หลายครั้งที่นางวิ่งออกมานอกเขตอาคมจนหาทางกลับไม่เจอเซียนน้อยต้องร้องห่มร้องไห้ตามหานางทุกครั้งไป เซียนน้อยผู้นี้มีนามว่าอาจ้าน และเขาเรียกนางว่าเจ้าก้อนเมฆน้อย
"เพราะขนของเจ้าปุกปุยนุ่มนิ่มเหมือนก้อนเมฆเจ้าจึงเป็นเจ้าก้อนเมฆน้อยของข้า"
น้ำเสียงของอาจ้านช่างไพเราะนัก ไม่ว่าเซียนน้อยผู้นี้จะทำสิ่งใดล้วนดึงดูดให้จิ้งจอกน้อยวนเวียนอยู่รอบกายเขาเป็นเพื่อนและครอบครัวเพียงคนเดียวของนาง
เจ้าก้อนเมฆกับอาจ้านมักนอนด้วยกันทุกวันในฤดูหนาวที่หนาวเหน็บอาจ้านชอบที่จะซุกไซร้หาความอบอุ่นจากขนอันอ่อนนุ่มของนาง
เพราะนางเป็นสัตว์เวทจึงมีร่างกายที่หอมกรุ่นนุ่มนิ่ม สุนัขจิ้งจอกน้อยมีความสุขจนลืมความตั้งใจที่จะบำเพ็ญเพียรเพื่อกลายร่างเป็นเซียนไปเสียสิ้นนางจะอยู่กับอาจ้านไปตลอดชีวิต
จนกระทั่งวันหนึ่งอาจ้านบอกกับนางว่าจะพานางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งวันนั้นอาจ้านเซียนน้อยมีใบหน้าเต็มไปด้วยรอยน้ำตา
เขากอดนางแนบอกไว้ตลอดเวลา จิ้งจอกน้อยสงสัยแต่ไม่อาจเอ่ยถามได้ว่าเขาร้องไห้ด้วยเหตุใด ได้แต่ซุกตัวปลอบโยนเขาในอ้อมกอด
"ท่านแม่ข้าต้องไปจริงๆ หรือข้าไม่อยากจากก้อนเมฆน้อยไป" เขาเอ่ยขณะพานางขี่เมฆมากับมารดาผู้งดงาม
"เจ้ารักก้อนเมฆน้อยไม่ใช่หรือสิ่งที่เจ้าทำได้คือปล่อยให้นางบำเพ็ญเพียรเมื่อนางกลายร่างเป็นเซียนแม่สัญญาว่าจะให้เจ้ามารับนางกลับมาอยู่ข้างกายเจ้าอีกครั้ง"
จิ้งจอกน้อยไม่เข้าใจที่สองเซียนแม่ลูกสนทนากัน ได้แต่ส่ายหางทั้งเก้าไปมา มองดูน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งทำให้อาจ้านของนางร้องไห้หนักขึ้น
พวกเขาพานางมายังสถานที่แห่งหนึ่งรายรอบไปด้วยน้ำทะเลใสแจ๋ว ท้องฟ้าสะอาดตา น้ำทะเลไร้เกลียวคลื่น เป็นครั้งแรกที่จิ้งจอกน้อยเห็นทะเลจึงอดตื่นเต้นกระดิกหางไปมาไม่ได้กระทั่งพวกเขาพานางดำดิ่งลงทะเลสู่ท้องทะเลเบื้องลึก
น่าแปลกใจที่นางสามารถหายใจได้ปกติและตัวนั้นก็ไม่เปียกน้ำแม้แต่น้อย จวบจนกระทั่งมาถึงสถานที่งดงามแห่งหนึ่งที่จิ้งจอกน้อยไม่รู้ว่าลึกสักเท่าใด สถานที่แห่งนี้ดูเงียบสงบและงดงามยิ่ง
เซียนผู้เป็นมารดาของอาจ้านหายเข้าไปในตำหนักชั่วครู่ปล่อยนางกับอาจ้านไว้ด้านนอก มีคนนำขนมมาให้
จิ้งจอกน้อยกินแล้วชอบใจนักนางกระดิกหางไปมาด้วยความซุกซนอยากจะกระโจนลงไปวิ่งเล่นแต่ก็แปลกใจที่อาจ้านยังคงน้ำตาคลอร้องไห้พร้อมลูบหางของนางอย่างรักใคร่อยู่เงียบๆ โดยไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา
หรืออาจ้านจะคิดถึงมารดาจากกันชั่วครู่เดียว บางทีนางคงไม่เข้าใจทั้งหมดที่อาจ้านคิดนางจึงเศร้าใจยอมนั่งบนตักเขาให้เขากอดแต่โดยดีไม่ซุกซนแล้ว
อาจ้านยังนั่งกอดเจ้าก้อนเมฆน้อยร้องไห้อย่างสงบอยู่ด้านนอกอย่างน่าสงสาร ไม่นานนักมารดาของอาจ้านออกมาจากตำหนัก ด้านหลังของท่านน้ามีสตรีผู้งดงามท่าทางอ่อนโยนสูงส่งผู้หนึ่งเดินตามมาด้วย
สตรีผู้นั้นเอ่ยกับอาจ้านเบาๆ คำหนึ่ง อาจ้านทำความเคารพแล้วปาดน้ำตาทิ้งไปหลายทีแต่น้ำตานั้นดูเหมือนไม่อาจจะหยุดไหลได้
เป็นครั้งแรกที่จิ้งจอกน้อยเห็นอาจ้านร้องไห้เช่นนี้ ใจของนางรู้สึกแปลกประหลาดคล้ายจะรับรู้ถึงเรื่องราวร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้นกับตน
อาจ้านมอบจิ้งจอกน้อยในอ้อมกอดให้สตรีผู้นั้น อาจ้านลูบร่างนางตลอดไปจนถึงหางทั้งก้าวอย่างอ่อนโยน จิ้งจอกน้อยมองอย่างสงสัยแต่ยังกระดิกหางให้เขา
"รักษาตัวให้ดีแล้วข้าจะมารับเจ้า"
กล่าวจบอาจ้านก็ถูกมารดาจับมืออ่อนโยน ท่านน้าปลอบโยนอาจ้านแล้วดึงเขาไปกอดเบาๆ ก่อนที่นางจะหันมากล่าวบางสิ่งกับเจ้าจิ้งจอกน้อย
"เจ้าก้อนเมฆข้าต้องพาอาจ้านไปสถานที่แห่งหนึ่งสถานที่แห่งนั้นพลังมารรุนแรงนักหากเจ้าติดตามไปเจ้าคงไม่อาจมีชีวิตรอดดังนั้นตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้ตบะแก่กล้าพอจะรับมือไอมารได้หลังจากนั้นข้าให้สัญญาต่อเจ้าว่าจะให้อาจ้านกลับมารับเจ้าไปอยู่ด้วยเข้าใจหรือไม่"
ท่านน้ายกมือขึ้นแล้วลูบหลังสุนัขจิ้งจอกน้อยอย่างอ่อนโยน
จิ้งจอกน้อยยังมึนงงทุกสิ่งกะทันหันโดยที่นางไม่รู้ตัวนางจึงได้แต่นิ่งอึ้งไร้เสียงเห่าหอนอันใด กำลังจะเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เหตุใดท่านน้าจึงเอ่ยเช่นนี้ อาจ้านและท่านน้าจะไปที่ใดหรือ
อาจ้านปาดน้ำตาโอบกอดนางอบอุ่น
"ข้าจะกลับมารับเจ้ารอข้านะ"
เขากระซิบแผ่วเบาปนสะอื้นขยับกายออกห่าง พร้อมทั้งโบกมือให้นางก่อนจะค่อยๆ ลอยขึ้นไปเบื้องบนช้าๆ กับท่านน้าจนหายลับไปภายใต้อาการตกตะลึงของเจ้าจิ้งจอกน้อย
ไม่จริงใช่หรือไม่เป็นเรื่องล้อเล่นใช่หรือไม่ นางเห่าออกมาเสียงดัง
จิ้งจอกน้อยเพิ่งได้สติรับรู้ว่าตนเองว่ากำลังถูกทิ้ง นางกระโดดออกจากอ้อมกอดของสตรีผู้นั้นวิ่งตามอาจ้านราวกับสุนัขบ้าแต่นางไม่สามารถหลุดพ้นจากตำหนักแห่งนี้ได้
มีเวทกั้นระหว่างนางและท้องทะเลออกจากกัน จิ้งจอกน้อยร่ำไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด
ในใจยังหวังไม่ให้เขาทิ้งนางไปเห่าจนไร้สิ้นเสียงสร้างความเวทนาให้เกิดขึ้นต่อเหล่าเซียนในตำหนักทักษิณ
"เจ้าจิ้งจอกน้อยหากเจ้าอยากอยู่กับเขาอีกครั้งจงบำเพ็ญเพียรจนกลายร่างเป็นเซียนเจ้าตั้งใจเช่นนั้นตั้งแต่แรกไม่ใช่หรือ"
สตรีผู้งดงามเปี่ยมเมตตาเอ่ยขึ้นพร้อมอุ้มร่างเล็กสีขาวสะอาดของจิ้งจอกน้อยขึ้นมาไว้ในอ้อมกอดดังเดิม
สตรีผู้งดงามพานางกลับเข้ามายังตำหนัก จิ้งจอกน้อยได้ยินเซียนรับใช้ในตำแหน่งแห่งนี้ขานนามของสตรีผู้นี้ว่า
"เจ้าแม่กวนอิม"
เจ้าจิ้งจอกน้อยส่งเสียงเห่าหอนโหยหวนอย่างยาวนานและเศร้าโศกแสดงความเจ็บปวดในใจเมื่อถูกอาจ้านทอดทิ้งมาเช่นนี้เป็นเวลานานนับร้อยปีโดยที่เขาไม่ติดต่อกลับมาแม้แต่ครั้งเดียว
ร่างกายซูบผอมขนร่วงกองอยู่บนพื้นเป็นกระจุกคล้ายสุนัขจรจัดมากกว่าสุนัขเวทผู้มีขนสีขาวบริสุทธิ์ฟูนุ่มดั่งก้อนเมฆดั่งเช่นแต่ก่อน
แม้ว่าเจ้าแม่กวนอิมจะพยายามรักษามันด้วยน้ำทิพย์ที่สามารถรักษาได้ทุกโรคจากทะเลทักษิณแต่น้ำทิพย์นี้ไม่อาจรักษาจิตใจได้ ร่างกายฟื้นฟูแต่จิตใจที่ย่ำแย่ทำให้มันใกล้ตายลงทุกที
เป็นเพราะสงสารสัตว์เวทตัวน้อย อีกทั้งได้รับปากสหายรักไว้ว่าจะช่วยดูแลมันอย่างดีที่สุด เจ้าแม่กวนอิมจึงถ่ายทอดพลังวิเศษเพื่อช่วยฟื้นฟูจิตใจให้กับเจ้าก้อนเมฆน้อยไปส่วนหนึ่ง
อย่างน้อยให้สัตว์ที่น่าสงสารตนนี้ลืมเลือนเรื่องอาจ้านเพื่อยุติความผูกพันอนาคตหากมีวาสนาพบเจอนางจะสามารถจดจำผู้ที่เคยผูกจิตรักใคร่ได้หรือไม่ย่อมแล้วแต่เวรกรรม
จวบจนเวลาผ่านมาหลายพันปี สุนัขจิ้งจอกเก้าหางน้อยเติบโตขึ้นเป็นเพราะพลังวิเศษของเจ้าแม่ที่ทำให้ภาพของอาจ้านเป็นภาพเพียงภาพในความฝัน
อีกทั้งกาลเวลาก็ทำให้เรื่องของอาจ้านเริ่มรางเลือนไปคล้ายกับฟองคลื่นที่ใหญ่โตและกลายเป็นเล็กลงจนสูญสลายไปในที่สุด
สุนัขจิ้งจอกเก้าหางน้อยอยู่กับเจ้าแม่ด้วยความสุขและตั้งใจบำเพ็ญเพียรด้วยถูกเจ้าแม่ข่มขู่ทุกวันว่าหากในกำหนดหนึ่งหมื่นปีนางไม่สามารถกลายร่างเป็นเซียนได้
สุนัขจิ้งจอกเก้าหางเช่นนานต้องถูกขับไล่ออกจากทะเลทักษิณ
เมื่อโดนข่มขู่ทุกวัน เจ้าจิ้งจอกน้อยผู้หวาดกลัวการไล่ล่าก็ตั้งใจบำเพ็ญเพียร คิดไว้ว่าในดวงจิตที่เหลือไม่รู้ว่าอีกกี่หมื่นกี่แสนปีก็จะไม่กลับไปมีสภาพเช่นเดิมเด็ดขาด
จิ้งจอกเก้าหางเฝ้าบำเพ็ญเพียรในถ้ำอันมืดมิดความสว่างที่หาได้มีเพียงแสงจากแมงกะพรุนไฟที่ลอยวนเวียนอยู่ใต้น้ำเท่านั้น แม้กระนั้นนางก็หาได้แยแสที่จะแสวงหาความสว่างอันใด
ภายในถ้ำแห่งนี้หนาวเย็นยะเยือกแต่เพราะว่านางเป็นจิ้งจอกความหนาวเย็นจึงไม่อาจเล่นงานนางได้ ขนที่ปุกปุยอบอุ่นของนางนับว่ามีประโยชน์ไม่น้อย
หนึ่งหมื่นปีผ่านพ้น
สัญญาณที่บ่งบอกว่าเวลาหนึ่งพันปีได้ผ่านไปแล้วคืออาการหิวของนาง จิ้งจอกเก้าหางน้อยรู้ว่าตนเองยังไม่กลายเป็นเซียนจึงข่มใจบำเพ็ญเพียรต่ออีกหลายวันจวบจนสุดท้ายนางไม่อาจอดกลั้นความอยากอาหารได้อีกต่อไป ไข่มุกวิเศษคงสิ้นฤทธิ์แล้วนางจึงได้หิวจนทนไม่ไหวเช่นนี้
จิ้งจอกเก้าหางลืมตาขึ้น นางกระแอมส่งเสียงดังฉับพลันเจ้าแมงกะพรุนไฟก็ลอยมาอยู่ตรงหน้า จิ้งจอกเก้าหางรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดจู่ๆ วันนี้เจ้าแมงกะพรุนไฟสหายเพียงหนึ่งเดียวในสถานที่อันมืดมิดแห่งนี้ถึงได้เชื่อฟังนางนัก
ปกติหากนางต้องการแสงสว่างเพื่อผ่อนคลายต้องกระแอมส่งเสียงอยู่หลายทีกว่าจะมีสัตว์ตนใดโผล่มา
หรือว่าเป็นเพราะสัตว์น้ำพวกนี้สัมผัสได้ว่าคงถึงเวลาจากลากันจริงๆ แมงกะพรุนไฟพันปีจึงมารอส่งนางถึงที่นี่กัน
จิ้งจอกเก้าหางบิดกาย หางที่วางราบอยู่บนพื้นถ้ำมาเนิ่นนานเริ่มกระดิก นางขยับร่างกายอยู่ชั่วครู่เพื่อให้เคยชิน
จวบจนในที่สุดนางก็โคจรพลังไปรอบร่างกายจนสามารถยกหางฟูฟ่องดุจมวลกลุ่มเมฆของตนขึ้นมาได้ นางมองเห็นหางของตนเองแล้วถอนหายใจออกมา แล้วเอ่ยวาจาสั้นๆ อย่างผิดหวังกับตนเอง
"เหตุใดข้าถึงยังเป็นจิ้งจอกอยู่เล่า"
พลันปรากฏเกลียวคลื่นใหญ่ภายใต้สายน้ำนางเพ่งพินิจเกลียวคลื่นแล้วจำได้ว่าเวลาเจ้าแม่กวนอิมจะไปยังที่ใดในมหาสมุทรแห่งนี้มักจะมีเกลียวคลื่นนี้นำทาง
นี่ก็คงเป็นเกลียวคลื่นที่เจ้าแม่มีน้ำใจส่งมารับนางกลับ ถือเป็นน้ำใจครั้งสุดท้ายก่อนจากลากระมัง
จิ้งจอกเก้าหางลุกขึ้นแล้วกระโดดเข้าไปในคลื่นนั้นทันใด หลับตาเพียงชั่วประเดี๋ยวคลื่นยักษ์นั้นก็พานางขึ้นมาส่งยังหน้าตำหนักทักษิณ
นางลืมตาขึ้นพบหน้าคนคุ้นเคยที่คอยเฝ้าประตูด้านหน้า สุนัขจิ้งจอกเก้าหางจึงส่งยิ้มทักทายเซียนเหล่านั้น
น่าแปลกใจที่เซียนทุกท่านกลับมองนางด้วยความประหลาดใจ ดวงตาพวกเขาช่างห่างเหินไม่คุ้นเคยเรียกว่าไม่รู้จักเลยจะดีกว่า แม้นางจะกล่าวทักทายหาได้มีผู้ใดกล่าวตอบแม้แต่คำเดียว
ประเดี๋ยวก่อนนางกล่าวทักทายได้ด้วยหรือ จิ้งจอกเก้าหางกลอกตามองไปมา เหล่าเซียนทั้งหลายยังคงยืนนิ่ง หลายคนทำท่าระแวดระวัง
"นี่ข้าเองเจ้าก้อนเมฆอย่างไรเล่า จำข้าไม่ได้หรือเหตุใดพวกท่านทำท่าทางเหมือนข้าเป็นคนแปลกหน้าเล่า"