ผมลากไล้ปลายนิ้วบนขอบแก้วที่ภายในมีน้ำสีอำพันอยู่เกือบจะครึ่งด้วยสับสนระคนปวดร้าวใจ
กี่แก้วแล้วที่ผมดื่มเจ้าน้ำนี่เข้าไป...ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะคืนนี้ผมแค่อยากจะดื่มให้เมา...จะได้ลืมความเจ็บปวด ดื่มเพื่อให้ลืมเรื่องที่มันยังคงดังก้องอยู่ในหู
ฮึ! ผมหัวเราะเยาะเย้ยตนเองที่มองคนไม่ออก ไม่น่าเชื่อว่าจะคบกับเธอคนนั้นมาได้ถึงเจ็ดปีด้วยกัน คบกันตั้งแต่เรียนมัธยมห้า จวบจนเรียนจบมหาวิทยาลัย เริ่มต้นทำงานเก็บเงินเพื่อจะได้สร้างครอบครัวกับเธอ แต่สุดท้ายแล้วเธอกลับมาบอกผมว่า...
“สอง...เราเลิกกันเถอะ”
เธอบอกเลิกผมในวันที่ผมจะขอเธอแต่งงาน...
“ทำไมละแพรว...ผมทำอะไรผิดเหรอ” ผมถามออกไปด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ไหนเราสัญญากันไว้แล้วไง หลังเรียนจบ ทำงานเก็บเงินสักระยะ แล้วเราจะแต่งงานกันไง”
ความจริงผมก็พอจะรู้มาสักระยะ...อ๋อ ไม่ใช่สิ น่าจะรู้ระแคะระคายเรื่องที่แฟนสาวเริ่มมีทางทีที่เปลี่ยนไปตั้งแต่ขึ้นปีสามแล้วล่ะ ตอนนั้นผมยังพยายามคิดในแง่ดีอยู่ เป็นเพราะเราเรียนกันหนัก เลยไม่ค่อยมีเวลาได้พบกัน อีกทั้งเราทั้งคู่ต่างก็ต้องวางแผนเรื่องอนาคตที่มันจะต้องดีและเต็มไปด้วยความสุข ผมยังคงพยายามเชื่อแบบนั้นมาตลอด ทั้งที่เพื่อน ๆ ของผมต่างก็พยายามบอกให้รู้...
แพรวไปกับผู้ชายคนอื่นอยู่เสมอและผู้ชายคนนั้นก็มิใช่คนอื่นคนไกล เป็นคนที่ผมรู้จักดี เป็นคนที่ผมรู้และเชื่อว่า เขาพร้อมที่จะแทงข้างหลังผมได้เสมอ ทั้งที่เราเป็น...พี่น้องกัน!
รอยยิ้มของแพรวเต็มไปด้วยความหยามหยัน เหยียดหยาม ความหมายจากดวงตาที่มองมา...เหมือนกับว่าผมเป็นหมาวัดแต่หมายปองดอกฟ้า ไม่เจียมตัวเองเอาเสียเลย
“เพราะไม่ว่าทำยังไง สองจะไม่ได้เป็นที่หนึ่งไง สองไม่เคยกระตือรือร้นที่จะสร้างบริษัทของตัวเองอย่างที่เคยบอกกับแพรว เพราะสองต้องทำงานที่บริษัทของพ่ออย่างเดียว แล้วยังจะเป็นได้แค่พนักงานกระจอก ๆ ที่อย่าว่าแต่จะได้ขึ้นเงินเดือนเลย แค่โอกาสที่จะได้เป็นผู้จัดการอย่างคนอื่นที่เงินเดือนขึ้นแล้วขึ้นอีกก็ไม่มี”
ก็จะมีได้ยังไงล่ะ ในเมื่อทุกคนคอยแต่กดไม่ให้เขาโง่หัวนะ ให้ผมทำดีแค่ไหนก็แค่เสมอตัว แต่เมื่อไหร่ที่ทำได้ไม่ดี ทำผิดพลาดไป ก็จะมีคนพูดจาเหยียดหยามกระแทกแดกดันใส่ เป็นแค่คนโง่ที่ริอาจทำตัวว่าเก่ง หน้าตาก็ไม่ดีแล้วยังไม่มีสมองอีก
“แล้วอย่างนี้จะให้แพรวเชื่อได้ยังไงว่าสองสามารถเลี้ยงดูแพรวกับลูกให้อยู่สุขสบาย มีรถไว้ขับไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องกังวลว่าถ้าดึกดื่นแล้วจะไม่มีรถกลับบ้าน มีเงินมีทองให้ใช้โดยไม่ต้องเดือนเนื้อร้อนใจ ไม่ต้องกังวลว่าต้นเดือนมีเงินแต่พอปลายเดือนต้องประหยัด เพราะเงินไม่พอจะซื้อของดี ๆ กิน”
ใครว่าเขาไม่เคยคิด แต่เพราะความสามารถผมไม่ถึงไง ผมถึงต้องทนให้พี่ชายโขกสับ ทำงานในตำแหน่งเล็ก ๆ ในบริษัทของพ่อ รับเงินเดือนที่พอจ่ายค่าอาหารกลางวันและค่ารถไปกลับก็แทบจะไม่เหลือแล้ว
“มันหมดยุคที่จะกัดก้อนเกลือกินแล้วล่ะสอง ถ้าไม่คิดทำอะไรให้ดีกว่านี้ เราก็เลิกกันเถอะ ถ้ายังรักกันอยู่ ก็ปล่อยแพรวไปเถอะ อย่าเป็นตัวถ่วงของแพรวเลยค่ะ”
“นั่นสินะ...” ผมพูดเสียงเบาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ขณะมองคนรักด้วยสายตาเจ็บปวดและผิดหวัง “สองจะไปสู้พี่...คุณเป็นหนึ่งได้ยังไงกันล่ะ ทั้งหน้าตาดี เป็นถึงลูกคุณหญิงที่แต่งงานกันอย่างสมเกียรติ ฐานะการงานก็ดีไปหมด ส่วนสองก็เป็นเพียงแค่ลูกเมียน้อยที่พ่อไม่ได้อยากจะให้เกิดมาสักหน่อยนี่เนอะ”
ที่ถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจ ทำไมคุณเป็นหนึ่งถึงได้จองล้างจองผลาญผมไม่ยอมหยุดเสียที ทั้งที่เขาดีกว่าผมมากมาย เป็นลูกคุณหญิงที่ร่ำรวยมีหน้ามีตา มีทั้งพ่อและแม่ที่รักจนแทบจะทูนหัวทูลเกล้าให้ทุกอย่าง อยากได้อะไรก็ได้เสมอ ผิดกับผมที่เป็นเพียงแค่ลูกที่พ่อไม่ได้ต้องการจะให้เกิดมา แต่ไม่ใช่แม่ที่กว่าจะรู้ตัวว่าอะไรเป็นอะไรก็เมื่อมีผมอยู่ในท้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่รู้ว่าพ่อไม่ได้ต้องการทั้งผมและแม่ แต่แม่ก็ไม่เคยคิดที่จะทำร้ายผม ไม่คิดทอดทิ้งและไม่ได้คิดจะให้ผมไปอยู่กับพ่อ เพียงแค่...อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดมาพรากแม่ไปจากผม ทำให้ผมต้องมาอยู่เป็นคนในบ้านของพ่อ
เขารับว่าผมเป็นลูกนะ...ให้การศึกษา แต่ไม่ให้ความรักและไม่ยอมให้ใช้นามสกุล นอกจากเพื่อนที่สนิทจริง ๆ สองคนเท่านั้นที่รู้ว่าเขาเป็นพ่อผมและผมเป็นน้องชายคนละแม่กับคุณเป็นหนึ่ง ซึ่งแรก ๆ ผมก็ไม่เข้าใจอะไร แต่เมื่อโตขึ้น ก็เริ่มรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรและรับได้ในบางส่วน ยกเว้นเรื่องงานที่ความจริงแล้วผมอยากจะเรียนทำอาหาร อยากมีร้านอาหารเล็ก ๆ เป็นของตัวเองสักร้าน แต่พ่อบอกผมต้องเรียนการเงิน ต้องเรียนบัญชี เพื่อทำงานในบริษัท ซึ่งผมก็ขัดอะไรไม่ได้ ต้องทำตามที่เขาสั่ง ในขณะที่คุณเป็นหนึ่งอยากทำอะไรก็ได้ทำ คงเป็นอย่างที่ผมได้ยินมาเสมอจริง ๆ นั่นแหละ...
ลูกคนโตมักเป็นที่รักของพ่อแม่ ของปู่ย่าตายาย ไม่ว่าจะทำเหี้ยอะไร ก็ยังมีคนคิดว่าดี ยังคงมีแต่คนชื่นชมชื่นชอบเสมอ ไม่ว่าจะทำผิดแค่ไหน ไม่ต้องถูกทำโทษ ได้รับโอกาสให้แก้ตัว เพราะพี่คนโตต้องเสียสละคอยดูแลน้อง
ลูกคนสุดท้อง น้องน้อยที่จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ ต้องเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม ทำราวกับว่าถ้าไม่ยอมจับเอาไว้ให้ดี เผลอปล่อยมือไปแล้วจะล้มจนเจ็บกาย อยากได้อะไรก็ต้องได้!
“สองอย่ามาพูดดูถูกเราแบบนี้นะ เราไม่ได้คิดจะจับพี่เป็นหนึ่งเลย”
ผมหัวเราะอย่างขมขื่น “ผมยังไม่ได้ว่าอะไรเลยนะ แพรวร้อนตัวไปเองมากกว่า แต่เอาเถอะ จะเลิกก็เลิก สองก็ไม่อยากจะดึงรั้งคนที่หมดใจไว้เหมือนกัน หวังว่าแพรวจะจับคุณเป็นหนึ่งได้อยู่หมัดนะ ไม่ใช่ว่าพอบอกเลิกกับผมแล้ว ก็ถูกคุณเป็นหนึ่งทิ้งไปด้วยล่ะ” ผมเชื่อว่ามันจะเป็นแบบนั้นจริง เพราะคุณเป็นหนึ่งเพียงแค่อยากจะเหยียบย่ำทำร้ายผม แย่งชิงทุกอย่างที่คิดว่านั่นคือของที่ผมรัก ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ผมอยู่อย่างไม่เป็นสุข คุณเป็นหนึ่งพร้อมที่จะทำ!
“สองจะเอาเรื่องที่แพรวเคยเป็นแฟนสองไปบอกกับพี่หนึ่งหรือไง คิดว่าพี่หนึ่งจะเชื่อสองหรือไง”
“ไม่จำเป็นหรอกแพรว ผมไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลย เพราะอย่างคุณเป็นหนึ่งนะ ถ้าอยากรู้อะไร ก็สามารถรู้ได้เสมอแหละ เพียงแต่จะพูดหรือไม่พูดเท่านั้น ในเมื่อเราสองคนเคยมีความรู้สึกดี ๆ ให้แก่กัน ผมก็ขออวยพรให้แพรวได้ในสิ่งที่หวังละกัน”
ผมปล่อยมือจากแพรวและมองหญิงที่คิดว่าจะสร้างครอบครัวด้วยกันเดินจากไปด้วยความผิดหวังและเจ็บปวด แม้อยากจะไขว่คว้าให้เธอยังคงอยู่ข้างกาย แต่ผมก็รู้ เมื่อเขาหมดใจแล้ว ไม่ว่าจะรั้งยังไงสุดท้ายก็ต้องจากลากันอยู่ดี ถ้าผมยังไม่ยอมปล่อยวาง ก็เป็นตัวผมนั่นแหละที่จะเจ็บที่สุด
“ขอผมนั่งด้วยคนได้ไหมครับ”
ผมเหลือบมองคนที่มานั่งใกล้ ๆ อย่างไม่สนใจเพียงแค่แวบหนึ่ง ก่อนดวงตาจะจับจ้องมองแก้วที่มีน้ำสีอำพันอยู่ข้างใน
“ดูเหมือนว่าคุณคงจะเพิ่งอกหักมา ถึงได้มาดื่มคนเดียวแบบนี้ ให้ผมนั่งดื่มเป็นเพื่อนดีกว่านะครับ”
ก็แค่อยากดื่มคนเดียว เจอคนมากวนแบบนี้ ผมว่า...ผมกลับไปนอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องไปเป็นเบ้ให้เขาใช้งานอีก! แต่ผมกลับถูกเขาจับมือเอาไว้
“เดี๋ยวสิครับ จะรีบไปไหนละ คุยกันก่อนไหม ผมกำลังคิดว่ามีข้อเสนอดี ๆ ที่คุณน่าจะสนใจอยู่นะ”
“ปล่อย”
“อยากได้ความรักแท้ไหม”
“รักแท้!” ผมอยากจะหัวเราะให้แผ่นดินพลิกกลับ สมัยนี้มันจะมีเหรอ รักแท้นะ หรือถ้ามี...คิดว่ามันจะหาพบกันได้ง่าย ๆ หรือยังไง
“ถึงคุณจะไม่เชื่อ แต่ทำไมไม่ลองฟังที่ผมจะบอกกับคุณก่อนละ”
น้ำเสียงเหมือนจะท้าทายว่าคนอย่างผมที่ไม่มีอะไรดีสักอย่าง คงจะทำไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จสักอย่าง ทำให้ผมซึ่งอยู่ในอาการมึนเมาหันมาสนใจ ทั้งที่ความจริงแล้วผมก็ไม่ได้ลังเลที่จะตอบออกไปหรอกนะ
ไม่ต้องรักแท้หรอก แค่มีใครสักคนอยู่กับผมในวันที่ผมท้อแท้สิ้นหวัง แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่เรื่องหลอกลวงก็คงดีกว่าที่ผมจะกลับไปที่บ้านหลังนั้น...ที่ซึ่งผมเป็นเพียงแค่ส่วนเกินที่เขาไม่ต้องการ ที่ซึ่งไม่เคยมีความรักให้กับผมเลย
“ที่ไหน”
“ก่อนคุณจะตัดสินใจ ผมอยากจะบอกอย่างหนึ่ง ถ้าคุณตัดสินใจมากับผมแล้ว คุณจะหันหลังกลับไม่ได้”
ผมกลอกตาไปมา ทำไมต้องหันหลังกลับ ผมไม่มีอะไรจะต้องเสียอีกแล้วนี่...
“ถ้าไม่คิดจะพูดอะไรก็ปล่อยผม!”
“ฮึ! อย่างนี้สิน่าสนใจ”
ผู้ชายที่ผมเพ่งมองแล้วแต่เห็นหน้าไม่ชัดพูดอย่างถูกใจ
“ตามมาสิ”
ในแววตาคู่นั้นที่ผมมองสบด้วย บ่งบอกว่าที่ซึ่งคนผู้นี้จะพาไป...มันจะเป็นอะไรที่ผมไม่เคยพบเจอแน่นอน แต่...มันก็คงจะไม่แย่ไปกว่าที่นี่ซึ่งผมก็แทบจะไร้ความหมายอยู่แล้ว คนที่รักเพียงแค่หยิบมือ ที่หากผมหายไป คนพวกนั้นก็คงเสียใจไม่นาน หากคนที่เกลียดมากมายนัก ไม่ว่าทำอะไรก็ไม่ค่อยดีเลย เรียกได้ว่าถ้าทำดีก็เสมอตัว แต่ทำแย่เมื่อไหร่...โดนทับถมจนเละ ที่หากผมหายไปจริง ๆ พวกเขาคงจะต้องดีใจมากแน่นอน
มีคนให้โอกาสแล้ว ทำไมเขาถึงจะไม่คว้ามันไว้ล่ะ เผื่อที่แห่งนั้นมันดีกว่าที่นี่ ลองดูมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่น่า…!
“เอ้อร์เอ๋อร์”
“ขอรับท่านแม่” ผู้ที่ถูกเรียกขานรับเสียงหวานใส พลางหันไปส่งยิ้มให้กับมารดา
“วันนี้เจ้าไปตลาดหรือไม่”
“ไปขอรับ ท่านแม่จะให้ลูกซื้อสิ่งใดหรือขอรับ”
“ข้าวสารกับหมูนะ...แม่จะนำมาทำหมูตากแห้ง”
น้ำเสียงของคนที่กล่าวเต็มไปด้วยความเกรงอกเกรงใจจนเขาอ่อนใจ ทั้งที่คุยกันแล้ว หากมารดาก็ยังคงเกรงใจอยู่นั่นแหละ
“ท่านแม่ขอรับ” เขารีบล้างมือที่มีคราบดินเกาะอยู่แล้วลุกขึ้นเดินมาหามารดา จับมือเล็กและนุ่มพลางบีบเบา ๆ
“ข้าบอกแล้วใช่ไหมขอรับ เราอยู่ด้วยกัน มิควรเกรงใจกันเช่นนี้ หรือท่านมิเห็นว่าข้าเป็นบุตรชายของท่านใช่หรือไม่” เขามิอยากจะเน้นย้ำเช่นนี้ ด้วยรู้ดีว่ามันคือการตอกย้ำความเจ็บปวดให้กับ...เก้าเหลียนชิงฮูหยินที่ได้สูญเสียบุตรชายอย่างเก้าเทียนรุ่ยไปอย่างมิมีวันได้กลับคืนมา
“แต่...”
“นี่ก็ใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ท่านแม่ไปตลาดกับข้าดีกว่า” เขารีบเอ่ยตัดบท “ไปหาซื้อผ้าเนื้อดีที่ทั้งสวย นุ่มและหนามาตัดชุดสำหรับตนเองและให้ข้าใส่ด้วย”
“เอ้อร์เอ๋อร์ว่าดี แม่ก็ว่าดี”
เขาผู้ที่มาอาศัยอยู่ในร่างเก้าเทียนรุ่ยได้แต่ส่ายศีรษะอย่างอ่อนอกอ่อนใจยิ่งนัก
“ดีมาก ๆ เลยขอรับ ข้าอยากให้ท่านแม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์สวย ๆ ดี ๆ ทั้งหนาและนุ่มใส่หน้าหนาวนี้ ได้ข่าวว่าบ้านท่านลุงกับท่านป้าถังผินมีงานเลี้ยงอะไรสักอย่าง ยังจะเอ่ยปากชักชวนท่านแม่ให้ไปร่วมงานด้วยมิใช่หรือขอรับ ท่านจะได้มีอาภรณ์สวยใส่ไปร่วมงาน แต่...งานกำลังจะมีในอีกมิกี่วันนี่น่า ถ้าเช่นนั้นข้าคิดว่าท่านแม่ควรจะสั่งตัดเลยดีกว่า เงินเราก็มีพอ ท่านแม่จะได้ไม่เหนื่อยที่ต้องมานั่งตัดนั่งเย็บด้วยตนเอง แต่ถ้าไม่อยากอยู่ว่าง ๆ เราก็ค่อยมาคิดกันว่าจะทำอะไรดี”
“แม่ตัดเย็บเองดีกว่า”
“ท่านแม่ห้ามขัดข้านะขอรับ ให้ข้าได้ตอบแทนท่านแม่ที่ยินยอมให้ข้าได้อยู่ด้วย...ได้อยู่ในร่างนี้ ได้เป็นบุตรของท่านนะขอรับ”
เขามิอยากจะเอ่ยเช่นนี้เลย รู้ว่ามันเป็นการตอกย้ำถึงความเจ็บปวดที่ท่านแม่ได้รับจากการสูญเสียบุตรชายอย่างเก้าเทียนรุ่ยไปอย่างมิมีวันกลับ แต่หากมิกล่าวออกไปบ้าง ท่านแม่ก็จะเกรงอกเกรงใจจนมิกล้าทำสิ่งใดเลย
ความจริงแล้วครอบครัวของท่านแม่กับท่านพ่อเป็นสหายกัน ผู้ใหญ่กล่าวตกลงจะให้สองหนุ่มสาวได้แต่งงานกัน ซึ่งท่านพ่อก็ยินยอมแต่...ท่านพ่อขอแต่งแม่นางซิ่นซิงเยียนมาเป็นภรรยารองด้วย แม้จะอึดอัดใจและมิชอบใจเพียงใด หากท่านปู่และท่านตาก็จำต้องยอมรับ
สองเมียมิได้ปรองดองกันสักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าซิ่นซิงเยียน...ซิงเยียนฮูหยินพยายามหาเรื่องหาราวมารดาอยู่เสมอ ทั้งที่ความจริงแล้วนางเป็นที่รักของบิดามากกว่าท่านแม่
เมื่อนางมีครรภ์ นางมั่นใจว่าจะได้บุตรชายที่จะเป็นบุตรชายคนโตมาสืบตระกูล หากผลที่เกิดขึ้นคือนางได้บุตรี ที่ในขณะที่ท่านแม่ก็มีครรภ์และมีเก้าเทียนรุ่ย...นั่นยิ่งเป็นการสร้างความโกรธแค้นให้กับซิงเยียนฮูหยินเป็นอย่างมาก นางคอยหาเรื่องท่านแม่และเก้าเทียนรุ่ยอยู่เสมอ หากทั้งสองคนก็มิเคยปริปากบอกให้ท่านพ่อและคนในเรือนรู้
สามีปีผ่านไปความต้องการของซิงเยียนฮูหยินก็ประสบผลสำเร็จ นางตั้งครรภ์และคราวนี้ก็ได้บุตรชายสมใจ และนั่นก็ยิ่งทำให้นางเกิดความคิดที่ว่า...ต้องรีบกำจัดเก้าเทียนรุ่ยและท่านแม่ให้พ้นทาง เพื่อที่บุตรชายของนางจะได้เป็นผู้นำตระกูลเก้า แต่เหมือนกับว่าเก้าเทียนรุ่ยจะเป็นคนที่มีเทพคอยปกปักคุ้มครอง ทำให้คลาดแคล้วจากเรื่องร้ายได้เสมอ
แต่จะเป็นไปได้หรือที่คนเราจะแคล้วคลาดจากเรื่องร้ายได้ตลอดไป สุดท้ายแล้วก็มิรู้ว่าซิงเยียนฮูหยินใช้วิธีการใด ท่านย่าจึงบอกกล่าวให้ท่านแม่พาเก้าเทียนรุ่ยไปขอพรให้กับท่านพ่อ นั่นทำให้เก้าเทียนรุ่ยกับท่านแม่ต้องประสบกับเรื่องร้ายแรง!
พวกเราเจอกับโจรร้ายที่ดูเหมือนจะมิอยากได้ข้าวของ หากอยากได้ชีวิตของเก้าเทียนรุ่ยกับท่านแม่เสียมากกว่า เก้าเทียนรุ่ยปกป้องท่านแม่จนตัวตาย ขณะที่ท่านแม่กำลังจะถูกทำร้ายก็กลายเป็นเขาที่ฟื้นขึ้นมาอย่างงุนงงและสับสน ในตอนนั้นเขามิรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง รู้เพียงแค่ว่าตนเองสามารถขอความช่วยเหลือจากเหล่าต้นไม้ใบหญ้าให้ช่วยกันปกป้องและยังจะช่วยพาเราสองคนหนีจนปลอดภัยด้วย
เราสองแม่ลูกหลบซ่อนกายอยู่ในป่าอยู่หลายวัน จนแน่ใจว่ารอดพ้นจากน้ำมือโจรร้ายพวกนั้นแล้วจริง ๆ ท่านแม่จึงพาเขากลับไปที่เรือน หากสิ่งที่รับรู้คือ...คนในเรือนรับรู้ว่าเก้าเทียนรุ่ยกับท่านแม่ถูกโจรดักปล้นและถูกฆ่าตายเสียแล้ว อีกทั้งท่านแม่ก็รู้ดีว่าตอนนี้ผู้ที่อยู่อาศัยในร่างของเก้าเทียนรุ่ยนั้นมิใช่บุตรชายของตระกูลเกาอีกแล้ว ท่านแม่จึงเลือกที่จะพาเขาหลบออกมาโดยมิให้ผู้ใดสังเกตเห็น
เขาคิดว่าลึก ๆ แล้วท่านแม่คงรู้ว่าโจรพวกนั้นไม่ใช่โจรป่าทั่วไปที่แย่งชิงข้าวของ แต่เป็นนักฆ่าที่ถูกสั่งให้มากำจัดบุตรชายที่จะเป็นผู้นำของตระกูลเกาคนต่อไป นางอยากจะปกป้องร่างของเก้าเทียนรุ่ยและเขามิให้ถูกทำร้ายอีก
เขาเล่าให้ท่านแม่ฟังว่าเป็นใคร มาจากที่ใด แต่มิรู้ว่ามาด้วยเหตุผลอะไร ท่านแม่จึงเลือกที่จะเรียกเขาว่าเอ้อร์เอ๋อร์ที่หมายความว่าบุตรชายคนที่สองแทนนามเดิมของเก้าเทียนรุ่ยที่นางมักจะเรียกว่า...รุ่ยเอ๋อร์ มิใช่เพียงแค่ปกปิดนามหากแต่เป็นการปกปิดตัวตนมิให้คนที่คิดไม่ดีรู้ว่าเก้าเทียนรุ่ยยังคงมีชีวิตอยู่
เมื่อเราต้องอยู่ที่อื่นที่มิใช่เรือนตระกูลเก้า เราก็ต้องมีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านรวมถึงซื้อข้าวของต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ นั่นก็ทำให้เขาล่วงรู้ถึงความสามารถพิเศษที่คนผู้นั้นให้ติดกายมา มันคือการปลูกพืชผักที่ทั้งโตเร็วและยังจะใหญ่กว่าของผู้อื่น อีกทั้งยังใช้รักษาอาการป่วยไข้ได้ด้วย
“ท่านแม่มิได้รังเกียจที่จะให้ข้าเป็นบุตรของท่านใช่ไหมขอรับ”
“ขอบใจนะเอ้อร์เอ๋อร์...ขอบใจนะลูก”
เขารีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของมารดา และรีบพาสนทนาเรื่องอื่นที่มิใช่เรื่องที่ทำให้ท่านแม่สะเทือนใจ “ท่านแม่จะไปงานเลี้ยงที่ท่านลุงและท่านป้าสงเชื้อเชิญใช่ไหมขอรับ”
“หากเอ้อร์เอ๋อร์อยากให้แม่ไป แม่ก็จะไป”
“ดีมากขอรับ เช่นนั้นท่านแม่รีบไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์นะขอรับ ข้าเองก็จะรีบไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายเช่นกัน” เก้าเทียนรุ่ยประคองร่างบอบบางที่ตอนนี้ผอมจนคิดว่าหากเจอกับพายุลมแรงสักหน่อย...อาจจะปลิวไปกับสายลมก็เป็นไปได้พาเดินไปส่งที่ห้อง
“ข้ารักท่านแม่นะขอรับ”
“ขอบใจนะเอ้อร์เอ๋อร์”
“คุณชายเอ้อร์เอ๋อร์!”
เท้าที่ก้าวไปข้างหน้าหยุดชะงัก สองมือที่จับรถบรรทุกผักคันเล็กจิกเกร็ง ก่อนที่เขาจะตั้งสติได้และหันไปมองท่านแม่ที่ตอนนี้มีสีหน้ามิสู้ดี ด้วยทุกครั้งที่มีคนมาที่นี่ ท่านแม่ก็จะคิดไปว่าเราสองคนถูกค้นพบ คนที่มาจะต้องคิดทำร้ายเก้าเทียนรุ่ย
“มิมีอันใดขอรับ พวกเขาคงจะมา...ขอให้ข้ารักษานะ” เขารีบบอกพร้อมกับยื่นมือไปจับมือท่านแม่เอาไว้ ด้วยรู้ดีว่าท่านมิสบายใจเท่าไหร่ที่ได้เห็นทหารมาเยือนถึงเรือน
“คนพวกนั้น...คงจะยังไม่รู้ว่าเราสองคนแม่ลูกยังมีชีวิตอยู่นะขอรับ” เก้าเทียนรุ่ยกระซิบบอก แม้ก่อนหน้านั้นท่านแม่จะเป็นเก้าฮูหยินก็ตาม หากเดี๋ยวนี้นั้น ท่านแม่คือท่านแม่ของท่านหมอเอ้อร์เอ๋อร์ที่มีเพียงผู้คนในหมู่บ้านเล็ก ๆ เกือบจะอยู่ติดชายแดนเท่านั้นรู้จัก ที่นี่ห่างไกลความเจริญมากพอที่จะมิมีข่าวเรื่องราวของเก้าฮูหยินและคุณชายเก้าเทียนรุ่ยหลุดรอดออกไป หากตอนนี้เขาก็เริ่ม...มิแน่ใจเสียแล้ว
“ขอรับ” ความจริงแล้วเขาอยากจะตอบไปว่ามิใช่ หากดูเหมือนทหารที่มาคงจะสืบสาวราวเรื่องมาเป็นอย่างดี จนมั่นใจแล้วว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงนี้คือคนที่พวกเขาต้องการพบตัว การปฏิเสธออกไปจึงน่าจะมิใช่เรื่องดีที่ควรทำ
“มิทราบว่าพวกท่านมาหาข้าด้วยเหตุอันใดหรือขอรับ”
“ขอเชิญท่านไปกับเราด้วย”
“เดี๋ยว! หยุดก่อน” เก้าเทียนรุ่ยรีบยกมือกันมิให้ทหารสามนายเดินมาหา ก่อนจะรู้ว่ามันมิได้ผลก็เลยรีบใช้รถบรรทุกผักคันเล็กมาดักเอาไว้แทน
“ท่านต้องบอกให้ข้ารู้ก่อน จะให้ข้าไปที่ไหน ไปด้วยเรื่องอันใด...มิเช่นนั้นข้ามิไป ถึงพวกท่านจะใช้กำลังบังคับ ก็อย่าคิดว่าจะพาข้าไปจากที่นี่ได้ง่าย ๆ ข้า...ข้าสู้แค่ตายเท่านั้น”
เขามิต้องการเปิดเผยความสามารถที่มีให้ผู้อื่นล่วงรู้ แต่หากมันถึงคราวจำเป็นต้องใช้ เก้าเทียนรุ่ยก็มิรีรอเลย ถึงจะมิเก่งกล้าหากก็คิดว่าสามารถพาตนเองและท่านแม่หนีไปได้แน่นอน ยิ่งสภาพที่เป็นอยู่ยามนี้ หนุ่มน้อยร่างโปร่งบาง หน้าตามอมแมมเพราะคลุกดินคลุกโคลนกับหญิงชราผู้หนึ่ง ย่อมมิเป็นที่สนอกสนใจของผู้ใดแน่
“พวกเจ้าหยุดก่อน”
เก้าเทียนรุ่ยรีบมองผู้มาใหม่ที่นั่งอยู่บนม้าสีดำราวกับนิล หากแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ที่อยู่ด้านหลัง ทำให้มองหน้าคนผู้นี้มิชัด ทว่าสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้คือรัศมีแห่งความมีอำนาจ...พลังที่ทำให้รู้สึกว่ารายรอบกายมันเย็นยะเยือก มันอึดอัด มันกดดันจนแทบมิกล้าจะหายใจ ในหัวมีข้อความหนึ่งดีดขึ้นมา...
หากเป็นศัตรูกับคนผู้นี้ ก็เหมือนกับว่าเขาย่างเท้าข้างหนึ่งไปเยือนน้ำพุเหลือง แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังอยากอยู่เงียบ ๆ กับท่านแม่ ปลูกผักและค้าขายอย่างเช่นทุกวันนี้ ก็เลยคิดว่า ต่อให้คนตรงหน้าจะน่ากลัวเพียงใด ก็ยังเลือกที่จะมิยุ่งเกี่ยวจะเป็นการดีกว่า
“ขอรับรองแม่ทัพ”
รองแม่ทัพ!
“ท่านแม่มายืนใกล้ ๆ ข้านะขอรับ หากมีสิ่งใดเกิดขึ้น ข้าสามารถมาพาท่านหนีได้ทันที” ถึงจะกล่าวออกไปเช่นนั้น หากเก้าเทียนรุ่ยก็มิมั่นใจเลยสักนิด ด้วยพลังและความสามารถของรองแม่ทัพผู้นั้น...คิดว่าอย่างไรก็คงจะต้องเก่งมิน้อย ฝีมือเล็กน้อยของเขาคงจะหนีรอดได้ยาก
“ข้าทราบมาว่าคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์มีฝีมือด้านรักษาผู้คน”
น้ำเสียงเยือกเย็นและเต็มไปด้วยอำนาจ ทำให้เก้าเทียนรุ่ยรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมา “ไม่...ไม่ใช่หรอกขอรับ ข้าคิดว่าท่านคงจะเข้าใจอันใดผิดไปเสียแล้ว ข้าเป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดาที่ปลูกผักปลูกหญ้าไปขาย คนที่ได้กินก็รู้สึกเพียงแค่ว่าตนเองแข็งแรงขึ้นเท่านั้นเอง” เขาเอ่ยเสียงเบาพร้อมกับฉีกยิ้มแหย ๆ
“คุณชายช่างถ่อมตนยิ่งนัก แต่หากข้ามิมั่นใจ ก็คงจะมิมารบกวนคุณชายหรอกนะ”
“ข้ามิได้ถ่อมตัวนะขอรับ แต่ท่านเข้าใจผิดไปไกลแล้ว เพราะพวกเขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ได้กินอาหารอร่อย ๆ ที่ปรุงจากพืชสด ๆ ที่ข้านำไปขายให้ ก็เลยทำให้มีสุขภาพดีขึ้นเท่านั้นเอง”
“จะต้องให้ข้านำผู้ที่ได้รับการรักษาจากท่านมายืนยันหรือไม่เล่าคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์”
จริงแหละ...มากันเช่นนี้ ถามหาคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์อย่างมิติดขัดเช่นนี้ เป็นไปมิได้เลยที่จะมิรู้มาก่อน แล้วตัวเขาที่พยายามคิดหาข้อแก้ตัวมากมายแต่ก็ไร้ผล ดูเหมือนทุกอย่างมันจะมืดมนไปเสียหมดจนมิรู้ว่าจะโต้ตอบออกไปเช่นไร
“ถ้าเช่นนั้น ท่าน...ท่านต้องการให้ข้าช่วยปรุงอาหารให้ใครหรือขอรับ” เก้าเทียนรุ่ยเอ่ยถามอย่างอ่อนอกอ่อนใจที่มิอาจหาทางหลีกเลี่ยงได้
“ท่านจะเรียกเช่นนั้นก็ตามใจ ข้าเพียงแค่ต้องนำท่านไปรักษาคนผู้หนึ่ง”
เก้าเทียนรุ่ยได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองที่สุด วาจาเหมือนจะมิมีอันใด หากดูเหมือนความหมายจากที่กล่าวมาคือ...ต้องไปและต้องหายเท่านั้น!
“ถ้า...ถ้าเช่นนั้น ขอท่านโปรดนำผู้ที่จะให้ข้าปรุงอาหารให้และดูแลเข้าไปในเรือนก่อนเถอะขอรับ ข้ากับท่านแม่จะได้รีบจัดเตรียมทำอาหารให้...โดยเร็วไว” จะได้รีบกลับกันไปเสียที แม้จะรู้ว่ามิได้มาด้วยเรื่องของเก้าเทียนรุ่ยแล้วก็ตาม หากการมีทหารอยู่ในสายตา มันก็ทำให้เขากับท่านแม่รู้สึกใจคอมิดีอยู่นั่นแหละ
“ข้าว่า ท่านเข้าใจผิดนะคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์...ข้ามารับท่านไปดูแลคนผู้นั้น”
มิเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความกดดันจนยากที่จะหายใจได้สะดวกแล้วน้ำเสียงก็ยังจะเยียบเย็นจนเก้าเทียนรุ่ยหนาวไปทั้งแผ่นหลังอีก
“เอ่อ...ท่านมิได้พาเขามาให้ข้าดูแลที่นี่หรือขอรับ”
“ในที่สุด ท่านก็รู้จักที่จะฉลาดเสียที”
คนฉลาดย่อมจะมิโอ้อวดตนเอง เขาจะต้องโง่เยอะ ๆ ถึงจะทำให้ตนเองและท่านแม่มีชีวิตรอดไปอีกนาน “แต่เอ่อ...”
“ท่านมีปัญหาอันใดหรือคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์”
อย่ากดดันกันเช่นนี้สิ เขากล่าวมิอะไรมิถูกแล้วนะ
“ก็...เอ่อ...คือ...” ก็ว่าเขาโง่ เขาก็ควรต้องโง่ให้มาก ๆ สินะ “คือเวลาข้าช่วยทำให้ผู้ที่ป่วยอยู่หายจากอาการป่วย ข้าก็จะเป็นคนปรุงอาหารให้พวกเขาทานจากผักที่ข้าปลูก หากข้าไปกับท่าน...”
“มิต้องห่วง ผักของท่าน พวกข้าจะนำไปให้”