ตอน 1

ตอนที่ 1

ดวงตากลมโตจับจ้องอยู่ที่นาฬิกาโบราณ ที่มีลูกตุ้มเหล็กแกว่งเป็นจังหวะอย่างจดจ่อ หัวใจเต้นแรงเร็วเหมือนกับปืนกลด้วยตื่นเต้นและเฝ้ารอคอย ขณะชะเง้อคอมองลอดผ่านประตูบ้านไม้สักทองกรุลวดลายอ่อนช้อยงดงามอย่างไม่กลัวคอจะยาว หูก็แววฟังคนรับใช้ที่ถูกสั่งการให้ไปดูลาดเลาจากบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงว่ามีรถกลับเข้ามาหรือยัง

ใบหน้ารูปหัวใจแย้มยิ้มจนแก้มแทบจะปริ ประกอบกับดวงตากลมโตเป็นประกายสุขสม เพราะการรอคอยเป็นเวลาหลายปีกำลังจะสิ้นสุดลงไปในเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงข้างหน้า

คนที่เธอรักมาตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อสาวกลับมาแล้ว...พี่สองกลับมาแล้ว พี่สองจะจำเธอได้ไหม จำสาวน้อยที่อยู่บ้านชิดติดกัน เด็กตัวเล็กที่คอยร้องไห้โยเยเดินตามติดไปโรงเรียนทุกวัน คอยอ้อนวอนขอขึ้นขี่หลังเพราะหวงเมื่อมีสาวน้อยหน้าแฉล้มคอยเมียงมองและส่งสายตาหวานให้ ไม่รู้ว่าพี่สองจะยังคงจำเธอได้หรือเปล่า

ยิ่งคิดมณีมณฑ์ก็เริ่มกังวลและขลาดกลัว ฟันขาวสะอาดขบกัดปลายเล็บตัวเองแรงๆ หลายปีมานี้เธอเฝ้ารอฟังข่าวศรวัณจากบ้านใกล้ๆ เป็นประจำ ก็รู้บ้างไม่รู้บ้างให้พอชื่นใจได้ว่าชายหนุ่มยังคงไม่มีในหัวใจ แต่ปีกว่ามานี้เธอกลับไม่ได้ข่าวคราวของอีกฝ่ายเลยสักนิด ไม่ว่าจะเพียรสอบถามข่าวยังไงก็ไม่เคยมีใครตอบกลับมา

“มาแล้วค่ะคุณผึ้ง มาแล้วค่ะ” แน่งน้อยสาวใช้วัยไม่ถึงยี่สิบปีที่แม่จำต้องเลี้ยงไว้เพื่อคอยดูแลเธอซึ่งมักจะเป็นลมอยู่บ่อยครั้งวิ่งกระหืดกระหอบพร้อมเสียงตะโกนเสียงดัง ร้อนไปถึงหญิงวัยกลางคนซึ่งก้าวบันไดลงมาต้องดุเสียงเขียว

“มีอะไรน้อย ตะโกนเสียงดังลั่นบ้านเชียว” มณีวรรณไม่เพียงดุด้วยใบหน้าและสายตาแต่ยังจะดุด้วยคำพูดสำทับไปอีก “ฉันสอนแล้วใช่ไหม มาอยู่บ้านนี้ต้องให้ทำตัวเรียบร้อย สำรวม ไม่ทำตัวกระโดกกระเดกเหมือนม้าดีดกะโหลก”

หญิงวัยกลางคนที่ยังคงความสง่างามและสวยใสทั้งใบหน้าและเรือนกายที่แม้จะผ่านการมีบุตรมาแล้ว แต่รูปร่างก็ยังคงอรชรอ้อนแอ้นไม่ผิดแผกเมื่อตอนสาวๆ เดินมานั่งใกล้กับบุตรสาว มือเล็กคว้าหมอนอิงถักจากเส้นไหมเนื้อนุ่มงานจากฝีมือของนางเองออกไปเพื่อจะได้ใกล้ชิดบุตรสาวมากขึ้น

“เราก็เหมือนกันผึ้ง ใช้น้อยไปทำอะไรอีกแล้วฮึ” มณีวรรณถามน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยนก็จริงแต่ก็คาดคั้นเอาคำตอบ ดวงตาจับจ้องร่างลูกสาวอย่างค่อนข้างจะแปลกใจกับการแต่งกายด้วยชุดใหม่ที่เพิ่งจะอ้อนให้เธอพาไปซื้อเมื่อสองสามวันก่อน

ริมฝีปากและใบหน้าที่เคยซีดเซียวกลับเป็นสีชมพูเรื่อโดยธรรมชาติมีแววเขินอายและดวงตาที่สุกสกาวใส เห็นแล้วให้แปลกใจเป็นอย่างยิ่ง

“มีอะไรหรือเปล่าลูก หน้าตาสดใสเชียว” มณีวรรณลูบแผ่นหลังลูกสาวอย่างรักใคร่ระคนเอ็นดู “ว่าไงลูก มีอะไรหรือเปล่า”

“เปล่านี่ค่ะ ไม่มีอะไรสักหน่อย” มณีมณฑ์ตอบกลับพลางยกมือขึ้นปัดปลายจมูกโด่งปิดบังอาการเขินอายของตัวเองจากสายตามารดาที่ดูจะรู้ทันเธอไปหมดเสียทุกอย่าง

“ไม่มีจริงหรือ แม่ไม่อยากเชื่อหนูเลยนะผึ้ง ท่าทางแบบนี้กำลังคิดจะไปทำอะไรไม่ดีกับน้อยอีกแล้วใช่ไหม”

ดวงตาคมหวานปรายไปคาดคั้นสาวใช้ร่างเล็กที่นั่งอยู่ไม่สุข ยิ่งได้เห็นท่าทางลุกลี้ลุกลน อ้าปากจะพูดอยู่ก็หลายครั้งแต่ก็รีบยกมือขึ้นปิดปากเสียทุกทีไปของแน่งน้อย ก็ทำให้มณีวรรณเกิดความสงสัยยิ่งขึ้น เธอมองเด็กรับใช้และลูกสาวสลับกันไปมาคาดคั้นหาคำตอบ

ถ้าลูกสาวเป็นเหมือนกับเด็กสาวทั่วไป ก็จะไม่เป็นห่วงขนาดนี้หรอก แต่มณีมณฑ์เป็นเด็กที่สุขภาพค่อนข้างจะอ่อนแอ ตากแดดหน่อยก็เป็นลมล้มพับ ฝนตกยังไม่ทันจะถูกไอฝนก็ป่วยเป็นไข้หวัด สารพันที่จะเป็นได้ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไงกัน

“ว่าไงน้อย คิดจะพาคุณผึ้งไปทำอะไรอีก ถ้าคุณผึ้งป่วยฉันจะหักเงินเรานะ” มณีวรรณขู่

“โธ่...แม่ขา น้อยไม่ได้ชวนผึ้งไปทำอะไรสักหน่อย” ผู้อ่อนวัยกว่าพูดออดอ้อนเสียงหวานใส ร่างเล็กบางเอนกายพร้อมปลายนิ้วยาวเรียวที่ยกขึ้นแนบปากห้ามแน่งน้อยไม่ให้พูดเรื่องที่ให้ไปสืบ เธอรีบสอดแขนเรียวเข้าระหว่างเอวเล็กของมารดา

“ไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะแม่” มณีมณฑ์รีบบอก ขณะสะบัดมือไล่แน่งน้อยให้ถอยห่างไปก่อนที่ความลับจะแตก ทำให้อายมารดาที่พร่ำตักเตือนหนักหนาว่าอย่างคิดใหญ่เกินตัวด้วยไม่อยากให้ผิดหวังและช้ำชอกใจ เพราะเธอไม่คู่ควรกับศรวัณ

ในตอนแรกพ่อและแม่ของศรวัณก็รักและเอ็นดูเธออยู่พอสมควร แต่พอเธอเติบโตเป็นสาว ความรักใคร่และเอ็นดูก็เริ่มจืดจาง รวมถึงความสัมพันธ์ที่ห่างเหินจนแทบจะไม่ค่อยจะสุงสิงกันในปัจจุบัน

ที่สำคัญคือคนที่จะมาเป็นสะใภ้ของตระกูลนิโรจน์อนันต์จะต้องเป็นหญิงสาวที่มีฐานะและชาติตระกูลที่เท่าเทียมกัน ดูอย่างพี่ชายคนโตที่รักกับสาวคนหนึ่งตั้งแต่ทั้งคู่ยังเรียนมหาลัย หวังว่าจะได้แต่งงานกันเมื่อเรียนจบ กลับต้องคลาดกันไปเพราะฝ่ายหญิงมีฐานะตกต่ำลง คุณใหญ่ต้องไปแต่งงานกับผู้หญิงที่แม่เลือกให้

ที่สำคัญก็คือคนที่เธอรัก ให้ความรักและสนิทสนมต่อเธอแบบน้องสาวเท่านั้นเอง หาใช่รักแบบคนที่ต้องการจะร่วมเป็นคู่ครอง คำสัญญาที่เคยให้ไว้ก็เพียงเพราะต้องการให้เด็กน้อยอย่างเธอทำใจได้กับการไปเรียนต่อของเขาเท่านั้นเอง อีกทั้งฐานะทางสังคมก็แตกต่างกัน ครอบครัวเธอเป็นเพียงแค่พ่อค้าแม่ค้าขายของ ที่โชคดีหน่อย ของที่ขายคุณภาพดีและราคาไม่แพงเลยขายดี ในขณะที่ครอบครัวของศรวัณเป็นนักธุรกิจมีชื่อ มีทั้งเงินทองและหน้าตา

“ผึ้งรู้ค่ะแม่” ‘แต่ผึ้งก็หักห้ามใจตัวเองไม่ให้รักพี่สองไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ’ มณีมณฑ์ต่อท้ายคำตอบด้วยใจที่หมองเศร้าเล็กน้อย

หลายปีที่ศรวัณไปเรียนต่อเมืองนอก เธอได้แต่เฝ้ารอคอยว่าเมื่อไหร่ชายหนุ่มจะติดต่อกลับมา แต่ก็ไม่เคยเลยที่ชายหนุ่มจะส่งข่าวคราวมาถึงเธอตามคำสัญญา อย่าว่าแต่ติดต่อมาเลย ตอนที่อยู่ใกล้ชิดกัน วันสำคัญของเธอ เขาก็ไม่เคยที่จะมีคำอวยพรหรือของขวัญให้เลย คงเป็นเธอที่เฝ้าคอยมองดูเขาอยู่ด้านหลังตลอดมา

ใบหน้านวลใสซีดเผือดลง ฟันกระต่ายสองซี่ขบกับริมฝีปากอวบอิ่มที่เหมือนกับราดด้วยน้ำเชอรี่ฉ่ำนุ่มจนเจ็บแปลบ น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้าอย่างปวดแปลบใจ เมื่อความรู้สึกที่มอบให้ไปไม่ได้รับการตอบสนองกลับมาอย่างที่ใจต้องการ

แต่ไม่! มณีมณฑ์สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด เธอจะไม่ยอมแพ้หรอก ยังไงก็จะใช้ความน่ารักใสซื่อไร้เดียงสาและร่างกายที่อ่อนแอให้เป็นประโยชน์ เรียกความสนใจและพยายามดึงเอาหัวใจศรวัณมาครอบครองให้จงได้ ประกายในดวงตากลมโตมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว

“รู้ก็ดีแล้วลูก เรากับเขามันคนละชั้นกัน ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ไม่คู่ควรกัน แม่รักหนู ถึงอยากให้หนูหักใจจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดเวลาที่พี่สองมีคนอื่นเคียงข้างกาย” อย่างศรวัณ ด้วยหน้าตาที่เห็นมาตั้งแต่เด็กกับฐานะทางบ้าน เป็นไปไม่ได้เลยที่ตอนนี้จะไม่มีหญิงคนไหนอยู่เคียงข้าง เธอไม่อยากให้มณีมณฑ์เจ็บช้ำใจ

มณีวรรณลูบผมดกดำหนานุ่มเป็นเงางามของบุตรสาวอย่างกลัดกลุ้มใจและเป็นกังวล ด้วยรู้ดีว่าถึงแม้มณีมณฑ์จะตอบกลับมาแบบนั้น แต่ลูกสาวคนนี้เป็นคนดื้อเงียบ ถึงแม้จะรับปากแล้ว แต่ถ้าไม่พอใจก็จะไม่ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ได้

“แม่ได้ข่าวมา ทางพ่อแม่คุณสองมีว่าที่ลูกสะใภ้ที่ถูกใจแล้ว หนูตัดใจดีกว่าผึ้ง ฝืนไปก็รังแต่จะทำให้ตัวเองเจ็บช้ำมากเท่านั้น” ไม่ได้อยากพูดให้ช้ำชอกใจนะ แค่อยากเตือนให้มณีมณฑ์ตัดใจจากศรวัณเสียที ฝืนเอาตัวเองไปยุ่งเกี่ยว ก็รังแต่จะทำให้ตัวเองต้องเจ็บปวดชอกช้ำมากขึ้นเท่านั้น

“ที่เตือนเพราะแม่หวังดีและรักหนูนะลูก รักเขาข้างเดียว มีแต่รังจะทำให้เราเจ็บช้ำ”

คำพูดจากปากมารดา เสมือนมีดเฉือนหัวใจเธอ ลำตัวกลมกลึงสั่นสะท้านไหว เกิดอาการหายใจติดขัด แต่ก็รีบกลบเกลื่อนความรู้สึกเจ็บปวดที่มีด้วยการก้มหน้าลงมองสองมือของตัวเอง

“มะ...แม่รู้ได้ยังไงคะ” มณีมณฑ์ถามเสียงแห้ง ใจหนึ่งก็เชื่อว่าข่าวของแม่น่าจะมีมูลความจริง หากอีกใจก็แย้งว่าไม่จริงหรอก เพราะไม่เคยได้ยินข่าวนี้จากบ้านศรวัณมาก่อน

ตอน 2

ตอนที่ 2

“แม่ได้ข่าวมาจากไหน ยังไงหนูไม่ต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าเมื่อคุณสองกลับมา ก็จะต้องเข้าพิธีหมั้นกับผู้หญิงที่พ่อแม่เขาหาให้ก็พอแล้วลูก”

เพราะมณีมณฑ์ไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน เลยไม่รู้ข่าวที่เขาเล่าลือกันในวงสังคม เรื่องที่สองตระกูลใหญ่กำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน ไม่ว่าจะฐานะหรือรูปโฉมโนมพรรณ รวมไปถึงการศึกษา คนที่ครอบครัวศรวัณเลือกไว้ เหนือกว่าบุตรสาวของเธอทุกด้าน แล้วมณีมณฑ์จะเอาอะไรไปสู้กับเขาได้ล่ะ ที่สำคัญก็คือ ศรวัณไม่เคยมีใจให้กับลูกสาวเธอเลย

“ไม่เอาค่ะแม่ ไม่พูดเรื่องไม่สบายใจแล้ว หนูหิ้วหิว” มณีมณฑ์ยกมือขึ้นลูบไล้ท้อง พร้อมยิ้มกลบเกลื่อนความรู้สึกที่มีภายในหัวใจ “แม่ไม่มีอะไรกับผึ้งแล้วใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้นผึ้งไปก่อนนะคะ” มณีมณฑ์เห็นแน่งน้อยสาวแอบโผล่หน้ามามองหลายครั้งแล้วก็รีบขอตัวออกจากอ้อมกอดมารดาโดยไว

“เดี๋ยวผึ้ง หนูจะไปไหนลูก” มณีวรรณร้องถามด้วยเห็นว่าในวันนี้ถึงแม้แดดจะออกจ้าก็จริง แต่ลมก็พัดแรง บนท้องฟ้าก็รู้สึกเหมือนว่าจะมีเมฆหมอกสีเทาลอยอยู่จนกลัวว่าฝนจะตกลงมาทำให้ลูกสาวของนางป่วยเป็นไข้ไปอีก

“หนูจะออกไปดักรอพี่สองค่ะ” มณีมณฑ์ร้องบอกก่อนจะรีบยกมือปิดปากตัวเองอย่างเร็ว เมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป “เฮ้ย! ไม่ใช่ค่ะไม่ใช่ หนูจะไปซื้อก๋วยเตี๋ยวที่สวนสาธารณะ แป๊บเดียวเอง แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ จะรีบไปรีบกลับค่ะ”

แจ้งสถานที่ซึ่งเป็นที่ประจำของเธอ สวนสาธารณะที่มีสระน้ำใสแจ๋ว สนามหญ้ากว้างใหญ่ ไม้ดอกไม้ประดับหลากสีสันที่แข่งกันชูช่ออวดความสวยงาม ต้นไม้น้อยใหญ่ให้ความร่มรื่น อากาศที่สดชื่น อาหารอร่อยจนไปซื้อทานได้บ่อย หากว่าไม่มีอาการทางร่างกาย อีกทั้งยังอยู่ใกล้บ้าน เดินไม่นานก็ถึง แม่เลยไม่เป็นห่วงและกังวลยามที่เธอไปยังที่แห่งนั้น

“อย่าไปเถลไถลที่ไหนเข้าละ ทานเสร็จก็แล้วรีบกลับ” มณีวรรณร้องเตือนพร้อมส่ายศีรษะอย่างระอิดระอาในความกระโดกกระเดกของลูกสาว ใบหน้าที่ยังคงความงดงามหันไปมองรูปสามีที่ตอนนี้ไปรับซื้อของจากแหล่งผลิตจากทั้งเหนือและใต้มาจำหน่าย ถ้าสามีอยู่ เธอก็จะมีที่ปรึกษาหาทางออกกับเรื่องนี้เพื่อป้องกันเรื่องร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

“ค่ะแม่ ผึ้งจะรีบกลับ” มณีมณฑ์ตอบกลับอย่างดีใจที่แม่ไม่ห้าม เพราะแม่คงจะไม่ได้ยินคำตอบแรกของเธอเมื่อครู่ หญิงสาวรีบถลาวิ่งออกจากบ้านเหมือนกับนกน้อยที่หลุดออกจากกรงทองไปยังจุดหมายปลายทางที่ปรารถนาด้วยใจร้อนรนกระวนกระวายอยากจะเห็นหน้าผู้ที่กำเอาดวงใจไว้อย่างที่สุด

ใบหน้านวลแดงปลั่งด้วยเลือดลมที่สูบฉีดไปหล่อเลี้ยงยิ้มกว้างจนเห็นฟันกระต่ายด้านหน้าทั้งสองซี่อย่างชัดเจน ในดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสเริงร่าวิ่งไปหยุดแอบแดดร้อนอยู่ใต้ร่มไม้ใกล้กับประตูรั้วอันลอยหน้าบ้านหลังใหญ่ราวกับคฤหาสน์ แม้จะล่วงเลยพ้นเดือนเมษายนไปเกือบจะครึ่งเดือนแล้ว แต่อากาศรอบข้างจะร้อนจนตับแทบจะสุกไหม้แต่มณีมณฑ์ก็ไม่แม้แต่จะคิดสนใจ

“ว่าไงน้อย พี่สองมาถึงแล้วใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยถามน้ำเสียงหวานนุ่มที่เจือไปด้วยอาการกระหืดกระหอบเล็กน้อย เธอกวาดมองไปในบริเวณบ้านมองหาคนที่หัวใจร่ำร้องอยากจะเห็นหน้า คนที่เธอเฝ้ารอวันนี้มาเนิ่นนานหลายปี

หัวใจสาวน้อยแรกรุ่นเต้นรัวเร็วเหมือนกับมีคนกระหน่ำตีกลองอยู่ภายในด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น มีเพียงแค่เธอที่เฝ้ามองศรวัณด้วยใจรักและภักดี จากเพียงแค่ความชื่นชอบในท่วงท่าการพูดจา รูปกายที่โดดเด่น ใบหน้าอันหล่อเหลามีเสน่ห์จนเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ ในโรงเรียน แต่ทุกครั้งข้างกายชายหนุ่มจะมีเพียงแค่เธอเสมอ

แล้ววันหนึ่งก็เหมือนกับฟ้าฟาดลงกลางศีรษะ เมื่อจบมัธยมปลายอีกฝ่ายก็บอกว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอก หัวใจเธอเหมือนกับถูกคมมีดกรีดด้วยความปวดร้าวกับคำว่ารอคอยอย่างไร้ความหวัง เพราะตั้งแต่จากไปก็ไม่มีการติดต่อกลับมาหาเลยแม้สักครั้ง ใบหน้านวลหมองเศร้าลงเมื่อนึกถึงช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้าอย่างหักห้ามไว้ไม่อยู่

ครู่ใหญ่กว่าที่มณีมณฑ์จะดึงสติที่จมอยู่กับอดีตกลับมา เธอชะเง้อจนคอยาวมองเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ แต่ระยะทางจากประตูบ้านกับคฤหาสน์นั้นห่างไกลกันหลายร้อยเมตร เลยมองไม่เห็นคนที่คงจะนั่งคุยกันอยู่ในห้องโถงของบ้าน เธอจึงได้แต่เสียดายที่ยังไม่ได้เห็นหน้าคนที่เฝ้ารอคอย

“ค่ะคุณผึ้ง น้อยเห็นเต็มสองตาเลยค่ะ คุณสองจากรถและตรงเข้าไปกอดคุณแม่ หอมแก้มซ้ายแก้มขวาอย่างคนที่คิดถึงกันม้ากมาก” แน่งน้อยเน้นเสียงให้ฟังแล้วน่าสนใจ แต่สิ่งหนึ่งที่คนรับใช้ร่างเล็กกะทัดรัดกลมเหมือนลูกขนุนไม่กล้าบอกผู้เป็นนาย ด้วยกลัวว่าถ้าหากมณีมณฑ์รู้ว่าชายหนุ่มที่เธอทั้งรักทั้งคลั่งไคล้ชนิดที่ว่าจะกินจะนอนก็ถวิลหามีหญิงสาวอีกคนอยู่เคียงข้างกาย

แม้ว่าระยะห่างจากรั้วบ้านและเทอร์เรสจะไกลกัน แต่คนที่จับตามองอยู่ก็เห็นอย่างชัดเจน ตอนที่ศรวัณก้าวลงมาจากรถ เขาไม่ได้ลงมาเพียงคนเดียว แต่มีสาวร่างสูงโปร่งก้าวเดินตามลงมา สองกายที่ยืนแนบชิดกันโดยที่แขนของศรวัณโอบอยู่ที่เอวดูแล้วเหมาะสมกับเป็นที่สุด

“นั่งไงคะ นั่นไงคุณผึ้ง ออกมาแล้วค่ะ ออกมาแล้ว” แน่งน้อยบอกนายสาวพร้อมกับยกมือขึ้นปิดปากเอาไว้กั้นเสียงร้องอุทานที่จะเปล่งออก เมื่อเห็นว่าศรวัณไม่ได้เดินออกมาจากบ้านเพียงลำพัง หากข้างกายมีสาวสวยผมสีทองสุกปลั่งจนเห็นแต่ไกลตามติดมาอย่างแนบชิด

“ยายบ้านั่นเป็นใคร ทำไมถึงไปยืนอีอ๋อแนบชิดกับพี่สองของฉันแบบนั้น” มณีมณฑ์เปล่งวาจาเกรี้ยวกราด ในดวงตาเป็นประกายลุกโชนเป็นไฟ

ความโกรธเกรี้ยว อิจฉาริษยาอัดแน่นในทรวงจนหายใจแทบจะไม่ออก จนมณีมณฑ์ต้องรีบยกขึ้นลูบอก พยายามบอกกับตัวเองว่าให้ใจเย็นๆ ก่อนที่ไฟจากทั้งภายในและภายนอกจะทำให้ร่างกายที่เริ่มจะแข็งแรงขึ้นเพราะได้ทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ อีกทั้งยังออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะกลายเป็นยายขี้โรคผอมกะหร่องกะแหร่ง สามวันดีสี่วันนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ใบหน้าซูบซีดไร้ซึ่งสีเลือดเหมือนกับซากศพ ริมฝีปากซีดเผือดและแตกระแหง ดวงตาลึกโป๋หาความสดใสและร่าเริงได้เลยเช่นที่ผ่านมา

“ใจเย็นๆ นะคะคุณผึ้งใจเย็นๆ ” แน่งน้อยปลอบประโลมนายสาวสุดรักด้วยความเป็นห่วง “เดี๋ยวน้อยไปสืบเรื่องผู้หญิงผมทองคนนั้นให้นะคะ” มือเล็กดำหยาบกระด้างยื่นไปลูบแขนนายสาวเบาๆ

“จะให้ฉันใจเย็นได้ยังไงน้อย ดูยายบ้านั่นทำสิ” มณีมณฑ์กัดฟันพูดกับสาวใช้คู่ใจ ในอกเหมือนมีฟองอากาศที่อยู่ในขวดน้ำส้มซึ่งถูกเขย่าแรงๆ จนระเบิดแตกกระจายออก เมื่อเห็นสองหนุ่มสาวที่ยืนเคียงข้างกันอยู่เปลี่ยนสถานะจากการยืนแนบชิดเป็นสวมกอดกัน แล้วผู้หญิงก็เขย่งเท้าขึ้นเล็กน้อย ส่วนศรวัณก็โน้มใบหน้าลงมาแล้วประกบจุมพิต

เขา...จูบกัน!

เขากำลังจูบกัน!

เจ็บแปลบ! ใจเธอเหมือนจะขาด ด้วยคมมีดที่กรีดลงไปบนหัวใจที่กำลังจะหยุดเต้น ในอกเต็มไปด้วยเปลวไฟที่แผดเผาหัวใจให้แหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี ทำไมถึงได้เจ็บแบบนี้ น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้าและไหลออกมาอย่างไม่ทันรู้ตัว

“คุณผึ้ง คุณไม่เป็นอะไรนะคะ” น้อยถามนายสาวที่ตอนนี้เซไปยืนอิงประตูรั้วที่สร้างด้วยอิฐสีสวยและเหล็กแหลมซึ่งถูกแดดช่วงกลางวันเผาจนร้อนระอุ ผิวกายสีขาวอมชมพูกลายเป็นสีแดงเหมือนถูกเผาไปในทันควัน แต่สิ่งเหล่านั้นก็ยังเจ็บสู้ที่หัวใจไม่ได้

“ไม่...ไม่เป็นอะไรน้อย ฉันไม่เป็นไร” มณีมณฑ์รีบตอบกลับ พลางยกมือขึ้นโบกเบาๆ ก่อนจะซับเหงื่อบนใบหน้าที่แดงปลั่ง ลมหายใจก็หอบแรง ขาเรียวยาวสั่นจนแทบจะยืนทรงตัวไม่อยู่ แต่สาวน้อยร่างบางเหมือนจะปลิดปลิวไปตามกระแสลมแรงก็ไม่ยอมแพ้ เลือกที่จะก้าวไปยืนกางมือดักหน้ารถปอร์เช่สีบรอนด์เงินซึ่งวิ่งฉิวออกมาอย่างเร็วรี่จนเกือบที่จะเบรกไม่ทัน

“เป็นบ้าอะไร ไม่เคยตายหรือไง ถึงได้มายืนขวางรถแบบนี้” เมื่อลงจากรถได้ศรวัณสบถเสียงเขียวใส่หน้าสาวน้อยร่างบอบบางเหมือนกับเด็กนักเรียนมัธยม เพราะเขาจำไม่ได้ว่าหญิงสาวคนนี้เป็นใคร กล้าดียังไงถึงเกือบจะทำให้เขาเป็นฆาตกรตั้งแต่เพิ่งเหยียบย่างกลับเข้าบ้านมา

“ใจเย็นๆ ค่ะสอง น้องคงไม่ตั้งใจ”

ตอน 3

ตอนที่ 3

นิศามณีที่ก้าวลงมายืนเคียงข้างคนรักบอกเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยน เธอลูบแขนแข็งแกร่งอย่างต้องการให้ระงับโทสะเอาไว้ ก่อนจะส่งรอยยิ้มหวานไปให้กับสาวน้อยร่างเล็กบางที่ยืนหน้าตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความโกรธเกลียด เคียดแค้น

นิศามณีขบเม้มปากเข้าหากันด้วยความแปลกใจ ด้วยจำได้ว่าไม่เคยเจอกับสาวน้อยคนนี้มาก่อน เพราะตั้งแต่เล็กจวบจนอายุยี่สิบกว่าปีมานี้ใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนเป็นส่วนใหญ่ น้อยครั้งที่จะได้กลับมาเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องยังประเทศไทย จึงสงสัยว่าทำไมสาวน้อยตรงหน้าถึงแสดงออกว่าเกลียดชัง อิจฉาริษยาและโกรธแค้นเธอนัก

เป็นเพราะอะไรกัน?

นัยน์ตาที่มองเธอเปรียบเสมือนคมมีดที่จะคอยทิ่มแทงไปทั่วทั้งร่างกายให้เละไปทั้งตัว แต่เมื่อมองไปยังศรวัณกลับเต็มไปด้วยประกายแห่งความรักใคร่ เว้าวอนและตัดพ้อต่อว่า ใจสาวสะดุดเล็กน้อยกับความหมายจากดวงตากลมโตเหมือนกับตากวางที่สื่อให้เห็น

เพราะเหตุนี้เองใช่ไหม เด็กคนนี้ถึงได้มองเหมือนกับว่าเธอเป็นศัตรู...เพราะศรวัณนี่เอง

ความหวงแหนเลยพุ่งจู่โจมใจนิศามณีอย่างรวดเร็ว เพราะแม้สาวน้อยตรงหน้าจะเพียงแค่น่ารัก ไม่ได้สวยจนเตะตาศรวัณ แต่เพราะรู้นิสัยของชายหนุ่มดี ถึงจะตกลงปลงใจจะหมั้นหมายกันแล้ว แต่ศรวัณก็ยังเป็นคนเจ้าเสน่ห์ที่พร้อมจะโปรยเสน่ห์ให้กับใครก็ได้ที่ต้องการหรือคนที่สนใจสานสัมพันธ์ด้วย บางครั้งเธอก็ท้อแท้จนเกือบจะปล่อยมือจากชายหนุ่มไป แต่พอคิดถึงวันที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน มันเหมือนรอบกายว่างเปล่า หัวใจมันปวดร้าวจนสุดจะทนได้

“จะให้ผมใจเย็นได้ยังไงกันละมุก เด็กบ้าอะไรก็ไม่รู้ อยู่ดีไม่ว่าดีวิ่งทะเล่อทะล่าออกมาขวางทางรถ แล้วดูสิ ขนาดว่าแล้วยังจะมาทำหน้าเป็นใส่ผมเสียอีก เด็กบ้าอะไรนี่ไม่เคยพบเคยเจอจริงๆ ”

ศรวัณหันไปพูดกับแฟนสาวอย่างหงุดหงิด เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้า อากาศเมืองไทยร้อนจริง ร้อนจนเขาแทบไม่อยากจะออกจากบ้านเลย แต่เพราะจำเป็นจะต้องไปส่งคนรักที่ต้องไปอาศัยบ้านญาติ ทั้งที่เขาไม่ชอบใจเลย

เพราะเขาทั้งหวงและห่วงไม่อยากให้คนรักไปนอนอ้างค้างแรมที่อื่น เขาไม่ไว้วางใจคนที่หญิงสาวต้องไปอยู่ร่วมด้วยไม่สบายใจเมื่อคนรักคลาดสายตา นิศามณีเป็นสาวสวยร่างอวบที่ยั่วความปรารถนาชายหนุ่มทุกคนเพียงแค่เดินผ่าน

ตัวเขาก็ตกหลุมชอบหญิงสาวตั้งแต่แรกได้เห็นร่างกายที่แม้จะยังมีเสื้อผ้าอยู่ครบ แต่กลับปลุกความต้องการในกายให้พุ่งขึ้นสูง ต้องการจนปวดร้าวไปหมด จนต้องตามจีบเป็นหลายเดือนกว่าที่หญิงสาวจะตกลงปรงใจยอมคบหาเป็นแฟนดูใจกันอีกเป็นปีหญิงสาวถึงยอมตกลงหมั้นด้วย

“พี่สอง!” มณีมณฑ์ร้องเรียกคนที่เธอมอบใจให้ตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อสาวอย่างเสียใจจนเหมือนกับหัวใจจะแหลกสลายไปในพริบตา ร่างเล็กเซไปด้านหลังอย่างหมดเรี่ยวแรง น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้เมื่อแรกได้เห็นคนที่รักกอดคนอื่นไหลอาบสองแก้ม

“คุณผึ้งเป็นยังไงบ้างคะ กลับบ้านก่อนดีไหม” แน่งน้อยถามนายสาวด้วยกังวล เพราะกลัวว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้มณีมณฑ์ต้องย้ายตัวเองเข้าไปนอนโรงพยาบาลอีก

“ไม่เป็นไรพี่น้อย ผึ้งไม่เป็นไร” มณีมณฑ์บอกแน่งน้อยเสียงเบาจนแทบจะไม่มีน้ำเสียงหลุดรอดออกจากปาก เธอยื่นมือไปจับแขนแน่งน้อยไว้ พยายามพาตัวเองให้ยืนทรงตัวอย่างสง่างามเหมือนกับผู้หญิงที่ยืนเคียงข้างศรวัณอย่างอิจฉาริษยา

ตอนที่เห็นไกลๆ หน้าตายังไม่ชัดเจน เธอก็อิจฉาเป็นล้นพ้นที่หญิงสาวได้ยืนเคียงข้างคนในดวงใจของเธอ เมื่อได้เห็นอย่างใกล้ชิดและชัดเจน ความอิจฉาก็ทำให้หัวใจมณีมณฑ์รวดร้าวไปหมด

ใบหน้านวลเนียนรูปไข่ ดวงตากลมโตล้อมกรอบด้วยขนตายาวงอน จมูกโด่งได้รูปและริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อรับกับผิวขาวอมชมพู รูปกายสูงโปร่งแต่กลับมีอก เอวและสะโพกที่เหมาะเจาะรับกันทุกสัดส่วน ขนาดเธอเป็นผู้หญิง ยังอดมองอย่างตกตะลึงและชื่นชมไม่ได้ แล้วผู้ชายมีหรือที่จะปล่อยมือไปง่ายๆ

“พี่สองจำผึ้งไม่ได้หรือคะ” มณีมณฑ์ถามเสียงเบา ขณะมองหน้าชายหนุ่มด้วยความผิดหวัง อุตส่าห์แต่งกายด้วยชุดใหม่ที่คิดว่าจะน่ารัก จะได้เรียกความสนใจจากชายหนุ่มตั้งแต่แรกเห็น แต่กลับไม่ใช่เลย เพราะเขาไม่แม้แต่จะปรายสายตามามองด้วยซ้ำไป เจ็บใจจนแทบกระอัก

“ใครหรือคะสอง” นิศามณีเพ่งพิศมองสาวร่างเล็กอย่างไม่ชอบใจเป็นเท่าทวีคูณ รูปลักษณ์ภายนอกที่เห็น ใบหน้านวลเนียนเกลี้ยงเกลา ปากนิดจมูกหน่อยที่รับกันอย่างเหมาะเจาะ รูปร่างเล็กบอบบางน่าทะนุถนอมน่าให้ความปกป้องคุ้มครองดูแล ผิดกับเธอที่ถึงแม้จะมีรูปร่างสะโอดสะองค์ แต่ก็แข็งแกร่งและเข้มแข็ง สามารถก้าวไปข้างหน้าได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชาย

“ไม่รู้สิ ไม่แน่ใจ จำไม่ได้เหมือนกัน” ศรวัณตอบอย่างไม่คิดจะสนใจหาคำตอบ สำหรับเขาในตอนนี้มีเพียงนิสามณีคนเดียวเท่านั้น

คำตอบของศรวัณยิ่งเป็นเหมือนกับน้ำกรดที่ค่อยๆ ซึมเข้าไปกัดกร่อนหัวใจที่กำลังเต้นอยู่อย่างอ่อนล้าจนแทบจะสิ้นลมอยู่ตรงนั้น ใบหน้านวลซีดเผือด เหงื่อผุดไหลจนเต็มที่เย็นจัดเหมือนกับมีน้ำแข็งโอบคลุมอยู่

“เรารีบไปกันเถอะมุก ร้อนจะตายชัก เดี๋ยวผิวคุณจะเสีย ดำคล้ำไม่สวย” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงหวานกับคนรัก “ไม่นุ่มมือยามที่เรากำลัง...”

“บ้า!” นิศามณีทุบอกของว่าที่คู่หมั้นอย่างกระดากอายเบาๆ เธอตวัดค้อนใส่คนพูดวงโต

“พูดจาอะไรไม่รู้น่าเกลียดที่สุดเลย เรายังเป็นเพียงแค่คู่หมั้นเท่านั้นเองนะคะ” นิศามณีตวัดค้อนใส่ศรวัณ หากในดวงตากลับหวานฉ่ำ นิ้วยาวหยอกล้อกับปลายคางแข็งแกร่ง

“อย่างอื่น...ไว้รอหลังแต่งงานนะคะที่รัก” หญิงสาวยังเอ่ยด้วยเสียงนุ่มหวาน แต่ปลายตาไปมองแม่สาวร่างเล็กพร้อมด้วยรอยยิ้มหยามหยัน

เกลียด! เกลียดผู้หญิงตรงหน้าเหลือเกิน อยากมีมีดปลายแหลมและคมกริบสับใบหน้าที่ยิ้มเย้ยนั้นอยู่ให้เละเป็นหมูสับเหลือเกิน มณีมณฑ์เกร็งมือกำหมัด ขบกัดฟันกรามจนแก้มนูน ประกายในดวงตาแข็งกร้าวและดุร้าย แต่ต้องรีบสลัดทุกความรู้สึกทิ้งไป เมื่อหันไปเห็นศรวัณกำลังจะเดินจากไป

“เดี๋ยวสิคะพี่สอง” มณีมณฑ์รีบดึงแขนของศรวัณไว้ ยอมไม่ได้ถ้าหากไม่ได้คุยกับชายหนุ่มให้รู้เรื่อง คืนนี้ทั้งคืนเธอคงนอนไม่หลับ ส่วนหนึ่งเพราะถูกหมางเมินจากคนตรงหน้า และอีกส่วนก็เพราะผู้หญิงที่ยืนอิงแอบแนบชิดอยู่นั่นแหละ

“พี่สองจำน้องผึ้ง ลูกแม่มณีวรรณ เด็กคนที่พี่สองคอยดูแล พาขี่หลัง คอยวิ่งไล่จับกันตอนยังเป็นเด็กไม่ได้หรือคะ” มณีมณฑ์ถามเสียงสั่น น้ำตานองหน้าแต่ก็ไม่คิดที่จะเช็ด

“เด็กขี้โรคที่อยู่ข้างบ้านพี่สองไงคะ” มณีมณฑ์บอกอีกครั้ง “ไหนพี่สองบอกว่าจะไม่ลืมน้องคนนี้ไงคะ”

ศรวัณมองสาวน้อยตรงหน้าใหม่อีกครั้ง ใบหน้ารูปหัวใจ ดวงตากลมโตล้อมกรอบด้วยขนตายาวงอน จมูกและปากนิดหน่อยชวนมองไม่น้อย เห็นแล้วต้องมองซ้ำ แต่เท่าที่จำได้เด็กหญิงมณีมณฑ์เป็นเด็กน้อยขี้โรคผอมกะหร่องกะแหร่ง แต่คนตรงหน้าให้ดูเท่าไหร่กลับไม่คุ้นตาเลยสักนิด

สงสัยว่าเขาจะจากบ้านไปนานเกินไป ยายเด็กขี้โรคที่ตามติดเหมือนกับตังเมแกะไม่ออก คอยร้องเรียกจะเอาโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา ทำให้ปวดหัวเวียนเกล้าและรำคาญจนอยากจะกระทืบให้จมดินอยู่บ่อยครั้ง เปลี่ยนตัวเองเป็นสาวน้อยที่น่ารักไปแล้ว ศรวัณเพ่งพิศและมองดูอย่างพินิจพิเคราะห์แทบไม่ให้ส่วนใดบนหน้าสวยและกายสาวหลุดรอดไปเลยแม่แต่น้อย

รูปกาย...ถ้าเป็นเมื่อก่อน แม่เด็กขี้โรคจะต้องมีแขนขาเล็กและเก้งก้าง มีแต่หนังหุ้มกระดูก แต่ในตอนนี้กลับบอบบางแต่ดูกลมกลึงและอวบอิ่มไปหมดทั้งตัว

ใบหน้า...ที่จำได้ แก้มตอบซีดเหมือนกระดาษ เรียกว่าเห็นแล้วหงุดหงิดรำคาญใจมาก ดวงตาก็ลึกโป๋เหมือนจะถลนออกมานอกเบ้า ปากก็ซีดแตกระแหง แต่คนตรงหน้ากลับชวนมอง ที่สำคัญคือ…

ประกายในดวงตากลมโตคู่นั้นสะกิดต่อมความจำของเขาให้ตื่นขึ้นมาในทันใด ดวงตาที่มันเปิดเผยให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ จงรักและภักดีที่มีต่อเขาไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะวันนี้หรืออดีตที่ผ่านมา มันทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมในหัวใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเลย

“ผึ้ง...”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED