ตอนที่ 1
นิ้วเรียวยาวยกขึ้นกดกริ่งเตือนให้รถหยุด เมื่อถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการ
หญิงสาวร่างสูงโปร่งเดินลงจากรถสองแถวอย่างไม่มั่นใจ แต่ก็ต้องฮึดสู้ เพื่อในสิ่งที่ตั้งใจมาในคราวนี้ให้สำเร็จ
มือเรียวปัดเศษฝุ่นบนตัวเสื้อและกระโปรง รวมไปถึงยกมือสางผมให้เข้าที่เข้าทาง นิ้วชี้ดันแว่นให้เข้าที่เข้าทาง ดวงตากลมโตภายใต้แว่นสายตาสีดำใหญ่มีทั้งตื่นเต้นและแอบหวังเล็กน้อย เธอจะได้งานจากการมาสมัครในครั้งนี้
ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงอมชมพูขบเม้มจนแบนราบเรียบ ขณะสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างช้าๆ เพื่อเรียกกำลังใจ
เบื้องหน้าคืออาคารพาณิชย์ใหญ่ขนาดสามคูหา ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท เมฆินทร์การยาง ด้านหน้าอาคารมีป้ายไม้สี่เหลี่ยมขนาดหนึ่งคูณหนึ่งเมตร ความสูงพอกับสายตาตั้งห่างจากประตูทางเข้าประมาณสองสามเมตร บอกให้รู้ว่าเธอมาไม่ผิดที่
บริษัทเมฆินทร์การยางเป็นบริษัทใหญ่อันดับหนึ่งของจังหวัดในภาคใต้แห่งนี้ เจ้าของเป็นคนกว้างขวางและมีอิทธิพล ตอนนี้ผู้ก่อนตั้งบริษัทได้โยนภาระการบริหารงานให้ลูกชายคนเดียว ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นหนุ่มหล่อมาดเข้มและเคร่งขรึม แต่ก็มีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ
เธอไม่เคยเห็นหรอกว่า ‘นายหัวเมฆ เมฆา ปรุระวงศ์’ ที่สาวน้อยสาวใหญ่คลั่งไคล้กันทั่วเมืองมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เคยได้ยินแต่กิตติศัพท์ที่ว่า
เขาเป็นคนหน้ากลัว เมื่อต้องการสิ่งใดแล้วก็จะต้องเอาให้ได้ ไม่มีใครสามารถขัดขวางความต้องการได้ กระทั่งบิดาที่ขึ้นชื่อว่าทั้งน่ากลัวและน่าเกรงขาม ก็ยังต้องยอมให้
ตอนนี้ชายหนุ่มมีลูกติดเป็นสาวน้อยอายุเก้าขวบ ทั้งแก่นเซี้ยวและแสบซ่าและดื้อรั้นอย่าบอกใคร ที่สำคัญคือหวงพ่อเป็นที่สุด ถ้าหากมีสาวคนใดอยากจะร่วมเรียงเคียงหมอนกับเมฆา จะต้องผ่านการพิจารณาจากบุตรสาวก่อนเป็นคนแรก เท่าที่ได้ยินมาก็ไม่เคยมีหญิงสาวคนใดทำสำเร็จเลยสักราย
ปิ่นปักส่ายศีรษะ พลางกลอกตาไปมาอย่างอิดหนาระอาใจ
เธอเป็นอะไรไป ทำไมถึงได้คิดฟุ้งซ่านถึงคนที่ไม่เคยพบเคยเห็น เขายังเป็นถึงเจ้าของบริษัทที่เธอตั้งใจมาสมัครงานด้วย มือเรียวยกขึ้นตบใบหน้าเบาๆ เรียกสติกลับคืนมา เพียงแค่คิดถึงการสมัครงานในครั้งนี้หญิงสาวก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ เมื่อคิดถึงผู้เป็นเพื่อนแสนดีที่ลึก ๆ ในใจเธอก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไรกับตนเอง
แม้ไม่ได้หล่อเหลาจนเห็นแล้วสะดุดตาและต้องเหลียวมอง แต่ก็ถือได้ว่าเพื่อนรักของเธอเป็นผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่ง ธวัชชัยยังจะเป็นชายหนุ่มที่แสนใจดี อบอุ่นและขยันขันแข็ง ใครได้เป็นแฟนคงจะโชคดีเป็นที่สุด ที่เธอก็เฝ้าภาวนาให้ผู้เป็นเพื่อนได้เจอกับผู้หญิงที่แสนดี เหมาะสมและรักใคร่ในตัวธวัชชัยอย่างจริงใจโดยเร็วที่สุด
ธวัชชัยบอกมาว่า ถึงงานของบริษัทแห่งนี้จะเหนื่อยสักหน่อย แต่เงินเดือนดี สวัสดิการอะไรก็ดี ถ้าต้องไปอยู่ต่างอำเภอก็ยังมีบ้านพักให้ด้วย มีการรับสมัครเมื่อไหร่จะบอกให้เธอรู้
“ปิ่นไม่มั่นใจว่าจะผ่านนะสิชัย บริษัทใหญ่ มีสวัสดิการดีๆ แบบนี้ ใครๆ ก็อยากจะไปทำงานด้วย คงมีคนแห่ไปสมัครกันเยอะแยะแน่เลย” ปิ่นปักโอดครวญเสียงใสแกมเศร้า ปัจจุบันที่การงานหายาก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ จะต้องมีการเส้นสาย จึงจะสามารถผ่านเข้าไปทำได้ ซึ่งเธอไม่รู้จักใครเลยนอกจากธวัชชัยที่ไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตพอจะฝากฝังได้ด้วย
“ไม่ต้องห่วง ที่นี่ไม่มีระบบเส้นสาย จะเข้าทำงานที่นี่ได้ ต้องพึ่งความสามารถของตนเองเท่านั้น ที่ปิ่นมีพร้อม...ทั้งเฉลียวฉลาด มีไหวพริบและประสบการณ์”
“แต่ปิ่นก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี” หญิงสาวเอ่ย ด้วยเคยเจอกับตัวเองเมื่อครั้นไปสมัครงานที่ยังไม่ทันจะได้กรอกรายละเอียดก็ต้องส่งเอกสารกลับ เพราะสายตาเหยียดหยาม กับคำพูดหมิ่นแคลนจากเจ้าหน้าที่รับสมัคร
‘มาสมัครงานจะต้องแต่งตัวให้ดูดี สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น แต่นี่อะไร...เหมือนกับยายป้าหลุดมาจากป่าลึก หาความเจริญหูเจริญตาไม่ได้เลย คงได้หรอกน่ะ งานนะ’
“จะไปแคร์ปากคนอื่นทำไม ก็รู้อยู่ ไม่มีใครต้องการเห็นคนอื่นได้ดีกว่าตัวเอง อีกอย่าง...ปิ่นแต่งแบบสุภาพเรียบร้อยอย่างนั้นแหละดีแล้ว คนที่รับสมัครเขาจะได้เชื่อว่า ถ้าตัดสินใจรับเข้าไปแล้ว เราจะตั้งใจทำงาน ไม่ใช่ใช้งานบังหน้า แต่ใจจริงอยากเป็นเมียนายหัว”
บางทีเห็นแล้วก็อดสงสารเหล่าสาวๆ หลายคนที่ไม่สนใจหน้าที่การงาน เอาแต่วาดคิ้ว เขียนตา ทาปาก ผัดแป้งให้หน้านวล ตั้งหน้าตั้งตารอยคอย ‘นายหัวเมฆ’ จนคอยืดคอยาว
หลายคำพูดให้กำลังใจที่ได้รับแต่ก็ไม่เท่ากับการตัดสินใจของตนเอง ทำแล้วไม่ได้ ยังดีกว่ามีโอกาสแล้วไม่ได้ทำ อีกอย่างธวัชชัยก็บอกว่า เขารับสมัครเพียงแค่สามวันเท่านั้นเองและวันนี้ก็เป็นวันที่สามที่ทางบริษัทได้ปิดป้ายประกาศไว้ด้วย
ปิ่นปักอมยิ้มเมื่อนึกถึงคำบอกที่ว่าให้เธอเตรียมทุกอย่างให้พร้อม เพราะถ้ามีตำแหน่งตรงกับที่เธอจบมา จะได้จัดการให้เรียบร้อยในทันที ไม่ต้องวิ่งกลับไปกลับมา ให้เสียเวลาและเปลืองเงิน แต่ถ้าไม่ตรงก็ไม่เป็นไรเขียนใบสมัครทิ้งๆ ไว้ มีตำแหน่งว่างเมื่อไหร่เขาก็จะเรียกสัมภาษณ์เองแหละ
ปิ่นปักอ่านป้ายประกาศด้วยความละเอียดและรอบคอบ ก่อนดวงตาคู่สวยภายใต้แว่นคันใหญ่จะเปล่งประกายวามวาวด้วยสุขสมใจขึ้นมาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าตำแหน่งที่ประกาศอยู่นั้นตรงกับคุณวุฒิของเธอ ไหนจะประสบการณ์ที่ได้ช่วยเหลือครูอาจารย์ขณะกำลังเรียนอยู่ จบมาแล้วก็ยังรับทำบัญชีให้กับร้านขายของชำแถวบ้าน รายได้ถึงจะไม่มากแต่ก็พอเลี้ยงดูตัวเองได้ เมื่อมีโอกาสได้หน้าที่การงานที่มั่นคง มีความเจริญก้าวหน้าเธอก็ไม่อยากที่ละทิ้ง
“ถอยไม่ได้แล้ว สู้นะปิ่นปัก!” หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดเรียกความมั่นใจในตัวเอง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องอาคารซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทเมฆินทร์การยางในทันที
โครม!
“โอ้ย!”
ยังไม่ทันจะถึงประตูกระจกใส ปิ่นปักรู้สึกถึงแรงปะทะที่ทำให้ร่างโปร่งกระเด็นหงายไปด้านหลัง ดีว่าได้แขนแข็งแรงคู่หนึ่งคว้าเอวไว้ ไม่เช่นนั้นเธอคงจะต้องล้มไปกองอยู่บนพื้นคอนกรีตให้ได้ทั้งเจ็บตัวและอายผู้คนที่มองมา
แว่นสายตาคันโตเอียงกระเท่เร่ ขาแว่นด้านหนึ่งหลุดจากใบหู ทำให้คนช่วยถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะหนึ่ง
ดวงตากลมโตที่สุกสกาวราวกับตากวาง ล้อมกรอบด้วยขนตายาวงอน ใบหน้ารูปไข่เนียนเรียบ จมูกเล็กโด่ง ปากรูปกระจับ ผมยาวสลวยปล่อยสยายถึงกลางหลัง ดำสนิทเป็นเงางามและ...กลิ่นหอมอ่อนๆ ชวนให้รู้สึกแปลกๆ ในทรวง
ดวงตาคมปราบที่มองกราดไปทั่วร่าง ก่อความหวั่นไหวทำให้หัวใจดวงน้อยถึงกับเต้นระรัวจนเกือบจะทะลุออก เหมือนพื้นที่ยืนอยู่จะสั่นสะเทือน เพราะความร้อนจากฝ่ามือที่อยู่บนแผ่นหลัง
ดวงตาเข้มมีพลังลึกลับชวนให้หวาดหวั่น ที่เธออยากจะหลบเลี่ยงไม่สบด้วยแต่เพราะความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นจึงทำอย่างที่คิดไม่ได้
มือเรียวสั่นระริกและเย็นจัดราวกับน้ำแข็งยกขึ้นเพื่อดึงเอาแขนแกร่งที่โอบเอวออก ขณะยกอีกข้างขึ้นผลักอกกว้างให้รีบถอยห่างจากตัวกาย แต่ไม่ว่าจะออกแรงมากเท่าไหร่ เมื่อชายหนุ่มไม่ยินยอมให้เป็นอิสระ เธอก็ไม่อาจทำอะไรได้
“ปล่อย...ปล่อยค่ะ” ชวนให้ปิ่นปักตกใจมิใช่น้อยกับสำเนียงเสียงที่ดังจากปาก ทำไมถึงได้แห้งและแผ่วเบาอย่างนี้ก็ไม่รู้
เสียงแผ่วเบาใสฟังแล้วเย็นชุ่มฉ่ำใจ ไหนกลิ่นหอมที่เชื้อเชิญให้ดมดอม มีอำนาจเกินกว่าเขาจะยับยั้งชั่งใจได้
“เธอพูดอะไรนะ ฉันฟังไม่ค่อยชัด พูดใหม่อีกครั้งได้ไหม” ก็รู้นะ เธอพูดอะไร แต่เขายังไม่อยากทำตามและยังถือโอกาสนี้ดึงร่างโปร่งเข้ามาหา พลางก้มหน้าลงสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ได้กลิ่นแล้วสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
เขาเกือบจะกดจมูกโด่งลงไปบนแก้มนวลใสซับสีเลือดฝาด แต่นึกได้ว่า สถานที่ไม่เหมาะสม
“จะเดินเหินให้มันระวังหน่อยนะ ล้มลงไปจะเจ็บตัวและอายคนที่เขามองมา...น้องเอ๋อ” กระซิบเสียงนุ่มทุ้มก่อนจะปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระ อย่างไม่ค่อยพึงพอใจสักเท่าไหร่
ตอนที่ 2
ฟันขาวขบกัดบนกลีบปากและรีบหลบฉากถอยไปยืนให้ไกล...ไกลจากผู้ชายร่างยักษ์ที่ทำให้ตัวเองอับอายระคนโกรธเคืองที่ไม่รู้ว่าความรู้สึกใดมากกว่ากัน
“เอ่อ...ขอโทษด้วยค่ะ เป็นความผิดของฉันเอง” ปิ่นปักเอ่ยออกไปทั้งที่ยังข้องใจ เป็นความผิดของตัวเองแน่หรือ
“คือฉัน...ฉันไม่ทันมองว่ามีคนเปิดประตูออกมานะคะ” ชายตรงหน้ารูปร่างก็ไม่ได้เล็ก แต่ทำไมเธอถึงได้มองไม่เห็นก็ไม่รู้ เลยทำให้เจอกับประสบการณ์แย่ๆ ยังโชคดีว่าไม่ล้มก้นจ้ำเบ้าให้อับอายขายขี้หน้าซ้ำไปอีก
“ไม่เป็นไร ความผิดของฉันเหมือนกัน ที่เปิดประตูมาโดยไม่มองว่ามีคนยืนอยู่”
ชายหนุ่มตอบกลับ พลางกวาดสายตามองไปทั่วร่างโปรงอีกครั้งอย่างเสียดาย สาวน้อยตรงหน้าก็มีรูปร่างดีอยู่หรอก แต่เลือกใช้เสื้อผ้าไม่ค่อยจะสวยเท่าไหร่ ดูเหมือนสาวเฉิ่มเชย ยังจะเอาแว่นมาสวมปกปิดดวงตาคู่งามอีก บั่นทอนความงามที่มี ทำให้เธอดูไม่น่าสนใจ แต่ไม่เป็นไรเรื่องแบบนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ เพียงแค่มีคนให้คำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสมเท่านั้น
“มาทำอะไรที่นี่” ชายหนุ่มถามอย่างอารมณ์ดี ทั้งที่เมื่อครู่เขาเพิ่งจะอารมณ์เสียจากผู้ใหญ่บางคนที่ทำตัวเป็นพวกสมองนิ่ม บอกว่าไม่ ยังจะยึดเอาความคิดของตัวเอง พยายามพูดถึงความต้องการของตัวเองอยู่นั่นแหละ
“มาขอฝึกงานที่นี่หรือไง สงสัยว่าเธอคงจะมาเก้อแล้วล่ะ ที่นี่ไม่รับนักศึกษามาฝึกงาน”
หญิงสาวยกมือขึ้นจับแว่นสวมให้เข้าที่เข้าทาง ดวงตากลมใสเปล่งประกายไม่พอใจขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่พอสบกับสายตาแปลกๆ มีพลังอำนาจทำให้พูดไม่ค่อยออก ได้แต่ตอบเขาไปอย่างกับถูกบังคับก็ไม่ปาน
“เปล่าค่ะ ฉันมาสมัครงาน”
“หือ...” คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูงอย่างสงสัย สาวน้อยตรงหน้านี่อายุเท่าไหร่กัน จะถึงยี่สิบปีหรือเปล่า หน้าตาถึงได้ใสอ่อนเยาว์อย่างกับเด็ก แก้มใสจนเห็นเส้นเลือดฝาดอย่างนี้
“มาสมัครงาน ตำแหน่งอะไร ถึงได้แต่งตัวเฉิ่มและเชยราวกับเพิ่งจะหลุดออกมาจากโรงเรียนแม่ชีอย่างนี้ละ” ดวงตาคมดุกวาดมองไปทั่วร่างโปร่งอย่างขบขัน
“แต่งอย่างนี้ใครเขาอยากจะได้มาร่วมงานกันเล่า”
ปิ่นปักก้มมองการแต่งกายของตัวเองด้วยความสงสัยระคนไม่พอใจ
แต่งตัวไม่ดีตรงไหน? เสื้อผ้าที่ใส่ดูเรียบร้อยจะตาย เสื้อเชิ้ตสีขาว กระโปรงทรงเอสั้นสีน้ำตาลยาวแค่เข่า ดีที่สุดเท่าที่หาได้ในตู้ผ้า รองเท้าคัชชูสีดำที่ถึงจะเก่าแต่สภาพยังใช้การได้ดี แต่งตัวดูดีและเรียบร้อยที่สุดแล้วนะ
“คนที่มาสมัครงานต้องดูดีตั้งแต่แรกเห็นก็จริง แต่เธอนี่บอกตรงๆ เลย ไม่ได้เรื่อง แต่งตัวยังกับเด็กเพิ่งจะจบการศึกษายังงั้นแหละ” ชายหนุ่มย้ำไปอีกครั้ง พลางมองจุดสีแดงๆ ที่แต่งแต้มไปบนใบหน้านวลอย่างชอบใจ จะว่าไปสาวน้อยตรงหน้าสะดุดตาเขาอย่างแปลก ๆ ความน่ารักของเธอชวนให้สนใจ ยิ่งเมื่อคิดอะไรก็แสดงออกทางใบหน้าและดวงตาจนหมดก็ทำให้อยากคุยด้วยไปนาน ๆ
ปิ่นปักเม้มปากจนแบนราบ มองหน้าคนพูด นัยน์ตาเปล่งประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง ด้วยโกรธเกรี้ยวกับคำพูดของชายหนุ่มที่เพิ่งได้เจอ
มาสมัครงานก็ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยมันก็ถูกแล้วนี่ จะให้แต่งตัวเหมือนเขา ใส่สูทผูกไทนะหรือ ช่างไม่มองอากาศบ้านเมืองตอนนี้เสียเลย ร้อนจนตับไตแทบจะสุกอยู่แล้ว ยังแต่งตัวราวกับนายแบบ เธอขอยอมแพ้ละกัน ขอแต่งแบบที่ชอบแบบนี้แหละดีแล้ว ทั้งเรียบร้อย ดูดี ไม่โป้โชว์เนื้อหนังมังสา เหมือนกับสาววัยรุ่นที่ชอบโชว์โน่นโชว์นี่
ชายหนุ่มยิ้มนิดๆ ให้หญิงสาวตรงหน้าอย่างเอ็นดู แก้มใสแดงจนเหมือนกับผลเชอร์รี่สุกที่เขาชอบกิน
ดวงตาคมดุจ้องริมฝีปากหนาอวบอิ่มจนอยากจะคว้ามาลิ้มลองชิมดู แต่ก็ไม่อยากจะทำให้เธอตื่นตระหนกตกใจไปเสียก่อน เพราะถ้ามาสมัครงานจริงๆ อีกไม่นานก็ต้องได้เจอกันแน่นอน
ปิ่นปักเม้มปากอย่างไม่ชอบใจ ดวงตาแวววาวของอีตายักษ์ตรงหน้าแปลกๆ มองเธอราวกับกำลังจะกลืนกินอย่างไรอย่างนั้น
“เอ่อ...ฉันขอตัวก่อนนะคะ” ปิ่นปักรีบบอกเสียงเบา และท่าทางลุกลี้ลุกลนด้วยกลัวสายตาคมปราบที่มองไล่ขึ้นไล่ลงตั้งไปทั่วทั้งตัวอย่างบอกไม่ถูก
“เชิญ แล้วค่อยเจอกันใหม่นะ...น้องเอ๋อ”
แม้จะเดินผ่านเข้าไปในห้องโถงใหญ่แล้ว แต่แว่วเสียงที่ได้ยินทำเอาปิ่นหักเริ่มกลัวชายหนุ่มร่างสูงใหญ่จนก้าวขาแทบไม่ออก ลางสังหรณ์บอกกับเธอว่า ผู้ชายคนนั้นพูดจริง แต่เธอไม่รู้ว่าจะเจอกับเขาในรูปแบบไหนฐานะใดเท่านั้นเอง
ปิ่นปักสะบัดศีรษะไล่ความคิดแปลก ๆ ออกไปแล้วรีบก้าวเดินเข้าไปในบริษัทเมฆินทร์การยาง ถึงจะไปไกลแล้วแต่ก็ยังรู้สึกเหมือนว่ามีสายตาคมมองตามไล่หลังมา มือหนายังแนบแผ่นหลัง อ้อมแขนแข็งแกร่งยังคงรัดกายตลอดเวลา ทำให้อยากหันหลังกลับมากกว่าจะยื่นใบสมัครอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่...ถ้าทำอย่างนั้น ธวัชชัยก็จะต้องผิดหวัง และเธอก็ไม่อยากให้เพื่อนแสนดีที่นำเอาข่าวดีๆ มาบอกเสียน้ำใจ เลยจำใจปล่อยเลยตามเลย
เมื่อเดินมาหยุดอยู่ในห้องโถงใหญ่ของบริษัทเมฆินทร์การยาง ปิ่นปักก็หยุดรออยู่ชั่วครู่ เพื่อสูดลมหายใจเข้าปอดเรียกความมั่นใจอันน้อยนิดที่มีเพิ่มพลังให้ตัวเอง ก่อนจะมุ่งเดินไปทำตามที่ตั้งใจมา
หลังจากปล่อยให้สาวน้อยเฉิ่มเชยหายไปจากสายตา ชายหนุ่มก็รีบยกโทรศัพท์หาบางคน ให้จัดการทำตามความต้องการที่เกิดขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วนในทันที
ใจจริงเขาอยากเดินกลับไปจัดการด้วยตนเอง แต่งานด่วนก็ต้องเร่งรีบ เมื่อผลผลิตทางการเกษตรประสบปัญหาตกต่ำอย่างรุนแรง ยังจะมีค่าขนส่งที่ขึ้นไปตามราคาน้ำมันที่ถีบตัวขึ้นสูง จนเกษตรกรรายย่อยหลายรายเริ่มรับไม่ไหว ท้อถอยไปหลายรายแล้ว ที่เขาไม่อาจปล่อยให้คนจนๆ ต้องรับภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
ชายหนุ่มเหลียวมองไปยังสาวน้อยร่างโปร่งที่เขาคิดว่าเธอน่าจะมาสมัครงานในตำแหน่งพนักงานบัญชี ที่ความจริงเป็นหน้าที่ของสมุห์บัญชีจะต้องสัมภาษณ์และตัดสินใจ แต่สำหรับสาวคนนี้ เขาอยากเป็นคนทำอย่างนั้น
มันเป็นอะไรที่แปลก...ทั้งที่เพิ่งจะได้เห็นหน้า ได้คุยด้วยนิดหน่อยเท่านั้น แต่เขากลับรู้สึกว่าเหมือนกับเคยเห็นเธอมาก่อน มันคุ้นตาคุ้นใจอย่างประหลาด ทั้งความจำเขาดีอยู่ แต่ก็คิดไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อน จะเป็นเพราะเสน่ห์ที่ชวนค้นหา ทำให้ปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิด ที่แม้กระทั่งเมียเก่าหรือหญิงสาวอย่างจอมขวัญ...หญิงจอมยุ่งวุ่นวายที่เขาไม่อยากเจอหน้า แต่พ่ออยากได้มาเป็นลูกสะใภ้ ก็ไม่ได้ทำให้เขาเกิดความรู้สึกเช่นนี้เลย
ชายหนุ่มสอดมือล้วงเข้าไปในกระเป๋า ขณะก้าวเดินไปยังรถช้าๆ รอยยิ้มแต้มบนใบหน้าคมเข้ม หากเขาอยากจะทำอย่างใจต้องการ อย่างหนึ่งที่ควรทำในตอนนี้ก็คือ...กำจัดผู้หญิงจอมยุ่งวุ่นวายให้ไปไกลๆ ก่อนซินะ แต่...
คิ้วหนาเป็นปื้นขมวดมุ่นเข้าหากัน การจะทำอะไรรุนแรงไปก็ดูจะไม่เป็นการดีสักเท่าไหร่ ยังไงก็คนรู้จักมักจี่กัน ไหนจะเสี่ยธนาผู้เป็นบิดา และพี่ชายจอมหาเรื่องอย่างธนะวัฒน์ ที่หวง ห่วง ตามคอยเฝ้าไม่ยอมห่างอีกล่ะ มีหวังเขาจะต้องรับศึกสองด้าน ที่เมื่อตามแก้ก็จะไม่มีเวลาเป็นส่วนตัว
อย่างหนึ่งที่ทำให้จอมขวัญแวะเวียนมาหาเขาบ่อยๆ คือเธอจะเป็นอิสระจากผู้คุมที่ตามติดจนแทบจะไม่ให้ห่างสายตาเลยก็ว่าได้ แม้ตอนไปเรียนกรุงเทพฯ ก็ยังจะมีคนคอยขึ้นไปคอยดูแล พอจบยังไม่ทันจะได้คิดทำอะไร พี่ชายก็ไปพาตัวกลับมาอยู่บ้าน ยังดีหน่อยที่ไม่ถึงกับห้ามทำงาน
รอยยิ้มแต้มที่มุมปากหนา เมื่อนึกขึ้นได้ว่าจะหาทางออกให้กับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
ตอนที่ 3
“มีไร” เอกราชที่กำลังเซ็นเอกสารรับปุ๋ยอยู่ถามอย่างสงสัย นานทีปีหน ที่เมฆาจะเป็นคนโทรหาเขาก่อน เพราะไม่ว่าจะมีเรื่องด่วนเพียงใด ชายหนุ่มจะสั่งให้เลขาเป็นคนติดต่อประสานงานอยู่ตลอด หรือไม่ก็ลงมาสั่งการและลงมือทำด้วยตัวเอง มากกว่าที่จะนั่งเป็นเจ้านายชี้นิ้วสั่งโดยไม่เห็นผลงาน
“ช่วงนี่แกยุ่งไหมเอก”
“เท่าที่แกรู้นั่นแหละ ถามทำไมวะ” เอกราชถามกลับ ด้วยคำถามของเมฆาทำให้เขารู้สึกแปลกใจ
“จำได้ แกเคยยบอกว่าชอบจอมขวัญ ตอนนี้ก็ยังชอบอยู่ใช่ไหมเอก” เมฆาถามตรงๆ เพราะเท่าที่เขาเห็นเอกราชเป็นคนปากร้าย แต่ไม่เคยที่จะหาเรื่องจิกจัดผู้หญิงคนใดเลยนอกจาก...จอมขวัญ
จากที่เขาคอยสังเกต ทำให้เจอพิรุธหลายอย่าง จนเชื่อได้ว่า เอกราชสนใจจอมขวัญเป็นพิเศษ
“อือ...” เอกราชตอบรับ ถึงไม่จะพูด แต่คนที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น รู้อยู่ดีนั่นแหละ ใจเขาคิดอย่างไรและเขาเองก็รู้เหมือนกันอีกฝ่ายคิดยังไง
“ถามทำไม มีอะไรหรือเปล่า” เอกราชถามกลับ ขายาวใหญ่ก้าวไปเรื่อยๆ จนถึงบ้านพัก กำลังจะก้าวเข้าไปในบ้านก็ต้องหยุดชะงักด้วยคำพูดของลูกพี่ลูกน้อง...นายหัวเมฆ เมฆา ปรุระวงศ์
“ถ้าอย่างนั้นก็เเหมาะเลย ฉันมีงานให้แกทำ”
“งานอะไร” เอกราชถามแบบเสียวสันหลังวาบ
“แกช่วยกันจอมขวัญไปไกลๆ ฉันหน่อยซิเอก”
ถึงจะอึดอัดใจไปสักหน่อย แต่เขาคิดว่า เอกราชไม่รีรอที่จะทำตามความต้องการของเขาแน่นอน งานนี้จอมขวัญคงจะต้องหนาวกับสิ่งที่ได้เจอ
ใบหน้าเข้มกระจ่างด้วยรอยยิ้ม นัยน์ตาแวววาวระยับ ขณะพยักหน้าให้คนขับรถที่เปิดประตูรออยู่
“หือ...แกพูดใหม่ซิเมฆ จะให้ฉันทำไรนะ” เอกราชถามย้ำให้มั่นใจว่าตนเองไม่ได้หูฝาดไป
ใช่! ถึงเขาจะชอบจอมขวัญแค่ไหน แต่ก็รู้ว่าใจเธออยู่ที่ใคร อีกทั้งพ่อของเมฆาก็อยากจะได้หญิงสาวมาเป็นลูกสะใภ้ ยิ่งทำให้เขาต้องหักห้ามใจตัวเองไม่ให้เพ้อฝันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เจ็บตอนนี้ยังดีกว่าปล่อยใจรักไปเต็มเปา แล้วต้องจมอยู่กับความเจ็บช้ำตลอดไป เมื่อเลือกตอบแทนคุณผู้ที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เป็นเด็ก คนที่ทำให้เขากลายเป็นคนที่มีค่ามาจนถึงทุกวันนี้ แต่ตอนนี้บุตรชายของผู้มีพระคุณได้สร้างเรื่องให้เกิดความกังวลใจและปวดหัว ด้วยไม่รู้อีกฝ่ายคิดทำอะไรอยู่
“ฉันรู้ว่าแกเข้าใจนะเอก” เมฆาเอนตัวอิงไปกับเบาะรถ ยกขาแข็งแรงขึ้นและยกขาอีกข้างขึ้นทับ ขณะยื่นมือไปหยิบเอาแฟ้มเอกสารขึ้นมาเปิด
“แล้วคุณลุงล่ะเมฆ”
“ไม่ต้องห่วง ฉันมีวิธีการรับมือ แค่แกทำตามคำขอร้อง ช่วยดึงขวัญให้ห่างไกลฉันก็พอแล้ว” ไม่รอให้เอกราชได้ตอบปฏิเสธ เมฆาชิงวางสายไปก่อน ปล่อยให้คนที่ฟังยืนอึ้ง กำโทรศัพท์ในมือไว้แน่น
“หาเรื่องยุ่งมาให้ฉันปวดหัวอีกแล้วไหมล่ะเมฆ” เอกราชบ่นงึมงำเหมือนจะระอาที่มาพร้อมกับความหนักใจและความรู้สึกผิด อีกทั้งยังสงสารจอมขวัญจับใจ ถึงจะพยายามหาข้ออ้างหลีกเลี่ยงงานนี้ ทว่าใจเขากลับไม่ยอมรับฟัง และเขาต้องทำตามคำขอของเมฆาอยู่ดี
แล้วภาพสาวน้อยร่างสูงโปร่งเหมือนนางแบบ ใบหน้าเรียวยาว ดวงตากลมโตสีดำล้อมกรอบด้วยขนตายาวงอน จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากรูปกระจับ ผิวกายขาวผ่องเป็นยองใยก็แวบเข้ามาในความคิดคำนึงของเอกราช ก่อนความหงุดหงิดจะตาม
อะไรๆ ก็ดีไปเสียหมด เพียงแต่...จอมขวัญแต่งตัวเปรี้ยวเกินไป เกือบจะเป็นโป้ก็ว่าได้ แต่ก็นั่นแหละ เธอมีความมั่นใจในตนเอง กล้าพูดกล้าทำและกล้าแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยไม่สนใจความคิดของคนรอบข้างจะเห็นด้วยหรือเปล่า รู้แค่มั่นใจในเสน่ห์ที่ปรุงแต่งขึ้นสามารถดึงดูดทุกสายตาให้มองมาด้วยความหลงใหล ก่อนจะเผลอใจรักเธอได้โดยง่าย
เอกราชสะบัดศีรษะเล็กน้อย ขณะเดินเข้าไปในบ้านที่ตนเองลงทุนลงแรงสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงตั้งแต่เริ่มเรียนมหาวิทยาลัย โดยมีน้องสาวที่เมื่อพบเจอรูปภาพหรือของแต่งบ้านสวยๆ ก็จะซื้อหามาให้เป็นประจำ
จะว่าไปเขาอายุสามสิบปีเท่ากับเมฆา แต่ฐานะกลับด้อยกว่ามาก มีเงินเก็บเพียงเล็กน้อยกับความรู้ทางด้านการเกษตรที่พอจะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองและสามารถเลี้ยงคนที่จะมาเป็นภรรยาได้โดยไม่อดอยาก แต่ถ้าจะให้ร่ำรวยมีเงินมีทองจับจ่ายใช้สอยอย่างฟุ่มเฟือยก็เห็นจะไปได้ยาก เพราะพ่อเป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องของลุงเมฆินทร์ ผู้มีพระคุณที่ให้การเลี้ยงดูเขากับน้องตั้งแต่บิดาและมารดาเสียชีวิต ตอนนี้ผู้เป็นน้องสาว...แก้วเพชรเรียนจบเรียบร้อยแล้ว และกำลังเดินทางกลับมาเพื่อทำงานตอบแทนบุญคุณคนที่เลี้ยงดูอย่างไม่เคยคิดจะทอดทิ้ง
“ฉันจะทำยังไงดี จะหลีกเลี่ยงไม่ทำร้ายเธอยังไงดี” เอกราชพึมพำด้วยความหนักอกหนักใจเพราะคำขอเมฆา
เขารักจอมขวัญก็จริง แต่หญิงสาวรักเมฆา ซึ่งก็หมายถึง เขาจะต้องหักหานน้ำใจคนที่รัก
เอกราชทรุดกายลงนั่งลงโซฟา พลางกวาดสายตามองไปทั่วห้องโถงเล็กที่ใช้งานได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะรับเหล่าผู้มาเยี่ยมเยือน ทานอาหารเพียงลำพัง ที่บางครั้งความเงียบเหงามาเยือน เขาก็อาศัยเปิดทีวีทิ้งไว้เป็นเพื่อนยามนอนหลับพักผ่อน
แต่ช่างเถอะ ชีวิตก็สั้นนิดเดียว ดูอย่างพ่อกับแม่ซิ ด่วนจากไปตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว ส่วนเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะตายวันตายพรุ่ง ควรใช้ชีวิตให้มีความสุขมากที่สุดจะดีกว่า ไม่แน่ บางทีจอมขวัญอาจจะเกิดมาเป็นคู่แท้ของเขาก็ได้ ฟ้าเลยกำหนดมาให้สองคนได้อยู่ใกล้ชิดกันอย่างนี้
เอกราชส่ายศีรษะกับความคิดเรื่อยเปื่อยของตนเอง จอมขวัญเกลียดเขาจนเข้ากระดูกดำแบบนั้น ถ้าจะให้กลายมาเป็นคนรัก มีหวังพระอาทิตย์คงจะขึ้นทางทิศตะวันตกเสียมากกว่า อีกอย่างตอนนี้สิ่งที่ควรทำคือ คิดหาวิธีจัดการทำตามคำขอของเมฆา โดยไม่ผิดกฎหมาย ไม่ถูกพี่ชายจอมหวงน้องตามล่าหมายเอาชีวิต และสำคัญคือไม่ผิดต่อจิตสำนึกของตัวเองด้วย
ปิ่นปักเดินเข้าห้องพักอย่างคนอารมณ์ดีสุดๆ อยากที่จะยิ้มออกมากว้างๆ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะกลัวคนที่เห็นจะหาว่าบ้า ที่ยิ้มกับต้นไม้ใบหญ้าข้างทาง แต่ปิ่นปักยังตื่นเต้นและดีใจไม่หายที่เมื่อกรอกเอกสารเรียบร้อย ฝ่ายบุคคลร่างเล็กผมสีดอกเลาก็นัดหมายวันสัมภาษณ์เสียเสร็จสรรพ สร้างความแปลกใจระคนงุนงงให้กับเธอเป็นยิ่งนัก ด้วยสายตาที่มองมายังเธอ มีทั้งแปลกใจสงสัย อยากรู้อยากเห็นและไม่ชอบใจด้วย
หญิงสาวยิ้มหวานให้คนที่นั่งชันเข่าอยู่หน้าบ้านหลังเล็กที่ตอนนี้มีเพียงแค่เธอเป็นผู้อาศัยเพียงคนเดียว พ่อกับแม่เสียชีวิตไปนานหลายปีแล้ว แม่เสียชีวิตด้วยอาการป่วยเรื้อรัง ส่วนพ่อเสียชีวิตเพราะเมาแล้วขับ เลยเกิดอุบัติเหตุรถไถลตกลงไปในถนนข้างทาง รถจมน้ำและพ่อก็ติดอยู่ในนั้น ออกมาไม่ได้
ตอนที่พ่อเสียชีวิต เธอเรียนจบพอดี เลยไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ อีกทั้งเจ้านายเก่าของพ่อก็ให้ความช่วยเหลือตามสมควร แต่รับเธอเข้าไปทำงานไม่ได้ เพราะเป็นงานที่ต้องเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งผู้ร่วมงานแทบทั้งหมดเป็นผู้ชาย ที่สำคัญอีกอย่างคือ เจ้านายคนนั้นมีภรรยาขี้หึงอย่างรุนแรง เพียงได้ข่าว...เห็นผู้หญิงอยู่ใกล้กับสามี ก็จะคิดว่าเป็นเมียน้อยที่ต้องหาทางตีให้แตกในทันที อาละวาดอย่างไม่สนใจหน้าอินหน้าพรหมที่ไหนเลย
“เป็นไงบ้างปิ่น ได้งานไหม” เพียงเห็นหน้าธวัชชัยก็รีบถามในทันที ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน พร้อมยื่นไปขอกุญแจบ้านจากหญิงสาวมาไขเสียเอง ก่อนที่จะเปิดประตูบานเล็กเดินเข้าไปในบ้านที่มีเพียงแค่สามส่วน ส่วนแรกคือห้องโถงที่มีเพียงแค่โต๊ะวางทีวีแค่หนึ่งตัว ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้โล่งไปตลอดจนถึงด้านหลังที่เป็นห้องทำครัว ติดกันก็เป็นห้องน้ำและห้องส่วนตัวของปิ่นปันที่มีผ้าม่านสีฟ้าลายทิวทัศน์แขวนไว้