ตอนที่ 2
“แม่ได้ข่าวมาจากไหน ยังไงหนูไม่ต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าเมื่อคุณสองกลับมา ก็จะต้องเข้าพิธีหมั้นกับผู้หญิงที่พ่อแม่เขาหาให้ก็พอแล้วลูก”
เพราะมณีมณฑ์ไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน เลยไม่รู้ข่าวที่เขาเล่าลือกันในวงสังคม เรื่องที่สองตระกูลใหญ่กำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน ไม่ว่าจะฐานะหรือรูปโฉมโนมพรรณ รวมไปถึงการศึกษา คนที่ครอบครัวศรวัณเลือกไว้ เหนือกว่าบุตรสาวของเธอทุกด้าน แล้วมณีมณฑ์จะเอาอะไรไปสู้กับเขาได้ล่ะ ที่สำคัญก็คือ ศรวัณไม่เคยมีใจให้กับลูกสาวเธอเลย
“ไม่เอาค่ะแม่ ไม่พูดเรื่องไม่สบายใจแล้ว หนูหิ้วหิว” มณีมณฑ์ยกมือขึ้นลูบไล้ท้อง พร้อมยิ้มกลบเกลื่อนความรู้สึกที่มีภายในหัวใจ “แม่ไม่มีอะไรกับผึ้งแล้วใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้นผึ้งไปก่อนนะคะ” มณีมณฑ์เห็นแน่งน้อยสาวแอบโผล่หน้ามามองหลายครั้งแล้วก็รีบขอตัวออกจากอ้อมกอดมารดาโดยไว
“เดี๋ยวผึ้ง หนูจะไปไหนลูก” มณีวรรณร้องถามด้วยเห็นว่าในวันนี้ถึงแม้แดดจะออกจ้าก็จริง แต่ลมก็พัดแรง บนท้องฟ้าก็รู้สึกเหมือนว่าจะมีเมฆหมอกสีเทาลอยอยู่จนกลัวว่าฝนจะตกลงมาทำให้ลูกสาวของนางป่วยเป็นไข้ไปอีก
“หนูจะออกไปดักรอพี่สองค่ะ” มณีมณฑ์ร้องบอกก่อนจะรีบยกมือปิดปากตัวเองอย่างเร็ว เมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป “เฮ้ย! ไม่ใช่ค่ะไม่ใช่ หนูจะไปซื้อก๋วยเตี๋ยวที่สวนสาธารณะ แป๊บเดียวเอง แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ จะรีบไปรีบกลับค่ะ”
แจ้งสถานที่ซึ่งเป็นที่ประจำของเธอ สวนสาธารณะที่มีสระน้ำใสแจ๋ว สนามหญ้ากว้างใหญ่ ไม้ดอกไม้ประดับหลากสีสันที่แข่งกันชูช่ออวดความสวยงาม ต้นไม้น้อยใหญ่ให้ความร่มรื่น อากาศที่สดชื่น อาหารอร่อยจนไปซื้อทานได้บ่อย หากว่าไม่มีอาการทางร่างกาย อีกทั้งยังอยู่ใกล้บ้าน เดินไม่นานก็ถึง แม่เลยไม่เป็นห่วงและกังวลยามที่เธอไปยังที่แห่งนั้น
“อย่าไปเถลไถลที่ไหนเข้าละ ทานเสร็จก็แล้วรีบกลับ” มณีวรรณร้องเตือนพร้อมส่ายศีรษะอย่างระอิดระอาในความกระโดกกระเดกของลูกสาว ใบหน้าที่ยังคงความงดงามหันไปมองรูปสามีที่ตอนนี้ไปรับซื้อของจากแหล่งผลิตจากทั้งเหนือและใต้มาจำหน่าย ถ้าสามีอยู่ เธอก็จะมีที่ปรึกษาหาทางออกกับเรื่องนี้เพื่อป้องกันเรื่องร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้
“ค่ะแม่ ผึ้งจะรีบกลับ” มณีมณฑ์ตอบกลับอย่างดีใจที่แม่ไม่ห้าม เพราะแม่คงจะไม่ได้ยินคำตอบแรกของเธอเมื่อครู่ หญิงสาวรีบถลาวิ่งออกจากบ้านเหมือนกับนกน้อยที่หลุดออกจากกรงทองไปยังจุดหมายปลายทางที่ปรารถนาด้วยใจร้อนรนกระวนกระวายอยากจะเห็นหน้าผู้ที่กำเอาดวงใจไว้อย่างที่สุด
ใบหน้านวลแดงปลั่งด้วยเลือดลมที่สูบฉีดไปหล่อเลี้ยงยิ้มกว้างจนเห็นฟันกระต่ายด้านหน้าทั้งสองซี่อย่างชัดเจน ในดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสเริงร่าวิ่งไปหยุดแอบแดดร้อนอยู่ใต้ร่มไม้ใกล้กับประตูรั้วอันลอยหน้าบ้านหลังใหญ่ราวกับคฤหาสน์ แม้จะล่วงเลยพ้นเดือนเมษายนไปเกือบจะครึ่งเดือนแล้ว แต่อากาศรอบข้างจะร้อนจนตับแทบจะสุกไหม้แต่มณีมณฑ์ก็ไม่แม้แต่จะคิดสนใจ
“ว่าไงน้อย พี่สองมาถึงแล้วใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยถามน้ำเสียงหวานนุ่มที่เจือไปด้วยอาการกระหืดกระหอบเล็กน้อย เธอกวาดมองไปในบริเวณบ้านมองหาคนที่หัวใจร่ำร้องอยากจะเห็นหน้า คนที่เธอเฝ้ารอวันนี้มาเนิ่นนานหลายปี
หัวใจสาวน้อยแรกรุ่นเต้นรัวเร็วเหมือนกับมีคนกระหน่ำตีกลองอยู่ภายในด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น มีเพียงแค่เธอที่เฝ้ามองศรวัณด้วยใจรักและภักดี จากเพียงแค่ความชื่นชอบในท่วงท่าการพูดจา รูปกายที่โดดเด่น ใบหน้าอันหล่อเหลามีเสน่ห์จนเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ ในโรงเรียน แต่ทุกครั้งข้างกายชายหนุ่มจะมีเพียงแค่เธอเสมอ
แล้ววันหนึ่งก็เหมือนกับฟ้าฟาดลงกลางศีรษะ เมื่อจบมัธยมปลายอีกฝ่ายก็บอกว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอก หัวใจเธอเหมือนกับถูกคมมีดกรีดด้วยความปวดร้าวกับคำว่ารอคอยอย่างไร้ความหวัง เพราะตั้งแต่จากไปก็ไม่มีการติดต่อกลับมาหาเลยแม้สักครั้ง ใบหน้านวลหมองเศร้าลงเมื่อนึกถึงช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้าอย่างหักห้ามไว้ไม่อยู่
ครู่ใหญ่กว่าที่มณีมณฑ์จะดึงสติที่จมอยู่กับอดีตกลับมา เธอชะเง้อจนคอยาวมองเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ แต่ระยะทางจากประตูบ้านกับคฤหาสน์นั้นห่างไกลกันหลายร้อยเมตร เลยมองไม่เห็นคนที่คงจะนั่งคุยกันอยู่ในห้องโถงของบ้าน เธอจึงได้แต่เสียดายที่ยังไม่ได้เห็นหน้าคนที่เฝ้ารอคอย
“ค่ะคุณผึ้ง น้อยเห็นเต็มสองตาเลยค่ะ คุณสองจากรถและตรงเข้าไปกอดคุณแม่ หอมแก้มซ้ายแก้มขวาอย่างคนที่คิดถึงกันม้ากมาก” แน่งน้อยเน้นเสียงให้ฟังแล้วน่าสนใจ แต่สิ่งหนึ่งที่คนรับใช้ร่างเล็กกะทัดรัดกลมเหมือนลูกขนุนไม่กล้าบอกผู้เป็นนาย ด้วยกลัวว่าถ้าหากมณีมณฑ์รู้ว่าชายหนุ่มที่เธอทั้งรักทั้งคลั่งไคล้ชนิดที่ว่าจะกินจะนอนก็ถวิลหามีหญิงสาวอีกคนอยู่เคียงข้างกาย
แม้ว่าระยะห่างจากรั้วบ้านและเทอร์เรสจะไกลกัน แต่คนที่จับตามองอยู่ก็เห็นอย่างชัดเจน ตอนที่ศรวัณก้าวลงมาจากรถ เขาไม่ได้ลงมาเพียงคนเดียว แต่มีสาวร่างสูงโปร่งก้าวเดินตามลงมา สองกายที่ยืนแนบชิดกันโดยที่แขนของศรวัณโอบอยู่ที่เอวดูแล้วเหมาะสมกับเป็นที่สุด
“นั่งไงคะ นั่นไงคุณผึ้ง ออกมาแล้วค่ะ ออกมาแล้ว” แน่งน้อยบอกนายสาวพร้อมกับยกมือขึ้นปิดปากเอาไว้กั้นเสียงร้องอุทานที่จะเปล่งออก เมื่อเห็นว่าศรวัณไม่ได้เดินออกมาจากบ้านเพียงลำพัง หากข้างกายมีสาวสวยผมสีทองสุกปลั่งจนเห็นแต่ไกลตามติดมาอย่างแนบชิด
“ยายบ้านั่นเป็นใคร ทำไมถึงไปยืนอีอ๋อแนบชิดกับพี่สองของฉันแบบนั้น” มณีมณฑ์เปล่งวาจาเกรี้ยวกราด ในดวงตาเป็นประกายลุกโชนเป็นไฟ
ความโกรธเกรี้ยว อิจฉาริษยาอัดแน่นในทรวงจนหายใจแทบจะไม่ออก จนมณีมณฑ์ต้องรีบยกขึ้นลูบอก พยายามบอกกับตัวเองว่าให้ใจเย็นๆ ก่อนที่ไฟจากทั้งภายในและภายนอกจะทำให้ร่างกายที่เริ่มจะแข็งแรงขึ้นเพราะได้ทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ อีกทั้งยังออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะกลายเป็นยายขี้โรคผอมกะหร่องกะแหร่ง สามวันดีสี่วันนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ใบหน้าซูบซีดไร้ซึ่งสีเลือดเหมือนกับซากศพ ริมฝีปากซีดเผือดและแตกระแหง ดวงตาลึกโป๋หาความสดใสและร่าเริงได้เลยเช่นที่ผ่านมา
“ใจเย็นๆ นะคะคุณผึ้งใจเย็นๆ ” แน่งน้อยปลอบประโลมนายสาวสุดรักด้วยความเป็นห่วง “เดี๋ยวน้อยไปสืบเรื่องผู้หญิงผมทองคนนั้นให้นะคะ” มือเล็กดำหยาบกระด้างยื่นไปลูบแขนนายสาวเบาๆ
“จะให้ฉันใจเย็นได้ยังไงน้อย ดูยายบ้านั่นทำสิ” มณีมณฑ์กัดฟันพูดกับสาวใช้คู่ใจ ในอกเหมือนมีฟองอากาศที่อยู่ในขวดน้ำส้มซึ่งถูกเขย่าแรงๆ จนระเบิดแตกกระจายออก เมื่อเห็นสองหนุ่มสาวที่ยืนเคียงข้างกันอยู่เปลี่ยนสถานะจากการยืนแนบชิดเป็นสวมกอดกัน แล้วผู้หญิงก็เขย่งเท้าขึ้นเล็กน้อย ส่วนศรวัณก็โน้มใบหน้าลงมาแล้วประกบจุมพิต
เขา...จูบกัน!
เขากำลังจูบกัน!
เจ็บแปลบ! ใจเธอเหมือนจะขาด ด้วยคมมีดที่กรีดลงไปบนหัวใจที่กำลังจะหยุดเต้น ในอกเต็มไปด้วยเปลวไฟที่แผดเผาหัวใจให้แหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี ทำไมถึงได้เจ็บแบบนี้ น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้าและไหลออกมาอย่างไม่ทันรู้ตัว
“คุณผึ้ง คุณไม่เป็นอะไรนะคะ” น้อยถามนายสาวที่ตอนนี้เซไปยืนอิงประตูรั้วที่สร้างด้วยอิฐสีสวยและเหล็กแหลมซึ่งถูกแดดช่วงกลางวันเผาจนร้อนระอุ ผิวกายสีขาวอมชมพูกลายเป็นสีแดงเหมือนถูกเผาไปในทันควัน แต่สิ่งเหล่านั้นก็ยังเจ็บสู้ที่หัวใจไม่ได้
“ไม่...ไม่เป็นอะไรน้อย ฉันไม่เป็นไร” มณีมณฑ์รีบตอบกลับ พลางยกมือขึ้นโบกเบาๆ ก่อนจะซับเหงื่อบนใบหน้าที่แดงปลั่ง ลมหายใจก็หอบแรง ขาเรียวยาวสั่นจนแทบจะยืนทรงตัวไม่อยู่ แต่สาวน้อยร่างบางเหมือนจะปลิดปลิวไปตามกระแสลมแรงก็ไม่ยอมแพ้ เลือกที่จะก้าวไปยืนกางมือดักหน้ารถปอร์เช่สีบรอนด์เงินซึ่งวิ่งฉิวออกมาอย่างเร็วรี่จนเกือบที่จะเบรกไม่ทัน
“เป็นบ้าอะไร ไม่เคยตายหรือไง ถึงได้มายืนขวางรถแบบนี้” เมื่อลงจากรถได้ศรวัณสบถเสียงเขียวใส่หน้าสาวน้อยร่างบอบบางเหมือนกับเด็กนักเรียนมัธยม เพราะเขาจำไม่ได้ว่าหญิงสาวคนนี้เป็นใคร กล้าดียังไงถึงเกือบจะทำให้เขาเป็นฆาตกรตั้งแต่เพิ่งเหยียบย่างกลับเข้าบ้านมา
“ใจเย็นๆ ค่ะสอง น้องคงไม่ตั้งใจ”
ตอนที่ 3
นิศามณีที่ก้าวลงมายืนเคียงข้างคนรักบอกเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยน เธอลูบแขนแข็งแกร่งอย่างต้องการให้ระงับโทสะเอาไว้ ก่อนจะส่งรอยยิ้มหวานไปให้กับสาวน้อยร่างเล็กบางที่ยืนหน้าตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความโกรธเกลียด เคียดแค้น
นิศามณีขบเม้มปากเข้าหากันด้วยความแปลกใจ ด้วยจำได้ว่าไม่เคยเจอกับสาวน้อยคนนี้มาก่อน เพราะตั้งแต่เล็กจวบจนอายุยี่สิบกว่าปีมานี้ใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนเป็นส่วนใหญ่ น้อยครั้งที่จะได้กลับมาเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องยังประเทศไทย จึงสงสัยว่าทำไมสาวน้อยตรงหน้าถึงแสดงออกว่าเกลียดชัง อิจฉาริษยาและโกรธแค้นเธอนัก
เป็นเพราะอะไรกัน?
นัยน์ตาที่มองเธอเปรียบเสมือนคมมีดที่จะคอยทิ่มแทงไปทั่วทั้งร่างกายให้เละไปทั้งตัว แต่เมื่อมองไปยังศรวัณกลับเต็มไปด้วยประกายแห่งความรักใคร่ เว้าวอนและตัดพ้อต่อว่า ใจสาวสะดุดเล็กน้อยกับความหมายจากดวงตากลมโตเหมือนกับตากวางที่สื่อให้เห็น
เพราะเหตุนี้เองใช่ไหม เด็กคนนี้ถึงได้มองเหมือนกับว่าเธอเป็นศัตรู...เพราะศรวัณนี่เอง
ความหวงแหนเลยพุ่งจู่โจมใจนิศามณีอย่างรวดเร็ว เพราะแม้สาวน้อยตรงหน้าจะเพียงแค่น่ารัก ไม่ได้สวยจนเตะตาศรวัณ แต่เพราะรู้นิสัยของชายหนุ่มดี ถึงจะตกลงปลงใจจะหมั้นหมายกันแล้ว แต่ศรวัณก็ยังเป็นคนเจ้าเสน่ห์ที่พร้อมจะโปรยเสน่ห์ให้กับใครก็ได้ที่ต้องการหรือคนที่สนใจสานสัมพันธ์ด้วย บางครั้งเธอก็ท้อแท้จนเกือบจะปล่อยมือจากชายหนุ่มไป แต่พอคิดถึงวันที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน มันเหมือนรอบกายว่างเปล่า หัวใจมันปวดร้าวจนสุดจะทนได้
“จะให้ผมใจเย็นได้ยังไงกันละมุก เด็กบ้าอะไรก็ไม่รู้ อยู่ดีไม่ว่าดีวิ่งทะเล่อทะล่าออกมาขวางทางรถ แล้วดูสิ ขนาดว่าแล้วยังจะมาทำหน้าเป็นใส่ผมเสียอีก เด็กบ้าอะไรนี่ไม่เคยพบเคยเจอจริงๆ ”
ศรวัณหันไปพูดกับแฟนสาวอย่างหงุดหงิด เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้า อากาศเมืองไทยร้อนจริง ร้อนจนเขาแทบไม่อยากจะออกจากบ้านเลย แต่เพราะจำเป็นจะต้องไปส่งคนรักที่ต้องไปอาศัยบ้านญาติ ทั้งที่เขาไม่ชอบใจเลย
เพราะเขาทั้งหวงและห่วงไม่อยากให้คนรักไปนอนอ้างค้างแรมที่อื่น เขาไม่ไว้วางใจคนที่หญิงสาวต้องไปอยู่ร่วมด้วยไม่สบายใจเมื่อคนรักคลาดสายตา นิศามณีเป็นสาวสวยร่างอวบที่ยั่วความปรารถนาชายหนุ่มทุกคนเพียงแค่เดินผ่าน
ตัวเขาก็ตกหลุมชอบหญิงสาวตั้งแต่แรกได้เห็นร่างกายที่แม้จะยังมีเสื้อผ้าอยู่ครบ แต่กลับปลุกความต้องการในกายให้พุ่งขึ้นสูง ต้องการจนปวดร้าวไปหมด จนต้องตามจีบเป็นหลายเดือนกว่าที่หญิงสาวจะตกลงปรงใจยอมคบหาเป็นแฟนดูใจกันอีกเป็นปีหญิงสาวถึงยอมตกลงหมั้นด้วย
“พี่สอง!” มณีมณฑ์ร้องเรียกคนที่เธอมอบใจให้ตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อสาวอย่างเสียใจจนเหมือนกับหัวใจจะแหลกสลายไปในพริบตา ร่างเล็กเซไปด้านหลังอย่างหมดเรี่ยวแรง น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้เมื่อแรกได้เห็นคนที่รักกอดคนอื่นไหลอาบสองแก้ม
“คุณผึ้งเป็นยังไงบ้างคะ กลับบ้านก่อนดีไหม” แน่งน้อยถามนายสาวด้วยกังวล เพราะกลัวว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้มณีมณฑ์ต้องย้ายตัวเองเข้าไปนอนโรงพยาบาลอีก
“ไม่เป็นไรพี่น้อย ผึ้งไม่เป็นไร” มณีมณฑ์บอกแน่งน้อยเสียงเบาจนแทบจะไม่มีน้ำเสียงหลุดรอดออกจากปาก เธอยื่นมือไปจับแขนแน่งน้อยไว้ พยายามพาตัวเองให้ยืนทรงตัวอย่างสง่างามเหมือนกับผู้หญิงที่ยืนเคียงข้างศรวัณอย่างอิจฉาริษยา
ตอนที่เห็นไกลๆ หน้าตายังไม่ชัดเจน เธอก็อิจฉาเป็นล้นพ้นที่หญิงสาวได้ยืนเคียงข้างคนในดวงใจของเธอ เมื่อได้เห็นอย่างใกล้ชิดและชัดเจน ความอิจฉาก็ทำให้หัวใจมณีมณฑ์รวดร้าวไปหมด
ใบหน้านวลเนียนรูปไข่ ดวงตากลมโตล้อมกรอบด้วยขนตายาวงอน จมูกโด่งได้รูปและริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อรับกับผิวขาวอมชมพู รูปกายสูงโปร่งแต่กลับมีอก เอวและสะโพกที่เหมาะเจาะรับกันทุกสัดส่วน ขนาดเธอเป็นผู้หญิง ยังอดมองอย่างตกตะลึงและชื่นชมไม่ได้ แล้วผู้ชายมีหรือที่จะปล่อยมือไปง่ายๆ
“พี่สองจำผึ้งไม่ได้หรือคะ” มณีมณฑ์ถามเสียงเบา ขณะมองหน้าชายหนุ่มด้วยความผิดหวัง อุตส่าห์แต่งกายด้วยชุดใหม่ที่คิดว่าจะน่ารัก จะได้เรียกความสนใจจากชายหนุ่มตั้งแต่แรกเห็น แต่กลับไม่ใช่เลย เพราะเขาไม่แม้แต่จะปรายสายตามามองด้วยซ้ำไป เจ็บใจจนแทบกระอัก
“ใครหรือคะสอง” นิศามณีเพ่งพิศมองสาวร่างเล็กอย่างไม่ชอบใจเป็นเท่าทวีคูณ รูปลักษณ์ภายนอกที่เห็น ใบหน้านวลเนียนเกลี้ยงเกลา ปากนิดจมูกหน่อยที่รับกันอย่างเหมาะเจาะ รูปร่างเล็กบอบบางน่าทะนุถนอมน่าให้ความปกป้องคุ้มครองดูแล ผิดกับเธอที่ถึงแม้จะมีรูปร่างสะโอดสะองค์ แต่ก็แข็งแกร่งและเข้มแข็ง สามารถก้าวไปข้างหน้าได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชาย
“ไม่รู้สิ ไม่แน่ใจ จำไม่ได้เหมือนกัน” ศรวัณตอบอย่างไม่คิดจะสนใจหาคำตอบ สำหรับเขาในตอนนี้มีเพียงนิสามณีคนเดียวเท่านั้น
คำตอบของศรวัณยิ่งเป็นเหมือนกับน้ำกรดที่ค่อยๆ ซึมเข้าไปกัดกร่อนหัวใจที่กำลังเต้นอยู่อย่างอ่อนล้าจนแทบจะสิ้นลมอยู่ตรงนั้น ใบหน้านวลซีดเผือด เหงื่อผุดไหลจนเต็มที่เย็นจัดเหมือนกับมีน้ำแข็งโอบคลุมอยู่
“เรารีบไปกันเถอะมุก ร้อนจะตายชัก เดี๋ยวผิวคุณจะเสีย ดำคล้ำไม่สวย” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงหวานกับคนรัก “ไม่นุ่มมือยามที่เรากำลัง...”
“บ้า!” นิศามณีทุบอกของว่าที่คู่หมั้นอย่างกระดากอายเบาๆ เธอตวัดค้อนใส่คนพูดวงโต
“พูดจาอะไรไม่รู้น่าเกลียดที่สุดเลย เรายังเป็นเพียงแค่คู่หมั้นเท่านั้นเองนะคะ” นิศามณีตวัดค้อนใส่ศรวัณ หากในดวงตากลับหวานฉ่ำ นิ้วยาวหยอกล้อกับปลายคางแข็งแกร่ง
“อย่างอื่น...ไว้รอหลังแต่งงานนะคะที่รัก” หญิงสาวยังเอ่ยด้วยเสียงนุ่มหวาน แต่ปลายตาไปมองแม่สาวร่างเล็กพร้อมด้วยรอยยิ้มหยามหยัน
เกลียด! เกลียดผู้หญิงตรงหน้าเหลือเกิน อยากมีมีดปลายแหลมและคมกริบสับใบหน้าที่ยิ้มเย้ยนั้นอยู่ให้เละเป็นหมูสับเหลือเกิน มณีมณฑ์เกร็งมือกำหมัด ขบกัดฟันกรามจนแก้มนูน ประกายในดวงตาแข็งกร้าวและดุร้าย แต่ต้องรีบสลัดทุกความรู้สึกทิ้งไป เมื่อหันไปเห็นศรวัณกำลังจะเดินจากไป
“เดี๋ยวสิคะพี่สอง” มณีมณฑ์รีบดึงแขนของศรวัณไว้ ยอมไม่ได้ถ้าหากไม่ได้คุยกับชายหนุ่มให้รู้เรื่อง คืนนี้ทั้งคืนเธอคงนอนไม่หลับ ส่วนหนึ่งเพราะถูกหมางเมินจากคนตรงหน้า และอีกส่วนก็เพราะผู้หญิงที่ยืนอิงแอบแนบชิดอยู่นั่นแหละ
“พี่สองจำน้องผึ้ง ลูกแม่มณีวรรณ เด็กคนที่พี่สองคอยดูแล พาขี่หลัง คอยวิ่งไล่จับกันตอนยังเป็นเด็กไม่ได้หรือคะ” มณีมณฑ์ถามเสียงสั่น น้ำตานองหน้าแต่ก็ไม่คิดที่จะเช็ด
“เด็กขี้โรคที่อยู่ข้างบ้านพี่สองไงคะ” มณีมณฑ์บอกอีกครั้ง “ไหนพี่สองบอกว่าจะไม่ลืมน้องคนนี้ไงคะ”
ศรวัณมองสาวน้อยตรงหน้าใหม่อีกครั้ง ใบหน้ารูปหัวใจ ดวงตากลมโตล้อมกรอบด้วยขนตายาวงอน จมูกและปากนิดหน่อยชวนมองไม่น้อย เห็นแล้วต้องมองซ้ำ แต่เท่าที่จำได้เด็กหญิงมณีมณฑ์เป็นเด็กน้อยขี้โรคผอมกะหร่องกะแหร่ง แต่คนตรงหน้าให้ดูเท่าไหร่กลับไม่คุ้นตาเลยสักนิด
สงสัยว่าเขาจะจากบ้านไปนานเกินไป ยายเด็กขี้โรคที่ตามติดเหมือนกับตังเมแกะไม่ออก คอยร้องเรียกจะเอาโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา ทำให้ปวดหัวเวียนเกล้าและรำคาญจนอยากจะกระทืบให้จมดินอยู่บ่อยครั้ง เปลี่ยนตัวเองเป็นสาวน้อยที่น่ารักไปแล้ว ศรวัณเพ่งพิศและมองดูอย่างพินิจพิเคราะห์แทบไม่ให้ส่วนใดบนหน้าสวยและกายสาวหลุดรอดไปเลยแม่แต่น้อย
รูปกาย...ถ้าเป็นเมื่อก่อน แม่เด็กขี้โรคจะต้องมีแขนขาเล็กและเก้งก้าง มีแต่หนังหุ้มกระดูก แต่ในตอนนี้กลับบอบบางแต่ดูกลมกลึงและอวบอิ่มไปหมดทั้งตัว
ใบหน้า...ที่จำได้ แก้มตอบซีดเหมือนกระดาษ เรียกว่าเห็นแล้วหงุดหงิดรำคาญใจมาก ดวงตาก็ลึกโป๋เหมือนจะถลนออกมานอกเบ้า ปากก็ซีดแตกระแหง แต่คนตรงหน้ากลับชวนมอง ที่สำคัญคือ…
ประกายในดวงตากลมโตคู่นั้นสะกิดต่อมความจำของเขาให้ตื่นขึ้นมาในทันใด ดวงตาที่มันเปิดเผยให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ จงรักและภักดีที่มีต่อเขาไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะวันนี้หรืออดีตที่ผ่านมา มันทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมในหัวใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเลย
“ผึ้ง...”