ตอน 2

“โทษทีนึกว่าแมวจร”

พูดเสร็จก็หันหลังกลับไปรดน้ำแปลงผักของตนต่ออย่างเฉยเมย ไม่สนใจว่าผู้บุกรุกหน้าใสคนนี้โผล่เข้ามาได้อย่างไร

ถึงแม้เขาจะอยู่อาศัยที่นี่มานานหลายปี ใช้เป็นที่ซุกหัวนอนและประกอบอาชีพปลูกผักขายเลี้ยงตัว แต่ที่ดินเล็ก ๆ ผืนนี้ก็ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ครอบครองโดยตรง เพราะแต่เดิมมันคือพื้นที่สาธารณะ ที่รกเรื้อไปด้วยป่าละเมาะและกองขยะ ด้านหน้าแคบประมาณหนึ่งช่วงตัวขนาดรูหมาผ่านแต่เนื้อที่ด้านในกว้างไปจรดตลิ่งจากการถูกสายน้ำพัดพาเอาตะกอนมาทับถมกันจนกลายเป็นที่ดินดอน

คนจรหมอนหมิ่นเช่นเขา มาเจอที่แห่งนี้เข้าด้วยความบังเอิญ จึงนึกจะตั้งหลักปักฐานโดยการสร้างเพิงเล็ก ๆ ไว้คุ้มหัวนอน แล้วเริ่มเก็บกวาดแผ้วถางไปทีละเล็กทีละน้อยจนโล่งเตียน หาหน่อกล้วยมาปลูกบังทางเข้าเพราะไม่สามารถล้อมรั้วได้ เก็บขยะและปลูกผักขายมานานหลายปี จนมีเงินเก็บมากพอจะซื้อบ้านน็อคดาวน์ราคาถูก ๆ มาติดตั้งแทนเพิงนอนเก่า ๆ ใช้เวลาแค่สองวัน วิมานบนดินก็สำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง ขอต่อไฟมาจากข้างบ้าน ซึ่งยายนวลก็ไม่เคยเก็บเงิน เขาจึงหมั่นเอาผักไปตอบแทนให้อยู่บ่อย ๆ

อาศัยใช้น้ำอุปโภคจากถังน้ำฝนที่สำรองไว้ ส่วนน้ำดื่มและประกอบอาหารก็ไปกดมาจากตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติหน้าปากซอย ข้าวปลาอาหารก็ไม่เปลืองมาก นึ่งผักต้มกินกับน้ำพริกทุกวัน บางวันก็ได้ปลาที่ดักมาจากลำห้วย นาน ๆ ทีถึงจะซื้อเนื้อหมูเนื้อไก่มาทำกินบ้าง

เขาอาศัยอยู่ที่นี่ตัวคนเดียวมาเนิ่นนาน ไม่มีครอบครัว ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงมาเยี่ยมเยือน สมัยมาอยู่ใหม่ ๆ อาจจะมีบ้างที่รู้สึกเหงาและนึกถึงคืนวันเก่า ๆ ที่ผ่านมา แต่อดีตมันก็คืออดีต ล่วงผ่านไปแล้วก็ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ นึกไปก็พาลแต่จะเจ็บปวดใจเปล่า ๆ จึงสรรหากิจกรรมมาทำมากมายไม่ให้ตนฟุ้งซ่าน ทุ่มเทให้กับแปลงผักสวนครัวอย่างเอาจริงเอาจัง ขยันทำมาหากิน จากนั้นชีวิตของชายโฉดจึงไม่รู้จักกับคำว่าเหงาอีกต่อไป

รุ้งขวัญกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะน้ำที่สาดมานั้นค่อนข้างมีกลิ่นนิดหน่อย โชคดีที่ไม่เจอผู้ใหญ่ทั้งสอง ไม่งั้นเธอคงตอบไม่ถูกว่าไปเปียกน้ำที่ไหนมา

ดูซิ! เพิ่งมาอยู่กับคุณยายได้แค่วันเดียวก็จะมาสร้างเรื่องปวดหัวให้เสียแล้ว ดันถือวิสาสะบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ของคนอื่น ถ้าถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมยขึ้นมาจะทำยังไง

สาวน้อยนั่ง ๆ นอน ๆ ด้วยใจไม่เป็นสุข กลัวคุณลุงคนนั้นจะมาปรากฏตัวที่หน้าประตูบ้านคุณยาย แล้วฟ้องเรื่องที่เธอแอบเข้าไปในที่ของเขาโดยพลการ แต่เมื่อผ่านไปหลายวัน สิ่งที่คิดไปเองนั้นก็ไม่เกิดขึ้นมา

ดวงตะวันอ่อนแสงราลง มือหยาบกร้านพักงานที่ทำอยู่ตรงหน้า หยิบหมวกสานปีกกว้างสวมศีรษะ หิ้วถังสีเก่า ๆ คู่ใจไปยังลำห้วยเพื่อหิ้วน้ำขึ้นมารดแปลงผัก เดินไปมาอยู่สองสามรอบจึงสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง ที่ตะคุ่มอยู่ตรงกลางศาลาท่าน้ำ เขาทำหน้าเคร่ง คิ้วขมวดแล้วบ่นออกมาเบา ๆ

“ใครสั่งใครสอนให้มานอนตากผ้าอ้อม ”

สาวน้อยงัวเงียตื่นขึ้นหลังจากลอบเข้ามานั่งเล่นตั้งแต่บ่ายแก่ ๆ แล้วเผลอหลับไปเพราะความร่มรื่นจากสายลมและเสียงนกร้องจนถึงเย็น

เธอลุกขึ้นมาทำตาขีดปรือหันไปตามเสียงบางอย่าง เห็นเจ้าของบ้านตักน้ำขึ้นลงอย่างขะมักเขม้น จึงลุกเดินตามไปดูห่าง ๆ แล้วทำท่าขยับเข้าไปใกล้ทีละนิดด้วยความสนใจ แต่ทว่าเจ้าของบ้านกลับทำเหมือนเธอเป็นวิญญาณไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น พอรอบสุดท้ายเธอก็รีบฉวยบัวรดน้ำมาไว้ในมือพร้อมพูดว่า

“ให้หนูช่วยนะคะ”

ชายสูงวัยเงยหน้าจ้องมองคนตาใสที่พยายามส่งยิ้มมิตรภาพมาให้

เด็กสาวแปลกหน้าโผล่มาจากไหนไม่รู้ วางบัวรดน้ำลงกับพื้นพร้อมนั่งยองเตรียมท่ารอ เขาจึงเทน้ำจากถังใส่บัวให้อย่างเต็มปรี่จนล้นด้วยนึกอยากจะแกล้ง แต่คนตัวเล็กกลับไม่ได้รู้สึกอะไรใช้สองมือยกบัวขึ้นมารดน้ำแปลงผักอย่างสนุกสนาน

“หนูชื่อรุ้งขวัญค่ะ เป็นหลานยายนวล เพิ่งมาอยู่ด้วยได้ไม่นาน” เสียงหวานใสร่าเริงแนะนำตัวเองออกไป

“วันนั้นหนูตามเจ้าแมวเหมียวมาค่ะ ก็เลยมาโผล่ที่นี่ คุณลุงคงไม่คิดว่าหนูจะเข้ามาขโมยอะไรหรอกนะคะ”

“ ที่ศาลาริมน้ำบรรยากาศดีมาก หนูก็เลยเผลอหลับไป วันหลังหนูขอมานั่งเล่นอีกบ่อย ๆ จะได้ไหมคะ?”

รุ้งขวัญพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดโดยที่ชายสูงวัยไม่พูดอะไรด้วยสักคำ เขานั่งยอง ๆ ลงตั้งหน้าตั้งตาถอนวัชพืชออกจากแปลงผักของตัวเองโดยไม่สนใจอยากจะเสวนาและผูกมิตรไมตรีกับเพื่อนบ้านตัวน้อยคนนี้ เธอจึงทำหน้าจ๋อยแล้วเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ

วันต่อมา หลังทานอาหารเที่ยง สาวน้อยก็มาเมียงมองตรงรั้วหลังบ้านอีกครั้ง ครุ่นนึกว่าจะขึ้นไปนอนเล่นโทรศัพท์เหมือนเดิมข้างบนหรือลอบเข้าไปนั่งเล่นริมน้ำอีก ทั้ง ๆ ที่เจ้าของเขาไม่สู้เต็มใจนัก

คิดไปคิดมาจึงลองชะโงกหัวออกไปอีกและได้ยินเสียงเพลงลูกทุ่งจากวิทยุทรานซิสเตอร์แว่วลอยมา จึงชักขาถอยหลังกลับ วิ่งเข้าไปในบ้านครู่เดียวก็ออกมาใหม่พร้อมกับจานชมพู่ในมือ สำหรับการเชื่อมไมตรีระหว่างเพื่อนบ้าน

สาวน้อยประคองจานคลานออกไปอย่างระมัดระวัง และนำไปวางลงตรงหน้าชายสูงวัยที่นั่งชันเข่าพิงเสาทำงานอยู่มือเป็นระวิง

“สวยจังเลยค่ะ คุณลุงทำเก่งจังเลย”

เขยิบเข้าไปใกล้ เปลี่ยนเป็นนั่งท่าขัดสมาธิมองมือหยาบกร้านที่สานกระเป๋าหวายอยู่ด้วยความคล่องแคล่ว

“ใบเท่าไหร่คะ? หนูอยากได้”

“มีเจ้าของแล้ว”

ตอบเย็นชาโดยไม่เงยหน้ามามองแม้แต่นิดเดียว รุ้งขวัญจึงนั่งเงียบมองด้วยความสนใจเป็นนานโดยไม่รู้จะชวนคุยอะไรต่อ จากนั้นจึงเขยิบตัวถอยห่าง หันหลังนั่งพิงเสาดูธรรมชาติฝั่งตรงข้าม

สายตาของผู้อาวุโสที่ผ่านโลกและอาบน้ำร้อนมามากกว่า แอบชำเลืองมองจากทางด้านหลังแล้วรีบหลุบตาลงต่ำตามเดิม ก่อนที่เธอจะเอี้ยวตัวหันกลับมายื้อผลไม้ปอกที่ตนนำมาไปทั้งจาน แล้วเคี้ยวหงับ ๆ นั่งฟังเพลงอยู่อย่างเงียบ ๆ

ชายหญิงต่างวัย นั่งคนละมุมอยู่ในโลกส่วนตัวของใครของมันเป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยไม่รู้สึกเกร็งหรืออึดอัดแต่อย่างใด มันช่างเป็นเรื่องแปลกประหลาดเหมือนกัน ที่ต่างพบเจอไม่นาน รู้จักกันได้ไม่มากพอ แต่กลับอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายอารมณ์ จนเมื่อถึงเวลา เขาก็ปิดวิทยุเก็บอุปกรณ์การทำงานเดินกลับเข้าไปในบ้าน สาวน้อยรู้งานดีวิ่งตามตูดขึ้นไปติด ๆ แล้วคว้าบัวรดน้ำเดินตามหลังลงมาที่ตลิ่งต้อย ๆ ช่วยรดน้ำผักจนเสร็จแล้วก็นั่งยอง ๆ ลงทำท่าจะถอนวัชพืชในแปลงต่อ

“ไม่ต้องหรอกมันเลอะเทอะ”

“หนูทำได้ค่ะ หนูอยากทำ”

“กลับบ้านไปได้แล้วเดี๋ยวยายเป็นห่วง”

“ยายไม่ห่วงหรอกค่ะ เพราะยายไม่อยู่”

เขานึกอยากจะเขกกะโหลกใส่เด็กดื้อด้านคนนี้เหลือเกินจริง ๆ ให้ตายเถอะ

“กลับไปได้แล้วไป เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”

“คุณลุงอนุญาตให้หนูมาเที่ยวเล่นที่นี่บ่อย ๆ ได้แล้วใช่ไหมคะ?”

อนุญาตหรือไม่อนุญาตไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน คิดในใจแล้วก็ตอบออกไปเพียงสั้น ๆ “อื้อ”

“งั้นวันนี้หนูกลับก่อนนะคะ พรุ่งนี้จะมาเที่ยวใหม่ ลาล่ะค่ะ”

ยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่าด้วยความอ่อนน้อม เป็นกิริยาที่น่ารักน่าเอ็นดูพลอยทำให้หัวใจที่หยาบกร้านและท่าทางแข็งกระด้างอ่อนลง เพราะไม่เคยมีใครให้เกียรติชายจน ๆ แบบนี้มาก่อน เขามองเธอเดินลงไปหยิบจานในศาลาแต่ไม่มีทีท่าที่จะกลับขึ้นมาแต่อย่างใด จึงตามไปดูและก็ได้พบช่องทางเล็ก ที่สาวน้อยใช้โผล่มาที่นี่ในตอนกลางวันได้อย่างกับผีหลอก

รุ้งขวัญมาในเวลาเดิมกับเมื่อวาน พร้อมกับถ้วยใส่ขนมปี๊บ

วันนี้เธอไม่ค่อยชวนคุยเท่าใดนัก เพราะเมื่อวานถามอะไรไปชายสูงวัยก็ไม่ตอบ จึงนั่งเล่นเดินเล่นอยู่บริเวณใกล้ ๆ ไปตามประสา พอถึงเวลาก็กระตือรือร้นหยิบถังสีพร้อมขันน้ำพลาสติกลงไปริมห้วยก่อน

ชายสูงวัยที่เอาของเข้าไปเก็บในตัวบ้านก็เดินตามมายืนเท้าสะเอวมองแล้วพูดว่า

“ตักใส่เต็มขนาดนั้นหิ้วไหวหรือ?”

สาวน้อยเพิ่งรู้ตัวเพราะจ้วงน้ำใส่ด้วยความเพลิดเพลินไม่ทันนึกว่ามันจะหนักจึงตักน้ำออกให้เหลือเพียงครึ่ง แล้วใช้สองมือหิ้วหูจับขึ้นมา ด้วยความที่กลัวคุณหนูแสนซนจะลื่นล้มจนเจ็บตัว ผู้อาวุโสจึงยื่นมือออกไปรับเอง

“เอามานี่”

บังเอิญมือที่ฉกตรงหูหิ้วสัมผัสเข้ากับหลังมือนวลเนียนแผ่วผิวโดยไม่ตั้งใจ แค่นั้นเอง แม้จะเล็กน้อยและรวดเร็ว แต่ทว่าได้ก่อกระแสไฟประหลาดพุ่งวาบขึ้นมาในความรู้สึกของใครบางคนอยู่เป็นนานเกือบนาที

“ไม่เรียนหนังสือหรือ?”

ชายสูงวัยอดไม่ได้ ที่จะถามแขกไม่ได้รับเชิญออกมาในเย็นวันหนึ่ง

“หนูเรียนจบแล้วค่ะ กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนี้ปิดเทอมอยู่”

เขามองสาวน้อยตรงหน้า ที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนกำลังเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ถ้าบอกว่าเป็นเด็กอนุบาลหรือประถมยังดูจะเข้าท่ากว่าเสียอีก ก็เล่นนั่งคุยกับสรรพสัตว์ในแปลงผักอย่างสนิทสนมขนาดนี้

‘นี่แหนะ ๆ ออกไปนะ ไม่ต้องมาอยู่ที่นี่เลย’

‘แกอย่าตะกละกินผักของคุณลุงจนหมดนะ’

‘อุ๊ย! ทำไมตัวเล็กน่ารักจังเลยอะ’

‘อี๋ย์! ไปนะเจ้าสัตว์อุบาทว์ฉันไม่ชอบแก’

‘นี่แกเป็นตัวอะไรน่ะ ทำไมหน้าตาประหลาดอย่างนี้’

‘กระดึ้บ กระดึ้บ มีปัญญาไปได้แค่นี้เองเหรอ ฮ่า ฮ่า’

ดวงตาคมเข้มแต่ทว่าค่อนข้างหม่นแสงนั้น จ้องมองตรงพุ่มเฟื่องฟ้าติดรั้วหลังบ้านของยายนวล ที่หลานสาวจอมแก่นแอบมุดออกมาหนีเที่ยวโดยหญิงชราไม่รู้ตัวเลย

ขณะกำลังคิดอยู่ว่าจะจัดการซ่อมแซมปิดรอยโหว่นี้อย่างไรดี ก็ได้ยินเสียงดังมาจากอีกฟากพร้อมเสียงใสทักทายมาก่อนตัว

“คุณลุงมารอหนูหรือคะ?”

ชายสูงวัยถอนหายใจก่อนจะหันหลังเดินกลับไป

“ว๊าย! คุณลุงช่วยด้วย โอ๊ย! หนูติดออกไม่ได้”

รุ้งขวัญร้องโวยวาย มือหนึ่งถือหนังสือ อีกมือหนึ่งถือขนม คอเสื้อยืดถูกกิ่งไม้เกี่ยวรั้งไปข้างหลัง และเขาจำเป็นต้องช่วยเหลืออย่างช่วยไม่ได้

มือใหญ่ยื่นออกไป สายตาของเขาไม่ได้ฝ้าฟางเกินจนมองไม่เห็นผิวขาวนวลเนียนที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้า ความคิดชั่วช้าที่อยากจะสัมผัสลูบไล้ไหล่มนปรากฏแวบขึ้นมาเสี้ยววินาที ก่อนที่มือนั้นจะเลยผ่านไปปลดเสื้อออกจากกิ่งไม้ข้างหลังให้เธอหลุดพ้นเป็นอิสระ

“ขอบคุณค่ะ นี่! หนูเอามาฝาก เมื่อเช้าไปตลาดกับคุณยายมาค่ะ”

ยื่นขนมเทียนสอดไส้ให้เพราะเห็นว่าคุณลุงไม่แตะของที่เธอนำมาก่อนหน้านี้เลย จึงคิดว่าเขาน่าจะชอบขนมไทยแบบนี้มากกว่า

รุ้งขวัญนั่งอ่านนิตยสารแฟชั่นเล่มใหญ่ราคาแพงของต่างประเทศอย่างตั้งใจ พอนานไปรู้สึกชักเมื่อยจึงเปลี่ยนท่าเป็นนอนราบคว่ำหน้าลงอย่างสบายอารมณ์

ผู้อาวุโสที่ผ่านอะไรมาเยอะ เห็นโลกมามากกว่า รู้จักมุมมืดและความชั่วร้ายของมนุษย์มานักต่อนัก อยากจะบอกคนตรงหน้าว่าไม่ควรทำอะไรแบบนี้ แต่ก็คิดว่าสาวน้อยคงจะไม่เข้าใจและเขาก็ขี้เกียจจะอธิบายอะไรให้ฟังมากมาย จึงลุกออกจากท่าน้ำที่อยู่ลับตาผู้คนแห่งนี้ไปอย่างเงียบ ๆ คิดในใจว่าควรเว้นระยะห่างกันไว้เพื่อความเหมาะสม เพราะเธอยังเด็ก อ่อนต่อโลกนัก จึงไม่ได้คิดอะไรรอบคอบ เขายิ่งสมควรต้องระวังตัวเองเป็นพิเศษ

“โรงเรียนเปิดเมื่อไหร่?”

“อาทิตย์หน้าค่ะ”

อีกอาทิตย์เดียว เขาคิดในใจว่าอดทนไว้ แค่หนึ่งอาทิตย์ชีวิตของเขาก็จะกลับมาสงบราบเรียบเป็นปกติดังเดิม

“กะหล่ำหัวนี้ใหญ่จังเลย สงสัยมันจะกินจุกว่าเพื่อน อ๊วบอวบแหนะ”

“เอาไปให้ยายสิ”

“ให้จริงหรือคะ?”

“เป็นค่าแรงที่มาช่วยทำงาน”

“หนูไม่คิดค่าแรงหรอกค่ะ หนูทำให้ฟรี”

“ของฟรีมีที่ไหนกัน เหนื่อยเปล่าแล้วได้อะไร”

“มีสิคะ ทำไมจะไม่มีล่ะ”

“ไม่มีหรอกถ้าไม่ตอบแทนด้วยเงินทอง ก็ต้องตอบแทนด้วยบุญคุณ”

“หนูไม่เข้าใจ”

“เพราะเธอยังเด็ก”

“เวลาหนูนวดให้ยายหนูก็ทำให้ฟรี ไม่ได้อยากขอค่าขนมเพิ่ม ทำเพราะอยากทำเฉย ๆ”

เขาเงียบเสียงไป ไม่อยากพูดอะไรต่อ เพราะโลกของเธอกับโลกที่ผ่านมาของเขามันไม่เหมือนกัน

เกิดมาลำบากยากจน สู้ทนปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่เด็ก โตมาก็ต้องฟันฝ่าชีวิต แก่งแย่งชิงดี ถูกหักหลังเพราะคำว่าผลประโยชน์ นึกถึงเรื่องเก่า ๆ แล้วก็สุดรันทดใจ มันจึงเป็นเหตุผลที่เขาหลบหนีมาใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวเงียบ ๆ ไม่ข้องเกี่ยวพบปะสุงสิงกับผู้ใดจนเกินไปนัก

ตอน 3

บ้านน็อคดาวน์สีฟ้าราคาห้าหมื่นกว่าบาท ที่เขาใช้เวลาเก็บเงินสะสมมาหลายปี ตั้งหันหลังชนกำแพงรั้วบ้านของยายนวล

ปีกทางซ้ายใช้ท่อพีวีซีต่อเติมยื่นออกไปทำเป็นห้องครัว นำป้ายไวนิลโฆษณาและป้ายหาเสียงมาทำเป็นหลังคาคุ้มแดดคุ้มฝน วางแคร่ไม้ไผ่ชิดติดขอบบันไดไว้สำหรับนั่งทานข้าวและทำกิจกรรมอเนกประสงค์

ทุกตารางนิ้วในที่ดินแห่งนี้ล้วนถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า นอกจากจะมีแปลงผักสวนครัวนานาชนิดแล้ว ตามริมตลิ่งยังมีต้นกล้วย ตะไคร้ ขิง ข่า มะละกอ มะนาวและคอกปุ๋ยหมัก ส่วนรอบบริเวณบ้านมีกระถางพริก ขึ้นฉ่าย และขวดน้ำพลาสติกดัดแปลงที่ปลูกสาระแหน่ห้อยย้อยลงมาสวยงามเหมือนไม้ประดับ

ในวันนี้รุ้งขวัญก็มาเที่ยวเล่นเหมือนเช่นเคย แต่เมื่อรอที่ศาลาท่าน้ำด้านหลังเป็นนาน ไม่มีวี่แววที่เพื่อนบ้านคนใหม่จะลงมานั่งทำงานเหมือนเดิม เธอจึงขึ้นมาส่องดู เมื่อแน่ใจว่าไม่มีคนอยู่ก็เลยเดินคอตกกลับบ้านไป

“คุณลุงกลับมาแล้ว ไปทำธุระมาหรือคะ?”

ชายสูงวัยต้องแปลกใจ ที่เห็นสาวน้อยนั่งรอที่แคร่หน้าบ้านและพุ่งพรวดลุกขึ้นมาทำท่าดีใจเมื่อเห็นหน้าตนในทันที

อันที่จริงรุ้งขวัญกลับบ้านไปแล้ว และหวนกลับมาอีกครั้งในเวลาเย็นเพราะนึกว่าเขาจะต้องกลับมารดน้ำแปลงผักที่เคยทำเป็นกิจวัตรประจำวันเหมือนเช่นเคย แต่เมื่อไม่เห็นทีท่าว่าจะกลับมาง่าย ๆ เธอจึงทำหน้าที่นี้แทนและนั่งรออยู่

“หนูรดน้ำแปลงผักให้แล้วนะคะไม่ต้องเป็นห่วง”

มือที่หยิบกระบวยชะงักนิดนึง ก่อนจะจ้วงตักน้ำจากหม้อขึ้นมาดื่มแก้กระหาย

“ขอบใจ”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

เจ้าของบ้านหันมาจ้องหน้าคนตัวเล็กที่ยืนยิ้มแฉ่งคล้ายได้รับคำชมจากการสอบได้ที่หนึ่งของชั้นเรียน แบบนี้แล้วควรจะให้รางวัลอะไรดี

“กลับไปได้แล้ว” และนี่คือการตอบแทนที่เขามอบให้ ทำให้สาวน้อยหน้าจ๋อยลงทันที อุตส่าห์นั่งรอตั้งนาน เพิ่งมาถึงได้แป๊บเดียวก็ไล่เธอกลับเสียแล้ว

ชายสูงวัยเดินนำหน้าก้าวเท้ายาวตรงไปยังท้ายสวนเพื่อส่งแขกถึงที่ แต่เธอกลับยืนนิ่งตรงปากทางอย่างอิดออด เขาจึงต้องเอ่ยบอกเสียงเข้ม

“วันนี้หมดเวลาแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาเล่นใหม่”

เท้าสะเอวยืนส่งจนเห็นหลังบางหายลับไปอีกฝั่งหนึ่ง คิดว่าควรหลบหน้าหลบตาต่อไปเรื่อย ๆ อย่างนี้จนกว่าจะถึงเวลามหาวิทยาลัยเปิดดีไหม เมื่อไม่สามารถพูดตรง ๆ ได้ว่าไม่อยากให้เธอมาขลุกตัวอยู่ที่นี่บ่อยเกินไป

เธอไม่ได้ทำอะไรผิด...เขาไม่ได้ทำอะไรผิด.....

แต่คนอื่นภายนอกที่รู้เข้าจะเชื่อไหมว่า ผู้ชายวัยกลางคนอาศัยอยู่คนเดียวจะเป็นเพื่อนกับสาวน้อยข้างบ้านที่ล่วงเข้าสู่วัยสาวเต็มตัวด้วยความบริสุทธิ์ใจ เขามีความเป็นห่วงเป็นใยอยู่ข้างในลึก ๆ กลัวว่าหากมีใครรู้จักเขาและจำเรื่องราวในอดีตได้ คนที่จะเป็นฝ่ายเสียหายมากที่สุดก็คงไม่พ้นสาวน้อยไร้เดียงสาคนนั้น

วันนี้รุ้งขวัญไม่รอให้ถึงเวลาบ่าย รีบไปเที่ยวหาเพื่อนบ้านเร็วกว่าที่เคยเพื่อชดเชยจากการรอเก้อในเมื่อวาน และต้องแปลกใจว่าทางที่เคยใช้ผ่านประจำนั้นมันกว้างขึ้นมาก ไม่ต้องนั่งยอง ๆ มุดออกไปอีกแล้ว แค่ย่อตัวค้อมต่ำลงก็โผล่ไปอีกฝั่งได้สบาย แถมพวกเศษซากอิฐที่ระเกะระกะก็ถูกเก็บกวาดเรียบ แม้แต่ต้นเฟื่องฟ้าที่ขวางทางก็ถูกตัดจนกุดเหลือแต่ตอ

“คุณลุงทำทางเดินข้างหลังให้หนูหรือคะ ขอบคุณค่ะ”

ทีแรกเขาตั้งใจจะปิดรูโหว่นั้นเพื่อไม่ให้สาวน้อยเดินข้ามมาได้ คิดอีกทีก็รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์อันใดสำหรับเด็กดื้อตาใสคนนี้จึงไม่ได้ทำอย่างที่คิดแต่แรก

“วันนี้คุณลุงไม่สานกระเป๋าหรือคะ?”

“ไม่”

“แล้ววันนี้เราจะทำอะไรกันดี?”

เรา...ได้ยินคำนี้เข้าทำเอาคนที่ใช้ชีวิตอยู่ลำพังคนเดียวมานานรู้สึกแปลกพิกล แต่แล้วก็ถูกความชาชินจากความโดดเดี่ยวมานานตัดทิ้งไปอย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะฟูฟ่องด้วยความยินดี เพราะความหมายของคำว่าเราของรุ้งขวัญ กับคำว่า ‘เรา’ ของเขาอาจจะคนละความหมายกัน

“แล้วอยากทำอะไรล่ะ?”

“ไม่รู้ค่ะ แล้วแต่คุณลุง”

ชายสูงวัยเดินนำหน้าสาวน้อยไปริมห้วยอีกด้าน ยื่นคราดให้ ส่วนตนถือจอบอยู่ในมือ ช่วยกันกลับด้านกองปุ๋ยหมักเอาข้างล่างสลับขึ้นข้างบนที่มีอยู่ด้วยกันถึงหกกอง

“หนูเคยเรียนมา มันมีวิธีทำกองปุ๋ยหมักแบบไม่ต้องพลิกกองด้วยนะคะ ทำแบบนั้นมันง่ายกว่าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้”

พูดหอบพร้อมยกแขนปาดเหงื่อที่ซึมออกมา เห็นดังนั้นเขาจึงถอดหมวกสานปีกกว้างที่ตนสวมอยู่ใส่ให้ แล้วแกะผ้าขาวม้าที่มัดเอวตนออกใช้โพกศีรษะแทน

“แล้วมันทำยังไงล่ะ?”

“เอ...หนูจำไม่ได้แล้วค่ะ พอดีวันนั้นไม่ค่อยตั้งใจเรียน แหะ ๆ”

ผู้อาวุโสจ้องมองใบหน้านวลเนียนที่พวงแก้มแดงสดอย่างลูกตำลึงด้วยพิษแดดและอากาศร้อนอยู่นาน เธอจึงร้อนตัว กลัวจะถูกเข้าใจผิดว่าตนเป็นเด็กเกเรชอบหนีเที่ยว เพราะพฤติกรรมที่ชอบมาเล่นขลุกอยู่ที่นี่ทั้งวันมันก็ฟ้องออกมาอย่างนั้น

“แต่ว่า ๆ เฉพาะวิชานี้เท่านั้นแหละค่ะ ส่วนวิชาอื่นหนูได้เต็มหมดเลย.....จริงสิคะ ดูจากยูทูบเอาก็ได้ง่ายจะตาย มันมีบอกเยอะแยะ”

“อะไร? ยูทูบ”

“เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการวีดีโอผ่านอินเทอร์เน็ตค่ะ ดูได้จากโทรศัพท์หรือแท็บเล็ต คล้ายดูรายการในทีวีนั่นแหละค่ะ แต่อันนี้เราเลือกได้ว่าอยากจะดูอะไร...คุณลุงไม่มีโทรศัพท์หรือคะ?”

“ไม่มี”

“ไม่มี! แล้วอย่างนี้จะติดต่อกับครอบครัวเพื่อนฝูงยังไง อย่าบอกนะคะว่าใช้เขียนจดหมายเอา เชยจัง”

“ไม่รู้จะติดต่อกับใคร”

สาวน้อยละมือจากการใช้คราดดึงกองปุ๋ยหมัก หันมามองคนข้างกายที่มีใบหน้าเรียบเฉยสนิท

“อย่าบอกนะคะว่าคุณลุงอยู่ที่นี่คนเดียว”

“ก็เห็นว่าอยู่กับใครล่ะ?”

“คุณลุงไม่มีญาติพี่น้องจริงหรือคะ หรือว่าคุณลุงเป็นลูกกำพร้า”

ทีนี้เขาผละจากงานที่ทำอยู่ตรงหน้าบ้าง หันมาสบตากับคนตัวเล็กด้วยแววตาขุ่น รุ้งขวัญจึงรู้ตัวว่าพูดจาอะไรไม่เข้าท่าออกไป รีบกล่าวคำขอโทษผู้อาวุโสกว่าด้วยความรู้สึกผิด

“ขอโทษค่ะ”

“ไม่ใช่หรอก ญาติพี่น้องมีก็เหมือนไม่มี”

“เหมือนหนูเลยค่ะ หนูก็มีพี่น้องและก็มีพ่อแม่ แต่มีก็เหมือนไม่มีจึงต้องระเห็จมาอยู่ที่นี่กับยาย”

น้ำเสียงที่พยายามทำให้ร่าเริงเข้มแข็งในทีแรกเพื่อกลบปมด้อยในใจเศร้าสลดลงในตอนท้าย สาวน้อยทิ้งคราดในมือเดินหนีไปนั่งซุกตัวในกอกล้วยด้วยท่าทางเชื่องซึมอย่างน่าสงสาร

เธอมาอยู่กับยายหลายวันแล้ว แต่ไม่มีวี่แววคนทางบ้านจะตามหา พ่อคงคิดว่าเธออยู่กับแม่ ส่วนแม่คงคิดว่าเธออยู่บ้านพ่อ นี่ทุกคนคงลืมไปแล้วใช่ไหมว่ามีเธออีกคนอยู่ในชีวิตของพวกเขา

“ฮือ ๆ ฮือ ๆ”

จู่ ๆ สาวน้อยก็นั่งกอดเข่าร้องไห้ ซุกตัวอยู่ในกอกล้วยด้วยความเสียใจ หนุ่มใหญ่ก็นึกไม่ถึงว่าคนร่าเริงสดใสที่เห็นจะซ่อนหัวใจบอบช้ำเอาไว้ภายใน มิน่าเล่า เธอถึงชอบมาขลุกอยู่ที่นี่ได้ทั้งวี่ทั้งวัน ก็เพราะต้องการหนีปัญหาส่วนตัวอย่างนี้นี่เอง

รู้อย่างนี้แล้ว ต่อไปเขาคงเลิกรำคาญใจ ไม่กล้าไล่เธอกลับไปบ่อย ๆ อีกแล้ว พร้อมกันนั้นก็เกิดความรู้สึกเห็นใจเพราะตนเองก็ไม่เคยได้อยู่กับพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก เลยทิ้งจอบในมือเดินกลับไปที่บ้าน ปล่อยให้รุ้งขวัญนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวโดยไม่เข้าไปปลอบใจ

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป คนเจ้าน้ำตาก็ขยับออกจากตรงนั้นเพราะร้องไห้จนหมดแล้ว และเพิ่งรู้สึกตัวว่าร้อนมากเพราะแดดแรง ตอนที่ลุกขึ้นยืน หัวก็ไปโหม่งเข้ากับของสิ่งหนึ่งที่ชายสูงวัยแอบนำมาไว้ให้อย่างเงียบ ๆ

มันคือปลาตะเพียนสานจากใบมะพร้าว ที่ปลายก้านผูกไว้กับตัวปลา ส่วนด้ามจับปักเสียบไว้กับต้นกล้วย เธอดึงมันออกมาเช็ดน้ำตาป้อย ๆ เดินสาวเท้ากลับไปหาเขาที่นั่งพิงตัวบ้านอยู่บนแคร่ไม้ไผ่

รุ้งขวัญนั่งห่างออกไปใช้หลังมือเช็ดคราบน้ำตาออกจากใบหน้าอีกครั้ง มองมือหยาบกร้านที่สาละวนอยู่กับการประดิษฐ์อะไรบางอย่าง แล้วก็โยนลูกบาศก์ทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กมาให้กับเธอ

“อะไรคะ?”

“ลูกตะกร้อ”

“ไม่เห็นเหมือนลูกตะกร้อเลยเหมือนลูกบอลมากกว่า”

“นี่แหละเขาเรียกลูกตะกร้อ”

เธอวางปลาตะเพียนลงข้างตัว แล้วถอดหมวกออก ยืนขึ้น ทำท่าเดาะกับโหม่งลูกตะกร้อเล่นอย่างสนุกสนาน รู้สึกคลายความเสียใจและอารมณ์แช่มชื่นขึ้นมาได้บ้าง

“นั่นอะไรคะ?”

เธอถามอีก เมื่อเห็นเขายังสานอะไรแปลก ๆ ต่อ

“ยื่นแขนมาสิ”

เธอยื่นแขนทั้งสองข้างออกไปอย่างว่าง่าย ชายสูงวัยนำของสิ่งนั้นวางทาบไปบนข้อมือซ้าย

“อุ๊ย! นาฬิกา...คุณลุงทำเก่งจังเลย ทำอะไรเป็นอีกบ้างคะ?”

“แค่นี้แหละ”

“อันนี้คือของเล่นสมัยคุณลุงหรือคะ ทำไมมันน่ารักจังเลย หนูเคยเห็นจากภาพยนตร์รู้จักแต่มอญซ่อนผ้ากับม้าก้านกล้วย”

“เด็กสมัยนี้เค้าไม่เล่นกันหรือ?”

“ไม่ค่ะ ไม่ค่อยได้เล่น มีแต่เรียน ๆ เรียน แล้วก็เรียนพิเศษ ถ้าจะเล่นก็เล่นโทรศัพท์แทน”

“อ่อ งั้นตั้งเตก็คงไม่รู้จักสินะ”

“อะไรนะคะตั้งเต”

เอียงคอถาม พร้อมทำคิ้วย่นกับชื่อเรียกแปลก ๆ นึกภาพไม่ออกว่ามันคืออะไร

ผู้อาวุโสใช้ไม้ขีดช่องสี่เหลี่ยมลงบนพื้นดิน โดยเขียนตัวเลขกำกับไว้ข้างใน บอกให้เธอไปเก็บก้อนหินขนาดเล็กเหมาะมือมาให้

“อันนี้ใช้ได้ไหมคะ?”

“ได้ มะ มายืนตรงนี้” จับเธอหันหลังแล้วบอกวิธีการละเล่น

“โยนก้อนหินข้ามหัวไป ไม่ต้องไกลมาก” ยืนกอดอกสอนวิธีการเล่นอยู่ข้าง ๆ

“เอาใหม่ใช้ไม่ได้ ให้ตกภายในช่องห้ามเลยกรอบ ดี! ทีนี้ยืนขาเดียว กระโดดไปทีละช่องแต่ข้ามช่องที่มีก้อนหินนี้ไป ตรงนี้วางสองเท้าได้.....กลับหลังหัน มาเหมือนเดิม ก้มเก็บก้อนหินขึ้นมา ห้ามเอาขาลง กระโดดข้ามไป...เก่งมาก”

“สนุกจังเลยค่ะคุณลุง”

ท่าทางรื่นเริงและใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใสของเธอกลับคืนมาอีกครั้ง และมันก็สร้างความประทับใจให้กับเขาไม่น้อยเลยทีเดียว

รุ้งขวัญ ชื่อนี้ดูเหมาะสมกับเธอดี ไม่รู้ใครเป็นคนตั้งให้ สายรุ้งหลากสีอันงดงามสดใสหลังฝนตกใหม่ ที่ พลอยทำให้หัวใจแห้งแล้งของใครบางคนรู้จักกับความชุ่มฉ่ำไปด้วย

สาวน้อยวิ่งกลับมาหลังจากเล่นสนุกจนเหน็ดเหนื่อย ใช้กระบวยตักน้ำในหม้อดินเผาดื่มแก้กระหาย แล้วไปนั่งเก้าอี้ที่เก็บได้จากกองขยะฝั่งตรงข้ามมองเจ้าของบ้านที่นั่งกินข้าวเที่ยงอย่างเอร็ดอร่อย

“กินมั้ย?” เอ่ยถามขึ้นโดยไม่เงยหน้ามา เมื่อหางตาเห็นว่าถูกจ้องมองอยู่

“ไม่ค่ะ”

‘จ๊อก ๆ จ๊อก ๆ’

เสียงท้องร้องขึ้นมาเบา ๆ คิดว่าเขาคงไม่ได้ยินเพราะนั่งห่างกัน

“ไม่หิวหรือ?”

“ไม่ค่ะ หนูยังไม่หิว”

‘โครก...คราก’

ทีนี้มันส่งเสียงประท้วงหนักขึ้นกว่าเดิมจนเจ้าของบ้านหันมามองแล้วยกไหล่พร้อมเสียงหึในลำคอ รุ้งขวัญทำหน้าไม่ถูก รู้สึกอายมากที่เสียมารยาทจึงก้มลงทำมือพันกันอยู่บนตัก

“น้ำพริกผักนึ่งคงกินไม่เป็นสินะ กลับบ้านไปเถอะเดี๋ยวค่อยมาใหม่”

สาวน้อยลุกขึ้นยืนวิ่งหนีกลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว แล้วตลอดบ่ายนั้นก็ไม่ได้กลับมากวนอกกวนใจเขาอีกเลยโดยไม่รู้เพราะสาเหตุอันใด

กิจวัตรประจำวันของชายสูงวัยต่อเนื่องกันไปไม่เคยหยุด เริ่มตั้งเช้ามืดตอนตีสี่ นำผักที่เก็บไว้ในเย็นวานไปส่งแม่ค้าเจ้าประจำในตลาด รอใส่บาตรพระ บางวันขี้เกียจทำอาหารก็หิ้วกับข้าวสำเร็จรูปติดมือเข้ามาด้วย

หลังทานอาหารเช้าก็เข้าไปทำงานในสวนผักอย่างขยันขันแข็งจนถึงตอนสาย เมื่อแดดเริ่มแรงก็กลับเข้ามาผลัดผ้าอาบน้ำ ทานข้าวกลางวันเสร็จก็ซักชุดทำงานตาก นอนกลางวันหนึ่งงีบที่แคร่ข้างบ้านหรือศาลาท่าน้ำ ถ้ามีงานสานกระเป๋าที่ไปรับคนอื่นมาก็จะทำถึงเย็น หากวันไหนคนจ้างไม่มีงานให้ก็จะคัดแยกขยะที่เก็บมา

ตอนเย็นรดน้ำแปลงผักและเก็บผักเตรียมไปส่งในวันรุ่ง เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ ตื่นมาอีกทีกลางดึกก็จูงจักรยานเก่า ๆ ไปเที่ยวเก็บขยะตามถนนหนทางเพื่อนำมาขายจนถึงเวลานำผักไปส่งก็กลับเข้ามาอีกที

ทุกอย่างดำเนินมาเป็นระยะเวลาหลายปีก่อนรุ้งขวัญจะเข้ามาในชีวิตเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า ที่ทำให้ความเป็นอยู่อันเรียบง่ายของเขาวุ่นวายขึ้นนิดหน่อย นาฬิกาที่เดินอยู่ตามเวลาของมันกลับหมุนเร็วขึ้นกว่าเดิม ความเบื่อหน่ายซ้ำซากจำเจที่เคยเป็นอยู่ในทุกเมื่อเชื่อวันกลับมีสีสันสดใส

โลกใบเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ขยายใหญ่ขึ้น และเขาเองคงไม่รู้ตัวว่า ความมืด ความเหงา ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย และความทรงจำเลวร้ายในอดีตที่อยู่เป็นเพื่อนกันมานาน ค่อย ๆ ทยอยเก็บข้าวของออกจากวิมานแห่งนี้ไปทีละน้อย

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED