ธีรดา กุลวงศ์ POV:
หลังจากประกาศตัดขาดจากตระกูลกุลวงศ์อย่างเด็ดขาด ฉันก็รู้สึกเหมือนพละกำลังทั้งหมดเหือดหายไปจากร่างกาย
ฉันขับรถอย่างไร้จุดหมายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำ ท้ายที่สุดฉันก็จอดรถหน้าโรงแรมหรูแห่งหนึ่งที่เคยมาพักกับธีรภัทร
ฉันก้าวลงจากรถพร้อมกับกระเป๋าเดินทางเพียงใบเดียว หัวใจของฉันหนักอึ้ง แต่แววตาฉันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ฉันเช็คอินเข้าห้องสวีทที่แพงที่สุดของโรงแรม พร้อมกับรูดบัตรเครดิตที่เหลืออยู่ทั้งหมด
ภายในห้องสวีทที่เคยเต็มไปด้วยความสุขในอดีต ตอนนี้กลับว่างเปล่าและเย็นยะเยือก
ฉันทิ้งตัวลงบนโซฟาหนังสีขาว พยายามระงับความรู้สึกเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามา
ฉันสั่งอาหารแพงๆ เครื่องดื่มราคาแพง และเสื้อผ้าแบรนด์เนมมากมายเข้ามาในห้อง
ฉันซื้อทุกอย่างที่ฉันอยากได้ ซื้อทุกอย่างเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าในใจ
แต่ไม่ว่าฉันจะซื้ออะไรมากแค่ไหน ความรู้สึกเจ็บปวดก็ยังคงเกาะกุมอยู่ในใจ
โทรศัพท์มือถือของฉันสั่นขึ้น พ่อณรงค์โทรเข้ามา
ฉันรับสายด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาที่สุดเท่าที่จะทำได้ "มีอะไรคะพ่อ"
"ธีรดา นี่เธอทำอะไรลงไป! เธอเอาเงินไปผลาญแบบนี้ได้ยังไง!" เสียงของพ่อณรงค์ตะคอกใส่ฉันอย่างโกรธจัด
ฉันหัวเราะเยาะ "ทำไมจะทำไม่ได้คะ เงินพวกนั้นมันก็เป็นของฉันเหมือนกันนี่คะ"
"แต่ตอนนี้เธอไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตระกูลกุลวงศ์แล้วนะ! เธอไม่มีสิทธิ์ใช้เงินของตระกูล!"
"แล้วไงคะ เงินที่พ่อให้มา หนูจะใช้ยังไงก็เรื่องของหนู"
"ธีรดา! ถ้าเธอยังเป็นแบบนี้ ฉันจะจัดการเธอแน่!"
"พ่อจะทำอะไรคะ" ฉันถามกลับอย่างไม่เกรงกลัว "พ่อจะถอดถอนหนูออกจากกองมรดกเหรอคะ ทำไปเลยค่ะ หนูไม่สนอยู่แล้ว"
"เธอมันลูกอกตัญญู!"
ฉันหัวเราะเยาะอีกครั้ง "แล้วพ่อเคยเป็นพ่อที่ดีกับหนูบ้างไหมคะ พ่อเคยห่วงหนูบ้างไหมคะ นอกจากผลประโยชน์ทางธุรกิจ"
พ่อณรงค์เงียบไป
"หนูไม่ขออะไรจากพ่ออีกแล้วค่ะ พ่ออยากทำอะไรก็ทำไปเลย"
ฉันกดวางสายอย่างไม่ลังเล
ฉันรู้ว่าฉันทำถูกแล้วที่ตัดสินใจแบบนี้
ฉันเหนื่อยกับการต้องเป็นหุ่นเชิดของพ่อ เหนื่อยกับการต้องทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความหลอกลวง
ฉันเดินไปที่หน้าต่าง มองลงไปยังเมืองเบื้องล่าง
แสงไฟระยิบระยับของเมืองใหญ่ดูเหมือนจะเย้ยหยันความโดดเดี่ยวของฉัน
ฉันรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังยืนอยู่กลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่เพียงลำพัง
น้ำตาไหลอาบแก้มอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด แต่เป็นเพราะความรู้สึกโล่งใจ
ฉันเป็นอิสระแล้ว
ฉันเป็นอิสระจากทุกสิ่งทุกอย่าง
ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ชีวิตที่เป็นของฉันเอง
ฉันหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึกๆ
ฉันจะต้องเข้มแข็ง
ฉันจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นกว่าที่เคย
ฉันทานอาหารเช้า สั่งของเข้ามาเพิ่ม และวางแผนที่จะไปช้อปปิ้ง
แต่เมื่อฉันกำลังจะรูดบัตรเครดิตเพื่อจ่ายค่าอาหาร พนักงานก็แจ้งว่าบัตรของฉันถูกระงับ
"เกิดอะไรขึ้นคะ" ฉันถามด้วยความสงสัย
"คุณผู้หญิงคะ บัตรเครดิตของคุณถูกระงับค่ะ" พนักงานตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ฉันรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางกบาล
ฉันรู้ทันทีว่าพ่อณรงค์ต้องเป็นคนทำ
"ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะจ่ายด้วยบัตรอื่น" ฉันพยายามรักษาท่าที
แต่บัตรเครดิตทุกใบของฉันถูกระงับทั้งหมด
ฉันรู้สึกเหมือนถูกตีแสกหน้า
พ่อณรงค์ทำแบบนี้กับฉันได้อย่างไร
ฉันรู้สึกโกรธและเสียใจจนตัวสั่น
"คุณผู้หญิงคะ ไม่ทราบว่าจะจ่ายด้วยวิธีอื่นไหมคะ" พนักงานถามขึ้นอย่างสุภาพ แต่แฝงไปด้วยความกดดัน
ฉันส่ายหน้าช้าๆ "ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะจัดการเอง"
ฉันเดินออกจากร้านอาหารด้วยความรู้สึกอับอาย
ฉันไม่มีเงินเหลือแล้ว
ฉันเป็นคนไม่มีเงิน ไม่มีบ้าน และไม่มีใคร
ฉันเดินไปที่ฟร้อนท์ของโรงแรม พนักงานก็แจ้งว่าฉันไม่สามารถพักต่อได้แล้ว
"คุณผู้หญิงคะ เนื่องจากบัตรเครดิตของคุณถูกระงับ คุณจึงไม่สามารถพักต่อได้ค่ะ"
ฉันรู้สึกเหมือนถูกเตะออกจากโรงแรม
ฉันมองไปรอบๆ ตัวเอง สภาพของฉันตอนนี้ดูไม่ได้เลย
เสื้อผ้าที่ดูหรูหราตอนนี้กลับดูเหมือนเครื่องแต่งกายยามค่ำคืน
ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะบ้า
ฉันเดินออกจากโรงแรมมาด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง
ฉันไม่รู้จะไปที่ไหนดี
ฉันไม่มีบ้าน ไม่มีเงิน และไม่มีใครให้พึ่งพิง
ฉันเดินไปเรื่อยๆ ตามถนนอย่างไม่มีจุดหมาย
ผู้คนรอบข้างมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและดูถูก
ฉันรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งอยู่กลางเมืองใหญ่เพียงลำพัง
ฉันเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มที
ฉันล้มตัวลงนั่งบนม้านั่งสาธารณะ มองดูผู้คนเดินผ่านไปมา
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองไร้ค่า
ความรู้สึกเจ็บปวดและความผิดหวังเข้าครอบงำฉันอีกครั้ง
ฉันไม่รู้ว่าฉันจะผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างไร
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตาย
ทันใดนั้น ฉันก็รู้สึกถึงเงาของใครบางคนมาบังแสงอาทิตย์
ฉันเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าเป็นธีรภัทร
เขายืนอยู่ตรงหน้าฉัน มองมาที่ฉันด้วยสายตาที่ยากจะอ่านความรู้สึก
"ทำไมเธอถึงมาอยู่ในสภาพนี้" เขาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
ฉันไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ก้มหน้าลง
"ฉันถามว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ในสภาพนี้" เขาถามซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น
ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขา น้ำตาไหลอาบแก้ม
"คุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอกค่ะ"
เขาหัวเราะเยาะ "หึ! เธอนี่มันดื้อด้านจริงๆ"
ฉันมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
"คุณจะมาดูถูกฉันทำไมคะ คุณอยากจะเยาะเย้ยฉันใช่ไหมคะ"
"ฉันไม่ได้มาเยาะเย้ยเธอ" เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ "ฉันมาเพื่อดูว่าเธอจะดิ้นรนไปได้แค่ไหน"
คำพูดของเขาทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดจนแทบจะหายใจไม่ออก
"คุณไม่จำเป็นต้องมาดูถูกฉันหรอกค่ะ ฉันรู้ดีว่าฉันไม่มีค่าอะไรสำหรับคุณ"
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า "ลุกขึ้น! ฉันจะพาเธอกลับไปที่คอนโด"
"ฉันไม่กลับ!" ฉันตอบกลับอย่างรวดเร็ว
"เธอจะไปไหน! ไม่มีที่ไปแล้วไม่ใช่เหรอ"
คำพูดของเขาแทงใจดำฉันอย่างจัง
ฉันเงียบไป
"ลุกขึ้นซะ ก่อนที่ฉันจะลากเธอไป"
ฉันมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ
แต่ฉันก็รู้ดีว่าฉันไม่มีทางเลือก
ฉันลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาก็เดินนำหน้าฉันไปที่รถของเขา
ฉันเดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินตามปีศาจร้าย
ฉันไม่รู้ว่าเขาจะพาฉันไปที่ไหน และฉันก็ไม่รู้ว่าอนาคตของฉันจะเป็นอย่างไร
แต่ฉันก็รู้ดีว่าฉันไม่สามารถหนีจากเขาได้อีกต่อไปแล้ว
ฉันจะต้องเผชิญหน้ากับความจริง และฉันจะต้องแข็งแกร่งขึ้น
ฉันจะไม่มีวันยอมแพ้
ธีรดา กุลวงศ์ POV:
รถของธีรภัทรแล่นผ่านถนนที่คุ้นเคย มุ่งหน้าสู่เพนต์เฮาส์หรูของเขา
หัวใจของฉันเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่ปะปนกัน ทั้งความโกรธ ความเจ็บปวด และความสับสน
ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมาช่วยฉันในสภาพที่ย่ำแย่ขนาดนั้น หรือนี่เป็นเพียงความเมตตาจอมปลอมที่เขามอบให้ เพื่อย้ำเตือนว่าฉันอ่อนแอแค่ไหนเมื่อไม่มีเขา
เมื่อมาถึงเพนต์เฮาส์ที่เคยเป็นรังรักลับๆ ของเรา ฉันก็เดินเข้าไปอย่างเงียบๆ
"เธอพักห้องรับแขกไปก่อน" ธีรภัทรพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ "ฉันจะให้คนไปเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวให้"
ฉันพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ต้องการที่จะโต้เถียงกับเขา
ฉันเดินเข้าไปในห้องรับแขก มองไปรอบๆ ห้องที่เคยเต็มไปด้วยความอบอุ่น ตอนนี้กลับดูเย็นชาและว่างเปล่า
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนแปลกหน้าในสถานที่ที่เคยเป็นของฉัน
"ฉันไม่ต้องการอะไรจากคุณ" ฉันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา "ฉันจะอยู่ที่นี่แค่ชั่วคราวเท่านั้น"
ธีรภัทรหันมามองฉัน ดวงตาของเขาดูมืดมิด
"เธอคิดว่าเธอจะหนีฉันไปได้เหรอธีรดา"
"ฉันไม่ได้หนีคุณค่ะ" ฉันตอบกลับอย่างรวดเร็ว "ฉันแค่ไม่ต้องการอยู่ในความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความหลอกลวงแบบนี้อีกต่อไปแล้ว"
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาหาฉันช้าๆ
"เธอคิดว่าฉันหลอกลวงเธอเหรอ"
"แล้วมันไม่ใช่เหรอคะ" ฉันถามกลับอย่างไม่เกรงกลัว "คุณเคยรักฉันบ้างไหมคะ คุณเคยเห็นฉันในสายตาคุณบ้างไหมคะ นอกจากผลประโยชน์ทางธุรกิจ"
คำพูดของฉันทำให้ธีรภัทรชะงักไป
"ธีรดา..."
"พอเถอะค่ะ" ฉันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวด "ฉันไม่อยากได้ยินอะไรจากคุณอีกแล้ว"
ฉันหันหลังให้เขา และเดินเข้าไปในห้องรับแขก
ฉันทิ้งตัวลงบนเตียง พยายามระงับความรู้สึกเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามา
ฉันไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้นานแค่ไหน แต่ฉันก็รู้ดีว่าฉันจะต้องรีบหนีไปจากเขาให้เร็วที่สุด
ฉันจะไม่อยู่ใต้การควบคุมของเขาอีกต่อไปแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย
ฉันเดินลงมาที่ห้องอาหาร ก็พบว่าธีรภัทรกำลังนั่งทานอาหารเช้าอยู่
"มาทานอาหารเช้าสิ" เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
ฉันนั่งลงตรงข้ามเขา หยิบขนมปังขึ้นมาทาเนย
"คุณดวงทิพย์ไม่มาทานอาหารเช้าด้วยเหรอคะ" ฉันถามขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ
คำถามของฉันทำให้ธีรภัทรชะงักไป
"เธอพูดอะไร" เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
"ฉันแค่ถามว่าคุณดวงทิพย์ไม่มาทานอาหารเช้าด้วยเหรอคะ"
เขาจ้องมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
"เธอไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องของดวงทิพย์"
"ทำไมล่ะคะ" ฉันถามกลับอย่างไม่เกรงกลัว "ฉันก็แค่อยากรู้ว่าคุณกับเธอเป็นอะไรกัน"
ธีรภัทรวางช้อนลงอย่างแรง "เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะถามเรื่องนี้"
"ทำไมล่ะคะ" ฉันถามกลับอีกครั้ง "คุณกับเธอเป็นอะไรกันคะ เป็นแฟนกันเหรอ"
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า "ดวงทิพย์เป็นน้องสาวบุญธรรมของฉัน"
ฉันหัวเราะเยาะ "น้องสาวบุญธรรมเหรอคะ แล้วทำไมน้องสาวบุญธรรมถึงส่งข้อความมาหาคุณว่าคิดถึง แล้วทำไมคุณถึงรีบไปรับเธอ"
คำพูดของฉันทำให้ธีรภัทรหน้าซีด
"เธอแอบดูโทรศัพท์ของฉันเหรอ" เขาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ
"เปล่าค่ะ ฉันแค่เห็นข้อความของคุณดวงทิพย์โดยบังเอิญ"
"เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะมาตัดสินฉัน"
"แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินฉันคะ" ฉันถามกลับอย่างไม่เกรงกลัว "คุณทำร้ายฉัน คุณหลอกลวงฉัน แล้วคุณยังจะมาทำเป็นผู้บริสุทธิ์อีกเหรอคะ"
ธีรภัทรลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาหาฉันช้าๆ
"ธีรดา ฉันเตือนเธอแล้วนะ อย่ามายุ่งกับเรื่องของดวงทิพย์"
ฉันมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
"ฉันจะยุ่งหรือไม่ยุ่ง มันก็เรื่องของฉันค่ะ"
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องอาหารไป
ฉันมองตามหลังเขาไป รู้สึกเจ็บปวดในใจ
ฉันรู้ดีว่าฉันไม่ควรจะไปยุ่งกับเรื่องของเขา แต่ฉันก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้
ฉันยังรักเขาอยู่ใช่ไหม
ไม่! ฉันไม่รักเขาแล้ว
ฉันเกลียดเขา เกลียดความหลอกลวงของเขา
ฉันเดินกลับเข้าไปในห้องรับแขก นั่งลงบนเตียง
ฉันไม่รู้ว่าฉันควรจะทำอย่างไรต่อไปดี
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะบ้า
ฉันนอนอยู่บนเตียงทั้งวัน ไม่ได้ทำอะไรเลย
จนกระทั่งตอนเย็น ธีรภัทรก็กลับมา
"เธอเตรียมตัวให้พร้อม คืนนี้เราจะไปงานเลี้ยงของตระกูลจงรักษ์" เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
ฉันมองเขาด้วยความตกใจ "งานเลี้ยงของตระกูลจงรักษ์เหรอคะ"
"ใช่"
"แต่ฉันไม่ไปค่ะ"
"เธอต้องไป" เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น "เธอเป็นผู้ช่วยของฉัน เธอก็ต้องไปกับฉัน"
ฉันมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
"ฉันไม่ไปค่ะ"
"เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ"
ฉันเงียบไป
ฉันรู้ดีว่าฉันไม่สามารถปฏิเสธเขาได้
ฉันลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่ห้องน้ำ
ฉันมองตัวเองในกระจกเงา ใบหน้าที่บวมเป่ง ดวงตาแดงก่ำ
ฉันดูไม่ได้เลย
ฉันจะไปงานเลี้ยงในสภาพนี้ได้ยังไง
ฉันพยายามแต่งหน้า กลบเกลื่อนร่องรอยความอ่อนเพลีย
แต่ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน ฉันก็ยังรู้สึกว่าตัวเองดูไม่ได้อยู่ดี
ฉันใส่ชุดราตรีสีดำที่ธีรภัทรให้คนนำมาให้
มันเป็นชุดที่สวยงาม แต่ก็ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัด
ฉันเดินออกจากห้องน้ำ ธีรภัทรกำลังยืนรอฉันอยู่
เขามองมาที่ฉันด้วยสายตาที่ยากจะอ่านความรู้สึก
"สวย" เขาพูดสั้นๆ
ฉันไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่เดินตามเขาไป
รถของธีรภัทรแล่นไปยังคฤหาสน์ของตระกูลจงรักษ์
เมื่อไปถึง ฉันก็พบว่ามีผู้คนมากมายมาร่วมงาน
ธีรภัทรจับมือฉันเดินเข้าไปในงาน
ผู้คนรอบข้างมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
ฉันรู้สึกอึดอัด
ฉันพยายามยิ้มให้ทุกคน แต่ฉันก็รู้สึกว่ารอยยิ้มของฉันมันฝืน
ทันใดนั้น ฉันก็เห็นดวงทิพย์เดินเข้ามาหาเรา
เธอมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะหันไปยิ้มให้ธีรภัทร
"พี่ภัทรคะ ดวงทิพย์คิดถึงพี่ภัทรจังเลยค่ะ" เธอกอดแขนธีรภัทรอย่างสนิทสนม
ธีรภัทรยิ้มให้ดวงทิพย์อย่างอ่อนโยน
รอยยิ้มที่ฉันไม่เคยได้รับจากเขา
หัวใจของฉันเจ็บปวดอีกครั้ง
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินในงานเลี้ยงนี้
ฉันพยายามถอนมือออกจากธีรภัทร แต่เขาก็จับมือฉันไว้แน่น
"นี่ใครคะพี่ภัทร" ดวงทิพย์ถามขึ้นพลางชายตามองฉัน "ผู้ช่วยคนใหม่เหรอคะ ทำไมไม่เคยเห็นหน้าเลย"
"ใช่ ธีรดา กุลวงศ์ ผู้ช่วยของฉัน" ธีรภัทรแนะนำฉันด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
"สวัสดีค่ะคุณดวงทิพย์" ฉันพูดขึ้นอย่างสุภาพที่สุด
ดวงทิพย์มองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูก
"คุณนี่เองเหรอคะ ธีรดา กุลวงศ์ ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้วนะคะ"
ฉันไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ยิ้มให้เธอเล็กน้อย
"พี่ภัทรคะ ดวงทิพย์อยากคุยกับพี่ภัทรเป็นการส่วนตัวค่ะ" ดวงทิพย์พูดขึ้นพลางดึงแขนธีรภัทร
ธีรภัทรหันมามองฉัน "เธอไปหาอะไรทานก่อนนะ ฉันจะมาหา"
ฉันพยักหน้าเล็กน้อย และเดินจากมา
ฉันรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งอยู่กลางงานเลี้ยง
ฉันเดินไปที่มุมหนึ่งของงาน หยิบแก้วไวน์ขึ้นมาดื่ม
ฉันมองดูธีรภัทรกับดวงทิพย์ที่กำลังยืนคุยกันอย่างสนิทสนม
ดวงทิพย์มองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสะใจ
ฉันรู้ดีว่าเธอจงใจทำแบบนี้เพื่อเยาะเย้ยฉัน
ฉันรู้สึกเจ็บปวดและอับอาย
ฉันหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาดื่มอีกครั้ง พยายามระงับความรู้สึกเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามา
ฉันไม่รู้ว่าฉันจะทนอยู่ในงานเลี้ยงนี้ได้นานแค่ไหน
ฉันอยากจะหนีไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด
แต่ฉันก็รู้ดีว่าฉันหนีไม่ได้
ฉันต้องเผชิญหน้ากับความจริง และฉันจะต้องแข็งแกร่งขึ้น
ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายฉันได้อีกต่อไปแล้ว
ฉันจะสู้เพื่อตัวเอง
ฉันจะทำให้ธีรภัทรเสียใจที่ทิ้งฉันไป