“ในเมื่อไม่มีใครต้องการหนู ไม่อยู่แล้วก็ได้ค่ะ จะได้ไม่ต้องขวางหูขวางตาใครต่อใคร”
สาวน้อยวัยสิบแปดปีวิ่งร้องไห้เข้าไปในห้อง เมื่อผู้เป็นแม่เลี้ยงใส่ความว่าตนเอาแต่เที่ยวเล่นไม่ช่วยงาน วิรดากับรุจิราพี่สาวต่างแม่
พ่อของเธอจะไปรู้อะไร ว่าลูกสาวอยู่ในบ้านหลังนี้ไม่ต่างจากซินเดอเรลลา ถูกโขกสับกลั่นแกล้งสารพัด ต่อหน้าทำเป็นดี รักใคร่หวานชื่น
ลูกขวัญ อย่างนั้นลูกขวัญอย่างนี้ น้องรุ้งอย่างนั้น น้องรุ้งอย่างนี้ แต่พอลับหลังเท่านั้นกลับถูกใช้งานเยี่ยงทาสในเรือนเบี้ย
รุ้งขวัญจึงเกลียดนักเกลียดหนากับละครทีวีน้ำเน่าของประเทศไทย เมื่อไหร่ก็เอาเรื่องเดิมมาสร้างใหม่ฉายวนซ้ำอยู่นั่นแหละ ไม่รู้จะสนุกอะไรกันนักหนา ชอบใจหรือไงที่เห็นนางเอกอ่อนแอไม่มีทางสู้ ไม่มีปัญญาทำอะไรเอาแต่ร้องห่มร้องไห้เรียกน้ำตาจากพระเอก
กระเป๋าเดินทางใบเล็กถูกทุ่มไว้บนเตียง รุ้งขวัญหยิบฉวยข้าวของของตัวเองที่มีอยู่น้อยนิดใส่กระเป๋าอย่างลวก ๆ เสื้อผ้ามีแค่ชุดชั้นในกับชุดนอนเท่านั้นที่เป็นของเธอ นอกนั้นล้วนเป็นของมือสองของรุจิราแทบทั้งสิ้น
เด็กสาวรื้อที่นอนออก แงะฝากระดาน ควานหากระปุกออมสินที่ซ่อนค่าขนมไว้ข้างใต้จากรุจิรา ที่ชอบเข้ามาซอกซอนสอดส่องเรื่องส่วนตัวของเธอไปเสียทุกเรื่อง พอกันที...ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ที่เธอจะมาเหยียบที่นี่อีก
ดำรงชัย พ่อของเธอเรียกแกร็บคาร์เจ้าประจำให้แล้วก็ปลีกตัวไปหลังบ้านทันทีด้วยความโกรธและเสียใจ ปล่อยให้แม่เลี้ยงกับพี่สาวมหาภัยยืนกอดอกเยาะเย้ยอยู่หน้าบ้าน
“ไปดีมาดีนะจ๊ะรุ้งขวัญ” แม่เลี้ยงกล่าวให้พร
“แต่ถ้าจะให้ดีก็ไปแล้วไปลับไม่ต้องกลับมาเลย” รุจิราสำทับอย่างหน้าระรื่น
สาวน้อยเชิดคอสะบัดหน้าใส่ ลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปเฉียดคนทั้งสอง
“โอ๊ย! นังนี่หนิ" พี่สาวคนละแม่ร้องลั่นเมื่อล้อลากบดเข้ากับเท้างามของหล่อน
“เมื่อหนูไม่อยู่แล้ว ก็ขอให้มีความสุขกันทั้งแม่ทั้งลูกนะคะ” รุ้งขวัญเปิดประตูรถด้านหลังหันมากล่าวลาก่อนไป
“แน่นอน” วิรดาตอบ
สาวน้อยยิ้มเยาะ ทีนี้พ่อจะได้รู้เสียทีว่าการไม่มีเธออยู่มันเป็นยังไง
วิรดาเป็นคนเกียจคร้านงานบ้านไม่ทำ รุจิราก็ไม่ต่างจากแม่ แม้แต่ชุดชั้นตัวเองยังไม่ซักเลย เวลาหญิงสาวหายไปสองแม่ลูกรู้สึกสบายอกสบายใจแต่ไม่สบายกาย แล้วสักพักแม่เลี้ยงก็จะพูดเสียงอ่อนเสียงหวานให้พ่อตามเธอกลับมาอยู่บ้านอีก
‘คิดถึงลูกขวัญจังเลยค่ะ ทำไมไปอยู่บ้านนั้นนานจังเลยคะ’
‘นั่นสิคะคุณพ่อ หนูก็คิดถึงน้องเหมือนกัน’ รุจิราพูดเมื่อทนทำงานบ้านมาหลายวันแล้วจนมือด้าน
‘ก็คงอยากจะอยู่กับแม่นาน ๆ มั้ง’
‘ไปเยี่ยมเป็นบางครั้งได้แต่อย่าให้อยู่นานเลยค่ะ ลูกขวัญหน้าตาน่ารัก โตเป็นสาวขึ้นทุกวัน’
‘ไม่เป็นไรหรอกมั้ง คุณอย่าคิดมาก ทางนั้นเขาก็มีลูกสาวเหมือนกัน’
‘ลูกสาวเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกันค่ะ ยัยขวัญไม่ใช่ลูกจริง ๆ ของเค้าซักหน่อย ไม่เคยเห็นข่าวหรือคะ เดี๋ยวก็ลุงข่มขืนหลาน เดี๋ยวก็ลูกพี่ลูกน้องข่มขืนกัน และยังมีแม่แท้ ๆ ที่รู้เห็นเป็นใจให้พ่อเลี้ยงมีอะไรกับลูกตนอีก เห็นข่าวพวกนี้แล้วฉันรับไม่ได้จริง ๆ เลยค่ะ’
‘นภาเขาไม่ใช่คนอย่างนั้น เขารักรุ้งขวัญมาก’
‘ฉันรู้ค่ะว่ายัยนภาไม่ใช่คนอย่างนั้น แต่คนอื่นฉันไม่รู้ด้วยหรอกค่ะ หรือคุณรู้จักคุณประชาเขาดีคะ’
‘เฮ่อ! เอาล่ะ เอาล่ะ เดี๋ยวผมโทรตามให้ก็แล้วกัน’
ดำรงชัยตัดบท มองไม่เห็นสองแม่ลูกที่แอบลอบส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้แก่กันและกัน
ดำรงชัยกับนภาตกลงแต่งงานกัน แต่กลับพบว่าทั้งสองมีบางเรื่องที่เข้ากันไม่ได้ ไม่เหมือนกับวิรดาเพื่อนรักเพื่อนสนิทของนภา แล้วเรื่องวุ่นวายของหนึ่งชายสองหญิงก็เกิดขึ้น เมื่อ
วิรดาดันท้องก่อนนภา ได้ลูกสาวมาเป็นโซ่ทองคล้องใจก่อนเมียตบเมียแต่งเสียอีก
หลังจากนั้นไม่นานนภาก็ท้องตาม เธอหวังว่าเด็กคนนี้จะเป็นลูกชาย แต่ในเมื่อไม่ใช่ เธอก็รักลูกสาวคนนี้เหมือนกันและรักมากด้วย มากจนกลายเป็นเกลียดชังวิรดากับรุจิราเข้าไส้
เจ้าหล่อนขอหย่าขาดจากสามี แต่ดำรงชัยไม่ยอมเซ็นใบหย่าให้ หากภรรยาคิดจะยึดครองบุตรสาวเป็นของตนเพียงคนเดียว ดังนั้น รุ้งขวัญจากเด็กสาวธรรมดาจึงกลายเป็นลูกครึ่งไปโดยปริยาย ครึ่งหนึ่งเป็นลูกของนภา ส่วนอีกครึ่งเป็นลูกของดำรงชัยและต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างบ้านสองหลังนี้
ดูเผิน ๆ เหมือนเธอโชคดี มีทั้งพี่สาว น้องสาว และมีบ้านสองหลังให้อยู่อาศัย แต่ใครเลยจะรู้ว่ารุ้งขวัญไม่ได้เป็นสมาชิกของครอบครัวใดเลย
เป็นส่วนเกินของวิรดากับลูกสาว เป็นเนื้องอกของประชาสามีใหม่ของแม่
...ไม่มีที่ใดเลยที่รุ้งขวัญจะสามารถเรียกว่าบ้านของเธอได้จริง ๆ
ฮอนด้าซิตี้สีเทาวิ่งเข้าไปสุดซอยตันและจอดสนิทตรงหน้าประตูอัลลอยสีน้ำเงินเข้ม เด็กสาวกล่าวขอบคุณคนที่มาส่งแล้วกดออดประตูเรียกหาคนข้างใน
“นังอรไปดูซิใครมา...นังอร!...นังอร! ไปไหนของมันอีก ตกส้วมตายเสียแล้วมั้งอีนี่ บ้านตัวเองไม่รู้จักขี้ชอบมาขี้บ้านคนอื่น”
เจ้าของบ้านยันตัวลุกจากการนอนกลางวันอย่างเกียจคร้าน เดินไปหน้าบ้านเห็นกระเป๋าเดินทางแบบลากวางคู่กับปลายเท้าของใครคนหนึ่งที่ยืนลับเสาประตูอยู่ก็นึกว่าเป็นพนักงานเร่ขายของ กะจะด่าเปิงให้กระเจิดกระเจิงเสียหน่อย
หนอยแน่ เห็นกูเป็นคนแก่คิดจะมาต้มตุ๋นหลอกลวงเดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวจะได้รู้ฤทธิ์คนอย่างอีนวล คนแก่อย่างกูไม่เคยเสียรู้ใครง่าย ๆ หรอก
“ยาย...ยาย ฮือ ๆ”
รุ้งขวัญร้องไห้โผเข้ากอดญาติผู้ใหญ่ทันทีอย่างสุดระงับ น้ำตาไหลออกมาเป็นสายคล้ายเด็กอนุบาลกลัวการไปโรงเรียนวันแรก
“โอ๋ ๆ ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร หลานรักของยาย ไปเข้าบ้านกันก่อน”
สาวน้อยเช็ดน้ำตาป้อยลากกระเป๋าเข้าบ้านเดินตามยายที่จับจูง แล้วก็นั่งเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟัง
“กูว่าแล้วเชียวอีงูพิษวิรดา ทำกับลูกกูไม่พอมาทำกับหลานกูอีก เสียดายที่เคยให้มันมากินมานอนบ้านนี้ ไม่ต้องกลับไปบ้านหลังนั้นให้มันโขกสับอีกแล้ว อยู่กับยายนี่แหละ หลานคนเดียวยายเลี้ยงได้”
ยายนวลอดีตผู้ดีปลายแถวเจ้าของตลาดและห้องเช่าจากสมบัติเก่าของตระกูล หยิบพัดออกมาพัดอย่างหัวเสีย
“เปิดพัดลมซินังอร กูหัวร้อนเหลือเกิน”
แม่บ้านที่อยู่ด้วยกันมานานลุกไปเปิดพัดลมพร้อมกับเข้าไปรินน้ำเย็นในครัวมาสองแก้ว
“น้ำใบเตยเย็น ๆ กินแล้วชื่นใจค่ะหนูขวัญ”
“ขอบคุณค่ะป้าอร”
“มาอยู่กับคุณยายก็ดีเหมือนกัน ยายนวลจะได้ไม่เหงา มีหลานสาวมาอยู่ด้วยคงรู้จักอยู่ติดบ้านบ้าง”
“อะไรอีนังอร กูไปทำงานของกูหรอก” ตะคอกใส่เสียงฉุน
“ค่ะ ค่ะ ทำงานก็ทำงานค่ะ” ป้าอรรับอย่างรู้ทัน
“งั้นเดี๋ยวป้าขึ้นไปจัดห้องนอนให้ก่อนนะคะ คุณหนูอยากได้อะไรเพิ่มก็บอกคุณยายแล้วกัน หอบผ้าหอบผ่อนหนีมาแค่นี้เอง”
“ค่ะ”
“ไม่ต้องขนเอาอะไรของมันมาหรอก เดี๋ยวนังนั่นมันจะตามมาทวงอีก ไป...ไปตลาดกับยาย อยากได้อะไรชี้เอาเลย”
“โอ้โห! ยายนวลขี้ตืดคงเหลือแต่ชื่อ คุณหนูเหมามาหมดทั้งร้านเลยนะคะ” สาวใหญ่รุ่นลายครามยุ
“อย่าว่าแต่ทั้งร้านเลย จะเหมามาหมดทั้งตลาดเลยก็ยังได้”
“ไม่ต้องถึงขาดนั้นหรอกค่ะคุณยาย”
สาวน้อยตอบหน้าตาแช่มชื่นเบิกบานคลายความเศร้าใจลงได้บ้าง
“คุณยายคะ หนูยังไม่ได้บอกใครเลยค่ะว่าหนูหลบมาอยู่ที่นี่”
“ไม่ต้องบอกใครทั้งนั้นแหละ ดูซิว่าจะรู้ตัวกันเมื่อไหร่ว่าลูกสาวหายไปทั้งคน”
“แม้แต่กับแม่หรือคะ?”
“ใช่ ปล่อยพวกมันตามหากันเอง”
“จะดีหรือคะ?”
“ดีสิ ลองดูซิว่าพวกมันจะรู้ตัวเมื่อไหร่กัน พนันกับยายไหมล่ะว่าเดือนหนึ่งก็ยังไม่เอะใจกันหรอก”
ยายนวลท้าทายอย่างมีชัย
“หนูไม่มีอะไรพนันกับยายหรอกค่ะ”
“มีสิ” ฉีกยิ้มอย่างมีเลศนัยบางประการ
“อะไรหรือคะ?”
“เปลี่ยนมาใช้นามสกุลยายไง”
สองยายหลานหายไปด้วยกันเกือบเย็นก็นั่งสามล้อถีบคนละคันกลับมาพร้อมข้าวของพะรุงพะรัง ป้าอรที่กำลังเตรียมตัวกลับบ้านจึงพูดหยอกขึ้นมาอีก
“โอ้โห! วันนี้แม่ค้าคงดีใจยิ่งกว่าถูกหวย ยายนวลเล่นเหมามาหมดไม่เผื่อแผ่ลูกค้าคนอื่นเลย”
“อย่าเว่อร์ จะกลับไปรับหลานก็รีบกลับไป”
“ป้ากลับก่อนนะคะคุณหนู พรุ่งนี้มาใหม่ ทำเมี่ยงปลาเผากับบัวลอยไข่หวานไว้ให้แล้ว เผื่อยายหลานอยากฉลองกันสองคน”
“ขอบคุณค่ะป้าอร พรุ่งนี้เจอกันค่ะ”
รุ้งขวัญยกมือขึ้นทำความเคารพแม่บ้านเจ้าประจำ ไปเช้าเย็นกลับ ที่อยู่ดูแลยายนวลมามากกว่าสิบปีตั้งแต่ทำมาหากินเลี้ยงลูกจนกลายมาเป็นทำมาหากินเลี้ยงหลานตาดำ ๆ ถึงสองคน
“ไป! เข้าบ้านกันหลานรัก”
“ค่ะ คุณยาย”
เช้าวันใหม่
หลังทานอาหารแล้ว สาวน้อยก็ออกมาเดินเล่นสำรวจรอบบริเวณบ้านที่เคยมาอาศัยอยู่ไม่นานตอนที่แม่หย่ากับพ่อใหม่ ๆ หลังจากนั้นไม่นาน นายประชาแฟนเก่าก็เข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิตนภาและตัดสินใจตกลงแต่งงานกันในครึ่งปีให้หลัง
แปลกที่ตอนนภาอยู่กับดำรงชัยไม่ยักจะท้องเสียที แต่พอมาเจอนายประชาเข้าท้องไวยังกับอะไรดี และก็ได้ลูกสาวสุดน่ารักมาเป็นโซ่ทองคล้องใจอีกหนึ่งคน
ดังนั้นแล้วสามใบเถาเลือดคนละสายอย่าง รุจิรา รุ้งขวัญ และรจนาจึงมีอายุห่างกันเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นเอง
“คุณหนูมาแย่งงานป้าอย่างนี้เดี๋ยวยายนวลก็ได้ไล่ป้าออกหรอกค่ะ นู่น! ไปนวดเส้นนวดสายให้คุณยายดีกว่า ทำงานหนักนั่งทั้งวันจนเส้นยึดไปหมดแล้ว”
แม่บ้านและหลานสาวหัวเราะคิกคักกันสองคน เว้นแต่หญิงชราที่นั่งหน้าตึงกับคำล้อเลียน
“ยายขวัญมานวดให้ยายดีกว่า ไม่ต้องไปช่วยมัน เดี๋ยวถูกไล่ออกแล้วจะไม่มีเงินเลี้ยงหลาน”
พูดประชดประชันทำตาขวางใส่เพราะอยู่กันมานานจนกลายเป็นเจ้านาย - ลูกน้องคู่กัดกันแทน
เมื่อหลานสาวคนสวยเอาอกเอาใจยาย โดยการนวดคลายเส้นให้จนหลับใหลขึ้นไปเฝ้าพระอินทร์เรียบร้อยแล้วจึงว่างงาน ครั้นจะขึ้นไปนอนดูซีรีส์ข้างบนก็รู้สึกเบื่อ
อยู่ที่นี่สบายนัก แตกต่างจากตอนอยู่กับวิรดาและรุจิรา เดี๋ยวคนแม่ก็เรียก เดี๋ยวคนลูกก็เรียก แต่ถ้าวันไหนที่พ่ออยู่บ้าน วันนั้นมันจะกลายเป็นวันพักผ่อนของเธอไปโดยปริยาย แล้วแม่เลี้ยงใจร้ายก็ถือโอกาสใส่ความว่าเธอไม่เคยแตะต้องงานบ้าน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลูกสาวคนโปรดอย่างรุจิราเพียงคนเดียว
‘ไม่รู้ว่านภาสอนลูกยังไง ทำตัวแบบนี้ไม่ดีเลยนะคะ เดี๋ยวจะติดเป็นนิสัย โตขึ้นไปทำงานที่ไหนก็ลำบาก วิก็พยายามสอนพยายามบอกอยู่เหมือนกัน เลี้ยงเหมือนยายวานั่นแหละค่ะ รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี แต่กลัวว่ายัยขวัญจะไม่เข้าใจในความหวังดีเพราะยังเด็ก คิดแต่ว่าวิเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายคอยแต่หาเรื่องกลั่นแกล้ง โธ่! นภาก็เป็นเพื่อนวินะคะ ลูกวิก็เหมือนลูกนภา ลูกนภาก็เหมือนลูกวินั่นแหละค่ะ’
ภรรยาพูดกรอกหูอย่างนั้นและลืมคำสำคัญไปอีกประโยคหนึ่งที่ว่า สามีนภาก็เหมือนสามีวิรดาด้วยเช่นกัน
แมวน้อยวัยกระทงลายขาวดำ เดินนวยนวดอยู่บนขอบกำแพงปูน ทำให้แววตารุ้งขวัญเปล่งประกายเจิดจ้าดีใจอย่างมากที่จะมีของเล่นแก้เซ็งแล้ว เลยพยายามเข้าไปใกล้เพื่อจะขอผูกมิตรไมตรีด้วย
“เมี๊ยว ๆ เมี๊ยว ๆ”
“เมี๊ยว ๆ เมี๊ยว ๆ มาทางนี้สิจ๊ะ มาทางนี้”
ส่งเสียงเรียกไป พร้อมย่างอย่างช้า ๆ ไม่ให้มันตกใจตื่น แต่เจ้าเหมียวกลับหยุดนิ่งมองจ้องหน้าทำท่าระวังภัย แล้วรีบกระโดดผลุงหายเข้าไปในซอกกำแพง
“อ้าว! จะรีบไปไหนซะล่ะเจ้าแมวน้อย”
รุ้งขวัญวิ่งตามไปดู พอเข้าไปใกล้เห็นว่า กำแพงหลังบ้านของคุณยายทรุดและแตกร้าวเป็นรูโหว่กว้างขนาดลอดตัวผ่านได้ จึงลองชะโงกหน้าเข้าไป และได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊งดังไม่ไกลนัก
ตัดสินใจย่อ มุดตัวไปอีกฝั่งซึ่งมีต้นเฟื่องฟ้ารกครึ้มขวางทางจากกิ่งก้านใบ ถึงจะยากต่อการผ่านแต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับเธอแต่อย่างใด ได้ยินเสียงกังวานใสที่คิดว่าเป็นกระดิ่งจากปลอกคอจึงเดินไปตามทาง พบศาลาท่าน้ำหลังคามุงจากสร้างยื่นล้ำเข้าไปในลำห้วย มีโมบายห้อยอยู่ด้านข้างที่ทำให้เธอเข้าใจผิดว่าเป็นเสียงจากปลอกคอแมว
รุ้งขวัญนึกชอบใจ เข้าไปนั่งเล่นชมวิวทิวทัศน์ของยอดไม้ใหญ่ที่ไหวตามแรงลมจากฝั่งตรงกันข้าม และมองใบไม้ที่ปลิดปลิวร่วงหล่นอยู่บนผิวน้ำลอยเอื่อยไปตามกระแส นั่งเพลิดเพลินอยู่นานจนลืมจุดประสงค์ตอนแรกที่ทำให้โผล่มายังสถานที่แห่งนี้ พอนึกขึ้นได้ก็รีบลุกเดินขึ้นเนินไปตามหาลูกแมวอีกรอบ
“เมี๊ยว ๆ เมี๊ยว ๆ”
ซ่า!!
“ว๊าย! อะไรกันนี่”
สาวน้อยสะดุ้งตกใจเมื่อถูกน้ำในห้วยสาดใส่โครมใหญ่อย่างไม่ทันตั้งตัว รีบลุกขึ้นยืนเหนือต้นกะเพราด้วยเนื้อตัวเปียกมะลอกมะแล่ก เห็นคนแปลกหน้ายืนทำหน้าตกใจเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยแล้วเปล่งน้ำเสียงแหบห้าวออกมา
“โทษทีนึกว่าแมวจร”
“โทษทีนึกว่าแมวจร”
พูดเสร็จก็หันหลังกลับไปรดน้ำแปลงผักของตนต่ออย่างเฉยเมย ไม่สนใจว่าผู้บุกรุกหน้าใสคนนี้โผล่เข้ามาได้อย่างไร
ถึงแม้เขาจะอยู่อาศัยที่นี่มานานหลายปี ใช้เป็นที่ซุกหัวนอนและประกอบอาชีพปลูกผักขายเลี้ยงตัว แต่ที่ดินเล็ก ๆ ผืนนี้ก็ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ครอบครองโดยตรง เพราะแต่เดิมมันคือพื้นที่สาธารณะ ที่รกเรื้อไปด้วยป่าละเมาะและกองขยะ ด้านหน้าแคบประมาณหนึ่งช่วงตัวขนาดรูหมาผ่านแต่เนื้อที่ด้านในกว้างไปจรดตลิ่งจากการถูกสายน้ำพัดพาเอาตะกอนมาทับถมกันจนกลายเป็นที่ดินดอน
คนจรหมอนหมิ่นเช่นเขา มาเจอที่แห่งนี้เข้าด้วยความบังเอิญ จึงนึกจะตั้งหลักปักฐานโดยการสร้างเพิงเล็ก ๆ ไว้คุ้มหัวนอน แล้วเริ่มเก็บกวาดแผ้วถางไปทีละเล็กทีละน้อยจนโล่งเตียน หาหน่อกล้วยมาปลูกบังทางเข้าเพราะไม่สามารถล้อมรั้วได้ เก็บขยะและปลูกผักขายมานานหลายปี จนมีเงินเก็บมากพอจะซื้อบ้านน็อคดาวน์ราคาถูก ๆ มาติดตั้งแทนเพิงนอนเก่า ๆ ใช้เวลาแค่สองวัน วิมานบนดินก็สำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง ขอต่อไฟมาจากข้างบ้าน ซึ่งยายนวลก็ไม่เคยเก็บเงิน เขาจึงหมั่นเอาผักไปตอบแทนให้อยู่บ่อย ๆ
อาศัยใช้น้ำอุปโภคจากถังน้ำฝนที่สำรองไว้ ส่วนน้ำดื่มและประกอบอาหารก็ไปกดมาจากตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติหน้าปากซอย ข้าวปลาอาหารก็ไม่เปลืองมาก นึ่งผักต้มกินกับน้ำพริกทุกวัน บางวันก็ได้ปลาที่ดักมาจากลำห้วย นาน ๆ ทีถึงจะซื้อเนื้อหมูเนื้อไก่มาทำกินบ้าง
เขาอาศัยอยู่ที่นี่ตัวคนเดียวมาเนิ่นนาน ไม่มีครอบครัว ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงมาเยี่ยมเยือน สมัยมาอยู่ใหม่ ๆ อาจจะมีบ้างที่รู้สึกเหงาและนึกถึงคืนวันเก่า ๆ ที่ผ่านมา แต่อดีตมันก็คืออดีต ล่วงผ่านไปแล้วก็ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ นึกไปก็พาลแต่จะเจ็บปวดใจเปล่า ๆ จึงสรรหากิจกรรมมาทำมากมายไม่ให้ตนฟุ้งซ่าน ทุ่มเทให้กับแปลงผักสวนครัวอย่างเอาจริงเอาจัง ขยันทำมาหากิน จากนั้นชีวิตของชายโฉดจึงไม่รู้จักกับคำว่าเหงาอีกต่อไป
รุ้งขวัญกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะน้ำที่สาดมานั้นค่อนข้างมีกลิ่นนิดหน่อย โชคดีที่ไม่เจอผู้ใหญ่ทั้งสอง ไม่งั้นเธอคงตอบไม่ถูกว่าไปเปียกน้ำที่ไหนมา
ดูซิ! เพิ่งมาอยู่กับคุณยายได้แค่วันเดียวก็จะมาสร้างเรื่องปวดหัวให้เสียแล้ว ดันถือวิสาสะบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ของคนอื่น ถ้าถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมยขึ้นมาจะทำยังไง
สาวน้อยนั่ง ๆ นอน ๆ ด้วยใจไม่เป็นสุข กลัวคุณลุงคนนั้นจะมาปรากฏตัวที่หน้าประตูบ้านคุณยาย แล้วฟ้องเรื่องที่เธอแอบเข้าไปในที่ของเขาโดยพลการ แต่เมื่อผ่านไปหลายวัน สิ่งที่คิดไปเองนั้นก็ไม่เกิดขึ้นมา
ดวงตะวันอ่อนแสงราลง มือหยาบกร้านพักงานที่ทำอยู่ตรงหน้า หยิบหมวกสานปีกกว้างสวมศีรษะ หิ้วถังสีเก่า ๆ คู่ใจไปยังลำห้วยเพื่อหิ้วน้ำขึ้นมารดแปลงผัก เดินไปมาอยู่สองสามรอบจึงสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง ที่ตะคุ่มอยู่ตรงกลางศาลาท่าน้ำ เขาทำหน้าเคร่ง คิ้วขมวดแล้วบ่นออกมาเบา ๆ
“ใครสั่งใครสอนให้มานอนตากผ้าอ้อม ”
สาวน้อยงัวเงียตื่นขึ้นหลังจากลอบเข้ามานั่งเล่นตั้งแต่บ่ายแก่ ๆ แล้วเผลอหลับไปเพราะความร่มรื่นจากสายลมและเสียงนกร้องจนถึงเย็น
เธอลุกขึ้นมาทำตาขีดปรือหันไปตามเสียงบางอย่าง เห็นเจ้าของบ้านตักน้ำขึ้นลงอย่างขะมักเขม้น จึงลุกเดินตามไปดูห่าง ๆ แล้วทำท่าขยับเข้าไปใกล้ทีละนิดด้วยความสนใจ แต่ทว่าเจ้าของบ้านกลับทำเหมือนเธอเป็นวิญญาณไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น พอรอบสุดท้ายเธอก็รีบฉวยบัวรดน้ำมาไว้ในมือพร้อมพูดว่า
“ให้หนูช่วยนะคะ”
ชายสูงวัยเงยหน้าจ้องมองคนตาใสที่พยายามส่งยิ้มมิตรภาพมาให้
เด็กสาวแปลกหน้าโผล่มาจากไหนไม่รู้ วางบัวรดน้ำลงกับพื้นพร้อมนั่งยองเตรียมท่ารอ เขาจึงเทน้ำจากถังใส่บัวให้อย่างเต็มปรี่จนล้นด้วยนึกอยากจะแกล้ง แต่คนตัวเล็กกลับไม่ได้รู้สึกอะไรใช้สองมือยกบัวขึ้นมารดน้ำแปลงผักอย่างสนุกสนาน
“หนูชื่อรุ้งขวัญค่ะ เป็นหลานยายนวล เพิ่งมาอยู่ด้วยได้ไม่นาน” เสียงหวานใสร่าเริงแนะนำตัวเองออกไป
“วันนั้นหนูตามเจ้าแมวเหมียวมาค่ะ ก็เลยมาโผล่ที่นี่ คุณลุงคงไม่คิดว่าหนูจะเข้ามาขโมยอะไรหรอกนะคะ”
“ ที่ศาลาริมน้ำบรรยากาศดีมาก หนูก็เลยเผลอหลับไป วันหลังหนูขอมานั่งเล่นอีกบ่อย ๆ จะได้ไหมคะ?”
รุ้งขวัญพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดโดยที่ชายสูงวัยไม่พูดอะไรด้วยสักคำ เขานั่งยอง ๆ ลงตั้งหน้าตั้งตาถอนวัชพืชออกจากแปลงผักของตัวเองโดยไม่สนใจอยากจะเสวนาและผูกมิตรไมตรีกับเพื่อนบ้านตัวน้อยคนนี้ เธอจึงทำหน้าจ๋อยแล้วเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ
วันต่อมา หลังทานอาหารเที่ยง สาวน้อยก็มาเมียงมองตรงรั้วหลังบ้านอีกครั้ง ครุ่นนึกว่าจะขึ้นไปนอนเล่นโทรศัพท์เหมือนเดิมข้างบนหรือลอบเข้าไปนั่งเล่นริมน้ำอีก ทั้ง ๆ ที่เจ้าของเขาไม่สู้เต็มใจนัก
คิดไปคิดมาจึงลองชะโงกหัวออกไปอีกและได้ยินเสียงเพลงลูกทุ่งจากวิทยุทรานซิสเตอร์แว่วลอยมา จึงชักขาถอยหลังกลับ วิ่งเข้าไปในบ้านครู่เดียวก็ออกมาใหม่พร้อมกับจานชมพู่ในมือ สำหรับการเชื่อมไมตรีระหว่างเพื่อนบ้าน
สาวน้อยประคองจานคลานออกไปอย่างระมัดระวัง และนำไปวางลงตรงหน้าชายสูงวัยที่นั่งชันเข่าพิงเสาทำงานอยู่มือเป็นระวิง
“สวยจังเลยค่ะ คุณลุงทำเก่งจังเลย”
เขยิบเข้าไปใกล้ เปลี่ยนเป็นนั่งท่าขัดสมาธิมองมือหยาบกร้านที่สานกระเป๋าหวายอยู่ด้วยความคล่องแคล่ว
“ใบเท่าไหร่คะ? หนูอยากได้”
“มีเจ้าของแล้ว”
ตอบเย็นชาโดยไม่เงยหน้ามามองแม้แต่นิดเดียว รุ้งขวัญจึงนั่งเงียบมองด้วยความสนใจเป็นนานโดยไม่รู้จะชวนคุยอะไรต่อ จากนั้นจึงเขยิบตัวถอยห่าง หันหลังนั่งพิงเสาดูธรรมชาติฝั่งตรงข้าม
สายตาของผู้อาวุโสที่ผ่านโลกและอาบน้ำร้อนมามากกว่า แอบชำเลืองมองจากทางด้านหลังแล้วรีบหลุบตาลงต่ำตามเดิม ก่อนที่เธอจะเอี้ยวตัวหันกลับมายื้อผลไม้ปอกที่ตนนำมาไปทั้งจาน แล้วเคี้ยวหงับ ๆ นั่งฟังเพลงอยู่อย่างเงียบ ๆ
ชายหญิงต่างวัย นั่งคนละมุมอยู่ในโลกส่วนตัวของใครของมันเป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยไม่รู้สึกเกร็งหรืออึดอัดแต่อย่างใด มันช่างเป็นเรื่องแปลกประหลาดเหมือนกัน ที่ต่างพบเจอไม่นาน รู้จักกันได้ไม่มากพอ แต่กลับอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายอารมณ์ จนเมื่อถึงเวลา เขาก็ปิดวิทยุเก็บอุปกรณ์การทำงานเดินกลับเข้าไปในบ้าน สาวน้อยรู้งานดีวิ่งตามตูดขึ้นไปติด ๆ แล้วคว้าบัวรดน้ำเดินตามหลังลงมาที่ตลิ่งต้อย ๆ ช่วยรดน้ำผักจนเสร็จแล้วก็นั่งยอง ๆ ลงทำท่าจะถอนวัชพืชในแปลงต่อ
“ไม่ต้องหรอกมันเลอะเทอะ”
“หนูทำได้ค่ะ หนูอยากทำ”
“กลับบ้านไปได้แล้วเดี๋ยวยายเป็นห่วง”
“ยายไม่ห่วงหรอกค่ะ เพราะยายไม่อยู่”
เขานึกอยากจะเขกกะโหลกใส่เด็กดื้อด้านคนนี้เหลือเกินจริง ๆ ให้ตายเถอะ
“กลับไปได้แล้วไป เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”
“คุณลุงอนุญาตให้หนูมาเที่ยวเล่นที่นี่บ่อย ๆ ได้แล้วใช่ไหมคะ?”
อนุญาตหรือไม่อนุญาตไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน คิดในใจแล้วก็ตอบออกไปเพียงสั้น ๆ “อื้อ”
“งั้นวันนี้หนูกลับก่อนนะคะ พรุ่งนี้จะมาเที่ยวใหม่ ลาล่ะค่ะ”
ยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่าด้วยความอ่อนน้อม เป็นกิริยาที่น่ารักน่าเอ็นดูพลอยทำให้หัวใจที่หยาบกร้านและท่าทางแข็งกระด้างอ่อนลง เพราะไม่เคยมีใครให้เกียรติชายจน ๆ แบบนี้มาก่อน เขามองเธอเดินลงไปหยิบจานในศาลาแต่ไม่มีทีท่าที่จะกลับขึ้นมาแต่อย่างใด จึงตามไปดูและก็ได้พบช่องทางเล็ก ที่สาวน้อยใช้โผล่มาที่นี่ในตอนกลางวันได้อย่างกับผีหลอก
รุ้งขวัญมาในเวลาเดิมกับเมื่อวาน พร้อมกับถ้วยใส่ขนมปี๊บ
วันนี้เธอไม่ค่อยชวนคุยเท่าใดนัก เพราะเมื่อวานถามอะไรไปชายสูงวัยก็ไม่ตอบ จึงนั่งเล่นเดินเล่นอยู่บริเวณใกล้ ๆ ไปตามประสา พอถึงเวลาก็กระตือรือร้นหยิบถังสีพร้อมขันน้ำพลาสติกลงไปริมห้วยก่อน
ชายสูงวัยที่เอาของเข้าไปเก็บในตัวบ้านก็เดินตามมายืนเท้าสะเอวมองแล้วพูดว่า
“ตักใส่เต็มขนาดนั้นหิ้วไหวหรือ?”
สาวน้อยเพิ่งรู้ตัวเพราะจ้วงน้ำใส่ด้วยความเพลิดเพลินไม่ทันนึกว่ามันจะหนักจึงตักน้ำออกให้เหลือเพียงครึ่ง แล้วใช้สองมือหิ้วหูจับขึ้นมา ด้วยความที่กลัวคุณหนูแสนซนจะลื่นล้มจนเจ็บตัว ผู้อาวุโสจึงยื่นมือออกไปรับเอง
“เอามานี่”
บังเอิญมือที่ฉกตรงหูหิ้วสัมผัสเข้ากับหลังมือนวลเนียนแผ่วผิวโดยไม่ตั้งใจ แค่นั้นเอง แม้จะเล็กน้อยและรวดเร็ว แต่ทว่าได้ก่อกระแสไฟประหลาดพุ่งวาบขึ้นมาในความรู้สึกของใครบางคนอยู่เป็นนานเกือบนาที
“ไม่เรียนหนังสือหรือ?”
ชายสูงวัยอดไม่ได้ ที่จะถามแขกไม่ได้รับเชิญออกมาในเย็นวันหนึ่ง
“หนูเรียนจบแล้วค่ะ กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนี้ปิดเทอมอยู่”
เขามองสาวน้อยตรงหน้า ที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนกำลังเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ถ้าบอกว่าเป็นเด็กอนุบาลหรือประถมยังดูจะเข้าท่ากว่าเสียอีก ก็เล่นนั่งคุยกับสรรพสัตว์ในแปลงผักอย่างสนิทสนมขนาดนี้
‘นี่แหนะ ๆ ออกไปนะ ไม่ต้องมาอยู่ที่นี่เลย’
‘แกอย่าตะกละกินผักของคุณลุงจนหมดนะ’
‘อุ๊ย! ทำไมตัวเล็กน่ารักจังเลยอะ’
‘อี๋ย์! ไปนะเจ้าสัตว์อุบาทว์ฉันไม่ชอบแก’
‘นี่แกเป็นตัวอะไรน่ะ ทำไมหน้าตาประหลาดอย่างนี้’
‘กระดึ้บ กระดึ้บ มีปัญญาไปได้แค่นี้เองเหรอ ฮ่า ฮ่า’
ดวงตาคมเข้มแต่ทว่าค่อนข้างหม่นแสงนั้น จ้องมองตรงพุ่มเฟื่องฟ้าติดรั้วหลังบ้านของยายนวล ที่หลานสาวจอมแก่นแอบมุดออกมาหนีเที่ยวโดยหญิงชราไม่รู้ตัวเลย
ขณะกำลังคิดอยู่ว่าจะจัดการซ่อมแซมปิดรอยโหว่นี้อย่างไรดี ก็ได้ยินเสียงดังมาจากอีกฟากพร้อมเสียงใสทักทายมาก่อนตัว
“คุณลุงมารอหนูหรือคะ?”
ชายสูงวัยถอนหายใจก่อนจะหันหลังเดินกลับไป
“ว๊าย! คุณลุงช่วยด้วย โอ๊ย! หนูติดออกไม่ได้”
รุ้งขวัญร้องโวยวาย มือหนึ่งถือหนังสือ อีกมือหนึ่งถือขนม คอเสื้อยืดถูกกิ่งไม้เกี่ยวรั้งไปข้างหลัง และเขาจำเป็นต้องช่วยเหลืออย่างช่วยไม่ได้
มือใหญ่ยื่นออกไป สายตาของเขาไม่ได้ฝ้าฟางเกินจนมองไม่เห็นผิวขาวนวลเนียนที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้า ความคิดชั่วช้าที่อยากจะสัมผัสลูบไล้ไหล่มนปรากฏแวบขึ้นมาเสี้ยววินาที ก่อนที่มือนั้นจะเลยผ่านไปปลดเสื้อออกจากกิ่งไม้ข้างหลังให้เธอหลุดพ้นเป็นอิสระ
“ขอบคุณค่ะ นี่! หนูเอามาฝาก เมื่อเช้าไปตลาดกับคุณยายมาค่ะ”
ยื่นขนมเทียนสอดไส้ให้เพราะเห็นว่าคุณลุงไม่แตะของที่เธอนำมาก่อนหน้านี้เลย จึงคิดว่าเขาน่าจะชอบขนมไทยแบบนี้มากกว่า
รุ้งขวัญนั่งอ่านนิตยสารแฟชั่นเล่มใหญ่ราคาแพงของต่างประเทศอย่างตั้งใจ พอนานไปรู้สึกชักเมื่อยจึงเปลี่ยนท่าเป็นนอนราบคว่ำหน้าลงอย่างสบายอารมณ์
ผู้อาวุโสที่ผ่านอะไรมาเยอะ เห็นโลกมามากกว่า รู้จักมุมมืดและความชั่วร้ายของมนุษย์มานักต่อนัก อยากจะบอกคนตรงหน้าว่าไม่ควรทำอะไรแบบนี้ แต่ก็คิดว่าสาวน้อยคงจะไม่เข้าใจและเขาก็ขี้เกียจจะอธิบายอะไรให้ฟังมากมาย จึงลุกออกจากท่าน้ำที่อยู่ลับตาผู้คนแห่งนี้ไปอย่างเงียบ ๆ คิดในใจว่าควรเว้นระยะห่างกันไว้เพื่อความเหมาะสม เพราะเธอยังเด็ก อ่อนต่อโลกนัก จึงไม่ได้คิดอะไรรอบคอบ เขายิ่งสมควรต้องระวังตัวเองเป็นพิเศษ
“โรงเรียนเปิดเมื่อไหร่?”
“อาทิตย์หน้าค่ะ”
อีกอาทิตย์เดียว เขาคิดในใจว่าอดทนไว้ แค่หนึ่งอาทิตย์ชีวิตของเขาก็จะกลับมาสงบราบเรียบเป็นปกติดังเดิม
“กะหล่ำหัวนี้ใหญ่จังเลย สงสัยมันจะกินจุกว่าเพื่อน อ๊วบอวบแหนะ”
“เอาไปให้ยายสิ”
“ให้จริงหรือคะ?”
“เป็นค่าแรงที่มาช่วยทำงาน”
“หนูไม่คิดค่าแรงหรอกค่ะ หนูทำให้ฟรี”
“ของฟรีมีที่ไหนกัน เหนื่อยเปล่าแล้วได้อะไร”
“มีสิคะ ทำไมจะไม่มีล่ะ”
“ไม่มีหรอกถ้าไม่ตอบแทนด้วยเงินทอง ก็ต้องตอบแทนด้วยบุญคุณ”
“หนูไม่เข้าใจ”
“เพราะเธอยังเด็ก”
“เวลาหนูนวดให้ยายหนูก็ทำให้ฟรี ไม่ได้อยากขอค่าขนมเพิ่ม ทำเพราะอยากทำเฉย ๆ”
เขาเงียบเสียงไป ไม่อยากพูดอะไรต่อ เพราะโลกของเธอกับโลกที่ผ่านมาของเขามันไม่เหมือนกัน
เกิดมาลำบากยากจน สู้ทนปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่เด็ก โตมาก็ต้องฟันฝ่าชีวิต แก่งแย่งชิงดี ถูกหักหลังเพราะคำว่าผลประโยชน์ นึกถึงเรื่องเก่า ๆ แล้วก็สุดรันทดใจ มันจึงเป็นเหตุผลที่เขาหลบหนีมาใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวเงียบ ๆ ไม่ข้องเกี่ยวพบปะสุงสิงกับผู้ใดจนเกินไปนัก
บ้านน็อคดาวน์สีฟ้าราคาห้าหมื่นกว่าบาท ที่เขาใช้เวลาเก็บเงินสะสมมาหลายปี ตั้งหันหลังชนกำแพงรั้วบ้านของยายนวล
ปีกทางซ้ายใช้ท่อพีวีซีต่อเติมยื่นออกไปทำเป็นห้องครัว นำป้ายไวนิลโฆษณาและป้ายหาเสียงมาทำเป็นหลังคาคุ้มแดดคุ้มฝน วางแคร่ไม้ไผ่ชิดติดขอบบันไดไว้สำหรับนั่งทานข้าวและทำกิจกรรมอเนกประสงค์
ทุกตารางนิ้วในที่ดินแห่งนี้ล้วนถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า นอกจากจะมีแปลงผักสวนครัวนานาชนิดแล้ว ตามริมตลิ่งยังมีต้นกล้วย ตะไคร้ ขิง ข่า มะละกอ มะนาวและคอกปุ๋ยหมัก ส่วนรอบบริเวณบ้านมีกระถางพริก ขึ้นฉ่าย และขวดน้ำพลาสติกดัดแปลงที่ปลูกสาระแหน่ห้อยย้อยลงมาสวยงามเหมือนไม้ประดับ
ในวันนี้รุ้งขวัญก็มาเที่ยวเล่นเหมือนเช่นเคย แต่เมื่อรอที่ศาลาท่าน้ำด้านหลังเป็นนาน ไม่มีวี่แววที่เพื่อนบ้านคนใหม่จะลงมานั่งทำงานเหมือนเดิม เธอจึงขึ้นมาส่องดู เมื่อแน่ใจว่าไม่มีคนอยู่ก็เลยเดินคอตกกลับบ้านไป
“คุณลุงกลับมาแล้ว ไปทำธุระมาหรือคะ?”
ชายสูงวัยต้องแปลกใจ ที่เห็นสาวน้อยนั่งรอที่แคร่หน้าบ้านและพุ่งพรวดลุกขึ้นมาทำท่าดีใจเมื่อเห็นหน้าตนในทันที
อันที่จริงรุ้งขวัญกลับบ้านไปแล้ว และหวนกลับมาอีกครั้งในเวลาเย็นเพราะนึกว่าเขาจะต้องกลับมารดน้ำแปลงผักที่เคยทำเป็นกิจวัตรประจำวันเหมือนเช่นเคย แต่เมื่อไม่เห็นทีท่าว่าจะกลับมาง่าย ๆ เธอจึงทำหน้าที่นี้แทนและนั่งรออยู่
“หนูรดน้ำแปลงผักให้แล้วนะคะไม่ต้องเป็นห่วง”
มือที่หยิบกระบวยชะงักนิดนึง ก่อนจะจ้วงตักน้ำจากหม้อขึ้นมาดื่มแก้กระหาย
“ขอบใจ”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
เจ้าของบ้านหันมาจ้องหน้าคนตัวเล็กที่ยืนยิ้มแฉ่งคล้ายได้รับคำชมจากการสอบได้ที่หนึ่งของชั้นเรียน แบบนี้แล้วควรจะให้รางวัลอะไรดี
“กลับไปได้แล้ว” และนี่คือการตอบแทนที่เขามอบให้ ทำให้สาวน้อยหน้าจ๋อยลงทันที อุตส่าห์นั่งรอตั้งนาน เพิ่งมาถึงได้แป๊บเดียวก็ไล่เธอกลับเสียแล้ว
ชายสูงวัยเดินนำหน้าก้าวเท้ายาวตรงไปยังท้ายสวนเพื่อส่งแขกถึงที่ แต่เธอกลับยืนนิ่งตรงปากทางอย่างอิดออด เขาจึงต้องเอ่ยบอกเสียงเข้ม
“วันนี้หมดเวลาแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาเล่นใหม่”
เท้าสะเอวยืนส่งจนเห็นหลังบางหายลับไปอีกฝั่งหนึ่ง คิดว่าควรหลบหน้าหลบตาต่อไปเรื่อย ๆ อย่างนี้จนกว่าจะถึงเวลามหาวิทยาลัยเปิดดีไหม เมื่อไม่สามารถพูดตรง ๆ ได้ว่าไม่อยากให้เธอมาขลุกตัวอยู่ที่นี่บ่อยเกินไป
เธอไม่ได้ทำอะไรผิด...เขาไม่ได้ทำอะไรผิด.....
แต่คนอื่นภายนอกที่รู้เข้าจะเชื่อไหมว่า ผู้ชายวัยกลางคนอาศัยอยู่คนเดียวจะเป็นเพื่อนกับสาวน้อยข้างบ้านที่ล่วงเข้าสู่วัยสาวเต็มตัวด้วยความบริสุทธิ์ใจ เขามีความเป็นห่วงเป็นใยอยู่ข้างในลึก ๆ กลัวว่าหากมีใครรู้จักเขาและจำเรื่องราวในอดีตได้ คนที่จะเป็นฝ่ายเสียหายมากที่สุดก็คงไม่พ้นสาวน้อยไร้เดียงสาคนนั้น
วันนี้รุ้งขวัญไม่รอให้ถึงเวลาบ่าย รีบไปเที่ยวหาเพื่อนบ้านเร็วกว่าที่เคยเพื่อชดเชยจากการรอเก้อในเมื่อวาน และต้องแปลกใจว่าทางที่เคยใช้ผ่านประจำนั้นมันกว้างขึ้นมาก ไม่ต้องนั่งยอง ๆ มุดออกไปอีกแล้ว แค่ย่อตัวค้อมต่ำลงก็โผล่ไปอีกฝั่งได้สบาย แถมพวกเศษซากอิฐที่ระเกะระกะก็ถูกเก็บกวาดเรียบ แม้แต่ต้นเฟื่องฟ้าที่ขวางทางก็ถูกตัดจนกุดเหลือแต่ตอ
“คุณลุงทำทางเดินข้างหลังให้หนูหรือคะ ขอบคุณค่ะ”
ทีแรกเขาตั้งใจจะปิดรูโหว่นั้นเพื่อไม่ให้สาวน้อยเดินข้ามมาได้ คิดอีกทีก็รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์อันใดสำหรับเด็กดื้อตาใสคนนี้จึงไม่ได้ทำอย่างที่คิดแต่แรก
“วันนี้คุณลุงไม่สานกระเป๋าหรือคะ?”
“ไม่”
“แล้ววันนี้เราจะทำอะไรกันดี?”
เรา...ได้ยินคำนี้เข้าทำเอาคนที่ใช้ชีวิตอยู่ลำพังคนเดียวมานานรู้สึกแปลกพิกล แต่แล้วก็ถูกความชาชินจากความโดดเดี่ยวมานานตัดทิ้งไปอย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะฟูฟ่องด้วยความยินดี เพราะความหมายของคำว่าเราของรุ้งขวัญ กับคำว่า ‘เรา’ ของเขาอาจจะคนละความหมายกัน
“แล้วอยากทำอะไรล่ะ?”
“ไม่รู้ค่ะ แล้วแต่คุณลุง”
ชายสูงวัยเดินนำหน้าสาวน้อยไปริมห้วยอีกด้าน ยื่นคราดให้ ส่วนตนถือจอบอยู่ในมือ ช่วยกันกลับด้านกองปุ๋ยหมักเอาข้างล่างสลับขึ้นข้างบนที่มีอยู่ด้วยกันถึงหกกอง
“หนูเคยเรียนมา มันมีวิธีทำกองปุ๋ยหมักแบบไม่ต้องพลิกกองด้วยนะคะ ทำแบบนั้นมันง่ายกว่าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้”
พูดหอบพร้อมยกแขนปาดเหงื่อที่ซึมออกมา เห็นดังนั้นเขาจึงถอดหมวกสานปีกกว้างที่ตนสวมอยู่ใส่ให้ แล้วแกะผ้าขาวม้าที่มัดเอวตนออกใช้โพกศีรษะแทน
“แล้วมันทำยังไงล่ะ?”
“เอ...หนูจำไม่ได้แล้วค่ะ พอดีวันนั้นไม่ค่อยตั้งใจเรียน แหะ ๆ”
ผู้อาวุโสจ้องมองใบหน้านวลเนียนที่พวงแก้มแดงสดอย่างลูกตำลึงด้วยพิษแดดและอากาศร้อนอยู่นาน เธอจึงร้อนตัว กลัวจะถูกเข้าใจผิดว่าตนเป็นเด็กเกเรชอบหนีเที่ยว เพราะพฤติกรรมที่ชอบมาเล่นขลุกอยู่ที่นี่ทั้งวันมันก็ฟ้องออกมาอย่างนั้น
“แต่ว่า ๆ เฉพาะวิชานี้เท่านั้นแหละค่ะ ส่วนวิชาอื่นหนูได้เต็มหมดเลย.....จริงสิคะ ดูจากยูทูบเอาก็ได้ง่ายจะตาย มันมีบอกเยอะแยะ”
“อะไร? ยูทูบ”
“เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการวีดีโอผ่านอินเทอร์เน็ตค่ะ ดูได้จากโทรศัพท์หรือแท็บเล็ต คล้ายดูรายการในทีวีนั่นแหละค่ะ แต่อันนี้เราเลือกได้ว่าอยากจะดูอะไร...คุณลุงไม่มีโทรศัพท์หรือคะ?”
“ไม่มี”
“ไม่มี! แล้วอย่างนี้จะติดต่อกับครอบครัวเพื่อนฝูงยังไง อย่าบอกนะคะว่าใช้เขียนจดหมายเอา เชยจัง”
“ไม่รู้จะติดต่อกับใคร”
สาวน้อยละมือจากการใช้คราดดึงกองปุ๋ยหมัก หันมามองคนข้างกายที่มีใบหน้าเรียบเฉยสนิท
“อย่าบอกนะคะว่าคุณลุงอยู่ที่นี่คนเดียว”
“ก็เห็นว่าอยู่กับใครล่ะ?”
“คุณลุงไม่มีญาติพี่น้องจริงหรือคะ หรือว่าคุณลุงเป็นลูกกำพร้า”
ทีนี้เขาผละจากงานที่ทำอยู่ตรงหน้าบ้าง หันมาสบตากับคนตัวเล็กด้วยแววตาขุ่น รุ้งขวัญจึงรู้ตัวว่าพูดจาอะไรไม่เข้าท่าออกไป รีบกล่าวคำขอโทษผู้อาวุโสกว่าด้วยความรู้สึกผิด
“ขอโทษค่ะ”
“ไม่ใช่หรอก ญาติพี่น้องมีก็เหมือนไม่มี”
“เหมือนหนูเลยค่ะ หนูก็มีพี่น้องและก็มีพ่อแม่ แต่มีก็เหมือนไม่มีจึงต้องระเห็จมาอยู่ที่นี่กับยาย”
น้ำเสียงที่พยายามทำให้ร่าเริงเข้มแข็งในทีแรกเพื่อกลบปมด้อยในใจเศร้าสลดลงในตอนท้าย สาวน้อยทิ้งคราดในมือเดินหนีไปนั่งซุกตัวในกอกล้วยด้วยท่าทางเชื่องซึมอย่างน่าสงสาร
เธอมาอยู่กับยายหลายวันแล้ว แต่ไม่มีวี่แววคนทางบ้านจะตามหา พ่อคงคิดว่าเธออยู่กับแม่ ส่วนแม่คงคิดว่าเธออยู่บ้านพ่อ นี่ทุกคนคงลืมไปแล้วใช่ไหมว่ามีเธออีกคนอยู่ในชีวิตของพวกเขา
“ฮือ ๆ ฮือ ๆ”
จู่ ๆ สาวน้อยก็นั่งกอดเข่าร้องไห้ ซุกตัวอยู่ในกอกล้วยด้วยความเสียใจ หนุ่มใหญ่ก็นึกไม่ถึงว่าคนร่าเริงสดใสที่เห็นจะซ่อนหัวใจบอบช้ำเอาไว้ภายใน มิน่าเล่า เธอถึงชอบมาขลุกอยู่ที่นี่ได้ทั้งวี่ทั้งวัน ก็เพราะต้องการหนีปัญหาส่วนตัวอย่างนี้นี่เอง
รู้อย่างนี้แล้ว ต่อไปเขาคงเลิกรำคาญใจ ไม่กล้าไล่เธอกลับไปบ่อย ๆ อีกแล้ว พร้อมกันนั้นก็เกิดความรู้สึกเห็นใจเพราะตนเองก็ไม่เคยได้อยู่กับพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก เลยทิ้งจอบในมือเดินกลับไปที่บ้าน ปล่อยให้รุ้งขวัญนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวโดยไม่เข้าไปปลอบใจ
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป คนเจ้าน้ำตาก็ขยับออกจากตรงนั้นเพราะร้องไห้จนหมดแล้ว และเพิ่งรู้สึกตัวว่าร้อนมากเพราะแดดแรง ตอนที่ลุกขึ้นยืน หัวก็ไปโหม่งเข้ากับของสิ่งหนึ่งที่ชายสูงวัยแอบนำมาไว้ให้อย่างเงียบ ๆ
มันคือปลาตะเพียนสานจากใบมะพร้าว ที่ปลายก้านผูกไว้กับตัวปลา ส่วนด้ามจับปักเสียบไว้กับต้นกล้วย เธอดึงมันออกมาเช็ดน้ำตาป้อย ๆ เดินสาวเท้ากลับไปหาเขาที่นั่งพิงตัวบ้านอยู่บนแคร่ไม้ไผ่
รุ้งขวัญนั่งห่างออกไปใช้หลังมือเช็ดคราบน้ำตาออกจากใบหน้าอีกครั้ง มองมือหยาบกร้านที่สาละวนอยู่กับการประดิษฐ์อะไรบางอย่าง แล้วก็โยนลูกบาศก์ทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กมาให้กับเธอ
“อะไรคะ?”
“ลูกตะกร้อ”
“ไม่เห็นเหมือนลูกตะกร้อเลยเหมือนลูกบอลมากกว่า”
“นี่แหละเขาเรียกลูกตะกร้อ”
เธอวางปลาตะเพียนลงข้างตัว แล้วถอดหมวกออก ยืนขึ้น ทำท่าเดาะกับโหม่งลูกตะกร้อเล่นอย่างสนุกสนาน รู้สึกคลายความเสียใจและอารมณ์แช่มชื่นขึ้นมาได้บ้าง
“นั่นอะไรคะ?”
เธอถามอีก เมื่อเห็นเขายังสานอะไรแปลก ๆ ต่อ
“ยื่นแขนมาสิ”
เธอยื่นแขนทั้งสองข้างออกไปอย่างว่าง่าย ชายสูงวัยนำของสิ่งนั้นวางทาบไปบนข้อมือซ้าย
“อุ๊ย! นาฬิกา...คุณลุงทำเก่งจังเลย ทำอะไรเป็นอีกบ้างคะ?”
“แค่นี้แหละ”
“อันนี้คือของเล่นสมัยคุณลุงหรือคะ ทำไมมันน่ารักจังเลย หนูเคยเห็นจากภาพยนตร์รู้จักแต่มอญซ่อนผ้ากับม้าก้านกล้วย”
“เด็กสมัยนี้เค้าไม่เล่นกันหรือ?”
“ไม่ค่ะ ไม่ค่อยได้เล่น มีแต่เรียน ๆ เรียน แล้วก็เรียนพิเศษ ถ้าจะเล่นก็เล่นโทรศัพท์แทน”
“อ่อ งั้นตั้งเตก็คงไม่รู้จักสินะ”
“อะไรนะคะตั้งเต”
เอียงคอถาม พร้อมทำคิ้วย่นกับชื่อเรียกแปลก ๆ นึกภาพไม่ออกว่ามันคืออะไร
ผู้อาวุโสใช้ไม้ขีดช่องสี่เหลี่ยมลงบนพื้นดิน โดยเขียนตัวเลขกำกับไว้ข้างใน บอกให้เธอไปเก็บก้อนหินขนาดเล็กเหมาะมือมาให้
“อันนี้ใช้ได้ไหมคะ?”
“ได้ มะ มายืนตรงนี้” จับเธอหันหลังแล้วบอกวิธีการละเล่น
“โยนก้อนหินข้ามหัวไป ไม่ต้องไกลมาก” ยืนกอดอกสอนวิธีการเล่นอยู่ข้าง ๆ
“เอาใหม่ใช้ไม่ได้ ให้ตกภายในช่องห้ามเลยกรอบ ดี! ทีนี้ยืนขาเดียว กระโดดไปทีละช่องแต่ข้ามช่องที่มีก้อนหินนี้ไป ตรงนี้วางสองเท้าได้.....กลับหลังหัน มาเหมือนเดิม ก้มเก็บก้อนหินขึ้นมา ห้ามเอาขาลง กระโดดข้ามไป...เก่งมาก”
“สนุกจังเลยค่ะคุณลุง”
ท่าทางรื่นเริงและใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใสของเธอกลับคืนมาอีกครั้ง และมันก็สร้างความประทับใจให้กับเขาไม่น้อยเลยทีเดียว
รุ้งขวัญ ชื่อนี้ดูเหมาะสมกับเธอดี ไม่รู้ใครเป็นคนตั้งให้ สายรุ้งหลากสีอันงดงามสดใสหลังฝนตกใหม่ ที่ พลอยทำให้หัวใจแห้งแล้งของใครบางคนรู้จักกับความชุ่มฉ่ำไปด้วย
สาวน้อยวิ่งกลับมาหลังจากเล่นสนุกจนเหน็ดเหนื่อย ใช้กระบวยตักน้ำในหม้อดินเผาดื่มแก้กระหาย แล้วไปนั่งเก้าอี้ที่เก็บได้จากกองขยะฝั่งตรงข้ามมองเจ้าของบ้านที่นั่งกินข้าวเที่ยงอย่างเอร็ดอร่อย
“กินมั้ย?” เอ่ยถามขึ้นโดยไม่เงยหน้ามา เมื่อหางตาเห็นว่าถูกจ้องมองอยู่
“ไม่ค่ะ”
‘จ๊อก ๆ จ๊อก ๆ’
เสียงท้องร้องขึ้นมาเบา ๆ คิดว่าเขาคงไม่ได้ยินเพราะนั่งห่างกัน
“ไม่หิวหรือ?”
“ไม่ค่ะ หนูยังไม่หิว”
‘โครก...คราก’
ทีนี้มันส่งเสียงประท้วงหนักขึ้นกว่าเดิมจนเจ้าของบ้านหันมามองแล้วยกไหล่พร้อมเสียงหึในลำคอ รุ้งขวัญทำหน้าไม่ถูก รู้สึกอายมากที่เสียมารยาทจึงก้มลงทำมือพันกันอยู่บนตัก
“น้ำพริกผักนึ่งคงกินไม่เป็นสินะ กลับบ้านไปเถอะเดี๋ยวค่อยมาใหม่”
สาวน้อยลุกขึ้นยืนวิ่งหนีกลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว แล้วตลอดบ่ายนั้นก็ไม่ได้กลับมากวนอกกวนใจเขาอีกเลยโดยไม่รู้เพราะสาเหตุอันใด
กิจวัตรประจำวันของชายสูงวัยต่อเนื่องกันไปไม่เคยหยุด เริ่มตั้งเช้ามืดตอนตีสี่ นำผักที่เก็บไว้ในเย็นวานไปส่งแม่ค้าเจ้าประจำในตลาด รอใส่บาตรพระ บางวันขี้เกียจทำอาหารก็หิ้วกับข้าวสำเร็จรูปติดมือเข้ามาด้วย
หลังทานอาหารเช้าก็เข้าไปทำงานในสวนผักอย่างขยันขันแข็งจนถึงตอนสาย เมื่อแดดเริ่มแรงก็กลับเข้ามาผลัดผ้าอาบน้ำ ทานข้าวกลางวันเสร็จก็ซักชุดทำงานตาก นอนกลางวันหนึ่งงีบที่แคร่ข้างบ้านหรือศาลาท่าน้ำ ถ้ามีงานสานกระเป๋าที่ไปรับคนอื่นมาก็จะทำถึงเย็น หากวันไหนคนจ้างไม่มีงานให้ก็จะคัดแยกขยะที่เก็บมา
ตอนเย็นรดน้ำแปลงผักและเก็บผักเตรียมไปส่งในวันรุ่ง เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ ตื่นมาอีกทีกลางดึกก็จูงจักรยานเก่า ๆ ไปเที่ยวเก็บขยะตามถนนหนทางเพื่อนำมาขายจนถึงเวลานำผักไปส่งก็กลับเข้ามาอีกที
ทุกอย่างดำเนินมาเป็นระยะเวลาหลายปีก่อนรุ้งขวัญจะเข้ามาในชีวิตเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า ที่ทำให้ความเป็นอยู่อันเรียบง่ายของเขาวุ่นวายขึ้นนิดหน่อย นาฬิกาที่เดินอยู่ตามเวลาของมันกลับหมุนเร็วขึ้นกว่าเดิม ความเบื่อหน่ายซ้ำซากจำเจที่เคยเป็นอยู่ในทุกเมื่อเชื่อวันกลับมีสีสันสดใส
โลกใบเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ขยายใหญ่ขึ้น และเขาเองคงไม่รู้ตัวว่า ความมืด ความเหงา ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย และความทรงจำเลวร้ายในอดีตที่อยู่เป็นเพื่อนกันมานาน ค่อย ๆ ทยอยเก็บข้าวของออกจากวิมานแห่งนี้ไปทีละน้อย