกกระโปรงขึ้นให้เขาออกมา จะว่าไปตั้งแต่นางเจอเขา รู้สึกว่าบุรุษผู้นี้จะไม่ถนอมนางสักนิด คิดแต่จะเอาเปรียบตลอด

ดูอย่างตอนนี้สิ เมื่อเขาขึ้นมาได้ นางยังไม่ทันจะพูดอะไร เขาก็ดึงหนังปลอมออกอย่างรวดเร็ว “โอ๊ย” ไอ้บ้า รู้จักถนอมสตรีบ้างไหม นางจะบ้าตาย หนังหลุดหรือไม่นี่ นางยกมือลูบไปมา รู้สึกแสบร้อนไปหมด

“หนังมนุษย์ใส่ได้ แต่ไม่ควรเกินหนึ่งชั่วยาม ไม่อย่างนั้นจะเกิดผลเสีย”

หา!! ว่าอย่างไรนะ “หน้าข้าเป็นอย่างไรบ้าง” นางยื่นหน้าไปให้ เขาดูใกล้ ๆ คนที่ถูกสตรีโน้มเข้าหาตัวแข็ง กวาดตามองแล้วเอ่ยปาก “ก็เหมือนเดิม”

นั่นจึงทำให้นางโล่งใจ ยอมถอยออกห่างจากคนตัวโต

คนลักพาตัวได้แต่มองใบหน้าด้านข้างของนาง ไม่รู้ว่านางรู้ตัวหรือไม่ ไม่ว่านางจะเป็นใคร อยู่ในสภาพไหน กลิ่นกายของนางก็ไม่เคยเปลี่ยน กลิ่นนั้นหอมติดจมูกจนติดตรึงเข้าไปในใจ

ใครจะคิดว่าสถานที่ที่นางไปไม่ใช่ทุ่งหญ้าสีเขียว แต่เป็นทะเลทรายกว้างใหญ่ มองไม่เห็นแม้แต่ต้นไม้สักต้น การเดินทางใน 7 วันแรกยังพอทน แต่เมื่ออากาศร้อนขึ้นเรื่อย ๆ นางก็เริ่มบ่นไม่หยุด

“สิ่งที่พวกท่านทำอยู่เหมือนฆ่าข้าทั้งเป็น”

นี่พวกเขาจะเอานางไปตากแห้งจนตายใช่ไหม ไม่คิดเลยว่าฤดูร้อน ในทะเลทรายจะร้อนระอุเพียงนี้

“ข้าร้อน” ว่าแล้วก็ถอดเสื้อนอกออก ทำให้คนที่อยู่ด้านในกับนางหันมอง “สตรีไร้ยางอาย”

ว่านางไร้ยางอาย เขาก็เป็นบุรุษบ้ากามเช่นกัน เพราะมองนางไม่วางตา ว่าแต่ “เมื่อไรพวกเราจะถึง”

“อีก 7 วัน” นางต้องทรมานอย่างนี้อีก 7 วัน ตายแน่รั่วหลาน ตอนมาไม่ทรมาน แต่ตอนจะตายรอบสองทำไมทรมานเช่นนี้

เสียงเหมือนรถม้ากำลังจะแวะพัก เมื่อนางเปิดม่านออกก็พบว่าตอนนี้พวกเราอยู่ใกล้ต้นไม้ทะเลทราย

“ต่อจากนี้จะเข้าใกล้ทุ่งหญ้าแล้ว ความร้อนจะลดลง เจ้าควรใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย”

รั่วหลานก้มลงมองเชือกที่ปลดออกไปก่อนหน้าก็จับมาผูกดังเดิม แล้วลงจากรถม้า พวกเขากำลังตั้งกระโจมสำหรับพักแรมในคืนนี้

นางหาที่นั่งรอ ผู้ร่วมขบวนอีกหลายคนก่อไฟ และเริ่มเดินสำรวจเพื่อหาของป่ามาทำกินในคืนนี้

แม้นางจะบ่นเรื่องความร้อน หรือความเหนื่อย แต่ไม่เคยเรื่องมากเรื่องการกินอยู่ สิ่งนี้ทำให้เก้อเหวินเซียวค่อนข้างแปลกใจกับสตรีที่อยู่ในวังมานาน แต่กลับไม่เรื่องมากอย่างที่เขาเคยคิด

“คืนนี้พวกเราได้เนื้อกระต่าย” นางมองกระต่ายสีขาวตรงหน้าแล้วพยักหน้า ถ้าเป็นสตรีอื่นคงร้องไห้สงสาร แต่นางไม่ใช่ไง เพราะนางหิว เอาไว้ข้าจะทำบุญให้เจ้าเยอะ ๆ แล้วกัน ตอนนี้ขอเอาชีวิตรอดก่อน

ไม่นานเนื้อกระต่ายก็สุกหอม คนของเขาส่งมาให้ รั่วหลานหันมองคนอื่น ๆ กับเนื้อกระต่ายหนึ่งตัว จึงฉีกเพียงน่องแล้วส่งให้คนของเขาต่อ

“ข้ากินไม่เยอะ พวกท่านกินเถอะ” เนื้อมีเพียงนิดก็ควรแบ่งกัน พวกเขาให้นางก่อนก็เพราะนางมีประโยชน์ ส่วนนางแบ่งเนื้อให้พวกเขาก็เพราะพวกเขามีประโยชน์เช่นกัน หากไม่มีพวกเขา นางจะอยู่รอดในทะเลทรายได้อย่างไร

หลังจากกินน่องกระต่ายเสร็จ นางก็ลุกเข้าไปนอนในกระโจมปล่อยให้คนอื่น ๆ ทำหน้าที่เฝ้านางต่อไป ทุกคนหันมอง ในใจก็คิดว่าเชลยเช่นนางไม่ได้แย่อย่างที่คิด

เก้อเหวินเซียวนั่งอยู่ได้ครึ่งคืนก็ลุกเข้าไปในกระโจมที่นางนอน นั่งมองสตรีที่หลับเป็นตายโดยไม่กลัวว่าใครจะทำร้ายหรือคิดไม่ดีกับตน

เขามองกระโปรงที่ร่นขึ้นมาอยู่ตรงเข่า ว่ากันว่าสตรีต้าเหลียวมีเพียงสามีเท่านั้นที่จะได้เห็นเท้าของภรรยา แต่ของนางเขาเห็นมาเกือบทั้งตัวแล้ว ไม่เท่ากับว่านางเป็นภรรยาเขาไปครึ่งตัวแล้วหรือ

นี่เขาคิดอะไรอยู่กันแน่ เขาจับนางมาเป็นเชลย ไม่ได้เอามาทำเมีย ว่าแล้วก็ลุกขึ้นกำลังจะออกจากกระโจมก็ยังไม่วายหันมาหานางอีกครั้ง แล้วก้มลงสูดกลิ่นกายจากซอกคอนาง

ขอสักนิดสักหน่อยก็ยังดี เขาคงเป็นคนบ้ากามอย่างที่นางว่าจริง ๆ นั่นแหละ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED