ซงยุ่นยุ่นแต่งงานแล้ว เจ้าบ่าวกลับไม่ได้ปรากฏตัวเลย
ชุดเครื่องนอนสีแดง ตัวอักษรอวยพรที่อยู่บนฝาผนัง สีที่โดดเด่นสะดุดตาเหมือนกับกำลังตบหน้าของเธอทีละฉาด
ความอัปยศอดสู! ไม่พอใจ!
แต่แล้วจะทำยังไงได้
ตั้งแต่เกิดมาชีวิตของเธอก็ล้วนแต่อยู่ในกำมือของคนอื่นมาโดยตลอด รวมถึงการแต่งงานนี้ด้วย
ที่เธอแต่งงานเข้ามาในตระกูลเจียง ก็เป็นเพราะความโลภของพ่อ
ปู่ของเธอเคยเป็นคนขับรถของเฒ่าแก่เจียง จากอุบัติเหตุเหตุการณ์หนึ่ง ทำให้คุณปู่เสียงชีวิตเนื่องจากช่วยชีวิตเฒ่าแก่เจียงไว้
บริษัทเล็ก ๆ ที่ดำเนินการกันเองในครอบครัว ได้แบกหนี้สินก้อนโต้ ใกล้จะล้มละลาย พ่อผู้เฉลียวฉลาดรู้ว่าถ้าเกิดไปขอเงินจากตระกูลเจียง บุญคุณที่ติดค้างไว้ก็จะชดใช้หมด ดังนั้นเขาจึงคิดหาวิธีกอบโกยผลประโยชน์จากคนอื่นขึ้นมา โดยเสนอให้เจียงเย่าจิ่ง หลานชายของเฒ่าแก่เจียงแต่งงานกับเธอ
จากความมั่งคั่งของตระกูลเจียง จะต้องมอบสินสอดก้อนใหญ่ให้อย่างแน่นอน
แล้วก็สามารถได้เป็นทองแผ่นเดียวกันกับตระกูลเจียงด้วย
ตระกูลเจียงเนื่องด้วยรักในศักดิ์ศรีของตัวเอง ก็เลยไม่อาจที่จะปฏิเสธได้
การแต่งงานในครั้งนี้เจียงเย่าจิ่งรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาก็เลยไม่มาปรากฏตัวในงานเลี้ยงแต่งงานที่จัดขึ้นระหว่างสองตระกูลเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังเสนอเงื่อนไขออกมาว่า ห้ามไม่ให้เธอแสดงตัวว่าเป็นภรรยาของเขาในที่สาธารณะอีกด้วย
เรื่องทั้งหมดนี้ ไม่มีใครถามเธอเลยว่าเธอเต็มใจหรือไม่
เธอลืมตาที่สว่างสดใส ขนตาที่ม้วนงอนสั่นกระพือเล็กน้อย เก็บซ่อนความรั้นเอาไว้
ตอนที่เธอไม่รู้ว่าจะข้ามผ่านคืนแรกของการแต่งงานนี้ไปยังไงนั้น เธอก็ได้รับข้อความจากเพื่อนร่วมงาน
ขอให้เธอช่วยมาเข้าเวรแทน
เธอเรียกรถไปที่โรงพยาบาล
จากชุดแต่งงานสีแดงเปลี่ยนเป็นเสื้อกาวน์สีขาว
จู่ ๆ ประตูของห้องเฝ้าเวรก็ถูกเปิดออกมาอย่างรุนแรง เสียงดังปัง
เธอกำลังคิดที่จะเงยหน้าขึ้น ก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมาก่อน ไฟในห้องดับลง
ซงยุ่นยุ่นขนลุกตั้งขึ้นมาด้วยความตกใจ
“ใคร...”
คำพูดของเธอยังไม่ทันได้พูดออกมา ก็ถูกกดลงไปบนโต๊ะ สิ่งของที่อยู่บนโต๊ะร่วงตกลงเต็มพื้นเสียงดังโครมคราม มีดแหลมคมจ่อตรงคอของเธอ ก่อนจะพูดขู่ออกมา “หยุดพูด!”
ภายใต้แสงไฟที่มืดสลัว เธอเห็นแค่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือด และดวงตาที่ดุร้ายคู่นั้นของผู้ชายคนนั้นเท่านั้น
กลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นโชยมาแตะที่ปลายจมูก เธอรู้ว่าผู้ชายคนนี้ได้รับบาดเจ็บ
บางทีอาจจะเป็นเพราะงานของเธอ ทำให้เธอมีนิสัยที่สงบนิ่ง
เธองอขาขึ้นมาเบา ๆ พยายามโจมตีไปยังจุดอ่อนของผู้ชายคนนั้น แต่ทันทีที่เธอขยับก็ถูกผู้ชายคนนั้นจับได้ เขาใช้แรงหนีบสองขาที่อยู่ไม่สุขของเธอเอาไว้
“ฉันเห็นว่ามันมาทางนี้ชัด ๆ ”
เสียงฝีเท้าเริ่มเข้ามาใกล้ประตู
ได้ยินเสียงของพวกเขากำลังจะเปิดประตู
ในช่วงวิกฤต ผู้ชายคนนั้นก้มหน้าลงจูบไปที่ริมฝีปากของเธอ
ซงยุ่นยุ่นขัดขืน ผลักผู้ชายคนนั้นออกไปเขาไม่ได้ใช้อาวุธแหลมคมที่อยู่ในมือทำร้ายเธอ
เธอชะงักไป
แกร๊ก!
ตอนนี้ลูกบิดประตูถูกบิดแล้ว
ซงยุ่นยุ่นรู้สึกตื่นตระหนก เงยหน้าขึ้นมาจูบตอบกลับไป เธอเริ่มเป็นฝ่ายโอบคอของผู้ชายคนนั้นเอง
เสียงของเธอสั่น แต่พยายามฝืนให้สงบนิ่ง “ฉันช่วยคุณได้นะ”
ลูกกระเดือกของชายคนนั้นขยับขึ้นลง วินาทีต่อมาก็เปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำเป็นฝ่ายกระทำแทน ลมหายใจที่ร้อนผ่าวรดใบหูของเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำ และเซ็กซี่ “ผมจะรับผิดชอบคุณเอง”
ไม่สิ เขาเข้าใจผิดแล้ว เธอแค่อยากที่จะแสดงละครเท่านั้น
นาทีที่ประตูห้องถูกเปิดออก
เธอก็ร้องครวญครางออกมาแบบในละครเสียงครวญที่นุ่มนวลนั้น ทำให้ชายคนนั้นหลุ่มหลง
แล้วก็ทำให้คนที่อยู่ตรงประตูนั้น ได้ยินแล้วก็รู้สึกวาบหวามเช่นกัน
“ให้ตายสิ มาแอบเอากันในโรงพยาบาลแบบนี้ ช่างเร้าใจจริง ๆ ”
ประตูห้องถูกเปิดออก แสงไฟตรงทางเดินส่องลอดผ่านช่องเข้ามาข้างใน ชายคนนั้นกดร่างกายของเธอเอาไว้ บดบังการสอดส่องของคนตรงประตู ภายใต้แสงไฟที่มืดสลัวเห็นแค่เรือนร่างที่ชวนให้เห็นแล้วเลือดลมสูบฉีดด้วยอารมณ์ที่ตื่นตัว
“ไม่มีทางเป็นเจียงเย่าจิ่งอย่างแน่นอน มันบาดเจ็บขนาดนั้น ต่อให้เอาสาวงามขนาดไหนมาให้มัน มันก็ทำไม่ไหว”
“นังนี่ร้องครางได้อารมณ์จริง ๆ ”
“รีบไปหาตัวมันสิวะ ไม่อย่างนั้นพวกเราได้ตายแน่ ๆ !”
เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ออกไปไกลเรื่อย ๆ
ชายคนนั้นรู้ว่าคนกลุ่มนั้นไปกันแล้ว แต่เขาพบว่าตัวเองควบคุมตัวเองไม่อยู่อีกต่อไป ถูกผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้มากระตุ้นความต้องการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเข้าแล้ว
อาจเป็นเพราะบรรยากาศเป็นใจ และท่าทางของทั้งสองคนก็ดูโรแมนติก ในที่สุดความอดกลั้นที่กดอยู่ในใจของซงยุ่นยุ่นก็ปะทุขึ้นมาก็เหมือนกับก่อการกบฏ
ชีวิตที่ถูกควบคุมบงการ ทำให้ชีวิตของเธอดำมืดไปหมด
เธอต่อต้านมันด้วยการปล่อยเนื้อปล่อยตัวทำตามใจตัวเอง!
ซงยุ่นยุ่นเองก็ไม่ได้ต่อต้านขัดขืนอะไร เธอคล้อยตามชายคนนั้น มอบครั้งแรกของตัวเองไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวด
......
หลังจากเสร็จสิ้นแล้วชายคนนั้นก็จูบแก้มของเธอเบา ๆ เสียงในลำคอที่ทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความแหบแห้ง “เดี๋ยวผมจะกลับมาหาคุณ” พูดจบก็ออกจากที่นี่ไปอย่างรวดเร็ว
ซงยุ่นยุ่นไม่ได้ลุกขึ้นมาทันที ช่วงเอวถูกกดทับกับขอบโต๊ะอยู่นาน ทำให้รู้สึกปวดแสบปวดร้อนไปหมด
และตอนนี้โทรศัพท์ที่ถูกดันมาอยู่ตรงขอบโต๊ะเกือบจะตกลงไปนั้นก็ดังขึ้นมา
เธอยื่นมือออกมาคว้าเอาไว้ มีเสียงที่รีบร้อนดังขึ้นมาจากในสาย “คุณหมอเฉิน มีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ประสบอุบัติเหตุรถยนต์กำลังรออยู่ที่แผนกฉุกเฉิน บาดเจ็บสาหัสจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ คุณรีบมาเถอะ”
ซงยุ่นยุ่นจัดการกับเสียงของตัวเอง ก่อนจะตอบกลับไปอย่างนิ่ง ๆ “ค่ะ ฉันจะรีบไป”
พอวางสายลง เธอก็เหม่อไปสองสามวินาที เมื่อตะกี้...
เสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ ความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะตรงส่วนล่าง ล้วนแต่กำลังบอกกับเธอว่า เมื่อตะกี้นี้มันไม่ใช่ความฝัน มันเกิดขึ้นจริง เธอมีอะไรกับผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งในคืนวันแต่งงานจริง ๆ ...
ชีวิตนี้ทั้งชีวิตของเธอ นี่เป็นเรื่องที่เธอแหกกฎที่สุด!
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องนี้ เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะมุ่งตรงไปที่แผนกฉุกเฉินทันที
ยุ่งมาตลอดทั้งคืน
เธอกลับมาถึงห้องเฝ้าเวร ห้องยังคงระเกะระกะอยู่
พอเธอนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน สองมือก็กำแน่นเล็กน้อย
“หมอซ่งขอบคุณที่มาเฝ้าเวรแทนฉันนะคะ” เฉินเวินเหยียนเดินตรงมาอย่างยิ้มแย้ม
ซงยุ่นยุ่นพยายามฝืนยกยิ้มที่มุมปากขึ้นมา “ไม่เป็นไรค่ะ”
“ฉันจัดการธุระเสร็จแล้ว คุณกลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ” พอเฉินเวินเหยียนเห็นห้องระเกะระกะ ก็ยกคิ้วขึ้น “นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะ?”
ซงยุ่นยุ่นหันหน้าไป เธอปกปิดความตื่นตระหนกในแววตา “ฉันไม่ทันระวังเผลอไปชนข้าวของจนตกหล่นเข้าน่ะ ในเมื่อคุณมาแล้ว ฉันขอตัวกลับก่อนแล้วกัน”
เฉินเวินเหยียนรู้สึกว่าเธอแปลก ๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร ก่อนจะเข้าไปเก็บข้าวของที่อยู่บนพื้น
แต่ในเวลานี้คณบดีก็พาฮั่วซวิน ผู้ช่วยของเจียงเย่าจิ่งมาที่ประตู
คณบดีพูดขึ้นว่า “เธอเป็นหมอที่อยู่เวรเมื่อคืนนี้เฉินเวินเหยียน”
ฮั่วซวินเดินเข้ามามอง ตรวจบัตรพนักงานของเฉินเวินเหยียน ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ตามผมมา”
เฉินเวินเหยียนรู้สึกงุนงง
“ไปไหนคะ...”
“เหอะน่า รีบตามมาเถอะ” คณบดีไม่ปล่อยให้เธอถามอะไรมากมาย เขาลากเธอไป “อย่าให้คุณเจียงรอนาน”
ไม่นานเธอก็ถูกพามาที่ห้องทำงานของคณบดี
เจียงเย่าจิ่งนั่งอยู่บนโซฟา ร่างกายที่สูงเพรียวยืดตัวตรง ถ้าไม่มองให้ดี ๆ ก็แทบจะไม่สังเกตเห็นความซีดขาวที่ริมฝีปากเลยสักนิด
กลิ่นของน้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาลกลบกลิ่นคาวเลือดบนตัวของเขา
เขาสวมใส่ชุดสูทสีดำล้วน ความดุดันบนใบหน้าแฝงไปด้วยออร่าทรงพลังที่ผ่านการขัดเกลาจากการต่อสู้ดิ้นรนมามากมายนับไม่ถ้วนในสังคม แค่มองแวบเดียวก็ทำให้รู้สึกหวาดกลัวแล้ว!
ผู้ช่วยเดินอ้อมไปข้างหลังของเจียงเย่าจิ่ง ก่อนจะโน้มตัวลงไปพูดกระซิบ “เมื่อคืนกล้องวงจรปิดทั้งหมดถูกคนจงใจทำพัง น่าจะเป็นคนที่ไล่ล่าคุณ กลัวว่าจะทิ้งหลักฐานเอาไว้ ก็เลยจงใจทำให้มันพัง คนนี้คือหมอที่เฝ้าเวรเมื่อคืนคนนั้นครับ ชื่อว่าเฉินเวินเหยียน คณบดีเองก็ยืนยันแล้วว่าเธอเฝ้าเวร เมื่อตะกี้นี้ผมไปดูบันทึกตารางเวรมาแล้ว เมื่อคืนเป็นเวรของเธอจริง ๆ ครับ”
เจียงเย่าจิ่งเงยหน้าขึ้น
เฉินเวินเหยียนสูดหายใจด้วยความตกใจกลัว คนนี้คือท่านประธานของเทียนจุ้ย กรุ๊ปไม่ใช่เหรอ?
“เมื่อคืนคนที่ช่วยผมคือคุณเหรอ?” เจียงเย่าจิ่งมองเธอสายตาเหลือบไปสำรวจเธอ
เฉินเวินเหยียนมหลบตาต่ำลงทันที ไม่กล้าสบตากับเขา
“ค่ะ ฉันเอง” เธอไม่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ แต่เธอรู้ว่า ถ้าสามารถสร้างความสัมพันธ์กับเขาได้ เธอก็จะได้รับอะไรดี ๆ
ในตอนนี้ก็เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฝึกงานที่โรงพยาบาลกองทหารภาคสองด้วยพอดี
ถ้าบอกว่าฝึกงาน อันที่จริงใคร ๆ ก็รู้กันว่า หลังจากไปแล้วก็จะได้อยู่ที่นั่นต่อ
ทรัพยากรของที่นั่นดีกว่าที่นี่มากมายหลายเท่า
ถ้าเธอได้รับความช่วยเหลือกจากเจียงเย่าจิ่ง เรื่องที่ได้ไปโรงพยาบาลกองทหารภาคสอง ก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายดายอย่างแน่นอน!
“คุณต้องการอะไร ผมให้คุณได้รวมถึงเรื่องแต่งงานด้วย” เจียงเย่าจิ่งสีหน้าเย็นชา พอนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ใบหน้าที่เยือกเย็นก็อ่อนโยนลงไปไม่น้อย
“เอ่อ... ฉัน...” เรื่องราวดี ๆ มันมาเร็วเกินไปโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เฉินเวินเหยียนจึงพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก
“ถ้าคุณคิดได้แล้ว ก็ค่อยมาหาผมก็แล้วกัน” เจียงเย่าจิ่งลุกขึ้น ก่อนจะสั่งให้ผู้ช่วยเอาข้อมูลติดต่อของตัวเองให้กับเธอ
คณบดีไปส่งเขาด้วยตัวเอง “คุณเจียง”
“ไม่ต้องส่ง” ใบหน้าของเจียงเย่าจิ่งเย็นชาเหมือนเดิม เหมือนกับนึกอะไรขึ้นมาได้ ฝีเท้าของเขาหยุดชะงักลง “รบกวนคุณช่วยดูแลเธอตอนอยู่ที่โรงพยาบาลด้วย”
“ท่านวางใจได้ครับ ผมจะดูแลเธอให้ดีเองครับ” คณบดียิ้มแย้ม
พอยืนยันแล้วว่าไม่มีใครได้ยิน ผู้ช่วยก็พูดย้ำเตือนขึ้นมาเบา ๆ “ท่านแต่งงานแล้วนะครับ เรื่องแต่งงาน...”
เกรงว่าคงจะทำอย่างที่พูดกับคุณเฉินไม่ได้แล้ว
เมื่อนึกถึงผู้หญิงที่ถูกยัดเยียดมาให้กับเขาคนนั้น สีหน้าของเจียงเย่าจิ่งก็ค่อย ๆ ดุร้ายขึ้นมา มุมปากยกยิ้มขึ้นมาอย่างเยือกเย็น “รนหาที่ตายชัด ๆ”
ผู้ช่วยสั่นสะดุ้ง ไม่รู้ว่าเขากำลังพูดถึงผู้หญิงที่แต่งงานกับเขา หรือว่าตัวการที่จัดการเรื่องแต่งงานให้เขากันแน่
...
ซงยุ่นยุ่นกลับมาถึงวิลล่า ที่นี่เป็นที่อยู่ของสามีที่เพิ่งแต่งงานกันของเธอ
“คุณนาย” ทันทีที่เข้ามาแม่อู๋ก็ออกมาต้อนรับ “คุณไปไหนมาทั้งคืนคะ?”
“พอดีต้องไปเข้าเวรชั่วคราวน่ะค่ะ” เธอพูดออกมาเบา ๆ
ดวงตาของเธอแดง สีหน้าเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า
พอแม่อู๋เห็นว่าเธอดูเหน็ดเหนื่อย ก็เลยไม่ได้ถามอะไรต่อ
เธอเดินขึ้นไปชั้นบน แช่ตัวอยู่ในอ่างน้ำ พอหวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน แก้มเริ่มร้อนผ่าวอย่างหยุดไม่อยู่ เธอมุดหัวของเธออยู่ในอ้อมแขนของตัวเอง
อันที่จริงภายในใจก็รู้สึกซับซ้อนอยู่ไม่น้อย
ถึงยังไงก็มอบตัวของตัวเองไปขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชายแบบไหน
ยิ่งไปกว่านั้น เธอก็แต่งงานแล้วด้วย
ดูเหมือนจะทำเรื่องที่น่าละอายใจต่อเจียงเย่าจิ่ง สามีที่เพิ่งแต่งงานไป!
พออาบน้ำเสร็จ เธอก็ใส่เสื้อผ้า จากนั้นก็ออกจากบ้าน
พอแม่อู๋เห็นว่าเธอจะออกไปอีกแล้ว ก็เดินเข้ามาพูดขึ้น “คุณยังจะออกไปอีกเหรอคะ ไม่ทานข้าวเช้าหน่อยเหรอคะ”
ซงยุ่นยุ่นมองดูเวลาก่อนจะพูดขึ้น “เดี๋ยวฉันจะไปทำงานไม่ทัน”
แม่อู๋ได้ยินมาว่าเธอเป็นหมอ รู้ลักษณะของงานเธอดี ยิ่งไปกว่านั้นอาชีพหมอก็น่านับถือด้วยเช่นกัน เธอจึงไปหยิบนมมา “นมร้อน ๆ ค่ะ คุณดื่มสักหน่อยแล้วค่อยไปสิคะ”
ซงยุ่นยุ่นมองแม่อู๋ ความเป็นห่วงเป็นใยของเธอทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น เธอก้มมองลง พร้อมกับพูดขึ้นมาเบา ๆ “ขอบคุณค่ะ”
“แหม ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ” แม่อู๋ยิ้มแย้ม ใบหน้ากลม ๆ เผยให้เห็นถึงความเป็นมิตรเข้าถึงง่าย
ซงยุ่นยุ่นดื่มจนหมด แม่อู๋ก็รับแก้วไป จากนั้นเธอก็ก้าวเดินออกไป
เธอไม่ได้ไปทำงานที่โรงพยาบาล ที่เธอออกมาเช้าขนาดนี้ เป็นเพราะว่าเธอต้องไปที่แผนกผู้ป่วยใน
แม่ของเธออยู่ที่ห้องไอซียู
พอเข้ามาข้างใน เธอก็ตรวจสอบอาการของแม่ อาการยังคงน่าเป็นห่วงเหมือนเดิม
แล้วเธอก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมา
แม่ของเธอมีภาวะหัวใจล้มเหลว และเป็นระยะสุดท้ายแล้วด้วย ถ้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อก็ต้องเปลี่ยนถ่ายหัวใจใหม่เท่านั้น แล้วการเปลี่ยนถ่ายหัวใจ ก็จำเป็นต้องใช้ค่าผ่าตัดก้อนโตอีกด้วย
ที่เธอสัญญากับพ่อว่าจะแต่งเข้าตระกูลเจียง เป็นเพราะพ่อข่มขู่เธอ ถ้าไม่สัญญาก็จะไม่ออกเงินให้
ตอนนี้ตราบใดที่มีหัวใจที่เหมาะสม แม่ของเธอก็จะรอดแล้ว
เธอมองแม่ น้ำเสียงแหบเล็กน้อย “แม่ หนูจะรักษาแม่ให้หายนะคะ”
เพราะว่าแม่เป็นคนที่เธอใกล้ชิดที่สุดในโลกนี้แล้ว
หวึ่ง ๆ
โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของเธอดังขึ้นมา
“ยุ่นยุ่น ช่วยฉันสักเรื่องสิ” มีเสียงดังเข้ามาในสาย
คนที่โทรศัพท์คือรุ่นพี่ของเธอ พวกเขาจบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ที่เดียวกัน แต่เขาเป็นรุ่นพี่ของเธอสองปี ไปศึกษาเพิ่มเติมต่อที่ต่างประเทศ ตอนนี้มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในประเทศ
เขาดูแลตัวเองเป็นอย่างดีมาโดยตลอด
ดังนั้นทั้งสองคนก็ถือว่าเป็นเพื่อนที่สนิทกัน
“อะไรคะ คุณพูดเลย ” เธอตอบรับออกมาอย่างรวดเร็ว
“มีเคสคนไข้คนหนึ่ง ฉันติดธุระปไม่ได้จริง ๆ เธอไปแทนฉันหน่อยสิ”
ซงยุ่นยุ่นมองดูเวลา วันนี้ไม่มีผู้ป่วยนอก ตอนบ่ายมีการผ่าตัดสองเคส ตอนเช้าพอมีเวลาอยู่ เธอจึงพูดขึ้น “ได้ค่ะ”
“ที่อยู่ 306 โซน A สวนกุหลาบ เธอบอกว่าเธอไปหาคุณฮั่ว เดี๋ยวคนเฝ้าประตูก็จะแจ้งให้ทราบเอง”
“ค่ะ”
“เรื่องนี้อย่าบอกใครนะ แล้วก็อย่าไปถามอะไรมากมายด้วย เธอรักษาให้เขาอย่างเดียวพอ” อีกฝ่ายสั่งกำชับ
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ”
ซงยุ่นยุ่นตอบรับ แล้ววางสายลง ก่อนจะเรียกรถมุ่งตรงไปยังสถานที่แห่งนั้น
ที่นี่เป็นเขตชุมชนระดับสูง มีความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวสูงมาก
ยามเฝ้าประตูเข้ามาขวางเธอเอาไว้ เธอบอกว่ามาหาคุณฮั่ว ยามเฝ้าประตูโทรศัพท์ไปยืนยัน หลังจากที่ได้รับการยืนยันแล้วถึงได้ปล่อยเธอเข้าไป
เธอกดกริ่งประตูของหมายเลข 306
ไม่นานประตูก็เปิดออก
พอฮั่วซวินเห็นว่าคนที่มาไม่ใช่เซินจือเฉียน ก็ขมวดคิ้ว “คุณคือ...”
ในสายโทรศัพท์ของเซินจือเฉียน ซงยุ่นยุ่นรู้สึกได้ว่า คนไข้คนนี้ดูเหมือนจะมีความเป็นส่วนตัวสูง เธอเองก็ไม่อยากจะทำให้ตัวเองเดือดร้อนเพราะเรื่องนี้เหมือนกัน ดังนั้นเธอจึงใส่หน้ากากอนามัยเอาไว้
“หมอเซินเป็นคนส่งฉันมาค่ะ”
ฮั่วซวินมองกล่องปฐมพยาบาลในมือของเธอ “รู้ไหมว่าต้องทำยังไง?”
“รู้ค่ะ หมอเซินสั่งกำชับฉันไว้หมดแล้วค่ะ ฉันจะไม่พูดอะไรค่ะ”
ฮั่วซวินคิดว่าเซินจือเฉียนไม่น่าจะส่งคนมาสุ่มสี่สุ่มห้า ก็เลยปล่อยให้เธอเข้ามา
เขาพาซงยุ่นยุ่นเดินผ่านห้องโถงรับแขกที่กว้างใหญ่ มาถึงชั้นสอง ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนอนห้องหนึ่ง
ในห้องไม่ได้เปิดไฟ เธอพูดขึ้น “มืดขนาดนี้ ฉันจะรักษายังไงล่ะคะ”
พอเจียงเย่าจิ่งได้ยินเสียงผู้หญิง เขาก็คว้าเสื้อตัวนอกที่อยู่ด้านข้างขึ้นมา คลุมเอาไว้ที่หน้าก่อนจะพูดขึ้นอย่างเย็นชาว่า “เปิดไฟ”
ฮั่วซวินเปิดไฟ
ภายในห้องสว่างขึ้นมาทันที
ซงยุ่นยุ่นได้ยินเสียงที่คุ้น ๆ แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เธอเห็นผู้ชายที่นอนอยู่บนเตียง คราบเลือดบนเสื้อเชิ้ตสีขาวแห้งจนกลายเป็นสีแดงเข้มไปเรียบร้อยแล้ว
เธอไม่ได้มองสำรวจอะไรมากมาย เธอแค่มารักษาเท่านั้น
เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่อยากให้คนรู้สถานภาพตัวตนของตัวเอง เธอเองก็ไม่ควรจะสอดรู้
เธอวางกล่องปฐมพยาบาลลงบนโต๊ะ ก่อนจะเปิดกล่องออก หยิบกรรไกรทางการแพทย์ออกมาตัดผ้าที่อยู่บริเวณแผล
ไม่นานเธอก็เห็นแผล ก่อนหน้านี้มีการใช้ผ้าพันแผลจัดการแผลอย่างง่าย ๆ หลังจากที่ตัดผ้าพันแผลออกแล้ว มีบาดแผลถูกแทงสองจุดตรงบริเวณช่วงท้องของซี่โครงด้านขวา
เธอวางกรรไกรลง ก่อนจะจัดการทำแผลอย่างช่ำชอง
การกระทำสงบนิ่ง และคล่องแคล่ว
“แพ้ยาชาไหมคะ” เธอถามขึ้น
เธอตรวจแล้วบาดแผลไม่ลึก อวัยวะภายในไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็จำเป็นต้องเย็บปิดแผล
จะต้องใช้ยาชาเฉพาะจุด
เสียงของเธอสงบนิ่งใจเย็นมาก ต่างจากน้ำเสียงตื่นตระหนกในเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นแม้ว่าจะได้ฟังเสียงของเธอแล้ว เจียงเย่าจิ่งก็ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่นิดเดียว
ภายในใจของเขายอมรับในทักษะทางการแพทย์ของเธอ คล่องแคล่วว่องไวมากพอ เขาจึงพูดขึ้นมาอย่างเย็นชาว่า “ไม่แพ้”
ซงยุ่นยุ่นผสมยา จากนั้นก็ฉีดยาชาลงไปบริเวณรอบจุดที่ต้องเย็บแผล
หลังจากผ่านไปสองนาทียาก็ออกฤทธิ์ เธอเริ่มทำการเย็บปิดบาดแผล
จัดการเสร็จเรียบร้อยภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง
เรียกได้ว่าเร็วมาก
มือของเธอเปื้อนเลือด “ฉันต้องไปห้องน้ำค่ะ”
“อยู่ข้างล่าง คุณไปเถอะ” ฮั่วซวินตอบ
เธอเดินออกไป
หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าเธอลงไปชั้นล่าง ฮั่วซวินก็ปิดประตูเดินเข้ามา
“ตรวจสอบอย่างชัดเจนแล้วครับ คนเมื่อวานเป็นคนที่มู่ฉินส่งมาครับ อาจจะเป็นเพราะว่าคุณกำจัดหูตาที่เธอแอบแทรกซึมเข้ามาในบริษัทไปหมด เธอก็เลยจนตรอก คิดที่จะฆ่าคุณให้ตายซะ”
เจียงเย่าจิ่งลุกขึ้นมานั่งที่ขอบเตียง เสื้อผ้ายับยู่ยี่ไม่เป็นระเบียบ แต่ร่างกายที่ป่วยอ่อนแอแบบนี้ กลับแผ่รังสีออร่าที่ดุดันจนน่าตกใจออกมา
เขาเงยขึ้น ภายในตาดำมืด “ที่ผู้หญิงคนนั้นแต่งเข้ามา ก็เกี่ยวข้องกับเธอเหมือนกันใช่ไหม?”
ฮั่วซวินหยุดไป ก่อนจะพูดขึ้นมาเบา ๆ “ใช่ครับ ผมตรวจสอบเจอว่าเธอเคยมีปฏิสัมพันธ์กับซงลี่เฉิงมาก่อน เรื่องนี้มันมีลับลมคมในเหมือนกัน ซงลี่เฉิงบอกชื่อออกมาตรง ๆ ว่าต้องการให้คุณแต่งงาน แต่กลับไม่ใช่เจียงเย่าเทียน แค่คิดก็รู้แล้วว่า เธอจะต้องไปแอบทำอะไรลับหลังอย่างแน่นอน”
“เธอมอบของขวัญชิ้นใหญ่มาให้กับฉันตั้งหลายครั้งหลายคราขนาดนั้น ถ้าฉันไม่ตอบแทนเธอกลับไปบ้าง มันก็จะเป็นการเสียมารยาทไปหน่อย” เขาแค่ออกไปทำธุระที่ต่างประเทศนิดหน่อย ก็มีคนฉวยโอกาสตอนที่เขาไม่อยู่แอบทำเรื่องมากมายขนาดนี้
สีหน้าของเขาเฉยเมย แต่ไม่อาจระงับความเยือกเย็นน่าสะพรึงกลัวที่แอบซ่อนอยู่ในตาได้ “ฉันได้ยินมาว่าเจียงเย่าเทียนทำสถานบันเทิงแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า ‘เม่ย’ ที่ถนนแคฟเวิร์น”
ฮั่วซวินเข้าใจขึ้นมาได้ทันที “บริษัทไม่มีที่สำหรับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว พวกเขาก็เลยต้องหารายได้จากสถาบันเทิงแห่งนั้น ถ้าเกิดว่ากำจัดทิ้ง ต่อไปพวกเขาจะต้องลำบากแน่”
“ไปจัดการซะ” เจียงเย่าจิ่งพูดออกมาเบา ๆ
ฮั่วซวินเดินลงมาชั้นล่าง ซงยุ่นยุ่นกำลังจะขึ้นไปชั้นบน
ฮั่วซวินรู้ว่าเซินจือเฉียนจะต้องสั่งมอบหมายเธอแล้ว เป็นคำสั่งแล้วก็เป็นคำเตือนเช่นกัน “เรื่องในวันนี้ ถ้าเกิดเปิดเผยออกไปล่ะก็ คุณจะต้องตายอย่างน่าอนาถ”
ถ้าเกิดเรื่องที่เจียงเย่าจิ่งได้รับบาดเจ็บได้ยินไปถึงหูของมู่ฉินกับเจียงเย่าเทียนสองแม่ลูกคู่นั้นล่ะก็ พวกเธอจะต้องฉวยโอกาสนี้ทำเรื่องอะไรเป็นแน่
“ฉันไม่พูด” ซงยุ่นยุ่นก้มหน้า “ฉันไปเอากล่องปฐมพยาบาลแล้วจะกลับ”
เธอขึ้นมาชั้นบนเห็นผู้ชายหันหลังให้กับประตู เขาถอดเสื้อเชิ้ตเปื้อนเลือดที่ตัวของเขาทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว แผ่นหลังผอมบาง และกว้างใหญ่ เอวของเขาแคบมาก ไม่มีไขมันส่วนเกินเลยสักนิด เชื่อมกับเส้นที่แน่นตรงบั้นท้าย ได้สัดส่วน และยืดตรง แอบให้ความรู้สึกที่ทรงพลัง
“ยังไม่รีบไปอีก” ชายคนนั้นไม่ได้หันหน้ามา ราวกับว่าสังเกตเห็นสายตาที่จับจ้องมองของเธอ จึงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
ซงยุ่นยุ่นรีบก้มหน้าลงทันที เมื่อตะกี้นี้เธอมองจนใจลอย