“อะ…อะไรหรือ แกถามอะไรฉันนะยัยอร โทษที ไม่ทันฟัง” บอกพลางยิ้มแหยๆ ก่อนก้มลงไปเก็บส้อมขึ้นมาวางบนโต๊ะ ขนมที่ชอบกินแทบจะไม่อยากกลืนลงท้อง มันตื้อไปหมด อรณีเห็นอาการของเพื่อนรักแล้วต้องถอนหายใจก่อนจะขยับเก้าอี้มานั่งข้างๆ
“แกมีอะไรหรือเปล่า ทำไมใจลอยได้ขนาดนี้”
“ปะ…เปล่านี่ ฉันสบายดี” อนามิกาปฏิเสธเสียงสูง แต่ก็ไม่กล้าสบตาที่หรี่มองอย่างรู้ทันของอรณี
“ฉันไม่เชื่อ ถึงฉันกับแกจะไม่ได้อยู่ด้วยกันมานานหลายปี แต่แกอย่าลืมสิว่า แกกับฉันโตมาด้วยกัน แกเป็นอย่างไรทำไมฉันจะไม่รู้ อาการเหม่อลอย และปากแข็งว่าไม่มีอะไรของแกนี่แหละ มันเหมือนมีกระดาษที่เขียนคำว่าฉันกำลังมีปัญหาแปะอยู่ที่หน้าผาก บอกมา แกมีปัญหาอะไร”
อนามิกากลืนน้ำลายลงคอมองหน้าเพื่อนที่กำลังเลิกคิ้วรอคอยคำตอบอย่างใจจดจ่อ ก่อนจะหันไปมองคุณหมอแจ๊คที่นั่งส่งยิ้มอบอุ่นมาให้พร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการบอกว่าให้เธอเล่าปัญหาของตัวเองออกมาเถอะ ในเมื่อคนทั้งสองอยากรู้ เพราะเป็นห่วง เธอก็จะเล่า อย่างน้อยก็อาจจะมีไอเดียดีๆ ในการแก้ปัญหาบ้างก็ได้
“ป้าฉันโทรมาสารภาพว่า ท่านแอบเอาโฉนดที่ดินทั้งหมดไปจำนองกับเสี่ยเกษมเพื่อเอาเงินไปเล่นพนันบอลจนหมด และตอนนี้เขามาทวงหนี้ เพราะป้าฉันไม่ส่งต้นส่งดอกเขามาสองเดือนแล้ว ถ้าไม่ส่งเดือนนี้อีกมีหวังที่ดินหลุดลอยไม่มีแม้ที่ซุกหัวนอนแน่ๆ”
อรณีที่รู้จักครอบครัวของอนามิกาดี ฟังแล้วถึงกับอ้าปากค้างกะพริบตาปริบๆ อย่างตกใจ และไม่อยากจะเชื่อว่าป้าผู้แสนดีของเพื่อนรักจะเล่นพนันบอล
“ฉะ…ฉันช็อคนะแก เล่นเอาพูดไม่ออก ไม่อยากจะเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ แล้วป้าแกเอาเงินเขามาเท่าไรล่ะ”
อรณีถามพร้อมกับภาวนาว่าอย่าให้เป็นอย่างที่เธอคิดเลย แม้ครอบครัวของอนามิกาจะไม่ได้ร่ำรวยมาก แต่ก็พอมีที่ดินอยู่บ้างสองสามที่ ถ้าเอาโฉนดที่ดินทั้งหมดไปจำนองหมดนั่นมันก็คงได้เงินค่อนข้างเยอะอยู่ แต่ดูเหมือนคำภาวนาของเธอจะไม่ได้ผล เมื่อเห็นอนามิกาเม้มริมฝีปากเอาไว้แน่นพร้อมก้มหน้าบอกยอดเงินเสียงแผ่ว
“สองล้าน”
บรรยากาศในห้องครัวเงียบสงัดชนิดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจของกันและกัน สองสามีภรรยาหันมามองหน้ากันก่อนจะหันไปมองอนามิกาอย่างเห็นใจ และสุดท้ายก็เป็นอรณีเอ่ยทำลายความเงียบ
“แล้วแกคิดจะทำอย่างไรล่ะ เงินไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ นี่ป้ารักแกเล่นหนักขนาดนี้เลยหรือเนี่ย”
“คงเล่นหวังจะเอาคืนแหละ แต่ยิ่งเล่นก็ยิ่งเสียยิ่งจม สุดท้ายเงินจำนวนมหาศาลก็สูญ ฉันคิดว่าก่อนอื่นคงต้องโอนเงินในบัญชีไปให้แกไปใช้ในส่วนที่ค้างเอาไว้เสียก่อน จากนั้นฉันคงต้องทำงานทยอยส่งกลับไปใช้หนี้ ฉันอยากจะอยู่ทำงานที่นี่ต่อ ถ้ากลับเมืองไทยตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะหางานได้หรือเปล่า และไม่รู้ว่าได้เงินเดือนมากพอที่จะแบ่งมาใช้หนี้ไหม”
อนามิกาบอกอย่างกลุ้มใจ ไม่รู้จะจัดการอย่างไรดีกับชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลงชั่วพริบตา จากที่แค่จะมาเที่ยว และลองทำงานเล่นๆ ฆ่าเวลากลับกลายเป็นต้องจริงจังกับมันขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“แกก็ทำไปสิ เจ้าของร้านเขาก็ไม่ได้ว่า เขายังไม่รู้นี่ว่าแกจะอยู่ที่นี่แค่สามเดือน” อรณีพูดเองก็อึ้งเอง ก่อนจะหันขวับไปมองเพื่อนรักที่มองมาแล้วพยักหน้าอย่างต้องการบอกว่านั่นแหละคือปัญหา
“ฉันลืมนึกไปว่าแกถือวีซ่าท่องเที่ยว กำหนดอยู่ที่นี่ได้แค่สามเดือน เอาอย่างไรดีคุณหมอช่วยคิดหน่อยสิ จะบินกลับเมืองไทยแล้วขอเข้าอเมริกาอีกที ฉันว่ายุ่งยาก เปลืองค่าเครื่องด้วย” อรณีบ่นพึมพำพลางใช้มือลูบคางอย่างใช้ความคิดอยู่นาน จนคุณหมอแจ๊คที่นั่งเงียบมาตลอดแสดงความคิดเห็นบ้าง
“ถ้าคุณน้องอยากอยู่ที่นี่นานๆ และถูกกฎหมายนะ มีทางเดียวคือจดทะเบียนสมรสกับคนที่นี่ แน่นอนต้องเป็นคนอเมริกัน พอได้กรีนการ์ดก็สบายแล้ว คุณมีทางออกที่ดีกว่านี้ไหม” คุณหมอแจ๊คหันไปถามภรรยาสาวที่อ้าปากค้าง
‘ใช่! มันยังมีวิธีนี้อีกวิธีหนึ่งนี่นา แม้มันจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องนักก็ตาม แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกแล้ว’
“อย่างที่คุณหมอบอกนะแก รู้สึกว่า วิธีนี้เขาจะนิยมทำกัน มีทั้งที่จดทะเบียนสมรสจริงๆ และจ้างจด แล้วแกมาอยู่ที่นี่ถูกใจหนุ่มอเมริกันบ้างเปล่า ถ้าเกิดมีและคิดจริงจังก็จับเขาจดทะเบียนสมรสไปเลย”
“พูดง่ายนะ แกอยู่กับฉันเกือบจะตลอดเวลาแล้วเห็นฝรั่งหน้าไหนมาสนใจฉันไหมล่ะ”
“นั่นเพราะแกไม่สนใจมากกว่า อย่างจอห์นอย่างไรล่ะ มองตามแกตาละห้อย” อรณีหมายถึงเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่แสดงออกว่าสนใจเพื่อนรักของเธออย่างออกนอกหน้า แต่ทว่าสาวเจ้ากลับไม่เล่นด้วย หนุ่มฝรั่งนามว่าจอห์นเลยได้แค่มองตามอนามิกาตาละห้อย ไม่กล้าจะแหยม เพราะเคยโดนหญิงสาวตบหน้าหันมาแล้ว หลังจากที่บังอาจมือไวลามปามถึงเนื้อถึงตัว
“ฮึ! ไอ้ผู้ชายขี้หลี ปากว่ามือถึงพรรค์นั้นน่ะหรือ ฝันไปเถอะว่า จะได้เห็นขาอ่อนฉัน” หญิงสาวสะบัดหน้าพรืด เมื่อคิดถึงตอนที่ฝรั่งหน้าจืดอย่างจอห์นเข้ามาบอกว่าชอบ และพยายามบังคับจูบเธอแล้วอารมณ์มันพุ่งปรี๊ดทุกที ไม่เข้าใจผู้ชายพวกนี้จริงๆ ทำไมถึงกล้าทำอะไรอย่างนี้ คิดว่าผู้หญิงง่ายทุกคนหรืออย่างไรกัน
“แต่นอกจากจอห์นแล้วก็มีลูกค้าที่ร้านหลายรายไม่ใช่หรือที่ให้ทิปแกพร้อมนามบัตรน่ะ” อรณีพูดอย่างที่รู้ และเห็นบ่อยครั้ง แต่อนามิกาก็หาเหตุผลมาแย้งอีกจนได้
“เชื่อสิ มีแต่พวกจอมเจ้าชู้ หนีเมียมาหลีสาว หรือไม่ก็พวกหัวงูทั้งนั้นแหละแก” เอ่ยจบอนามิกาก็หันมามองหน้าเพื่อนสนิท แล้วสองสาวก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ในเมื่อเป็นอย่างนี้ก็เหลืออีกทางเลือกหนึ่ง ที่ไม่รู้จะเวิร์คหรือเปล่า
“ถ้าอย่างนั้น แกก็ต้องจ้างผู้ชายอเมริกันสักคนมาจดทะเบียนสมรสด้วยแล้วล่ะ”
รถเฟอร์รารี่สีดำที่มีคนนำมาจอดไว้เมื่อหลายวันก่อนถูกขับออกจากสนามบินเมืองลาสเวกัสที่ถูกเรียกขานว่าเมืองแห่งบาปสู่คอนโดฯ หรูที่เจ้าของรถหรูอย่างเคเลอร์ วิล ดาเวนพอร์ต หนุ่มนักธุรกิจชื่อดังของนิวยอร์กเลือกมาพักร้อนยาวพร้อมกับมาดูธุรกิจคาสิโนที่เขาได้รับรายงานจากผู้ดูแลว่า กำลังประสบปัญหาเรื่องมีลูกค้าขาจรมาเล่นสกปรกในบ่อนของเขา
ตระกูลดาเวนพอร์ตหันมาจับธุรกิจด้านมืดนี้เมื่อหลายปีก่อนโดยการซื้อกิจการคาสิโนซึ่งใกล้ปิดกิจการมาบริหาร ด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล และการบริหารจัดการที่ดีทำให้กิจการฟื้นตัวได้ในเวลาไม่นาน กลายเป็นคาสิโนที่ขึ้นชื่อว่าหรูหราครบวงจรไม่แพ้คาสิโนชื่อดังอื่นๆ ในลาสเวกัส
การเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ก็ก่อให้เกิดปัญหาตามมา อย่างที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้ คู่แข่งบางรายส่งคนมาเล่นสกปรกเพื่อทำลายชื่อเสียง และฐานความน่าเชื่อถือของลูกค้าที่มีทั้งขาจรและขาประจำ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลทั้งมวลที่พอจะคิดได้คงเป็นเพราะคาสิโนของเขาไปข้ามหน้าข้ามตาคาสิโนที่อื่นๆ จนเป็นเหตุให้เกิดการหมั่นไส้
ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก หากแต่ระยะหลังๆ มันเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย แต่ทุกครั้งที่ผ่านมาเขาคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องธรรมดาของการพนัน เมื่อเขาจับตัวคนร้ายได้จึงไม่ได้ลงโทษอย่างเด็ดขาด พวกมันถึงได้ฮึกเหิม กล้าส่งคนมาลองของอยู่เรื่อยๆ เห็นทีคราวนี้คงต้องมีการเชือดไก่ให้ลิงดูเสียแล้วจะได้หลาบจำเสียบ้าง
ร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมสันดูสดชื่นขึ้นหลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดเดินทางเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนเก่าๆ อย่างที่ชอบใส่ ชายหนุ่มเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กบางเฉียบ แต่ราคาแพงระยับมากดรับสายโทร.เข้า ขณะที่อีกมือกำลังสาละวนอยู่กับการเช็ดเรือนผมสีน้ำตาลที่เพิ่งสระเสร็จใหม่ๆ
“ว่าอย่างไรวะ โทร.จิกอย่างกับเป็นเมีย” เคเลอร์แซวลูคัส เทมเพสต์ที่เป็นทั้งหุ้นส่วนและเพื่อนรัก ทั้งยังรับหน้าที่ทำงานแทนเขาในช่วงพักร้อนยาวร่วมกับเอลีเนอร์น้องสาวต่างมารดาของเขา ทำให้ต้นสายรีบสวนมาด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ
“นี่ถ้าน้องสาวแกไม่มาแง้วๆ ให้โทร.หาแกนะ จ้างให้ฉันก็ไม่โทร.ให้เปลืองเวลาเปลืองค่าโทรศัพท์…” ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะพูดจบประโยค โทรศัพท์ก็ถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ในมือของคนที่เขาบอกว่ามาแง้วๆ
“พี่เคถึงที่พักแล้วหรือคะ” เอลีเนอร์ถามเสียงหวานติดจะอ้อนนิดๆ อย่างที่ชอบทำเวลาจะขออะไรจากคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือพี่ชาย ดังนั้นมันจึงทำให้ปลายสายตอบกลับพลางยิ้มใส่โทรศัพท์อย่างรู้ทัน
“เพิ่งมาถึงได้สักพัก แล้วให้ลูคัสโทร.หาพี่มีอะไรหรือเปล่า” สิ้นเสียงถามจากผู้เป็นพี่ชายเอลีเนอร์ก็พูดเรื่อยเปื่อยจนสุดท้ายก็วกเข้ามาที่จุดประสงค์จริงๆ
“เอลีนขอเบอร์มือถือเบอร์นี้กับที่อยู่ที่ลาสเวกัสหน่อยสิ เผื่อเอลีนทนคิดถึงพี่ไม่ไหวจะได้โทร.หา หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”
“ไม่!”เคเลอร์ตอบแบบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา ถ้าใครได้ยินคงคิดว่าแค่เบอร์โทรศัพท์ก็หวงน้อง แต่ที่จริงไม่ใช่เลย เขามีโทรศัพท์สองเครื่อง เครื่องแรกเขาไว้ใช้ทั่วไปเรียกได้ว่าแจกทุกคนที่รู้จัก และจะปิดเครื่องทันทีที่ได้เวลาพักร้อนยาว ส่วนอีกเครื่องเขาใช้ติดต่อเฉพาะกับคนในครอบครัวหรือคนสนิท และคนเหล่านั้นก็คือพ่อ แม่ และลูคัสเท่านั้น