ตอนที่ 2
‘อยู่ไหนนะ’ ชะเง้อจนคอยาว สอดส่ายสายตามองไปยังร้านรวงริมถนนหาร้านที่หมายตาไว้ ด้วยจำได้คราวที่มาส่งเฌอเอมไปทัศนศึกษา มีร้านขายเสื้อผ้าอยู่ร้านหนึ่ง มีป้ายบอกราคาไว้ด้านหน้าเห็นแล้วว่าราคาย่อมเยา ตัวผ้าเห็นผ่านตาก็คิดว่าน่าจะใช้ได้อยู่ ด้วยเห็นมีลูกค้าแวะเวียนเข้าไปใช้บริการเยอะพอสมควร
คิ้วโก่งได้รูปขมวดมุ่นเข้าหากัน ‘หรือเลิกกิจการไปแล้ว อืม...คงไม่หรอกน่า เห็นลูกค้าเข้าร้านออกตั้งเยอะนี่น่า’
คล้ายๆ ใช่ร้านที่หาอยู่นั้น เธอขับรถผ่านมาแล้ว เพื่อให้มั่นใจสายน้ำผึ้งเหลียวกลับไปมองอีกครั้งอย่างลืมตัวว่าขับรถอยู่ ส่วนหนึ่งเพราะเคลื่อนไหวร่างกายเร็วเกินไป อีกส่วนเพราะแสงแดดส่องกระทบจากข้างทางสาดเข้ามาในดวงตาจนพร่ามัว บวกกับเสียงแตรจากรถคันหลัง อารามตกใจทำให้เผลอพารถเหวี่ยงออกไปนอกเส้นทาง เท้าก็ไพล่ไปเหยียบบนคันเร่งจนรถพุ่งไปด้านหน้าอย่างเร็วไว
“ว้าย!! พี่น้ำผึ้ง ระวังค่ะ!” เฌอเอมหวีดร้องเสียงหลง ยกสองมือดันคอลโซลหน้ารถ เพื่อไม่ให้ตัวเองถลาเอาหน้าไปชนกับกระจกรถ ตั้งสติได้ก็รีบหันหน้าไปมองสายน้ำผึ้งอย่างเป็นห่วง
แม้ตกใจทว่าสายน้ำผึ้งก็ยังควบคุมสติตัวเองไว้ได้ รีบเคลื่อนเท้าไปเหยียบเบรกเต็มรักจนล้อรถหมุนติ้วๆ พร้อมควันสีขาวพวยพุ่งออกมา รถคันเล็กส่ายไปมาเหมือนงู พุ่งลิ่วไปด้านหน้าและหยุดตรงหน้าชายคนหนึ่งอย่างเฉียดฉิว!
ร่างเพรียวแข็งทื่อราวกับถูกบล็อก สองมือนุ่มนิ่มเย็นจัดจิกเกร็งจับพวงมาลัยรถแน่นจนเส้นเอ็นผุดตามเรียวแขนซึ่งสั่นระริก พอๆ กับวงหน้าเผือดราวกับกระดาษ เหงื่อผุดตามร่องรูขุมขน กลีบปากอิ่มนุ่มสั่นระริกจนต้องรีบขบกัดเอาไว้
ถ้าเหยียบเบรกไม่ทัน นิดเดียว! นิดเดียวเท่านั้นเธอก็จะกลายเป็นฆาตกรโดยไม่ตั้งใจ!
ตั้งแต่ขับรถเป็นและขับรถมาเกือบครบสิบปีในไม่กี่วันนี้แล้ว ไม่เคยเกิดเหตุการณ์อย่างครั้งนี้เลย สายน้ำผึ้งได้แต่กำพวงมาลัยรถแน่น ตื่นตระหนกจนหัวใจคล้ายจะหยุดเต้น ก่อนร่วงหล่นลงไปกองที่ปลายเท้าซึ่งเย็นยะเยือกราวกับมีน้ำแข็งเกาะอยู่ เมื่อรับรู้ถึงพลังแห่งความโกรธที่แผ่ซ่านมาจากเบื้องหน้า
“พี่น้ำผึ้ง...พี่น้ำผึ้งค่ะ!” เฌอเอมร้องเรียกคนกำลังช็อก แต่สายน้ำผึ้งก็ยังไม่มีทีท่าได้สติ จนเธอต้องรีบทาบมือบนลำแขนเสลาและเขย่าพร้อมเรียก “พี่น้ำผึ้ง”
“หะ...หืม...มีอะไรเอม” หันหน้าไปถามเฌอเอมอย่างคนเอ๋อและงุนงง คล้ายอาการนี้สมองสั่งการให้เป็นไปอย่างอัตโนมัติมากกว่า
“อ๋อ...พี่ไม่เป็นอะไร เอมล่ะเป็นอะไรหรือเปล่า” เอ่ยถามเสียงเบาหวิว กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ปากบอกว่าไม่เป็นไร แต่หัวใจและร่างกายกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยสักนิด แข้งขาอ่อนแรงจนไม่แน่ใจถ้าหากก้าวลงไปบนพื้นแล้วจะยืนทรงตัวได้หรือเปล่า
“ไม่ค่ะ เอมไม่เป็นอะไร” ตอบกลับเสียงสั่น เย็นเฉียบไปทั้งร่าง ด้วยตกใจจนหัวใจหล่นกองไปอยู่ที่ตาตุ่ม ร้องเรียกหาพ่อแก้วแม่แก้วให้มาช่วย
“ถึงมหา’ ลัยเอมพอดีเลย เอมไปเอาเอกสารนะ เดี๋ยวพี่เคลียร์ทางนี้เสร็จแล้วจะรีบตามไป แต่ถ้าเอมเรียบร้อยก่อนก็มาหาพี่ตรงนี้นะ” เอ่ยสั่งความเสี่ยงยังสั่นเทา
ความจริงอยากมีเพื่อนสักคน อยู่เป็นกำลังใจให้กันตอนมีปัญหา ทว่ารัศมีแห่งอำนาจและเพลิงโทสะที่มาจากโจทก์หนุ่มร่างหนาใหญ่ ถ้าตาเธอไม่ฝาดไปละก็ ดวงหน้านั้นแดงปลั่งถมึงทึงคล้าย ย.ยักษ์เขี้ยวใหญ่ในหนังสือเรียน ก.ไก่ นัยน์ตาเข้มดุเปล่งประกายกร้าวแข็งที่กระแทกใจเธออย่างจัง ทำให้คิดว่าสู้คนเดียวดีกว่าพาเอาแม่ขี้กลัวมาอยู่ด้วย ที่จะกลายเป็นตัวถ่วงทำให้ละล้าละลังเสียมากกว่า
“แต่ว่า...” เฌอเอมอิดออด ด้วยเป็นห่วงคนที่อาการไม่สู้ดี มิหนำซ้ำยังมาเกิดเรื่องอีก เธอคงใจดำถ้าหากทิ้งสายน้ำผึ้งไว้คนเดียว
“ไม่ต้องห่วง ปวดหัวแค่นี้ จิ๊บๆ พี่ยังไหวน่า” ไม่อยากให้เฌอเอมเป็นห่วงจนกลายเป็นคนผิดคำพูด เพียงแค่การไปเขียนใบสมัครและยื่นเอกสารแล้วยังไปสาย ผิดเวลา หรือไม่ได้ไป จะทำให้หญิงสาวถูกมองว่าเป็นคนไม่รับผิดชอบได้ อีกอย่างอุบัติเหตุแค่นี้เธอยอมรับผิด ให้ฝ่ายนั้นเรียกร้องค่าเสียหายมา ถ้าเงินไม่มากมายเกินไป เธอสู้ไหวก็จัดการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว แต่ถ้ามากเกินไปก็คงต้องหวังพึ่งประกัน
“ก็ได้ค่ะ” เฌอเอมรับปากเสียงอ่อยอย่างเสียมิได้ เมื่อเจอเข้ากับสายตาดุๆ ของสายน้ำผึ้ง “ถ้ามีอะไรหนักหนาพี่น้ำผึ้งโทรหาเอมนะคะ เอมจะรีบมา” บอกก่อนเปิดประตูก้าวลงจากรถอย่างเชื่องช้า
“อือ” สายน้ำผึ้งรับคำ ก่อนอัดสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มรัก เรียกความมั่นใจก่อนเปิดประตูก้าวลงไปเจอกับคู่กรณีที่สาดสายตาเข้มดุและเกรี้ยวกราดมองมา
แค่รองเท้าของคนที่ก้าวลงมาก็สะดุดตาเขาอย่างจังแล้ว ดวงตาสีนิลค่อนไปทางดุตวัดมองไล่ตั้งแต่รองเท้าส้นสูงลิ่วสีแดงสดขึ้นไปตามลำขาเสลาที่หลายคนเรียกว่าสีน้ำผึ้งนวลเนียน จนถึงชายกระโปรงยาวขึ้นเหนือเข่าเป็นคืบอวดท่อนขากลมกลึงน่ามอง จนลืมสถานะตัวเองไปเป็นการชั่วคราว นัยน์ตาเข้มเป็นประกายวามวาวขึ้นเล็กน้อย
‘ไม่ใช่ไม่รักษามารยาทนะ แต่มีของงามๆ ให้มอง ใครไม่มองก็โง่นะสิ’
แต่งตัวอย่างนี้ก็ต้องทำใจ พวกผู้ชายหน้าหม้อ ชอบนักละที่จะสอดส่ายสายตาซอกแซกมองราวกับค้นหาความลับ คิดเสียว่า ทำบุญทำทานให้กับพวกตายอดตายอยากไม่เคยเห็นของดี อยากมองก็มองไป ของของเธอยังไงก็ยังอยู่กับเธอ ไม่มีใครเอาไปได้
ทว่าวันนี้...มันก็เดิมๆ ถูกมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แต่ทำไมถึงได้ระงับอารมณ์เอาไว้ไม่ได้ก็ไม่รู้ หรือเป็นเพราะปวดศีรษะข้างเดียวผนวกเข้ากับถูกผู้ชายอีกคนก่อกวนอารมณ์มาก่อน ทำให้เพลิงโทสะคุกรุ่นอยู่แล้วถูกเติมเชื้อเพลิงซ้ำจนไฟลุกพรึบทันควัน
ฟันซี่เล็กขบกัดจนแก้มนวลนุ่มขึ้นสัน ริ้วลมร้อนผ่าวไหลพล่านไปตามกระแสเลือดไปรวมตัวกันที่ดวงหน้าเรียวรูปไข่ จนเธอคิดว่าดวงหน้าขาวซีดแดงยิ่งกว่าผลขี้ก่าสุกแล้ว ดวงตาใสเป็นประกายเจิดจรัสเป็นประกายแข็งกร้าว ไม่คิดว่าคนที่ดูดีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าจะนิสัยแย่ขนาดนี้ มองผู้หญิงตาลุกวาวอย่างไม่ให้เกียรติกันสักนิด
กลีบปากอิ่มนุ่มเบะออกอย่างดูแคลน หน้าตาหรือก็ดี...แต่นิสัยแย่ๆ มากๆ เลย หญิงสาวกำหมัดแน่นจนปลายเล็บทิ่มตำไปบนฝ่ามือนุ่ม อยากต่อยตานั้นให้เบ้าเขียวเลยเชียว ทว่าพอมองไปแล้ว...ศีรษะทุยสะบัดส่ายแรงๆ อย่างหนึ่งหุ่นคู่กรณีของเธอหุ่นสูงล่ำยิ่งกว่าหมีควาย สัดส่วนที่ต่างไม่ได้ทำให้เธอหวั่นไหวขลาดกลัวเลย ทว่าสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมชนกับใครต่างหากล่ะ ทำให้จำยอมถอยอย่างฮึดฮัดขัดใจ ด้วยไม่อยากถูกขย้ำจนจมเขี้ยวในตอนนี้
“แทะโลมขาอ่อนฉันเสร็จแล้วใช่ไหม จะได้ไปเสียที”
เมื่อทนไม่ไหวสายน้ำผึ้งจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น เธอไม่ใช่คนเรียบร้อยอ่อนหวาน แต่เธอสวยเลิศและเชิดฉบับนางมาร...ร้ายในสายตาของหลายคน อะไรไม่ถูกไม่ต้องไม่ควร เธอเอ่ยทักด่าแกมบ่นไม่ไว้หน้าหรอกนะ ต่อให้หุ่นล่ำจนน่าซุกไซ้ซบอิง...หน้าตาหล่อเข้มมาดแมนควงเป็นแฟนพาไปวัดได้สายๆ ไม่อายใครอย่างอีตานี่ก็ตามทีเถอะ
“ก็คุณเล่นนุ่งสั้นจุ๊ดจู๋” ผุดรอยยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อย ตวัดสายตามองลำขาเสลากลมกลึงอีกครั้ง “ให้คนเขามองไม่ใช่หรือไง ถ้าผมไม่มอง เดี๋ยวคุณก็ว่าของดีให้มอง เสือกตาเหล่ ตาเอียงโง่บรรลัยน่ะสิ”
ต้องยอมรับว่าเรือนร่างและลำขาเสลากลมกลึงราวกับท่อนลำเทียนของเธอเหมาะสมกับการแต่งกายอย่างนี้ด้วยแหละ แทนที่จะเป็นขาอ้วนทู่ราวกับท่อนซุง กลับเรียวยาวนวลเนียนจนอยากรู้นักว่าถ้าหาก...เฮ้ย!! เขาคิดอย่างนี้กับผู้หญิงที่เพิ่งเจอหน้าครั้งแรกได้ยังไงกัน บ้าแล้ว ศีรษะทุยสะบัดส่ายแรงๆ ไล่ความคิดบ้าๆ ที่ผุดขึ้นในสมองออกไปอย่างเร็ว
ตอนที่ 3
“ไอ้...บ้าน่ะสิ! ความสามารถอย่างฉัน ไม่จำเป็นต้องใช้รูปร่างล่อเสือล่อตะเข้หรอกย่ะ” เถียงกลับอย่างไม่ยอมรับความจริง ด้วยบ่อยครั้งการทำงานก็ต้องมีอ่อยยั่วยวนกันบ้าง แต่ก็พอหอมปากหอมคอเท่านั้นเอง ด้วยเธอไม่เอาศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงมาแลกกับลูกค้าบางคนคิดว่าเธอไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ประชาสัมพันธ์ ติดต่อตามประสานงาน ทำให้เขาเหล่านั้นได้รับบริการอันดีและพึงพอใจสูงสุด จนบางคนถือโอกาสนี้แทะโลมด้วยปากเสียๆ ที่สมควรเอาหนอนยัดให้กินแทนข้าว จิ้มไอ้ตาที่ชอบแทะโลมไปทั่ว หักมือที่ไวยิ่งปูไต่โน่นแตะนี่ ขอแค่ได้ส่วนใดของกายนุ่มนิ่มเพียงเล็กน้อยก็ยังเอา
เมื่ออีกฝ่ายมองได้เธอก็มองได้เช่นกัน นัยน์ตากลมใสราวลูกแก้วกวาดไล่จากปลายเท้าขึ้นไป “อืม...” ทำเสียงเข้มในลำคอ อย่างยั่วยุกวนอารมณ์ “ปากไม่แตก หัวไม่ปูด เลือดไม่ไหล ตาไม่ถลนออกมาให้อีกาบินลงมาจิกเล่น ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่ งั้นฉันไปได้แล้วใช่ไหม” เอ่ยถามพร้อมตวัดหน้าเชิดขึ้นและหันหลังก้าวเดินฉับๆ
“อ้าว...จะไปไหนละคุณ ยังไม่ได้คุยกันเลยนะ ชนแล้วหนีหรือไง คนอะไรแต่งตัวก็ดี หน้าตาก็สวย แต่ไม่มีความรับผิดชอบเลยนี่น่า” เอ่ยเสียงเข้มประชดประชันปนถากถาง
เขาไม่ได้เจ็บอะไรหรอก แค่อยากเตือนเท่านั้นเอง ขับรถไม่ควรประมาท ควรมองทางไม่ใช่มองนั่นมองนี่ จนทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน นี่ดีนะที่เขาหลบทัน ไม่เช่นนั้นก็ต้องพากันไปโรงพยาบาล เสียค่ายาค่าหมอและเสียเวลาอีก ส่วนแม่เจ้าประคุณก็ต้องเสียทั้งเวลา เสียเงินทั้งค่ารักษาเขาและค่าซ่อมรถอีก เหตุแค่นิดเดียวแต่ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ได้นิดเลย เผลอๆ ถ้าดวงซวยก็จะกลายเป็นฆ่าคนโดยประมาทอีก
สายน้ำผึ้งหยุดกึก ตวัดหน้าบึ้งตึงแดงคล้ำอย่างระงับอารมณ์โกรธเอาไว้แทบไม่ไหว หันมามองคนปากไม่มีหูรูด
“ไม่ได้คิดหนี แต่นึกว่าคุณไม่เอาความ เพราะมัวแต่มองขาอ่อนฉันจนน้ำลายไหลย้อย ยกมือซับไม่ทัน” โต้กลับทันควัน ยกสองมือสอดไขว้ระหว่างอก ยื่นเท้าสอดไขว้มาด้านหน้าพร้อมกระดิกปลายเท้าเล็กน้อย เสียดายไม่มีหมากฝรั่งในปากจะได้เคี้ยวฉับๆ อย่างที่เคยทำเมื่อไม่พอใจใครแล้วต้องการก่อกวนอารมณ์
“มองขาอ่อนกับเอาความ คนละเรื่องกันเลยนะ คุณทำผิดแล้วก็ควรรับผิด ไม่ใช่เถียงเอาชนะข้างๆ คูๆ อย่างนี้”
“แล้วไง ฉันผิด...ฉันยอมรับ คุณจะเอายังไงว่ามา” เพราะสายตาเหลือบไปเห็นของบางอย่างในมือชายหนุ่ม กลีบปากอิ่มเคลือบด้วยลิปสติกสีสดเบะออกเล็กน้อยอย่างหยามหยัน “ว่าแค่คนอื่น ตัวเองละดีเสียเมื่อไหร่ ก็ผิดเหมือนกันนั่นแหละ” โต้กลับอย่างไม่ยอมให้อีกฝ่ายโยนข้อหาใส่แต่ฝ่ายเดียว
“ฉันผิดตรงไหน” มองจากหน้าตาแล้วอีกฝ่ายเป็นอายุคงไม่เกินยี่สิบห้าปี อย่างนี้ก็เท่ากับเป็นน้องเขาได้ ถ้ารู้จักมักจี่สักหน่อย จะพาเข้าห้องเรียนให้ครูอบรมมารยาทเสียใหม่ เป็นเด็กเป็นเล็กปากคอเราะรายเถียงคำไม่ตกฟากเอาเสียเลย
“เพราะคุณมัวแต่คุยโทรศัพท์กับเมียอยู่น่ะสิ ถึงได้ไม่มองทาง ทำให้ฉันเกือบกลายเป็นฆาตกร” โต้กลับอย่างไม่ยอมรับผิดแต่ฝ่ายเดียว สาดสายตามองไปที่โทรศัพท์ในมือชายหนุ่มอย่างต้องการบอก...นั่นไงหลักฐาน ชัดเจนแจ่มแจ้ง ปฏิเสธไม่ได้
“เธอนี่นะ...นอกจากเถียงเก่งแล้วยังหาความคนอื่นเก่งจริงๆ กะแค่ฉันมีโทรศัพท์อยู่ในมือ ก็เหมาว่าตอนเกิดเหตุคุยกับเมียเสียอีก ปรักปรำกันอย่างนี้ ไปคุยที่โรงพักดีกว่าไหม”
“ไม่!! หยุดนะ!” ห้ามพร้อมถอยกรูดด้วยคิดว่าอีกฝ่ายจะเดินเข้ามาหาลากไปยังสถานีตำรวจ เพราะต้องพาน้องไปกรอกใบสมัครงานต่อหรอก ไม่เช่นนั้นเธอไม่กลัว ไปโรงพักนั่นแหละยิ่งดี ให้ตำรวจตัดสินไปเลย ใครผิดใครถูก ใครจะเป็นฝ่ายเสียหน้า
“ต้องการเรียกค่าเสียหาย ค่าทำขวัญเท่าไหร่ก็บอกมา” ตอนแรกไม่ได้คิดหรอกนะ แต่ตอนนี้น่ะ...ใช่เลย “ไอ้พวกไม่มีงานทำ ชอบหาเงินบนความลำบอกของคนอื่น รีดไถกันหน้าด้านๆ ” ไม่เพียงแค่คิดแต่สายน้ำผึ้งยังเอ่ยมันออกไปด้วย
“อ้าวคุณ...พูดอย่างนี้ก็สวยสิ ฉันไม่ได้วิ่งมาตัดหน้ามาให้รถเธอชนนะ มานี่เลย...ไปโรงพัก”
“ไม่!! หยุดนะ คุณก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ฉันร้องให้คนช่วยจริงๆ ด้วย”
“ข้อหาอะไรไม่ทราบคร้าบคุณผู้หญิง” เอ่ยถามอย่างเล่นลิ้น
“ลวนลาม”
“โธ่คู้ณ...อย่าคิดเข้าข้างตัวเองขนาดนั้นซี่” ทำเสียงทุ้มๆ ต่ำๆ และยังจะลากยาวก่อกวนโทสะสาวตรงหน้า
“ให้คุณหน้าตาดี สวยเลิศราวกับนางสาวสยาม ยืนแก้ผ้ามาโยกซ้ายย้ายขวาเด้งหน้าเด้งหลังตรงหน้าก็...” เบะปากเล็กน้อย ยกนิ้วส่ายไปมา “หน้าตาสวยแต่นิสัยเห่ย พูดจาไม่เข้าหูคนอย่างนี้ ไม่ใช่สเปก ฉันไม่คิดสั้นหยิบเอาไปทำเมียหรอก รำคาญเสียงเห่าแง่งๆ ข้างหู บอกตรงๆ หน้าตาสวยแต่นิสัยไม่ดี กระเดือกไม่ลง”
สายน้ำผึ้งหน้าตึงเมื่อถูกด่ากระทบถึงเจ้าสี่เท้า เกือบกรีดร้องและกระทืบเท้ากึกๆ แล้วเชียว แต่ข่มกลั้นเพลิงโทสะเอาไว้ในอกได้ทัน รอบกายเคยมีแต่ผู้ชายคอยเอาอกเอาใจพะเน้าพะนอ ทว่าอีตาปากเสียแรกเจอคนนี้กลับต่อว่าเสียๆ หายๆ แล้วยังดูถูกหยามหยันอีก ก็เอาสิ...มาลองดูกัน คนอย่างเธอไม่ยอมให้ไอ้หน้าหล่อแต่ปากเสียนี่ดูถูกโดยไม่โต้ตอบกลับหรอกนะ อย่างนี้ต้องเอาคืนให้สาสม มือเรียวและยื่นไปด้านหน้า
“อะไร?”
“นามบัตร”
“เผอิญฉันนึกได้ว่ามีธุระสำคัญ ไม่สามารถอยู่คุยกับผู้ชายปากสุนัขเน่า ส่งกลิ่นเหม็นโชยมา จนฉันอยากคายของเก่าทิ้งได้ เลยคิดว่าขอนามบัตรคุณ แล้วค่อยนัดคุยอีกที หลังจากที่คุณไปปรับปรุงกลิ่นปากเหมือนหมาเน่าให้ดีขึ้น”
รอบกายเขามีผู้หญิงเยอะแยะไปหมด แค่ส่งสายตามามีหรือที่เขาจะไม่รู้ เธอคิดทำอะไรอยู่น่ะ ผู้หญิงสมัยนี้เป็นอะไรกันไปหมดนะ เอะอะก็...ไหล่กว้างเลิกขึ้นเล็กน้อย มุมปากหนายกขึ้นเล็กน้อยก่อนขยับ “ไม่ล่ะ...ฉันไม่อยากได้ค่าทำขวัญ ไม่อยากได้...”
สายน้ำผึ้งถึงกับสั่นเทิ้ม ในอกร้อนราวกับถูกไฟเผา จากการมองของคู่กรณีปากสุนัขที่บ่งบอกมาอย่างชัดเจน...ไม่อยากเห็นเธออยู่บนเตียงเขา!
‘อีตาบ้า เอาสมองส่วนไหนคิด สวยเลิศอย่างเธอนี่นะ คิดอยากไปนอนบนเตียงเขา ฝันไปเถอะ’ กรามเล็กๆ ขบกัดจนแก้มนวลนุ่มขึ้นสัน นัยน์ตาเป็นประกายกร้าวแข็ง สูดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรง ท่องไว้...อดทน เป็นครู่ใหญ่เธอถึงลดทอนความโกรธในอกลงได้เล็กน้อย กลีบปากอิ่มนุ่มคลี่ยิ้มละมุนละไม
“ไม่อยากได้ค่าทำขวัญ แล้วอยากได้อะไรจากฉันล่ะ”
“แค่เอ่ยคำขอโทษมาก็จบ แล้วทีหลังถ้ารู้ตัวว่าขับรถอยู่ก็ช่วยดูถนนหนทางด้วยละกัน ไม่ใช่ว่ามองดูอย่างอื่น...” ไม่จำเป็นต้องเอ่ยพูด เพราะอีกฝ่ายคงรู้ตัวดีแล้ว เขาหมายถึงสิ่งใด
‘ไอ้...ไอ้ปากมอม!’ ริ้วลมร้อนพุ่งขึ้นจนแทบออกทางใบหูราวกับหวูดรถไฟ ขบกัดฟันจนมีเสียงดังกรอดๆ ประกายไฟในดวงตาแลบแปลบปลาบราวกับสายฟ้ายามท้องฟ้ามีพายุฝนฟ้าคะนอง ศีรษะซีกหนึ่งคล้ายถูกลิ่มเหล็กกระหน่ำตอกเป็นจังหวะการเต้นของเส้นเลือด พร้อมอาการคลื่นไส้อยากคายของเก่าทิ้งไป ทว่าสายน้ำผึ้งยังสามารถอดทนข่มกลั้นใจให้ดวงหน้านวลแดงระเรื่อยังมีรอยยิ้มหวานละมุนอยู่ได้
“ไอ้ที่พูดมากปากเสียอยู่นี่ ต้องการแค่คำขอโทษเนี่ยะนะ...ได้สิ ฉันขอโทษที่ขับรถเกือบชนคุณไปอัดก๊อบปี้กับฟุตบาท เสียดายน่าจะไปบี้อัดกับต้นไม้หรือไม่ก็ผนังตึงที่มีเหล็กแหลมๆ ยื่นออกมาน่ะ จะได้แทงให้เป็นรูโหว่ ถ้าให้ดีเกี่ยวเฉือนปากให้ฉีกจะได้ไม่มาพูดว่าเขาอื่นเขาเสียๆ หายๆ อย่างนี้”