ฉันคือผู้ช่วยส่วนตัวของธีรภัทร ทายาทหนุ่มผู้เยือกเย็น แต่เมื่ออยู่กันตามลำพัง เขาจะเรียกฉันว่า "คุณหนูของผม" ด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ฉันสั่นสะท้าน ฉันยอมจมดิ่งในความสัมพันธ์ลับๆ นี้อย่างโง่งม เพราะคิดว่ามันคือความรัก
จนกระทั่งวันเกิดของฉัน เขาทิ้งให้ฉันรอเก้อทั้งคืน เพื่อไปอยู่กับดวงทิพย์ น้องสาวบุญธรรมผู้บอบบางของเขา
หัวใจของฉันแตกสลาย เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นแค่ของเล่นและเครื่องมือทางธุรกิจของเขาและพ่อของฉันเอง
ฉันถูกตัดขาดจากครอบครัว ถูกอายัดบัตรเครดิตจนสิ้นเนื้อประดาตัว และที่เลวร้ายที่สุดคือฉันต้องเสียลูกในท้องไป เพราะเขาเลือกที่จะปกป้องดวงทิพย์แทนที่จะเป็นฉัน
ดวงทิพย์ยังเยาะเย้ยฉันว่า ที่จริงแล้วฉันเป็นแค่ตัวแทนของน้องสาวอีกคนที่ตายไป และธีรภัทรก็แอบถ่ายคลิปวิดีโอของเราไว้เพื่อแบล็กเมล์ฉัน
ความรักและความไว้ใจที่ฉันมีให้พังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
ในคืนนั้น ฉันจึงตัดสินใจเผาเพนต์เฮาส์ที่เคยเป็นรังรักของเราให้วอดวาย โอนเงินทุกบาททุกสตางค์คืนให้เขา แล้วซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวแรกเพื่อหนีไปจากนรกขุมนี้ให้ไกลที่สุด
บทที่ 1
ธีรดา กุลวงศ์ POV:
ฉันรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของเรามันซับซ้อน
ต่อหน้าคนอื่น ฉันคือผู้ช่วยส่วนตัวที่ไร้เดียงสาของ ธีรภัทร จงรักษ์ ทายาทหนุ่มผู้เยือกเย็นแห่งอาณาจักรเจริญรักษ์ แต่เมื่อประตูห้องปิดลง เขาจะเรียกฉันว่า "คุณหนูของผม" ด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ทุกอณูของฉันสั่นสะท้าน และครอบครองฉันอย่างเร่าร้อน
คืนแล้วคืนเล่า ฉันจมดิ่งในความรักที่เขาหยิบยื่นให้ ไม่เคยสงสัยเลยว่าเบื้องหลังสายตาเย็นชาคู่นั้นจะซ่อนแผนการและผลประโยชน์ทางธุรกิจไว้อย่างลึกซึ้ง
"ธีรดา..." เสียงของธีรภัทรยังคงก้องอยู่ในหูของฉัน เสียงกระซิบยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความปรารถนา ตอนนั้นฉันคิดว่ามันคือความรัก
แต่ในความเป็นจริง มันคือหนี้ชีวิตที่เขาต้องชดใช้ให้กับ ดวงทิพย์ จงรักษ์ น้องสาวบุญธรรมผู้บอบบางของเขา
ฉันไม่เคยรู้เลยว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงฉากละครที่เขากำกับขึ้นมา เพื่อควบคุมฉัน เพื่อตระกูลของฉัน และเพื่อแก้แค้นใครบางคน
"พรุ่งนี้เตรียมตัวให้พร้อม" เสียงของธีรภัทรในตอนเช้าแตกต่างจากยามค่ำคืนลิบลับ "จะมีประชุมสำคัญกับผู้บริหารระดับสูงหลายฝ่าย เธอต้องอยู่ข้างฉันตลอดเวลา"
ฉันพยักหน้า พยายามซ่อนร่องรอยความอ่อนเพลียจากการถูกเขาครอบครองเมื่อคืน
"คุณภัทรครับ มีข้อความเข้าครับ" โชเฟอร์ยื่นโทรศัพท์ให้เขา ธีรภัทรเหลือบมอง หน้าจอที่สว่างขึ้นเผยให้เห็นชื่อ "ดวงทิพย์" พร้อมข้อความสั้นๆ "มารับหน่อยค่ะ คิดถึง"
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนมุมปากของเขา ก่อนที่เขาจะรีบเก็บโทรศัพท์ลง และหันมาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงที่ต่างไปจากเดิม
"ธีรดา เอกสารที่ฉันให้เตรียมไว้เมื่อวานเรียบร้อยดีนะ"
ฉันมองใบหน้าของเขาที่กลับมาเย็นชาอีกครั้ง ความรู้สึกเย็นวาบแล่นไปทั่วร่าง
ทั้งที่เพิ่งผ่านค่ำคืนอันเร่าร้อนมาด้วยกัน แต่เขากลับไม่มีร่องรอยของความผูกพันใดๆ เหลืออยู่เลย
หัวใจของฉันกระตุกวูบ ภาพความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนผุดขึ้นมาในหัว
ฉันยังจำค่ำคืนนั้นได้ดี ค่ำคืนที่ฉันพยายามจะเข้าใกล้ธีรภัทรเป็นครั้งแรก
ในงานฉลองครบรอบบริษัทของพ่อ ณรงค์ กุลวงศ์ ฉันในวัย 18 ปี พยายามรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหาธีรภัทร ทายาทหนุ่มที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ
เขาดูโดดเด่นท่ามกลางผู้คน ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชา ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยว
"คุณภัทรคะ" ฉันเรียกเขาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย
เขาหันมามองฉันอย่างไม่แยแส "มีอะไร"
"เอ่อ...คุณภัทรจำฉันได้ไหมคะ ฉันธีรดา ลูกสาวเจ้าสัวณรงค์ค่ะ"
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย "จำได้" น้ำเสียงของเขาราบเรียบจนฉันรู้สึกเจ็บปวด
ฉันพยายามยิ้ม "คืนนี้คุณภัทรดู...โดดเด่นมากเลยนะคะ"
เขาไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่จิบไวน์ในมืออย่างสงบ
ความเงียบที่อึดอัดทำให้ฉันแทบจะวิ่งหนีไปให้พ้นจากตรงนั้น
แต่แล้ว อยู่ๆ เขาก็หันมามองฉันตรงๆ "เธออยากให้ฉันพูดอะไร"
คำถามนั้นทำให้ฉันอึ้งไปชั่วขณะ
"ฉันไม่ชอบคนอ้อมค้อม ถ้ามีอะไรก็พูดมาตรงๆ"
หัวใจของฉันเต้นรัว ฉันไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี
สุดท้าย ฉันก็เลือกที่จะหันหลังให้กับเขา และเดินจากมาด้วยความผิดหวัง
ฉันกลับมาที่โต๊ะของพ่อณรงค์ด้วยความรู้สึกเจ็บปวด
"เป็นอะไรไปธีรดา ทำไมหน้าตาไม่ดีเลย" พ่อถามขึ้น
ฉันได้แต่ส่ายหน้า "ไม่มีอะไรค่ะพ่อ"
ฉันมองกลับไปยังจุดที่ธีรภัทรยืนอยู่ เขาไม่ได้มองมาที่ฉันเลยแม้แต่น้อย
คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ ภาพใบหน้าเย็นชาของเขายังคงติดตา
ฉันรู้ดีว่าธีรภัทรไม่ใช่ผู้ชายที่จะอ่อนโยนกับใครได้ง่ายๆ แต่ฉันก็ยังหวังว่าสักวันเขาจะเห็นฉันในสายตาของเขาบ้าง
เวลาผ่านไป ฉันพยายามอยู่ใกล้เขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในฐานะผู้ช่วยส่วนตัว
ฉันเรียนรู้ที่จะสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของเขา ทุกสีหน้าและแววตา
ฉันเริ่มรู้ว่าเขาชอบกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล ชอบทำงานในความเงียบ และไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายเรื่องส่วนตัว
จนกระทั่งคืนหนึ่ง หลังจากงานเลี้ยงธุรกิจที่กินเวลานานจนดึกดื่น
ฉันเผลอหลับไปในรถของเขา
เมื่อตื่นขึ้นมา ฉันก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องนอนของธีรภัทร
แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้อง ฉันมองเห็นธีรภัทรกำลังยืนอยู่ข้างหน้าต่าง
"คุณภัทรคะ..." ฉันเรียกเขาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
เขาหันมามองฉัน ดวงตาของเขาดูมืดมิดกว่าปกติ
"เธอตื่นแล้วเหรอ"
ฉันพยักหน้าอย่างงงๆ "ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ"
"เธอเมาจนหลับไปในรถ ฉันเลยพามาพักที่นี่"
หัวใจของฉันเต้นรัว ฉันรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว
"ฉัน...ฉันไม่เป็นไรแล้วค่ะ ขอกลับบ้านนะคะ"
เขาไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่เดินเข้ามาหาฉันช้าๆ
ฉันรู้สึกได้ถึงอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
"คุณภัทรคะ..."
เขาเอื้อมมือมาจับใบหน้าของฉัน นิ้วโป้งของเขาลูบไล้ริมฝีปากของฉันเบาๆ
"เธอกลัวฉันเหรอ"
ฉันส่ายหน้าช้าๆ "เปล่าค่ะ"
"ดี" เขาพูดสั้นๆ ก่อนจะโน้มตัวลงมาจูบฉัน
จูบของเขาร้อนแรงและเร่าร้อน จนฉันแทบจะยืนไม่ไหว
ฉันไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ฉันตอบรับจูบของเขาไปในคืนนั้น
ฉันหลงใหลในสัมผัสของเขา หลงใหลในความปรารถนาที่เขามีให้ฉัน
คืนนั้นเราเป็นของกันและกัน
และนับตั้งแต่นั้นมา ความสัมพันธ์ลับๆ ของเราก็เริ่มต้นขึ้น
เราใช้เวลาค่ำคืนด้วยกันอย่างเร่าร้อน แต่ในตอนเช้า เขาก็จะกลับไปเป็นธีรภัทรคนเดิม ผู้บริหารหนุ่มผู้เยือกเย็นและสุขุม
ฉันรักเขาอย่างหมดใจ ไม่ว่าเขาจะแสดงออกว่ารักฉันหรือไม่ก็ตาม
ฉันเคยคิดว่าความรักของฉันจะเปลี่ยนเขาได้
แต่ฉันคิดผิดมาตลอด
จนกระทั่งวันเกิดของฉัน
ฉันเตรียมจัดงานเล็กๆ ที่คอนโดของฉัน หวังว่าเขาจะมา
ฉันรอเขา รอแล้วรอเล่า
แต่เขาก็ไม่มา
ฉันพยายามโทรหาเขา แต่เขาก็ไม่รับสาย
จนกระทั่งเพื่อนของฉันส่งรูปมาให้ดู
เป็นรูปของธีรภัทรกำลังยืนอยู่ข้างดวงทิพย์ ในงานเปิดตัวสินค้าใหม่ของบริษัท
พวกเขายิ้มให้กัน ดวงทิพย์จับแขนของธีรภัทรอย่างสนิทสนม
หัวใจของฉันแตกสลายในวินาทีนั้น
ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้สำคัญสำหรับเขาเลย
ฉันเป็นแค่ของเล่นยามค่ำคืน เป็นแค่ผู้ช่วยส่วนตัวที่เขาใช้ประโยชน์
ฉันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า
ฉันทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนนิ่งอยู่กลางห้องที่เต็มไปด้วยของตกแต่งวันเกิด
ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง จนฉันแทบจะหายใจไม่ออก
ฉันรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง ถูกหลอกใช้ และถูกทอดทิ้ง
ฉันไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี
ฉันเดินเข้าไปในห้องนอน หยิบรูปถ่ายของเราสองคนขึ้นมามอง
ภาพที่เรากอดกันอย่างมีความสุข ภาพที่เราจูบกันอย่างดูดดื่ม
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพลวงตาใช่ไหม
ฉันกำรูปถ่ายในมือแน่น จนมันยับยู่ยี่
น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่
ฉันร้องไห้จนตัวโยน ร้องไห้ราวกับจะขาดใจ
ทำไมเขาถึงทำกับฉันแบบนี้
ทำไมเขาถึงหลอกลวงฉัน
ฉันล้มตัวลงนอนบนเตียง ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน
ฉันไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดขนาดนี้มาก่อน
ฉันเกลียดเขา เกลียดความหลอกลวงของเขา
ฉันเกลียดตัวเองที่โง่เง่า รักเขาอย่างหมดใจ
ฉันนอนร้องไห้อยู่บนเตียงนานแค่ไหนไม่รู้
จนกระทั่งฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถทนอยู่ในสภาพนี้ได้อีกต่อไป
ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง
ฉันลุกขึ้นจากเตียง เดินไปยังกระจกเงา
มองตัวเองในกระจกเงา ใบหน้าที่บวมเป่ง ดวงตาแดงก่ำ
ฉันไม่เหลืออะไรเลย
ไม่มีเขา ไม่มีความรัก และไม่มีศักดิ์ศรี
แต่ฉันยังมีชีวิต
ฉันจะไม่ยอมให้เขาทำลายฉันได้อีกต่อไป
ฉันจะเปลี่ยนตัวเอง
ฉันจะแข็งแกร่งขึ้น
ฉันจะทำให้เขาเสียใจที่ทิ้งฉันไป
ฉันเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อผ้าที่แพงที่สุดออกมาใส่
ฉันหยิบกุญแจรถ และเดินออกจากคอนโด
ฉันขับรถไปยังบ้านตระกูลกุลวงศ์ บ้านที่ฉันเคยคิดว่าเป็นบ้านของฉัน
เมื่อไปถึง ฉันพบว่าแม่เลี้ยง พรไพลิน และลูกติด รุ่งรัตน์ กำลังจัดงานเลี้ยงฉลองอะไรบางอย่างอยู่
พวกเขามองมาที่ฉันด้วยสายตาแปลกใจ
"อ้าว ธีรดา ทำไมมาสภาพนี้ล่ะ" พรไพลินถามขึ้นอย่างเยาะเย้ย
ฉันไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่เดินตรงไปยังพ่อณรงค์ที่กำลังยืนคุยกับแขกอยู่
"พ่อคะ หนูมีเรื่องจะคุยด้วยค่ะ" ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
พ่อณรงค์มองมาที่ฉันอย่างงงๆ "มีอะไร"
"หนูจะขอแยกตัวออกจากตระกูลกุลวงศ์ค่ะ"
คำพูดของฉันทำให้ทุกคนในห้องเงียบกริบ
พ่อณรงค์มองมาที่ฉันด้วยความตกใจ "ธีรดา นี่เธอพูดอะไรออกมา"
"หนูพูดจริงค่ะ หนูไม่ขอรับอะไรจากตระกูลนี้อีกต่อไปแล้ว"
พรไพลินหัวเราะเบาๆ "ฮ่าๆๆๆ ดูสิคะคุณณรงค์ ลูกสาวคุณคงเสียสติไปแล้ว"
ฉันหันไปมองพรไพลินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
"ฉันยังไม่เสียสติหรอกค่ะ แต่ฉันเพิ่งจะตาสว่างต่างหาก"
พ่อณรงค์เดินเข้ามาหาฉัน "ธีรดา เธอจะทำแบบนี้กับพ่อไม่ได้นะ"
"ทำไมจะทำไม่ได้คะ พ่อเองก็ไม่ได้รักหนูจริงจังอยู่แล้วนี่คะ พ่อแค่เห็นหนูเป็นเครื่องมือทางธุรกิจเท่านั้น"
คำพูดของฉันทำให้พ่อณรงค์หน้าซีด
"ธีรดา!"
"พอเถอะค่ะพ่อ หนูเหนื่อยแล้ว หนูไม่อยากอยู่ในตระกูลที่เต็มไปด้วยความหลอกลวงแบบนี้อีกต่อไปแล้ว"
ฉันหันหลังให้พ่อณรงค์ และเดินตรงไปยังประตูทางออก
"ธีรดา! เธอจะไปไหน!" พ่อณรงค์ตะโกนไล่หลังฉันมา
"หนูจะไปในที่ที่ไม่มีใครรู้จักหนู จะไปในที่ที่หนูสามารถเป็นตัวของตัวเองได้"
ฉันเดินออกจากบ้านมาด้วยความรู้สึกสะใจเล็กน้อย
แต่ในใจลึกๆ แล้ว ฉันก็รู้สึกเจ็บปวดไม่แพ้กัน
ฉันกำลังทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเคยมี เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
ฉันไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ฉันก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน
ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายฉันได้อีกต่อไปแล้ว
ฉันจะอยู่ด้วยตัวเอง และฉันจะแข็งแกร่งขึ้น
ฉันจะทำให้ทุกคนเสียใจที่เคยดูถูกฉัน
ฉันเดินไปที่รถของฉัน และขับออกไปจากบ้านตระกูลกุลวงศ์อย่างรวดเร็ว
ทิ้งไว้เบื้องหลังคือความวุ่นวายและเสียงตะโกนของพ่อณรงค์
ฉันไม่รู้ว่าฉันจะไปที่ไหน แต่ฉันรู้ว่าฉันจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว
ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ชีวิตที่ไม่มีธีรภัทร ชีวิตที่ไม่มีตระกูลกุลวงศ์
ฉันจะใช้ชีวิตของฉันเอง
และฉันจะมีความสุขให้ได้
ฉันขับรถไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมาย
จนกระทั่งฉันรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มที
ฉันจอดรถข้างทาง และเดินลงไปยืนอยู่ริมหน้าผา
มองดูท้องทะเลสีครามที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
ลมทะเลพัดแรงจนผมของฉันปลิวไสว
ฉันหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาอย่างเงียบๆ
"ฉันจะไม่มีวันให้อภัยคุณ ธีรภัทร" ฉันกระซิบกับตัวเองเบาๆ "และฉันจะทำให้คุณเสียใจที่ทำกับฉันแบบนี้"
ฉันตัดสินใจแล้ว
ฉันจะสู้เพื่อตัวเอง
ฉันจะไม่ยอมแพ้อีกต่อไป
ฉันลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของฉันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ชีวิตที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
ฉันจะทำให้ทุกคนเห็นว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่ยอมให้ใครมาเหยียบย่ำได้ง่ายๆ
และฉันจะทำให้ธีรภัทรเสียใจไปตลอดชีวิตที่ทิ้งฉันไป
ฉันจะกลับมา และฉันจะแข็งแกร่งกว่าเดิม
ธีรดา กุลวงศ์ POV:
หลังจากประกาศตัดขาดจากตระกูลกุลวงศ์อย่างเด็ดขาด ฉันก็รู้สึกเหมือนพละกำลังทั้งหมดเหือดหายไปจากร่างกาย
ฉันขับรถอย่างไร้จุดหมายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำ ท้ายที่สุดฉันก็จอดรถหน้าโรงแรมหรูแห่งหนึ่งที่เคยมาพักกับธีรภัทร
ฉันก้าวลงจากรถพร้อมกับกระเป๋าเดินทางเพียงใบเดียว หัวใจของฉันหนักอึ้ง แต่แววตาฉันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ฉันเช็คอินเข้าห้องสวีทที่แพงที่สุดของโรงแรม พร้อมกับรูดบัตรเครดิตที่เหลืออยู่ทั้งหมด
ภายในห้องสวีทที่เคยเต็มไปด้วยความสุขในอดีต ตอนนี้กลับว่างเปล่าและเย็นยะเยือก
ฉันทิ้งตัวลงบนโซฟาหนังสีขาว พยายามระงับความรู้สึกเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามา
ฉันสั่งอาหารแพงๆ เครื่องดื่มราคาแพง และเสื้อผ้าแบรนด์เนมมากมายเข้ามาในห้อง
ฉันซื้อทุกอย่างที่ฉันอยากได้ ซื้อทุกอย่างเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าในใจ
แต่ไม่ว่าฉันจะซื้ออะไรมากแค่ไหน ความรู้สึกเจ็บปวดก็ยังคงเกาะกุมอยู่ในใจ
โทรศัพท์มือถือของฉันสั่นขึ้น พ่อณรงค์โทรเข้ามา
ฉันรับสายด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาที่สุดเท่าที่จะทำได้ "มีอะไรคะพ่อ"
"ธีรดา นี่เธอทำอะไรลงไป! เธอเอาเงินไปผลาญแบบนี้ได้ยังไง!" เสียงของพ่อณรงค์ตะคอกใส่ฉันอย่างโกรธจัด
ฉันหัวเราะเยาะ "ทำไมจะทำไม่ได้คะ เงินพวกนั้นมันก็เป็นของฉันเหมือนกันนี่คะ"
"แต่ตอนนี้เธอไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตระกูลกุลวงศ์แล้วนะ! เธอไม่มีสิทธิ์ใช้เงินของตระกูล!"
"แล้วไงคะ เงินที่พ่อให้มา หนูจะใช้ยังไงก็เรื่องของหนู"
"ธีรดา! ถ้าเธอยังเป็นแบบนี้ ฉันจะจัดการเธอแน่!"
"พ่อจะทำอะไรคะ" ฉันถามกลับอย่างไม่เกรงกลัว "พ่อจะถอดถอนหนูออกจากกองมรดกเหรอคะ ทำไปเลยค่ะ หนูไม่สนอยู่แล้ว"
"เธอมันลูกอกตัญญู!"
ฉันหัวเราะเยาะอีกครั้ง "แล้วพ่อเคยเป็นพ่อที่ดีกับหนูบ้างไหมคะ พ่อเคยห่วงหนูบ้างไหมคะ นอกจากผลประโยชน์ทางธุรกิจ"
พ่อณรงค์เงียบไป
"หนูไม่ขออะไรจากพ่ออีกแล้วค่ะ พ่ออยากทำอะไรก็ทำไปเลย"
ฉันกดวางสายอย่างไม่ลังเล
ฉันรู้ว่าฉันทำถูกแล้วที่ตัดสินใจแบบนี้
ฉันเหนื่อยกับการต้องเป็นหุ่นเชิดของพ่อ เหนื่อยกับการต้องทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความหลอกลวง
ฉันเดินไปที่หน้าต่าง มองลงไปยังเมืองเบื้องล่าง
แสงไฟระยิบระยับของเมืองใหญ่ดูเหมือนจะเย้ยหยันความโดดเดี่ยวของฉัน
ฉันรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังยืนอยู่กลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่เพียงลำพัง
น้ำตาไหลอาบแก้มอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด แต่เป็นเพราะความรู้สึกโล่งใจ
ฉันเป็นอิสระแล้ว
ฉันเป็นอิสระจากทุกสิ่งทุกอย่าง
ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ชีวิตที่เป็นของฉันเอง
ฉันหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึกๆ
ฉันจะต้องเข้มแข็ง
ฉันจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นกว่าที่เคย
ฉันทานอาหารเช้า สั่งของเข้ามาเพิ่ม และวางแผนที่จะไปช้อปปิ้ง
แต่เมื่อฉันกำลังจะรูดบัตรเครดิตเพื่อจ่ายค่าอาหาร พนักงานก็แจ้งว่าบัตรของฉันถูกระงับ
"เกิดอะไรขึ้นคะ" ฉันถามด้วยความสงสัย
"คุณผู้หญิงคะ บัตรเครดิตของคุณถูกระงับค่ะ" พนักงานตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ฉันรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางกบาล
ฉันรู้ทันทีว่าพ่อณรงค์ต้องเป็นคนทำ
"ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะจ่ายด้วยบัตรอื่น" ฉันพยายามรักษาท่าที
แต่บัตรเครดิตทุกใบของฉันถูกระงับทั้งหมด
ฉันรู้สึกเหมือนถูกตีแสกหน้า
พ่อณรงค์ทำแบบนี้กับฉันได้อย่างไร
ฉันรู้สึกโกรธและเสียใจจนตัวสั่น
"คุณผู้หญิงคะ ไม่ทราบว่าจะจ่ายด้วยวิธีอื่นไหมคะ" พนักงานถามขึ้นอย่างสุภาพ แต่แฝงไปด้วยความกดดัน
ฉันส่ายหน้าช้าๆ "ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะจัดการเอง"
ฉันเดินออกจากร้านอาหารด้วยความรู้สึกอับอาย
ฉันไม่มีเงินเหลือแล้ว
ฉันเป็นคนไม่มีเงิน ไม่มีบ้าน และไม่มีใคร
ฉันเดินไปที่ฟร้อนท์ของโรงแรม พนักงานก็แจ้งว่าฉันไม่สามารถพักต่อได้แล้ว
"คุณผู้หญิงคะ เนื่องจากบัตรเครดิตของคุณถูกระงับ คุณจึงไม่สามารถพักต่อได้ค่ะ"
ฉันรู้สึกเหมือนถูกเตะออกจากโรงแรม
ฉันมองไปรอบๆ ตัวเอง สภาพของฉันตอนนี้ดูไม่ได้เลย
เสื้อผ้าที่ดูหรูหราตอนนี้กลับดูเหมือนเครื่องแต่งกายยามค่ำคืน
ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะบ้า
ฉันเดินออกจากโรงแรมมาด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง
ฉันไม่รู้จะไปที่ไหนดี
ฉันไม่มีบ้าน ไม่มีเงิน และไม่มีใครให้พึ่งพิง
ฉันเดินไปเรื่อยๆ ตามถนนอย่างไม่มีจุดหมาย
ผู้คนรอบข้างมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและดูถูก
ฉันรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งอยู่กลางเมืองใหญ่เพียงลำพัง
ฉันเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มที
ฉันล้มตัวลงนั่งบนม้านั่งสาธารณะ มองดูผู้คนเดินผ่านไปมา
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองไร้ค่า
ความรู้สึกเจ็บปวดและความผิดหวังเข้าครอบงำฉันอีกครั้ง
ฉันไม่รู้ว่าฉันจะผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างไร
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตาย
ทันใดนั้น ฉันก็รู้สึกถึงเงาของใครบางคนมาบังแสงอาทิตย์
ฉันเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าเป็นธีรภัทร
เขายืนอยู่ตรงหน้าฉัน มองมาที่ฉันด้วยสายตาที่ยากจะอ่านความรู้สึก
"ทำไมเธอถึงมาอยู่ในสภาพนี้" เขาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
ฉันไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ก้มหน้าลง
"ฉันถามว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ในสภาพนี้" เขาถามซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น
ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขา น้ำตาไหลอาบแก้ม
"คุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอกค่ะ"
เขาหัวเราะเยาะ "หึ! เธอนี่มันดื้อด้านจริงๆ"
ฉันมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
"คุณจะมาดูถูกฉันทำไมคะ คุณอยากจะเยาะเย้ยฉันใช่ไหมคะ"
"ฉันไม่ได้มาเยาะเย้ยเธอ" เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ "ฉันมาเพื่อดูว่าเธอจะดิ้นรนไปได้แค่ไหน"
คำพูดของเขาทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดจนแทบจะหายใจไม่ออก
"คุณไม่จำเป็นต้องมาดูถูกฉันหรอกค่ะ ฉันรู้ดีว่าฉันไม่มีค่าอะไรสำหรับคุณ"
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า "ลุกขึ้น! ฉันจะพาเธอกลับไปที่คอนโด"
"ฉันไม่กลับ!" ฉันตอบกลับอย่างรวดเร็ว
"เธอจะไปไหน! ไม่มีที่ไปแล้วไม่ใช่เหรอ"
คำพูดของเขาแทงใจดำฉันอย่างจัง
ฉันเงียบไป
"ลุกขึ้นซะ ก่อนที่ฉันจะลากเธอไป"
ฉันมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ
แต่ฉันก็รู้ดีว่าฉันไม่มีทางเลือก
ฉันลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาก็เดินนำหน้าฉันไปที่รถของเขา
ฉันเดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินตามปีศาจร้าย
ฉันไม่รู้ว่าเขาจะพาฉันไปที่ไหน และฉันก็ไม่รู้ว่าอนาคตของฉันจะเป็นอย่างไร
แต่ฉันก็รู้ดีว่าฉันไม่สามารถหนีจากเขาได้อีกต่อไปแล้ว
ฉันจะต้องเผชิญหน้ากับความจริง และฉันจะต้องแข็งแกร่งขึ้น
ฉันจะไม่มีวันยอมแพ้
ธีรดา กุลวงศ์ POV:
รถของธีรภัทรแล่นผ่านถนนที่คุ้นเคย มุ่งหน้าสู่เพนต์เฮาส์หรูของเขา
หัวใจของฉันเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่ปะปนกัน ทั้งความโกรธ ความเจ็บปวด และความสับสน
ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมาช่วยฉันในสภาพที่ย่ำแย่ขนาดนั้น หรือนี่เป็นเพียงความเมตตาจอมปลอมที่เขามอบให้ เพื่อย้ำเตือนว่าฉันอ่อนแอแค่ไหนเมื่อไม่มีเขา
เมื่อมาถึงเพนต์เฮาส์ที่เคยเป็นรังรักลับๆ ของเรา ฉันก็เดินเข้าไปอย่างเงียบๆ
"เธอพักห้องรับแขกไปก่อน" ธีรภัทรพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ "ฉันจะให้คนไปเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวให้"
ฉันพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ต้องการที่จะโต้เถียงกับเขา
ฉันเดินเข้าไปในห้องรับแขก มองไปรอบๆ ห้องที่เคยเต็มไปด้วยความอบอุ่น ตอนนี้กลับดูเย็นชาและว่างเปล่า
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนแปลกหน้าในสถานที่ที่เคยเป็นของฉัน
"ฉันไม่ต้องการอะไรจากคุณ" ฉันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา "ฉันจะอยู่ที่นี่แค่ชั่วคราวเท่านั้น"
ธีรภัทรหันมามองฉัน ดวงตาของเขาดูมืดมิด
"เธอคิดว่าเธอจะหนีฉันไปได้เหรอธีรดา"
"ฉันไม่ได้หนีคุณค่ะ" ฉันตอบกลับอย่างรวดเร็ว "ฉันแค่ไม่ต้องการอยู่ในความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความหลอกลวงแบบนี้อีกต่อไปแล้ว"
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาหาฉันช้าๆ
"เธอคิดว่าฉันหลอกลวงเธอเหรอ"
"แล้วมันไม่ใช่เหรอคะ" ฉันถามกลับอย่างไม่เกรงกลัว "คุณเคยรักฉันบ้างไหมคะ คุณเคยเห็นฉันในสายตาคุณบ้างไหมคะ นอกจากผลประโยชน์ทางธุรกิจ"
คำพูดของฉันทำให้ธีรภัทรชะงักไป
"ธีรดา..."
"พอเถอะค่ะ" ฉันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวด "ฉันไม่อยากได้ยินอะไรจากคุณอีกแล้ว"
ฉันหันหลังให้เขา และเดินเข้าไปในห้องรับแขก
ฉันทิ้งตัวลงบนเตียง พยายามระงับความรู้สึกเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามา
ฉันไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้นานแค่ไหน แต่ฉันก็รู้ดีว่าฉันจะต้องรีบหนีไปจากเขาให้เร็วที่สุด
ฉันจะไม่อยู่ใต้การควบคุมของเขาอีกต่อไปแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย
ฉันเดินลงมาที่ห้องอาหาร ก็พบว่าธีรภัทรกำลังนั่งทานอาหารเช้าอยู่
"มาทานอาหารเช้าสิ" เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
ฉันนั่งลงตรงข้ามเขา หยิบขนมปังขึ้นมาทาเนย
"คุณดวงทิพย์ไม่มาทานอาหารเช้าด้วยเหรอคะ" ฉันถามขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ
คำถามของฉันทำให้ธีรภัทรชะงักไป
"เธอพูดอะไร" เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
"ฉันแค่ถามว่าคุณดวงทิพย์ไม่มาทานอาหารเช้าด้วยเหรอคะ"
เขาจ้องมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
"เธอไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องของดวงทิพย์"
"ทำไมล่ะคะ" ฉันถามกลับอย่างไม่เกรงกลัว "ฉันก็แค่อยากรู้ว่าคุณกับเธอเป็นอะไรกัน"
ธีรภัทรวางช้อนลงอย่างแรง "เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะถามเรื่องนี้"
"ทำไมล่ะคะ" ฉันถามกลับอีกครั้ง "คุณกับเธอเป็นอะไรกันคะ เป็นแฟนกันเหรอ"
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า "ดวงทิพย์เป็นน้องสาวบุญธรรมของฉัน"
ฉันหัวเราะเยาะ "น้องสาวบุญธรรมเหรอคะ แล้วทำไมน้องสาวบุญธรรมถึงส่งข้อความมาหาคุณว่าคิดถึง แล้วทำไมคุณถึงรีบไปรับเธอ"
คำพูดของฉันทำให้ธีรภัทรหน้าซีด
"เธอแอบดูโทรศัพท์ของฉันเหรอ" เขาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ
"เปล่าค่ะ ฉันแค่เห็นข้อความของคุณดวงทิพย์โดยบังเอิญ"
"เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะมาตัดสินฉัน"
"แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินฉันคะ" ฉันถามกลับอย่างไม่เกรงกลัว "คุณทำร้ายฉัน คุณหลอกลวงฉัน แล้วคุณยังจะมาทำเป็นผู้บริสุทธิ์อีกเหรอคะ"
ธีรภัทรลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาหาฉันช้าๆ
"ธีรดา ฉันเตือนเธอแล้วนะ อย่ามายุ่งกับเรื่องของดวงทิพย์"
ฉันมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
"ฉันจะยุ่งหรือไม่ยุ่ง มันก็เรื่องของฉันค่ะ"
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องอาหารไป
ฉันมองตามหลังเขาไป รู้สึกเจ็บปวดในใจ
ฉันรู้ดีว่าฉันไม่ควรจะไปยุ่งกับเรื่องของเขา แต่ฉันก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้
ฉันยังรักเขาอยู่ใช่ไหม
ไม่! ฉันไม่รักเขาแล้ว
ฉันเกลียดเขา เกลียดความหลอกลวงของเขา
ฉันเดินกลับเข้าไปในห้องรับแขก นั่งลงบนเตียง
ฉันไม่รู้ว่าฉันควรจะทำอย่างไรต่อไปดี
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะบ้า
ฉันนอนอยู่บนเตียงทั้งวัน ไม่ได้ทำอะไรเลย
จนกระทั่งตอนเย็น ธีรภัทรก็กลับมา
"เธอเตรียมตัวให้พร้อม คืนนี้เราจะไปงานเลี้ยงของตระกูลจงรักษ์" เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
ฉันมองเขาด้วยความตกใจ "งานเลี้ยงของตระกูลจงรักษ์เหรอคะ"
"ใช่"
"แต่ฉันไม่ไปค่ะ"
"เธอต้องไป" เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น "เธอเป็นผู้ช่วยของฉัน เธอก็ต้องไปกับฉัน"
ฉันมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
"ฉันไม่ไปค่ะ"
"เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ"
ฉันเงียบไป
ฉันรู้ดีว่าฉันไม่สามารถปฏิเสธเขาได้
ฉันลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่ห้องน้ำ
ฉันมองตัวเองในกระจกเงา ใบหน้าที่บวมเป่ง ดวงตาแดงก่ำ
ฉันดูไม่ได้เลย
ฉันจะไปงานเลี้ยงในสภาพนี้ได้ยังไง
ฉันพยายามแต่งหน้า กลบเกลื่อนร่องรอยความอ่อนเพลีย
แต่ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน ฉันก็ยังรู้สึกว่าตัวเองดูไม่ได้อยู่ดี
ฉันใส่ชุดราตรีสีดำที่ธีรภัทรให้คนนำมาให้
มันเป็นชุดที่สวยงาม แต่ก็ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัด
ฉันเดินออกจากห้องน้ำ ธีรภัทรกำลังยืนรอฉันอยู่
เขามองมาที่ฉันด้วยสายตาที่ยากจะอ่านความรู้สึก
"สวย" เขาพูดสั้นๆ
ฉันไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่เดินตามเขาไป
รถของธีรภัทรแล่นไปยังคฤหาสน์ของตระกูลจงรักษ์
เมื่อไปถึง ฉันก็พบว่ามีผู้คนมากมายมาร่วมงาน
ธีรภัทรจับมือฉันเดินเข้าไปในงาน
ผู้คนรอบข้างมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
ฉันรู้สึกอึดอัด
ฉันพยายามยิ้มให้ทุกคน แต่ฉันก็รู้สึกว่ารอยยิ้มของฉันมันฝืน
ทันใดนั้น ฉันก็เห็นดวงทิพย์เดินเข้ามาหาเรา
เธอมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะหันไปยิ้มให้ธีรภัทร
"พี่ภัทรคะ ดวงทิพย์คิดถึงพี่ภัทรจังเลยค่ะ" เธอกอดแขนธีรภัทรอย่างสนิทสนม
ธีรภัทรยิ้มให้ดวงทิพย์อย่างอ่อนโยน
รอยยิ้มที่ฉันไม่เคยได้รับจากเขา
หัวใจของฉันเจ็บปวดอีกครั้ง
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินในงานเลี้ยงนี้
ฉันพยายามถอนมือออกจากธีรภัทร แต่เขาก็จับมือฉันไว้แน่น
"นี่ใครคะพี่ภัทร" ดวงทิพย์ถามขึ้นพลางชายตามองฉัน "ผู้ช่วยคนใหม่เหรอคะ ทำไมไม่เคยเห็นหน้าเลย"
"ใช่ ธีรดา กุลวงศ์ ผู้ช่วยของฉัน" ธีรภัทรแนะนำฉันด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
"สวัสดีค่ะคุณดวงทิพย์" ฉันพูดขึ้นอย่างสุภาพที่สุด
ดวงทิพย์มองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูก
"คุณนี่เองเหรอคะ ธีรดา กุลวงศ์ ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้วนะคะ"
ฉันไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ยิ้มให้เธอเล็กน้อย
"พี่ภัทรคะ ดวงทิพย์อยากคุยกับพี่ภัทรเป็นการส่วนตัวค่ะ" ดวงทิพย์พูดขึ้นพลางดึงแขนธีรภัทร
ธีรภัทรหันมามองฉัน "เธอไปหาอะไรทานก่อนนะ ฉันจะมาหา"
ฉันพยักหน้าเล็กน้อย และเดินจากมา
ฉันรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งอยู่กลางงานเลี้ยง
ฉันเดินไปที่มุมหนึ่งของงาน หยิบแก้วไวน์ขึ้นมาดื่ม
ฉันมองดูธีรภัทรกับดวงทิพย์ที่กำลังยืนคุยกันอย่างสนิทสนม
ดวงทิพย์มองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสะใจ
ฉันรู้ดีว่าเธอจงใจทำแบบนี้เพื่อเยาะเย้ยฉัน
ฉันรู้สึกเจ็บปวดและอับอาย
ฉันหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาดื่มอีกครั้ง พยายามระงับความรู้สึกเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามา
ฉันไม่รู้ว่าฉันจะทนอยู่ในงานเลี้ยงนี้ได้นานแค่ไหน
ฉันอยากจะหนีไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด
แต่ฉันก็รู้ดีว่าฉันหนีไม่ได้
ฉันต้องเผชิญหน้ากับความจริง และฉันจะต้องแข็งแกร่งขึ้น
ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายฉันได้อีกต่อไปแล้ว
ฉันจะสู้เพื่อตัวเอง
ฉันจะทำให้ธีรภัทรเสียใจที่ทิ้งฉันไป