ความกังวลทำให้เธอเสียสมาธิ เธอนั่งรออยู่บนเก้าอี้พลาสติกแข็งๆ จมอยู่กับคำถาม “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…”
“หนูชื่อนิดใช่ไหม?” เสียงจากข้างหลังเธอดังขึ้น
เธอเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก ดร.โจ เดินเข้ามาหา เขาเป็นหมอที่ดูค่อนข้างหนุ่มอายุประมาณพ่อ
- สามสิบกลางๆ - เขามีดวงตาสีน้ำตาลละมุนและเขาดูฉลาดมากภายใต้แว่นตากรอบสีเหลี่ยมนั่น
เธอสะดุ้งลุกขึ้น “เขาดีขึ้นไหมคะ”
หมอโจนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ เธอ เธอนั่งลง เขาหันมาหาเธอเล็กน้อย
“ข่าวดีก็คือพ่อของหนูดูเหมือนจะไม่มีลิ่มเลือดในสมอง เขาดูแข็งแรงดี”
“แล้วเขาเป็นอะไรหรือเปล่า”
“ความจริงคือเราก็ยังไม่รู้” หมอหยุดชะงักก่อนจะพูดต่อ
“จากการตรวจร่างกายแล้ว ผลการตรวจทุกอย่างเป็นลบ” สีหน้าของเขาดูอ่อนลงก่อนพูดต่อ
“สมองของเขายังคงเป็นปริศนาสำหรับเรา เราไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เรารู้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่ยังมีปริศนาที่เราไม่เข้าใจอยู่ดี จากมุมมองด้านสุขภาพ พ่อของหนูสบายดี แต่เขากำลังเป็นโรคความจำเสื่อมแบบย้อนกลับ
เขาสูญเสียความทรงจำแบบชั่วคราว”
“หนูไม่เข้าใจ” นิดบอกเขา
ดร.โจ ยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ลองนึกถึงการขี่จักรยานดูสิ คุณพ่อของหนูอธิบายวิธีขี่จักรยานได้ - เราเรียกว่าความจำเชิงความหมาย -
แต่เขาจำไม่ได้ว่าเรียนรู้วิธีขี่จักรยานเมื่อใด เขาจำเหตุการณ์นั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“แต่เขาจำหนูไม่ได้!” เธอกล่าว
“จริงอยู่ ตอนนี้ หนูคือผู้เก็บรักษาความทรงจำของพ่อ สิ่งเดียวที่เขารู้เกี่ยวกับอดีตของเขาคือสิ่งที่อยู่ในความคิดของหนู”
นิดพยายามถามต่อ “พ่อจะกลับมาจำได้เป็นปกติไหมคะ”
“ไม่มีใครตอบได้ เขาอาจตื่นขึ้นมาในวันพรุ่งนี้พร้อมกับความทรงจำทั้งหมดหรืออาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี ...
หรือบางทีอาจไม่เลย”
ดวงตาของนิดดูเศร้า น้ำตาเริ่มคลอเบ้า น้ำเสียงสั่นเครือ
“พ่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนูเป็นลูกสาวของเขา”
ดร.โจ วางมือบนไหล่ของเธอแล้วบีบเบาๆ
“มันคงยากสำหรับพวกคุณทั้งคู่ พยายามอย่าให้ข้อมูลกับเขามากเกินไป เขากำลังดิ้นรนเพื่อยอมรับสภาพของตัวเอง
เป็นตัวของตัวเองและช่วยเหลือเขา เล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับชีวิตประจำวันและอดีตของเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป
แต่ไม่ต้องกดดันเขามากเกินไป อาจช่วยได้”
นิดพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เขาเคยได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า” ดร. ถาม
“ครั้งหนึ่งเมื่อสองสามปีก่อน พ่อตกจากบันไดและหมดสติไปนานมาก แต่เมื่อเขารู้สึกตัว เขาก็ดูปกติดี”
“เขาหมดสติไปนานแค่ไหน”
นิดยักไหล่ “หนูไม่รู้ หนูเจอพ่อตอนที่กลับมาจากโรงเรียน” เธอเหลือบมองแพทย์แล้วถามว่า
“นั่นเป็นสาเหตุที่เขาสูญเสียความทรงจำหรือเปล่า”
แพทย์ยิ้มเบาๆ “ไม่น่าจะเป็นไปได้ ถ้าเป็นเมื่อสองสามปีก่อน ก็คงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสภาพของเขาในตอนนี้”
เขาตบเข่าของเธอเบาๆ “มาสิ เขากำลังรออยู่ หนูพาพ่อกลับบ้านได้”
ฉันนั่งอยู่บนขอบโต๊ะตรวจ ตรงข้ามฉันมีกระจกเงา คนแปลกหน้าคนหนึ่งมองกลับมาที่ฉัน
ความว่างเปล่าในใจทำให้ฉันหวาดกลัว หลุมที่ควรจะเติมเต็มด้วยอะไรบางอย่างแต่กลับไม่ได้เติมเต็ม
มันว่างเปล่าจนน่าขนลุก คนแปลกหน้าที่มองกลับมาที่ฉันดูราวกับว่าสูญเสียอะไรบางอย่างไป
มันคือดวงตาสีเทาซีดของเขา ความสิ้นหวังที่เต็มไปด้วยความกลัว
"พ่อ" เธอพูดด้วยเสียงที่ลังเล
อีริคละสายตาจากคนแปลกหน้าในกระจกและมองเธอ
- เด็กผู้หญิงที่ปลุกผม เด็กผู้หญิงที่บอกว่าเธอเป็นลูกสาวของผม
ผมมองกลับเข้าไปในกระจกและมองคนแปลกหน้าคนนั้น -
มีใครกำลังเล่นตลกกับผมอยู่หรือเปล่า นี่เป็นความฝันหรือเปล่านะ…
"พ่อ" คราวนี้เบาลงและเต็มไปด้วยความกังวล
อีริคหันกลับไปหาเด็กผู้หญิงคนนั้นแล้วถามว่า "หนูเป็นลูกสาวของพ่อจริงๆ เหรอ"
น้ำตาคลอเบ้า เธอพยักหน้า น้ำตาไหลอาบแก้ม ฝรั่งหนุ่มร่างกำยำรู้สึกแย่ที่ทำให้เธอเจ็บปวด
กับสิ่งที่เขาได้เอ่ยถามไป ในสายตาของเขา เธอมีผมตรงยาวสีดำสนิท และแม้ว่าดวงตาของเธอจะกลมโต
แต่เธอก็มีเชื้อสายเอเชียอย่างชัดเจน เธอตัวเล็ก บอบบาง และมีหุ่นที่เพรียวมาก
นิชานาถยืนร้องไห้เงียบๆ ไม่ขยับตัว ดวงตาของเธอจ้องมองฉัน ฉันเห็นความเจ็บปวดที่ต่อสู้กับความกลัวในดวงตาของเธอ
“หนูบอกว่าหนูชื่ออะไรนะ”
“นิดค่ะ” เธอตอบ
“พ่อชื่อว่าอะไร”
“อีริค”
บรรยากาศถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน
“โอเค เรากลับบ้านกันเถอะ” อีริคเสนอ
เธอพยักหน้า แทนคำตอบ
นิดให้ที่อยู่แก่คนขับแท็กซี่แล้วรถก็เคลื่อนออกจากตัวอาคารโรงพยาบาลไป อีริคมองอย่างเหม่อลอยลอดหน้าต่าง
ทุกที่ที่รถขับผ่าน เขามองพล่างคิดว่าสถานที่ที่เขาอยู่นี้ล้วนเป็นของใหม่และไม่คุ้นเคยเลยสักนิด เมืองหรือชุมชนนั้น
ดูสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนมาเป็นย่านที่อยู่อาศัย
บ้านแฝดที่เปลี่ยนเป็นบ้านเดี่ยวบนพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดมีสนามหญ้าที่ตัดแต่งอย่างประณีต
นิดหยิบธนบัตรยับๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์และจ่ายเงินในขณะที่เขามองดูบ้าน
บ้านสไตล์โมเดินส์ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่ที่อยู่ติดกับดงต้นไม้ อิฐสีส้มอ่อน หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ประตูหน้าบานคู่กว้าง
โรงรถแยกสำหรับรถสองคันอยู่ด้านข้าง สวนหน้าบ้านนั้นเรียบร้อย มีสนามหญ้าเขียวขจีที่ตัดแล้วเรียบร้อย
มีแปลงดอกไม้เต็มไปด้วยต้นไม้ที่ออกดอก มีต้นซัลเวียที่มีดอกสีม่วงสดสวยงามเป็นจุดสนใจ
ในขณะที่ฝรั่งหนุ่มยืนศึกษาบ้าน รถแท็กซี่ก็ขับออกไป นิชานาถยืนอยู่ข้างๆ เขา
“ฉันมีภรรยาไหม” เขาถาม
“พ่อเคยมี แม่เสียชีวิตไปเมื่อห้าปีที่แล้ว”
อิริคก้มหน้ามีความคิดวนเวียนอยู่ในหัวมากมาย ไม่มีอะไรเลย ไม่มีความรู้สึกใดๆ ไม่มีความรู้สึกว่าเคยสูญเสียภรรยาไป
นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาหวาดกลัวมากขึ้นไปอีก
ฉันเคยรักใครสักคนแต่ตอนนี้กลับไม่รู้สึกอะไรเลย … (งั้นหรอ)
“โอเค” เขาตอบ
สาวน้อยไขประตูหน้าก้าวนำเข้าไป อีริคก้าวตาม เขาค่อยๆ สังเกตตอนนี้รายละเอียดต่างๆ
ก็เริ่มชัดเจนขึ้น ทางเข้าเปิดเข้าไปในห้องนั่งเล่นกว้างขวางตกแต่งอย่างมีรสนิยม มีโถงทางซ้ายและขวา
ตรงข้ามกับเขา มีหน้าต่างบานใหญ่จากพื้นจรดเพดานมองออกไปเห็นสวนหลังบ้านที่ได้รับการดูแลอย่างดี
โรงเก็บของอยู่ทางซ้าย ต้นไม้เก่าแก่ด้านหลังให้ความเป็นส่วนตัว และมีสระว่ายน้ำทางขวา
ลานหินปูพื้นทอดยาวจากซ้ายไปขวา มีเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้งและเตาบาร์บีคิวแก๊ส
คนที่ยังจำอะไรไม่ได้หันความสนใจกลับไปที่ห้องนั่งเล่นและสังเกตเห็นโต๊ะข้างไม้แปลกตาที่มีรูปภาพใส่กรอบวางอยู่
อีริคจ้องมองอย่างลังเล นิดยืนเงียบๆ ข้างๆ เขา ราวกับว่าต้องการเป็นกำลังใจให้ในขณะที่เขาพยายามซึมซับบรรยากาศ
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเดินเข้าไป เดินวนรอบห้องและหยุดที่โต๊ะทรงกลมหนึ่ง รูปนั้นเป็นรูปเขากับผู้หญิงเอเชียตัวเล็ก ๆ
คนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ และเด็กหญิงในชุดเดรสสีชมพูหน้าตาน่ารักอายุประมาณเจ็ดหรือแปดขวบคนหนึ่ง
ผู้หญิงคนนั้น - ภรรยาของผม - มีรอยยิ้มที่สวยงาม ดูจริงใจ
ไม่มีอะไร ไม่มีความทรงจำ แต่ตอนนี้เขารู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสีย อีริคอยากจดจำได้ว่าผู้คนในชีวิตของเขามีความสุขเช่นนั้น
"เธอชื่ออะไร" เขาถามเบาๆ
"นิสา"
เขาทรุดตัวลงบนโซฟา "ขอโทษ ที่พ่อจำแม่ไม่ได้ ไม่แม้แต่กระทั่งชื่อ…"
เด็กหญิงนั่งลงข้างๆ เขา หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เธอก็ถามว่า "พ่ออยากให้หนูพาไปดูบ้านไหม"
เขาพยักหน้า
ยามราตรีเงียบสงัดความเหงาที่ไม่คุ้นเคยเข้ามาปกคลุม อีริคนอนบนเตียงที่ไม่คุ้นเคย ในห้องที่ไม่คุ้นเคย
สวมชุดนอนที่ไม่คุ้นเคยและรู้สึกไม่เข้ากันชะมัด เขาจ้องมองไปที่เพดานที่มืดมิด เขาไม่เคยรู้สึกกลัวขนาดนี้มาก่อนเลย
ทุกอย่างมันทำให้สับสน ไม่มีอะไรที่สามารถเข้าใจได้เลย ความคิดทุกอย่างในหัวเต็มไปด้วยคำถาม นี่เราอายุเท่าไหร่?
มีอาชีพอะไร? เราเป็นคนที่เก่งไหม? ชอบดื่มหรือเปล่า มีเพื่อนฝูงเยอะไหม?
เขาคิดว่าเขารู้วิธีการทำงานของรถยนต์และวิธีเปิดโทรทัศน์ รู้วิธีอาบน้ำและแปรงฟัน แต่ไม่รู้ว่ามีรถยนต์หรือไม่
จำไม่ได้ว่าเคยขับรถจริงๆ หรือเปล่า เขาจำแปรงสีฟันของตัวเองไม่ได้ จำเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้าหรือลิ้นชักในห้องนอนไม่ได้เลย
ที่แย่ที่สุดคือการเห็นความเจ็บปวดและความหวาดกลัวในดวงตาของลูกสาว เขาไม่รู้เลยว่าเธอคาดหวังอะไรจากตัวเขา
ฉันเป็นพ่อที่ดีหรือเปล่า? หลายคำถามผุดขึ้นมาในหัวของเขาเต็มไปหมด ช่างเป็นคืนที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิตของเขา
นิดขดตัวอยู่บนเตียงและร้องไห้เงียบๆ เธอรู้สึกถูกทอดทิ้งแม้ว่าพ่อจะอยู่ในบ้านเดียวกันก็ตาม
ในบางแง่ เธอคิดว่านี่แย่ยิ่งกว่าการสูญเสียแม่เสียอีก อย่างน้อยเมื่ออยู่กับแม่แล้ว แม่ก็จากไป
แต่พ่ออยู่ที่นี่แต่ก็เหมือนไม่อยู่ ทุกครั้งที่เธอมองพ่อ เธอก็จะเห็นได้ว่าเขาแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ไม่ใช่พ่อที่เธอเคยรู้จักเลย เหมือนเป็นแค่คนแปลกหน้าคนหนึ่ง…
เธอไม่เคยตระหนักว่าเขามีความสำคัญในชีวิตของเธอมากเพียงใด เมื่อก่อน เขาอยู่ที่นั่นเสมอ พ่อของเธอ
ผู้คอยให้หลักยึดในชีวิตของเธอ แต่ดูตอนนี้สิ...
น้ำตาไหลลงอาบหมอน ตอนนี้พ่อจากไปแล้ว.. ฮือๆ น้ำตาไหลเอ่อจากดวงตาโตคู่สวย มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ท่าทางที่คุ้นเคยไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป พ่อคนนี้เป็นคนแปลกหน้า และสิ่งที่ทำให้มันแย่ลงไปอีกคือความสับสนของเขา
เมื่อเห็นเขาดิ้นรนเพื่อทำความเข้าใจแต่เขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
จนถึงวันนี้ เธอยังไม่เข้าใจว่าพ่อเป็นที่พึ่งของเธอได้อย่างไร เขาเป็นดั่งหินผาให้เธอได้ยึดเกาะ
เชื่อถือได้เสมอ เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ตอนนี้เธอล่องลอยและไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป…