ตอน 2

สุดท้ายแล้วข้าวของที่มีเพียงนิดก็ย้ายมาอยู่บ้านเขา ชายหนุ่มมองแสนจันทร์ที่กำลังอุ้มเด็กน้อยนอนบนโซฟา

แสนจันทร์มองบ้านไม้ชั้นเดียวแต่ด้านในกว้างกว่าบ้านเช่าที่เธออยู่ มองไปยังด้านในมีถึงสองห้องนอนและห้องน้ำ พร้อมกับบริเวณห้องรับแขกและมีห้องครัวเล็ก ๆ อยู่ใกล้กับห้องน้ำด้านหลัง

“เดี๋ยวผมไปจัดการห้องด้านในก่อน” หัสดินบอกเธอแล้วเดินไปยังห้องติดกันซึ่งปกติจะเป็นห้องสำหรับเก็บของ เมื่อเข้าไปถึงก็ถอนใจอีกรอบเพราะว่ามีแต่กล่องหนังสือเต็มไปหมด

“เดี๋ยวฉันทำความสะอาดเองค่ะ คุณ” แสนจันทร์จะเรียกชื่ออีกฝ่ายก็ลืมไปว่ายังไม่รู้จักชื่อ

“หัสดิน เรียกผมดินก็พอ”

“ฉันแสนจันทร์ค่ะ เรียกจันทร์ได้ค่ะ ฝากคุณดินช่วยดูลูกดาวด้วยนะคะ ฉันกลัวแกจะตื่นขึ้นมา”

หัสดินพยักหน้ารับคำจากนั้นก็เดินกลับไปยังโซฟา พอนั่งลงก็มองเด็กน้อยตัวเล็กผอมกำลังนอนกอดตุ๊กตากระต่ายที่ดูเก่าและเหมือนจะเป็นของเล่นชิ้นเดียวที่เธอมี

กลับบ้านมาว่าจะหาอะไรกินสักหน่อยจึงลุกขึ้นเข้าครัวเพื่อหาของกิน ก็เจอแต่มาม่าและน้ำเปล่า ชีวิตโสดเป็นอะไรที่แสนรันทดเหมือนกัน บ่นเสร็จก็หยิบมาม่าสองถ้วยที่เหลือ หันไปต้มน้ำได้ไม่นานเธอก็ออกมาพร้อมกับเหงื่อโชกท่วมตัว

หัสดินนั่งลงกินมาม่าถ้วยของตัวเองมองเธอขนข้าวของตัวเองเก็บใส่ในห้องจนโล่งเหมือนเดิม จากนั้นก็อุ้มเด็กน้อยเข้าไปนอนด้านในเขาสงสัยจึงอดลุกขึ้นเดินไปดูไม่ได้ เมื่อเห็นห้องที่รกถูกจัดเป็นระเบียบก็ต้องมองตาค้าง

กล่องที่ดูเกะกะก็ถูกแบ่งโซนไว้ริมผนังฝั่งขวา ส่วนทางด้านซ้ายก็เป็นที่นอนของเด็กน้อยและข้าวของที่เธอมีพร้อมกับคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น เขามองพัดลมอันเล็กที่เธอกำลังเสียบก็ส่ายหน้า

จึงเดินไปยังห้องตัวเองหยิบพัดลมที่ได้เป็นของขวัญปีใหม่และไม่ได้ใช้งานเอามาให้เธอ “ใช้ตัวนี้ดีกว่า เธอเองก็จะได้ไม่ร้อน”

“ขอบคุณค่ะ” แสนจันทร์ยกมือขอบคุณอีกฝ่าย

“เราอายุเท่าไร ดูเหมือนหน้าตายังเด็กอยู่”

“ยี่สิบค่ะ” แสนจันทร์พูดอายุตัวเอง

“ก็แสดงว่าจบ ม.หกแล้ว”

“จบปวช.ค่ะ เลขานุการ”

ดวงตาเขาเปิดกว้างอย่างน่าสนใจ “แสดงว่าพิมพ์งานเก่ง”

แสนจันทร์พยักหน้ารับคำ “แล้วคอมนั่นใช้ทำอะไร”

“พิมพ์นิยายค่ะ แต่ตอนนี้” สายตาเธอเศร้าลงแต่ก็ไม่ได้พูดความจริงกับเขา “ไม่จำเป็นแล้ว”

หัสดินได้ยินเสียงเศร้า แต่เวลากลางดึกแบบนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเค้นความจริงกับคนที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตาย

“หิวไหม ผมมีมาม่าเหลืออีกหนึ่งถ้วย”

แสนจันทร์อยากปฏิเสธแต่เสียงท้องเธอเกิดร้องขึ้นมาเขาจึงกึ่งบังคับกึ่งขู่ให้เธอไปนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับเขาที่เดิม

หัสดินกลับมาที่โต๊ะ พบว่าบะหมี่เริ่มพองตัวจึงนั่งลงรีบกินก่อนที่จะเย็นแล้วไม่อร่อย ส่วนเธอก็หยิบมันแกะใส่น้ำร้อนแล้วยืนอยู่ที่เดิมไม่กล้านั่งลงบนโต๊ะอาหารพร้อมเขา

เจ้าของบ้านหันมองแล้วพูด “ผมไม่กัดคุณหรอกมานั่งด้วยกันได้”

แสนจันทร์จึงถือถ้วยบะหมี่ไปนั่งตรงข้ามเขา ระหว่างรอบะหมี่สุกเขาที่กำลังกินก็เอ่ยถามต่อ

“แล้วทำไมไม่กลับบ้าน”

แสนจันทร์ส่ายหน้าไม่ยอมตอบ “แล้วพ่อของลูกดาว”

เธอก็ส่ายหน้าไม่ยอมตอบอีกเหมือนเดิม จนหัสดินถอนใจจึงถามอีกเรื่อง “แล้วคิดได้หรือยังว่าจะไปอยู่ที่ไหน”

หญิงสาวส่ายหน้าอีกรอบ “คงต้องไปขอหลวงตาอยู่วัดสักสองสามวันค่ะ”

กลัวแต่จะอยู่ยาวมากกว่า แล้ววัดก็ใช่ที่พักของผู้หญิงกับเด็กผู้หญิงเสียด้วย ไหน ๆ ก็ช่วยมาถึงตอนนี้แล้วก็ช่วยให้ตลอดแล้วกัน

“อยู่กับผมไปก่อน ไว้มีทางไปก็ค่อยว่ากัน”

คนที่กำลังตักบะหมี่ใส่ปากเงยหน้ามองเขา ดวงตาก็เอ่อด้วยน้ำตาออกมา จนเจ้าของบ้านนิ่งงันแล้วพยายามกลบความรู้สึกสงสารก่อนลุกขึ้นไปล้างถ้วยบะหมี่แทน

“วางไว้เถอะค่ะ เดี๋ยวจันทร์ทำเอง” แสนจันทร์วางมือจากบะหมี่รีบมาดึงถ้วยเขาออกจากมือแล้วเอาไปล้างเอง

หัสดินยอมตามใจจึงเดินถอยห่างหันมองบะหมี่ที่กำลังยังกินค้างอยู่ของเธอ “กินให้เสร็จก่อนค่อยล้างก็ได้ ผมจะอ่านหนังสือห้ามทำเสียงดังเข้าใจไหม”

“ค่ะ” จากนั้นก็หันหลังเข้าห้องตัวเองทันที

แสนจันทร์พ่นลมหายใจโล่ง รู้สึกขอบคุณเขาที่ช่วยเหลือเธอในครั้งนี้ คิดว่าบุญคุณนี้เธอจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด

เธอหันมองรอบบ้านจากนั้นก็หยิบจับไม้กวาดขึ้นมากวาดบ้านให้ พยายามทำตัวเงียบเชียบที่สุด แต่สุดท้ายแล้วก็มีเสียงเด็กน้อยร้องขึ้นมา

แสนจันทร์ด้วยความตกใจจึงรีบวิ่งเข้าไปในห้อง เด็กน้อยคงหิวเพราะกินแค่ข้าวต้มเพียงถ้วยเดียว “อย่าร้องลูก เราอยู่บ้านคุณลุงเขาอย่าทำเสียงดังเข้าใจไหม”

แต่เด็กน้อยที่ยังไม่รู้ความพอหิวก็ร้องออกมาไม่อาจอดทนได้ สุดท้ายแล้วผ่านไปสิบนาทีก็ยังไม่หยุดร้อง คนที่กำลังอ่านสำนวนทนายความอยู่ก็วางลงแล้วเดินออกมา

“ทำไมถึงร้อง”

“แกคงหิวค่ะ”

คำว่าหิวดูจะสะเทือนใจคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านอย่างเขาจริง ๆ หัสดินเงยหน้ามองนาฬิกาบนฝาผนังพบว่าเป็นเวลาสี่ทุ่มพอดี เขาจึงเดินเข้าห้องแล้วหยิบกุญแจรถจากนั้นก็ออกจากบ้านไป

เมื่อไปถึงซูเปอร์มาร์เก็ตหน้าปากซอย ก็ยืนมองชั้นที่ขายนมผงสายตากวาดมองทั้งชั้น ก่อนจำยี่ห้อกระป๋องนมที่ตกหล่นบนพื้นจึงเดินไปกำลังจะมองก็เห็นราคาที่สูงกว่ายี่ห้ออื่นเท่าตัว

“นมสำหรับเด็กแพ้นมวัวค่ะ นมยี่ห้อนี้แพงกว่ายี่ห้ออื่น คนเป็นพ่อแม่ก็จะลำบากหน่อยนะคะ”

แม่ที่อุ้มลูกอีกคนมายืนข้าง ๆ จากนั้นก็หยิบกระป๋องนมยี่ห้อที่พูดถึง “สำหรับคนมีเงินก็มองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับคนหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเรานะคือเรื่องที่หนักมาก แต่เพื่อลูกแล้วแม้จะต้องอดข้าวก็ต้องยอม”

หญิงสาวก้มลงหอมแก้มลูกที่อยู่บนเป้สะพายเด็กด้านหน้าจากนั้นก็ไปจ่ายเงิน หัสดินหันมองราคากระป๋องนมอีกครั้งจึงหยิบมาสองกระป๋อง

คิดว่าจะหยิบแค่นั้น แต่พอเห็นร่างเด็กน้อยที่ดูผอมไร้แรงเดินก็เลยเดินเลยไปยังแผนกอาหาร หยิบไปหยิบมาก็ได้มาอีกหนึ่งตะกร้าเต็ม ๆ

พอไปจ่ายเงินแบงก์เทาสองใบก็ปลิวไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้แบบนี้ต้องเพิ่มในบัญชีนี้ ทำงานขาดทุนแบบนี้เหมือนเอาเงินทิ้งแม่น้ำ

ถึงบ่นไปก็เท่านั้น สุดท้ายแล้วเขาก็หิ้วของที่ซื้อกลับมาบ้าน มาถึงก็เห็นคนเป็นแม่กำลังอุ้มเด็กน้อยปลอบจนหลับเขาวางถุงแล้วพูด

“ในนั้นมีนม ปลุกแกมากินจะได้ไม่ตื่นมาร้องอีก ผมต้องทำงานแล้วของชิ้นอื่นก็เก็บเข้าตู้เย็นด้วย”

วางเสร็จก็หันหลังให้แล้วเข้าห้องปิดประตูเหมือนเดิม สีหน้าบึ้งตึงของเขาขัดกับการกระทำมาก

แสนจันทร์ได้แต่ขอบคุณเขาในใจ จากนั้นก็หยิบกระป๋องนมที่เธอไม่มีปัญญาซื้อขึ้นมามองก็น้ำตาไหลรินออกมาอีกครั้ง เปิดกระป๋องนมขึ้นมาชงให้ลูกกิน

เด็กน้อยกินด้วยความหิวจนอิ่มจากนั้นก็หลับไป แสนจันทร์ยกผ้าขึ้นห่มลูกสาวหันพัดลมให้คลายร้อน จากนั้นก็ออกจากห้องเพื่อไปจัดการพวกเนื้อผักที่เขาซื้อมา

เสียงด้านนอกแม้ไม่ดังมาก แต่ก็พอทำให้เจ้าของบ้านรู้สึกว่าอีกฝ่ายยังไม่นอน หัสดินวางแว่นตาลงจากนั้นก็เดินไปยังด้านนอกมองไปหญิงสาวกำลังขัดถูบ้านจนสะอาดเอี่ยม

เขาที่ไม่ได้ทำความสะอาดบ้านมานานก็ยังรู้สึกว่าสิ่งที่เขาช่วยเหลือหญิงสาวก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร เอาเถอะเรื่องเธอค่อยคิดว่าจะเอาอย่างไรพรุ่งนี้แล้วกัน

เสียงนาฬิกาปลุกตอนตีห้าดังขึ้นทำให้หัสดินที่นอนหลับลุกขึ้นมาเพื่อจะเตรียมตัวไปทำงาน แต่พอเปิดประตูออกมาเดินไปถึงห้องน้ำก็พบหญิงสาวกำลังเตรียมอาหารไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว

“คุณตื่นตีเท่าไร”

“ประมาณตีสี่ค่ะ”

หัสดินนึกถึงตอนเที่ยงคืนที่เธอยังไม่นอน ก่อนมองไปยังด้านหลังบ้านก็พบว่าเสื้อผ้าของเขาถูกตากเรียบร้อยแล้ว แถมยังมีกางเกงในแขวนเอาไว้ด้วย!!

“คุณซักกางเกงในผมด้วย”

แสนจันทร์เงยหน้ามองเขาแล้วตอบ “ค่ะ”

เป็นเขาเองมากกว่าที่เขินจากนั้นก็พูดเสียงติด ๆ ขัด ๆ “ต่อไปไม่ต้องซักแล้วกางเกงในนั้นผมซักเอง”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ถือ”

“แต่ผมถือ” หัสดินตอบกลับอย่างรวดเร็ว แสนจันทร์ก็รีบรับคำ “ได้ค่ะ ฉันจะแยกไว้ให้นะคะ”

พอเห็นสีหน้าเธอเศร้าอย่างรู้สึกผิดเขาเองก็เหมือนเดิม

“ถึงคุณจะมีลูกแล้ว แต่ผมยังไม่มีแฟนยังไงก็รู้สึกว่ามันแปลกอยู่ดี”

“ค่ะ” ตอบแค่คำเดียวจากนั้นก็หันไปยกแกงจืดบนหม้อมาวางบนโต๊ะ แสนจันทร์ใช้ช้อนตักแล้วส่งให้เขา

“คุณช่วยชิมหน่อยไม่แน่ใจว่ารสชาติถูกปากไหม”

หัสดินมองสภาพตัวเองที่ยังไม่อาบน้ำล้างหน้า แต่ก็ยอมเดินไปรับช้อนมาเพื่อชิมรสชาติ ในใจคำแรกที่ชิมก็คือ ‘อร่อย’

แต่เขาไม่พูดออกไปเด็ดขาด “ได้แล้วผมกินได้ทุกอย่าง”

ก็มันอร่อยทุกอย่างแล้วจะให้เขาติอย่างไร จากนั้นก็เดินเข้าห้องน้ำ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเกร็งเพราะมีคนอื่นอยู่ด้วย การอาบน้ำครั้งนี้จึงเร็วกว่าปกติ

เมื่อออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูผืนเดียวอย่างเคยตัว พอเห็นหน้าหญิงสาวเขาก็รีบหันหลังกลับ แต่หญิงสาวกลับมองเห็นเขาเป็นหิน มองเลยผ่านแล้ววิ่งไปในห้องเพราะเสียงลูกร้องตื่นแล้ว

ตอนนี้เขาก็เลยเร่งฝีเท้ากึ่งวิ่งเข้าห้องตัวเองแล้วรีบปิดประตูจากนั้นก็รู้สึกโล่งใจ เอ๊ะทำไมรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่บ้านตัวเอง คิดไปก็เท่านั้นเมื่อหันมองนาฬิกาใกล้หกโมงแล้ว

ถ้าออกรถช้ารถอาจจะติดแล้วไปถึงที่ทำงานสายแน่นอน เขาจึงรีบแต่งตัวกำลังจะเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อมองหาเสื้อก็พบว่าทุกตัวไม่ได้รีด จึงออกจากห้องนอนอีกครั้ง

เสียงเขาค่อนข้างเกรงใจ “พอดีผมต้องไปทำงานสาย จะรบกวนคุณมากไปไหมถ้าจะช่วยรีดผ้าให้หน่อย ผมจะกินข้าวก่อน”

แสนจันทร์ที่ส่งขวดนมให้ลูกกินพยักหน้ายิ้ม จากนั้นก็รับเสื้อและกางเกงเขาไปรีดให้ ส่วนเขาก็นะยังออกมาในชุดผ้าขนหนูตัวเดิมเหมือนกัน

เขานั่งลงตรงข้ามเด็กหญิงตัวน้อย “ชื่ออะไรนะเรา”

“ลูกดาวค่ะ”

“ผมถามเด็กไม่ได้ถามคุณ”

“แกพูดไม่ได้ค่ะ” ร้องได้อย่างเดียวแต่พูดออกมาเป็นประโยคไม่ได้ และดูเหมือนพัฒนาการจะช้ากว่าเด็กทั่วไปด้วย สำหรับแม่แล้วเป็นเรื่องที่ทำใจได้แล้ว

แต่... หนุ่มข้างบ้านตอนนี้ถึงกับตกใจ ถึงว่าตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้เด็กน้อยไม่ยอมพูดสักคำเอาแต่ร้องอย่างเดียว สายตาเขาหันมองแม่เลี้ยงเดี่ยวตรงหน้า

เธอต้องผ่านอะไรมาบ้างในช่วงสามปีนี้ ที่แน่ ๆ อาจจะไม่มีวันเวลาที่ดีแน่นอน เขาพยายามสะบัดสายตาสงสารออกหันมาตักข้าวแล้วรีบกินเพื่อไปทำงาน

ปกติแล้วมื้อเช้าเขากินแค่กาแฟแก้วเดียว แม้ไม่คุ้นชินกับการกินอาหารเช้า แต่เขาก็ตักกินไปถึงสองจาน!! บ้าไปแล้ว อาหารที่เธอทำอร่อยเป็นบ้า!!

แสนจันทร์ที่เงยหน้าจากเตารีดมองเจ้าของบ้านตักกินอย่างอร่อยก็ยิ้มมีความสุข เธอรีดจนเสร็จก็นำไปแขวนด้านในห้องของเขาให้ มองสำรวจห้องที่ดูรก หนังสือวางเกะกะเต็มไปหมด

อีกทั้งผ้าปูก็ยับยู่ยี่ แทนที่จะรีบออกก็คันไม้คันมือจัดให้เขาต่อ คนกินข้าวเสร็จรีบวางจานแล้วกลับมายังห้องตัวเองจากนั้นก็ปิดประตู ด้วยความเคยชิน เขาจึงรีบถอดผ้าขนหนูออกจากนั้นก็หันไปเพื่อหยิบเสื้อผ้า

“เฮ้ย!!” เสียงร้องเขาดังทำให้คนที่กำลังจัดผ้าปูคิดจะหันมอง

“เดี๋ยวอย่าหันมา” หัสดินรีบคว้าผ้าขนหนูขึ้นมาจากนั้นก็รีบผูก

“คุณเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร” ไม่สิเขากินอร่อยจนลืมสังเกตว่าเธออยู่ไหนต่างหาก

“ฉันเอาผ้ามาแขวนให้ค่ะ แต่เห็นว่าห้องรกคิดจะเอาผ้าปูและผ้าห่มไปซักให้มันค่อนข้างอับ เลยเปลี่ยนชุดใหม่ให้ก่อน”

แสนจันทร์หันไปหาเขาก็พบว่าเขาอยู่ในชุดผ้าขนหนูผืนเดียวเหมือนเดิม จึงก้มลงหยิบผ้าปูเตียงและผ้าห่มชุดเก่าออกจากห้อง สีหน้าแววตาเหมือนคนไร้ความรู้สึก

ส่วนเขาที่เป็นผู้ชายยังรู้สึกตกใจมากกว่าอีก สองมือรีบคว้าเสื้อผ้าตัวเองมาสวมใส่แล้วออกจากบ้านไป

เสียงรถของหัสดินออกไปแล้ว แสนจันทร์จึงลุกจากการแช่ผ้าขึ้นมาสำรวจห้องเขา ก่อนจะมองสำรวจหนังสือกองโตแล้วหันมองชั้นวางหนังสือที่ว่างเปล่าเหมือนซื้อมาตั้งไว้เฉย ๆ

เธอจึงใช้ความรู้เรื่องการจัดเก็บเอกสาร จัดเรียงมันขึ้นชั้นจากนั้นก็ทำกระดาษและสมุดเล็กบอกรายละเอียดของหนังสือแต่ละชั้น วางบนโต๊ะทำงานให้เขา

ทำงานหมดไปครึ่งวันก็ได้เวลานอนของลูกสาวจึงพาเจ้าตัวเล็กไปนอนที่โซฟาด้านนอกเปิดหน้าต่างที่มองเห็นสระปลาที่ติดกับวัด บรรยากาศยามเที่ยงจึงไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป

เธอหันมองลูกสาวที่หลับสบายจึงล้มตัวลงนอนด้วยกัน นอนหลับไปนานเท่าไรไม่รู้ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู

“คุณทนาย” แสนจันทร์ลืมตาขึ้นแล้วเดินไปยังประตู เมื่อเปิดออกมาก็พบว่าเป็นผู้หญิงสูงอายุ

ป้าข้างบ้านทำสีหน้าแปลกใจ “คุณเป็นใคร?” ถามเหมือนว่าตัวเองเป็นเมียหลวงของคุณทนาย ส่วนเธอเป็นเมียน้อยอย่างไรไม่รู้

“ฉันเป็นคนทำงานบ้านให้คุณทนายค่ะ”

ออ ก็แค่คนทำงานบ้าน “ฉันทำแกงเทโพปลาเค็มมาฝากคุณทนายยังไงก็ฝากไว้ด้วย”

ป้าบัวกวาดสายตาสำรวจอีกรอบ ก่อนจะพบเด็กน้อยที่นอนหลับอยู่ สายตาก็ยิ่งสงสัยคิดว่าที่หญิงสาวพูดอาจจะเป็นเรื่องโกหก พอประตูปิดลงเธอก็รู้สึกคันปาก จึงคิดจะไปเมาท์ที่ตลาดสักหน่อยจะได้หายคัน

ตอน 3

ด้วยอิทธิฤทธิ์ป้าบัวข้างบ้านจึงทำให้ข่าวที่หญิงสาวเข้ามาอยู่ในบ้านของทนายกระจายทั่วตลาด ตั้งแต่หน้าตลาดจนถึงท้ายตลาดเป็นเรื่องคุยสนุกปาก

ส่วนคนที่ไม่ยุ่งเรื่องคนอื่นหรือไม่สนว่าใครจะนินทาตน กำลังมองมือถือที่ปิดเครื่องอยู่ เธอไม่กล้าแม้แต่จะเปิดออกอ่าน ไม่กล้าแม้แต่จะกล้าเปิดคอมพิวเตอร์

พอคิดถึงเรื่องที่โดนกล่าวหาหัวใจเธอก็ร้องไห้อีกครั้ง แรงที่จะต่อสู้ก็ยังไม่มี จึงหันมาขัดพื้นกวาดบ้านต่อจนสะอาดเสียยิ่งกว่าสะอาด

ตอนที่เจ้าของบ้านกลับมายังจำไม่ได้ว่านี่บ้านตัวเองจริง ๆ หรือเปล่า

“คุณได้พักบ้างไหม”

แสนจันทร์พยักหน้า “งีบเมื่อตอนกลางวันค่ะ”

“ผมไม่ได้ใช้ให้คุณทำงานหนักแบบนี้นะ”

“ให้ฉันทำเถอะค่ะ สมองจะได้ไม่ว่าง” หัสดินเดินไปยังหลังครัวมองอาหารที่เสร็จร้อน ๆ หอมลอยเตะจมูก

เอ้อการมีผู้หญิงอยู่บ้านดีแบบนี้นี่เอง ว่าแต่เขากำลังคิดอะไรอยู่ พอคิดว่าตัวเองคิดเลอะเทอะก็คิดจะหยิบจาน

“อาบน้ำล้างมือก่อนเถอะค่ะ มาร้อน ๆ ด้านนอกเชื้อโรคเยอะปลอดภัยไว้ก่อน”

ประโยคนี้เหมือนแม่ชอบพูดกับเขาบ่อย ๆ ชายหนุ่มเงยหน้ามองคนพูด จากที่คิดจะดื้อพอเห็นสีหน้าเศร้านั้นเลยยอมไม่ดื้อก่อนลุกขึ้นไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า พอออกมาก็เห็นว่าเธอกำลังป้อนอาหารให้ลูกสาวกินอยู่

สายตามองแกงเทโพปลาเค็ม “คุณรู้ได้ไงว่าผมชอบกิน”

แสนจันทร์ส่ายหน้า “ป้าข้างบ้านเอามาให้ค่ะ”

“หมายถึงป้าบัวนะหรือ”

คิ้วหัสดินขมวดเข้าหากัน รอบก่อนเขาทำคดีให้จนอีกฝ่ายชนะคดีเงินกู้ได้สำเร็จ ต่อมาแกก็มักจะทำอาหารมาเผื่อเสมอ เพียงแต่อีกฝ่ายค่อนข้างจะปากมากพอสมควรคิดว่าพอเห็นหญิงสาวแล้วไม่รู้ว่าตอนนี้เรื่องไปไหนถึงไหนแล้ว

แต่เพราะเขาไม่ได้อยู่บ้านบ่อยนัก อีกทั้งไม่ค่อยได้ไปตลาดจึงไม่เดือดร้อนที่จะสนใจเรื่องซุบซิบนินทาเท่าไร

เขานั่งลงแล้วมองแกงจืดเต้าหู้ราดบนข้าวร้อน ๆ เด็กน้อยตักกินเองบ้าง แม่ป้อนบ้าง สรุปแล้วเขากินข้าวหมดจานเธอก็ยังไม่ได้กิน

“เดี๋ยวผมดูแกให้เอง คุณกินข้าวเถอะ” หัสดินลุกขึ้นแล้วอุ้มเด็กน้อยไปยังด้านหน้าโซฟา ก่อนจะมองหาของเล่นของเด็กที่มองทั่วบ้านก็มีแค่กระต่ายเน่าตัวหนึ่งเท่านั้น

ความคิดแรกแวบเข้ามาว่าถ้ามีเวลาเขาจะหาซื้อมาเพิ่มให้ แต่เอ๊ะรู้สึกจะทำเกินหน้าที่เพื่อนบ้านไปหรือเปล่า ทำไปทำมาเริ่มรู้สึกเหมือนเป็นพ่อคนหนึ่งไม่ใช่หนุ่มข้างบ้านแล้ว

ลูกดาวเงยหน้ามองคนตรงหน้า จากนั้นก็รับตุ๊กตาเข้ามากอดไว้แน่น จากนั้นก็หอมแล้วส่งให้อีกฝ่ายหอมตาม หัสดินยิ้มรับมาแต่ก็ไม่ได้หอมตาม เพียงแต่ดัดเสียงเป็นเด็กแล้วคุยแทน

“ว่าไงคุณลูกดาวข้าคือกระต่ายเน่าวันนี้จะมาเล่นกับเจ้า”

ลูกดาวเงยหน้ามองเขาไม่กะพริบตาก่อนจะยิ้มออกมามีเสียงหัวเราะเล็กน้อย

ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้เขาลุกขึ้นไปเปิดประตูพบว่าเป็นป้าบัวคนเดิม ที่คราวนี้หอบหิ้วผลไม้มาฝาก

“คุณทนายป้าเอาผลไม้มาฝาก ของหลานอิฉันมันเอาจากสวนมาฝากเมื่อวาน”

หัสดินรับผลไม้แล้วขอบคุณ แต่ป้าบัวก็ยังไม่กลับยังยืนที่เดิมสายตาสอดส่องเข้าไปด้านใน มองเห็นหญิงสาวกำลังล้างจาน

“เมียคุณทนายหรือคะ”

หัสดินสะอึกกับคำถาม “คนข้างบ้านครับป้า พอดีเขาไม่มีที่อยู่ก็เลยให้มาอยู่ก่อน คิดว่าอีกสองสามวันคงหาที่อยู่ได้ครับ”

เขาก็บอกไปตามจริงไม่ได้ปิดบังอะไร แต่ป้าบัวไม่ได้คิดแบบนั้นนะสิ ถ้าไม่เป็นอะไรกันแล้วทำไมต้องให้มาอยู่ด้วยกัน อย่างไรเหตุผลก็ฟังไม่ขึ้นอยู่ดี

ป้าบัวกวาดสายตาอีกรอบอย่างเสียดายในใจก็บ่นไปว่า ไม่น่าเลยเสียของดี ๆ หมด ตอนแรกว่าจะให้หลานตัวเองที่กำลังทำงานเป็นพยาบาลมาเจอกับพ่อทนายสุดหล่อหน่อย สุดท้ายก็เสร็จสาวข้างบ้าน

พอรู้สึกไม่พอใจป้าบัวก็เลยต่อความยาวจากเรื่องที่คุณทนายพูดเอาไว้ ไม่สิเติมเพิ่มเป็นละครอีกหนึ่งเรื่องยาวไปตั้งแต่หัวตลาดยันท้ายตลาด

แสนจันทร์ล้างจานเสร็จก็เดินไปเก็บผ้าห่มพับเก็บเอาไว้ในตู้ให้หัสดิน ก่อนจะกลับมาหาลูกสาวก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังหัวเราะเล่นสนุกอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

คำถามแรกสำหรับเธอ เธอเป็นแม่ไม่ดีพอหรือเปล่า สองปีมานี้น้อยเหลือเกินที่จะได้มีเวลาเล่นกับลูกแบบนี้ เพราะเธอหรือเปล่าลูกดาวถึงไม่พูด เพราะเธอหรือเปล่าเด็กน้อยจึงมีพัฒนาการช้ากว่าเด็กคนอื่น

สุดท้ายแล้วเธอก็โทษตัวเองเข้าไปอีก

“ลูกดาวมากับแม่มะ ให้คุณทนายทำงานก่อน”

หัสดินหันมองคนเป็นแม่ที่เดินมาอุ้มเด็กหญิงเข้าไปในห้อง เขาก็เลยลุกขึ้นจะเข้าห้องเพื่อไปทำงาน ตอนเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่ทันสังเกตว่าห้องเปลี่ยนไปเยอะ

อีกทั้งหนังสือ!! ด้วยความตกใจคิดว่าหนังสือจะหายจึงรีบเดินไปดูในชั้น ก่อนจะพบว่าหนังสือถูกจัดเรียงตามอักษรเป็นระเบียบเมื่อกลับมายังโต๊ะทำงานก็พบว่ามีสมุดจดรายชื่อหนังสือแต่ละชั้นให้พร้อม

เขาต้องยอมรับเลยว่าความคิดในตอนแรกที่คิดว่าหาเรื่องใส่ตัว ตอนนี้เหมือนจะเอาเรื่องสบายเข้าตัวมากกว่า ชีวิตที่ต้องอยู่กับการทำงานเลิกดึก ข้าวปลาไม่ได้กินก็เหมือนจะเข้าที่เข้าทาง

สายตากวาดมองรอบห้องอีกครั้ง มีหญิงสาวไว้ทำงานบ้านให้ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรจริง ๆ คงต้องคิดแล้วว่าจะทำยังไงต่อไป

เช้าวันอาทิตย์ต่อมารุ่งเช้าวันใหม่ แสนจันทร์มองผักและอาหารสดที่หายไปเยอะพอสมควรจึงคิดจะเดินไปบอกเขา แต่พบว่ามีแบงก์สีเทาวางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้วพร้อมกับกระดาษโน้ต

“ผมไปธุระช่วงเช้ายังไงคุณก็ไปซื้อของในตลาดใส่ตู้เย็นให้หน่อยครับ ออกจากบ้านก็เอากุญแจบ้านใส่ใต้กระถางต้นดอกชบาได้เลยครับเผื่อผมกลับมาก่อน”

แสนจันทร์เก็บเงินใส่กระเป๋า แล้วหยิบเป้สะพายหลังใส่ลูกน้อยแล้วออกจากบ้านพร้อมรถเข็นใส่ของเล็ก ๆ เดินจากบ้านลัดเลาะผ่านวัดไปไม่นานก็เจอตลาด เมื่อไปถึงสิ่งแรกที่เธอมองก็คือราคา

เดินเทียบทั่วตลาดหนึ่งรอบก่อนจะเลือกราคาที่ถูกที่สุด ระหว่างที่กำลังเลือกมะเขือเทศคิดว่าจะเอาไปทำต้มยำให้คุณทนายตอนเย็น แม่ค้าขายผักที่คุ้นเคยก็เงยหน้าแล้วถาม

“ตอนนี้ทำงานอะไรนะเรา” คนเคยทำงานเข็นผักมาหนึ่งปีเงยหน้าแล้วยิ้ม

“ตอนนี้ว่างงานค่ะ”

เธอหยิบแบงก์เทาส่งให้ป้าเดือน อีกฝ่ายก็ตกใจ

“ว่างงานแล้วเอาเงินมาจากไหน หรือว่าที่เขาพูดกันว่าเราไปเป็นเมียน้อยคุณทนายจริงใช่ไหม”

คนไม่มีเมียหลวงแต่มีเมียน้อยแล้วตอนนี้คงสะดุ้ง

แสนจันทร์ถึงกับหน้าซีดแล้วรีบปฏิเสธ “เปล่านะป้า ฉันแค่ไม่มีที่อยู่คุณทนายก็เมตตาฉันให้ฉันพักที่บ้านก่อนจะหาที่อยู่ได้ เงินนี้ก็ของคุณทนายฉันเอากลับไปทำอาหารให้คุณทนายค่ะ”

ป้าเดือนพยักหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “คนดี ๆ แบบคุณทนายเขาก็ต้องได้ผู้หญิงดี ๆ สินะ เราเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมีลูกติดแบบนี้ยังไงเขาก็ไม่มอง ป้าว่าเรารีบหาที่อยู่อื่นเถอะ ก่อนที่ชื่อเสียงคุณทนายจะด่างพร้อยไปมากกว่านี้”

ได้ยินแบบนี้เธอก็ยิ่งรู้สึกผิด ตอนกลับมาถึงบ้านเธอก็รีบจัดการอาหารสดใส่ตู้เย็น เก็บเสื้อผ้าไว้ให้คุณทนายรีดผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเข้าห้องเก็บเสื้อใส่กระเป๋า

สายตาเธอหันมองคอมพิวเตอร์ด้วยสายตาเสียใจ จึงเขียนโน้ตแปะใส่ตู้เย็นเอาไว้ คิดว่าถ้าหาที่อยู่ได้แน่นอนจะกลับมาเอาของที่เหลือตอนนี้ขอฝากคุณทนายไว้ก่อน

แสนจันทร์มองรอบบ้านด้วยสายตาเศร้า จากนั้นก็หันหลังให้ปิดประตูจากนั้นก็ใส่กุญแจใต้กระถางดอกชบา แล้วพาเด็กน้อยออกจากบ้านคุณทนายไปตามทางที่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนกันแน่

สายฝนที่กำลังโปรยลงมานั่นทำให้คนที่กำลังพาช่างมาต่อเติมห้องด้านหลังเพิ่มถึงกับปวดหัว กว่าจะมาถึงก็เปียกปอนไปหมดทั้งตัวเขาลงจากรถมองรถกระบะช่าง

คนงานที่นั่งอยู่ด้านหลังเปียกปอนไปหมดทั้งตัว

“คุณทนายยังไงก็เริ่มงานก่อนไม่ได้ต้องรอให้ฝนหยุดก่อน ยังไงผมขนของลงก่อนพรุ่งนี้จะกลับมาใหม่นะครับ”

คนใจร้อนอย่างทนายพยักหน้าเห็นด้วย กำลังจะเข้าบ้านก็เห็นประตูกุญแจคล้องอยู่ หรือว่าเธอจะติดฝนที่ตลาดยังไม่กลับมาหันมองเวลานี่ก็บ่ายสามแล้ว ถ้าไปเดินตลาดทั้งวันคงไม่ใช่แน่

ลางสังหรณ์ว่าต้องมีเรื่องทำให้หัสดินรีบยกกระถางดอกชบาขึ้นหยิบกุญแจบ้านแล้วเปิดเข้าไปดูด้านใน มองทุกอย่างเรียบร้อยเหมือนตอนออกมา

ฝีเท้าเขาเดินไปยังห้องของหญิงสาวพบคอมพิวเตอร์วางอยู่ก็รู้สึกเบาใจ แต่พอมองให้ดีอีกรอบก็พบว่าเสื้อผ้าหายไปหมด แสดงว่าเธอไปแล้วจริง ๆ

เขาควรรู้สึกโล่งใจที่ไม่มีภาระให้ต้องดูแลหรือใส่ใจใช่ไหม แต่ทำไมเขารู้สึกกังวลรู้สึกเป็นห่วงว่าสองแม่ลูกจะกินอยู่อย่างไร ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน หรือมีที่พักไว้สำหรับนอนคืนนี้หรือยัง

เสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำเข้ามาไม่หยุด ชายหนุ่มเงยหน้าไปนอกหน้าต่างก็ยิ่งรู้สึกกังวลใจ หันมองร่มที่วางอยู่ตรงหน้าก็ลุกขึ้นแล้วหยิบออกจากบ้านเพื่อไปตามหาเธอ

แสนจันทร์อุ้มลูกไว้ในอกหลบฝนอยู่ใต้ศาลาริมทางของถนน หลังจากเดินมาครึ่งวันเธอก็พบว่าตัวเองไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน จึงขอพักเอาแรงเสียก่อน หันมองลูกสาวที่กำลังร้องไห้ด้วยความหิว เธอหยิบขวดนมที่ชงติดมือมาส่งให้ลูกน้อยกินแล้วนอนบนตัก

สายฝนที่สาดลงมายังศาลาที่ไม่ได้กันฝนเท่าไร แสนจันทร์จึงใช้ผ้าห่มขึ้นมาห่มกันฝนให้ลูกสาว เธอมองเด็กน้อยที่กินนมนิ่งสงบเหมือนเด็กน้อยจะยอมรับสภาพความลำบากที่เรามีไปแล้วจึงไม่ได้งอแงแต่อย่างใด

ลูกดาวกินจนหลับไปแต่สายฝนก็ยังไม่หยุด จนความมืดเริ่มมืดขึ้นเรื่อย ๆ เธอคิดว่าคืนนี้อาจจะต้องนอนที่ศาลาริมทางนี้ก่อน แต่แล้วก็มีมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดหน้าศาลา

จากนั้นก็มีกลุ่มวัยรุ่นสองคนเข้ามาหลบฝน วัยรุ่นสองคนนั้นหันมองคนที่อยู่ก่อนแล้ว จึงขยับไปทางด้านซ้ายของศาลาแทน ส่วนเธอเองก็ขยับไปทางขวาเว้นระยะห่างอย่างระวังตัว

แต่ฝนก็เหมือนจะแกล้งพวกเรา เพราะยิ่งนานก็ยิ่งตกหนัก เธอนั่งได้ไม่นานก็ได้กลิ่นบุหรี่ลอยเข้ามา จึงเงยหน้ามองวัยรุ่นสองคนนั้นกำลังสูบบุหรี่อยู่ควันของบุหรี่ลอยเข้ามาทางจมูก เธอก็ก้มลงมองลูกสาวแล้วเอาผ้าห่มคลุมให้มิดกว่าเดิม

วัยรุ่นสองคนหันมองหญิงสาวที่หน้าตาดี ก่อนจะมองรอบถนนที่ไร้รถหรือคนขับผ่านมาร่วมชั่วโมง หันมองรอบด้านบ้านคนก็ห่างพอสมควร สองคนหันมองหน้าแล้วยิ้ม จากนั้นก็ทิ้งบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้เท้าเหยียบขยี้จากนั้นก็หันหลังพร้อมกัน

เสียงฝีเท้าของวัยรุ่นสองคนทำให้แสนจันทร์ผวาเธอรีบอุ้มลูกลุกขึ้นอย่างระวังรีบหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมาแล้วคิดจะออกจากศาลาแต่พวกมันก็ยังรู้ทันดักหน้าเธอเอาไว้

“จะไปไหนพี่สาว ทำไมไม่อยู่กับผัวมาทำอะไรตรงนี้หรือว่าผัวไล่ออกจากบ้านมา” จากนั้นสองคนก็หัวเราะเสียงดัง เธอเองก็พยายามหาทางหนีออกจากศาลา แต่ด้านหลังเป็นบึงน้ำ ด้านข้างก็เป็นเก้าอี้นั้น มีเพียงด้านหน้าที่เป็นทางออก

“ปล่อยฉันไปเถอะ เห็นแก่ลูกฉันด้วย” แสนจันทร์ยกมือขึ้นไหว้วัยรุ่นสองคนตรงหน้า ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะอายุน้อยกว่าหรือมากกว่าตน ตอนนี้ได้แต่หวังว่าเขาจะยอมปล่อยเธอ

วัยรุ่นสองคนนั้นมองหน้ากันจากนั้นก็ขยับเท้าเข้าไปหาเธอพร้อมกับผลักเธอลงนอนจนลูกสาวที่อยู่ตรงหน้าอกร้องตกใจขึ้นมา พวกมันรำคาญจึงผลักเด็กหญิงออกจากตัวเธอ

กรี๊ด! เสียงเธอกรีดร้องขอร้องอ้อนวอนพวกมัน แต่พวกมันกลับมองเป็นเรื่องสนุก คนหนึ่งจับแขนเธอไว้ อีกคนก็กดขาเธอไม่ให้ขยับ

“ได้โปรดขอร้องละเว้นฉันกับลูกเถอะ” น้ำตาเปื้อนใบหน้าอ้อนวอนขอร้องให้พวกเขาปล่อย แต่สุดท้ายแล้วก็เหมือนเสียงสายฝนจะกลบไปจนหมด เธอได้แต่กรีดร้องเมื่อคนตรงหน้ากำลังโน้มตัวลงทำอะไรที่เธอหวาดกลัวที่สุด...

หัสดินถือร่มเดินมองหาหญิงสาวตามทาง เดินเข้าวัดไปถามหากับเจ้าอาวาสก็พบว่าหญิงสาวเข้ามาแวะพักกินข้าวเที่ยงที่วัดจริง ๆ ก่อนที่จะออกจากวัดประมาณบ่ายสองกว่า ๆ หลังจากนั้นฝนก็ตกหนัก คิดว่าคงไปไกลจากวัดไม่เท่าไร

เขาจึงเดินเท้าหันไปตามถนน ลัดเลาะถามชาวบ้านแถวนั้นจนกระทั่งมีคนเห็นว่าเธอเดินไปแถวถนนสายรอง จำได้ว่าแถวนั้นค่อนข้างเปลี่ยว

ในใจเขาก็ยิ่งร้อนรนมากกว่าเดิม กลัวว่าหญิงสาวจะเกิดเรื่อง สายฝนที่พัดเข้ามานั้นทำให้เสื้อของเขาเปียกไม่เหลือสภาพ เดินได้ไม่นานก็รู้สึกรำคาญร่มที่ถือจึงหุบทิ้ง

เอาวะไหน ๆ ก็เปียกแล้วจะถือทำไมอีก จากนั้นก็เดินเท้าต่อเพื่อหาพวกเธอให้พบโดยเร็ว

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED