“อย่าทำอะไรดิฉันเลยนะคะคุณหญิง” ขณะเอ่ยประโยคนี้ หญิงสาวที่นั่งอยู่กับพื้นบ้านด้วยท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวก็ยกมือไหว้ร้องขอความเมตตาจากหญิงสาวอีกคน ที่การแต่งตัวนั้นแตกต่างจากเธอมาก บ่งบอกถึงฐานันดรศักดิ์ที่สูงกว่ามาก
มาลัยคือหญิงสาวคนที่นั่งอยู่กับพื้น เธอเป็นแค่หญิงชาวบ้านธรรมดาๆ แต่หน้าตานั้นสะสวย ในขณะที่หญิงผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าเป็นถึงลูกหลานของตระกูลเชื้อพระวงศ์
คุณหญิงพริ้งคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของหม่อมเจ้านุวัตร ท่านชายผู้ที่เพียบพร้อมไปด้วยชาติ ตระกูลและสมบัติ จนมีหญิงสาวมากมายพร้อมพลีกายให้ท่านได้เชยชม บางคนก็เพราะรักบางคนหวังเพียงแค่ความสุขสบายเท่านั้น
“หล่อนมีสิทธิ์อะไรมาห้ามฉัน” น้ำเสียงห้วนๆ ของคุณหญิงเอ่ยถามขึ้น พร้อมกับแววตาอันแข็งกระด้าง ดุดันและเต็มไปด้วยความเกลียดชัง จนแทบไม่มีใครกล้าสบด้วย
“เพราะ…เอ่อ” คนพูดดูอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่กล้าเอ่ย ส่วนคนฟังนั้นพอจะรับรู้ได้เอง แต่ก็ยังเซ้าซี้ให้ได้ยิน
“เพราะอะไร เพราะอะไร” เสียงตะคอกดังลั่นบ้านสไตล์ยุโรป ที่ถูกปลูกขึ้นเพื่อไว้เป็นเรือนหออีกครั้ง
“เพราะดิฉันเองก็ได้ชื่อว่าเป็นเมียของท่านชายเช่นเดียวกับคุณหญิง”
เพี๊ยะ
เสียงตบฉาดใหญ่ดังขึ้น นั่นทำให้ใบหน้าสวยของมาลัยหันไปตามแรง เลือดกบปากของเธอในทันที แต่ก็ยังฝืนข่มความเจ็บเอาไว้ บอกตัวเองให้อดทน อดทน แต่ก็ไม่รู้จะอดทนได้อีกนานแค่ไหน นั่นเพราะมาลัยเองก็มีไพ่เด็ดอยู่ในมือเช่นเดียวกัน
“นังแพศยา คนอย่างหล่อนอย่ามาเอ่ยอ้างว่าเป็นเมียท่านชายหน่อยเลย เพราะท่านชายมีฉันเป็นเมียเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนหล่อนมันก็แค่นางบำเรอชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น อย่าสะเออะคิดว่าตัวสำคัญ” ขณะเอ่ยคุณหญิงพริ้งก็ตรงปรี่เข้าไปกระชากผมของมาลัยสุดแรง จนมาลัยนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด
“ไม่จริง เพราะท่านชายบอกว่ารักดิฉันไม่น้อยกว่าคุณหญิงเลย” คำพูดที่ได้ยินจากปากของมาลัย ยิ่งกระตุ้นให้โทสะในอกของคุณหญิงพริ้งประทุ
“กรี๊ดดดด นังมาลัย นี่หล่อนกล้าพูดแบบนี้กับฉันเชียวเหรอ” ตบเพียงแค่ครั้งเดียวคงไม่สาแก่ใจคุณหญิงพริ้งคราวนี้เธอจึงเงื้อมือขึ้นสูงก่อนจะฟาดลงบนใบหน้าของมาลัยอีกหลายครั้ง ก่อนจะผลักร่างที่อ่อนแรงของมาลัยให้ลงไปนอนกองกับพื้น
“คุณหญิง ได้โปรดเมตตาดิฉันด้วยเถอะเจ้าค่ะ” มาลัยยกมือไหว้ด้วยท่าทางน่าสงสาร เลือดสดๆ ไหลออกมาจากมุมปากข้างหนึ่ง ในขณะที่แก้มทั้งสองข้างแดงช้ำเพราะถูกตบไปเมื่อครู่นี้
“ไม่มีทาง” คำตอบของคุณหญิงพริ้งเหมือนฟางเส้นสุดท้ายของมาลัย
“ถ้าไม่เห็นแกดิฉัน ก็ขอให้เห็นแก่ลูกของท่านชาย หลานคนแรกของตระกูลด้วยเถอะเจ้าค่ะ” แม้ว่าปากจะเอ่ยขอความเมตตา แต่ในแววตาของมาลัยนั้นกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความจองหอง คิดว่าตนคือผู้ชนะที่สามารถตั้งครรภ์กับท่านชายได้ ในขณะที่ภรรยาถูกต้องตามกฎหมายอย่างคุณหญิงพริ้งยังทำไม่ได้
“หล่อนว่าอะไรนะ” สีหน้าของคุณหญิงพริ้งเต็มไปด้วยความตกใจ ซึ่งสีหน้าที่เห็นกลับสร้างความสุขให้มาลัยเหลือเกิน
“ดิฉันกำลังตั้งท้องลูกของท่านชายค่ะ” มาลัยเอ่ยทีละคำทีละประโยคอย่างช้าๆ อย่างไม่มีคำไหนขาดตกไป นั่นก็เพื่อให้คุณหญิงพริ้งรับฟังอย่างชัดๆ
“หล่อนบอกว่ากำลังท้องลูกของท่านชายอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่ค่ะ ดิฉันเพิ่งจะทราบวันนี้เอง และถ้าท่านชายทราบก็คงดีใจไม่น้อยแน่” รอยยิ้มของมาลัยมันบาดลึกลงไปในหัวใจของคุณหญิงพริ้ง นั่นเพราะเธอแต่งงานกับท่านชายมาก็หลายปี แต่กลับไม่มีวี่แววว่าจะตั้งครรภ์ ในเมื่อเธอยังไม่ท้องแล้วคนอื่นจะท้องก่อนได้อย่างไร
“ท้องได้ก็แท้งได้นี่ จริงไหม” รอยยิ้มของคุณหญิงพริ้งช่างเยือกเย็น จนมาลัยเสียวสันหลังวาบ เธอรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่ริมาลองดีกับคนแบบนี้
“คุณหญิงจะทำอะไรคะ”
“ไม่ต้องตกใจไป เพราะหล่อนไม่ใช่รายแรกที่จะตายทั้งกลม ใครอยู่ข้างบอกบ้าง เข้ามาหาฉันหน่อย”
“ไม่นะคุณหญิง ไม่นะคะ อย่าทำแบบนี้” มาลัยลนลานเธอถอยหลังกรูจนนั่งชิดติดกับผนังห้อง พร้อมยกมือไหว้ขอความเมตตาไปด้วย
“ครับคุณหญิง” เสียงขานรับของเข้มดังขึ้น พร้อมการเข้ามาปรากฏตัวในห้องตามคำร้องเรียกของคุณหญิงพริ้ง
“เอานังมาลัยออกไป แล้วจัดการเหมือนเดิม ทุกอย่างต้องเรียบร้อย”
“ครับคุณหญิง” คำเอ่ยรับของเข้มยิ่งทำให้มาลัยกลัว แต่ที่กลัวมากกว่าคือสายตาของคุณหญิงพริ้งที่มองตรงมายังเธอ มันร้ายกาจและไม่มีความเมตตาหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยนิด
“ท่านชาย ท่านชายช่วยมาลัยกับลูก อื้อ….” เสียงของมาลัยนั้นขาดหายไป เพราะถูกมือหนาและใหญ่ของเข้มปิดปากเอาไว้ เธอร้องอู้อี้ขอให้ท่านชายช่วยทั้งๆ ที่เวลานี้ท่านชายไม่ได้อยู่บ้าน และเย็นนี้หากท่านชายกลับมาแล้วถามหามาลัย คุณหญิงพริ้งก็พร้อมจะบอกว่ามาลัยหนีตามชู้ไปแล้ว และท่านก็จะไม่สงสัยอะไรเหมือนที่ผ่านๆ มา
เมื่อสั่งคนให้จัดการมาลัยแล้ว คุณหญิงพริ้งก็ยังมีอารมณ์นั่งจิบชาที่เวลานี้ชาร้อนได้กลายเป็นชาอุ่น เพราะมัวแต่เสียเวลาคุยกับมาลัยเสียนานสองนาน แก้วทรงสวยถูกมือเรียวยกขึ้นมาจรดริมฝีปาก และเสียงๆ หนึ่งก็ดังขึ้น
“คัตครับ”
“เฮ้อ!” เสียงถอนหายใจของคุณหญิงพริ้งหรือเวลานี้คือปลายฝน นักแสดงหน้าใหม่แต่ทว่าฝีมือเยี่ยมดังขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงว่า ‘คัต’ เช่นเดียวกัน
“เยี่ยมมากครับน้องหมอก ทั้งอารมณ์ทั้งอินเนอร์มาเต็มแบบนี้ ปลายปีรอรับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมแห่งปีอีกแน่นอน” คำชมของผู้กำกับละครชื่อดังทำให้ปลายฝนยิ้มรับ แต่ก็ออกตัวไว้ก่อน
“ไม่หรอกค่ะผู้กำกับ หมอกขอตัวไปดูน้องพลอยใสก่อนนะคะ เมื่อกี้หมอกทั้งตบจริงทั้งข่วนจริงอะไรจริงน้องไปตั้งหลายครั้ง”
“พลอยไม่เป็นอะไรคะพี่หมอก ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง” ยังไม่ทันที่ปลายฝนจะได้ลุกจากเก้าอี้เพื่อไปดูพลอยใส นักแสดงน้องใหม่แต่มากฝีมือผู้ซึ่งรับบทมาลัย พลอยใสก็เดินเข้ามาหาเสียก่อน
“ทุกอย่างที่แสดงก็ตามบทที่ซ้อมกันมาทั้งนั้น อย่าคิดมากเลยหมอก” ผู้กำกับแก้ต่างให้ เพราะฉากตบจริงทุกฉากนักแสดงล้วนเสนอมาเองทั้งนั้น บอกเพื่อความสมจริงของละคร
“แต่ว่า…”
“พลอยไม่เป็นอะไรจริงๆ ค่ะพี่หมอก”
“หน้าพลอยบวมเชียว งั้นไปนอนพักในรถบ้านพี่ก่อนไหมคะ เดี๋ยวพี่เอาผ้าเย็นไปประคบให้ อย่าเกรงใจ” ปลายฝนเอ่ยรวบรัดชนิดที่ไม่ปล่อยให้พลอยใสได้ค้าน
“งั้นก็ได้ค่ะ”
“จ้ะ” ปลายฝนยิ้มรับ ก่อนจะจูงมือพาพลอยใสไปยังรถบ้านของเธอ ซึ่งมันเหมือนบ้านเคลื่อนที่หลังขนาดย่อม ที่ภายในนั้นตกแต่งไว้สำหรับพักผ่อนและใช้งานจริง ทุกครั้งที่ออกกองถ่ายปลายฝนมักจะใช้รถคันนี้เสมอๆ
“เอ้า! คัตแล้วก็พักกองก่อน บ่ายสามค่อยเริ่มถ่ายใหม่”
“ครับ/ค่ะ” ทีมงานทุกคนในกองถ่ายต่างเอ่ยรับกันอย่างพร้อมเพรียง แต่ดูเหมือนจะมีเพียงหนึ่งเดียวที่นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ นั่นก็คือนางเอกของเรื่องนี้อย่างริต้า
เช้านี้เธอมาสายกว่าเวลานัดมาก เพื่อไม่ให้เสียเวลาของนักแสดงท่านอื่นๆ ผู้กำกับจึงต้องขยับคิวถ่ายเมื่อครู่นี้มาถ่ายทำก่อน ขนาดสั่งคัตไปแล้วนางเอกของเรื่องก็ยังแต่งหน้าทำผมแต่งตัวยังไม่เสร็จ
“ชุดนี้ริต้าไม่ใส่ค่ะ มันไม่สวยพอสำหรับนางเอกอย่างริต้า”
“แต่มันเป็นชุดที่เราใส่ฟิตติ้งกันมาแล้วนะคะ” ทีมงานฝ่ายคอสตูมของกองถ่ายเอ่ยบอก
“แล้วไงคะ ถ้าริต้าบอกว่ามันไม่สวยก็คือไม่สวยค่ะ ริต้าไม่ใส่ถ้าอยากให้ริต้าใส่ถ่ายละคร พี่ๆ ก็ต้องไปเอาชุดอื่นมา”
“ไม่มีแล้วค่ะคุณริต้า”
“ใครว่าไม่มี ก็เสื้อผ้าราวนั่นไง” นางเอกสาวผู้ที่มีนิสัยแตกต่างจากในละครชี้นิ้วไปยังราวแขวนเสื้อผ้าของปลายฝน
“แต่นั่นมันเป็นชุดของน้องหมอก พี่ว่า…” ทีมงานอึกๆ อักๆ อยากจะพูดว่ามันไม่เหมาะก็ไม่กล้าเอ่ย
“ริต้าจะใส่ชุดนั้นเข้าฉากตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ได้ก็สั่งเลิกกองไปเลย ริต้าจะกลับบ้าน”
“ค่ะๆ” เพื่อกันไม่ให้นักแสดงหลักกลับบ้าน ฝ่ายคอสตูมก็ต้องยอมสถานเดียว ก่อนจะรีบวิ่งไปบอกผู้กำกับ ที่แอบถอนหายใจอย่างระอาอยู่หลายครั้ง ก่อนจะแจ้งผู้จัดการกองถ่ายให้ไปคุยกับปลายฝนว่าริต้าจะเอาชุดที่เตรียมไว้ให้เธอใส่เข้าฉากไปใส่แทน ซึ่งปลายฝนก็ไม่ค้านอะไร
“อารมณ์เสีย หน้าบูดหน้าบึ้งแบบนี้ไม่สวยนะคะคุณน้อง” หน้าตาบูดบึ้งของริต้า ทำให้ลูกน้ำซึ่งมีรับหน้าเป็นผู้จัดการส่วนตัวของนักแสดงสาวต้องรีบเข้ามาคุยด้วย
“หงุดหงิดนี่ค่ะ” ไม่ใช่แค่เรื่องชุดที่ทำให้ริต้าหงุดหงิด แต่รวมไปถึงงานที่ทำอยู่ตอนนี้ด้วย นี่คือเรื่องแรกที่เธอไม่ได้ทำงานกับพระเอกคู่จิ้นคู่ขวัญ เพราะจู่ๆ ช่องก็ให้เธอมาเล่นคู่กับพระเอกหน้าใหม่ ที่เล่นแข็งยังกับหินล้านปี ร้องขอให้เธอช่วยดันให้รุ่ง แต่ดูเหมือนจะดับเสียมากกว่า
“ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ พี่รู้ว่าน้องริต้าอารมณ์เสียด้วยเรื่องอะไร แต่เราต้องเป็นมืออาชีพเข้าไว้ค่ะ หน้ากล้องยังไง หลังกล้องก็ต้องแบบนั้น”
“พูดนะมันง่าย แต่ทำจริงมันไม่ง่ายเลย”
“พี่รู้ แต่อีกไม่กี่ตอนก็จะปิดกล้องแล้ว ทนๆ เอาหน่อยนะคะ พี่ได้ข่าวว่าละครเรื่องนี้กระแสดีมากถึงมากที่สุด ผู้ใหญ่ดันสุดตัว หลังออนแอร์แล้วรับรองว่าน้องริต้าต้องดังเป็นพลุแตกกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มากแน่ๆ แบบนี้รางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมปลายปีนี้จะไปไหนเสีย”
“ก็แค่รางวัลกระจอกๆ” ริต้าไหวหัวไหล่มน นั่นเพราะเธอไม่ได้ต้องการรางวัลอะไรพวกนั้นเลยสักนิด ถ้าเป็นรางวัลนักแสดงนำหญิงแห่งเอชียก็ว่าไปอย่าง
“อุ๊ย! อย่าพูดเรื่องจริงดังไปสิคะ เพราะวงการนี้รางวัลคือเครื่องการันตีชื่อเสียงและความโด่งดัง ยิ่งคุณน้องได้รางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมมากเท่าไหร่ งานและเงินก็จะวิ่งเข้าหาไม่ขาดสาย งานจับคู่จิ้นกับพระเอกเบอร์หนึ่งก็จะมีไปเรื่อยๆ อีก เชื่อพี่”
“ขนาดเจอกันแทบทุกวัน แต่ทำไมริต้าถึงยังทำให้เขารักไม่ได้เลยสักที” คิดเรื่องนี้แล้วริต้าก็ยิ่งหงุดหงิด นั่นเพราะเธอเจอหน้าพระเอกเบอร์หนึ่งอย่างคิมหันต์แทบทุกวัน เพราะนอกจากทำงานร่วมกันแล้ว แม่ของเธอกับแม่ของชายหนุ่มนั้นยังเป็นเพื่อนสนิทกันอีก ทั้งสองครอบครัวมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอๆ แต่เธอกลับชนะใจชายหนุ่มไม่ได้เสียที เป็นได้แค่คู่จิ้นหน้ากล้อง พอหลังกล้องเขากลับเมินใส่ นั่นยิ่งทำให้ริต้าอยากเอาชนะผู้ชายอย่างคิมหันต์
“อย่าลืมว่าน้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน นับประสาอะไรกับหัวใจอ่อนๆ ของผู้ชาย” ลูกน้ำยิ้มเจ้าเล่ห์ เพราะมีอะไรบางอย่างอยู่ในใจ แต่แค่ครู่เดียวก็กลับมาฉีกยิ้มสดใสให้ริต้าอีกครั้ง
ส่วนริต้านั้นกลับไม่ทันได้สังเกต เพราะในความคิดตอนนี้ของเธอมีแค่อย่างเดียว คือจะทำยังไงให้ชนะใจคิมหันต์ให้ได้ แต่ถึงเธอจะหมกมุ่นกับเรื่องนี้หรือวีนเรื่องชุดที่ต้องใส่ ริต้าก็ยังเป็นนักแสดงสาวมือหนึ่งของวงการ เธอแบ่งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานออกจากสมองได้ดี เพราะทันทีที่มีการต่อบทเธอก็เป๊ะเพราะทำการบ้านมาเป็นอย่างดีแล้วนั่นเอง
ในขณะที่ริต้าเป๊ะเรื่องงานราวกับเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ ปลายฝนเองก็ต้องพยายามให้หนักขึ้นเช่นกัน นั่นเพราะไม่อยากเป็นตัวถ่วงของทุกๆ คน เธออาศัยความตั้งใจ พยายามฝึกฝนเพื่อให้ตัวเองทำงานได้ง่ายขึ้น
การถ่ายทำละครพีเรียดเรื่องแรกของเธอดำเนินไปในทุกๆ วัน แต่ยิ่งใกล้ปิดกล้องกลับมีข่าวให้ปลายฝนต้องเสียสมาธิอยู่บ่อยๆ และดูเหมือนไม่ใช่เธอคนเดียวที่ไม่ชอบใจข่าวนี้
“เฮ้อ!” เสียงถอนหายใจดังขึ้น ไม่นานก็ตามมาด้วยเสียงโยนหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ นั่นทำลายความเงียบสงบจนหญิงสาวหนึ่งเดียวที่นั่งอ่านบทอยู่ต้องเงยหน้าขึ้นมองคนโยนซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่น พี่ชายแท้ๆ ของเธอนั่นเอง
ส่วนคนโยนเวลานี้ทิ้งน้ำหนักลงนั่งบนโซฟาตัวนุ่มเต็มแรง จนโซฟาเนื้อดีราคาเหยียบแสนยวบลงไปอย่างไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่นัก สีหน้าและท่าทางก็บ่งบอกว่ากำลังหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด
“เป็นอะไรพี่เหนือ” เสียงสดใสเอ่ยถามพี่ชายคนเดียว ต้นหนาวกลับเมินใส่ผู้เป็นน้อง แต่แค่ไม่นานก็ยอมเอ่ยตอบ
“ลองอ่านข่าวพวกนั้นดูสิ” เสียงห้าวทุ้มเอ่ยบอก ชื่อต้นหนาวแม่เป็นคนตั้งรวมไปถึงชื่อเล่นว่าเหนือก็ด้วย เพราะแม่ท้องพี่ชายเธอตอนไปเที่ยวภาคเหนือพอดี
“ว้าว! ไม่อยากเชื่อว่าตอนนี้ยังมีหนังสือพิมพ์กับนิตยสารพวกนี้หลงเหลืออยู่อีก นึกว่าปิดตัวไปกันหมดแล้ว” คำพูดของปลายฝนทำเอาต้นหนาวมองบนใส่ นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นน้องในไส้เขาจะบิดเนื้อให้แขนเขียวเชียว พูดอีกอย่างทำอีกอย่าง
“พี่ให้เราอ่านข่าวที่เขาพาดหัว ไม่ได้ให้มาชื่นชมหนังสือพวกนี้”
“อ้าวเหรอคะ นึกว่าให้ดูความคลาสสิคของหนังสือพิมพ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในยุคดิจิตอล”
“อ่าน” น้ำเสียงตึงๆ ที่ได้ยินพร้อมสายตาดุดันที่ส่งมา ทำเอาปลายฝนหยุดเล่นชั่วคราว
“ค่ะๆ อ่านก็อ่าน” ปลายฝนส่ายหน้าให้พี่ชายที่วันนี้ดุเป็นพิเศษ สงสัยร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยจะปิด ถึงได้อารมณ์ไม่ดีขนาดนี้
แต่ทันทีที่ปลายฝนหยิบหนังสือพิมพ์และนิตยสารบนโต๊ะขึ้นมาอ่าน เธอก็รู้สาเหตุที่ทำให้พี่ชายอารมณ์ไม่ดีแบบนี้ได้ในทันที อันนี้ที่จริงก็พอจะเดาได้ว่าต้องมีเรื่องเกี่ยวกับเธอแน่ๆ เท่านั้นยังไม่พอต้นหนาวยังหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดให้น้องสาวได้ดูข่าวที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงอยู่ในโลกออนไลน์เวลานี้ เรียกได้ว่าข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารที่เขาซื้อมาเพื่อโยนระบายอารมณ์ยังสู้ไม่ได้
“เห็นไหม ว่าข่าวมันเป็นยังไง” เสียงห้วนๆ เอ่ยถาม ภายในอกของต้นหนาวเวลานี่เดือดปุดๆ ราวกับลาวาจากปากปล่องภูเขาไฟ
“เห็นค่ะ” ปลายฝันเอ่ยตอบเสียงเรียบ ไม่ได้อารมณ์ขึ้นเหมือนคนเป็นพี่ชายเลยแม้แต่น้อย
“เห็นแล้วทำไมเราถึงยังดูสบายอกสบายใจอยู่แบบนี้ หืม”
“หมอกก็ไม่ได้สบายอกสบายใจ แต่ที่เป็นอยู่ตอนนี้เขาเรียกว่าการปลง” ปลายฝนแทนตัวเองด้วยชื่อเล่น แม้ชื่อจะฟังดูแมนไปหน่อย แต่ชื่อเล่นนี้แม่เป็นคนตั้งให้เช่นกัน ส่วนชื่อจริงพ่อเป็นคนตั้งให้เธอว่าปลายฝน เพราะเธอเกิดปลายฤดูฝน ชื่อเธอกับพี่ชายนั้นถ้าหากอ่านพร้อมกันก็จะได้คำว่า ปลายฝนต้นหนาว
“ปลง!” คนฟังอุทานคำที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากของน้องสาวออกมา
“ค่ะ…ปลง”
“ปลงได้ยังไง มันเต้าข่าวเขียนว่าเราไปเป็นเมียน้อยนักการเมืองเชียวนะ พี่จะฟ้องมันให้เข็ดหลาบ ลงข่าวเสียๆ หายๆ ไม่รู้จักเช็กก่อนว่าข่าวไหนจริงข่าวไหนมั่ว เอาให้ล่มจมกันไปข้าง”
“ใจเย็นๆ ก่อนสิพี่เหนือ” ปลายฝนเอ่ยปรามพี่ชาย ที่คราวนี้คงถึงจุดเดือดแล้วจริงๆ
“พี่เย็นมาหลายครั้งหลายคราแล้วนะ เราก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เป็นข่าวคาวทำนองนี้ แต่ครั้งนี้มันเกินไปตรงที่ให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้ปลอมตัวเป็นเราแล้วทำเรื่องบัดสีแบบนั้น น่าเกลียด”
“ก็เพราะไม่ใช่ครั้งแรกไง เราถึงรับมือมันได้”
“รับมือยังไง นิ่งๆ เงียบๆ ยิ้มๆ ตอนสื่อรุมกันมาสัมภาษณ์นะเหรอ” ต้นหนาวยิ้มมุมปาก นั่นเพราะนักข่าวพวกนั้นทำตัวราวกับอีแร้งที่พร้อมจะดึงทึ้งเหยื่ออย่างน้องสาวเขาตลอดเวลา ใช่ว่านักข่าวสายบันเทิงจะเป็นแบบนี้เสียหมดทุกคน บางคนก็ดีน่ารักทำงานด้วยแล้วสบายใจ แต่บางคนนี่แทบจะคว่ำขันกรวดน้ำมนต์ส่งไปให้
“ใช่ค่ะ ทำเหมือนเดิมที่เราทำกันมา ข่าวไหนไม่จริงอีกไม่นานมันก็ผ่านไปเองนั่นแหละพี่เหนือ ซีเรียสอะไรมากมาย” ปลายฝนยิ้มให้พี่ชาย นั่นเพราะข่าวแค่นี้มันทำอะไรเธอไม่ได้อยู่แล้ว แม้การเดินบนเส้นทางนี้จะมีอุปสรรคมากไปหน่อยก็ตามที
นั่นเพราะเธอเจอมรสุมข่าวฉาวมาตั้งแต่นับหนึ่งกันเลย สงสัยเธอไม่ถูกชะตาใครเข้ามั้งถึงได้กุข่าวใส่ร้ายเธอมาตลอดแบบนี้ แต่ผ่านมาเป็นปีๆ คนพวกนั้นก็ยังเขียนข่าวใส่ร้ายเธอไม่เลิกรานี่สิ
“โอ้ย! พี่อยากจะบ้า นี่พี่มีน้องสาวเป็นนางเอกผู้แสนดีไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
“ก็ในจอหมอกเป็นได้แค่นางร้ายนี่ค่ะ นอกจอก็ขอเป็นนางเองหน่อยไม่ได้หรือไง” เอ่ยจบก็ยิ้มจนตาหยีมายังพี่ชายที่ยืนเท้าสะเอวอย่างอารมณ์ไม่ดีอยู่ข้างๆ
“ไม่ได้!”
“พี่เหนือ”
“พี่ไม่ยอมให้คนพวกนั้นทำร้ายน้องสาวพี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรอกนะ” แม้จะไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร แต่ต้นหนาวก็สัญญาว่าจะต้องสืบให้รู้ถึงตัวการให้จงได้
“เขาไม่ได้ทำร้ายอะไรหมอกเลยนะพี่เหนือ ข่าวมันก็แค่ข่าว มาแล้วก็ไป พี่อย่าไปวิ่งตามมันสิ” ปลายฝนพยายามปรามพี่ชาย นั่นเพราะไม่อยากเอาตัวเองไปพัวพันเรื่องที่มันไม่จริง
“ไม่วิ่งตามแต่มันก็วิ่งเข้าใส่โครมๆ ใส่มาเป็นชุดรัวๆ มาตั้งแต่ต้นปีแบบไม่ยั้งอยู่นี่ไง”
“แต่ข่าวก็ทำอะไรเราไม่ได้นี่ค่ะ ใจเย็นๆ ว่าแต่ร้านก๋วยเตี๋ยวหนุ่มกล้ามโตปิดใช่ไหมวันนี้ อารมณ์เลยตึงไม่สดใสไปหมด” ปลายฝนจงใจเปลี่ยนเรื่องมีหรือที่ต้นหนาวจะไม่รู้ แต่พอเห็นปลายฝนยิ้มได้แบบนี้ต้นหนาวก็เริ่มปลงตามไปอีกคน แม้จะมีแย้งบ้างก็ตาม
“ใช่ที่ไหนกันเล่า พี่สั่งแล้ว อีกเดี๋ยวเขาคงมาส่ง”
“อุ๊ย! มีเดลิเวอร์รี่ด้วย”
“แค่พี่คนเดียวหรอก นี่…” จู่ๆ คนกล้ามโตก็หยุดพูดแล้วมองหน้าปลายฝนนิ่ง นั่นเพราะรู้ว่าน้องสาวตัวดีจงใจเปลี่ยนประเด็น
“อะไรคะ”
“มีพี่ชายไม่แมนแบบพี่ หมอกยังภูมิใจอยู่ไหม”
“มากกว่าภูมิใจอีกค่ะ พี่เหนือเป็นทั้งพี่ ทั้งเพื่อนและทั้งพ่อของหมอกนะคะ” ปลายฝนสวมกอดพี่ชายคนเดียวของเธอจนแน่น นั่นเพราะต่อให้ต้นหนาวจะเป็นอะไรเธอก็ยังรักและนับถือในฐานะพี่ชายที่แสนดีของเธอตลอดไป
“แต่พี่เกิดมาผิดเพศ”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย พี่เหนืออย่าคิดมากเรื่องทำนองนี้อีกนะคะ พี่ชายคนนี้ของหมอกจะเป็นยังไงหมอกก็รัก” รอยยิ้มสดใสของปลายฝนช่วยทำให้ความรู้สึกผิดในใจของต้นหนาวนั้นเบาบางลงไปได้บ้าง
ปี้นๆ
เสียงแตรรถจักรยานยนต์สีแดงดำที่ดังขึ้นจากหน้าบ้าน ทำให้สองพี่น้องหยุดการสนทนาไว้ชั่วคราว ต้นหนาวชะเง้อออกไปมอง และทันทีที่รู้ว่าใคร เขาก็คลายอ้อมกอดของปลายฝนออกแล้วเดินไปหาทันที
เมื่ออยู่ตามลำพัง ปลายฝนก็เข้าสู่โหมดจริงจัง สีหน้าของเธอไร้ซึ่งรอยยิ้มใดๆ นักแสดงสาวนั่งมองบรรดาหนังสือพิมพ์ นิตยสารและโทรศัพท์นิ่งๆ ข่าวเสียๆ หายๆ ที่เกิดขึ้นกับเธอตลอดหนึ่งปีมานี้ใครบอกว่ามันเล็กน้อย มันไม่กระทบกับจิตใจเธอสักนิด เปล่าเลยเพราะทุกข่าวเท็จมันมีผลกับเธอทั้งนั้น แต่เธอเลือกที่จะไม่เก็บเอามาใส่ใจ ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเธอนั้นไม่ได้เป็นอย่างในข่าว ซึ่งก็มีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อ