ตอนที่ 1 โรคประหลาด
สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเพลงพิณ หรือจะเรียกว่าเพลงเฉยๆก็ได้ ตอนนี้ฉันอายุ 22 ปี ฉันป่วยเป็นโรคประหลาด
ซึ่งทางการแพทย์ก็ไม่สามารถบอกสาเหตุได้ว่าอาการที่ฉันเป็นมันคืออะไรหรือเกิดขึ้นได้อย่างไร และนอกจากความรู้สึกของฉันที่รู้สึกอยู่คนเดียวแล้ว นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มี
ไม่มีในที่นี้ก็คือไม่มีรอยแดง รอยช้ำ รอยเขียวตรงบริเวณที่ฉันรู้สึกเจ็บเลยสักนิด สิ่งที่มองเห็นไม่มีอะไรบ่งบอกได้เลยว่าฉันเจ็บปวดจริงๆอย่างที่ฉันรู้สึก
อาการที่ว่ามันเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ฉันอายุ 18 ปี ซึ่งมันก็ผ่านมานานแล้ว มันไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน นานๆจะเกิดอาการขึ้นสักครั้ง บอกไม่ได้ว่ามันจะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ ตอนไหน มันอยากจะมีอาการตอนไหนมันก็มี แล้วแต่มัน...
อาการที่ว่าคือเจ็บหลัง เหมือนมีอะไรบางอย่างมาทิ่มแทงเป็นแผลลึก และอาการแสบร้อนเหมือนโดนพริกแต่ความแสบร้อนของมันนั้นมากกว่าโดนพริกหลายร้อยเท่า
จากนั้นฉันก็จะกรีดร้องออกมาเหมือนคนบ้า ซึ่งฉันเคยพยายามเก็บกลั้นความรู้สึกทรมานนี้ของตัวเองเอาไว้แล้ว แต่มันก็ไม่สามารถทำได้
ช่วงที่ฉันมีอาการ นอกจากจะทรมานที่ร่างกายแล้ว จิตใจของฉันมันทั้งเศร้า ทั้งเสียใจปนกลัวไปหมด ซึ่งเรื่องที่ฉันเล่ามาทั้งหมดนี้ ไม่มียากิน ไม่มีวิธีรักษา แต่มันจะหายไปเองเมื่อเวลาผ่านไปได้สักพัก
ช่วงที่อาการกำเริบฉันจะเอาตัวเองลงไปแช่ในน้ำ ฉันชอบน้ำ ชอบอาบน้ำ ชอบเล่นน้ำ แต่ถ้าอยู่นอกบ้านฉันก็จะไปหาที่นั่งสงบๆอยู่คนเดียว ร้องไห้มันออกมาสักพักก็จะดีขึ้น
ฉันจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง จากนั้นอาการของฉันก็จะเริ่มดีขึ้น...แปลกใช่มั้ยล่ะ
ขนาดตัวฉันเองยังหาสาเหตุไม่ได้เลยว่าเป็นอะไร จะว่าเกิดจากทางจิตก็ไม่น่าจะใช่ เพราะชีวิตของฉันไม่ได้มีเรื่องอะไรไม่ดี และไม่เคยมีเรื่องไม่ดีมากระทบจิตใจเลยสักครั้ง
ชีวิตของฉันเกิดมามีความสุขมาก ซึ่งฉันคิดว่าฉันไม่ได้คิดไปเองแน่นอน แล้วก็ไม่มีผีที่ไหนมาสิงด้วย...ถ้าถามว่ารู้ได้ยังไง ฉันมีเพื่อนค่ะ มันชื่อไอ้ฟ้า มันมีสัมผัสที่หก มันบอกว่าไม่มีผีที่ไหนทั้งนั้น...ฉันเชื่อมันค่ะ
ฉันมีพี่ชายหนึ่งคนชื่อขุนเขา ฉันเรียกเขาว่าพี่ขุน พี่ขุนเคยบอกว่า ถ้าเป็นคนอื่นลงไปแช่ในน้ำนานๆแบบนี้ คงไม่สบายไปแล้ว แต่สำหรับฉัน ร่างกายแข็งแรง เชื่อมั้ยว่าฉันไม่เคยป่วยเป็นไข้เป็นหวัดเหมือนกับคนทั่วๆไปเลย จะเป็นก็แต่ไอ้โรคประหลาดนี่แหละ ไม่รู้เป็นเวรเป็นกรรมอะไรของฉัน
เรื่องนี้มีแค่คนในบ้านเท่านั้นที่รู้ แต่ทุกคนก็ไม่รู้จะช่วยฉันได้ยังไง พักหลังๆมาเวลาที่ฉันมีอาการ ฉันก็มักจะอยู่กับตัวเอง แล้วผ่านความทรมานนี้ไปคนเดียวให้ได้...มันอยู่กับฉันมาหลายปี ฉันรู้ว่าเดี๋ยวมันก็หายไป แล้วฉันก็รู้อีกว่าเดี๋ยวมันก็จะกลับมา...
"ก๊อกๆๆ"
"ใครคะ"
"พี่เองทำอะไรอยู่...เมื่อวานแม่บอกว่าเพลงไม่ได้ไปเรียน วันนี้จะไปหรือเปล่าพี่จะไปส่ง" เสียงพี่ขุนพี่ชายฉันเองค่ะ
"ไปค่ะ...เพลงแต่งตัวเสร็จพอดีเลย" ฉันเปิดประตูออกมาพูดกับพี่ขุน
"เป็นอีกแล้วใช่มั้ย เมื่อวานถึงไม่ไปเรียน" ถึงทุกคนจะไม่สามารถช่วยอะไรฉันในเรื่องนี้ได้ แต่ฉันโชคดีที่มีครอบครัวค่อยเป็นกำลังใจให้เสมอมา ทุกคนรักฉันเรื่องนี้ฉันรู้ดี แต่ฉันก็รักพวกเขามากเช่นกัน จึงไม่อยากเอาเรื่องไม่สบายใจไปเล่าให้ฟัง...ก็อย่างที่บอก เดี๋ยวมันก็หายไป
"อย่าไปพูดถึงมันเลย...สักวันมันจะต้องหายไปค่ะ" พูดถึงมันเดี๋ยวมันมา ทำเป็นลืมๆไปดีกว่า
"มีอะไรก็บอกพี่ได้ ถึงพี่จะช่วยไม่ได้แต่พี่สามารถอยู่เป็นเพื่อนเราได้" ไม่มีใครช่วยฉันได้ พี่ขุนเองก็รู้เรื่องนี้ดี
"ค่ะ" ฉันยิ้มหวานส่งไปให้พี่ขุน พี่ชายที่แสนดีของฉัน สิ่งที่ฉันเป็นทำให้ทุกคนในบ้าน คุณพ่อ คุณแม่ พี่ขุน ตามใจฉันสุดๆไปเลยค่ะ
@มหาวิทยาลัย
พี่ขุนขับรถมาส่งฉันที่มหาวิทยาลัย จากนั้นเขาก็เลยไปทำงานตามปกติ บ้านฉันมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยมีคุณพ่อเป็นคนบริหารงานอยู่ ส่วนพี่ขุนเป็นผู้ช่วยคุณพ่อ ฉันน้องเล็กของบ้านยังเรียนไม่จบ...
ฉันเดินเข้าไปด้านในตึกก็เจอกับเฟื่องฟ้า เพื่อนรักของฉันนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะไม้หินอ่อนตัวหนึ่ง ฉันยิ้มหวานแล้วส่งเสียงเรียกเพื่อนทันที
"ฟ้า..."
"อ้าว...เพลง" ฉันเดินเข้าไปหาเพื่อนแล้วนั่งลงที่เก้าอี้อีกตัวใกล้ๆ
"เมื่อวานแกหายไปไหนมา ทำไมถึงไม่มาเรียน" ฟ้าเป็นเพื่อนคนเดียวของฉัน ซึ่งมันก็รู้เรื่องที่ฉันเป็น เพราะฉะนั้นฉันไม่จำเป็นต้องปิดบังมัน
"โรคประหลาดฉันกำเริบน่ะ ฉันก็เลยไม่อยากมา...เมื่อไหร่เรื่องบ้าๆพวกนี้จะหายไปสักที ไม่รู้เวรกรรมอะไรของฉัน" ฉันเป็นคนเพื่อนน้อย จะมีก็แต่เฟื่องฟ้านี่แหละที่มันเข้าใจฉัน ซึ่งฉันก็เผลอบ่นให้มันฟังซะยาวเชียว
"เฮ่อ...ฉันก็ไม่รู้ ฉันเองก็เบื่อเหมือนกัน เออ...ปีหน้าฉันขอคุณพ่อไปเรียนต่อที่นิวซีแลนด์แหละ อยากไปจากที่นี่สักพัก" ฉันกับฟ้ามีบางอย่างเข้ากันได้ดี เราเจอเรื่องแปลกๆเหมือนกัน
ไอ้ฟ้ามันสามารถมองเห็นวิญญาณได้ เห็นมันเล่าให้ฟังว่าถูกถ่ายทอดมาจากคุณแม่ของมัน เพื่อทำภารกิจอะไรสักอย่างอันนี้ฉันก็ไม่รู้
"แล้วฉันล่ะ แกก็รู้ว่าฉันเพื่อนน้อย" ถ้ามันไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ฉันคงเหงามากแน่ๆ
"ฉันเองก็มีแกเป็นเพื่อนคนเดียว...ไปด้วยกันมั้ยล่ะ ไปต่อโทที่โน่นด้วยกัน เรียนจบแล้วค่อยกลับ" ก็น่าสนใจดี!
"ต้องลองไปขอที่บ้านก่อน นิวซีแลนด์ใช่มั้ย" ที่นั่นอากาศดีมาก สิ่งแวดล้อมโดยรวมก็ดีมากเช่นกัน
"อือ...อากาศดีเหมาะแก่การไปพักผ่อนหรือแกว่าไง"
"ไม่ว่าอะไร...จะได้ไปบอกที่บ้านถูก" หวังว่าคุณพ่อคุณแม่จะอนุญาตให้ฉันไป แต่ที่ผ่านมาพวกท่านก็ตามใจฉันมาตลอด ครั้งนี้ไปไกลหน่อยหวังว่าพวกท่านจะอนุญาต
"ป่ะ...ได้เวลาเข้าเรียนแล้วไปกัน" จากนั้นฉันกับไอ้ฟ้าก็พากันไปเรียนตามปกติ...
ช่วงเย็นบนโต๊ะอาหาร นั่งกันอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ฉันเอ่ยขอเรื่องที่จะไปเรียนต่อกับไอ้ฟ้าที่นิวซีแลนด์ ให้คุณพ่อ คุณแม่ และพี่ขุนฟัง สรุป...ทุกคนเห็นด้วยและยอมให้ฉันไปค่ะ
ตอนที่ 2 ความฝัน
เมื่อนานมาแล้วในยุคที่มนุษย์กับพญานาคสามารถไปมาหาสู่กันได้ แต่ไม่สามารถผสมเผ่าพันธุ์กันได้ นี่คือกฎของการอยู่ร่วมกัน เพราะพญานาคถือเป็นสัตว์เดรัจฉานไม่ใช่มนุษย์ แต่มีวิชาสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ ขึ้นมาปะปนอยู่บนโลกมนุษย์ได้
ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่ง ใบหน้างดงามคมคาย กำลังนั่งเขียนหนังสือเล่มหนึ่งอยู่คนเดียว ไร้ผู้คนรอบข้าง แต่เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ชายหนุ่มรูปร่างงดงามท่านนั้นกำลังเขียนตัวอักษรด้วยความรู้สึกโศกเศร้าของตนล้วนๆ
ภูธเรศสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝัน ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจ มันทรมานแทบจะขาดใจ
"ฝันเหมือนเดิมอีกแล้วเหรอวะ" ผม...ภูธเรศ อายุ 28 ปี ทำงานออกแบบแล้วแต่ลูกค้าจะสั่ง มีทั้งจัดสวน แต่งบ้าน ออกแบบบ้าน ผมรับทำหมด ผมมีบริษัทเป็นของตัวเอง มีลูกน้องฝีมือดีอยู่หลายคนคอยช่วย และผมยังมีร้านหนังสือให้เช่ายืม ผมชอบหอบเอางานกลับไปทำและนอนที่ร้านหนังสือเป็นประจำ ไม่ค่อยได้กลับบ้านสักเท่าไหร่นัก
งานออกแบบที่ผมทำคืออาชีพหลัก ส่วนร้านหนังสือ ผมไม่ได้สนใจรายได้ของที่นี่เลยด้วยซ้ำ
ที่ผมสร้างร้านหนังสือร้านนี้ขึ้นมา ผมต้องการจะหาหนังสือเล่มที่ผมฝันถึงเป็นประจำ ผมฝันซ้ำๆและรู้สึกเหมือนกับว่าผมเป็นคนเขียนหนังสือเล่มนั้นด้วยตัวเอง
ผมอยากรู้ว่าในหนังสือเล่มนั้นเขียนอะไรไว้ แล้วทำไมผมถึงต้องฝันถึงมัน แต่ตอนนี้ผมยังหาหนังสือเล่มนั้นไม่เจอเลย ทั้งๆที่ผมก็เปิดร้านหนังสือมาตั้งแต่ผมเรียนจบใหม่ๆ
ในความฝัน ผมเห็นหนังสือเล่มนั้นทุกครั้งไป ส่วนความรู้สึกในขณะที่กำลังเขียนนั้น มันโคตรเศร้า และรู้สึกผิดกับใครสักคน ความรู้สึกของผมมันบอกว่า ผมกำลังติดค้างใครคนนั้น ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร
ในบางครั้งแต่ไม่บ่อยนัก ผมฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง แต่มองเท่าไหร่ก็มองไม่ชัด รู้แต่ว่าเธอร้องไห้อย่างหนัก สายตาของเธอนั้นเจ็บปวดมากกว่าผู้ชายคนที่กำลังเขียนหนังสือเสียอีก
เมื่อฝันซ้ำๆบ่อยๆเข้า เมื่อก่อนผมอาจจะไม่เชื่อ แต่ต่อมาผมเริ่มเชื่อและรู้สึกว่ามันคือเรื่องเดียวกัน...
ผมอยากรู้ว่าในความฝันที่จริงแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมผู้หญิงคนนั้นต้องร้องไห้ แล้วคนเขียนหนังสือเล่มนั้นอีก...ผมอยากหาหนังสือเล่มนั้นให้เจอ ผมจะหาไปเรื่อยๆจนกว่าผมจะสิ้นบุญจากโลกใบนี้
Rrrrrrr
เสียงมือถือของผมปลุกให้ผมออกจากภวังค์ความคิดเมื่อสักครู่ ผมรีบหยิบมือถือขึ้นมากดรับสาย
"ว่าไง..." สายที่โทรเข้ามาเป็นสายของไอ้ธารา มันเป็นเพื่อนและเลขาของผมเอง
"บอส...เช้านี้มีประชุม เข้าออฟฟิศด้วยนะครับ"
"เออ...ลืมไปเลย ขอบใจมาก" ผมกำลังจะวางสาย...
"เดี๋ยวๆ สามโมงตรงนะครับ ไม่ต้องรีบแต่ทุกคนกำลังรอบอสอยู่"
"เออ..." ผมตัดสายทิ้งทันที แล้วหันไปมองนาฬิกา สองโมงแล้ว!! ทำไมตื่นสายจังวะ ผมรีบลุกขึ้นเข้าห้องน้ำจัดการตัวเองจนเสร็จเรียบร้อย แล้วออกจากร้านหนังสือไปทำงานทันที อ่อ...ร้านหนังสือจะเปิดช่วงเย็นหลังเลิกงานหรือช่วงที่ผมสามารถอยู่ได้จนถึงสามทุ่ม
@บริษัทออกแบบ
"มาสายนะครับ เมียก็ไม่มี เข้านอนเร็วหน่อยก็คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้งครับ จะได้ตื่นเช้าๆ" รถมันติดมาสายไปสิบนาทีเอง รีบสุดๆแล้วเนี่ย!
"อย่ากวนตีน ประชุม!!" ผมเดินเข้าห้องประชุมแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ตัวที่อยู่หัวโต๊ะทันที จากนั้นการประชุมก็ได้เริ่มขึ้น...
ทางด้านเพลงพิณ ตอนนี้เธอเรียนจบแล้วและกำลังออกเดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ โดยมีพี่ชายของเธอเป็นคนไปส่งเธอที่สนามบิน เธอไปกับเพื่อนของเธอที่ชื่อเฟื่องฟ้า
ทั้งสองนั่งเครื่องหลายชั่วโมง จนถึงประเทศนิวซีแลนด์ บรรยากาศโดยรอบสวยงาม อากาศโดยรวมเย็นสบาย ผู้คนไม่แออัดมากนัก
ทั้งสองเริ่มใช้ชีวิตในเมืองนี้อย่างมีความสุข ธรรมชาติโดยรอบทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เช้าไปเรียนด้วยกันตามปกติ ตกเย็นกลับที่พัก แต่แล้ววันหนึ่ง เพลงพิณก็เกิดอาการเดิมขึ้นมาอีก ในขณะที่เธอกำลังอ่านหนังสือเรียนอยู่กับเฟื่องฟ้าเพื่อนของเธอในห้องพัก
"ไอ้ฟ้า...มันมาอีกแล้วว่ะ" อาการแรกคือเจ็บที่ด้านหลังอย่างรุนแรง
"อะไร..."
"กูขอเวลาแป๊บนึงนะ มึงอ่านไปก่อนเลย" เพลงพิณกำลังจะลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ เพราะไม่อยากให้เพื่อนเห็นอาการที่เธอเป็น ซึ่งเฟื่องฟ้าก็เคยรู้มาจากคำบอกเล่าของเพื่อนเท่านั้น ยังไม่เคยเห็นอาการช่วงที่เพื่อนเป็นเลยสักครั้ง
"ไม่ต้องไป อยู่ตรงนี้แหละ" เฟื่องฟ้าจับข้อมือของเพื่อนเอาไว้แน่น เธอจะอยู่เป็นเพื่อนเอง
ทันใดนั้นเพลงพิณก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาทิ่มแทงทางด้านหลังของเธอ มันเจ็บจนแทบอยากจะขาดใจตาย เธอกรีดร้องออกมาแต่ก็พยายามเก็บกลั้นความทรมานนี้เอาไว้บ้าง ที่แสดงออกมาคือที่สุดแล้ว
ความเจ็บปวดยังไม่หาย ความแสบร้อนครึ่งซีกตัวทางด้านขวาก็ได้เริ่มขึ้น เธอเหมือนคนกำลังจะตาย แต่เธอรู้ว่าเธอไม่ตายหรอก น้ำตาเริ่มไหลออกมาเมื่ออยู่ๆในใจก็เริ่มเศร้าโศก ทรมาน เจ็บปวด ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เธอรู้สึกนั้นมันเกิดขึ้นได้ยังไง
เฟื่องฟ้าเห็นอาการของเพลงพิณเป็นครั้งแรก เธอไม่ได้กลัวเลยแม้แต่น้อย แต่กลับรีบเข้าไปโอบกอดเพื่อนรักคล้ายกับอยากแบ่งเบาสิ่งที่เพื่อนกำลังเป็นอยู่อย่างไรอย่างนั้น
"ไม่เป็นไรนะแก...ฉันอยู่ตรงนี้" เสียงสะอึกสะอื้นและน้ำตาของเพลงพิณยังคงไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง
"แกกลัวหรือเปล่า ฉันพยายามกลั้นความรู้สึกของตัวเองที่สุดแล้ว"
"ไม่ต้องกลั้น แกปล่อยมันออกมาให้หมด ฉันไม่กลัว อยากร้อง ร้องเลย" เฟื่องฟ้ายังคงกอดเพื่อนเอาไว้แน่น เพลงพิณร้องไห้ออกมาอย่างหนัก สักพักอาการที่เป็นก็เริ่มค่อยยังชั่วขึ้น
"นี่เหรอวะ โรคประหลาดที่แกเคยเล่าให้ฟัง" เฟื่องฟ้าไม่คิดว่ามันจะมากขนาดนี้ ทำเอาเรื่องเห็นผีของเธอเบาหวิวไปเลย
"อือ...นี่แหละ กูเจ็บ กูแสบ กูร้อน กูเศร้า กูเสียใจ ซึ่งกูก็อยู่ของกูดีๆ ทำไมกูถึงได้รู้สึกแบบนี้ได้วะ" พูดกับเพื่อน แต่รู้สึกโมโหตัวเอง รีบเช็ดน้ำตาตัวเองออกจากแก้มลวกๆ
"ดีขึ้นแล้วใช่มั้ย" เพลงพิณพยักหน้าให้เป็นคำตอบ
"กูมีความเชื่ออยู่อย่างนึง ไม่รู้ว่ามึงจะว่ากูงมงายหรือเปล่า"
"พูดมาเถอะ...มาถึงขนาดนี้แล้ว กูเชื่อหมดแหละ"
"กูเชื่อว่าการที่คนเราได้มาเจอมาพบกัน จะต้องมีวาสนาต่อกัน ไม่มากก็น้อย และไม่มีความบังเอิญบนโลกใบนี้ สิ่งที่มึงเป็นก็ด้วย"
"ถ้างั้นก็คงจะเป็นเวรกรรมของกูมั้ง"
"กูเองก็เป็นแค่มนุษย์เดินดินธรรมดา กูไม่รู้จริงๆว่าจะช่วยมึงได้ยังไง"
"ช่างแม่งเถอะ! มันอยู่กับกูมานานแล้ว มันมาแป๊บเดียว เดี๋ยวมันก็ไป กูไม่ตายหรอก" พูดด้วยอารมณ์โกรธเคืองในโชคชะตาชีวิตของตัวเอง
"สุดยอดเพื่อนรัก! มึงโคตรเก่ง อยากกินอะไร กูเลี้ยงเอง"
"มึงไปถามซิ ร้านไหนอร่อย กูอยากไปร้านนั้น"
"ถามใคร" ผี...
"ใครก็ได้ที่เคยกิน แต่ไม่ใช่เจ้าขอร้านแน่นอน" เพราะเจ้าของร้านยังไงก็ต้องบอกว่าร้านของตัวเองอร่อยอยู่แล้ว
"ได้สิ...เช็ดน้ำตาซะ ตาแดงหมดสวยเลยเนี่ย" และแล้วทั้งสองก็พากันไปหาร้านอาหารอร่อยๆนั่งกินอาหารที่ชอบกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับทั้งสองคน ทำให้พวกเธอพยายามปรับตัวอยู่กับสิ่งที่ตัวเองเป็นให้ได้ มีความสุขในทุกๆวัน มองข้ามสิ่งที่ไม่ดีไป มองหาแต่สิ่งที่ดีๆให้ชีวิต แค่นี้ชีวิตที่น่าเบื่อของพวกเธอก็สามารถหาความสุขได้แล้ว...
ตอนที่ 3 กลับไทย
สองปีผ่านไป
ในที่สุดฉันก็เรียนจบโท ซึ่งตอนนี้ฉันก็ได้ลงจากเครื่องบินแล้วเรียบร้อย พี่ขุนพาผู้หญิงคนหนึ่งมารับฉันที่สนามบินด้วย ผู้หญิงคนนี้ชื่อพี่ว่าน พี่ว่านเป็นผู้หญิงตัวเล็กหน้าตาน่ารัก
"ส่งกระเป๋ามาเร็ว พี่ช่วยถือ" พี่ขุนอาสาช่วยฉันลากกระเป๋าไปที่รถ พี่ๆทั้งสองคนเดินนำฉันไป ส่วนฉันก็เดินตามหลังไปติดๆ ในขณะที่อยู่บนรถพี่ขุนก็พูดขึ้นมาว่า...
"เพลงน้องรัก...พี่มีอะไรจะบอก" น้ำเสียงและท่าทางของพี่ขุน ดูมีความสุขจนฉันนึกแปลกใจ
"อะไรเหรอคะ" ฉันยิ้มหวานให้ น้ำเสียงอยากรู้สุดๆ
"พี่กับว่านกำลังจะแต่งงานกันแล้วนะ" ใบหน้าของฉันคลี่ยิ้มกว้างออกมาทันที
"จริงเหรอคะ" ว้าว...ข่าวดี ตื่นเต้นจังเลย ยินดีกับพี่ขุนด้วยจริงๆ แต่ทำไมพี่ว่านนั่งเงียบไม่ยิ้มไม่พูดอะไรเลยล่ะ
"จริงสิ...แจกการ์ดแล้วด้วยนะ" พี่ชายฉันดูเห่อสุดๆ ฉันไม่เคยเห็นพี่ขุนดูมีความสุขแบบนี้มานานแล้ว
"ทำไมพี่ขุนถึงไม่คุยให้เพลงฟังบ้างเลย คุณพ่อกับคุณแม่ก็เงียบ" ฉันจะงอนแล้วนะ!
"พี่ขอร้องไม่ให้พวกท่านบอกเพลงเองแหละ เก็บไว้เซอร์ไพรส์วันที่เพลงกลับมานี่ไง" ชิ!...แต่ไม่เป็นไร ฉันรู้สึกยินดีกับพี่ขุนด้วยจริงๆ
"ค่า...เซอร์ไพรส์มาก เมื่อไหร่คะ" เห็นว่าแจกการ์ดแล้วด้วย ในหัวของฉันเริ่มจินตนาการถึงชุดที่อยากจะใส่
"อาทิตย์หน้า"
"ห๊ะ!!! แล้วชุดเพลงล่ะ" ฉันรีบถามเสียงดังทันที...เรื่องที่พี่ขุนกำลังจะแต่งงานฉันก็ว่าเซอร์ไพรส์มากแล้วนะ ระยะเวลาเซอร์ไพรส์มากกว่าอีก รวดเร็วทันใจฉันดีจริงๆ
"สั่งตัดไว้ให้แล้ว" มีเตรียมชุดไว้ให้ฉันแล้วด้วย น่ารักที่สุดพี่ชายฉัน...
"สวยหรือเปล่า" ฉันถาม...
"ว่านเป็นคนเลือก...เอาชุดให้น้องดูซิ" ประโยคหลังพี่ขุนพูดกับพี่ว่าน
"นี่จ่ะ...พี่คิดว่าน้องเพลงน่าจะชอบนะ" พี่ว่านส่งมือถือให้ฉันดูชุดที่เตรียมไว้ให้ใส่ในวันงาน
"ว๊าว...สวยอลังการมากเลยค่ะ จะสวยเกินหน้าเกินตาเจ้าสาวหรือเปล่าคะเนี่ย" ฉันชอบทุกชุดเลย...ส่วนที่บอกว่าเกินหน้าเกินตาเจ้าสาวนั้น ฉันพูดเล่น
"ไม่หรอกค่ะ" ทำไมสีหน้าของพี่ว่านดูไม่ค่อยสดชื่นมีความสุขเลย...หรือว่าฉันจะคิดไปเอง
"สวยก็ดีแล้ว เผื่อว่าน้องสาวพี่จะได้ขายออกสักที ปีนี้เรายี่สิบห้าแล้วนะ" ยี่สิบห้าแล้วยังไง...ปีนี้พี่ขุนยี่สิบเก้าแล้ว แก่กว่าฉันตั้งหลายปี ก็เพิ่งจะได้แต่งนี่...ฉันบ่นในใจ
"กลัวเพลงขายไม่ออกเหรอคะ"
"อือ..." ดูพี่ขุนตอบกลับมาสิ!
"พี่ขุน!!" ฉันขึงตาใส่ แต่เขาคงมองไม่เห็นสายตาของฉันหรอก คงได้ยินแค่เสียงเพราะฉันนั่งอยู่ที่เบาะด้านหลัง
"ฮ่าๆๆ..." พี่ขุนหัวเราะชอบใจ...ฝากไว้ก่อนเถอะ!
พูดถึงอายุยี่สิบห้า คนโบราณเขาเรียกว่าเบญจเพส เชื่อกันว่าคนที่เข้าสู่วัยเบญจเพสจะมีเคราะห์หรือมีเหตุเกิดขึ้นในชีวิตจึงต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ แต่สำหรับฉันอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดเลย นอกจากโรคประหลาดที่ฉันเป็น อย่างอื่นฉันก็ไม่เคยกลัวอะไรอีก
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา...
วันงานแต่งของพี่ขุน ครอบครัวของฉันเกิดเรื่องวุ่นๆนิดหน่อย งานแต่งพี่ขุนเกือบจะล่มซะแล้ว เจ้าสาวถูกฉุดกลางงานแต่ง ดีนะที่ตอนนั้นยังไม่มีแขก มีแค่ญาติสนิทไม่กี่คนเท่านั้น
ส่วนผู้หญิงที่ได้เข้าพิธีแต่งงานกับพี่ขุนนั้น ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน เฟื่องฟ้าเพื่อนรักของฉันเอง...
ช่วงหัวค่ำของวันถัดมา ฉันกำลังจะอาบน้ำพอดี อยู่ๆก็เหมือนว่าโรคประหลาดของฉันมันกำลังจะมาอีกแล้ว...ฉันเกลียดมันที่สุด!
"อึก!!" ด้านหลังเหมือนถูกของแหลมคมทิ่มแทง เจ็บปวดสุดๆ สักพักร่างกายซีกขวาของฉันก็เกิดอาการแสบร้อนรุนแรง ฉันกรีดร้องออกมาเสียงดัง เพราะไม่สามารถอดทนต่อความรู้สึกที่ตัวเองกำลังทรมานอยู่ตอนนี้ไหว
"ไอ้เพลงแกอยู่ไหน!" เสียงไอ้ฟ้านี่...มันผลักประตูเข้ามาพร้อมกับน้ำเสียงตกใจเป็นกังวล
"ฮื้อๆๆ" ในใจทั้งเศร้า ทั้งเจ็บปวด ทำให้ฉันต้องร้องไห้ออกมาอย่างหนักแบบนี้ทุกครั้งไป ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ที่พื้นขยับตัวไปไหนไม่ได้ ร่างกายเจ็บปวดรวดร้าว ทรมานเหมือนคนกำลังจะขาดใจ
"เพลง...ไม่เป็นไรนะ" ไอ้ฟ้ามันวิ่งเข้ามากอดฉันแน่นทันที มันเป็นแค่เพื่อนก็จริงแต่ระหว่างเราความรู้สึกมันมากกว่านั้น
"แกรู้ได้ยังไงว่าฉัน...ฮึก!" ว่าฉัน...อาการกำเริบอีกแล้ว...
"คิรินวิ่งไปตาม บอกว่าแกเป็นอะไรก็ไม่รู้ ฉันก็เลยรีบวิ่งเข้ามาดู" ฉันเข้าใจในสิ่งที่มันพูด
"ฮื่อๆๆ ฉันกลัว ฉันเกลียดความรู้สึกนี้...ฮึก!" ความรู้สึกเศร้า หดหู่ หวาดกลัว ความรู้สึกพวกนี้ที่ฉันกำลังเป็นอยู่ตอนนี้มันมาจากไหน...แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่ฉันจะคิดสั้นเพื่อจบปัญหานี้ ฉันไม่เคยนึกอยากตาย ฉันอยากมีชีวิตอยู่นานๆ
"อยากร้องก็ร้องออกมาเลย ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนแกเอง" ไอ้ฟ้ามันยังคงนั่งกอดฉันเอาไว้แน่น ตอนอยู่ที่เมืองนอกด้วยกันเวลาที่ฉันอาการกำเริบมันก็จะคอยอยู่เคียงข้างฉันแบบนี้เสมอ
"เพลง...เป็นอีกแล้วเหรอ" เสียงพี่ขุนร้องถาม เขาน่าจะเดินตามไอ้ฟ้ามา...
"พี่ขุน...ฮึก!!" พี่ขุนนั่งลงที่พื้นข้างๆฉันกับไอ้ฟ้า เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของฉันเบาๆเป็นการปลอบ
"อยากลงอ่างมั้ย พี่พาไป" ฉันพยักหน้าให้เป็นคำตอบ ทุกครั้งที่ฉันมีอาการ ฉันอยากลงไปแช่น้ำ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้อาการของฉันหายเร็วขึ้นหรอกนะ เพียงแต่เวลาแบบนี้ ฉันรู้สึกอยากเล่นน้ำมาก ถึงมันจะเป็นแค่ที่แคบๆก็ตาม
พี่ขุนอุ้มฉันเข้าไปในห้องน้ำ เขาวางฉันลงในอ่าง โดยมีไอ้ฟ้าช่วยเปิดน้ำให้ ซึ่งทั้งสองคนก็ไม่ได้ไปไหน ยังคงอยู่เป็นเพื่อนฉัน จนกระทั่งอาการของฉันเริ่มทุเลาลง
"ดีขึ้นแล้วใช่มั้ย" มันมาสักพักเดี๋ยวมันก็ไป...เป็นแบบนี้ แต่ทำไมฉันถึงไม่ชินสักที
"ค่ะ..." ฉันพยักหน้าให้เป็นคำตอบ เริ่มดีขึ้นมากแล้ว
"อาบน้ำซะ พี่ออกไปรอข้างนอกนะ"
"ค่ะ..." และแล้วพี่ขุนก็เดินออกจากห้องฉันไป
"ฟ้า...เสื้อผ้าแกเปียก แกกลับห้องไปเปลี่ยนชุดก่อนเถอะ ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว ขอบใจแกมากที่มาอยู่เป็นเพื่อน"
"ถ้างั้นฉันไปเปลี่ยนชุดก่อนนะ เดี๋ยวเข้ามาหาใหม่" มันนั่งอยู่ที่ขอบอ่างตลอดจะไม่ให้เปียกได้ยังไง
"อือ...ฝากขอบใจลูกชายหมูอ้วนของแกด้วยนะ" ฉันอยากเห็นกุมารอ้วนลูกไอ้ฟ้าจริงๆ ได้ข่าวว่าพูด(เก่ง)มาก
"อือ...ได้ยินแล้วใช่มั้ย" ไอ้ฟ้าหันไปพูดกับอากาศ...ก็ฉันเห็นแบบนั้นนี่ จากนั้นมันก็เดินออกจากห้องของฉันไป
ตอนนี้อาการของฉันเกือบหายเป็นปกติดีแล้ว ฉันลุกขึ้นจากอ่าง อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า...
หลังจากวันนี้ไป ฉันจะมีความรู้สึกหนึ่งอย่างที่ฉันรู้สึกดีมากๆคือ หลังจากช่วงนี้อยากทำอะไร อยากจะไปไหนก็สามารถทำได้อย่างสบายใจ เพราะมันจะยังไม่มาในเร็วๆวันนี้แน่นอน นี่คือสิ่งที่ฉันสัมผัสได้จากทุกๆครั้งของอาการที่ผ่านๆมา