ประโยคนี้เป็นทั้งการแนะนำตัว และเป็นคำเตือนในที
ภาพที่ทั้งคู่ยื้อยุดกันเมื่อครู่ ล้วนอยู่ในสายตาของเขาทุกฉากทุกตอน
“เรากลับบ้านกันเถอะ” ฉืออวี้พูดจบก็โอบรัดรอบเอวคอดกิ่วของเจียงหลี แล้วพาเดินไปที่รถ
ระหว่างทางกลับบ้าน ภายในรถเงียบสนิทจนน่าใจหาย
เจียงหลีสัมผัสได้ชัดเจนว่าบรรยากาศรอบตัวฉืออวี้เย็นเยียบกว่าปกติ หรือจะเป็นเพราะการปรากฏตัวของเซี่ยฉือที่ทำให้เขารู้สึกเสียหน้า?
เจียงหลีไม่แน่ใจว่าเขาโกรธหรือเปล่า แต่เธอคิดว่าเธอจำเป็นต้องอธิบายสักหน่อย
เธอขยับริมฝีปากเอ่ย “คืนนี้พวกเราจัดงานเลี้ยงรุ่น ฉันเองไม่รู้เหมือนกันว่าเซี่ยฉือจะโผล่มากะทันหันแบบนี้……”
ทันใดนั้นเอง ฉืออวี้ก็หยิบถุงของขวัญใบหนึ่งส่งให้เธอ พลางพูดขัดจังหวะขึ้นว่า “ของขวัญซื้อมาฝากคุณ”
เจียงหลีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปรับมา
ตลอดสามปีที่แต่งงานกันมา จำนวนครั้งที่เขาอยู่บ้านนั้นนับนิ้วได้เลย แต่ทุกครั้งที่กลับจากไปดูงานต่างถิ่น ก็มักจะมีของขวัญมาฝากเธอเสมอ
แล้วสรุปว่าเขาโกรธหรือไม่โกรธกันแน่?
เจียงหลีเม้มริมฝีปากเล็กน้อย รู้สึกว่าของขวัญในมือนั้นร้อนผ่าวอย่างบอกไม่ถูก
พอเธอหันไปมองฉืออวี้ ก็เห็นเขาเอนหลังพิงเบาะและหลับตาพักผ่อน ดูเหมือนไม่อยากจะคุยกับเธอแล้ว
เจียงหลีจึงไม่กล้าส่งเสียงต่อแม้แต่แอะเดียว คืนนี้เธอดื่มเหล้าไปเล็กน้อย จึงยังรู้สึกมึนหัวอยู่ เธอค่อย ๆ เปิดกระจกรถลงเล็กน้อย สายลมยามค่ำคืนที่พัดผ่านพวงแก้มทำให้รู้สึกเย็นสบายและสดชื่นขึ้นมาก
เมื่อสามปีก่อน เจียงซื่อประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนักจนตกอยู่ในวิกฤตล้มละลาย ตอนนั้นพ่อเจียงได้ยกเรื่องสัญญาหมั้นหมายกับตระกูลฉือขึ้นมา โดยอ้างว่าเธอกับฉืออวี้ถูกหมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่ยังเด็ก เนื่องจากบรรพบุรุษของทั้งสองตระกูลเคยเป็นเพื่อนตายกันมาก่อน พ่อเจียงใช้เรื่องนี้บังคับให้เธอแต่งงานกับฉืออวี้ เพื่อกอบกู้สถานะของเจียงซื่อที่กำลังสั่นคลอน
เจียงซื่อคือหยาดเหงื่อแรงกายของแม่ผู้วายชนม์ และเป็นสิ่งสุดท้ายที่หลงเหลือไว้ให้เธอ เธอไม่อาจทนดูหัวใจของแม่พังทลายไปต่อหน้าต่อตาได้ ประกอบกับตอนนั้นเซี่ยฉืออยู่ในช่วงเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว อารมณ์ของเขาจึงมักแปรปรวนและหงุดหงิดง่าย ทั้งคู่ทะเลาะกันบ่อยครั้ง สุดท้ายเธอจึงบอกเลิกกับเซี่ยฉือ
หลังแต่งงาน ฉืออวี้ยังคงเป็นคนเย็นชาดังเดิม เขาไม่ค่อยคุยกับเธอนัก แต่โดยรวมแล้วก็นับว่าดีต่อเธอไม่น้อย
ณ หลันเยว่วาน เรือนหอของพวกเขา
รถเคลื่อนตัวมาจอดสนิทในที่จอดรถใต้ดิน คนขับรถหันมาเตือนว่า “คุณฉือ คุณนาย ถึงแล้วครับ”
เจียงหลีที่กำลังเคลิ้มหลับพลันได้สติขึ้นมา ก่อนจะได้ยินเสียงเย็นเฉียบของชายหนุ่มดังขึ้น “ลุงหลี่ ลุงกลับไปพักผ่อนได้แล้ว”
“ครับผม” ลุงหลี่ที่เป็นคนขับรถก้าวลงจากรถแล้วเดินจากไป
ขณะที่เจียงหลีกำลังจะเปิดประตูรถเพื่อลงไป จู่ ๆ ข้อมือของเธอก็ถูกคว้าไว้หมับ
ฉืออวี้ออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย ร่างทั้งร่างของเธอก็ลอยหวือเข้าไปหาเขา
เจียงหลีร้องอุทานออกมาเบา ๆ ร่างกายที่เบาหวิวของเธอถูกจัดให้นั่งลงบนตักอุ่นอันร้อนผ่าวของเขา เรียวขาสองข้างของเธอถูกขืนให้แยกออกและเกี่ยวรอบเอวเขาเอาไว้
เมื่อรู้ว่าท่าทางในตอนนี้มันน่าอายเพียงใด ใบหน้าของเธอก็พลันแดงซ่านจนลามไปถึงลำคอ เธอขยับสะโพกหวังจะลงไปจากตัวเขา
ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ยอมปล่อยเธอไป มือหนากดเอวบางของเธอให้กระชับเข้ามา ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนหน้าอกแนบชิดกัน เธอถึงกับสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุจากร่างกายส่วนล่างของเขาได้อย่างชัดเจน
“ฉะ…ฉืออวี้…… คะ…คุณปล่อยฉันลงเถอะ” สัญญาณอันตรายนี้เจียงหลีคุ้นเคยดีกว่าใคร เธอพยายามขัดขืนทั้งที่ใบหน้ายังแดงระเรื่อ
ฉืออวี้ยังคงพูดน้อยเหมือนเช่นเคย เขาใช้มือเดียวเชยคางเธอขึ้นมา ก่อนจะบดขยี้ริมฝีปากเธออย่างรุนแรง
แสงไฟในที่จอดรถดับลงตามเวลาที่กำหนด เงาร่างของคนทั้งสองในรถดูพร่าเลือน ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มอบอวลไปด้วยแรงปรารถนา
เจียงหลีรู้สึกอายอย่างถึงที่สุด เธอพยายามผลักหน้าอกเขาอยู่เป็นระยะ ปกติแล้วต่อให้เขาจะรุนแรงเพียงใด ก็ไม่เคยทำเรื่องพรรค์นี้ในรถ แต่วันนี้เขากลับไม่สนใจสถานที่เลยสักนิด
ฉืออวี้ประคองใบหน้าน้อย ๆ ของเธอไว้ ลมหายใจหอบถี่สลับจูบหนักเบาอย่างต่อเนื่อง มือข้างที่ว่างอยู่รวบเอวของหญิงสาวไว้แน่น พลางกดร่างเธอแนบเข้ามาในอ้อมกอดตัวเอง
หลังจากจูบอันร้อนแรงจบลง เขาถึงได้ยอมปล่อยเธอ พลันเหลือบไปเห็นริมฝีปากที่บวมเจ่อเล็กน้อย และวาววับอย่างเย้ายวน
มือหนาของฉืออวี้เชยคางเธอขึ้นอีกครั้ง บังคับให้เธอต้องสบตากับเขา น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำแฝงไปด้วยความยั่วเย้า “งานเลี้ยงรุ่นคืนนี้ สนุกมากไหม?”
เจียงหลีต่อให้ซื่อบื้อแค่ไหน ก็รับรู้ได้แล้วว่าเขากำลังอารมณ์ไม่ดี
ปกติฉืออวี้เป็นคนอารมณ์คงที่ ไม่เคยแสดงท่าทางผิดปกติขนาดนี้มาก่อน
เธอตั้งใจจะอธิบายอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก บั้นเอวของเธอก็ถูกเขาบีบแน่นจนรู้สึกเจ็บแปลบ
ดวงตาสีดำขลับอันล้ำลึกของฉืออวี้จ้องมองริมฝีปากแดงระเรื่อของเธออย่างค้นหาคำตอบ น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบ “ดื่มมาเหรอ?”
เจียงหลีทำได้เพียงพยักหน้าเบา ๆ
“ยังจำที่ผมเคยบอกได้ไหม?”
เจียงหลีเม้มริมฝีปากเบา ๆ มือที่เกาะไหล่เขาอยู่เผลอขยุ้มเสื้อของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว
เธอดื่มไม่ค่อยเก่งนัก ครั้งหนึ่งเคยเกือบถูกรถชนตายกลางถนนเพราะความเมา โทรศัพท์จากโรงพยาบาลแจ้งไปถึงฉืออวี้ เขาถึงกับต้องพักการประชุมกะทันหันเพื่อรีบไปหาเธอ หลังจากนั้นก็ตั้งกฎเหล็กห้ามเธอแตะต้องแอลกอฮอล์อีก
คืนนี้เซี่ยฉือกลับมา เธอผิดคำพูดไปดื่มมาจนได้งั้นเหรอ?
มือหนาของฉืออวี้ลูบไล้อยู่ที่เอวของเธอ ท่ามกลางความหงุดหงิดที่อัดอั้นอยู่ภายใน การกระทำของเขาจึงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น มือใหญ่สอดลึกเข้าไปใต้กระโปรงของเธออย่างถือวิสาสะ
“คืนนี้ทุกคนต่างก็ดื่มกัน ฉันปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ แต่ว่าครั้งหน้าฉันจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”
เจียงหลีพูดจบ เมื่อเห็นว่าใบหน้าหล่อเหลาของเขายังคงบึ้งตึง และเริ่มสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของเขา เธอก็รู้ทันทีว่าเขาต้องการอะไร
เธอรีบก้มหน้างุด พลางเอ่ยถามอย่างขวยเขิน “ขะ…ขอไปต่อที่บ้านได้ไหมคะ……”
“ไม่ได้”
น้ำเสียงของชายหนุ่มเผด็จการอย่างไม่ยอมให้ปฏิเสธ
เจียงหลีขัดขืนไม่ได้ ใบหน้าเธอแดงซ่าน พยายามประวิงเวลาอยู่นานก่อนจะยื่นมือไปแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขา แค่กระดุมเม็ดเดียวเธอก็ใช้เวลาไปหลายนาที
ฉืออวี้รอไม่ไหวแล้ว มือหนายกขึ้นเพียงเล็กน้อยก็กระชากชุดกระโปรงของเธอออก
เจียงหลีรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่หน้าอก ทันใดนั้นร่างกายของเธอถูกเปิดเผยสู่ภายนอก
คืนนี้เธอสวมชุดเดรสตัวยาวสีเหลืองมัสตาร์ดแบบแหวกข้าง ถูกเขาดึงเพียงเบา ๆ ก็หลุดออกอย่างง่ายดาย ไม่นานนักทั้งบราและชั้นในก็ไม่อาจรอดพ้นจากเงื้อมมือเขาไปได้เช่นกัน
ภายในห้องโดยสารที่คับแคบ เสียงปลดล็อกหัวเข็มขัดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืน ฟังดูรื่นหูอย่างบอกไม่ถูก
ณ ลานจอดรถที่ไร้ซึ่งผู้คน รถลัมโบร์กินีที่จอดนิ่งสงบกลับไหวโคลงเป็นระยะ เคล้ามากับเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของชายหญิงที่ดังสอดประสาน บรรยากาศอบอวลไปด้วยความรัญจวนที่ยากจะถอนตัว
ลมเย็นด้านนอกพัดโชยมาเอื่อย ๆ ทว่าอุณหภูมิภายในรถกลับสูงขึ้นทุกขณะ เส้นผมของเธอระไปกับแผงอกแกร่ง ปลุกเร้าความซ่านสยิวที่ยากจะอธิบาย แววตาของทั้งคู่ต่างประกายวาบไปด้วยความปรารถนา
เจียงหลีใบหน้าแดงก่ำ แต่กลับไม่อาจควบคุมไฟราคะในกายที่ถูกเขาจุดขึ้นมาได้ ในสภาวะที่สติเริ่มพร่าเลือนตามจังหวะการขยับของร่างกาย เธอทำได้เพียงแค่โอบศีรษะของเขาเอาไว้
ฉืออวี้ขบเม้มความนุ่มหยุ่นของเธอเบา ๆ เป็นเชิงทำโทษ ทำให้เธอต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความเสียวซ่าน
ในตอนที่เจียงหลีคิดว่าทุกอย่างใกล้จะจบลงแล้ว เขากลับกดตัวเธอลงกับพนักพิงเบาะ แล้วเริ่มโหมกระหน่ำการโจมตีรอบใหม่อีกครา
เธอลืมตาขึ้นอย่างง่วงงุน ชายหนุ่มที่อยู่เหนือร่างดูหล่อเหลาและสูงศักดิ์ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนาที่เข้มข้นจนไม่อาจหยุดยั้งได้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เธอเหนื่อยล้าจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้นอยู่รอมร่อ
ฉืออวี้สวมเสื้อผ้าเรียบร้อย แล้วใช้เสื้อสูทของเขาห่อหุ้มร่างกายของเธอไว้อย่างมิดชิด ก่อนจะอุ้มเธอลงจากรถ
เมื่อกลับถึงบ้าน เจียงหลีก็เหนื่อยจนสลบไสลไปแล้ว บนใบหน้าขาวเนียนสวยมีหยาดเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดมุนน้อย ๆ พลางละเมอออกมาเป็นพัก ๆ ว่าไม่เอาแล้ว
สงสัยเมื่อกี้เขาคงจะรุนแรงไปจนทำให้เธอเจ็บ
ฉืออวี้พาเธอเข้าไปแช่น้ำในห้องอาบน้ำพักหนึ่ง จึงค่อยอุ้มกลับมาวางลงบนเตียง
เขาชำระร่างกายตัวเองเช่นกัน ก่อนจะสวมชุดคลุมอาบน้ำเดินออกมายังห้องนั่งเล่น ยืนอยู่ตรงหน้าต่างบานใหญ่สูงจากพื้นจรดเพดานแล้วจุดบุหรี่ขึ้นมา ควันบุหรี่ที่ลอยฟุ้งทำเอายากจะมองออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
หลี่หยางผู้ช่วยของเขาโทรศัพท์เข้ามา “คุณฉือ คนของสตาร์ไลท์มีเดียกำลังสืบเรื่องของคุณอยู่ครับ”
เมื่อนึกถึงเซี่ยฉือที่เจอคืนนี้ โครงหน้าของฉืออวี้ก็ฉายแววแข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิม หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ เขาก็กดวางสาย
เมื่อสามปีก่อน เจียงหลีเลิกกับเซี่ยฉือ แล้วมาแต่งงานกับเขาทันที ไม่คิดเลยว่าเซี่ยฉือจะยังกล้ากลับมาอีก
เขารู้เรื่องระหว่างทั้งสองคนมาตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว
เขาพ่นควันบุหรี่ออกมาเบา ๆ เดิมทีวันนี้เขายังต้องไปดูงานต่อ แต่พอได้ยินข่าวว่าเซี่ยฉือกลับมาที่เมืองจิง เขาก็โยนงานทั้งหมดให้ลูกน้องทันที แล้วรีบเดินทางกลับมากลางดึก
แล้วเขาก็ได้เห็นทั้งคู่ยื้อยุดฉุดกระชากกันที่หน้าประตูโรงแรมจริง ๆ เจียงหลีเคยรักเซี่ยฉือมากขนาดนั้น เธอจะกลับไปรักกันใหม่เพราะการกลับมาของหมอนั่นหรือเปล่า?
ภายใต้แสงไฟสลัว สีหน้าของฉืออวี้ดูคลุมเครือ แววตาที่หม่นลงถูกปกคลุมด้วยควันบุหรี่หนาทึบ
——
เวลาเพียงคืนเดียวผ่านไปไวเหมือนโกหก ไม่นานท้องฟ้าก็เริ่มทอแสงรำไร
เจียงหลีหลับสนิท และเพิ่งจะรู้สึกตัวตื่นอีกทีตอนเก้าโมงเช้า
เมื่อเธอเดินออกมาจากห้อง ก็เห็นฉืออวี้กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร
เขายังไม่ไปบริษัทอีกเหรอ? ปกติแล้ว เวลานี้เขาไม่เคยอยู่บ้านเลย
เจียงหลีเม้มริมฝีปากเล็กน้อย พยายามบังคับเรียวขาที่สั่นเทาและอ่อนแรงเดินเข้าไปหา เห็นว่าบนโต๊ะมีอาหารเช้าเตรียมไว้พร้อมสรรพ
ฉืออวี้พับหน้าจอโน้ตบุ๊กและเก็บไปไว้ด้านข้าง ก่อนจะหันมามองเธอแล้วพูดตามปกติ “ตื่นแล้วก็มาทานข้าว”
เธอนั่งลงข้าง ๆ เขา สาวใช้เดินเข้ามาตักโจ๊กใส่ชามเสิร์ฟให้พวกเขาทั้งคู่
ท่าทางการรับประทานอาหารของเขาดูสง่างามดูแพง โดยปกติมักจะไม่พูดแทรกระหว่างมื้ออาหาร
ครู่ต่อมา สาวใช้ก็นำนิตยสารเล่มหนึ่งมาวางข้างตัวฉืออวี้เหมือนเช่นทุกวัน เพราะปกติเขามีนิสัยชอบอ่านนิตยสารตอนทานอาหารเช้า
เจียงหลีเพียงแค่เหลือบมองตามสัญชาตญาณ แต่สายตาของเธอกลับต้องชะงักงันทันที
เพราะภาพบนหน้าปกนิตยสารเล่มนั้น มันช่างคุ้นตาเหลือเกิน!
ฉืออวี้เองก็สังเกตเห็นเช่นกัน เขาหยิบนิตยสารขึ้นมาเปิดดู
พาดหัวข่าวใหญ่ประจำวันนี้:ประธานคนใหม่แห่งสตาร์ไลท์มีเดียหวนพบรักแรก ทั้งสองยังรักกันหวานชื่น รื้อฟื้นสัมพันธ์เก่า
ภาพที่เซี่ยฉือกับเจียงหลียื้อยุดกันหน้าประตูโรงแรมเมื่อคืนถูกถ่ายเอาไว้ได้ ภาพของเซี่ยฉือเห็นได้ชัดเจนมาก ส่วนเจียงหลีเห็นเพียงแค่ด้านข้าง แต่คนที่รู้จักเธอดี เพียงแค่มองแวบเดียวก็จำได้แน่นอน