ขบวนอูฐตัวงามสุขภาพดีที่ได้รับการคัดสรรและฝึกฝนมาเพื่อการเดินทางทำงานสำคัญท่ามกลางความร้อนหนาวในทะเลทรายสิบกว่าตัวเดินเรียงแถวยาวมุ่งหน้าสู่จุดหมายที่มองเห็นเป็นเส้นสีดำตัดผืนทรายเบื้องหน้าและท้องฟ้ากว้างคืนเดือนแรมเกลื่อนดวงดาวส่องแสงวับวาวดารดาษดั่งเกร็ดเพชรอันเป็นถนนสายเดียวของเส้นทางเดินรถสู่แหล่งท่องเที่ยวอันมีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศ
สถานตากอากาศพักผ่อนไลย์วาเกิดขึ้นจากพระดำริของพระราชาธิบดีซามีองค์ประมุขและเจ้าชายฮัสซานพระอนุชาผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมที่ต้องการเปิดกว้างให้คนทั่วโลกได้เห็นความงดงามของโอเอซิสกลางทะเลทราย
เจ้าชายทราวิส บิน ฮัสซาน มุนายันห์ อัล-อักรา(Prins Thavis Bin Hassan Munnayanh Al-Akra) เป็นบุคคลสำคัญในความสำเร็จครั้งนี้ พระองค์ทรงทุ่มเทความรู้ความสามารถสนองพระดำริของสมเด็จลุงกับพระบิดาได้สำเร็จด้วยเวลาอันรวดเร็ว และได้รับชื่อเสียงจากการยกย่องให้เป็นเจ้าชายนักพัฒนาของประชาชนในประเทศ
ไลย์วาโอเอซิสเป็นแหล่งรวมห้วงน้ำจืดหลายแห่งกลางทะเลทรายผืนกว้างอยู่กึ่งกลางค่อนมาทางทิศเหนือของประเทศที่ตั้งอยู่ใต้อ่าวเปอร์เซียต่อเนื่องกันกว่าสองร้อยกิโลเมตร มีหมู่บ้านน้อยใหญ่ตั้งรายรอบเกือบทุกทิศทางหลายสิบหมู่บ้าน โดยเส้นทางการเดินทางจะมีถนนหลวงจากมหานครหรือนครหลวงตัดผ่านทะเลทรายยาวกว่าสามร้อยกิโลเมตรมาถึงโอเอซิส
ถนนเส้นนี้มาบรรจบกับถนนอีกสองสายที่แยกไปทางตะวันออกความยาวประมาณร้อยกว่ากิโลเมตรและทางทิศตะวันตกเกือบแปดสิบกิโลเมตรตรงวงเวียนสวยงามขนาดใหญ่ที่เป็นประตูนำสู่สถานพักผ่อนตากอากาศหรูหราสวยงามอันดับหนึ่งของประเทศในโครงการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนเชิงอารยธรรมตะวันออกกลางของรัฐบาล นอกจากจะมีที่พักตากอากาศเป็นโรงแรมรีสอร์ตสวยหรูปลูกสร้างด้วยศิลปะตะวันออกกลางจากยุคสมัยเก่าสมัยกลางจนมาถึงสมัยปัจจุบันให้ลูกค้าได้เลือกใช้บริการตามความชอบแล้วยังมีมินิทัวร์พาท่องเที่ยวชมโครงการตามพระดำริที่มีทั้งหัตถกรรมและเกษตรกรรมตามหมู่บ้านรายรอบโอเอซิสอีกด้วย
ทราวิสวางแผนให้ผู้จัดการโรงแรมไลย์วาพาเลเทรียลที่ต้องติดต่อจ้างงานการแสดงศิลปะวัฒนธรรมจากทุกประเทศแถบเอเชียมาแสดงให้แขกได้ชมในเทศกาลงานประจำปีที่โอเอซิสไลย์วาที่จัดขึ้นทุกปี ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีคณะนางรำของหญิงสาวผู้นั้นอยู่ด้วย โดยเสนอราคาพิเศษและสัญญาการว่าจ้างติดต่อกันนานหนึ่งปีเป็นแรงจูงใจ
กรามแข็งแรงใต้เคราดกครึ้มขบแน่นจากภาพความทรงจำของสาวงามแต่งกายด้วยเสื้อผ้านางระบำเปิดเผยเรือนร่างงดงามสะดุดตาสะดุดใจด้วยผิวเนียนละเอียดขาวลออผุดผ่องน่าสัมผัสลูบไล้ ทรวดทรงอรชรงดงามยามสะเอวคอดเล็กพาสะโพกผายกลมกลึงส่ายพลิ้วไหวเย้ายวนอารมณ์ตามจังหวะดนตรีที่สามารถกระชากความดิบเถื่อนของชาติบุรุษออกมาอย่างง่ายดาย
หญิงสาวเจ้าเล่ห์คนนี้ใช้ความสวยงามของรูปร่างหน้าตากับมายาเย้ายวนจากระบำรำฟ้อนมาเป็นสิ่งดึงดูดให้เขาสนใจในตัวหล่อน และทำได้สำเร็จเมื่อเขาได้เห็นรอยยิ้มหวานบาดใจกับนัยน์ตาหวานเชื่อมสีอำพันสุกใสที่ส่งประกายท้าทายเป็นเชิงเชิญชวนยามมองสบตากัน โดยไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นกับดักที่วางไว้เพื่อทำลายชื่อเสียงของเขา
แม้กิริยาการเต้นระบำพื้นเมืองแบบชนเผ่าชาวตะวันออกของหล่อนจะไม่ร้อนแรงเร้าใจอย่างนางระบำคนอื่นๆในคณะเดียวกัน แต่ก็สามารถเรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมทั่วห้องสำราญเฉพาะบุรุษได้ด้วยท่วงท่างามสง่าผนวกด้วยรูปร่างหน้าตาสวยอ่อนหวานน่ารักน่าเอ็นดูเกินใคร และทำให้ตัวเขาตกหลุมเสน่ห์ของหญิงสาวเข้าแล้ว
“หยุดก่อน นางระบำ" เขาเรียก
หลังจากเพลงระบำหยุดและหล่อนมายืนอยู่ตรงหน้าพอดิบพอดี กิริยาชม้ายตาหวานชำเลืองมองขณะยืนก้มหน้าแสดงท่าเอียงอายเป็นสิ่งประทับใจเขายิ่งนัก เขาโน้มตัวจากที่นั่งเข้าใกล้ด้วยหัวใจเต้นแรงระทึก พลางนึกขำตัวเองที่กำลังตื่นเต้นกับการได้เจอสาวสวยถูกใจ
“เธอเต้นระบำได้งดงามมาก" เขาแทบไม่รู้ตัวว่าได้ยื่นธำมรงค์วงหนึ่งที่ถอดจากนิ้วก้อยส่งให้นางระบำสาวสวยผู้นั้น แล้วบอกกับหล่อน
“นี่เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆจากฉัน ฉันอยากรู้จักเธอมากขึ้น เธอรังเกียจที่จะบอกชื่อแก่ฉันไหม" ทราวิสถามความสมัครใจของหญิงสาวตามธรรมเนียม หากนางระบำผู้ใดตอบรับไมตรีก็จะเจรจาด้วย
หล่อนชม้ายตาอย่างน่ารักแกมยั่วยวน ริมฝีปากอิ่มสวยทาลิปติกสีสดงดงามราวกลีบกุหลาบแดงอิ่มน้ำขยับตอบกลับมาด้วยเสียงหวาน
“เป็นพระกรุณายิ่งเพคะ หม่อมฉันจะบังอาจรังเกียจเชื้อพระวงศ์อันสูงส่งอย่างพระองค์ได้อย่างไร นับเป็นเกียรติสูงส่งเสียอีกเพคะ” น้ำเสียงของหล่อนดุจดั่งเสียงระฆังแก้วแว่วหวาน
“เธอชื่ออะไร" เขาถามเสียงนุ่ม
“ชื่อนั้นสำคัญไฉน" หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่วพร้อมส่งยิ้มหวานยวนใจ นัยน์ตาสีอำพันเปล่งประกายระยับงดงามฉายแววเชิญชวนเปิดเผย ก่อนจะโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ
“ถ้าทรงปรารถนาจะรู้จักหม่อมฉันจริงอย่างที่ทรงรับสั่ง หม่อมฉันยินดีอย่างที่สุดที่จะถวายความสาวบริสุทธิ์ถวายแก่พระองค์ ถ้าเสด็จไปหาหม่อมฉันในห้องพักคืนนี้”
คำเชิญชวนของนางระบำทำให้ทราวิสใจเต้นระทึก เสียงหวานกระซิบพร่าพรายประกอบกิริยาชม้ายตาเว้าวอนกึ่งท้าทายกึ่งเชิญชวนเป็นสิ่งกระตุ้นให้ทราวิสเกิดความสนใจมากขึ้น
“เอ้อ...นี่เธอหมายความว่า..." ลังเลที่จะกล่าวออกมา
เขาสนใจในตัวหล่อนมากกว่าความบริสุทธิ์ที่อ้างอิงนั่น หากหล่อนต้องการความสุขสบายจากตำแหน่งนางห้ามของเชื้อพระวงศ์หนุ่มโสดและเสนอตัวเองแบบนี้ เขาก็เต็มใจรับหล่อนไว้
“เพคะ หม่อมฉันทูลลา”
การกระทำของเจ้าชายหนุ่มผู้ไม่เคยสนใจพวกนางห้ามหรือนางระบำเรียกเสียงฮือฮาจากกลุ่มพระญาติหนุ่มวัยใกล้เคียงกัน ต่างเข้ามารุมล้อมซักถามล้อเลียน เพราะปกติทราวิสไม่เคยสนใจในตัวนางระบำหรือเรียกหญิงสาวสวยคนไหนที่มาเต้นระบำให้ดูหยุดพูดคุยอย่างนี้
เจ้าชายไฟซัลพระญาติหนุ่มเชษฐาของเจ้าหญิงซาบิยาห์ผู้จัดหาคณะนางรำและนางระบำมาแสดงช่วยเพิ่มเติมให้ข้อมูลหญิงสาวที่เจ้าชายทราวิสถูกตาต้องใจว่าหล่อนไม่ใช่นางระบำพื้นเมืองอาชีพเหมือนคนอื่นๆ แต่เป็นนางรำจากประเทศไทยที่มารำถวายพระพรหน้าพระที่นั่งองค์ประมุขที่เจ้าหญิงซาบิยาห์ว่าจ้างมา
การได้รู้ว่าหล่อนเป็นครูสอนนาฏศิลป์ไทย-สากลของสถาบันมีชื่อแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่ได้รับคัดเลือกว่าจ้างมาร่วมกับคณะทำให้เจ้าชายทราวิสสนใจหล่อนมากขึ้น และตัดสินใจไปพบตามคำเชื้อเชิญของหล่อนเพื่อเสนอไมตรีที่จะทำความรู้จักกันต่อไป
ทราวิสนึกไม่ถึงว่าเหตุการณ์ในคืนนั้นจะกลับกลายเป็นการถูกกล่าวหาว่าเข้าไปปลุกปล้ำนางรำถึงตำหนักฝ่ายใน เขาถูกพระบิดาพระมารดาและสมเด็จลุงเรียกเข้าพบเป็นการส่วนพระองค์ ทรงมีรับสั่งตำหนิอยู่บ้างว่าไม่ระมัดระวังตัว เพราะรู้อุปนิสัยใจคอว่าเขาจะไม่ทำเรื่องเสื่อมเสียอย่างนั้น
แต่อย่างไรก็ต้องมีการลงโทษทัณฑ์ให้ผู้คนได้เห็นเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น ด้วยการต้องโทษเนรเทศออกจากนครหลวงอย่างไม่มีกำหนดอันเป็นข่าวแพร่สะพัดออกไป โดยมีพระบัญชาเป็นเรื่องภารกิจลับให้เขาไปปฏิบัติงานสำคัญของประเทศในตำแหน่งผู้บัญชาการกองงานพิเศษตระเวนชายแดน
กองกำลังของเจ้าชายทราวิสประกอบด้วยนายทหารปฏิบัติงานลับปราบปรามผู้ก่อการร้ายและโจรทะเลทรายแถบหมู่บ้านชายแดนที่แต่ก่อนเจ้าชายชารีฟพระเชษฐาของพระองค์เป็นผู้บังคับบัญชาอยู่ ซึ่งหลังจากพระเชษฐาสิ้นพระชมน์ไปทางกระทรวงกลาโหมยังไม่ได้แต่งตั้งใครให้สานงานต่อ
การได้รับงานสืบต่อจากพระเชษฐาเป็นสิ่งที่ทราวิสภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะเขามุ่งมั่นจะใช้ตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งทำงานที่ทางการซุ่มทำมาเกือบสองปีให้สำเร็จผลลุล่วงเสียที นั่นคือ การจับตัวเจ้าหัวหน้าใหญ่ของโจรก่อการร้ายนักค้าอาวุธสงครามผู้มีอิทธิพลสูงสุดทางชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือโดยทราวิสคิดจะใช้กลลวงเพื่อล่อจับตัวลูกน้องคนสำคัญของมันมาเพื่อสืบสาวไปให้ถึงตัวหัวหน้าใหญ่ของพวกมันได้ง่ายขึ้น
ในแผนงานของทราวิสจะมีหญิงสาวผู้สร้างความอัปยศแก่เขาในค่ำคืนงานเลี้ยงเฉลิมฉลองพระชนมายุหกสิบพรรษาพระราชาธิบดีในพระราชวังหลวงกลางมหานครอักราเซลามห์เป็นเหยื่อล่อ สาวสวยผู้นี้จะถูกนำมาเข้าร่วมในแผนกลลวงเพื่อการลงโทษที่หล่อนบังอาจใส่ร้ายทำให้เขาเสื่อมเสียเกียรติยศ และโทษทัณฑ์ครั้งนี้จะให้บทเรียนแก่หล่อนว่า...บุรุษที่หื่นกระหายราคะแท้จริงน่ากลัวอย่างไร...
ในขณะเดียวกันทราวิสก็ต้องการรู้ความจริงว่าหญิงสาวผู้กระทำการอุกอาจและบังอาจอย่างกล้าหาญเพื่อกล่าวโทษใส่ร้ายเขามีเหตุผลหรือสิ่งจูงใจจากอะไร เพราะตรวจสอบดูแล้วหล่อนกับเขาไม่เคยมีอะไรที่เกี่ยวข้องกันมาก่อนเลย และสิ่งที่สำคัญสุด คือ...เขาต้องการหล่อนและต้องได้หล่อนมาเป็นของเขาให้ได้...ทราวิสย้ำกับตัวเองซ้ำว่า...ต้องได้หล่อนมาเป็นของเขาให้ได้...
มิลิน หรือ มิลินทรา คงไม่เป็นจุดสนใจของผู้คนพลุกพล่านในสนามบินมากนัก หากการแต่งกายของเธอจะไม่ใช่กางเกงยีนส์สกินนี่โชว์เรียวขายาวสวมรองเท้าบู้ทสั้นแค่ข้อเท้าสีส้มอมน้ำตาลเข้ากับเสื้อลายดอกไม้จุ๋มจิ๋มตัวยาวคลุมสะโพกคล้ายกระโปรงแต่งระบายชายด้วยผ้าลูกไม้เหมือนรอบคอและปลายแขนสีโอโรสอ่อนหวานแบบที่เจ้าตัวชื่นชอบ โดยมีเสื้อแจ๊กเกตแขนยาวสีเข้มเฉดเดียวกันสวมทับเพื่อให้เกียรติ แก่วัฒนธรรมของถิ่นประเทศที่ไม่นิยมให้สตรีสวมใส่เสื้อผ้าเปิดเผยเนื้อตัวจนเกินงาม และเธอก็ชอบสวมแว่นตาดำแฟชั่นอันโตที่เลือกสรรมาอย่างดีที่ช่วยอำพรางใบหน้าแทนการใช้ผ้าโปร่งบางปิดคลุมขึ้นมาจนถึงดวงตาที่ไม่คุ้นชินอย่างหญิงสาวตามประเทศแถบนี้ทำกัน
“คุณมิลินทรา คณินทร ใช่ไหมคะ”
มิลินหันมาตามเสียงเรียกทางขวามือ มองสาวสวยนัยน์ตาโต แต่งเครื่องแบบพนักงานประจำสนามบินสีดำขลิบทองที่มิได้ปิดหน้าตา แต่ยังมีผ้าคลุมศีรษะสีดำดูเรียบร้อย
“ใช่ค่ะ" ตอบเป็นภาษาอังกฤษที่คนทั่วโลกใช้เป็นภาษากลางอย่างที่หญิงสาวพนักงานพูดกับตน
มิลินมองคนที่กำลังเดินตรงมาหาผ่านแว่นกันแดดอันโตและยิ้มให้อย่างมีไมตรี เมื่อหญิงสาวผู้นั้นได้รับคำตอบก็ผายมือเชื้อเชิญมาแนะนำให้รู้จักกับสตรีกลางคนแต่งชุดพื้นเมืองสีดำปักลวดลายสีทองคล้ายกันสองคนแล้วเดินตามมาส่งถึงรถเมอร์เซเดสเบนซ์สีดำคันยาวเลิศหรูราคาหลายล้านที่เข้ามาจอดรอรับด้านหนึ่งที่ไม่มีผู้คนพลุกพล่านเหมือนด้านหน้าสนามบิน
เมื่อมิลินเข้านั่งประจำที่ตามคำเชื้อเชิญเรียบร้อย รถได้เคลื่อนตัววิ่งออกจากสนามบินเลี้ยวเข้าถนนเส้นใหญ่ที่สองข้างทางสวยงามด้วยตึกรามรูปทรงหลากหลายปลูกเรียงสลับดูเป็นระเบียบเรียบร้อย บางตึกสูงมีหลังคาโดมทรงกลมปูแผ่นโมเสกสีสันสดใสสวยตระการตาพลางคิดว่าหลายเดือนก่อนที่มากับคณะโขนนางรำของมหาวิทยาลัยไม่ทันได้สังเกตเห็นมาก่อน
รถเบนซ์สีดำคันหรูวิ่งมาได้ครู่หนึ่งสตรีชุดดำที่แนะนำว่านางชื่อซานาได้แจ้งว่าขอจอดทำธุระที่สำนักงานใหญ่ของโรงแรมในเมืองหลวงสักครู่ โดยมิลินถูกเชื้อเชิญให้ลงจากรถมารอในห้องรับรอง พร้อมบริการอาหารคาวหวานจานโตราวกับกินเป็นมื้อหลักพร้อมเครื่องดื่มเสร็จสรรพ
อาหารตกถึงท้องได้ไม่นานมิลินก็รู้สึกง่วงงุนจนผล็อยหลับไป มาตื่นอีกครั้งตอนเวลาใกล้ค่ำทำให้เธอรู้สึกอับอายขายหน้า เมื่อกล่าวขอโทษขอโพยพวกนางกลับยิ้มแย้มบอกว่าเป็นเรื่องปกติและมิได้รีบร้อนอะไร จะออกเดินทางเมื่อไรก็ได้ รถวิ่งมาได้ไม่นานแสงตะวันริมขอบฟ้าก็คล้อยต่ำนำความมืดเยี่ยมกรายเข้ามาแทนอย่างรวดเร็วตามสภาพภูมิประเทศที่สว่างเร็วค่ำเร็วของประเทศแถบถิ่นนี้
มิลินมองฝ่าความมืดสลัวผ่านความเวิ้งว้างท้องฟ้าอีกด้านหนึ่งจึงสังเกตเห็นดวงดาวกะพริบพราวราวเพชรจรัสแสงที่ดูเหมือนจะมีขนาดใหญ่กว่าดวงดาวจากบ้านย่านชานเมืองหลวงของประเทศถิ่นเกิดที่ทำให้เธอคิดถึงครอบครัวที่เหลือเพียงแม่วัยใกล้ห้าสิบกับหลานชายกำพร้าอายุขวบเศษเพิ่งหัดพูดชัดบ้างไม่ชัดบ้างที่กำลังน่ารักน่าชัง
บรรยากาศยามอาทิตย์อัสดงกลางทะเลทรายกว้างไกลช่างชวนหมองเศร้า ความลึกลับบนเงาคลื่นทรายทอดยาวสุดสายตาในความมืดของคืนเดือนดับมองดูน่าหวาดหวั่นระคนอ้างว้างดึงความว้าเหว่เข้ามาในความรู้สึกนึกคิด แล้วภาพกลุ่มคนบนหลังอูฐเดินเรียงรายตามลอนทรายก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดคำนึงของมิลิน คงไม่แปลกที่บางทีจะมีนักเดินทางกำลังนั่งหลังอูฐเดินท่องทะเลทรายอยู่ที่ไหนสักแห่งบนแผ่นดินนี้
...ไม่แน่นะ บางทีอาจจะมีโจรทะเลทรายพวกใดพวกหนึ่งกำลังเดินทางเพื่อหาเหยื่อปล้นจี้อยู่ก็ได้...จิตสำนึกของเธอกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงลึกลับ
มิลินอมยิ้มกับความคิดเพ้อฝันในจินตนาการก่อนจะเบือนหน้ากลับมามองถนนข้างหน้าที่ยาวทาบเป็นเส้นสีดำโดยไม่มีเสาไฟส่องให้ความสว่างเหมือนอย่างแถบชานเมืองที่รถวิ่งผ่านเมื่อสี่สิบห้านาทีมาแล้ว ถนนมืดดำคดเคี้ยวข้างหน้ายาวไกลจนกลืนหายไปกับความมืดและผืนทรายเสมือนไม่มีที่สิ้นสุด แต่ระยะทางที่วิ่งตรงจากนครหลวงถึงไลย์วาโอเอซิสไม่ถึงสองร้อยกิโลเมตร อีกไม่เกินชั่วโมงเศษข้างหน้าเธอจะถึงจุดหมายปลายทางแล้วนี่นา
“อ้าว!...รถหยุดทำไมคะ" มิลินเอ่ยขึ้นเมื่อรถที่กำลังวิ่งมาหยุดลงอย่างกะทันหัน นึกสงสัยว่าทำไมรถคันหรูใหม่เอี่ยมถึงได้มาดับอยู่กลางทางเปลี่ยวอย่างนี้
“เอ...ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”
นางซานาตอบด้วยสีหน้าสงบเรียบเฉยไม่มีอาการตื่นเต้นตกใจ คนขับเปิดประตูออกไปเปิดกระโปรงรถทำท่าดูอะไรอยู่สองสามอึดใจก็เดินมาเคาะกระจกด้านข้างฟากที่หญิงสูงวัยสองคนนั่งอยู่ แล้วพูดภาษาพื้นเมืองรัวเร็วแผ่วเบาจนแทบจับใจความไม่ได้ก่อนจะเดินกลับไป
“เขาว่าอะไรนะ" มิลินเป็นกังวล ไม่เข้าใจในคำพูดที่จับใจความไม่ถนัดกับภาษาถิ่นรัวลิ้นที่พูดเร็วของพวกเขา
“เขาว่าเครื่องยนต์มีปัญหานิดหน่อยค่ะ เครื่องยนต์ร้อนจัดจนดับ คงต้องจอดรอสักครู่”
นางซานาตอบโดยไม่มองหน้าคู่สนทนา นางรู้ว่าหญิงสาวสวยตรงหน้าไม่ใช่คนโง่ที่จะโกหกได้ง่าย แต่นางก็ต้องทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายมาให้ดีที่สุด
มิลินมองหน้าผู้ตอบเหมือนเห็นตัวประหลาด...ปัญหานิดหน่อยหรือ...นี่หมายความว่ารถหรูราคาหลายล้านคันนี้กำลังมีปัญหาทางเครื่องยนต์จนไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไป...โอ...เป็นไปได้หรือที่รถสภาพใหม่เอี่ยมอ่อง ราวกับเพิ่งขับออกมาจากบริษัทขายในต่างประเทศจะเกิดอาการเครื่องร้อนดับเอาง่ายๆ
ขณะที่มิลินกำลังคิดสงสัยอยู่นั้น ทันใดประตูรถทางที่นั่งก็ถูกเปิดออกด้วยแรงกระชากจากด้านนอกที่เธอไม่คาดคิดว่าคนขับจะเลินเล่อลืมปิดล็อก และต้องตื่นตระหนกกับกลุ่มแขกไม่ได้รับเชิญที่มาปรากฏตัวท่ามกลางความมืดคืนแรมยืนทะมึนเหมือนปีศาจราตรีสี่ตนที่น่าหวั่นกลัว
“อะ...อะไรกัน" เธอถามเสียงสั่น ใจเต้นระทึก ความกลัวแล่นเข้าจับใจกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน รถคันหรูราคามากกว่าล้านมาหยุดกลางทาง แล้วชายนิรนามสี่นายแต่งกายคลุมหน้าคลุมตาเหล่านี้เป็นใคร