“ก่อนคุณจะตัดสินใจ ผมอยากจะบอกอย่างหนึ่ง ถ้าคุณตัดสินใจมากับผมแล้ว คุณจะหันหลังกลับไม่ได้”
ผมกลอกตาไปมา ทำไมต้องหันหลังกลับ ผมไม่มีอะไรจะต้องเสียอีกแล้วนี่...
“ถ้าไม่คิดจะพูดอะไรก็ปล่อยผม!”
“ฮึ! อย่างนี้สิน่าสนใจ”
ผู้ชายที่ผมเพ่งมองแล้วแต่เห็นหน้าไม่ชัดพูดอย่างถูกใจ
“ตามมาสิ”
ในแววตาคู่นั้นที่ผมมองสบด้วย บ่งบอกว่าที่ซึ่งคนผู้นี้จะพาไป...มันจะเป็นอะไรที่ผมไม่เคยพบเจอแน่นอน แต่...มันก็คงจะไม่แย่ไปกว่าที่นี่ซึ่งผมก็แทบจะไร้ความหมายอยู่แล้ว คนที่รักเพียงแค่หยิบมือ ที่หากผมหายไป คนพวกนั้นก็คงเสียใจไม่นาน หากคนที่เกลียดมากมายนัก ไม่ว่าทำอะไรก็ไม่ค่อยดีเลย เรียกได้ว่าถ้าทำดีก็เสมอตัว แต่ทำแย่เมื่อไหร่...โดนทับถมจนเละ ที่หากผมหายไปจริง ๆ พวกเขาคงจะต้องดีใจมากแน่นอน
มีคนให้โอกาสแล้ว ทำไมเขาถึงจะไม่คว้ามันไว้ล่ะ เผื่อที่แห่งนั้นมันดีกว่าที่นี่ ลองดูมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่น่า…!
“เอ้อร์เอ๋อร์”
“ขอรับท่านแม่” ผู้ที่ถูกเรียกขานรับเสียงหวานใส พลางหันไปส่งยิ้มให้กับมารดา
“วันนี้เจ้าไปตลาดหรือไม่”
“ไปขอรับ ท่านแม่จะให้ลูกซื้อสิ่งใดหรือขอรับ”
“ข้าวสารกับหมูนะ...แม่จะนำมาทำหมูตากแห้ง”
น้ำเสียงของคนที่กล่าวเต็มไปด้วยความเกรงอกเกรงใจจนเขาอ่อนใจ ทั้งที่คุยกันแล้ว หากมารดาก็ยังคงเกรงใจอยู่นั่นแหละ
“ท่านแม่ขอรับ” เขารีบล้างมือที่มีคราบดินเกาะอยู่แล้วลุกขึ้นเดินมาหามารดา จับมือเล็กและนุ่มพลางบีบเบา ๆ
“ข้าบอกแล้วใช่ไหมขอรับ เราอยู่ด้วยกัน มิควรเกรงใจกันเช่นนี้ หรือท่านมิเห็นว่าข้าเป็นบุตรชายของท่านใช่หรือไม่” เขามิอยากจะเน้นย้ำเช่นนี้ ด้วยรู้ดีว่ามันคือการตอกย้ำความเจ็บปวดให้กับ...เก้าเหลียนชิงฮูหยินที่ได้สูญเสียบุตรชายอย่างเก้าเทียนรุ่ยไปอย่างมิมีวันได้กลับคืนมา
“แต่...”
“นี่ก็ใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ท่านแม่ไปตลาดกับข้าดีกว่า” เขารีบเอ่ยตัดบท “ไปหาซื้อผ้าเนื้อดีที่ทั้งสวย นุ่มและหนามาตัดชุดสำหรับตนเองและให้ข้าใส่ด้วย”
“เอ้อร์เอ๋อร์ว่าดี แม่ก็ว่าดี”
เขาผู้ที่มาอาศัยอยู่ในร่างเก้าเทียนรุ่ยได้แต่ส่ายศีรษะอย่างอ่อนอกอ่อนใจยิ่งนัก
“ดีมาก ๆ เลยขอรับ ข้าอยากให้ท่านแม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์สวย ๆ ดี ๆ ทั้งหนาและนุ่มใส่หน้าหนาวนี้ ได้ข่าวว่าบ้านท่านลุงกับท่านป้าถังผินมีงานเลี้ยงอะไรสักอย่าง ยังจะเอ่ยปากชักชวนท่านแม่ให้ไปร่วมงานด้วยมิใช่หรือขอรับ ท่านจะได้มีอาภรณ์สวยใส่ไปร่วมงาน แต่...งานกำลังจะมีในอีกมิกี่วันนี่น่า ถ้าเช่นนั้นข้าคิดว่าท่านแม่ควรจะสั่งตัดเลยดีกว่า เงินเราก็มีพอ ท่านแม่จะได้ไม่เหนื่อยที่ต้องมานั่งตัดนั่งเย็บด้วยตนเอง แต่ถ้าไม่อยากอยู่ว่าง ๆ เราก็ค่อยมาคิดกันว่าจะทำอะไรดี”
“แม่ตัดเย็บเองดีกว่า”
“ท่านแม่ห้ามขัดข้านะขอรับ ให้ข้าได้ตอบแทนท่านแม่ที่ยินยอมให้ข้าได้อยู่ด้วย...ได้อยู่ในร่างนี้ ได้เป็นบุตรของท่านนะขอรับ”
เขามิอยากจะเอ่ยเช่นนี้เลย รู้ว่ามันเป็นการตอกย้ำถึงความเจ็บปวดที่ท่านแม่ได้รับจากการสูญเสียบุตรชายอย่างเก้าเทียนรุ่ยไปอย่างมิมีวันกลับ แต่หากมิกล่าวออกไปบ้าง ท่านแม่ก็จะเกรงอกเกรงใจจนมิกล้าทำสิ่งใดเลย
ความจริงแล้วครอบครัวของท่านแม่กับท่านพ่อเป็นสหายกัน ผู้ใหญ่กล่าวตกลงจะให้สองหนุ่มสาวได้แต่งงานกัน ซึ่งท่านพ่อก็ยินยอมแต่...ท่านพ่อขอแต่งแม่นางซิ่นซิงเยียนมาเป็นภรรยารองด้วย แม้จะอึดอัดใจและมิชอบใจเพียงใด หากท่านปู่และท่านตาก็จำต้องยอมรับ
สองเมียมิได้ปรองดองกันสักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าซิ่นซิงเยียน...ซิงเยียนฮูหยินพยายามหาเรื่องหาราวมารดาอยู่เสมอ ทั้งที่ความจริงแล้วนางเป็นที่รักของบิดามากกว่าท่านแม่
เมื่อนางมีครรภ์ นางมั่นใจว่าจะได้บุตรชายที่จะเป็นบุตรชายคนโตมาสืบตระกูล หากผลที่เกิดขึ้นคือนางได้บุตรี ที่ในขณะที่ท่านแม่ก็มีครรภ์และมีเก้าเทียนรุ่ย...นั่นยิ่งเป็นการสร้างความโกรธแค้นให้กับซิงเยียนฮูหยินเป็นอย่างมาก นางคอยหาเรื่องท่านแม่และเก้าเทียนรุ่ยอยู่เสมอ หากทั้งสองคนก็มิเคยปริปากบอกให้ท่านพ่อและคนในเรือนรู้
สามีปีผ่านไปความต้องการของซิงเยียนฮูหยินก็ประสบผลสำเร็จ นางตั้งครรภ์และคราวนี้ก็ได้บุตรชายสมใจ และนั่นก็ยิ่งทำให้นางเกิดความคิดที่ว่า...ต้องรีบกำจัดเก้าเทียนรุ่ยและท่านแม่ให้พ้นทาง เพื่อที่บุตรชายของนางจะได้เป็นผู้นำตระกูลเก้า แต่เหมือนกับว่าเก้าเทียนรุ่ยจะเป็นคนที่มีเทพคอยปกปักคุ้มครอง ทำให้คลาดแคล้วจากเรื่องร้ายได้เสมอ
แต่จะเป็นไปได้หรือที่คนเราจะแคล้วคลาดจากเรื่องร้ายได้ตลอดไป สุดท้ายแล้วก็มิรู้ว่าซิงเยียนฮูหยินใช้วิธีการใด ท่านย่าจึงบอกกล่าวให้ท่านแม่พาเก้าเทียนรุ่ยไปขอพรให้กับท่านพ่อ นั่นทำให้เก้าเทียนรุ่ยกับท่านแม่ต้องประสบกับเรื่องร้ายแรง!
พวกเราเจอกับโจรร้ายที่ดูเหมือนจะมิอยากได้ข้าวของ หากอยากได้ชีวิตของเก้าเทียนรุ่ยกับท่านแม่เสียมากกว่า เก้าเทียนรุ่ยปกป้องท่านแม่จนตัวตาย ขณะที่ท่านแม่กำลังจะถูกทำร้ายก็กลายเป็นเขาที่ฟื้นขึ้นมาอย่างงุนงงและสับสน ในตอนนั้นเขามิรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง รู้เพียงแค่ว่าตนเองสามารถขอความช่วยเหลือจากเหล่าต้นไม้ใบหญ้าให้ช่วยกันปกป้องและยังจะช่วยพาเราสองคนหนีจนปลอดภัยด้วย
เราสองแม่ลูกหลบซ่อนกายอยู่ในป่าอยู่หลายวัน จนแน่ใจว่ารอดพ้นจากน้ำมือโจรร้ายพวกนั้นแล้วจริง ๆ ท่านแม่จึงพาเขากลับไปที่เรือน หากสิ่งที่รับรู้คือ...คนในเรือนรับรู้ว่าเก้าเทียนรุ่ยกับท่านแม่ถูกโจรดักปล้นและถูกฆ่าตายเสียแล้ว อีกทั้งท่านแม่ก็รู้ดีว่าตอนนี้ผู้ที่อยู่อาศัยในร่างของเก้าเทียนรุ่ยนั้นมิใช่บุตรชายของตระกูลเกาอีกแล้ว ท่านแม่จึงเลือกที่จะพาเขาหลบออกมาโดยมิให้ผู้ใดสังเกตเห็น
เขาคิดว่าลึก ๆ แล้วท่านแม่คงรู้ว่าโจรพวกนั้นไม่ใช่โจรป่าทั่วไปที่แย่งชิงข้าวของ แต่เป็นนักฆ่าที่ถูกสั่งให้มากำจัดบุตรชายที่จะเป็นผู้นำของตระกูลเกาคนต่อไป นางอยากจะปกป้องร่างของเก้าเทียนรุ่ยและเขามิให้ถูกทำร้ายอีก
เขาเล่าให้ท่านแม่ฟังว่าเป็นใคร มาจากที่ใด แต่มิรู้ว่ามาด้วยเหตุผลอะไร ท่านแม่จึงเลือกที่จะเรียกเขาว่าเอ้อร์เอ๋อร์ที่หมายความว่าบุตรชายคนที่สองแทนนามเดิมของเก้าเทียนรุ่ยที่นางมักจะเรียกว่า...รุ่ยเอ๋อร์ มิใช่เพียงแค่ปกปิดนามหากแต่เป็นการปกปิดตัวตนมิให้คนที่คิดไม่ดีรู้ว่าเก้าเทียนรุ่ยยังคงมีชีวิตอยู่
เมื่อเราต้องอยู่ที่อื่นที่มิใช่เรือนตระกูลเก้า เราก็ต้องมีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านรวมถึงซื้อข้าวของต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ นั่นก็ทำให้เขาล่วงรู้ถึงความสามารถพิเศษที่คนผู้นั้นให้ติดกายมา มันคือการปลูกพืชผักที่ทั้งโตเร็วและยังจะใหญ่กว่าของผู้อื่น อีกทั้งยังใช้รักษาอาการป่วยไข้ได้ด้วย
“ท่านแม่มิได้รังเกียจที่จะให้ข้าเป็นบุตรของท่านใช่ไหมขอรับ”
“ขอบใจนะเอ้อร์เอ๋อร์...ขอบใจนะลูก”
เขารีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของมารดา และรีบพาสนทนาเรื่องอื่นที่มิใช่เรื่องที่ทำให้ท่านแม่สะเทือนใจ “ท่านแม่จะไปงานเลี้ยงที่ท่านลุงและท่านป้าสงเชื้อเชิญใช่ไหมขอรับ”
“หากเอ้อร์เอ๋อร์อยากให้แม่ไป แม่ก็จะไป”
“ดีมากขอรับ เช่นนั้นท่านแม่รีบไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์นะขอรับ ข้าเองก็จะรีบไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายเช่นกัน” เก้าเทียนรุ่ยประคองร่างบอบบางที่ตอนนี้ผอมจนคิดว่าหากเจอกับพายุลมแรงสักหน่อย...อาจจะปลิวไปกับสายลมก็เป็นไปได้พาเดินไปส่งที่ห้อง
“ข้ารักท่านแม่นะขอรับ”
“ขอบใจนะเอ้อร์เอ๋อร์”
“คุณชายเอ้อร์เอ๋อร์!”
เท้าที่ก้าวไปข้างหน้าหยุดชะงัก สองมือที่จับรถบรรทุกผักคันเล็กจิกเกร็ง ก่อนที่เขาจะตั้งสติได้และหันไปมองท่านแม่ที่ตอนนี้มีสีหน้ามิสู้ดี ด้วยทุกครั้งที่มีคนมาที่นี่ ท่านแม่ก็จะคิดไปว่าเราสองคนถูกค้นพบ คนที่มาจะต้องคิดทำร้ายเก้าเทียนรุ่ย
“มิมีอันใดขอรับ พวกเขาคงจะมา...ขอให้ข้ารักษานะ” เขารีบบอกพร้อมกับยื่นมือไปจับมือท่านแม่เอาไว้ ด้วยรู้ดีว่าท่านมิสบายใจเท่าไหร่ที่ได้เห็นทหารมาเยือนถึงเรือน
“คนพวกนั้น...คงจะยังไม่รู้ว่าเราสองคนแม่ลูกยังมีชีวิตอยู่นะขอรับ” เก้าเทียนรุ่ยกระซิบบอก แม้ก่อนหน้านั้นท่านแม่จะเป็นเก้าฮูหยินก็ตาม หากเดี๋ยวนี้นั้น ท่านแม่คือท่านแม่ของท่านหมอเอ้อร์เอ๋อร์ที่มีเพียงผู้คนในหมู่บ้านเล็ก ๆ เกือบจะอยู่ติดชายแดนเท่านั้นรู้จัก ที่นี่ห่างไกลความเจริญมากพอที่จะมิมีข่าวเรื่องราวของเก้าฮูหยินและคุณชายเก้าเทียนรุ่ยหลุดรอดออกไป หากตอนนี้เขาก็เริ่ม...มิแน่ใจเสียแล้ว
“ขอรับ” ความจริงแล้วเขาอยากจะตอบไปว่ามิใช่ หากดูเหมือนทหารที่มาคงจะสืบสาวราวเรื่องมาเป็นอย่างดี จนมั่นใจแล้วว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงนี้คือคนที่พวกเขาต้องการพบตัว การปฏิเสธออกไปจึงน่าจะมิใช่เรื่องดีที่ควรทำ
“มิทราบว่าพวกท่านมาหาข้าด้วยเหตุอันใดหรือขอรับ”
“ขอเชิญท่านไปกับเราด้วย”
“เดี๋ยว! หยุดก่อน” เก้าเทียนรุ่ยรีบยกมือกันมิให้ทหารสามนายเดินมาหา ก่อนจะรู้ว่ามันมิได้ผลก็เลยรีบใช้รถบรรทุกผักคันเล็กมาดักเอาไว้แทน
“ท่านต้องบอกให้ข้ารู้ก่อน จะให้ข้าไปที่ไหน ไปด้วยเรื่องอันใด...มิเช่นนั้นข้ามิไป ถึงพวกท่านจะใช้กำลังบังคับ ก็อย่าคิดว่าจะพาข้าไปจากที่นี่ได้ง่าย ๆ ข้า...ข้าสู้แค่ตายเท่านั้น”
เขามิต้องการเปิดเผยความสามารถที่มีให้ผู้อื่นล่วงรู้ แต่หากมันถึงคราวจำเป็นต้องใช้ เก้าเทียนรุ่ยก็มิรีรอเลย ถึงจะมิเก่งกล้าหากก็คิดว่าสามารถพาตนเองและท่านแม่หนีไปได้แน่นอน ยิ่งสภาพที่เป็นอยู่ยามนี้ หนุ่มน้อยร่างโปร่งบาง หน้าตามอมแมมเพราะคลุกดินคลุกโคลนกับหญิงชราผู้หนึ่ง ย่อมมิเป็นที่สนอกสนใจของผู้ใดแน่
“พวกเจ้าหยุดก่อน”
เก้าเทียนรุ่ยรีบมองผู้มาใหม่ที่นั่งอยู่บนม้าสีดำราวกับนิล หากแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ที่อยู่ด้านหลัง ทำให้มองหน้าคนผู้นี้มิชัด ทว่าสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้คือรัศมีแห่งความมีอำนาจ...พลังที่ทำให้รู้สึกว่ารายรอบกายมันเย็นยะเยือก มันอึดอัด มันกดดันจนแทบมิกล้าจะหายใจ ในหัวมีข้อความหนึ่งดีดขึ้นมา...
หากเป็นศัตรูกับคนผู้นี้ ก็เหมือนกับว่าเขาย่างเท้าข้างหนึ่งไปเยือนน้ำพุเหลือง แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังอยากอยู่เงียบ ๆ กับท่านแม่ ปลูกผักและค้าขายอย่างเช่นทุกวันนี้ ก็เลยคิดว่า ต่อให้คนตรงหน้าจะน่ากลัวเพียงใด ก็ยังเลือกที่จะมิยุ่งเกี่ยวจะเป็นการดีกว่า
“ขอรับรองแม่ทัพ”
รองแม่ทัพ!
“ท่านแม่มายืนใกล้ ๆ ข้านะขอรับ หากมีสิ่งใดเกิดขึ้น ข้าสามารถมาพาท่านหนีได้ทันที” ถึงจะกล่าวออกไปเช่นนั้น หากเก้าเทียนรุ่ยก็มิมั่นใจเลยสักนิด ด้วยพลังและความสามารถของรองแม่ทัพผู้นั้น...คิดว่าอย่างไรก็คงจะต้องเก่งมิน้อย ฝีมือเล็กน้อยของเขาคงจะหนีรอดได้ยาก
“ข้าทราบมาว่าคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์มีฝีมือด้านรักษาผู้คน”
น้ำเสียงเยือกเย็นและเต็มไปด้วยอำนาจ ทำให้เก้าเทียนรุ่ยรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมา “ไม่...ไม่ใช่หรอกขอรับ ข้าคิดว่าท่านคงจะเข้าใจอันใดผิดไปเสียแล้ว ข้าเป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดาที่ปลูกผักปลูกหญ้าไปขาย คนที่ได้กินก็รู้สึกเพียงแค่ว่าตนเองแข็งแรงขึ้นเท่านั้นเอง” เขาเอ่ยเสียงเบาพร้อมกับฉีกยิ้มแหย ๆ
“คุณชายช่างถ่อมตนยิ่งนัก แต่หากข้ามิมั่นใจ ก็คงจะมิมารบกวนคุณชายหรอกนะ”
“ข้ามิได้ถ่อมตัวนะขอรับ แต่ท่านเข้าใจผิดไปไกลแล้ว เพราะพวกเขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ได้กินอาหารอร่อย ๆ ที่ปรุงจากพืชสด ๆ ที่ข้านำไปขายให้ ก็เลยทำให้มีสุขภาพดีขึ้นเท่านั้นเอง”
“จะต้องให้ข้านำผู้ที่ได้รับการรักษาจากท่านมายืนยันหรือไม่เล่าคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์”
จริงแหละ...มากันเช่นนี้ ถามหาคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์อย่างมิติดขัดเช่นนี้ เป็นไปมิได้เลยที่จะมิรู้มาก่อน แล้วตัวเขาที่พยายามคิดหาข้อแก้ตัวมากมายแต่ก็ไร้ผล ดูเหมือนทุกอย่างมันจะมืดมนไปเสียหมดจนมิรู้ว่าจะโต้ตอบออกไปเช่นไร
“ถ้าเช่นนั้น ท่าน...ท่านต้องการให้ข้าช่วยปรุงอาหารให้ใครหรือขอรับ” เก้าเทียนรุ่ยเอ่ยถามอย่างอ่อนอกอ่อนใจที่มิอาจหาทางหลีกเลี่ยงได้
“ท่านจะเรียกเช่นนั้นก็ตามใจ ข้าเพียงแค่ต้องนำท่านไปรักษาคนผู้หนึ่ง”
เก้าเทียนรุ่ยได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองที่สุด วาจาเหมือนจะมิมีอันใด หากดูเหมือนความหมายจากที่กล่าวมาคือ...ต้องไปและต้องหายเท่านั้น!
“ถ้า...ถ้าเช่นนั้น ขอท่านโปรดนำผู้ที่จะให้ข้าปรุงอาหารให้และดูแลเข้าไปในเรือนก่อนเถอะขอรับ ข้ากับท่านแม่จะได้รีบจัดเตรียมทำอาหารให้...โดยเร็วไว” จะได้รีบกลับกันไปเสียที แม้จะรู้ว่ามิได้มาด้วยเรื่องของเก้าเทียนรุ่ยแล้วก็ตาม หากการมีทหารอยู่ในสายตา มันก็ทำให้เขากับท่านแม่รู้สึกใจคอมิดีอยู่นั่นแหละ
“ข้าว่า ท่านเข้าใจผิดนะคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์...ข้ามารับท่านไปดูแลคนผู้นั้น”
มิเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความกดดันจนยากที่จะหายใจได้สะดวกแล้วน้ำเสียงก็ยังจะเยียบเย็นจนเก้าเทียนรุ่ยหนาวไปทั้งแผ่นหลังอีก
“เอ่อ...ท่านมิได้พาเขามาให้ข้าดูแลที่นี่หรือขอรับ”
“ในที่สุด ท่านก็รู้จักที่จะฉลาดเสียที”
คนฉลาดย่อมจะมิโอ้อวดตนเอง เขาจะต้องโง่เยอะ ๆ ถึงจะทำให้ตนเองและท่านแม่มีชีวิตรอดไปอีกนาน “แต่เอ่อ...”
“ท่านมีปัญหาอันใดหรือคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์”
อย่ากดดันกันเช่นนี้สิ เขากล่าวมิอะไรมิถูกแล้วนะ
“ก็...เอ่อ...คือ...” ก็ว่าเขาโง่ เขาก็ควรต้องโง่ให้มาก ๆ สินะ “คือเวลาข้าช่วยทำให้ผู้ที่ป่วยอยู่หายจากอาการป่วย ข้าก็จะเป็นคนปรุงอาหารให้พวกเขาทานจากผักที่ข้าปลูก หากข้าไปกับท่าน...”
“มิต้องห่วง ผักของท่าน พวกข้าจะนำไปให้”