เมื่อจ่ายเงินพนักงานร้านของเล่นในห้างสรรพสินค้าเสร็จหันมามองลูกสาวตัวเล็กก็วิ่งออกจากร้านไปแล้ว เธอจึงรีบร้องเรียกและสาวเท้าวิ่งตามหนูน้อยออกไปทันที และเหมือนว่าลูกน้อยจะเข้าใจว่ากำลังเล่นไล่จับไม่ยอมหยุดวิ่งหนีสักที
“น้องเดียร์รอแม่ด้วยค่ะ” เสียงใสร้องเรียกและวิ่งตามลูกน้อยที่กำลังวิ่งออกจากร้านของเล่นเมื่อได้ของเล่นที่ถูกใจแล้ว โดยไม่คิดรอว่าคนเป็นแม่จะยังจ่ายเงินพนักงานไม่เสร็จ
“แม่จ๋าวิ่งเร็วๆ สิคะ น้องเดียร์อยากกลับบ้านเราแล้วค่ะ” หนูน้อยหยุดวิ่งแล้วหันไปโบกมือให้คนเป็นแม่ที่กำลังวิ่งมาหาตัวเองก่อนจะหมุนตัววิ่งไปต่อ แล้วก็ต้องล้มก้นกระแทกพื้นเมื่อวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว
อุ๊ย! ตุ้บ!
“เด็กบ้านี่!” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างหงุดหงิดเมื่อเดินอยู่ดีๆ ก็มีเด็กวิ่งมาชน
“ขอโทษค่าคุณลุง”
หนูน้อยไม่ได้ร้องไห้ทั้งๆ ที่ตัวเองล้มก้นกระแทกพื้น หนูน้อยลูกครึ่งไทย-เยอรมันพยุงร่างกลมป้อมของตัวเองลุกขึ้นแล้วเอ่ยขอโทษคนที่ตัวเองชนทันทีอย่างรู้สึกผิด ส่วนคนถูกชนเมื่อได้ยินเสียงใสเอ่ยขอโทษพร้อมยกมือไหว้แบบไทยแล้วก็ต้องเปลี่ยนหน้าบึ้งตึงเป็นยิ้มเอ็นดูหนูน้อยแล้วย่อตัวให้อยู่เสมอกับหนูน้อยที่ตัวสูงเพียงเข่าของตัวเองทันที ส่วนบอดี้การ์ดที่ติดตามเขาอยู่ข้างหลังก็ได้แต่มองและขมวดคิ้วตกใจเมื่อเห็นหน้าหนูน้อยลูกครึ่งที่วิ่งชนเจ้านายตัวเอง
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูเจ็บตรงไหนไหมคะ” เขาเอ่ยกับเด็กสาวเป็นภาษาไทยชัดเจน
“ไม่เป็นไรค่า น้องเดียร์ขอโทษคุณลุงอีกครั้งนะคะ ที่วิ่งไม่ดูทางเลยชนคุณลุงค่า” หนูน้อยบอกอีกฝ่ายยิ้มๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ แล้วแม่กับพ่อของหนูอยู่ไหนคะ ทำไม...”
“น้องเดียร์ลูก น้องเดียร์”
มาเฟียหนุ่มยังพูดไม่จบความก็มีเสียงหวานใสดังแทรกขึ้นมาก่อนพร้อมกับเธอวิ่งเข้ามาหาเขาและหนูน้อย พอได้มองผู้มาใหม่ โดมินิกถึงกับมองตะลึงทันที และมองหน้าหนูน้อยสลับกับหน้าสวยหวานที่ตราตรึงในความทรงจำของเขาไม่เคยลืม และก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อมองจ้องหนูน้อยลูกครึ่งตรงหน้าแล้วก็ต้องขบกรามแน่นเมื่อเด็กคนนี้หน้าเหมือนเขาตอนเด็กไม่มีผิด หรือว่า...ไม่จริง...ไม่จริงหรอก แต่เด็กนี่หน้าตาเหมือนเขาตอนเด็กมาก มากจนคิดว่าเป็นแฝดของเขา
“แม่แก้มขา...น้องเดียร์ชนคุณลุงค่ะ น้องเดียร์ขอโทษแล้วนะคะ น้องเดียร์เป็นเด็กดีไหมคะ” หนูน้อยบอกรายงานคนเป็นแม่ทันทีเมื่อคนเป็นแม่เดินมาย่อตัวโอบกอดตัวเอง
“เก่งมากค่ะ เรากลับบ้านกันนะคะน้องเดียร์” กันตาเอ่ยกับลูกสาวพร้อมกับลุกขึ้นยืนจับมือเล็กป้อมของลูกสาว แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเดินก็มีเสียงทุ้มต่ำห้วนดังรั้งไว้ก่อน
“จะไม่ทักฉันหน่อยเหรอกันตา และไม่คิดจะบอกฉันหน่อยเหรอว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของฉัน”
แม้ไม่ได้ตรวจดีเอ็นเอ เขาก็มั่นใจว่าหนูน้อยน่ารักตัวกลมที่วิ่งมาชนคือลูกของตัวเอง เพราะยิ่งมองหน้าหนูน้อยก็ยิ่งเหมือนเขาตอนเด็กไม่มีผิด จะผิดก็ตรงเพศที่เป็นเพศหญิงเท่านั้น ปาก ตา จมูก เครื่องหน้าทุกอย่างเหมือนเขาทั้งหมด จะมีก็รูปหน้าที่คล้ายคลึงกับคนเป็นแม่เท่านั้น และผมสีบลอนด์ทองนั้นอีก มันสีผมของเขาในตอนเด็กชัดๆ
“ขอโทษนะคะ ดิฉันว่าเราไม่น่าจะรู้จักกัน” กันตากัดฟันเม้มปากแน่นตอบกลับไป ทั้งๆ ที่มันคือความจริง ใช่...กันติชาเป็นลูกของเขา ลูกที่เขาทิ้งไว้ให้เธอเลี้ยงดู และก็ต้องขอบคุณ โดมินิก เดฟ วัย 38 ปี เจ้าของสายการบินที่ร่ำรวยที่สุดในเยอรมนี ที่ทำให้ชีวิตที่โดดเดี่ยวของเธอมีความหมายขึ้นมา
“แม่แก้มรู้จักคุณลุงหน้าฝรั่งด้วยเหรอคะ” หนูน้อยกันติชาถามคนเป็นแม่อย่างสงสัย และเหมือนว่าหนูน้อยจะลืมไปว่าตัวเองก็หน้าฝรั่งจ๋าเหมือนกันกับอีกฝ่าย
“ไม่ค่ะ แม่แก้มไม่รู้จักค่ะ เรากลับบ้านกันนะคะน้องเดียร์” เธอก้มหน้าตอบลูกน้อยและยิ้มหวานให้ก่อนจะกระตุกมือเล็กป้อมของลูกที่จับอยู่แล้วพาเดินจากไป
“ฉันต้องการพาลูกของฉันกลับไปด้วย นายจัดการด้วยจอแดน ฉันจะไปรอที่รถ”
เขาสั่งบอดี้การ์ดที่เป็นทั้งคนสนิทของตัวเองให้ไปจัดการตามคำสั่ง จะด้วยวิธีไหนก็ได้ ไม่อยากคิดว่าการที่เขาเดินทางมาเปิดสายการบินที่ไทยครั้งนี้ จะทำให้เขาได้เจอกับคนที่หายไปจากชีวิตของเขาอย่างกันตา ใจเวช วัย 28 ปี และที่สำคัญเขายังมีลูกอีกต่างหาก
“แล้วแม่ของคุณหนูล่ะครับ” จอแดนถามนายหนุ่ม ซึ่งจอแดนก็เรียกหนูน้อยว่าคุณหนูได้เต็มปากเต็มคำโดยไร้ข้อสงสัย เพราะว่าหนูน้อยเหมือนกับเจ้านายในวัยเด็กมาก เขาเองก็เห็นรูปของเจ้านายในวัยเด็กมาแล้วด้วย ซึ่งเหมือนหนูน้อยเป๊ะๆ เลยทีเดียว
“พามาด้วย และอย่าทำให้ลูกฉันตกใจล่ะ ทำให้นุ่มนวลที่สุด”
“ครับนาย”
จอแดนรับคำแล้วพาลูกน้องตามไปด้วยสามคน ส่วนอีกสามคนให้อยู่ดูแลเจ้านายหนุ่มของเขา โดมินิกมองจ้องไปตามแผ่นหลังเล็กของกันตาที่เดินเร็วๆ ห่างออกไป ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปรอหญิงสาวและลูกที่รถ เพราะเชื่อว่าจอแดนกับบอดี้การ์ดคนอื่นจะพาสองแม่ลูกมาหาเขาได้แน่นอน
ไม่อยากเชื่อว่าการมาเมืองไทยครั้งนี้จะทำให้เขาได้เจอกับอีกหนึ่งชีวิตที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา และที่สำคัญ เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าในค่ำคืนนั้นจะทำให้กันตามีลูกของเขาติดท้องมาด้วย ทั้งๆ ที่เขามั่นใจว่าป้องกันอย่างดีแล้ว แต่ก็เกิดความผิดพลาดจนได้ แถมเป็นความผิดพลาดที่น่ารักตั้งแต่แรกที่สบตาเสียด้วยสิ ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของหนูน้อยนั้นเหมือนสีตาของเขา แล้วหล่อนยังปฏิเสธอีกเหรอว่าเด็กนั่นไม่ใช่ลูกของเขาและเธอ หนูน้อยทำให้หัวใจที่ด้านชาของโดมินิกอ่อนยวบลงตั้งแต่เสียงเล็กๆ ของหนูน้อยที่เอ่ยขอโทษเขาแล้ว และนั่นก็แสดงให้รู้ว่ากันตาเลี้ยงลูกของเขามาอย่างดี
ด้านกันตารีบเร่งสาวเท้าพาลูกสาวตัวน้อยไปให้พ้นรัศมีของโดมินิกทันที ทำไมหล่อนจะจำไม่ได้ล่ะ ก็กันติชาลูกสาวสุดที่รักเล่นถอดแบบเขามาแบบนั้น หล่อนจำได้ดีว่าเขาคือใคร และจำได้ไม่เคยลืมเสียด้วยว่ามาเฟียหนุ่มนั้นใจร้ายมากแค่ไหน ทั้งๆ ที่ในคืนนั้นหล่อนร้องขอให้เขาปล่อยไปแล้ว แต่เขาก็ยังทำให้หล่อนมีราคี แถมพ่วงมาอีกหนึ่งชีวิตในคืนนั้นด้วย
“แม่แก้มขา น้องเดียร์เดินไม่ทันค่า...” หนูน้อยวัยเจ็ดขวบเอ่ยท้วงเมื่อเริ่มเดินตามผู้เป็นแม่ไม่ทัน
กันตาหยุดเดินหมุนตัวย่อตัวลงคุกเข่าตรงหน้าลูกน้อยแล้วเอ่ย...
“แม่แก้มขอโทษนะคะที่ทำให้น้องเดียร์รีบตาม แต่แม่แก้มกลัวค่ะ”
“ไม่ต้องกลัวนะคะ น้องเดียร์อยู่ด้วยทั้งคน” หนูน้อยยกมือเล็กกลมป้อมขึ้นโอบสองแก้มนวลของผู้เป็นแม่แล้วยื่นปากน้อยๆ ไปจุ๊บแก้มทั้งสองข้างของผู้ให้กำเนิด
“แม่กลัว แม่กลัวว่าเราสองคนจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน” กันตาเอ่ยสิ่งที่กลัวตอนนี้ให้ลูกสาวตัวน้อยฟัง
“ไม่ต้องกลัวนะคะ น้องเดียร์จะอยู่กับแม่แก้ม น้องเดียร์รักแม่แก้มนะคะ” หนูน้อยบอกรักคนเป็นแม่
“แม่ก็รักน้องเดียร์จ้ะ” กันตามองหน้าลูกสาวที่ฉลาดเกินวัยแล้วลุกขึ้นยืนแล้วกุมมือน้อยก่อนจะพาเดินต่อ แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีร่างสูงใหญ่เดินมาขวางตรงหน้า
“แม่แก้มๆ คุณลุงคนที่อยู่กับคุณลุงที่น้องเดียร์ชนเมื่อกี้นี่คะ” กันตายังไม่ทันได้พูด หนูน้อยน่ารักของแม่พูดขึ้นแทน
“ใช่ครับ” จอแดนเอ่ยตอบเป็นภาษาไทยตามที่ได้เรียนมา แม้จะไม่ชัดเจนเท่าไรก็เถอะ
“คุณมีอะไรกับเราสองคนแม่ลูกคะ” กันตาเอ่ยพร้อมกับกำมือลูกสาวแน่นแล้วดึงรั้งให้ลูกสาวไปยืนหลบอยู่ด้านหลังของตัวเองด้วยความกลัว
“เชิญไปกับผมหน่อยครับคุณกันตา นายผมอยากจะคุยกับคุณ” จอแดนเอ่ยเสียงสุภาพ แต่สายตานั้นดุดันทำให้กันตาถึงกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก เพราะสายตาของอีกฝ่ายกำลังขู่หล่อนอยู่
“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับพวกคุณ ขอตัวนะคะ” พูดจบก็ก้าวเท้าทำท่าจะเดินหนี แต่ก็ต้องหยุดเท้าอีกครั้งเมื่อเสียงของหนุ่มต่างชาติเอ่ยดักทางขึ้น
“ผมว่าไปกับผมดีๆ ดีกว่าครับ อย่าทำให้นายต้องโกรธเลยนะครับ เพราะคุณเองก็รู้ดีว่าเจ้านายผมไม่ได้ใจดีสักเท่าไหร่” จอแดนผายมือไปทางที่ตนเองเดินมาเพื่อให้กันตาเดินนำหน้าไปก่อน
“แม่แก้มขา น้องเดียร์กลัว” หนูน้อยบอกคนเป็นแม่พร้อมกอดขาของแม่
“ไม่ต้องกลัวนะคะ แม่แก้มจะปกป้องหนูเองค่ะ” หล่อนก้มลงเอ่ยอ่อนโยนกับลูกสาว ทำให้จอแดนอดสงสารหญิงสาวไม่ได้ แต่เขาก็ต้องพาหล่อนและลูกไปด้วยให้ได้ ไม่งั้นเขาซวยแน่นอน
“ลุงไม่ทำอะไรหนูกับแม่หรอกครับ แต่คุณลุงคนที่หนูชนเมื่อกี้มีของเล่นจะให้เลยให้ลุงมาตามครับ” จอแดนไม่รู้จะพูดยังไงและคิดว่าวิธีนี้คงดีที่สุดที่จะทำให้ลูกสาวของมาเฟียหนุ่มหายกลัวตัวเอง
“จริงนะคะ”
“จริงครับ” น้ำเสียงตอบกลับหนักแน่นทำให้หนูน้อยที่ฉลาดเกินวัยแหงนหน้ามองผู้เป็นแม่
“แม่แก้มขา เราไปกับคุณลุงกันนะคะ”
“น้องเดียร์ฟังแม่นะลูก เขาเป็นคนแปลกหน้า แม่แก้มว่า...”
“เชิญครับคุณกันตา นายผมกับคุณไม่ใช่คนแปลกหน้ากันก็รู้ และคุณหนูเป็นใคร คุณเองก็น่าจะรู้ดี” จอแดนเอ่ยกับแม่ของคุณหนูตัวเองอีกครั้ง
“ถ้าฉันไม่ไป”
“นายผมก็จะโกรธ แล้วคุณอาจจะไม่ได้อยู่กับคุณหนูอีกเลย”
“ทำไมต้องบังคับฉันด้วย และทำไมต้องขู่ฉันด้วย ฉันอยู่ของฉันกับลูกดีๆ แล้วทำไมคุณกับเจ้านายของคุณถึงต้องโผล่มาตอนนี้ด้วย”
“เชิญครับ” แม้จะสงสารหญิงสาว แต่เขาก็ต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายมาให้สำเร็จ
สุดท้ายแล้วกันตาก็ต้องพาลูกสาวตัวน้อยตามชายแปลกหน้าไป แม้จะจำหน้าของอีกฝ่ายได้ แต่ก็จำชื่อไม่ได้ เพราะมันผ่านมานานหลายปีเหลือเกินกับการจากมาในวันนั้น
หัวใจของมาเฟียหนุ่มร้อนรนไม่สุขรอบอดี้การ์ดคนสนิทมือดีของตัวเองกลับมาพร้อมกับสิ่งที่ต้องการ จากที่นั่งรอในรถที่มีเครื่องปรับอากาศเย็นๆ ก็ลงมาเดินวนไปวนมาข้างรถตัวเอง แล้วก็ต้องยิ้มกว้างออกมาเมื่อมองไปเห็นกันตาและลูกสาวของตัวเอง ทั้งๆ ที่ยังไม่ตรวจดีเอ็นเอ แต่โดมินิกก็มั่นใจว่านั่นคือน้ำเชื้อของเขาที่ฝากไว้กับหล่อนเมื่อครั้งนานมาแล้ว และพอเห็นทั้งสามกำลังเดินมา มาเฟียหนุ่มก็กลับขึ้นไปนั่งรอในรถเหมือนเดิมแล้วจดจ่อกับประตูรถที่จะเปิดออก แล้วก็ต้องตีหน้าขรึมเมื่อประตูรถเปิดออกพร้อมกันตาและหนูน้อยน่าเอ็นดู
“ขึ้นมาบนรถสิ” เขาบอกแค่สั้นๆ แล้วกันตาก็พาลูกสาวก้าวเท้าขึ้นไปในรถแล้วประตูรถก็ปิดสนิทพร้อมกับเคลื่อนตัวออกไปจากตรงนี้ทันที
“ดะ...เดี๋ยว จะพาฉันกับลูกไปไหน”
“ไปบ้านของผม เรามีเรื่องต้องคุยกัน” เขาตอบเพียงแค่นั้น แล้วส่งยิ้มอ่อนโยนให้หนูน้อยที่นั่งกอดแม่อยู่ตรงหน้าตัวเอง
ทันทีที่รถลีมูซีนเคลื่อนตัวออกไป เหล่าบอดี้การ์ดก็พากันขับรถอีกคันตามไปทันที
“แต่ฉันไม่มี”
“แต่ผมมี ว่าไงคะคนสวย ชื่ออะไรคะ คุณลุงขอโทษด้วยนะคะ ที่พาหนูกับแม่มาด้วยแบบนี้ แต่คุณลุงมีเรื่องจะคุย...”
“ไหนคุณลุงคนเมื่อกี้บอกน้องเดียร์ว่าคุณลุงจะให้ของเล่นน้องเดียร์ไงคะ” หนูน้อยกันติชาเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อนที่โดมินิกจะพูดจบประโยค
“แน่นอนครับ คุณลุงมีของเล่นให้หนูเยอะเลย ว่าแต่คนสวยชื่ออะไรคะ”
แม้จะพอได้ยินชื่อที่หนูน้อยแทนชื่อตัวเองมาแล้ว แต่เขาก็อยากฟังจากปากของเด็กน้อยอีกครั้ง และหัวใจของเขามันก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันตอนนี้ ยิ่งได้มองยิ่งมั่นใจว่านี่แหละคือผลผลิตของเขาที่เกิดขึ้นในคืนนั้น แม้ไม่ตั้งใจแต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เขาก็จะพาหนูน้อยกลับไปด้วย
“แม่แก้มขา น้องเดียร์บอกชื่อคุณลุงได้ไหมคะ” หนูน้อยไม่ตอบ แต่ผละจากเอวของแม่แหงนหน้าขึ้นถาม
“ได้สิจ๊ะ” แม้ไม่อยากให้ลูกพูดกับโดมินิก แต่ก็ต้องยอมเมื่อตอนนี้ลูกสาวของหล่อนทำท่าจะสนใจอีกฝ่ายเสียแล้ว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังกลัวๆ อยู่เลยด้วยซ้ำ
“รักแม่แก้มที่สุดเลย น้องเดียร์ชื่อเดียร์นะคะคุณลุง ว่าแต่คุณลุงชื่ออะไรคะ” หนูน้อยบอกและถามกลับ
“ลุงชื่อโดม” เขาบอกชื่อเล่นตัวเองที่มีแค่คนในครอบครัวเท่านั้นที่จะเรียกชื่อนี้
“ลุงโดม ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ และขอบคุณที่จะให้ของเล่นหนูด้วยค่ะ” หนูน้อยยกมือไหว้ขอบคุณล่วงหน้า
“ลุงโดมเต็มใจและยินดีมากครับ อะไรที่ทำให้น้องเดียร์มีความสุข ลุงโดมทำได้ทุกอย่างครับ”
“อย่ายุ่งกับลูกของฉัน” กันตาดึงลูกสาวเข้ามากอดแน่นอย่างหวงแหนและกลัว กลัวว่าโดมินิกจะพาลูกสาวไปจากตนเอง
หึ!
โดมินิกทำเพียงแค่ขำในลำคอก่อนจะยิ้มอ่อนโยนให้หนูน้อยตรงหน้าแล้วมองไปยังนอกรถที่เคลื่อนตัวช้าๆ ในยามนี้ เมืองไทยเป็นเมืองที่น่าเบื่อที่สุดก็ว่าได้ และขึ้นชื่อเรื่องรถติดที่สุด กว่าจะถึงบ้านพักก็คงมืดค่ำพอดี แน่นอนเขาไม่ชอบเลยที่จะเสียเวลานานๆ บนรถแบบนี้ แต่ก็ต้องยอมและอดทน เพราะมันคือเรื่องปกติของกรุงเทพมหานคร
ส่วนกันตาได้แต่นั่งเงียบไม่พูดอะไรอีก ส่วนหนูน้อยกันติชาที่หล่อนกอดแน่นอยู่ตอนนี้ได้เผลอหลับไปแล้ว เธอจึงเปลี่ยนท่านั่งของลูกให้ล้มตัวลงนอนหนุนตักตัวเองแทน ดูท่าแล้วกว่าจะถึงที่หมายคงนาน เพราะมองไปด้านนอกกระจกรถตอนนี้รถเต็มไปหมด และรถก็เคลื่อนตัวช้าเหลือเกิน
มาถึงบ้านค่ำอย่างที่คิดจริงๆ รถติดในกรุงเทพฯ ทำเอาทั้งคนขับและผู้โดยสารเหนื่อย กันตามองไปยังบ้านหลังใหญ่ที่รถยนต์คันหรูแล่นเข้ามาจอดก็รู้สึกโหวงๆ ในอก แต่ก็ต้องก้าวเท้าลงจากรถเมื่อประตูรถเปิดออกและเจ้าของบ้านเชิญ พอตัวเองลงมาแล้วจะอุ้มลูกสาวที่กำลังนอนหลับอยู่ก็ต้องหยุดมือเมื่อโดมินิกเอ่ยขึ้น
“ไม่ต้อง ผมอุ้มลูกเอง”
เขาบอกเพียงแค่นั้นแล้วถือวิสาสะอุ้มลูกสาวขึ้นแนบอกทันที แล้วหนูน้อยกันติชาก็ขยับตัวเล็กน้อยซุกอ้อมกอดของผู้เป็นพ่ออย่างไม่รู้ตัว มุมปากหนาของมาเฟียหนุ่มเผลอยิ้มออกมาไม่รู้ตัวเมื่อลูกน้อยขยับตัวซุกอกตนเอง ก่อนจะก้าวเดินยาวๆ เข้าไปในบ้านหลังใหญ่ที่เงียบสงบของตัวเอง ส่วนกันตาเมื่อเห็นโดมินิกอุ้มลูกสาวตัวเองเข้าไปในบ้านก็รีบก้าวตามเร็วๆ ทันที
พอเดินตามเข้ามาในบ้านน่าจะเป็นห้องนั่งเล่นของบ้าน โดมินิกก็วางลูกสาวลงบนโซฟาอย่างอ่อนโยน แล้วมองมาทางหล่อนที่ยืนมองอยู่ เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“เรามีเรื่องต้องคุยกัน”
“พูดมาสิ แต่สำหรับฉันไม่มีอะไรต้องคุย” หล่อนบอกแล้วเดินไปทิ้งตัวนั่งโซฟาตัวยาวที่ลูกสาวนอนอยู่พร้อมลูบหัวทุยเล็กของหนูน้อยไปมา
“จะคุยตรงนี้” โดมินิกถามสั้นๆ พร้อมมองไปยังหน้าที่หลับสนิทของลูกสาวตัวน้อย
“ใช่ ฉันไม่อยากให้ลูกอยู่คนเดียว กลัวน้องเดียร์ตื่นมาแล้วไม่เจอฉันจะร้องไห้ ยิ่งมานอนอยู่แปลกที่ด้วยแล้ว แกจะกลัวเวลาตื่นนอนใหม่ๆ” เธออธิบายเหตุผลให้ชายหนุ่มฟัง
“แต่ต้องไปคุยที่ห้องทำงาน ไม่กลัวว่าการคุยกันของเราจะทำให้ลูกตื่นเหรอ”
“คุณก็พูดมาสิว่าคุณจะคุยอะไร ลูกไม่ตื่นหรอก ถึงตื่นถ้ามีฉันอยู่ด้วย น้องเดียร์ก็ไม่งอแง”
“ผมต้องการลูก” เมื่อหล่อนอยากให้พูดตรงนี้ โดมินิกเลยไม่อ้อมค้อมความประสงค์ของตัวเอง
เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางหน้าเมื่อโดมินิกพูดคำที่หล่อนกลัวออกมา แต่กันตาก็ฝืนความรู้สึกกลัวนั้นไว้แล้วพูดตอบออกมา
“ลูกของฉัน คุณจะพาแกไปไหนไม่ได้ และน้องเดียร์ก็ไม่ใช่ลูกของคุณด้วย อย่ามโน”
หึ!
“ผมไม่ใช่คนโง่ที่จะดูไม่ออกว่าน้องเดียร์เป็นลูกใคร หน้าถอดแบบผมมาขนาดนี้ แล้วจะให้ผมมองว่าไม่ใช่ลูกผมได้ยังไง” สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทางสบาย เหมือนกับว่าการที่จะพรากลูกมาจากกันตานั้นมันเป็นเรื่องง่ายดายเสียจริง แน่ล่ะ เขามีอำนาจ มีเงิน มีทุกอย่างที่หล่อนไม่มี
“ฉันจะบอกคุณเป็นครั้งสุดท้าย น้องเดียร์ไม่ใช่ลูกคุณ แกเป็นลูกฉันกับคนอื่น” เธอบอกเขาเสียงดังฟังชัด
“เฮอะ! เผอิญผมไม่ได้โง่ ถ้ายังดื้อด้านจะไม่ให้ลูกกับผมก็ตรวจดีเอ็นเอกันก็ได้ หรือว่าคุณกลัว”
“ฉันเป็นคนอุ้มท้องเขามาเอง ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าเขาเป็นลูกใคร ที่แน่ๆ ไม่ใช่มาเฟียใจโฉดอย่างคุณแน่นอนโดมินิก น้องเดียร์ไม่ใช่ลูกคุณและไม่มีวันใช่แน่นอน” ทำไมหล่อนต้องยอมตรวจดีเอ็นเอด้วยล่ะ ในเมื่อกันติชาเป็นสิทธิ์ของหล่อนเพียงผู้เดียว
“งั้นก็ตรวจดีเอ็นเอสิกันตา ยิ่งคุณพูดแบบนี้ผมยิ่งมั่นใจว่าน้องเดียร์เป็นลูกของผม และผมจะพาลูกกลับเยอรมันด้วยในอาทิตย์หน้า คุณก็รู้ว่าผมทำได้ทุกอย่างกันตา”
“คุณขู่ฉัน”
“ผมไม่ได้ขู่ ผมจะทำอย่างที่พูดจริงๆ ถ้าคุณอยากอยู่กับลูกก็ว่าง่ายๆ อย่าดื้อให้มาก และอย่าคิดพาลูกหนีล่ะ ถ้าผมโกรธขึ้นมา คุณจะไม่ได้เจอหน้าแกอีกตลอดชีวิต”
“คนเลว ฉันอยู่ของฉันกับลูกดีๆ แล้วคุณโผล่มาทำไมตอนนี้ พอโผล่มาก็จะมาพรากแกไปจากฉัน คนสารเลว ไอ้มาเฟียบ้า อึก! ฮือๆ” กันตาปล่อยเสียงโฮออกมาพร้อมกับลุกขึ้นไปหาคนตัวโตแล้วทุบตีอกเขาแรงๆ เมื่อรู้แล้วว่ายังไงเสียตัวเองก็หนีมาเฟียหนุ่มไปไม่ได้ ด้วยรู้จักโดมินิกดี เมื่อแปดปีก่อนเป็นยังไง ตอนนี้เขาก็ยังเป็นแบบนั้น เขาต้องการอะไรแล้วต้องได้
ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ!
“พอใจรึยัง ถ้ายังก็ทุบต่อได้ แต่ยังไงผมก็จะพาลูกกลับไปพร้อมผม ลูกต้องไปอยู่กับผม ส่วนคุณจะไปด้วยก็ได้ แต่ไปในฐานะพี่เลี้ยงเท่านั้น ระหว่างเราสองคนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะผมไม่นิยมใช้ของที่เคยใช้แล้ว” พูดจบก็ผลักร่างเล็กถอยห่างแล้วเดินผ่านไปนั่งลงบนโซฟาตัวที่ลูกน้อยกำลังงัวเงียตื่นขึ้นมา ก่อนจะพูดต่ออีก
“บอกลูกด้วยว่าผมเป็นใคร ผมไม่ใช่ลุงของแก แต่ผมเป็นพ่อ เป็นแด๊ดดี้ของน้องเดียร์ คนที่ทำให้เขาเกิดมา หรือว่าจะให้ผมเป็นคนบอกลูกเอง”
เขาถามหล่อนในท้ายประโยค ส่วนคนฟังได้แต่เบ้ปาก เพราะสุดท้ายแล้วหล่อนก็ต้องบอกความจริงและยอมรับว่าเขาคือพ่อของกันติชาอย่างที่เขาพูด แม้จะตรวจดีเอ็นเอหรือไม่ตรวจ โดมินิกก็คือพ่อของลูกสาวเธอ เพราะเขาคือผู้ชายคนแรกและคนเดียวที่ได้พรหมจรรย์ของหล่อนไป แถมยังฝากสิ่งมีชีวิตที่น่ารักอย่างลูกน้อยไว้ให้อีก ยอมรับว่าตอนแรกที่รู้ว่าท้อง หล่อนเครียดมาก ด้วยสภาพครอบครัวที่ไม่เอื้ออำนวยและหลายๆ อย่าง สังคม สิ่งแวดล้อมของประเทศไทยด้วย ทุกอย่างมันลำบาก ต้องทนขี้ปากชาวบ้าน ทนเสียงนินทา แต่หล่อนก็ผ่านมันมาได้
“มีทางเลือกให้ฉันไหม” หล่อนถามเขาเสียงสั่นเครือ
“แล้วคิดว่ามีรึเปล่าล่ะ คุณมาอยู่กับลูก อย่าคิดหนีล่ะ เพราะคิดจะหนียังไงก็ไม่รอดสายตาผมหรอก คนของผมเฝ้าดูคุณอยู่กันตา” พูดจบก็ลุกขึ้นเมื่อลูบหัวลูกน้อยจนหลับไปอีกครั้ง
“คนเลว...ทำไมคุณต้องมาทำให้ฉันเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วย ทำไมคุณถึงไม่ปล่อยฉันกับลูกไป”
“ยอมรับแล้วเหรอว่าเขาเป็นลูกของผม”
“ฉัน...”
“ไม่ต้องพูดหรอก ผมจะไปอาบน้ำแล้วเราจะไปบ้านของคุณกัน คืนนี้ผมหวังว่าคุณจะบอกลูกเรื่องของผม บอกเขาว่าผมเป็นพ่อของเขา และผมจะนอนค้างที่บ้านของคุณด้วยคืนนี้”
พูดสิ่งที่ตัวเองต้องการจบก็เดินจากไปทันที ทิ้งให้คนที่สะอื้นไห้ยืนนิ่งอยู่กับความคิดตัวเองนานเท่าไรก็ไม่รู้ จนลูกสาวตัวน้อยที่ตื่นขึ้นมานั้นเดินมากระตุกชายเสื้อของหล่อนเรียกสตินั่นแหละ
“แม่แก้มขา...ที่นี่ที่ไหนคะ” หนูน้อยกระตุกชายเสื้อผู้เป็นแม่พร้อมกับแหงนหน้าขึ้นถามแม่แล้วก็ยกมือทั้งสองข้างมาขยี้ตาของตัวเอง
กันตารีบเช็ดน้ำตาของตัวเองออกแล้วปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ ก่อนจะย่อตัวลงแล้วถามลูกสาวแทนที่จะตอบคำถาม
“น้องเดียร์คะ แม่แก้มถามได้ไหมคะ”
“อือ...ได้สิคะ แม่แก้มขา”
“น้องเดียร์อยากมีแด๊ดดี้ไหมคะ”
“แด๊ดดี้เหมือนเพื่อนที่โรงเรียนเหรอคะ”
“ใช่แล้วค่ะ น้องเดียร์อยากมีไหมคะ”
“น้องเดียร์อยากมีค่ะ แต่อยากมีแม่แก้มมากกว่าค่ะ อีกอย่างแม่แก้มบอกว่าแด๊ดดี้ทำงานอยู่บนฟ้ามาหาน้องเดียร์กับแม่แก้มไม่ได้ น้องเดียร์รู้ค่ะว่าน้องเดียร์ไม่ควรดื้อกับแม่แก้ม น้องเดียร์รักแม่แก้มนะคะ...จุ๊บ!” พูดจบก็ยื่นปากไปจุ๊บปากของคนเป็นแม่ ความฉลาดของกันติชาทำให้คนเป็นแม่อดน้ำตาคลอไม่ได้จนต้องแหงนมองเพดานเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมาให้ลูกน้อยเห็น
“คนเก่งของแม่แก้ม แม่แก้มรักน้องเดียร์นะคะ น้องเดียร์คะ ถ้าแม่แก้มจะบอกว่าตอนนี้แด๊ดดี้ของน้องเดียร์กลับมาแล้วล่ะคะ น้องเดียร์ดีใจไหมคะ” สุดท้ายแล้วเธอก็ทิ้งความเห็นแก่ตัวของตัวเองไว้เพื่อลูกสาว ลูกต้องมีพ่อ ใช่...ควรรู้ว่าโดมินิกคือพ่อผู้ให้กำเนิดเขา
“แม่แก้ม...แม่แก้มพูดจริงเหรอคะ แล้วตอนนี้แด๊ดดี้อยู่ไหนคะ” หนูน้อยฉีกยิ้มกว้างจนตาเล็กหยี ทั้งตื่นเต้นและดีใจ
“ตอนนี้แด๊ดดี้ไปอาบน้ำจ้ะ และตอนนี้เราก็อยู่บ้านของแด๊ดดี้น้องเดียร์ด้วยค่ะ”
“ว้าว! แม่แก้มขา บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ แด๊ดดี้ของน้องเดียร์รวยมากเลยเหรอคะ”
หนูน้อยผละถอยเดินรอบๆ ห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยเครื่องประดับและชุดโซฟาตัวใหญ่ๆ ราคาแพงๆ หนูน้อยไม่รู้หรอกว่ามันแพงรู้ แต่ว่ามันสวยมาก และห้องนี้ก็ใหญ่มาก ใหญ่กว่าบ้านหลังเล็กที่หนูน้อยกับแม่อาศัยอยู่
กันตามองลูกสาวที่เดินกึ่งวิ่งไปมาทั่วห้องด้วยความตื่นตาตื่นใจกับห้องนี้แล้วก็อดสงสารชีวิตที่ผ่านมาของลูกน้อยไม่ได้ ใช่แล้ว...หล่อนคิดถูกแล้วที่ตัดสินใจแบบนี้ ตัดสินใจจะบอกลูกว่าเขามีพ่อเหมือนเด็กคนอื่น และพ่อของเขาก็รวยมากด้วย ซึ่งต่างจากแม่แบบหล่อนที่มีเพียงบ้านหลังเล็กจากคุณตาที่เพิ่งเสียไปเมื่อตอนที่หล่อนตั้งท้องอ่อนๆ ของลูกน้อย ตอนนั้นเธอกลัวมาก กลัวว่าท่านจะรับไม่ได้ แต่พ่อของหล่อนก็รับได้และให้กำลังใจ แต่อุบัติเหตุก็มาพรากท่านไปก่อนจะได้เห็นหน้าหลานตัวน้อยในท้อง
“น้องเดียร์ขา...มานั่งก่อนลูก”
“ค่า...ว่าแต่แม่แก้มขา แด๊ดดี้ของน้องเดียร์อยู่ไหนคะ น้องเดียร์อยากเจอตอนนี้ค่ะ” หนูน้อยวิ่งกลับมาหาแม่แล้วพากันไปนั่งที่โซฟาตัวใหญ่
“แด๊ดดี้ของน้องแก้มไปอาบน้ำ แป๊บเดียวเดี๋ยวมาจ้ะ นั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เด็กดีต้องไม่ดื้อไม่ชน ไม่หยิบจับของที่ไม่ใช่ของเรานะคะ”
“รับทราบค่ะแม่แก้ม น้องเดียร์เป็นเด็กดี น้องเดียร์ตื่นเต้นที่จะมีแด๊ดดี้เหมือนเพื่อนๆ ที่โรงเรียนแล้ว...เย้!” หนูน้อยลุกกระโดดโลดเต้นเมื่อมีเรื่องจะไปอวดเพื่อนที่โรงเรียนแล้ว
“เบาๆ ก่อนลูก เด็กดีของแม่”
“ค่า น้องเดียร์ดีใจนี่คะแม่แก้ม” หนูน้อยยอมนั่งนิ่งๆ เหมือนเดิม
“ดีใจแต่พองามนะคะคนดีของแม่แก้ม”
“ค่า แม่แก้มขา น้องเดียร์หิวค่ะ” หนูน้อยลูบท้องตัวเองพร้อมแหงนหน้าอ้อนๆ ส่งไปให้คนเป็นแม่ที่นั่งก้มมองดูตัวเองอยู่
“หิวมากไหมคะ แม่แก้มลืมถุงขนมไว้บนรถ เดี๋ยวแม่แก้มไปเอาให้นะคะ”
“ไปด้วยกันนะคะ”
“จ้ะ ไปด้วยกัน” แล้วสองแม่ลูกก็เดินไปยังนอกบ้านเพื่อไปหารถคันหรูที่นั่งมาก่อนหน้านี้เพื่อจะนำขนมที่ซื้อมาด้วยให้ลูกน้อยกินรองท้องไปก่อน
จอแดนยืนพูดคุยกับบอดี้การ์ดรุ่นน้องที่ตัวเองฝึกมาเองกับมืออยู่หน้าบ้านที่จะเดินไปโรงจอดรถมองมาเห็นสองแม่ลูกเดินมาพอดีจึงสั่งให้ทุกคนไปทำงานตามที่สั่งไว้ ส่วนตัวเองเดินเข้าไปหาหญิงสาวและคุณหนูน้อยของตัวเอง แน่นอนว่าจอแดนรู้สึกว่าในอนาคต ผู้หญิงที่เดินมากับเด็กจะเป็นคนกุมบังเหียนและชีวิตของโดมินิก ผู้เป็นนายของเขาในอนาคตแน่นอน
“มีอะไรรึเปล่าครับคุณกันตา” จอแดนเอ่ยถาม
“น้องเดียร์หิว ฉันจะไปเอาขนมที่ลืมไว้บนรถมาให้ลูกกินรองท้องก่อนน่ะ”
“เดี๋ยวผมไปเอามาให้ครับ คุณหนูหิวเหรอครับ รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมไปเอามาให้” แล้วจอแดนก็รีบเดินไปยังรถลีมูซีนคันหรูทันทีเพื่อเปิดนำขนมที่ว่ามาให้คุณหนูน้อย เมื่อได้ของที่ต้องการแล้วก็เดินกลับมาหาสองแม่ลูกพร้อมส่งยื่นถุงขนมให้กันตา
“ขอบคุณนะคะคุณ...”
“จอแดนครับ คุณกันตา” จอแดนเอ่ยบอกชื่อตัวเองกับหญิงสาว
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ น้องเดียร์ขอบคุณลุงจอแดนรึยังคะ”
“ขอบคุณค่า” หนูน้อยยกมือไหว้ขอบคุณทันทีเมื่อผู้เป็นแม่พูดจบ
“ไม่เป็นไรครับ มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว ถ้าได้ของที่ต้องการแล้วเชิญเข้าไปในบ้านครับ อีกไม่นานเจ้านายคงจะเสร็จธุระส่วนตัวครับ”
“อ้อ...ใช่ น้องเดียร์ลืมไปเลยว่ามากับลุงโดม แล้วลุงโดมล่ะคะ” หนูน้อยแหงนหน้าขึ้นถามผู้เป็นแม่และมองไปยังคุณลุงใจดีอีกคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน
“อาบน้ำจ้ะ เดี๋ยวเราไปรอเขาในบ้านกันนะคะคนดีของแม่”
“อ้อ...ค่ะ คุณลุงเข้าไปด้วยกันไหมคะ”
“ไม่ครับ ผมต้องอยู่ดูแลความเรียบร้อยข้างนอก คุณหนูกับคุณแม่เข้าไปรอในบ้านเลยครับ” จอแดนตอบแล้วก็เดินจากไปทิ้งให้หนูน้อยมึนงงไม่เข้าใจกับคำพูดของคุณลุงที่เพิ่งเดินจากไป
“ไปกันเถอะน้องเดียร์ หิวไม่ใช่เหรอคะ”
“อือ...ค่ะ น้องเดียร์หิว”
“งั้นเข้าไปในบ้านกันนะคะ”
“ค่า” แล้วสองแม่ลูกก็เดินกลับเข้าไปในบ้านเหมือนเดิม ไปนั่งรอเจ้าของบ้านในห้องเดิมพร้อมกับมีขนมให้ลูกน้อยทานรองท้องระหว่างรอไปด้วย เธอเองก็เริ่มหิวหยิบขนมโดนัททานไปสองชิ้น และพอทานแล้วก็เริ่มหิวน้ำ รู้สึกแปลกใจว่าทำไมบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ไม่มีแม่บ้านเลยสักคน พอจะลุกเดินไปหาห้องครัวของบ้านหลังใหญ่ เจ้าของบ้านก็เดินเข้ามาพอดี
โดมินิกเดินเข้ามาเห็นว่ากันตาจะเดินออกจากห้องนั่งเล่น เขาจึงถามหล่อน พอรู้ความว่าจะไปไหน เขาจึงบอกทางไปห้องครัวให้หญิงสาว ก่อนจะเดินไปนั่งเล่นกับลูกสาวตัวน้อย ยิ่งได้มองยิ่งได้พูดคุย โดมินิกก็เหมือนกับฝัน เพราะมันเหมือนฝันจริงๆ ที่คนอย่างเขาจะมีลูกสาวโตขนาดนี้แล้ว
“น้องเดียร์อายุเท่าไหร่แล้วครับ” โดมินิกถามลูกสาวตัวเอง
“เจ็ดขวบค่ะ แล้วลุงโดมล่ะคะ อายุกี่ขวบคะ” หนูน้อยถามกลับ
“สามสิบแปดครับ แล้วน้องเดียร์รู้รึยังครับว่าเราเป็นอะไรกัน แม่ของน้องเดียร์บอกรึยังครับ” เขาถามหยั่งเชิงดูก่อน
“อือ...ยังเลยค่ะ แต่น้องเดียร์ดีใจค่ะ แม่แก้มบอกว่าน้องเดียร์มีแด๊ดดี้เหมือนเพื่อนๆ บ้านหลังนี้ก็เป็นของแด๊ดดี้ค่ะ ลุงโดมดีใจกับหนูไหมคะ ที่น้องเดียร์จะมีแด๊ดดี้ แถมรวยด้วยค่ะ บ้านก็หลังใหญ่ด้วยค่า” หนูน้อยถือโอกาสพูดอวดทันที
“น้องเดียร์ดีใจ ลุงโดมก็ดีใจด้วยครับ ว่าแต่ทานขนมอะไรครับน่าทานเชียว” โดมินิกใจพองโตเมื่อรู้ว่าลูกสาวดีใจที่การมีตัวตนของเขามันทำให้หนูน้อยมีความสุข ทำไมนะ ทำไมเวลาช่างกลั่นแกล้งเหลือเกิน ทำไมไม่ทำให้เขารู้และเจอตั้งแต่แรกว่าเขาเป็นพ่อของหนูน้อย มารู้มาเจอก็ตอนที่หนูน้อยอายุเจ็ดขวบแล้ว เขาสูญเสียช่วงเวลาที่สำคัญตอนกันติชาหัดนั่ง หัดเดิน และหัดพูดไป เขารู้สึกอิจฉากันตาเหลือเกินเมื่อนึกถึงตรงนี้
“คุณลุงหน้าเศร้าทำไมคะ” หนูน้อยปล่อยขนมในมือแล้วจับแก้มสากของคนที่นั่งข้างๆ
“ลุงโดมไม่ได้เศร้าครับ ลุงโดมดีใจอยู่ครับ”
“ไม่เศร้านะคะ น้องเดียร์แบ่งโดนัทให้ค่ะ” ว่าแล้วก็หยิบโดนัทที่ตัวเองกัดกินไปแล้วหนึ่งคำส่งยื่นให้ชายหนุ่ม โดมินิกมองขนมในมือหนูน้อยด้วยความตื้นตันใจจนน้ำตานั้นอาบคลอดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของตัวเอง
“ทำไมคะ หรือลุงโดมกลัวไม่อิ่มคะ งั้นน้องเดียร์เอาชิ้นใหม่ให้นะคะ” หนูน้อยก้มลงหยิบชิ้นใหม่ที่ยังไม่กัดกินส่งยื่นให้คนข้างๆ แล้วก็เห็นอีกฝ่ายน้ำตาไหลอาบสองแก้ม
“คุณลุงร้องไห้เหรอคะ น้องเดียร์เช็ดให้นะคะ ไม่ร้องนะ โอ๋...ไม่ร้องนะคะคนเก่ง” หนูน้อยเช็ดน้ำตาออกจากแก้มสากให้พร้อมกับลูบแก้มของอีกฝ่ายปลอบประโลม
“ขอบคุณนะครับนางฟ้าน้อยของลุงโดม” โดมินิกรวบร่างตุ้ยนุ้ยของเด็กน้อยเข้ามากอดแนบแน่น นี่ถือเป็นกอดแรกที่เขาได้กอดลูกน้อยเลยก็ว่าได้
“ลุงโดมเป็นอะไรไปคะ น้องเดียร์งงค่ะ” ถามทั้งๆ ที่กอดตอบคนตัวโต
“ขอลุงโดมกอดหน่อยนะครับ”
“ได้ค่ะ” หนูน้อยยอมให้กอดโดยไม่ถามอะไรอีก และภาพของสองพ่อลูกที่กำลังกอดกันแน่นตอนนี้ทำให้คนที่เดินกลับมาพร้อมแก้วน้ำในมือสองแก้วยืนนิ่งมอง แล้วหล่อนก็ต้องเบือนหน้าหนีจากภาพตรงหน้าเมื่อน้ำตาเจ้ากรรมจะไหลออกมาอีกแล้ว
“ขอบคุณนะครับที่ให้ลุงโดมกอด” มาเฟียหนุ่มผู้มีจิตใจแข็งกร้าวผละห่างจากหนูน้อยพร้อมกับมองไปยังหน้าทางเข้าห้องนั่งเล่นแล้วยกมือขึ้นปาดคราบน้ำตาตัวเองออกแล้วเอ่ยขึ้น
“มานานรึยังกันตา”
“เพิ่งมาค่ะ”
“เข้ามาสิ ไปกันเถอะ ฉันพร้อมแล้ว ไปบ้านของเธอและน้องเดียร์กัน” เขาลุกขึ้นเต็มความสูงแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงลำลองขาสามส่วนของตัวเองเดินสวนทางหล่อนออกไป ส่วนกันตาได้แต่มองตามแผ่นหลังของเขา ก่อนจะเดินเข้าไปหาลูกพร้อมส่งน้ำที่นำมาด้วยให้ลูกดื่ม
“ดื่มน้ำก่อนค่ะน้องเดียร์ เราจะกลับบ้านกันค่ะ”
“แล้วแด๊ดดี้ล่ะคะ”
“เดี๋ยวแม่จะบอกนะคะ ตอนนี้กลับบ้านเราก่อน ไม่ดื้อนะคะน้องเดียร์”
“ค่า น้องเดียร์ไม่ดื้อกับแม่แก้ม แต่เมื่อกี้แม่แก้มคะ ลุงโดมเหมือนร้องไห้ด้วยค่ะ”
“อือ...เหรอคะ ดื่มน้ำแล้วรีบไปกันเถอะ ลุงโดมจะไปกับเราด้วย”
“จริงเหรอคะ”
“จริงค่ะคนเก่ง”
หนูน้อยดื่มน้ำที่แม่นำมาให้แล้วช่วยแม่เก็บขนมลงไปในกล่องให้เรียบร้อย ก่อนจะนำกลับไปเก็บไว้ในถุงเหมือนเดิมแล้วลุกขึ้นเดินไปยังห้องครัวเพื่อนำแก้วน้ำไปเก็บ ก่อนจะเดินออกไปนอกบ้าน ไปยังรถยนต์คันหรูที่ติดเครื่องยนต์จอดรอท่าอยู่
ก่อนจะกลับถึงบ้าน มาเฟียหนุ่มพาสองแม่ลูกแวะทานข้าวระหว่างทางก่อน พอมาถึงบ้านหลังเล็กที่รถตัวเองมาจอดอยู่หน้าบ้าน เขาไม่อยากเชื่อว่าที่นี้เรียกว่าบ้าน และลูกสาวของเขากับกันตาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เมื่อเดินเข้ามาในบ้านหลังเล็กที่ประตูบ้านนั้นเล็กแคบ ถ้าเขาไม่ก้มลงตอนเดินเข้ามามีหวังหัวได้ชนขอบประตูข้างบนแน่ แต่พอเข้ามาในบ้านก็มองสำรวจรอบๆ บ้านที่จัดสรรตกแต่งลงตัวเหมาะกับสองแม่ลูก แต่ให้ตายเถอะ หลังเล็กเท่ารูหนู อยู่กันไปได้ยังไง แล้วโซฟาตัวเล็กลายดอกไม้นั่นอีก เขานั่งคนเดียวก็เต็มแล้ว
“อย่าบอกนะว่าเธอกับลูกฉันอยู่บ้านเล็กเท่ารูหนูนี้” เขาเดินไปนั่งที่โซฟาโดยที่เจ้าของบ้านยังไม่ทันได้อนุญาตเลยสักคำ
“มันไม่สำคัญหรอกว่าหลังเล็กหลังใหญ่ มันสำคัญที่ใจและความอบอุ่นและช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกันมากกว่าค่ะ” หล่อนตอบเขาแล้วเดินไปยังห้องครัวขนาดเล็กนำน้ำมาให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างโดมินิก
“บ้านลุงโดมหลังใหญ่เหรอคะ” หนูน้อยกันติชามานั่งข้างๆ ชายหนุ่มที่เหลือที่นั่งแค่นิดเดียวพร้อมถาม
“หลังใหญ่มากเลยครับ น้องเดียร์อยากไปอยู่กับลุงไหมครับ” เขาถาม
“แม่แก้มอยู่ไหน น้องเดียร์อยู่นั่นค่ะ” หนูน้อยตอบอย่างไม่คิดนาน
“น้ำค่ะ” เธอส่งน้ำให้เขาพร้อมเดินไปดึงลากเก้าอี้ตัวเล็กที่โต๊ะทานข้าวขนาดเล็กมานั่ง
“ขอบคุณ เธอจะบอกน้องเดียร์ตอนไหน”
“ฉัน...”
“ฉันไม่อยากรอนาน ฉันอยากให้น้องเดียร์รู้ว่าฉันเป็นใคร” โดมินิกพูดตัดประโยคของกันตาทันที เมื่อเห็นหล่อนอ้ำอึ้ง
“ฉันจะบอกลูกคืนนี้”
“ตอนนี้ เพราะฉันต้องการนอนกับลูก” โดมินิกสั่ง
“อย่าเพิ่งเร่งได้ไหม ฉันต้องการเวลา”
“แต่ฉันรอไม่ได้แล้ว ฉันอยากให้ลูกเรียกฉันแด๊ดดี้”
“ฉัน...”
“ตอนนี้ บอกลูกตอนนี้กันตา” เขาสั่งเสียงเข้ม
“พูดอะไรกันคะ น้องเดียร์ไม่เข้าใจ” หนูน้อยมองผู้ใหญ่ทั้งสองที่กำลังถกเถียงกันไปมาด้วยความมึนงงกับสถานการณ์ตอนนี้
“บอกลูกสิ บอกตอนที่ผมนั่งอยู่ด้วยสิ” โดมินิกเอ่ยกดดันอีกครั้ง
“ได้ ฉันจะบอกลูก” เธอตอบเขาสั้นๆ แล้วมองหน้าลูกสาวสลับกับหน้าของพ่อของลูกไปมา ก่อนจะสูดลมหายใจแรงๆ แล้วพูดออกมา
“น้องเดียร์คะ อยากรู้รึยังคะว่าใครคือแด๊ดดี้ของลูก”
“อยากรู้ค่ะ น้องเดียร์อยากรู้จักแด๊ดดี้ อยากเห็น และอยากถามว่าไปอยู่บนฟ้าสบายไหม” หนูน้อยตอบใสซื่อ และคำใสซื่อของหนูน้อยนั้นทำให้โดมินิกถึงกับกัดกรามแน่น อย่าบอกนะ ที่ผ่านมาหล่อนบอกลูกว่าเขาตายไปแล้ว กันตา...เธอมันเห็นแก่ตัวไม่ต่างจากเขานักหรอก
“น้องเดียร์มองหน้าลุงโดมสิลูก ไม่สิ แด๊ดดี้โดมสิลูก ตอนนี้แด๊ดดี้กลับมาแล้วนะคะ คนที่นั่งข้างๆ หนูคือแด๊ดดี้ที่หนูอยากเจอไงคะ”
สุดท้ายเธอก็บอกสิ่งที่ไม่อยากบอกจนได้ พอได้ยินแบบนั้น เด็กหญิงกันติชาก็แหงนหน้าจ้องมองหน้าหล่อของคนนั่งข้างๆ ทันที แล้วก็ลุกขึ้นยืนบนโซฟาตัวเล็กพร้อมจับไหล่หนารั้งร่างอ้วนตัวเองไว้ไม่ให้ตกไปพร้อมกับเคลื่อนมาจับสองแก้มสากของคนตัวโตที่จ้องมองตัวเองเหมือนกัน
“ดะ...แด๊ดดี้ของน้องเดียร์จริงๆ เหรอคะ”
“ครับ แด๊ดดี้เอง ต่อไปนี้เราจะไม่แยกจากกันอีกแล้ว แด๊ดดี้จะอยู่กับน้องเดียร์ตลอดไปครับ” มือใหญ่หยาบกร้านของมาเฟียหนุ่มยกขึ้นมากุมมือเล็กทั้งสองข้างที่กุมแก้มตัวเองแล้วนำมาจูบแผ่วเบา
“แด๊ดดี้ ลุงโดมเป็นแด๊ดดี้ของน้องเดียร์จริงเหรอคะแม่แก้ม” หนูน้อยหันมาถามคนเป็นแม่อีกครั้ง
“จริงจ้ะ เขาเป็นแด๊ดดี้ที่อยู่บนฟ้าของน้องเดียร์ ต่อไปเรียกแด๊ดดี้นะคะ ไม่เรียกลุงแล้ว”
“น้องเดียร์คิดถึง...คิดถึงแด๊ดดี้มาตลอด น้องเดียร์อิจฉาเพื่อนที่โรงเรียนเวลาที่แด๊ดดี้ของพวกเขามารับกลับบ้าน” หนูน้อยบอกทั้งน้ำตาแล้วก้มหน้าไปซุกกับไหล่กว้างของคนเป็นพ่อและโดมินิกก็กอดรัดร่างอ้วนกลมแน่นเช่นกัน
“แด๊ดดี้ขอโทษนะครับที่ทำให้น้องเดียร์มีปม ต่อไปนี้แด๊ดดี้สัญญาจะอยู่กับน้องเดียร์ จะไม่ปล่อยให้น้องเดียร์อยู่กับแม่สองคนอีกแล้วครับ”
“สัญญานะคะ”
“สัญญาลูกผู้ชายครับ”
เขาผละออกมายกนิ้วก้อยรอให้ลูกน้อยมาเกี่ยวก้อยด้วย และหนูน้อยก็เข้าใจความหมายรีบยื่นนิ้วก้อยสั้นๆ กลมๆ ตัวเองออกมาเกี่ยวก้อยสัญญากับผู้เป็นพ่อทันที ภาพตรงหน้าทำให้กันตาถึงกับร้องไห้ออกมา แต่ก็พยายามกลืนเสียงสะอื้นไว้ไม่ให้ดังออกมาให้ลูกน้อยได้ยิน
“คืนนี้แด๊ดดี้จะอยู่กับน้องเดียร์ใช่ไหมคะ น้องเดียร์อยากนอนกับแด๊ดดี้และแม่แก้ม อยากนอนพร้อมกันสามคนเหมือนในการ์ตูนที่น้องเดียร์เคยดู ได้ไหมคะแด๊ดดี้” หนูน้อยเอ่ยบอกสิ่งที่ตัวเองอยากทำมากที่สุดในตอนนี้
“ได้สิครับ” เขาตอบตกลงโดยไม่คิดนาน
ส่วนคนเป็นแม่นั้นถึงกับสะอึกกับความคิดที่ฉลาดเกินวัยของลูกสาวจนต้องกลืนเสียงสะอื้นแล้วเช็ดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมารอบดวงตาออกแล้วปฏิเสธ
“ไม่ได้นะคะน้องเดียร์ ห้องของเราเล็ก เตียงของเราเล็ก แด๊ดดี้นอนกับเราไม่ได้หรอกค่ะ”
“นอนเบียดๆ กันได้ค่ะแม่แก้ม...นะคะ แม่แก้มให้แด๊ดดี้นอนด้วยนะคะคืนนี้”
“น้องเดียร์ทำไมดื้อจังคะ”
“อย่าดุลูกเลย ผมแค่นอนกับลูก ผมไม่คิดอะไรกับคุณหรอกกันตา ผมไม่ชอบของเก่าๆ”
พูดทั้งๆ ที่ในใจลึกๆ นั้นไม่ได้คิดอย่างที่พูดเลยสักนิด เพราะมองสำรวจแม่ของลูกโดยละเอียดดีแล้ว หล่อนสวยกว่าเมื่อครั้งอดีต แถมยังน่าปรารถนากว่าเดิม สองเต้าที่ดุนดันบดเบียดกันซุกซ่อนในเสื้อยืดก็บอกชัดแล้วว่ามันใหญ่กว่าเมื่อก่อน เอวเล็กคอดก็ยังเล็กน่าจับรั้งโยกเร่าเหมือนเดิม สะโพกที่ผ่านการตั้งครรภ์มาแล้วยิ่งน่าปรารถนาน่าขบเม้มเข้าไปใหญ่ โอว์...พระเจ้า เขาคิดกับหล่อนแบบนี้ได้ยังไงกัน
“คนบ้า!” หล่อนพูดเสียงเบา แต่คนที่หูดีกว่าคนทั่วไปกลับได้ยินชัดเจนจนต้องตอบกลับมา
“ผมไม่ได้บ้า ไปจัดห้องซะ ผมจะนอนกับลูกคืนนี้ ถ้าคุณไม่สะดวกนอนในห้องนี้ก็ได้ ผมจะนอนกับน้องเดียร์สองคน”
“น้องเดียร์ติด อะ...เอ่อ...” จะให้บอกยังไงดีว่าลูกสาวนั้นติดสองเต้าของเธอ แม้จะอายุเจ็ดขวบแล้ว แต่เวลานอนจะต้องได้จับหรือเล่นเต้าของหล่อนถึงจะหลับได้
“ติดอะไร อ้ำอึ้งอยู่ได้”
“ฉันไม่สะดวกจะบอก และถ้าคุณจะนอนที่นี่ก็ต้องนอนบนโซฟาตัวเล็กที่คุณนั่ง ถ้าไม่ได้ก็กลับบ้านของคุณไป”
“ผมบอกแล้วว่าจะนอนที่นี่กับลูก ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น ผมต้องการสนิทกับลูกและต้องการให้ลูกรู้จักผมมากกว่านี้”
“คุณเนี่ยนะ ทำไม...ทำไมเอาแต่ใจ ไอ้มาเฟียบ้า”
หึหึ
“น้องเดียร์คะ พาแด๊ดดี้ไปดูรอบบ้านหน่อยได้ไหมคะ” เขาไม่พูดกับเธอ แต่หันมาพูดกับลูกสาวตัวน้อยแทน
“ได้ค่ะแด๊ดดี้” หนูน้อยกระโดดลงจากโซฟาตัวเล็กแล้วจูงมือของผู้เป็นพ่อเดินไปยังชั้นสองของบ้าน ส่วนกันตาได้แต่ส่ายหน้ามองตามและอิจฉาโดมินิกที่ตอนนี้ได้รับความสนใจจากกันติชามากกว่าตัวเอง
“ฉันจะทำยังไงกับคุณดี คุณโดมินิก” หล่อนพึมพำพร้อมลุกขึ้นเดินไปยังห้องครัวเพื่อนำน้ำในตู้เย็นสองสามขวดออกไปข้างนอกไปให้จอแดนและคนอื่นๆ ที่ติดตามมาด้วย ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในบ้านแล้วขึ้นไปยังชั้นสองห้องนอนส่วนตัวของตัวเองและลูกสาว พอเข้ามาในห้องก็เห็นโดมินิกนอนอยู่บนเตียงโดยมีกันติชานอนหนุนแขนแกร่งเบียดอยู่ข้างๆ
“ลูกง่วงแล้ว คุณพาลูกไปอาบน้ำสิ เตียงก็ไม่ได้เล็กสักหน่อย นอนได้สามคนสบายด้วยซ้ำ” โดมินิกบอกเจ้าของห้องที่ยืนมองตัวเองอยู่ที่หน้าประตู
“แต่ฉันไม่ชินกับการที่มีคนอื่นมานอนร่วมเตียงเดียวกับเราสองคนแม่ลูก”
“คนอื่นเหรอ คุณลืมไปรึเปล่าว่าผมเป็นอะไรกับคุณ และต้องบอกอีกไหมว่าผมทำยังไง คุณถึงมีน้องเดียร์ อย่าเรื่องมากน่า พาลูกไปอาบน้ำแล้วมานอนกัน พรุ่งนี้เรามีเรื่องต้องจัดการเยอะ เรื่องโรงเรียนของลูก เรื่องใบเกิดของลูก ผมต้องการมีชื่อผมในนั้น และผมต้องการเปลี่ยนนามสกุลของลูกมาใช้นามสกุลของผมด้วย”
“จะมากไปแล้วนะคุณโดมินิก”
“ไม่มากไปหรอกกันตา มันคือสิ่งที่คุณต้องยอมรับว่าน้องเดียร์คือลูกของผม”
“คนบ้าอำนาจ”
“น้องเดียร์ไปอาบน้ำกับแม่นะคะ แด๊ดดี้จะนอนรอบนเตียง” มาเฟียหนุ่มไม่ตอบ แต่กลับหันมาพูดกับลูกสาวตัวน้อยแทน
“ได้ค่า แด๊ดดี้ขา น้องเดียร์อาบน้ำไม่นานจะมานอนด้วยนะคะ...จุ๊บ” พูดจบก็ยื่นจมูกน้อยๆ ไปจุ๊บแก้มสากรกเคราของผู้เป็นพ่อ ก่อนจะผละลงจากเตียงเดินไปหาผู้เป็นแม่ที่ยืนหน้าบึ้งอยู่หน้าทางเข้าห้องนอน
มีอะไรไหมที่หล่อนจะนำมาต่อรองและชนะ แต่คิดแล้วก็ไม่มีสักอย่างจึงยอมพาลูกน้อยไปอาบน้ำแต่โดยดี และตัวเธอเองก็อาบน้ำเช่นกัน แต่ให้ตายสิ ด้วยความโกรธทำให้หล่อนลืมนำผ้าเช็ดตัวและชุดนอนของตัวเองเข้ามาด้วย จะมีก็แต่ของลูกสาวที่เตรียมเข้ามา