ห้องขนาดหนึ่งคูณหนึ่งไม่กว้างมาก พนังสีฟ้าอ่อน เตียงขนาดห้าฟุตชิดกำแพง แสงแดดกับเสียงนกร้องที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานเกล็ดหัวเตียงทำให้ผมลืมตาตื่นขึ้น มือบางควานเข้าไปใต้หมอนหยิบโทรศัพท์สีดำขึ้นมาเปิดดูเวลา
[07.00]
ผมลุกขึ้นนั่งสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดแรงๆ ยกยิ้มให้กับการเริ่มต้นใหม่เหมือนทุกวัน ก่อนลุกหนีออกจากผ้าห่มสีน้ำเงินแสนสบายที่มีรอยขาดเล็กน้อย ลุกไปอาบน้ำแต่งตัว
ทุกอย่างเรียบร้อยภายในสิบนาที ผมสะพายเป้สีเหลืองสดใสที่สายขาดข้างหนึ่งขึ้นบ่าขวา หยิบกุญแจปิดประตูออกไปขึ้นรถเมล์
ปริ้นๆ
“พี่ยอดหล่อมากเลยอะแก ถ้าฉันรู้ก่อนนะจะยอมซ้ำชั้นเลย ซ้ำชั้นสักปีแลกกับได้มีเพื่อนผู้ชายหล่อๆแบบนี้ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม” หญิงสาวผมสีน้ำตาลที่นั่งด้านหน้าผมสองคนคุยกันเสียงดัง
“เดี๋ยว...ช้าๆ ค่อยๆพูด ไหน เอามาดูสิ” เสียงเงียบไปชั่วอึดใจ “นี่รุ่นน้องภาคเราหรือ ทำไมฉันไม่เห็นรู้ ว่าเรามีรุ่นหน้าเบ้าหน้าเทพบุตรแบบนี้”
“ถ้าเป็นรุ่นน้องก็ดีสิแก เนี่ยพี่ยอดปีสองโบราณคดี”
“ก็เป็นน้องสิ แบบนี้แกยอมซ้ำชั้นสิบปีก็เปล่าประโยชน์”
“อย่าหาทำ ใครมองหน้าพี่ยอดแล้วเรียกน้องได้ กูก้มกราบเลยเอ้า งานดีขนาดนี้”
ผมหูผึ่งฟังสองสาวด้านหน้าคุยอย่างออกรสออกชาติ ดูเหมือนพวกเธอจะเป็นนักศึกษามหาลัยเดียวกัน นี่ถ้าไม่อยากเสียมารยาทผมคงตะโกนใส่หูสองคนนั้นด้วยความภูมิใจว่า
ผมนี่แหละที่นอกจากไม่เรียกไอ้ยอดว่าพี่แล้ว เดี๋ยวจะควงแขนไปเที่ยวให้ดูเลย!
“ป้ายหน้ามหาวิทยาลัยเป็ดสวรรค์” กระเป๋ารถเมล์ตะโกนเสียงดัง
ผมกระชับสายเป้สีเหลืองลุกขึ้นยืนเตรียมตัวลงจากรถ ไม่ลืมหันไปมองสองสาวแล้วยิ้มให้อย่างนึกขำในใจ พวกเธอคงเป็นแฟนคลับหน้าใหม่ หารู้ไม่ว่าคนที่เธอชื่นชอบ ความจริงแล้ว...เป็นแค่ คนไม่เอาไหน
แกร๊ก....แกร๊ก...แกร๊ก
“ไม่มา ยังไม่มา”
ผมบ่นพึมพำอยู่หน้าประตูห้องเรียนหลังจากยืนรากงอกมาไม่ต่ำกว่าสิบนาทีแล้ว นักศึกษาทยอยกันเข้าห้องเรียนกันหมด ยกเว้น...ผม
หงุดหงิดอะ อยากเข้าไปในห้องก็ทำไม่ได้ ยืนต่อไป อย่างน้อยก็ยังสายไม่ถึงสิบนาที ไม่งั้นเข้าก่อนได้โดนเจ้านั่นบ่นแน่
“ฮ่าๆๆ มารอคนหล่อหรือครับน้อง”
หลงตัวเองไม่เปลี่ยน
ผู้ชายผิวขาวตาสีน้ำตาลผมสีน้ำตาล มองผ่านๆเหมือนพวกเกย์รับด้วยหุ่นทรงนายแบบและดูสำอาง แต่ยังดีที่การแต่งตัวและท่าทางดูแมนเต็มร้อย สาวๆในมหาลัยเลยต่างพากันตั้งฉายาให้ว่า ‘ยอดสายลมแห่งความเจ้าชู้’
ผมยักใหล่เหวี่ยงเป้ให้มาข้างหน้า มือล้วงหยิบสมุดเล็กเชอร์ที่มีตรามหาวิทยาลัยสองเล่มให้อีกคนที่มัวแต่กดโทรศัพท์
“ยอดสมชื่อจริงๆ มาสายไม่พอยังมัวแต่ตอบแชทสาว เอาสมุดคืนไปเลย”
“ฮ่าๆ น้ำเพื่อนรักวันนี้เลิกเรียนเดี๋ยวกูฝากเหมือนเดิมนะ มึงก็รู้ว่ากูไม่มีเป้ มาเรียนก็เจอมึงอยู่ดี ฝากเก็บหน่อยนะเพื่อน”
ผมเป็นเด็กเรียน หน้าตาไม่จัดว่าดีมากแต่อย่างน้อยก็ไร้สิวดูสะอาดไร้หนวดเครา จริงๆเป็นกรรมพันธุ์พ่อผมก็ไม่มีหนวดเครา
ผมพยักหน้าตัดรำคาญ รีบพาตัวเองเข้าห้องเรียน
“เดี๋ยวก่อน”
ผมหันไปมอง มือยังค้างที่ลูกบิดประตู
“มึงไม่ปิดกระเป๋าอีกแล้วนะ เมื่อกี้ตอนยืนรอก็เปิดอ้าซ่า”
“มันมีของสำคัญที่ไหน สงสัยลืมปิดตั้งแต่ตอนควักเงินซื้อตั๋วรถเมล์” ผมฉีกยิ้มให้ “ขอบใจที่เตือน”
.......
ออด!
พรึ่บพรั่บ ฉึบๆ เอี๊ยด
พอเสียงสัญญาณดังบอกเวลานักศึกษาก็พากันลุกขึ้นเก็บข้าวของรีบออกจากห้องไม่เว้นแม้แต่คนข้างๆผมที่นั่งเรียนไปตอบแชทสาวไป
“มึง กูกลับก่อนนะ รีบ อะนี่สมุด อย่าลืมเก็บดีๆปิดกระเป๋าด้วย” คนตัวโตปาดผมหนึ่งทีก่อนจะวางสมุดสองเล่มที่โต๊ะผม
“เฮ้อ เอาเถอะ พรุ่งนี้เจอกันแปดโมง คงไม่สายนะ”
“หา! พรุ่งนี้คนหล่ออย่างกูมีนัดโว้ย”
“ไม่ได้ พรุ่งนี้เราสองคนต้องไปสำรวจโบราณสถานบ้านเรือนไทยมาเขียนรายงาน เทอมนี้มึงก็รู้ว่าใครสอน กูไม่อยากหลุดทุน”
“ฮ่าๆ เด็กเรียนอย่างมึงๆไม่หลุดทุนหรอกน่า ไว้วันหลังนะ พรุ่งนี้กูนัดสาวไว้ ไปช้าสักก็ได้”
“ไม่ได้ อย่ามาต่อรอง”
“งั้นมึงไปหาซื้อเสื้อใหม่ไหม อย่าใช้แต่ของมือสอง เสื้อมึงเนี่ยเหลืองจนจะเน่าอยู่แล้ว กูไม่กล้าเดินด้วย เดี๋ยวสาวหนี”
เฮ้อ....มันยังใส่ได้จะซื้อทำไม
ผมลุกขึ้นยืนเมินคนที่ชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูด ไม่ได้โกรธอะไรนะครับ แต่เพราะเป็นเพื่อนกันไงเลยรู้ว่าถ้าคุยต่อต้องลงท้ายด้วยการเทนัดผมแน่ๆ
.......
“ที่นี่ดู...ไม่เหมือนบ้านเรือนไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 เลยนะ ปูพวกนนี้มันมาจากไหน ไม่ใช่ว่าถูกบูรณะก่อนขึ้นทะเบียนหรอกนะ”
บ้านเรียนไทยสองชั้นทรงตัวที่ด้านหน้าเป็นบันไดสองข้างเทลงตรงกลางใต้บันไดปีกซ้ายเป็นซุ้นประตูเข้าไปยังห้องด้านใน ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านทรงตะวันตกที่ทำจากไม้เสียมากกว่า ผมพยายามชะเง้อคอมองเข้าไปในตัวบ้าน โดยเฉพาะห้องชั้น 1 เสียดายที่ข้างในมันมืด แถมยังมีรั้วกั้นเขตสงวนห้ามเข้าอีก
ดั้นด้นมายี่สิบกิโล สงสัยจะไม่คุ้ม
“ฮ่าๆๆ มาน้อง เดี๋ยวพี่จะเล่าให้ฟัง”
ผมละสายตาจากบ้านหลังโตตั้งตระหง่านมามองคนข้างๆ ทำหน้าเชิดดูภูมิอกภูมิใจมเสียเหลือเกิน เฮ้อ..เกินเยียวยา
“สมัยรัชกาลที่ 5 รับอิทธิพลหลายอย่างมาจากทางยุโรป ไม่ใช่แค่ปูนนะ จะอิฐ คอนกรีตหรือเสริมเหล็กทำหลังคารูปโดมก็ไม่แปลกหรอก”
“...”
นี่ผมหูฝาดไปไหมเนี่ย เพื่อนผมรู้เรื่องอื่นนอกจากเรื่องหญิงด้วยหรือ เหลือเชื่อจริงๆ สงสัยผมต้องมองเขาใหม่เสียแล้ว
“ทำไมมองกูงั้น? หึ หลงในความหล่อของกูแล้วล่ะสิ ฮ่าๆๆๆ”
“ก่อนหน้านี้ใครๆก็บอกว่ามึงเรียนผิดคณะ กูเองยังเห็นด้วย...เอ่อ นิดหนึ่ง ก็เห็นเข้ายิมน่าจะเหมาะไปเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬามากกว่า”
ปึก
ยอดเข้ามาตบไหล่ผมฉาดหนึ่ง หัวเราะจนไหล่สั่น
“ฮ่าๆ หลงเสน่ห์ในมัดกล้ามของกูสินะ”
“เอ่อ คือว่า...เริ่มสำรวจกันดีกว่า เดี๋ยวจะเที่ยง”
“ฮ่าๆๆ ดีๆ เผื่อเสร็จไว กูจะได้ไปหาสาวไวขึ้น”
เฮ้อ ผมก็อยากไปว่ายน้ำเล่นที่สระว่ายน้ำมหาลัยเหมือนกัน
ผมเดินสำรวจรวบตัวอาคารอยู่พักใหญ่ บริเวณรอบตัวบ้านบางส่วนถูกกั้นและติดป้ายห้ามถ่ายรูปเนื่องจากบ้านหลังนี้มีอายุมากกว่า160ปี ด้านล่างมีความเป็นปูน เสียดายที่เข้าไปสำรวจห้องชั้นล่างไม่ได้เลยไม่รู้ว่าเป็นห้องอะไร หลังสำรวจรอบตัวบ้านเรียบร้อย ผมก็เดินขึ้นชั้นสองที่เป็นโซนไม้เรือนไทย ด้านบนนี้ยังมีสถาปัตย์กรรมและร่องรอยการตกแต่งแบบไทยเดิม
“ทำไมเย็นดีจัง อากาศแบบนี้ มีขนมไทยตั้งโต๊ะสักชุดคงเข้ากับบรรยากาศ แต่เห็นฝุ่นแล้วก็...ฮ่าๆๆ เอ๊ะ ห้องนั้นห้ามเข้า” ผมเดินเข้าไปใกล้ๆห้องทางปีกขวาของเรือน ประตูเปิดอ้าอยู่ ด้านในเหมือนจะเป็นห้องพระเก่า เพราะยังมีพวกโต๊ะหมู่บูชาผุๆตั้งให้เห็นที่ปลายหางตา วินาทีนั้นผมได้ยินเสียงตึ้งมาจากในห้อง เกือบจะก้าวเท้าไปดูแต่ยั้งตัวเองทัน
“สงสัยเป็นพวกหนูละมั้ง”
ฟิ้ว
“กลิ่นอะไรหอมจัง”
สายลมเย็นเตะกลิ่นหอมๆโชยเข้าจมูก ผมเดินตามกลิ่นลงมาถึงชั้นล่าง ด้านหลังเรือนพบต้นลีลาวดีต้นหนึ่งแผ่กิ่งก้านสาขาและผลิดอกส่งกลิ่นรัญจวน กลิ่นของมันบวกอากาศยามเย็นที่นี่ทำให้ผมวางเป้สีเหลืองโปรดลงข้างๆเอนหลังพิงอย่างช่วยไม่ได้ เปลือกตาหนักๆเริ่มปิดลง ในเสี้ยววินาทีนั้น ก่อนที่สติจะดับวูบ ผมได้ยินเสียงคนผู้หนึ่งพูดอะไรบางอย่าง
“มาสิ”
เสียงทุ้มๆเย็นๆของชายปริศนาดังระยะใกล้เสียดายที่กำลังงุนงงจนไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร
…….โปรดติดตามตอนต่อไป…….
ลั่นทมหวนหอม พนอมเจ้าเอ๋ย
ฤๅ มิรู้เลย เจ้าเคยอยู่ไหน
"อะไรกันเนี่ย ฮ่าๆ ไอ้เพื่อนรัก อยู่บ้านคงหลับไม่สนิทสินะ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็นภาพนี้ ฮ่าๆ"
"..."
ในโลกของความว่างเปล่า กลิ่นที่คุ้นเคยออกหอมเย็นราวกับแป้งเด็ก และเสียงที่ดูอ่อนโยนราวกับกำลังปลอบขวัญเอ่ยย้ำๆ
"มาสิ"
"มาเถิดหนา"
ในความไม่รู้ตัว บางอย่างที่โผล่เข้ามาในความคิดทำให้ผมค้นหาเสียงนั้น ราวกับตั้งใจฟังคนนินทา
ความสงสัยและความหวาดระแวงอันน้อยนิดในจิตใต้สำนึกกำลังตีกัน
"ใคร…ใครกันนะ….ใคร"
"ไอ้น้ำโว้ย!!!"
!!!
ภาพแรกที่เห็นหลังจากเปิดเปลือกตาโพลงคือยอดกำลังจับต้นแขนผมเขย่าไปมา
เมื่อกี้? ผมฝันอะไรหรือเปล่านะ?
"สบายไปไหมไอ้เพื่อนรักเอ๋ย เล่นนอนเปิดกระเป๋าอ้าซ่าไม่กลัวโจรแบบนี้ หืม…คงเพราะพระเอกขี่ม้าขาวอย่างกูอยู่ด้วยสินะ ฮ่าๆ"
"หาข้อมูลทำรายงานเสร็จแล้วหรือ เดี๋ยวต้องกลับมาอีกไหม ฟ้าจะมืดแล้วนะ"
"ฮ่าๆๆ ปากร้ายจริงๆไอ้เพื่อนยาก กูน้อยใจนะเนี่ย"
หมับ
คนน้อยใจมือปลาหมึกจริงๆ
ผมหันไปมองคนที่กระโจนมานั่งข้างๆผม แล้วถือวิสาสะโอบไหล่ ทำตัวแนบชิดสนิทสนม้หมือนว่าเราเป็นเพื่อนซี้ที่สนิทกันมานานหลายสิบปี
"นี่! รีบๆปิดกระเป๋าเลย เปิดทิ้งตลอด เดี๋ยวก็ลืมอีก"
"ครับ ครับ"
เรื่องเดียวที่หมอนี่ดูจะพูดจริงๆจังๆขึ้นมาได้บ้างก็คงมีแต่ตอนดุผมเรื่องชอบลืมปิดกระเป๋านี่แหละมั้ง
ผมหันข้างเอื้อมหยิบเป้สีเหลืองมาวางบนตัก ปิดให้สนิทแล้วแบกขึ้นบ่า เตรียมลุกขึ้นยืน
"ไอ้เพื่อนรัก กูว่ามึงซื้อผ้าห่มใหม่เหอะวะ ของมือสองไม่แบคทีเรียก็วิญญาณหวงของจะมารังควานมึงแน่"
เฮ้อ…วกกลับมาไร้สาระอีกแล้ว
ผมลุกขึ้นปัดกางเกงที่เลอะนิดหน่อยอย่างไม่ชอบใจ หันไปจ้องเพื่อนหน้าทะเล้นแบบเค้นถามด้วยสายตาว่าต้องการคำตอบด่วนๆ
"รายงาน"
"แหะๆ แบบว่า….ก็มันไม่มีอะไรให้เก็บนี่หว่า เจ้าคุณขุนไกลอะไรสักอย่าง เหมือนจะเป็นแค่พวกขุนนางธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง ไปหาในเน็ตเอาดีกว่า รูปที่ถ่ายได้ก็มีนิดเดียว"
"เฮ้ยๆ พูดจาดีๆหน่อย ยังไงเขาก็เป็นเจ้าของสถานที่นะ จะพูดจะจาอะไรก็ดูกาลเทศะเสียบ้างพ่อคุณ"
"ฮ่าๆ เออน่า รีบกลับได้แล้วทุ่มหนึ่งกูมีนัดสาว เดี๋ยวไม่ทัน"
เราสองคนเดินออกจากต้นลีลาวดีมาทางหน้าบ้านเหมือนปรกติ แต่บางอย่างที่แปลกไปติดอยู่ในใจผม
ตั้งแต่เล็กจนโต ผมไม่เคยนอนนอกสถานที่และยิ่งแปลกที่จะยิ่งนอนไม่หลับ แต่นี่มันผิดปรกติเกินไป ผมหลับไปได้อย่างไร
…….
นี่มันเรื่องบ้าอะไร
ผมเครียดเกินไป หรือผมนอนกลางวันมากเกินไป
ทำไมถึงลุกขึ้นมาตอนตีสามละเนี่ย!
ผมลืมตาขึ้นมาในบรรยากาศที่คุ้นตา ร่างกายรู้สึกไม่สดชื่นก่อนจะเปิดหน้าจอโทรศัพท์ดูแล้วพบว่านี่เป็นเวลาตื่นที่ผิดปรกติของผมครั้งแรกในชีวิต
ฟิ้ว~
ลมปริศนาไม่รู้พัดมาจากไหน พาความหอมชัดเจนของดอกไม้บางชนิดเข้าจมูกผมอยู่พักใหญ่
และหลังจากคืนนั้นผ่านไป ตอนนี้ก็ห้าวันแล้ว
"ผมยังนอนไม่หลับอยู่เลย ทำยังไงดียอด พอพยายามจะนอนต่อก็นอนไม่หลับแล้ว นี่ตื่นตีสามติดๆกันมาจะเป็นอาทิตย์แล้ว นับแกะก็ช่วยไม่ได้"
ผมถามยอดที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ฝั่งตรงข้ามไปตอบแชทสาวไปเป็นระยะ ที่โรงอาหารโบราณคดี ไม่ค่อยมีคน เสียงเลยไม่ค่อยแทรก ถึงพูดไม่ดีงเท่าไหร่ก็ได้ยินกัน
"ขอโทษด้วยนะ เรื่องที่ทำให้น้อยใจคราวก่อน"
"อ๋อๆ ฮ่าๆ กูไม่ถือหรอกน่า มึงอย่าคิดมาก เรื่องนอนกูก็บอกแล้ว ผ้าห่มมือสองมันนอนไม่สบาย"
"เกี่ยวที่ไหน ผืนนี้ใช้มาเป็นปีแล้ว"
"ยี๋~ ยิ่งเน่าหนักกว่าเดิม"
เอ้า เป็นงั้นไป เฮ้ยๆ พูดจาให้มันเกรงใจคนซื้อหน่อย ถึงจะมือสองราคาก็ยังแรงอยู่นะเว้ย คัดมาอย่างดี
ผมหรี่ตามองยอดที่หันกลับไปกินก๋วยเตี๋ยวต่อหน้าตาเฉยแบบเนียนๆ ปล่อยบทสนทนาค้างกลางอากาศ สมฉายาสายลมนัก ไหลเก่ง.
…..
ของมือสองก็แค่ของที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว แต่ไม่ได้แปลว่าเป็นของไม่ดี ผมไม่สนใจอดีต สนใจแค่ปัจจุบัน ถ้ามันยังใช้ได้มันก็ไม่ต่างจากของใหม่ไม่ใช่หรือ สภาพยังดีๆอยู่แท้ๆ
ยังไงผมก็ไม่บ้าจี้ซื้อใหม่ตามที่ยอดบอกแน่ๆ
(ฮัลโหล เพื่อนรัก เป็นไงจ้ะ เสาร์อาทิตย์หยุดทั้งทีนอนเต็มที่เลยไหม"
"นอนก็ดีน่ะสิ ยังนอนไม่หลับเลย"
(ฮ่าๆ ก็บอกแล้วว่า….)
"พอๆ กูซื้อผ้าปูกับผ้าห่มมาใหม่แล้ว แกะกล่องเปลี่ยนตั้งแต่เมื่อวาน"
(ฮ่าๆๆๆๆ ดีๆๆ เดี๋ยวก็หลับ)
อืม ใช่ ฟังไม่ผิด ผมซื้อใหม่แล้ว
ไม่ได้อยากซื้อหรอกนะ แต่ว่ามันก็ต้องลอง นี่ผมนอนไม่หลับมาอาทิตย์หนึ่งแล้ว
(เฮ้ยมึง สาวโทรมาว่ะ กูวางก่อนนะ ฮ่าๆ ไม่ต้องน้อยใจล่ะ คนหล่อก็แบบนี้ ฮ่าๆ ติ้ด.)
เออ เอากับเขาสิ ยอดนี่มันยอดสมชื่อจริงๆ
…….
และแล้ววันเวลาก็ผ่านไป จากวันนั้นสู่วันนี้ ผมนอนไม่หลับมาสิบสี่คืนแล้ว
ไหน ใครว่าเปลี่ยนผ้าใหม่แล้วได้ผลนะ!
ผมนั่งจ้องหน้ายอดอย่างเอาเรื่อง แน่นอนว่าเวลานี้ก็คือเวลาเที่ยงวัน ณ โรงอาหารเดิม โต๊ะเดิม ยอดกับผมในชุดนักศึกษาก็สั่งข้าวหนึ่งคนก๋วยเตี๋ยวหนึ่งคน เหมือนเดิม
เพิ่มเติมคือผมจะกินหัวยอดแล้ว นึกเรื่องซื้อของแล้วมันยัวะ
"โอ๊ยมึง อย่ามองพระเอกแบบนั้นสิเพื่อน เพื่อนรัก~"
"เงียบไปเลย"
"กูว่าหมอช่วยได้นะเพื่อน เป็นขนาดนี้ มึงสังเกตไหมว่าขอบตามึงเริ่มบวมๆดำๆแล้วนะเนี่ย ยิ่งหล่อน้อยกว่ากูเข้าไปใหญ่"
นั่นปากใช่ไหมที่พูด
ผมแกล้งดึงชามก๋วยเตี๋ยวคนที่นั่งอีกฝั่งยึดไว้เป็นการลงโทษ คนรู้ทันรีบจับชามยึดไว้แน่น แถมยังใช้หน้าสั่นๆจ้องมาที่ผม
"จะพูดอีกไหม"
"ไม่พูดๆ ไม่พูดแล้วเพื่อนรัก"
วืด
ผมปล่อยชามก๋วยเตี๋ยว อีกฝ่ายรีบดึงไปอย่างหวงแหน
"ยานอนหลับที่หมอให้มาเห็นว่าเห็นผลไว อันที่จริงกินไปไม่กี่วัน แต่คิดว่าไม่น่าจะกินต่อ เพราะว่าดูแล้วมันไม่ได้ผล หลับไวแต่ก็ตื่นตอนตีสามอยู่ดี"
"แล้วมึงบอกหมอไหมว่ามึงนอนละเมอ"
นอนละเมอ?
ผมมองหน้ายอดอย่างสงสัย ยอดพูดต่อเองอย่ารู้ใจ ไม่ได้เล่นแง่ให้ผมหัวเสีย
"ก็วันนั้นที่ไปออกรอบหาข้อมูลเขียนรายงานไง ที่มึงหลับในหน้าที่ครั้งแรก กูคิดว่าฟ้าจะผ่า ฮ่าๆ แถมมึงละเมอออกมาด้วย เอาแต่ถามว่า ใคร ใคร ไม่รู้ฝันเห็นสาวสวยที่ไหน"
ทำไมผมจำไม่เห็นได้
"จริงๆมีเรื่องที่ผมไม่ได้บอก ไม่รู้ทำไมทุกครั้งที่ตื่นมา เดี๋ยวก็จะได้กลิ่นหอมๆโชยเข้าจมูกตลอดเลย"
"หรือจะเป็นกลิ่นธูปหอมแบบในหนังผีใช่ไหม"
ดูหนังมากไปไหมเนี่ย
ยอดคาดเดาด้วยทักษะเชอร์ล็อคโฮมที่มีและลุกขึ้นเดินมานั่งเบียดผมข้างๆ ใช้นิ้วถ่างตาข้างขวาของผมจนเจ็บ มันนึกว่ามันเป็นหมอผี สัปเหร่อ หรือหมอสายตาถึงได้มาทำอะไรแบบนี้เนี่ย ผมแค่มาปรึกษาเรื่องนอนไม่หลับ แรกๆก็มีบ้างที่ผมคิดว่าปรึกษาถูกคนไหม แต่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใครเพราะไม่มีใครที่สนิทด้วยแล้ว
"พอแล้วน่า เจ็บ"
"ฮ่าๆ ยังมีลูกกะตาดำ แสดงว่าผียังไม่เข้า ไป…ไปหาอาจารย์กู"
"อาจารย์?"
…….
ตำหนักอาจารย์คง
"งมงาย กูไม่เอาแล้ว กูจะกลับ"
ผมทำเป็นหน้าเฉยทั้งที่ในใจพ่นลมหายใจปื้ดใหญ่ด้วยความเซ็ง ยอดรบเร้าผมอยู่พักใหญ่ ด้วยความสงสัยและใจอ่อนเลยเผลอตามมาจนถึงที่นี่ บ้านไม้ชั้นเดียว นอกเมืองสภาพเก่าๆโทรมๆ ที่ผมคิดว่าตัวเองกำลังเข้าบ้านผีสิงในสวนสนุก ยิ่งบรรยากาศช่วงสี่ห้าโมงเย็นยิ่งพาขนหัวลุก
"เดี๋ยวดิ นี่อาจารย์คงนะเว้ย ไม่ธรรมดา วิชาเสน่ห์นี่สาวรักสาวหลงเลยนะ"
"จะกลับพร้อมกันหรือแยก"
"ฮ่าๆ เพื่อนรัก ลองหน่อยไม่เสียหาย เรื่องที่วิทยาศาสตร์ช่วยไม่ได้ก็ต้องลองมาพึ่งทางไสยศาสตร์ดูนะเว้ย"
"เดี๋ยวดิ นี่อาจารย์คงนะเว้ย ไม่ธรรมดา วิชาเสน่ห์นี่สาวรักสาวหลงเลยนะ"
"จะกลับพร้อมกันหรือแยก"
"ฮ่าๆ เพื่อนรัก ลองหน่อยไม่เสียหาย เรื่องที่วิทยาศาสตร์ช่วยไม่ได้ก็ต้องลองมาพึ่งทางไสยศาสตร์ดูนะเว้ย"
ใบหน้ายิ้มแย้มแต่เก็บอารมณ์ขุ่นไว้ภายในของผมฉายชัดแบบเด็กอนุบาลยังมองออกเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรกับเพื่อนคนนี้ เอะอะเป็นเอาแต่ใจตลอด
"ฮ่าๆ เชื่อมืออาจารย์คงได้เลยเพื่อนรัก"
ใบหน้าภูมิอกภูมิใจที่ได้นำเสนอตำหนักร่างทรงอาจารย์ทำเสน่ห์ของมัน จะไม่ให้ผมหมั่นไส้ก็ดูจะยากไปหน่อย
เฮ้อ…ถูกอย่างที่คิด ผมน่าจะไปว่ายน้ำเล่นแทนที่จะมาที่นี่ มันก็ใช่ที่ผมไปโบราณสถานมาหลายแห่งแล้ว นี่เป็นบ้านไม้ที่ดูโบราณไม่เท่าที่เคยเห็นมา แต่กลับให้ความรู้สึกคิ้วกระตุกราวกับมีควันสีดำขับไล่สิ่งมีชีวิตแผ่ออกมาตลอดเวลา
ผมหันหลังเตรียมโบกมือลาอย่างไม่ต้องคิด แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นเมื่อยอดดึงกระเป๋ารั้งไว้จากด้านหลัง
"ปล่อยได้ไหม ยอด…ปล่อยเถอะ"
"ไอ้เพื่อนรัก อย่าเพิ่งไป ลองดูก่อนเถอะ"
"ไม่เอา"
"ทำไมไม่ปิดกระเป๋าอีกแล้วเนี่ย!"
"ปล่อยนะ"
ผมพยายามดึงกระเป๋ากลับมา ไม่สนใจคำดุ
"อยากหน้าโทรมต่อไปหรือไงเพื่อนรัก เหอะน่า พระเอกการันตี รับรองหลับสนิทยันเช้า"
ไม่สนๆๆ พอผมชั่งใจมองไปชั้นสองของบ้าน มันค่อนข้างจะ…ไม่ปลอดภัยมากๆ
ผมไม่เอาด้วยเด็ดขาด น่ากลัวเกินไปแล้ว
"ปล่อยยยยยยย"
"เอ๊ะ?"
ผมยืนยันที่จะกลับลูกเดียว จนสายตาเหลือบไปเห็นบางอย่างในกระเป๋า
"ขึ้นมาสิ"
!!
ในระหว่างที่ผมกำลังยื้อยุดอยู่กับยอดและตกใจกับสิ่งที่เห็น สายตาสดใสก็ต้องเบนไปทางบรรไดขึ้นบ้าน ร่ายกายของคนอายุรุ่นราวคราวเจ็ดสิบ หลังค่อมนิดๆ ยืนรออยู่ เจ้าของใบหน้าดุๆและมุมปากที่ตกลงตามวัยกำลังจ้องมาทางนี้
คุณยายยืนอยู่ตั้งแต่ตอนไหน
สุดท้ายผมก็โดนยอดลากขึ้นบ้านตามคุณยายไปอย่างขัดไม่ได้
…….
ผมงงมากว่าดอกไม้สีขาวเหลืองนี้มาอยู่ในกระเป๋าได้อย่างไร มันก็จริงที่เมื่ออาทิตย์ก่อนผมไปนอนหลับใต้ต้นลีลาวดี แต่มันก็ไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ ต้องเรียกว่าไม่น่าเป็นไปได้ เพราะว่านี่มันยังดูสดใหม่อยู่เลยนี่สิ กลีบดอกไม่มีรอยช้ำปรากฏสักนิด
จะว่าไป ได้กลิ่นหอมๆตั้งแต่ครั้งแรกที่ตื่นกลางดึกวันนั้นเลย แถมวันนั้นก็เป็นวันเดียวกับที่ผมไปหลับนอกสถานที่ด้วย ดอกไม้นี่คงไม่ได้ปล่อยฟีโรโมนออกมาใช่ไหม
เดี๋ยวนะ มันจะปล่อยกลิ่นออกมาทุกวันเฉพาะตอนตีสามโดยที่ผมหาไม่เจอมาก่อนได้อย่างไร ก็ดอกไม้นี้ยังสดใหม่อยู่เลย
ฟึ่บๆ
ยอดที่นั่งข้างๆเอาแขนมากระทบแขนผม
"ฮ่าๆๆไม่ต้องเกร็งนะไอ้เพื่อนรัก มากับกูซะอย่าง ไหว้อาจารย์สิ มัวเหม่ออะไรอยู่ได้ เดี๋ยวพลาดของดีนะเว้ย"
ผมหันไปมองผู้สูงอายุในชุดไทยโจงกระเบนที่หลับตาทำสมาธินั่งชันเข่าอยู่บนอาสนะ ก่อนจะยกมือไหว้อย่างเสียไม่ได้
เอาเถอะ คิดมากไปก็เท่านั้น เอาดอกไม้ไปทิ้งก็จบแล้ว
"จะจบแน่หรือ"
!
จู่ๆคุณยายก็ลืมตาขึ้น พร้อมกับเอ่ยพูดเสียงเย็นราวกับรู้ทันความคิดผม สายตาที่มองมาราวกับรู้เห็นทุกสิ่งอย่าง ผมไม่ทันได้ถามอะไรออกไปห่อผ้าสีน้ำตาลก็ถูกเคลื่อนมาตรงหน้า
"เอานี่ไป จะจบยังไงก็ขึ้นอยู่กับเจ้า"
"ฮ่าๆๆ ดวงเอ็งมันดีจริงๆไอ้เพื่อนรัก มาถึงก็ได้ของดีเลย รีบรับสิวะ"
ผมไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่ยื่นมือไปรับของไว้ตามมารยาท เพราะเห็นว่าเป็นของจากผู้หลักผู้ใหญ่ คิดว่าคงไม่มีอะไรมาก ดูแล้วก็ไม่ใช่ของราคาแพงอะไรด้วย หนำซ้ำผ้าที่ห่อมาก็ดูเป็นผ้าเก่าๆผืนหนึ่ง ดีที่ผมใช้ของมือสองเป็นประจำจนไม่ถือเรื่องพวกนี้
"ขอบคุณครับ"
"อะไรจะเกิด เอาช้างไปฉุด…มันก็ต้องเกิด"
…….
ผมกลับมาที่ห้องตัวเอง เอาดอกไม้ไปทิ้งเรียบร้อย ส่วนห่อผ้าสีน้ำตาลที่คุณยายให้มา ก็ถูกจับวางอย่างไม่ยีหระบนโต๊ะหนังสือ คืนนี้คงไม่มีอะไรทำให้ผมตื่นขึ้นมาทั้งนั้น
ผมอาบน้ำ กินข้าว แปรงฟันใช้ชีวิตตามกิจวัตรปกติ จนกระทั่งเมื่อนาฬิกาตีบอกเวลาประมาณสองทุ่มกว่าๆ
ยานอนหลับตัวแรงที่ผมเทออกมาจากซองสี่เหลี่ยมสีน้ำตาล ถูกเอาเข้าปากทีเดียว 2 เม็ด
คืนนี้รับรองหลับเป็นตาย.
[ตีสาม]
ตาย ตายจริงๆ ตายแน่ๆ ผมนี่แหละตาย
ผมตื่นขึ้นมาตอนตีสามอีกแล้ว แถมยังได้กลิ่นนั้นโชยมาเหมือนทุกวัน
ขาเรียวเดินไปเปิดกระเป๋าเป้เช็คดูให้แน่ใจ
"ก็ทิ้งไปแล้วนี่"
ไม่มีดอกไม้แล้วจริงๆ ในกระเป๋าก็ไม่มีอะไรที่ดูจะส่งกลิ่นได้อีก ไม่รู้ว่ากลิ่นมาจากไหน
ผมหันซ้ายหันขวาเพื่อดูที่มาของกลิ่น แต่แล้วความเข้าตาจนก็ทำให้ผมเดินไปหยิบห่อปริศนามาเปิดดูบนเตียง
"นี่มันอะไรเนี่ย"
ดูเหมือนสิ่งที่คุณยายให้มาจะเป็นกระถางกำยานที่ทำจากดินเผาเก่าๆอันนึง ด้วยความขี้เกียจคิดเยอะถึงเหตุและผลของมันก็เลยแค่จุดแล้ววางไว้ข้างหัวเตียง
กลิ่นและควันของกำยานให้ความรู้สึกอบอุ่น ผมเอนกายลงบนฟูกห่มผ้าแล้วเตรียมพักผ่อนอีกครั้ง
ตั้งแต่ที่ผมเริ่มตื่นกลางดึก ผมก็ไม่เคยนอนหลับต่อได้อีกเลย แต่ดูเหมือนคุณยายจะช่วยให้ผมสมหวังแล้ว
ผมค่อยๆไหลไปตามห้วงนิทรา คล้อยไปกับความว่างเปล่า
……
ผู้ชายคนนี้เป็นใคร? ที่นี่ที่ไหน?
เอ้กอีเอ้กเอ้ก
เสียงไก่ขันแปลกหูปลุกผมตื่นจากห้วงนิทราอีกครั้ง
ถ้านี่คือความฝัน...แล้วทำไมผมถึงรับรู้สัมผัสอ้อมกอดของผู้ชายคนนี้ได้ล่ะ!
ห้องที่ไม่คุ้นเคยตกแต่งสไตล์ไทยโบราณ เตียงและข้าวของเครื่องใช้ส่วนใหญ่ทำจากไม้หรือไม่ก็หินอ่อน ทุกมุมสะอาดตา ที่เอวมีสัมผัสหนักๆพาดอยู่ หน้าอกหนาสีขาวเหลืองที่กระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่ตรงหน้า
พอเงยหน้าขึ้นไป ก็พบใบหน้าคมแบบชายไทยโบราณ ปลายผมดำสนิทที่ตกลงมาขับกรอบหน้าของคนหลับตาพริ้มให้เด่นชัด สง่าราศียามแสงแดดอรุณรุ่งลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาตกกระทบผิวราวกับเขาเป็นเทวดาในความฝัน
สัมผัสอุ่นๆและกลิ่นกายที่ไม่คุ้นเคยตีเข้ากับโสตประสาทของผมบ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์
!!!
ฟิ้ว~
สายลมเย็นที่พัดเข้ามายามเช้าปะทะผิวกายจนทำให้สั่นเล็กน้อย
แล้วเสื้อผ้าผมล่ะ!