ตอนที่ 1
“ที่พี่สีดาพูดมา...จริงใช่ไหมคะ?” หญิงสาวนามราชาวดีถามอย่างเก็บอาการตื่นเต้นดีใจเอาไว้ไม่ได้ เมื่อรู้ว่าจะได้ไปทำงานพิเศษที่โรงแรมอีกครั้ง ที่ทำให้ความหวังของเธออยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมมือคว้าแล้ว
ราชาวดีละมือจากการเช็ดถูกระจกร้านหันไปมองเจ้าของร้านที่เธอเคารพรักเสมือนญาติผู้ใหญ่ ผู้ที่คอยให้การช่วยเหลือเธอมาตลอด ถึงขั้นฝากงานให้ แต่ช่วงหลังเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ทางโรงแรมจึงเลือกที่จะใช้วิธีการจ้างพนักงานพิเศษเวลาที่มีแขกพิเศษเป็นครั้งคราว เมื่อเธอมีความสามารถด้านการเขียนอ่านและพูดภาษาญี่ปุ่นได้ จึงได้รับโอกาสนั้น
ราชาวดียิ้มจนเห็นไรฟันขาวสะอาดเรียงกันสวยงามและยังได้เห็นเขี้ยวเล็ก ๆ ในปาก ดวงตากลมโตแวววาวเหมือนลูกแก้วยามสะท้อนแสงไฟมอง
“จริงซิจ๊ะ พี่เพิ่งจะวางสายจากเพื่อนเมื่อกี้นี้เอง” สีดาบอกซ้ำ ขณะมองราชาวดีด้วยสายตารักใคร่ระคนเอ็นดู แม้จะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่เธอกลับรักสาวน้อยตรงหน้าราวกับคนในครอบครัว คอยดูแลเอาใจใส่อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย
เย้! ราชาวดีดีใจจนออกนอกหน้า อยากจะโผเข้าไปกอดสีดา แต่ร่างกายเต็มไปด้วยเศษสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่ตามลำตัว กลัวจะไปทำให้อีกฝ่ายระคายเคือง
“ช่อม่วง”
“ค่ะพี่สีดา” ราชาวดีขานรับเสียงหวานใส มองตอบสีดาทันทีเมื่ออีกฝ่ายเรียกชื่อเล่นเธอเต็ม ๆ ที่เมื่อไหร่เรียกแสดงว่าจะต้องมีเรื่องสำคัญให้ต้องล่ะเรื่องอื่นเอาไว้ก่อน ให้หันมาสนใจฟังเรื่องที่จะถูกกล่าวถึง
“มีอะไรคะพี่สีดา” ราชาวดีเอียงศีรษะเล็กน้อย มองไปที่สีดาสายตาแน่วนิ่ง ตั้งใจฟังเรื่องที่อีกฝ่ายจะพูด
“งานวันนี้สำคัญมากนะ คนที่มาเป็นกลุ่มลูกค้าประจำก็จริง แต่หนึ่งในนั้นก็เป็นนายใหญ่” สีดาละเว้นที่จะไม่บอกราชาวดีว่าอีกฝ่ายยังเป็นหนุ่มรูปงาม แต่แฝงไว้ด้วยความน่ากลัว เพราะเป็นถึงหัวหน้าขององค์กรทำงานผิดกฎหมายกลุ่มหนึ่งของญี่ปุ่น
“เพื่อนพี่เขาบอกให้เราดูแลเอาใจใส่อย่างให้ขาดตกบกพร่อง เพราะถ้าหากเกิดปัญหาหรือเขาไม่พอใจขึ้นมา จะทำให้โรงแรมสูญเสียลูกค้าสำคัญไปได้ แล้วที่สำคัญ...” ไม่อยากพูด แต่ถ้าไม่เตือนให้ราชาวดีระวังตัวไว้บ้าง ก็กลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้น
“ระวังตัวด้วยนะช่อ งานนี้ไม่ได้ง่ายอย่างงานอื่นที่เราทำมา”
ราชาวดีออกอาการกังวลเมื่อได้ยินคำพูดจากปากสีดา ความคิดสื่อออกมาทางแววตา ก่อนศีรษะทุยจะผงกรับทัน
“ค่ะพี่สีดา ช่อม่วงจะทำให้ดีที่สุด จะไม่ให้พี่สีดาและเพื่อนผิดหวังค่ะ”
คำรับรองทำให้สีดาคลายความกังวลใจไปเล็กน้อย ด้วยปัญหาใหญ่จริง ๆ อยู่ที่โรงแรม เพราะไม่รู้ว่าราชาวดีจะทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่า ด้วยนิสัยของลูกค้าที่บางคนก็เอาแต่ใจและหาเรื่องหาราวเก่ง ก็ได้แต่หวังว่าราชาวดีจะระงับใจได้เหมือนกับทุกครั้งแล้วกัน การทำงานที่นั่นไม่ใช่ไม่เคยมีปัญหา หลายครั้งที่ราชาวดีมาบ่น...
“งานหนักช่อไม่ท้อนะคะพี่สีดา ช่อสู้ได้เสมอ พี่สีดาก็รู้ แต่กับคนที่ปากนอกจากจะไม่สร้างสรรค์แล้วยังจะบั่นทอนและไม่ให้กำลังใจกันอีก ไหนจะลูกค้าที่บางคนไม่ได้เห็นเราเป็นเพียงแค่พนักงานที่สามารถทำอะไรก็ได้ คิดแต่หาเรื่องพาเราขึ้นเตียง คิด ๆ แล้วก็เหนื่อยใจเหมือนกันนะคะ”
แต่สุดท้ายเมื่องานมาและเงินก็ตามมา คนที่บ่นพึมพำว่าไม่แน่ใจว่าจะยังทำต่อหรือไม่กลับตอบรับกลับไปด้วยสีหน้าท่าทางเริงรื่น ดวงตาเปล่งแวววาวราวกับลูกแก้วสะท้อนแสงไฟ โดยไม่หวั่นเกรงอุปสรรคหรือปัญหาใด ๆ ที่จะเกิดขึ้น ทุ่มเททั้งกายและใจทำงานอย่างเต็มที่
“ถึงจะต้องเข้างานทุ่มหนึ่ง แต่เพื่อนพี่บอกว่าให้ไปถึงโรงแรมก่อนหกโมงนะ ทันไหม”
“เอ๊ะ! ทำไมละคะ”
ราชาวดีถามอย่างแปลกใจ หญิงสาวเอียงศีรษะเล็กน้อย พวงแก้มอิ่มเต็มป่องออกเล็กน้อย เธอไม่เคยไปสาย ไปก่อนเวลาทำงานด้วย แต่เพื่อนพี่สีดากลับสั่งมาแบบนี้ ก็เกิดสงสัยอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แต่ก็นั่นแหละ ถามไปพี่สีดาก็ไม่รู้ความอยู่ดี ถ้าอยากรู้ก็ต้องไปให้ถึงที่หมายโดยเร็วที่สุดต่างหากละ ไหล่กว้างเลิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนหน้าเสียเมื่อเจอกับสายตาตำหนิ
“ขอโทษค่ะพี่สีดา ช่อจะไม่ทำแล้วจริง ๆ สาบานค่ะ” ราชาวดียกมือขึ้นชูสองนิ้วที่ขมับ แต่ไพล่อีกแขนไปด้านหลัง นิ้วชี้กับนิ้วกลางกลับไขว้กันไว้ ถ้าสิ่งไหนไม่มั่นใจว่าจะทำได้ เธอไม่กล้ารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะหรอก ดังเช่นเรื่องนี้ที่จะต้องมีช่วงเวลาที่คนเราพลั้งเผลอกันบ้าง
“พี่สีดาไม่ต้องห่วงนะคะ ฝีมืออย่างช่อ ทันแน่นอนค่ะ”
หญิงสาวยิ้มสำทับ แต่เพียงแค่เหลือบสายตาไปมองนาฬิกาที่แขวนไว้ข้างผนังห้องแล้วต้องเบิกตากว้าง...นัดก่อนหกโมง ตายแล้วนี่มันใกล้เกือบจะห้าโมงแล้วนะ จะทันไหมนี่...บ้านเธออยู่ไกลจากร้านมากด้วย และอยู่คนละมุมเมืองกับโรงแรมที่จะต้องไปทำงานด้วย
แย่แล้ว! จะไปทันไหมนี่ ราชาวดีเริ่มจะกังวลใจ
“มีอะไรหรือเปล่าช่อ” สีดาถาม ในใจเธอหน่วง ๆ ชอบกล ไม่อยากให้หญิงตรงหน้ารับงานคืนนี้เลย เพราะกลัวเธอจะเป็นอันตราย แต่ก็รู้ดีว่างานพิเศษเหล่านี้เป็นสิ่งที่ราชาวดีรอเสมอ งานที่เงินตอบแทนไม่ได้มากมายสักเท่าไหร่ แต่ถ้าได้บ่อยครั้งบวกกับเงินทิปที่จะได้รับเก็บมาสะสม อีกไม่นานก็จะได้เป็นตั๋วเครื่องบินและค่าเดินทางพอจะไปตามหาพี่สาวที่หายตัวไปเมื่อหลายปีก่อนได้
หากราชาวดีกลับไม่ได้ยินคำถามของสีดา ด้วยเธอดีใจที่ความฝันใกล้จะเป็นจริง ดวงตากลมโตแวววาวเป็นประกาย หัวใจเต้นเร็ว ดังก้องทรวงจนต้องรีบยกมือจับไว้ เพราะกลัวว่ามันจะหล่นออกมา การรอยคอยอันยาวนานนับสิบปีกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว อดทนทำงานเก็บเงินอีกไม่ถึงเท่าไหร่ สิ่งที่ฝันไว้ก็จะเป็นจริงแล้ว
‘พี่พรรอหน่อยนะคะ ไม่ว่าพี่จะอยู่ที่ไหนก็ตาม แต่ช่อก็จะไม่ท้อ จะไปตามหาพี่ให้เจอ แล้วเรากลับมาอยู่ด้วยกัน’
ดวงตากลมโตอมโศกทอแสงเป็นประกายผ่านม่านน้ำแพที่เอ่อล้นคลอเบ้า
ทุกวันนี้เธออยู่ด้วยความหวังที่หล่อเลี้ยงหัวใจดวงน้อยให้เข้มแข็ง...หวังจะได้เจอกับพี่สาวที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยมานานนับสิบปี แม้จะรู้ว่ามันริบหรี่เต็มที แต่การวาดฝันว่าจะได้เจอกับคนที่รักก็นำเอาความสุขมาให้
อีกไม่นานเธอจะได้อยู่กับพี่สาวอย่างมีความสุขเช่นเคยมี ได้นอนฟังเสียงนุ่มหวานเย็นใจที่เอื้อนเอ่ยเล่านิทานก่อนนอน แค่ได้ฝันเธอก็มีความสุขแล้ว จึงเพียรพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ฝันนั้นเป็นจริง
“ช่อไปก่อนนะคะพี่สีดา”
ราชาวดีถลาไปด้านหน้าพร้อมมือเล็กเรียวยกขึ้นโบกลา แต่เพราะความรีบเร่งจนลืมซึ่งหน้าที่ประจำที่ต้องทำก่อนเลิกงานคือการเก็บเอาเศษผงเศษหญ้าที่ตัดออกจากลูกค้าไปทิ้ง หญิงสาวรีบคว้ากระเป๋าสะพายที่เก็บไว้ในตู้ใกล้กับประตูห้องครัว แต่เผลอไปเหยียบที่ตักผงซึ่งตอนนี้มีเศษเส้นผมและข้าวของซึ่งจะต้องนำเอาไปทิ้งที่ด้านหลังร้านหกกระจัดกระจาย
“ว้าย! ตายแล้ว...แหะ ๆ ขอโทษค่ะพี่สีดา เดี๋ยวช่อจะรีบเก็บและนำไปทิ้งให้เรียบร้อยค่ะ” ราชาวดีหัวเราะแห้ง ๆ เมื่อความซุ่มซ่ามของตัวเองทำให้ข้าวของที่เก็บแล้วกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง
“ไม่ต้องรีบก็ได้ช่อ ถ้ากลัวไม่ทัน เดี๋ยวพี่ไปส่งให้ก็ได้” เห็นราชาวดียิ้มแย้มอย่างมีความสุข ทำให้เธอมีความสุขไปด้วย รอยยิ้มที่เป็นเสมือนแสงสว่างให้กับคนที่ใจเหนื่อยล้าได้อย่างดี ดวงตากลมโตใสแจ๋วเป็นประกายสดชื่นแจ่มใสจนอดที่จะยิ้มตามไม่ได้
ตอนที่ 2
“ขอโทษค่ะพี่สีดา ช่อรีบไปหน่อย” เหมือนเสียงนุ่มอ่อนโยนจะดึงสติราชาวดีกลับมาได้ แต่ก็ทำให้เธอนึกถึงหน้าที่ของตนเองที่จะต้องกระทำ
“ไม่เป็นไรค่ะพี่สีดา ช่อไปเองดีกว่า แค่นี้ก็รบกวนพี่สีดามากแล้ว อีกอย่าง พี่สีดาก็ต้องไปทำผมและทำเล็บให้กับคุณหญิงอรุณวดีด้วยนี่นา” หญิงสาวโต้กลับด้วยไม่อยากรบกวน ผู้เป็นนายจ้างที่รักและเห็นเธอเป็นเสมือนคนในครอบครัวมากไปกว่านี้แล้ว
ตั้งแต่พี่สาวหายตัวไป ก็ได้สีดานี่แหละที่เป็นคนคอยดูแลมาตลอด จนไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะชดใช้หนี้บุญคุณหมดหรือเปล่า เลยได้แต่ทำตัวให้ดี ไม่เป็นปัญหาให้อีกฝ่ายต้องเหนื่อยทั้งกายและใจ
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ยังไงก็ทัน” ราชาวดียกมือชูสองนิ้วพร้อมรอยยิ้ม รีบคว้าด้ามที่ตักผงและไม้กวาดมาจัดการกับข้าวของ พยายามข่มใจที่มันตื่นต้นยินดีให้มันเย็นลง แต่ถึงจะอย่างนั้นก็ยังก็ยังมีเสียงงำเพลงในลำคอให้อีกฝ่ายได้ยินอยู่ดี
สีดาอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ ราชาวดีอยู่กับเธอมาตั้งแต่เป็นเด็กอายุได้ห้าหกขวบ หลังจากเลิกเรียนก็ตามติดพี่สาวคือยุพาพรมานั่งเล่นจนดึกจนดื่น บางครั้งเมื่อมีงาน ก็กินนอนที่บ้านนี้จนแทบจะกลายเป็นบ้านของตัวเอง เรียนรู้ที่จะช่วยเหลืองาน ปากสีชมพูสดขยับเอื้อนเอ่ยซักถามอยู่ตลอดเวลา จดจำทุกอย่างราวกับมีแมมโมรี่ช่วยบันทึกข้อมูลเอาไว้
แต่เมื่อผู้เป็นพี่สาวหายตัวไป แม่หนูน้อยราชาวดีที่น่ารักน่าเอ็นดู มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีก็เปลี่ยนไป จากเด็กหญิงช่างพูดเป็นเก็บตัว เหงาเศร้า ดวงตากลมโตแดงแดงก่ำฉ่ำน้ำและไหลอาบแก้มไม่ขาดสายอยู่บ่อยครั้ง แม้จะพยายามสักเท่าไหร่ก็ยังทำให้เด็กหญิงที่แสนจะน่ารักกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ จนเธอแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับเมื่อราชาวดียังจมอยู่ในกองทุกข์
เพราะความเป็นคนไขว่เรียน มีพื้นความรู้ภาษาญี่ปุ่นเลยทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ยุพาพรมีเพื่อนชวนไปทำงานพิเศษเป็นพนักงานต้อนรับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ด้วยหน้าตาที่สวยหวาน ดวงตาหวานอมโศกนิด ๆ บวกกับเสียงหวานนุ่มยามจำนรรจา ทำให้เป็นที่ถูกใจของทุกคน ทำให้ทางร้านอาหารเรียกใช้บริการบ่อยครั้ง
แล้ววันหนึ่งยุพาพรก็บอกมาบอกว่าได้งานที่ญี่ปุ่น จะขอฝากฝังราชาวดีไว้กับเธอ แล้วจะส่งเงินมาให้ เก็บเงินได้สักก้อนจะมารับไปอยู่ด้วย ในตอนแรกก็มีข่าวคราวและเงินทองส่งมาอยู่ตลอดไม่ขาดสาย แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ข่าวคราวที่เคยมีขาดหาย เงินทองก็เช่นกัน
จวบจนเวลาผ่านไป พอเริ่มวัยแรกรุ่นราชาวดีก็กลับมาร่าเริงแจ่มใส แต่ก็ยังมีแอบเหงาเศร้าอยู่บ่อยครั้ง มีความรับผิดชอบและขยันการงานเพื่อสะสมเก็บเงินที่ได้ไว้เป็นทุน พอจบมัธยมหกก็เลือกที่จะไม่เรียนต่อแต่เลือกที่จะทำงานเก็บเงินแทน ตลอดเวลาเกือบขวบปีที่ผ่านมา แม้จะมุมานะขยันทำทั้งงานนอกงานในเท่าไหร่ แต่เงินที่เก็บไว้ก็ยังไม่เพียงพอให้เธอเดินทางไปตามหาพี่สาวที่ต่างแดนอยู่ดีนั่นแหละ
“แต่มันจะไปไม่ทันเอานะซิ” สีดาเอ่ยด้วยความเป็นห่วง หนทางมันก็ไกลอยู่ แถมการจราจรยังจะติดขัดอีก
“ช่อสามารถค่ะ ยังไงก็ทัน” ราชาวดีตอบกลับด้วยน้ำเสียงรื่นเริง เพื่อให้อีกฝ่ายคลายความกังวลใจ สาละวนเก็บข้าวของทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางพร้อมคว้ากระเป๋าที่เมื่อครู่วางไว้บนเก้าอี้สำหรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ และคว้าถุงใส่ขยะติดมือมาด้วย
“ช่อไปก่อนนะคะพี่สีดา ถึงโรงแรมแล้วจะโทรมาบอก”
“จ๊ะ...แล้วอย่าลืมละ”
ต้องเน้นยำอีกครั้งด้วยรู้ว่าราชาวดีนอกจากจะเป็นคนขี้เกรงใจและพักหลังนี่ค่อนข้างเปลี่ยนเป็นคนขี้ลืมไปเสียสนิทใจ แล้วยังจะพกพาซุ่มซ่ามและสะเพร่าเต็มพิกัดไปด้วย แถมท้ายด้วยอาการป้ำ ๆ เป๋อ ๆ เป็นประจำ เลยทำให้เธอเป็นห่วงและกังวลได้เสมอ
ยามที่ราชาวดีจะต้องไปทำงานพิเศษที่โรงแรมของเพื่อน เธอหวั่นใจยิ่งนัก กลัวหญิงสาวจะไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนและทำให้ตัวเองนั่นแหละเป็นอันตรายที่สุด แต่เธอก็ห้ามไม่ได้ เพราะราชาวดีเห็นด้านนอกดูใสซื่อไม่มีพิษสง แต่เธอดื้อเงียบ หูฟังแต่จะทำตามหรือไม่ทำตามมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“ค่ะ...” หญิงสาวตอบรับพร้อมโบกมือลา ก่อนจะเดินจากไปอย่างสดใสร่าเริง รอยยิ้มไม่ห่างหายจากวงหน้า
“เดี๋ยวไปถึงจะรีบโทรมารายงานตัวเลยค่ะ ไปแล้วนะคะ”
ราชาวดีก้าวลงจากรถแท็กซี่อย่างรวดเร็ว จนถลาไปด้านหน้า ใบหน้าเกือบจะชนกับกระถางต้นไม้ใหญ่ แต่ดีว่าเอามือยันไวได้ทันเลยไม่เจ็บตัวอย่างเช่นเคย หญิงสาวรีบลุกยืนตัวตรงก้าวเดินอย่างเร็วรี่ไปตามทางเดินที่มีเส้นทางสายเล็กตรงเข้าไปยังห้องแต่งตัว แต่ก่อนจะถึงก็อดไม่ได้ที่จะหยุดยืนและหันหน้ามองดูโรงแรมใหญ่ขนาด 80 ห้อง
หญิงสาวแหงนหน้าขึ้น ไล่ไปตามความสูงของอาคาร พลางสูดลมหายใจอัดเข้าไปจนเต็มปอด ปกติการมาเยือนโรงแรมแห่งนี้ เธอจะมีทั้งความตื่นเต้นระคนเป็นสุขเสมอ แต่คราวนี้ความรู้สึกกลับผิดแปลกไป มีทั้งตื่นตระหนกและเป็นกังวลแปลก ๆ ผุดขึ้นมา
หรือจะเป็นเพราะว่าคำพูดพี่สีดากับความอาวรณ์ที่มี เมื่อรับงานครั้งนี้แล้วเธอก็จะเงินเพียงพอที่จะทำอย่างใจต้องการ แม้จะมาทำงานที่นี่ได้เพียงไม่กี่ครั้ง แต่ก็รู้สึกดีกับเพื่อนร่วมงาน ที่ก็มีดีบ้างไม่ดีบ้าง ที่ทำให้เธอรู้สึกผูกพันจนไม่อยากจะจากไปเลย หรือจะเป็นเพราะจะต้องจากพี่สีดาที่รักและหวังดีไม่เคยเปลี่ยน และไปจากยังที่ซึ่งเธอไม่มีใครกับความหวังเพียงแค่อย่างเดียว
...หาพี่สาวให้เจอ...
‘ไม่เอาน่าช่อม่วง อย่าคิดมากซิ’ คนตัวเล็กปลุกพลังปลอบใจตัวเอง ขณะมองไปรอบ ๆ บริเวณที่ตนเองยืนอยู่ ความโออ่าหรูหราของสถานที่ข่มให้เธอตัวเล็กจิ๋วเหมือนมด จนต้องอัดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรง เพื่อผ่อนคลายความรู้สึกในหัวใจ แต่ทำอย่างไรก็สลัดความกังวลที่มันเกาะกุมใจออกไปไม่ได้
‘คิดมากอีกแล้วช่อม่วง ไม่มีอะไรหรอกน่า...’
ราชาวดีรีบสลัดความคิดเรื่อยเปื่อยที่แวะเวียนเข้ามาวนเวียนในหัวทิ้งไป ทุ่มความสนใจในเรื่องที่จะต้องทำ แต่เมื่อก้าวเท้าไปด้านหลัง ก็เหมือนกับว่าเธอได้เหยียบไปบนอะไรสักอย่าง ที่มาพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ มันเป็น...อาฟเตอร์เชฟที่ผู้ชายใช้ อะไรบางอย่างบอกเธอแบบนั้น กลิ่นหอมแตะนาสิกจนต้องสูดรับเอาความหอมเข้าปอด
กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากผิวกายสาวผสมกับกลิ่นแป้งทำเอาชายหนุ่มที่เจ็บจากการถูกเหยียบถึงกับผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว แต่เพราะมิชอบอยู่ใกล้ชิดกับสตรีที่มักเป็นตัววุ่นวาย เขาเลยเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นไร้อารมณ์
“จะยืนเอ้อระเหยอยู่อีกนานไหม หนัก...”
เสียงแหบห้าว ดุแข็งและกระด้าง เย็นยะเยือกเป็นภาษาอังกฤษที่ดังลอยมาเข้าหูยังไม่สู้ความเย็นยะเยือกที่แผ่กระจายรุมล้อมรอบกาย ราชาวดีรีบถลาร่างไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
‘โอ๊ย...อีกแล้วเรอะ เป๋อเหลอ ซุ่มซ่ามจริง ๆ ให้ตายเถอะ แล้วจะทำยังไงดีล่ะทีนี้’
คนที่ถูกเธอเหยียบจะต้องโกรธเป็นอย่างมากแน่นอนเลย ราชาวดีหน้าเสีย เมื่อความซุ่มซ่ามของตัวเองทำให้คนอื่นเดือดร้อน
ราชาวดีก่นว่าตัวเองด้วยความหงุดหงิด ทำไมวันนี้เธอถึงควบคุมอะไรไม่ได้สักอย่าง เพียงได้กลิ่นกายของผู้ชายที่ลอยมาแตะจมูกที่ทำให้หัวใจเต้นแรงและเร็ว จนแทบจะหลุดออกมาจากอกแล้ว แปลกมาก...
ไม่ใช่ว่าไม่เคยเข้าใกล้ผู้ชายมาก่อน แต่กลิ่นกายของคนที่อยู่ด้านหลังมันก่อเกิดอารมณ์แปลกๆ ในทรวงที่ทำให้แก้มร้อนผ่าว แต่เธอก็รีบสลัดมันทิ้งไป รีบหันกลับมามองด้านหลังด้วยความรู้สึกผิด
ตอนที่ 3
ราชาวดีทำใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะไล่สายตามองจากส่วนล่างของคนที่ถูกเหยียบเมื่อครู่ เธอเห็นรองเท้าหนังสีขาวขัดมันจนวาวแทบจะใช้แทนกระจกเงาได้ที่ตอนนี้มีบางส่วนสกปรกเพราะฝีมือเธอ ไปถึงกางเกงผ้าเนื้อนุ่มสีเดียวกับตัวรองเท้า
ราชาวดีไล่สายตาขึ้นไปอีกเล็กน้อยก็ได้เห็นเสื้อสูทสีเดียวกับกางเกง
สิ่งที่ได้เห็นทำให้อดที่จะคิดไม่ได้ว่า...ผู้ชายคนนี้ดูท่าจะชอบสีขาวแฮะ
“จะมองอีกนานไหม” ชายหนุ่มถามอย่างหงุดหงิดที่แม่เด็กตัวเล็กซุ่มซ่ามมีกลิ่นกายหอมเฉพาะตัวมัวแต่ให้ความสนใจกับเสื้อผ้าเขาแทนที่จะเงยขึ้นสบตาด้วยและเอ่ยคำขอโทษให้เป็นเรื่องเป็นราว
“ขอ...ขอโทษค่ะ” น้ำเสียงขุ่นเขียวและแข็งกระด้างที่ดังมา ทำให้ราชาวดีหลุดคำพูดว่าขอโทษออกไป พร้อมด้วยรอยยิ้มแหย ๆ ส่งให้กับคนที่เธอเพิ่งจะทำให้เจ็บตัวไป
“ฉันขอโทษที่ทำให้คุณเจ็บตัวด้วยค่ะ” หญิงสาวเอ่ยพร้อยยิ้มปะเหลาะ ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ อย่างที่คิดว่าจะทำให้คนเจ็บตัวนั้นคลายความโกรธลงไปได้บ้าง...เล็กน้อย
เค้าโครงหน้ารูปสี่เหลี่ยมดูแข็งกร้าวและกระด้าง คางบุ๋มไปเล็กน้อย ริมฝีปากหนาสีแดงสดมีรอยหยักเล็กน้อยมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งจนเกิดความรู้สึกว่า...ถ้าใกล้ชิดกับเธอแล้วมันจะเป็นอย่างไร ถ้าหากเธอได้สอดแทรกปลายนิ้วไปลากไล้เส้นผมที่ดูท่าจะนุ่มที่ระต้นคออยู่ จะรู้สึกยังไงกันนะ
เฮ้ย! นี่ฉันคิดอะไรบ้า ๆ กับผู้ชายที่เพิ่งเจอไปได้ละนี่ ถ้าพี่พรกับพี่สีดารู้เข้า คงจะด่าจนหูชาแน่เลย เพี้ยนหนักแล้วเรา
หญิงสาวก่นว่าตัวเองในใจ อยากจะยกมือขึ้นเคาะกะโหลกตัวเองสักทีที่บ้าคิดอะไรไม่เข้าท่า แต่ใบหน้าคมเข้ม ริมฝีปากหนา จมูกโด่งขึ้นสัน ดวงตา...คมเข้มเป็นประกายเย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจราวกับจะสะกดจิตคนได้ทำให้เธอเหมือนกับถูกมนตร์สะกดให้ตะลึงงันกับความมีเสน่ห์ของชายหนุ่มตรงหน้า ทำให้ไม่อาจละสายตาได้ แม้จะเจอกับรัศมีของความเย็นชาอย่างกับน้ำแข็งก็ทำให้เธอไม่อาจละสายตาได้
ไม่! หยุดได้แล้วช่อม่วง แต่...ดวงตาคมเข้มเป็นประกายเซ็กซี่และเว้าวอนเหมือนกับอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำวน ดึงดูดเธอให้ถลาเข้าหา
“คะ...คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ”
ราชาวดีรีบข่มกลั้นความรู้สึกแปลกที่มันเอ่อล้นมาราวกับน้ำทะลักไว้ในใจ แต่ก็เหมือนกับถูกตรึงเอาไว้ด้วยมือที่มองไม่เห็นจนขยับร่างกายไม่ได้เอ่ยถามชายตรงหน้าไปเสียงสั่น
เกิดอะไรขึ้นกับเธอ? ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนกับรอบกายเต็มไปด้วยดอกไม้ที่บานชูช่อ มีเสียงดนตรีหวานนุ่มดังแผ่วพลิ้วมาตามกระแสลมที่พัดไล้เรือนกายที่ถูกโอบกอดแนบชิด เคลื่อนไหวไปในท่วงทำนองของดนตรีที่แสนละมุนหวานนุ่ม
เหมือนล่องลอยอยู่ในความฝัน ราชาวดีแย้มยิ้ม ดวงตาเป็นประกาย แต่พอสบกับสายตาเข้มที่มีแต่ความเร่าร้อนด้วยประกายไฟร้อนระอุที่โอบรอบกายระคนเหนื่อยหน่ายและระอิดระอาใจ ที่สำคัญมันเหมือนกับมีแววดูถูกเหยียดหยามปะปนสุมอยู่ด้วย ทำให้เธอตื่นจากภวังค์ฝันหวานในทันที
ราชาวดีอยากจะเอามือตีหน้าผากตัวเอง ที่ไม่รู้ว่าเป็นบ้าอะไร ในสมองถึงได้มีแต่ภาพผู้ชายตรงหน้าบรรจุอยู่เต็มไปหมด แถมยังละสายตาจากใบหน้าอีกฝ่ายไม่ได้ด้วย หัวใจก็เต้นแรงเร็วราวกับจะหลุดออกมา จนต้องรีบปราม
‘หยุด! หยุดคิดบ้าได้แล้วช่อม่วง’ แต่...
ดวงตาคมกริบที่เซ็กซี่จนหัวใจเธอแทบละลายเหมือนกับเทียนไขถูกลนไฟ หล่อ...หล่อมาก หล่อสุด ๆ พระเอกละครหนังไทยที่เธอเคยชมว่าหล่อและมีเสน่ห์ยังเทียบไม่ติดฝุ่นเลยให้ตายซิ แต่แหม...ตาดุไปหน่อย มองแล้วสั่นไปหมดทั้งตัวเลย แต่ราชาวดีก็ยังสามารถหาข้อติได้บ้างไม่ได้หลงไปในความหล่อที่ได้เห็นเสียทั้งหมด
‘หยุด! ตื่นได้แล้วช่อม่วง’
ราชาวดีบังคับไม่ให้ยกสองมือขึ้นตบหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติคืนมา แต่ถึงจะอย่างนั้นเธอก็ถูกสายตาคมกริบสะกดไว้จนไม่อาจที่จะถอนสายตาจากร่างหนาใหญ่ในชุดสีขาวเหมือนเทพบุตรได้
ผู้ชายคนนี้มีมนตร์อะไรกันแน่ ทำไมเขาถึงได้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าได้เป็นเจ้าหญิงและคนรับใช้ในคราวเดียวกันได้
สายตาของแม่สาวน้อยที่ดูเหมือนว่าจะยังไม่พ้นวัยมัธยมที่มองมาทำให้เซกิจิโร่ถึงกับสบถเสียงเขียว อุตส่าห์ปั้นหน้าเครียดขรึมและแข็งกระด้างแล้วนะ แต่แม่เด็กนี่ดังยังมองมาตาปรอย ให้ตายซิ ชายหนุ่มสบถด้วยหงุดหงิดกับรูปหน้าที่พ่อแม่ให้มา ที่หล่อเหลาไม่เหมาะสมกับหน้าที่การงานที่เขาทำเลยสักนิด
ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง มองยายตัวเล็กที่สูงเสมอคางเขา ใบหน้านวลเนียนรูปไข่ ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสล้อมกรอบด้วยแพขนตายาวงอน จมูกโด่งเล็กได้รูปรับกับริมฝีปากรูปกระจับสีชมพูชวนมองและชวนจินตนาการไปในทางอื่น
ดวงตาคมไล่มองลำคอระหง ไหล่กว้าง เสื้อยืดกลางเก่ากลางใหม่รัดกายจนได้เห็นทรวงสล้างอวบอิ่มขนาดไม่เล็กแต่ก็ไม่ใหญ่ที่ไหวกระเพื่อมตามแรงหายใจ ทำให้เขาเกิดความรู้สึก...อยากจะจับต้อง อยากรู้เวลาได้สัมผัส ปลายนิ้วป่ายปัดไปบน...
ชายหนุ่มสะบัดศีรษะเล็กน้อยไล่ความคิดที่จะจับผู้หญิงตรงหน้า โยนไปบนเตียงนอนนุ่ม ๆ ฉีกทึ้งเสื้อผ้าออกและ...ดวงตาคมกริบเปล่งประกายวาววับเหมือนดวงตาสัตว์ร้ายหิวกระหายเหยื่ออันโอชะ กรามหนาขบกัดบดเบียดจนวงหน้าคร้ามแกร่งนูนขึ้น
ลิ้นเล็กยื่นออกมาลากไล้บนกลีบปากบางสีชมพูระเรื่อ ทำเอาเซกิจิโร่ถึงกับร้องคำรามลั่นในลำคอ ให้ตายซิ เขาเป็นบ้าอะไรไปนี่ ทำไมถึงได้มีอารมณ์กับเด็กไม่รู้จักโตตรงหน้าได้ ชายหนุ่มสบถเสียงขุ่น เมื่อกายสำแดงฤทธิ์เดชราวกับไม่ได้พบเจอและมีอะไรกับผู้หญิงมาเป็นเวลานาน ทั้งที่ความจริงแล้วเขาก็เพิ่งจะผละมาจากแม่สาวต่างชาติหุ่นอวบอัดเต็มไม้เต็มมือเมื่อคืนนี้เอง
แม้จะแปลกที่เกิดความรู้สึกกับสาวตรงหน้า แต่เซกิจิโร่ก็ข่มมันเอาไว้ เพราะผู้หญิงสำหรับเขาหาง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก เพียงแค่กระดิกนิ้วนิดเดียวก็วิ่งมาสยบแทบเท้า หากทำได้สาว ๆ พวกนั้นแทบจะอ้อนวอนขอให้เขาเรียกหาด้วยซ้ำ
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมและหยามหยันผุดขึ้นบนใบหน้าคร้ามแกร่ง แค่มีเงิน มีอำนาจ ไม่ว่าปรารถนาสิ่งใดก็ได้ดังหวัง ไม่แปลกเลยที่ทุกคนจะไขว่คว้าหามัน แต่เมื่อได้มาแล้วนั่นแหละคือตัวปัญหา ใครจะนั่งอยู่บนบัลลังก์แห่งอำนาจได้ยาวนานโดยไม่มีคนอื่นมาโค่นล้มแย่งชิงไป
“ขอโทษด้วยนะคะคุณ” ราชาวดีเอ่ยอีกครั้งพร้อมส่งยิ้มแหย ๆ ไปอีกครั้ง ทำไมสายตาของผู้ชายตรงหน้าถึงได้ทำให้เธอหนาว ๆ ร้อน ๆ เหมือนคนเป็นไข้ก็ไม่รู้ แต่ช่างเถอะ เจอกันตอนนี้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นเอง พอจากไปก็จำไม่ได้แล้วละ ก็ใครจะมาจำผู้หญิงที่สวยก็ไม่สวย ตัวก็เตี้ยม่อต้ออย่างเธอกันให้มันหนักสมองกันละ
เสียงใสเหมือนกับน้ำที่อยู่ในแก้ว บวกกับประกายในดวงตามีชีวิตชีวาและรอยยิ้มเหมือนกำลังจะเปิดโลกที่มีแต่สีดำสนิทและมืดมิดจากการเข่นฆ่าให้สว่างสดใส จนเซกิจิโร่เห็นว่าหากยังยืนสนทนาอยู่กับเด็กสาวตรงหน้าคงไม่เป็นการดีแน่ เผลอ ๆ เขาอาจจะคว้ากายอรชรมาแนบชิด ฉกจุมพิตแผดร้อนบดขยี้ริมฝีปากนุ่ม ที่คงจะไม่ดีแน่ ถ้าเขาไปให้ความสนใจผู้หญิงที่เพิ่งพบเจอ มันจะทำให้บางคนรู้สึกสนใจจนอาจจะกลายเป็นจุดอ่อนสำหรับเขาไปได้