หลายวันต่อมา โม่หนิงหลงไปพบปะกับสหายที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง หลังจากสนทนาดื่มสุรากันอยู่นานโม่หนิงหลงก็ขอตัวกลับ แต่เขาก็ได้พบกับสหายอีกอีกคนหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นสหายสนิทของเขาผู้หนึ่ง
เซียวเล่ย
“อาเล่ย เจ้าก็มาเที่ยวหรือ”
เซียวเล่ยพยักหน้า
“เจ้าจะกลับแล้วหรือ”
“อืม กำลังจะกลับแล้ว”
“เจ้าอย่าเพิ่งไปไหน ช่วยข้าสักครั้งเถิด”
“เรื่องอันใด คุณชายเซียวเช่นเจ้าจึงต้องเอ่ยปากขอร้องข้า”
“ข้าขอยืมเงินหน่อย”
โม่หนิงหลง
“...”
เพียงเซียวเล่ยเห็นหน้าโม่หนิงหลงเขาก็ออกปากขอยืมเงินจากโม่หนิงหลงทันใด
“ข้าคงฟังไม่ผิดใช่หรือไม่ เจ้ากำลังขอยืมเงินจากข้า”
“ใช่ โชคดีที่เจอเจ้าข้ากำลังเข้าตาจนและเรื่องนี้ก็ให้ที่บ้านรู้ไม่ได้เด็ดขาด หากท่านพ่อรู้ข้าตายแน่ ๆ”
บิดาของคุณชายเซียวเล่ยคือเจ้ากรมการคลังที่อยู่ในวังหลวง ส่วนมารดาของเขาเองมีกิจการที่ลั่วหยาง
ลั่วหยางกับเมืองหลวงห่างกันหนึ่งร้อยลี้นับว่าใช้เวลาเดินทางไม่นาน เซียวเล่ยจึงมักจะติดตามมารดามาที่นี่ตั้งแต่ยังเด็กและคุ้นเคยกับบุตรชายเจ้าเมืองอย่างโม่หนิงหลงมาตั้งแต่เด็ก
แน่นอนว่าย่อมเป็นผู้ที่มีฐานะทว่าคุณชายผู้นี้กลับเที่ยวยืมเงินคนคงมีเรื่องเดือดร้อนที่ไม่อาจเอ่ยปากบอกที่บ้านได้เช่นนี้เขากำลังทำความผิดอันใด
“อาเล่ย ช่วงนี้เจ้าทำตัวลึกลับวุ่นวาย กระทั่งสหายเช่นข้าก็ยังบ่ายเบี่ยงมาพบวันนี้ได้เจอกันโดยบังเอิญก็เอ่ยปากขอยืมเงิน ตกลงแล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้นมากันแน่ หรือว่าเจ้าถูกผู้ใดข่มขู่”
เซียวเล่ยรีบส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มเก้อ ๆ
“ไม่ได้ถูกผู้ใดข่มขู่ เพียงแต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไร หรือว่าเจ้าไปเล่นพนันจนหมดตัวและยังติดหนี้พนันอีก ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าข้าจะไม่ช่วยเรื่องนี้อีก”
เซียวเล่ยส่ายหน้ารีบยกมือขึ้นสาบาน
“ข้าสาบานว่าข้าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการพนัน ตั้งแต่ถูกท่านพ่อโบยครานั้นข้าก็ไม่กล้าอีก”
“ชนไก่หรือ”
“ไม่ได้ไปนานแล้ว ท่านพ่อสั่งที่บ่อนไก่ว่าหากเห็นหน้าข้าให้ไล่ทันที”
“หรือว่าเรื่องผู้หญิง เจ้าอยากได้นางโลมคนใดอีกจึงต้องทุ่มเงินทอง”
เซียวเล่ยยิ้มแฉ่ง
“เรื่องสตรีน่ะใช่ แต่ครานี้ไม่ใช่นางโลมข้าจริงใจกับนาง”
โม่หนิงหลงขมวดคิ้ว เซียวเล่ยสหายของเขาผู้นี้นับว่าเป็นจอมเสเพลประจำเมืองลั่วหยาง เขาไม่ชอบเรียนหนังสือมาตั้งแต่เด็กมีนิสัยชอบต่อยตีและชื่นชอบการใช้วรยุทธ์จึงทำให้บิดาที่เคยสอบตำแหน่งเจี้ยนหงวนอันดับหนึ่งได้ถึงกับกุมขมับ
“เจ้าบอกข้ามาไม่ใช่นางโลมแล้วสตรีใดจึงต้องใช้เงินมากมายเพื่อซื้อใจนาง”
เขากระซิบแผ่วเบาเกรงว่าคนอื่นจะรู้เรื่องที่ตนเองกำลังทำ
โม่หนิงหลงได้ยินดังนั้นถึงกับขมวดคิ้ว
“ว่าอย่างไรนะ เจ้ายืมเงินข้าเพื่อไปข้าวเลี้ยงสตรีหรือ”
เซียวเล่ยพยักหน้า
“อืม ข้าไม่คิดว่านางจะพาคนมาเยอะเพียงนี้ เจ้าเองก็รู้ว่าบิดาข้าเป็นเจ้ากรมคลัง เขาค่อนข้างเข้มงวดกับเบี้ยหวัดรายเดือนของข้า ได้รับมาแล้วไม่อาจขอเพิ่มได้อีก แต่เงินเดือนเดือนหน้าของข้า ข้ายกให้เจ้าทั้งหมด”
โม่หนิงหลงส่ายศีรษะสีหน้าระอาใจยิ่ง
“ไยไม่รู้จักประมาณตน คิดเลี้ยงสตรีต้องดูเงินในกระเป๋า และนางผู้นั้นเป็นคนเช่นไรจึงได้กินอะไรเยอะแยะเพียงนั้นจนถึงขั้นทำให้คุณชายผู้ร่ำรวยเช่นเจ้าไม่มีเงินจ่ายได้”
“เอาเหอะน่า ข้าขอร้องเจ้าวันนี้ไม่อาจขายหน้าได้ ข้ารู้ว่าเจ้ามีเงินเหลือใช้เพียงใด เงินเพียงเท่านี้เจ้าย่อมมีแน่ เอามาให้ข้าก่อนสัญญาว่าจะรีบชดใช้คืน”
“เท่าไหร่”
“ห้าร้อยตำลึง”
ลู่หนิงหวังถึงกับขมวดคิ้ว เขาเป็นซื่อจื่อแห่งจวนอ๋องบิดาเป็นเจ้าเมืองลั่วหยาง ฐานะทางบ้านย่อมไม่ธรรมดา ห้าร้อยตำลึงเป็นเงินไม่มากสำหรับเขา แต่ก็เป็นจำนวนไม่น้อยชาวบ้านธรรมดาสามารถใช้ดำรงชีวิตไปได้หลายปี
“สตรีใดจึงได้ขูดเลือดขูดเนื้อเจ้าเช่นนี้ ห้าร้อยตำลึงนี่มิใช่ว่าเหมาภัตตาคารแห่งนี้เลยหรือ นางมีกี่กระเพาะกันจึงได้กินล้างกินผลาญเช่นนี้”
เซียวเล่ยรีบส่ายหน้า
“ไม่ใช่เช่นนั้น พอดีว่านางพาคนมาเยอะและก็สั่งแต่ของที่ดีทีสุดราคาแพงที่สุด ค่าใช้จ่ายก็เลยมากเพียงนี้”
โม่หนิงหลงไม่พอใจแล้ว อย่างไรเขาก็อยากให้เซียวเล่ยได้พบสตรีที่ดีมิใช่สตรีที่ล้างผลาญคนและไม่เห็นใจผู้อื่นเช่นนี้
“เป็นสตรีใดกันถึงทำเช่นนี้ เจ้าเองก็หน้าใหญ่ใจโตระวังเอาไว้ให้ดี คุณหนูในห้องหอผู้ใดคิดจะทำเช่นนี้บ้าง เห็นได้ชัดว่านางมิได้รับการสั่งสอนที่ดีงาม สตรีเช่นนี้เจ้าชอบลงไปได้อย่างไร อาหารเจ้าไม่เลือกกินได้แต่สตรีเจ้าก็เลือกเสียหน่อย มิใช่ว่าจะคว้าเอาผู้ใดก็ได้มาทำให้ตนเองเดือดร้อนเช่นนี้”
เซียวเล่ยถอนหายใจยาว
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว จริง ๆ นางเป็นคนดีข้าเองที่ตามตื้อนาง ข้ารู้ว่านางคิดจะแกล้งข้าแต่ข้าก็อยากแสดงความจริงใจว่าข้ามีเงินมากพอที่สามารถเลี้ยงดูนางได้ หากไม่แสดงความจริงใจในคราแรกต่อไปก็คงหมดโอกาสแล้ว นางมิใช่คนธรรมดา เป็นรักแรกพบของข้า งดงามยิ่งนักข้าชอบนางจริง ๆ เอาใจนางด้วยเรื่องนี้เล็กน้อยยิ่ง”
โม่หนิงหลงเห็นว่าสหายเซียวของเขาคงตกอยู่ในบ่วงรักจนทำให้ตาบอดแล้วยิ่งต้องเตือนสติให้มากขึ้น
“นางเป็นผู้ใดกันจึงได้ทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้ อีกอย่างมีผู้ใดบ้างพิสูจน์หัวใจด้วยการทุ่มเทเงินทองเลี้ยงสตรี เจ้ามันโง่เขลานักเจ้าถูกนางหลอกแล้ว นางไม่ได้หวังหัวใจแต่คงหวังเงินทองจากเจ้าอย่าโง่นักเลย”
“ข้าไม่ได้ถูกหลอก ข้าเต็มใจ นางร่ำรวยกว่าข้านักจะมาหลอกข้าเอาสิ่งใด สหายรักเจ้าเอาเงินมาให้ข้ายืมก่อนเถิด วันนี้อย่าให้ข้าเสียหน้าเลย”
“ไม่ จนกว่าเจ้าจะบอกว่าเป็นผู้ใด”
เซียวเล่ยจนหนทางจึงได้เอ่ยว่า
“นางคือฉางเจียอีคุณหนูรองของพ่อค้าสกุลฉาง”
โม่หนิงหลงไม่เคยเห็นใบหน้าของสตรีนางนี้ แต่ชื่อเสียงความหน้าเลือดของพ่อค้าฉางนั้นเขาได้ยินมาไม่น้อย เขาจึงแค่นเสียงเอ่ยว่า
“บิดาว่าหน้าเลือด บุตรสาวคงไม่ต่างกัน ทางที่ดีเจ้าถอยห่างนางจะดีกว่า สตรีที่ดีไม่มีผู้ใดประพฤติชั่วร้ายเช่นนางเพียงเจอกันคราแรกก็ผลาญเจ้าจนหมดตัว คนเช่นนี้ไม่เหมาะสมกับเจ้าปล่อยนางไปเถิด”
“นางไม่ใช่คนเช่นนั้นเชื่อข้าเถิด นางเป็นคนดีที่ข้าไม่เคยพบมาก่อน”
“บิดาเป็นอย่างไร บุตรสาวย่อมเป็นเช่นนั้น ดูจากวันนี้ที่นางพาคนมามากมายจนเจ้าเลี้ยงไม่ไหวก็ดูออกแล้วว่านางหมายจะข่มเหงคนเพียงใด เจ้ายังมาเข้าข้างนางอีก”
“ไม่ใช่ความผิดนาง เป็นข้าที่เสนอนางเอง”
“แต่คนเราควรมีมารยาท ไม่ใช่คิดจะทำอะไรก็ได้ อีกอย่างนางเป็นเพียงบุตรสาวพ่อค้า ชื่อเสียงของบิดานางก็ย่ำแย่เพียงนั้น ไยเจ้าจึงได้ปักใจในตัวนางนัก คุณชายเช่นเจ้าจะหาสตรีที่ดีกว่านี้ก็ย่อมได้”
“นางดีที่สุดแล้ว”
“ถูกปีศาจบังตาหรืออย่างไร จึงเห็นว่าบุตรสาวของพ่อค้าขูดเลือดผู้นั้นดี”
“หึ อย่างน้อยนางก็ร่ำรวยข้าเป็นบุตรชายคนที่สี่ของสกุลเซียว สมองของข้าก็ไม่ปราดเปรื่องเหมือนพี่น้องคนอื่นท่านพ่อไม่เคยเห็นในสายตา หากได้ภรรยามีฐานะมั่นคงสักคนข้าก็คิดว่าชาตินี้คงอยู่สบายแล้ว”
โม่หนิงหลงถอนหายใจยาว
“บุรุษอกสามศอกไม่ควรหวังพึ่งภรรยา เจ้าไยคิดลดเกียรติตนเองลงไปเช่นนั้น”
“เจ้าเป็นถึงซื่อจื่อบุตรชายคนโปรดของท่านอ๋องอยากได้สิ่งใดก็ไม่ต้องแช่งชิงกับผู้ใดจะไปเข้าใจอันใด เอาน่า... เจ้าให้ข้ายืมสักครั้งเถิดนะ ข้าจะไม่ลืมบุญคุณเลยพวกเราเป็นสหายกันมาตั้งแต่เด็กเลยจำได้หรือไม่”
ด้านฉางเจียอี นางเองก็ออกมาเข้าห้องน้ำเช่นกัน ห้องน้ำชายหญิงเดิมแยกกันคนละฝั่งทว่าก็มาบรรจบกันตรงกลาง ฉางเจียอีจึงบังเอิญได้ยินคนนินทานางเต็มสองรูหู
บุรุษผู้นั้นนางย่อมจำเขาได้ชัดเจน คนที่ทำให้ม้าของนางตื่นตระหนกและไม่รับผิดชอบการกระทำของตนเองวันนั้น
วันนี้ยังมาที่นี่ทั้งยังลอบนินทานางและบิดาอย่างน่ารังเกียจ
ให้ตายเถิดนางแค่พาคนมากินเลี้ยง เป็นคุณชายเซียวผู้นั้นที่ตามมาตอแยนางไม่หยุด ยังโอ้อวดว่าบ้านตนเองร่ำรวยบอกจะเลี้ยงอาหารนาง ให้นางพาคนได้ไม่จำกัดนางจึงพาบ่าวไพร่เกือบจะทั้งจวนมากินอาหารของเขาก็เท่านั้น
ในเมื่อคุณชายเซียวเสนอ นางก็แค่สนอง หวังสั่งสอนคนให้เข็ดหลาบอย่าได้โอ้อวดตนเช่นนี้อีก ไม่คาดว่าสุดท้ายตนเองจะถูกคนผู้หนึ่งกล่าวหาว่าเป็นสตรีที่มีความประพฤติชั่วร้าย
ข่มเหงกันทางคำพูดเกินไปแล้ว!
สองมือกำหมัดแน่น คิดว่าจะออกไปจัดการบุรุษขี้นินทาสองคนที่กล่าวหานางและบิดาทว่านางกลับฉุกคิดอะไรได้ก่อน
คนผู้นั้นบอกว่ากำลังจะกลับหรือ
ยามนี้นางอยู่ชั้นสอง หากเขากำลังจะกลับเช่นนั้นก็ต้องเดินผ่านตรงนี้ หึ เข้าทางนางแล้ว
ด้วยความสงสารเซียวเล่ยที่ใช้วาจาขอร้องไม่หยุดแม้ไม่อยากให้ยืมเงินด้วยเรื่องไร้สาระนี้แต่ในที่สุดโม่หนิงหลงก็ยินยอมให้ยืมเงินจำนวนนั้นแต่โดยดี
“ต่อไปอย่าให้มีเรื่องเช่นนี้อีก ข้าไม่ได้ตระหนี่กับสหายแต่เจ้าสมควรทำเรื่องที่สมควรได้แล้ว จะมัวทำตัวเสเพลเช่นนี้ไม่ได้”
“หมายความว่าเจ้าให้ข้ายืมหรือ”
“ข้าจะบอกเถ้าแก่ว่าให้ลงบัญชีจวนอ๋อง ให้พวกเขาไปเก็บที่นั่นก็แล้วกัน แต่ข้าหวังดีกับเจ้าอย่ายุ่งกับนางอีกเลยดีกว่า อย่าหาเรื่องเดือดร้อนให้ตนเองอีก”
เซียวเล่ยก้มหน้าแต่ไม่รับคำ เขาชอบฉางเจียอีเพียงนั้นเขาย่อมไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ
ฉางเจียอีกำมือแน่นโกรธจนแทบควันออกหู
“ข้าจะทำให้เจ้าสำนึกที่มาว่าร้ายข้า”
ฉางเจียอีวางแผนการอย่างรวดเร็วโดยที่โม่หนิงหลงไม่รู้เลยว่าบัดนี้มีสตรีเจ้าคิดเจ้าแค้นนางหนึ่งกำลังรอเล่นงานเขาอยู่
ครู่ต่อมาโม่หนิงหลงเดินลงมาจากชั้นสอง ระหว่างที่ลงจากบันไดนั้น จู่ ๆ ก็มีน้ำแกงร้อนสีเหลืองทองสาดลงมาโดยไม่ทันระวังตัว
ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกตัวรวดเร็วนักทว่าเพราะเป็นสายน้ำเขาจึงไม่อาจหลบได้พ้น โม่หนิงหลงถูกราดไปด้วยน้ำแกงทั้งตัว คนในภัตตาคารล้วนหันมามองแล้วอุทานด้วยความตกใจ
ฉางเจียอีหัวเราะในใจ ก่อนจะเร้นกายหายไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว คิดว่าสมน้ำหน้าคุณชายปากร้ายขี้นินทาไร้ความรับผิดชอบคนนั้นแล้ว นางเดินหนีมาอย่างสบายใจคาดไม่ถึงว่าตนเองจะถูกดักหน้าเอาไว้ด้วยคนผู้หนึ่ง
บุรุษใบหน้าหล่อเหลา เรือนกายสูงโปร่ง ที่สวมอาภรณ์สีขาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำแกงสีเหลืองทองที่นางสาดเข้าไปเต็ม ๆ
อา...เขารวดเร็วยิ่งนัก
ถึงจะตกใจที่เขามาดักหน้า แต่นางก็ไม่หวั่นเกรง นางแสร้งทำเป็นตีหน้าซื่อเมินเขาแม้ว่าในใจจะขบขันกับสภาพของเขาในยามนี้เพียงใดก็ตาม
นางพยายามเดินเลี่ยงไปทางอื่น แต่กลับถูกเขาขวางเอาไว้เช่นเคย นางหลบไปซ้ายเขาก็ดักซ้าย นางหลบไปขวาเขาก็ดักขวา
ฉางเจียอีกอดอก แสร้งทำเป็นไม่รู้จักเขาเอ่ยเสียงขรึม
“อ๊ะ ท่านมาขวางทางข้าทำไม ข้าไม่รู้จักท่าน ถอยไป”
“ทำความผิดยังคิดหนี เจ้าเป็นสตรีร้ายกาจไร้ความรับผิดชอบจริง ๆ สินะ จึงได้คิดเล่นงานคนลับหลังโดยไร้สาเหตุเช่นนี้”
“ข้าหรือ ข้าทำความผิดอันใด มีหลักฐานหรือไม่ อ๊ะ ดูท่านสิ ทำไมสภาพเป็นเช่นนี้ ไปวิ่งฝ่าฝนน้ำแกงมาหรือ ดูหน้าท่านสิ ดูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย”
นางแสร้งทำสีหน้าตกใจ แววตาฉายแววสะใจอยู่ไม่น้อย เขาจ้องนางเขม็งเหมือนจะสังหารนางให้ตายตรงนี้แต่ฉางเจียอีไม่หวาดกลัว
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด”
หลังจากที่เขาถูกราดด้วยน้ำแกง เขาเห็นอาภรณ์สีฟ้าสดใสของนางอย่างชัดเจนแม้จะไม่เห็นหน้าเขาก็ตามรอยเท้าของนางมาได้อย่างรวดเร็วกระทั่งได้พบว่าเป็นสตรีที่เขาเคยมีเรื่องราวกับนางเมื่อวันก่อน
สตรีนางนี้เจ้าคิดเจ้าแค้นยิ่งนัก
“ผู้ใดทำท่านเกี่ยวอันใดกับข้า”
นางยังปากแข็ง เขาจึงจับมือของนางแล้วชูขึ้น จากนั้นก็ก้มลงดม ฉางเจียอีโกรธจัดจู่ ๆ ก็ถูกเขาล่วงเกินเช่นนี้
“ท่านทำอะไร ปล่อยข้านะ”
เขายังกำข้อมือนางแน่น ดวงตาแดงฉาน
“มือของเจ้าเต็มไปด้วยคราบน้ำแกง ยังมีกลิ่นน้ำแกงติดมือ ข้าเห็นว่าคนร้ายที่เล่นงานข้าสวมอาภรณ์สีฟ้ากับตา รอยรองเท้าของเจ้าที่เหยียบน้ำแกงที่หกเลอะพื้นอีก ยังจะมีสิ่งใดแก้ตัว”
“แกงนี่ใครเป็นของขึ้นชื่อของภัตตาคารแห่งนี้ ใคร ๆ ก็สั่งได้ คงมีใครสักคนรังเกียจท่านจนอยากเอาน้ำแกงราด ท่านไปหาคนร้ายสิ จะมาใส่ความข้าทำไม”
“เจ้าคงเคียดแค้นข้าในวันนั้นที่ได้เจอ ทั้ง ๆ ที่ตนเองเป็นคนผิดแท้ ๆ”
โม่หนิงหลงคิดว่าสาเหตุมาจากวันแรกที่เจอกัน โดยที่เขาไม่รู้เลยว่านางคือคนที่เซียวเล่ยต้องเสียเงินเสียทองให้นาง
“ไปที่อำเภอกับข้า ข้าจะจับคนร้ายเช่นท่านเข้ากรงขัง หลักฐานนั้นไม่ต้องกลัว ข้าโม่หนิงหลงไม่จับคนส่งเดช”
ก่อนที่จะมาดักนางตรงนี้เขาได้สั่งให้คนของเขาจัดการเก็บหลักฐานเรียบร้อยแล้ว
ฉางเจียอีร้องตะโกนสุดเสียง
“นี่ปล่อยนะ ปล่อย คนบ้า ปล่อยข้านะ”
นางดิ้นรนขัดขืน แต่โม่หนิงหลงกลับไม่ยอมปล่อย เขารวบร่างนางเอาไว้แล้วแบกนางขึ้นบ่า จากนั้นจึงพาคนร้ายเหินออกจากทางหน้าต่างตรงไปว่าการนายอำเภอทันใด
นายอำเภอย่อมรู้จักคนทั้งสองเป็นอย่างดี คนหนึ่งคือซื่อจื่อแห่งจวนซวินอ๋อง บิดาเป็นเจ้าเมืองลั่วหยางและแน่นอนว่าคนที่มีอำนาจในลั่วหยางจริง ๆ ก็คือโม่หนิงหลงผู้นี้
ส่วนอีกคนหนึ่งคือบุตรสาวของพ่อค้าใหญ่ฉางผู้ร่ำรวยที่ทำการค้าและปล่อยเงินกู้ ซึ่งแน่นอนว่านายอำเภอก็คือหนึ่งในลูกหนี้ของพ่อค้าใหญ่ฉางนั่นเอง
ยามนี้นายอำเภอจึงได้รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อโม่หนิงหลงแบกร่างเล็กของฉางเจียอีมาให้เขาตัดสินความผิด
“หลักฐานพยานพร้อม ให้ท่านนายอำเภอไปสืบความได้ที่ภัตตาคาร ข้าให้คนของข้ากันที่เกิดเหตุเอาไว้ไม่ให้ผู้ใดมายุ่งแล้ว”
ท่าทางของนายอำเภอที่อ่อนน้อมต่อหน้านางผู้นี้ทำให้โม่หนิงหลงขมวดคิ้ว
“ท่านรู้จักนางหรือ”
นายอำเภอรีบพยักหน้า
“ย่อมรู้จักขอรับ นางคือคุณหนูรองฉาง ฉางเจียอีบุตรสาวคนรองของพ่อค้าฉางขอรับ”
โม่หนิงหลงเองเพิ่งรู้ว่าที่จริงนางคือผู้ใด คนที่ทำให้ผู้คนที่ไปไหว้พระเดือดร้อน และคนที่ทำให้เซียวเล่ยเดือดร้อนก็คือนางนี่เอง
“ที่แท้ก็เป็นเจ้าหรือ งานถนัดของเจ้าก็คือการทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนสินะ สมควรถูกลงโทษนัก”
ฉางเจียอีกอดอกจ้องเขาเขม็ง
“ท่านนายอำเภอ ท่านก็รู้จักเขาหรือ”
นายอำเภอปาดเหงื่อ เพิ่งผ่านปีใหม่มาแท้ ๆ ไยเขาจึงโชคร้ายเช่นนี้
“ขอรับ นี่คือโม่ซื่อจื่อ บุตรชายโม่อ๋องเจ้าเมืองลั่วหยางขอรับ”
ฉางเจียอีถึงกับอ้าปากค้างก่อนจะหัวเราะเย็นชา
“ที่แท้ก็คนมีอำนาจสินะ จึงได้ใช้อำนาจข่มเหงชาวบ้านตาดำ ๆ เช่นข้า โม่หนิงหลงข้าไม่กลัวท่าน ท่านฟ้องร้องข้า ข้าก็จะฟ้องร้องท่าน”
โม่หนิงหลงไม่เคยพบสตรีที่เถียงคำต่อคำเช่นนี้มาก่อน ในใจจึงรู้สึกสนุกอยู่ไม่น้อย
“ฉางเจียอีเจ้าพูดมา ข้ามีความผิดใด”
ฉางเจียอีส่งเสียง หึ ในลำคอ แล้วเอ่ยว่า
“สุภาพชนไม่ควรนินทาสตรีลับหลัง ความผิดนี้ข้าได้ยินเต็มสองหูท่านก็สมควรได้รับโทษถูกคุมขัง นายอำเภอเขานินทาข้ากับท่านพ่อของข้าลับหลัง ก่อนหน้านั้นยังวิ่งม้าด้วยความเร็วบนท้องถนนทำให้ผู้อื่นตื่นตระหนก จับเขาเข้าคุกเลย”
โม่หนิงหลงตอบน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้าเพียงแต่พูดตามความจริง พ่อค้าใหญ่สกุลฉางหน้าเนื้อใจเสือ ทำการค้ากดดันคน ปล่อยเงินกู้เก็บดอกเบี้ยเกินความจำเป็นข้ากล่าวผิดตรงไหน ส่วนเรื่องวันนั้นก็เป็นเจ้าที่ไม่ดูตาม้าตาเรือและไร้ฝีมือยังกล้าไปขี่ม้ากลางถนนอีก ข้าไม่จับเจ้าเข้าคุกก็นับว่าเมตตาแล้ว”
“หึ ท่านจะบอกว่าท่านไม่ผิดเช่นนั้นหรือทั้ง ๆ ที่ต้นเหตุคือท่านทั้งหมด ท่านมันก็แค่บุรุษปากมากยิ่งกว่าสตรี เช่นนั้นไม่เอาเสื้อผ้าสตรีมาสวมเลยเล่า”
สีหน้าโม่หนิงหลงจากราบเรียบกลายเป็นแดงก่ำ
“นี่เจ้า อย่ามาเฉไฉ เจ้าทำความผิดคิดเล่นงานคนอื่น ถึงขั้นเทน้ำแกงราดหัวของข้าเช่นนี้จะคิดใช้วาจาหลีกเลี่ยงหลบหนีหรือ”
เมื่อถูกไล่บี้เช่นนั้นฉางเจียอีเองก็ไม่เกรงกลัว นางพอรู้กฎหมายมาบ้างนางจึงเอ่ยว่า
“กฎหมายว่ากันด้วยเจตนา ข้าไม่ได้ตั้งใจทำน้ำแกงหก แต่มันดันหล่นมือ แล้วความผิดเรื่องนินทาคนลับหลังของท่าน ท่านจะเฉไฉหรืออย่างไร”
“หึ ไม่ได้เจตนาแต่คุณหนูเช่นเจ้าจะบอกว่ายืนถือชามน้ำแกงอยู่นอกห้องและบังเอิญทำร่วงใส่ศีรษะของข้าเช่นนั้นหรือ พิรุธมากเพียงนี้คงตบตาผู้อื่นได้หรอก”
เขาจ้องนาง นางจ้องเขาไม่ลดละเห็นได้ชัดว่าไม่มีผู้ใดยอมใคร
“ข้าอยากจะถือถ้วยน้ำแกงยืนที่ไหนล้วนไม่เกี่ยวกับท่าน”
“อ้อ ไม่เกี่ยวกับข้าหรือ ดูเหมือนว่าบัดนี้จะเกี่ยวกับข้าโดยตรงแล้ว”
เขาชี้ไปที่ศีรษะที่ยังเปียกไปด้วยน้ำแกง และยังมีอาภรณ์ที่เลอะเทอะของเขาอีก จากนั้นเขาก็หันไปสบสายตากดดันท่านนายอำเภอ
นายอำเภอเอ่ยว่า
“ซื่อจื่อเช่นนี้ดีหรือไม่ นางทำผิดก็ให้ชดใช้ค่าเสียหาย”
จากนั้นก็หันไปขอร้องฉางเจียอี
“คุณหนูยอมชดใช้ก็แล้วกันไปเถิดขอรับ”
โม่หนิงหลงไม่สนใจสักนิด
“ข้าไม่รับเงินของนาง ให้นางเข้าคุกสักวันสองวันชดใช้ความผิด”
นายอำเภอถึงกับปาดเหงื่อ ตั้งแต่คนสองคนเข้ามาในที่ว่าการแห่งนี้เขาได้แต่ยืนหน้าซีด ยกมือห้ามทัพเกรงคนทั้งสองจะลงมือลงไม้กัน
แม้จะรู้ว่าเขาคือบุตรเจ้าเมือง สตรีผู้นี้กลับไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย