ปลายเท้าคู่หนึ่ง วางตั้งฉากอยู่ในมุมที่ได้องศาเพื่อการทรงตัวที่มั่นคงโดยทิ้งน้ำหนักบนขาทั้งสองข้างเท่าๆ กัน หันหน้าไปยังเป้าที่อยู่ห่างออกไปในระยะยี่สิบเมตร มือขวาซึ่งเป็นข้างที่ถนัดจับปืนลูกโม่ที่บรรจุกระสุนไว้หกนัดพร้อมกับยกมือซ้ายขึ้นจับปืนให้มั่นอีกมือ หลับตาด้านซ้ายเพื่อใช้ตาด้านขวาในการเล็งเป้าให้ศูนย์หน้าของปืนอยู่ในระดับเดียวกับศูนย์หลัง มือทั้งสองที่จับปืนขยับขึ้นลงเพื่อหาพิกัดยิง เป้าหมายนิ่ง ใจนิ่ง เสียงปืนจึงดังขึ้น
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่องกระทั่งกระสุนหมดแม็ก ร่างบอบบางไหวโยกเพียงนิดจากแรงของปืนในมือแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอต้องเสียสมาธิ ก่อนจะเคลื่อนเป้ากระดาษเข้ามาดูผลงานใกล้ๆ ไร้ซึ่งรอยยิ้มที่บ่งบอกว่าตนนั้นพอใจกับผลการยิง มือเรียวบรรจุกระสุนอีกครั้งอย่างชำนาญ จากนั้นเสียงปืนจึงดังขึ้นอีกชุด แทบไม่ต้องนับจำนวนครั้งในการยิงให้ยุ่งยาก เพราะปลอกกระสุนที่ตกเกลื่อนอยู่รอบๆ ตัวดูจะบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเธอนั้นยิงปืนไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
ขณะที่ ร.ต.ต.หญิง ฝนทิพย์ เกียรติราช หรือ ฝน ผู้หมวดสาววัยยี่สิบสองปี ผู้มีใจรักในงานตำรวจจึงสมัครเรียนและเข้ามาเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตามแบบของบิดากำลังซ้อมมือยิงเป้ากระดาษอยู่นั้น นายตำรวจรุ่นพี่คนหนึ่งก็ยืนกอดอกมองหญิงสาวอยู่ใกล้ๆ ก่อนที่ชายหนุ่มคนดังกล่าวจะเข้าไปร่วมวงยิงปืนในครั้งนี้ด้วย เสียงปืนจึงดังรัวอยู่หลายนาที
“อารมณ์ดีขึ้นหรือยัง” เมื่อกดปุ่มเลื่อนเป้ากระดาษอันล่าสุดที่ถูกยิงจนได้คะแนนเกือบเต็มเข้ามาใกล้ ร.ต.อ.ตรีภพ นายตำรวจรุ่นพี่ที่สนิทกับฝนทิพย์มาหลายปีก็เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเธอถอดหูฟังสำหรับกันเสียงปืนแล้ว
“ก็ช่วยได้นิดหน่อย” น้ำเสียงเซ็งๆ เอ่ยตอบกลับไป ขณะที่มือกำลังบรรจุกระสุนอีกชุด ทุกครั้งที่เธอเบื่อกับงานที่ต้องทำเพราะหน้าที่ไม่ได้ทำด้วยความชอบ ฝนทิพย์มักจะมาหมกตัวอยู่ในสนามยิงปืนเป็นวันๆ
“นี่ตกลงฝนจะยิงจนกระสุนหมดกรมเลยหรือไง พี่หิวแล้วนะ เราไปหาอะไรกินกันเถอะ”
“งั้นขออีกชุดนะคะ” พูดจบเสียงปืนก็ดังขึ้นอีกครั้ง พอได้ทำในสิ่งที่รักอารมณ์ของฝนทิพย์ก็ดูจะดีขึ้นเป็นกอง ก่อนที่ทั้งสองคนจะออกไปหาอะไรทานยังห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้ๆ การเดินเคียงคู่ของหนุ่มสาวที่ถือว่าหน้าตาดีด้วยกันทั้งคู่ทำให้คนรอบๆ ตัวหันมามองทั้งสองอยู่เป็นระยะๆ
ชายหนุ่มมองหญิงสาวอย่างฝนทิพย์พร้อมส่งสายตาอิจฉาไปยังตรีภพ ส่วนหญิงสาวก็มองตรีภพด้วยสายตาแบบเดียวกับที่ชายหนุ่มคนอื่นๆ มอง ฝนทิพย์ ฝนทิพย์เดินดุ่มๆ อย่างไม่สนใจสายตาใครทั้งนั้น แม้ใบหน้าของตรีภพจะนิ่ง แต่สำหรับความคิดเขาสวมรอยว่าเป็นแฟนหนุ่มของฝนทิพย์ไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าสิ่งนี้เป็นมากกว่าที่เขาคิดก็คงดี
“พี่ภพ ทานร้านนี้นะคะ”
“ครับ” เสียงทุ้มๆ เอ่ยรับ ก่อนจะเดินตามหญิงสาวที่ตนนั้นหลงรักมาหลายปีเข้าไปยังร้านอาหาร ก่อนที่ทั้งคู่จะสั่งอาหารที่ตนอยากทาน ขณะที่นั่งรออาหารที่สั่งไปตรีภพจึงเอ่ยขึ้น “งานที่กรมน่าเบื่อขนาดนั้นเลยเหรอ” แม้จะรู้คำตอบแต่นายตำรวจหนุ่มก็อยากถาม
“ค่ะ...เมื่อไหร่ฝนจะได้ออกนอกพื้นที่เหมือนพี่ภพสักทีก็ไม่รู้ อุตส่าห์มาเป็นตำรวจ แต่กลับต้องไปนั่งเป็นเลขานายแทนที่จะออกพื้นที่จับคนร้าย แค่คิดว่าพรุ่งนี้ฝนต้องเข้าประชุมกับนายตั้งแต่เช้ายันเย็น แถมพอเสร็จก็ต้องทำสรุปผลการประชุมส่งนาย รับสายโทรศัพท์ นัดหมาย ทำเอกสารราชการ ทำแบบนี้ซ้ำๆ ทุกวัน คิดแล้วเซ็ง เซ็งมากกกก” ฝนทิพย์ลากเสียงยาวบ่งบอกว่าเธอเซ็งสุดโต่ง ทั้งๆ ที่อุตส่าห์สอบเข้ามาเป็นตำรวจได้แล้วแท้ๆ แต่กลับไม่เคยได้ออกนอกพื้นที่เพื่อทำงานตำรวจอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก เพราะเธอต้องมาเป็นเลขาหน้าห้องนายซะอย่างนั้น วันๆ เข้าประชุมกับพิมพ์เอกสารราชการจนคล่อง แค่หลับตาก็พิมพ์ได้ชนิดไม่ตกหล่น
“แต่งานที่ฝนอยากทำมันอันตรายนะ”
“ถ้ากลัวอันตรายฝนก็ไม่มาเป็นตำรวจแล้ว ปืนฝนก็ยิงแม่นได้เหรียญมาประดับหน้าอกก็ตั้งเหรียญทองเชียวนะ”
“เรื่องยิงปืนพี่ไม่ว่า เพราะฝนเก่งยิงแม่น แต่ในเวลาทำงานจริงคนร้ายไม่ได้อยู่นิ่งๆ เหมือนเป้ากระดาษที่ฝนยิงเมื่อครู่ ไหนจะเรื่องป้องกันตัว เรื่องไหวพริบ เรื่องอื่นๆ ฝนยังขาด” คำพูดตรงๆ ของตรีภพทำเอาคนฟังหน้ายู่
“พี่ภพ” ฝนทิพย์รู้สึกจี๊ด เพราะนายตำรวจรุ่นพี่พูดถูกนั่นเอง แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็มั่นใจว่าเธอเอาตัวรอดได้
“หรือไม่จริง”
“จริง” น้ำเสียงอ่อยๆ เอ่ยรับทำให้คนฟังลอบยิ้มออกมา นั่นทำให้ตรีภพดูมีเสน่ห์มากขึ้นเป็นกอง แต่คนหัวรั้นก็ไม่ยอมง่ายๆ
“แต่ฝนเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว ไม่เชื่อให้ฝนไปทำงานนอกสถานที่สักครั้งสิ จะพิสูจน์ให้เห็น”
“อาหารมาแล้ว ทานเถอะ” ตรีภพไม่ตอบรับกลับชวนคุยเปลี่ยนเรื่องไปดื้อๆ ฝนทิพย์นั่งหน้าบึ้งมองชายหนุ่มที่ยังทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน แต่กลิ่นอาหารหอมๆ ที่ลอยมาเตะจมูกก็ทำเอาฝนทิพย์เลิกคิดเรื่องนี้ไปทันที ตรีภพยื่นมือไปรับจานอาหารที่หญิงสาวสั่งมาทาน ซึ่งเป็นปลามาแกะก้างออกให้แล้วส่งกลับไปยังคนรอ
“ขอบคุณนะคะ พี่ภพน่ารักที่สุดเลย สมแล้วที่เป็นพี่ชายของฝน” คำพูดของฝนทิพย์ทำให้หัวใจที่พองโตของตรีภพห่อเหี่ยวลงไปถนัดตา เมื่อไหร่ฝนทิพย์จะรู้ว่าเขานั้นไม่ได้คิดกับเธอแค่น้องสาว และเมื่อไหร่เขาถึงจะกล้าพอที่จะบอกเรื่องนี้ให้เธอรู้ เข้าดงกระสุนไล่ล่าคนร้าย เจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันมาก็ตั้งมาก แต่กลับไม่ได้ทำให้ตรีภพมีความกล้าพอสำหรับเรื่องการสารภาพรักเลยแม้แต่น้อย
เมื่อทานข้าวอิ่มทั้งคู่ก็ไปประลองฝีมือโยนบาสเกตบอลลงห่วงเหมือนเด็กๆ ท่าทางสนุกสนานและแข่งกันเอาเป็นเอาตายของเด็กโข่งทั้งคู่ เรียกให้บรรดาเด็กๆ มายืนออลุ้นกันเป็นแถวว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ทั้งสองเล่นเกมแข่งโยนลูกบาสเกตบอลอยู่นานจนเหรียญสิบหมดกระเป๋าจึงกลับออกไปจากโซนของเล่น ผลการแข่งขันฝนทิพย์ชนะขาดโดยที่ตรีภพเป็นคนยอมให้เธอชนะทั้งๆ ที่เขาทำแต้มนำเธอไปทุกเกมก็ว่าได้
ทั้งคู่มักจะใช้เวลาในช่วงวันหยุดด้วยกันบ่อยๆ หากมีเวลาว่างตรงกัน ซึ่งคนที่ดูจะไม่ค่อยว่างคือตรีภพมากกว่า เนื่องจากชายหนุ่มมีงานในทางลับให้ทำตลอด ก่อนที่พรุ่งนี้ต่างฝ่ายก็ต่างต้องทำงานของตัวเอง ตรีภพกำลังได้รับงานสำคัญและอาจเข้าไปประชุมที่บ้านของ ฝนทิพย์ เนื่องจากงานนี้บิดาของเธอซึ่งเป็นนายตำรวจใหญ่รับผิดชอบโดยตรง แต่ก่อนจะถึงงานตัวนี้ ตรีภพมีงานอีกชิ้นที่ต้องทำคือการแฝงตัวเข้าไปสืบหามือปืนคนสำคัญที่เพิ่งปลิดชีพคนดังไปเมื่ออาทิตย์ก่อน งานนี้ไม่ใช่งานง่าย เพราะถ้าพลาดนั่นหมายถึงชีวิต
“แล้วนี่เราจะได้พบกันอีกเมื่อไหร่” ขณะเดินทานไอศกรีมไป ฝนทิพย์ก็หันมามองหน้าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ
“คงอีกนาน เผลอๆ อาจเป็นเดือน เพราะพี่มีงานต้องทำ”
“งานลับมาก ลับชนิดบอกใครไม่ได้”
“ใช่” น้ำเสียงทุ้มๆ ของนายตำรวจหนุ่มตอบรับ งานหนักแค่ไหน แต่พอได้มาใช้เวลากับฝนทิพย์อย่างเช่นวันนี้ ความรู้สึกเหนื่อยล้าก็แทบหายไปทันที
“อิจฉา ฝนอยากทำบ้าง”
“น่าอิจฉาตรงไหน งานอันตรายทั้งนั้น” เขาก็มีความคิดเช่นเดียวกับ พ.ต.อ.บรรพต บิดาของฝนทิพย์ที่ไม่อยากให้หญิงสาวทำงานที่เสี่ยงอันตรายหากไม่จำเป็น ถึงเจ้าตัวจะบอกว่าดูแลตัวเองได้ แต่ภายใต้สถานการณ์จริง เหตุการณ์บางอย่างก็อยู่เหนือการควบคุม
“นั่นแหละที่ฝนอิจฉา ชีวิตพี่ภพมีสีสันสุดๆ ทั้งตื่นเต้น น่ากลัว ลุ้นระทึก แต่พองานสำเร็จเราจะภูมิใจมาก ใช่ไหมคะ” ตรีภพไม่ตอบแต่ส่งยิ้มให้เธอ ซึ่งนั่นก็ทำให้ฝนทิพย์เข้าใจความหมายได้ ถึงตอนนี้จะยังไม่ได้ทำงานนอกพื้นที่ แต่อีกไม่นานเธอต้องทำความฝันนี้ให้สำเร็จจงได้
เสียงแป้นพิมพ์บนคีย์บอร์ดดังขึ้นต่อเนื่องในห้องทำงานอยู่หลายนาที เพราะเจ้าของนิ้วเรียวทั้งสิบนิ้วกำลังรัวเพื่อพิมพ์สรุปผลการประชุมสำหรับส่งให้ผู้บังคับบัญชาในวันพรุ่งนี้เช้า เมื่อวันศุกร์ฝนทิพย์หมกตัวอยู่ในห้องประชุมตั้งแต่เช้ายันบ่าย จนวันนี้วันหยุดเธอแท้ๆ แต่ก็ต้องหอบงานกลับมาทำต่อที่บ้าน เมื่องานเสร็จสีหน้าเบื่อโลก คิ้วสวยได้รูปขมวดเป็นปม และถัดจากนั้นคือเสียงถอนหายใจที่ดังเฮือกใหญ่เพราะรู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ กับงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้เต็มทน เซ็งจนจะหมดความอดทนเข้าไปทุกวัน คนให้คุยแก้เซ็งอย่างตรีภพก็ทำงานสำคัญ จึงไม่ได้คุยกันมาเกือบสองอาทิตย์แล้ว
“เฮ้อ...เบื่อ” เสียงถอนหายใจของร้อยตำรวจตรีหญิงฝนทิพย์ดังขึ้นอีกครั้ง ความรักในสายงานตำรวจอย่างบิดา ฝนทิพย์จึงยึดมาเป็นแบบอย่าง ซึ่งปัจจุบันบิดาของเธอนั้นเป็นนายตำรวจใหญ่ฝีมือดี จึงหวังที่จะเจริญรอยตาม แต่พอได้มาเป็นตำรวจจริงๆ เธอกลับไม่เคยได้ออกไปทำงานนอกพื้นที่เพื่อจับคนร้าย ไม่เคยได้รับมอบหมายงานที่ท้าทายให้แม้แต่ชิ้นเดียว
ทั้งๆ ที่ฝนทิพย์นั้นชอบงานสืบสวนสอบสวนเป็นที่สุด อยากออกพื้นที่หรือแฝงตัวตามจับคนร้ายด้วยซ้ำ เพราะมั่นใจว่าตัวเองมีความสามารถพอ แต่กลับไม่มีใครหยิบยื่นโอกาสนั้นให้เธอได้พิสูจน์ฝีมือ จนกระทั่งมีความคิดจะขอย้ายแผนก เธอไม่อยากเป็นเลขาหน้าห้องนายอีกต่อไป
“พรุ่งนี้ต้องคุยกับพ่อให้รู้เรื่อง ถ้าพ่อยังไม่ยอมละก็...หึหึ” เสียงหัวเราะแบบมีเลศนัยดังขึ้น เพราะถ้าบิดาไม่ยอมให้เธอย้ายแผนกอีกหลังจากคุยเรื่องนี้กันมาหลายครั้งหลายหนแล้ว คราวนี้ฝนทิพย์ก็จะงัดไม้เด็ดมาพูดว่าเธอนั้นจะไม่แต่งงาน จะขึ้นคาน และจะหนีไปเป็นตำรวจภูธรให้ไกลสุดโต่งอยู่ตะเข็บชายแดนให้รู้แล้วรู้รอด พอมาคิดๆ ดูอีกทีก็ไม่รู้ว่าวิธีนี้จะได้ผลไหม แต่ก็ให้กำลังใจตัวเองว่าต้องเสี่ยงต่อรองดูสักตั้ง ก่อนจะหันไปมองรูปของบิดาที่อยู่ในชุดนายตำรวจแบบเต็มยศที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน
“พ่อคะ ใจอ่อนให้ฝนไปทำงานนอกพื้นที่เถอะนะ...นะ” เสียงหวานๆ พร้อมแววตาอ้อนๆ เอ่ยขอกับรูปของบิดา ตั้งแต่เล็กจนโต ฝนทิพย์เห็นบิดาทำงานเป็นนายตำรวจผู้ทรงเกียรติ ยึดมั่นในการทำความดี เคารพกฎหมายและนั่นทำให้เธอใฝ่ฝันที่จะเดินตามเท้าบิดาด้วยการเป็นตำรวจหญิงผู้ยิ่งใหญ่ เพราะแม้เธอจะเป็นหญิงแต่จิตใจนั้นก็แกร่งเกินตัว เธอรักในอาชีพตำรวจจนใช้ความพยายามทั้งหมดที่มีเพื่อจะเป็นตำรวจให้จงได้โดยขอร้องไม่ให้ผู้เป็นบิดาช่วย
แต่บรรพต ผู้ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือจะยอมอยู่นิ่งไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือลูกสาวคนเล็กของครอบครัวอย่างฝนทิพย์ เพื่อให้สมหวังในงานที่ต้องการ แต่ก็ช่วยแบบเงียบๆ เพื่อไม่ให้ฝนทิพย์รู้ตัวพร้อมกำชับทุกคนที่ทราบเรื่องนี้ให้ปิดเป็นความลับ เพียงแค่นี้ฝนทิพย์ก็ไม่รู้ว่าบิดานั้นช่วยเธอมาตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มยื่นใบสมัครด้วยซ้ำ แต่บรรพตก็อึ้งกับความสามารถของลูกสาวไม่น้อยที่ผ่านการทดสอบและร่ำเรียนมาได้ด้วยตัวเองโดยที่เขานั้นแทบไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยเลย แต่ที่ทำจริงๆ ก็เรื่องที่ไม่ยอมให้ฝนทิพย์ออกไปทำงานที่เสี่ยงอันตรายเท่านั้น ยอมทำตามความฝันของบุตรสาว แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตของบิดาอยู่ดี
เมื่อเสร็จงานที่ทำแล้วฝนทิพย์ก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบไปมาจนได้ยินเสียงแกร๊กๆ ตามร่างกาย ร่างบอบบางที่สูงเกือบร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร แต่น้ำหนักนั้นไม่ถึงห้าสิบกิโลกรัมจึงดูผอมเพรียว ผมดำขลับยาวแค่ประบ่าถูกมัดรวบไว้ด้านหลัง ปอยผมด้านหน้าหล่นคลอเคลียผิวแก้มนวลน่ามอง ท่าทางทะมัดทะแมงดูอ่อนลงเมื่ออยู่ในชุดสบายๆ ไม่ใช่ชุดสีกากีอย่างเช่นในเวลาทำงาน แต่อยู่ๆ เสียงร้องประท้วงของท้องก็ดังขึ้น
จ๊อกๆ
“หิว” เจ้าของเสียงท้องร้องบ่นกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับลูบหน้าท้องที่แบนราบของตัวเองไปมา พอเสร็จงานความหิวก็เข้ามาเล่นงานซะได้ ก่อนที่ขายาวๆ จะเดินลงไปชั้นล่างเพื่อหวังหาอะไรดับความหิวที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่ขณะที่กำลังเดินผ่านห้องทำงานของบิดาเสียงพูดคุยของคนภายในก็ทำให้ฝนทิพย์หยุดเท้าเพื่อจะฟังทั้งๆ ที่รู้ว่าเสียมารยาทก็ตามที
“เราแค่เดินผ่าน คนข้างในพูดเสียงดังจนได้ยินเอง เราไม่ผิด” ฝนทิพย์เออออกับตัวเองเป็นตุเป็นตะ ก่อนจะเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เพราะทุกครั้งที่บิดามีประชุมแบบนี้ย่อมมีงานชิ้นสำคัญให้ทุกคนในทีมทำเสมอ ยกเว้นเธอที่เหมือนส่วนเกินเข้าไปทุกวัน คิดแล้วก็เศร้า
“เบื้องบนกำชับมาว่างานชิ้นนี้ห้ามพลาดเป็นอันขาด เพราะเป็นงานประมูลเครื่องเพชรมูลค่าหลายร้อยล้านและคนที่คิดจะชิงมันไปแบบฟรีๆ ก็มีไม่น้อย” เสียงของ พ.ต.อ.บรรพต ดังขึ้น เพราะงานนี้ถือว่าคือชื่อเสียงของกรมตำรวจก็ว่าได้ เขารับหน้าที่ดูแลโดยตรง เพราะข่าวในทางลับบอกว่างานนี้อาจมีการโจรกรรมเกิดขึ้น ที่สำคัญงานนี้คนใหญ่คนโตเข้าร่วมทั้งนั้น ไม่ว่าจะเพชรที่นำมาประมูลหรือเพชรตามตัวของบรรดาคุณหญิงคุณนายที่คงขนมาประดับเพื่ออวดบารมีต่างต้องได้รับการดูแลไม่แพ้กัน แค่ได้ฟังฝนทิพย์ก็ใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น เธออยากเป็นหนึ่งในทีมงานครั้งนี้
“ครับท่านรอง” เสียงตอบรับในตำแหน่งของ พ.ต.อ.บรรพต แบบสั้นๆ ที่ดังขึ้นเป็นเสียงที่ฝนทิพย์คุ้นเคยดี เพราะนั่นคือเสียงของ ร.ต.อ.ตรีภพ นายตำรวจรุ่นพี่ที่สนิทกันมาหลายปีและยังเป็นลูกน้องที่รับงานโดยตรงจากบิดาเธอด้วย ที่สำคัญเธอยังไม่ได้พบหน้าชายหนุ่มมาตั้งหลายอาทิตย์ เพราะเขาไปทำงานลับของทางราชการ
“พ่อกับพี่ภพกำลังรับงานอะไร” คำถามดังขึ้นจากริมฝีปากอิ่ม แต่ ฝนทิพย์รู้ว่าในห้องทำงานของบิดาตอนนี้ไม่ได้มีแค่สองคนแน่ ท่าทางในห้องตอนนี้ดูเคร่งเครียดต้องเป็นงานสำคัญมากแน่ๆ
“ผมจะส่งคนไปเฝ้าสังเกตการณ์โดยรอบโรงแรมซึ่งเป็นสถานที่จัดงานก่อนครับ เพื่อดูความเรียบร้อยและกันคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากระยะ ทีมงานวันนั้นจะมีทั้งในและนอกเครื่องแบบแฝงตัวปะปนไปกับผู้เข้าประมูล” เสียงที่เอ่ยขึ้นครั้งนี้ฝนทิพย์ไม่คุ้นหู แต่สิ่งที่ได้ยินก็ทำเอาเลือดตำรวจในตัวพลุ่งพล่าน เธออยากร่วมเป็นหนึ่งในทีมงานครั้งนี้
“แฝงตัวเหรอ” แทบไม่ต้องคิดฝนทิพย์ก็ตัดสินใจในทันทีว่าเธอต้องทำงานชิ้นนี้ให้ได้ แค่คิดก็สนุกแล้ว
“ดี...ถ้าอย่างนั้นพวกคุณไปจัดการตามแผนให้เรียบร้อย พรุ่งนี้มาสรุปให้ผมฟังอีกครั้ง เพราะงานใกล้จะเริ่มแล้ว”
“ครับท่าน” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นรับอย่างพร้อมเพรียง ฝนทิพย์จับใจความได้คงมีราวสี่คนเป็นอย่างต่ำ เมื่อได้ยินเสียงขยับเก้าอี้หญิงสาวจึงรีบก้าวลงไปชั้นล่างทันที เพราะรู้ว่าการพูดคุยครั้งนี้จบลงแล้ว หญิงสาวยืนหลบมุมมองชายหนุ่มทั้งสามที่มั่นใจว่าเป็นตำรวจแน่นอนเดินกลับไปยังรถแล้วขับออกไป ส่วนอีกคนเหมือนกำลังมองหาอะไรอยู่ หญิงสาวจึงเดินเข้าไปหา
“พี่ภพ”
“ฝน” รอยยิ้มของนายตำรวจหนุ่มผุดขึ้นบนใบหน้าทันที เพราะเขากำลังมองหาเธออยู่นั่นเอง แม้จะเป็นตำรวจด้วยกันทั้งคู่ แต่เขาทำงานเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบเสียเป็นส่วนใหญ่ การที่จะเข้าไปคุยกับเลขาของนายตำรวจที่มียศสูงกว่าบ่อยๆ นั้น ก็กลัวว่าจะถูกใครต่อใครมองฝนทิพย์ไม่ดี
“ไม่เจอกันตั้งหลายวัน พี่ภพสบายดีไหมคะ แล้วงานลับนั่นลุล่วงไหม”
“สบายดีครับ ส่วนงานลับก็ลุล่วง เป้าหมายถูกจับได้แล้ว”
“เยี่ยม” ฝนทิพย์ชูนิ้วหัวแม่มือให้ชายหนุ่ม
“แล้วฝนล่ะ พักนี้เป็นไงบ้าง” น้ำเสียงทุ้มๆ บวกกับแววตาที่แสดงออกว่าห่วงใยเอ่ยถามอย่างไม่ปิดบัง เพียงแต่ฝนทิพย์ยังไร้ประสบการณ์เรื่องความรักและคิดกับตรีภพเป็นเพื่อน เป็นพี่ชายคนหนึ่งจึงมองแววตานั้นไม่ออกว่าแฝงความนัยอะไรไว้ เพราะถ้ามองออกหญิงสาวจะรู้ได้ทันทีว่านายตำรวจตรงหน้านั้นคิดยังไงกับเธอ
“เซ็ง” พูดไปก็ทำหน้าเบื่อโลกตามคำพูด เพราะเส้นความอดทนของเธอเหลือน้อยนิดแล้วนั่นเอง
“เรื่องงานอีกแล้วล่ะสิ ถึงตอบอย่างเซ็งๆ แบบนี้” หัวคิ้วดกหนาของนายตำรวจหนุ่มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เพราะเดาออกว่าฝนทิพย์เซ็งด้วยเรื่องอะไร เธอบ่นกับเขาทุกครั้ง ตรีภพอยากช่วยแต่ก็ได้แค่คิด
“พี่ภพว่างไหม ต้องไปทำงานต่อหรือเปล่า ถ้าว่างนั่งคุยกับฝนสักสิบนาทีนะ เราจะได้ทานของว่างด้วยกัน” คำเอ่ยชวนของฝนทิพย์มีหรือที่ตรีภพจะปฏิเสธต่อให้ยุ่งแค่ไหนถ้าได้ยินแบบนี้เขาก็ต้องหาเวลาให้เธออยู่แล้ว คิดถึงใบหน้าหวานๆ คำพูดอ้อนๆ นี้อยู่ทุกลมหายใจ