“ถอดเสื้อผ้าโง่ ๆ กับเครื่องประดับราคาถูกพวกนั้นออกแล้วมาแต่งงานกับฉันซะ ไม่ต้องมีพิธีอะไรทั้งนั้น”
เสียงของเสิ่นตั่วดังลงมาจากเหนือหัว ทำให้ฟาง จิ้งหร่านเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง
เสิ่นตั่วพูดเรื่องกฎของตัวเองต่อ “ห้ามให้คนอื่นนอกจากครอบครัวรู้ว่าเราสองคนแต่งงานกัน ก่อนที่โปรเจกต์พัฒนาจะจบ ห้ามหย่า ห้ามสร้างเรื่องเสื่อมเสีย ถ้าทำได้ทั้งหมด คุณถึงจะได้เงิน เข้าใจไหม? ”
ก่อนที่เขาจะหมดความอดทน ฟางจิ้งหร่านก็ได้สติกลับมา
นี่เขากำลังจะตกลงให้เธอมาแทนที่กู้หยิงเสว่ยใช่ไหม?
ราวกับกลัวว่าเสิ่นตั่วจะกลับคำพูด ฟางจิ้งหร่านรีบถอดสร้อยคอ ต่างหู แล้วก็ถอดชุดแต่งงานออก เหลือแค่ชุดข้างในเอาไว้
“คุณคิดจะเดินออกไปทั้งอย่างนั้นหรือไง?” เสิ่นตั่วแค่นเสียงเย้ยเธอเบา ๆ พร้อมกับยกมือห้าม
ฟางจิ้งหร่านเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน ได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่
เสิ่นตั่วหยิบแหวนจากกระเป๋าออกมาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนสวมให้ฟางจิ้งหร่าน
ฟางจิ้งหร่านตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ เพราะขนาดของแหวนนั้นพอดีราวกับสั่งทำมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ
เธอพูดเบา ๆ อย่างระมัดระวัง “แหวนวงนี้น่าจะแพงมากสินะ ฉันจะเก็บรักษาให้ดี แล้วคืนให้คุณตอนหย่าก็แล้วกัน”
เสิ่นตั่วไม่ตอบอะไร ปล่อยให้ฟางจิ้งหร่านสวมแหวนอีกวงให้เขา
ไร้ซึ่งพิธีแต่งงาน ไร้ซึ่งคำอวยพรจากญาติพี่น้อง พวกเขาจดทะเบียนสมรสกันอย่างเงียบงัน
เสิ่นตั่วมอบกุญแจบ้านใหม่ให้ฟางจิ้งหร่าน แล้วสั่งให้เหมิ้งฉือ ผู้ช่วยของเขา ไปส่งเธอด้วยตัวเอง
จนกระทั่งฟางจิ้งหร่านพ้นสายตาไปแล้ว เสิ่นตั่วถึงได้ตอบรับสายที่โทรเข้ามาของเพื่อนสนิทอย่างหลูเซียวลี่
หลูเซียวลี่หัวเราะเจ้าเล่ห์ “เตรียมการมานาน ในที่สุดนายก็หลอกเธอมาได้แล้วสินะ?”
เสิ่นตั่วหมุนแหวนบนมือเบา ๆ เขาแบมือออก ดูรอยลิปสติกที่ริมฝีปากอิ่มของผู้หญิงคนนั้นทิ้งไว้ แล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“คู่สมรสตามกฎหมาย ไม่มีคำว่าหลอกลวงสักหน่อย”
—————
“เธอหมายความว่า มีผู้ชายคนนึงมาสัมผัสตัวเธอ แล้วอาการตื่นตระหนกของเธอกลับดีขึ้นงั้นเหรอ?”
ในห้องให้คำปรึกษาทางจิตเวช สีหน้าของคุณหมอถานจิ่นดูจริงจังขณะจดบันทึกอาการของฟางจิ้งหร่าน
ฟางจิ้งหร่านนอนเหม่ออยู่บนโซฟา
เหตุการณ์วันนั้นมันก็เป็นแบบนั้นจริง เสิ่นตั่วช่วยเธอไว้ แล้วพวกเขาก็ไปจดทะเบียนกันแบบงง ๆ จนมาถึงวันนี้ เวลาก็ล่วงเลยไปแล้วสองเดือน เธอก็ยังรู้สึกว่าเรื่องการแต่งงานของตัวเองมันไม่สมจริงเลยสักนิด
ฟางจิ้งหร่านถอนหายใจยาว “เสี่ยวจิ่น เธอว่าฉันยังมีทางรักษาได้อยู่ไหม?”
เธอพยายามรักษาอาการทางจิตใจมาตลอด เพื่อหวังจะได้ใช้ชีวิตแบบคนปกติ แต่งงานและมีลูก แต่ตอนนี้ ดูเหมือนเธอกำลังถอยห่างจากความฝันนั้นขึ้นเรื่อย ๆ
เธอแต่งงานกับเสิ่นตั่ว ผู้ชายที่ไม่มีทางแตะต้องเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
ถานจิ่นเหลือบมองแหวนแต่งงานบนมือของเพื่อนแล้วรู้สึกขัดตาอย่างบอกไม่ถูก
“อาการทางจิตของเธอเกี่ยวข้องกับความทรงจำที่สูญเสียไปเมื่อสิบสี่ปีก่อน ขอแค่ความทรงจำกลับมา การรักษาก็ไม่ยากแล้ว แต่ในฐานะหมอและเพื่อนของเธอ ฉันแนะนำให้เธอไปตรวจร่างกายแบบละเอียดก่อนดีกว่า”
ฟางจิ้งหร่านนั่งตัวตรงขึ้น สีหน้าดูประหม่าเล็กน้อย “ทำไมล่ะ?”
ถานจิ่นพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เธอเล่นแต่งงานกับผู้ชายแปลกหน้าโดยไม่ปรึกษาฉันสักคำ ฉันเลยมีเหตุผลพอจะสงสัยว่าสมองของเธออาจมีความผิดปกติบางอย่างที่เรายังไม่รู้น่ะสิ”
ฟางจิ้งหร่านหุบปากไปทันที รู้สึกเหมือนการแซะของถานจิ่นจะแทงใจเธอเข้าอย่างจัง
หมอประจำตัวของพ่อได้ถานจิ่นเป็นคนช่วยจัดการ แล้วอีกฝ่ายยังช่วยออกค่ารักษาล่วงหน้าให้อีกหลายเดือน ในฐานะเพื่อนสนิท ถานจิ่นช่วยเธอไว้มากเกินพอแล้ว
ฟางจิ้งหร่านไม่อยากเป็นภาระให้ถานจิ่นอีก
โชคดีที่ตระกูลกู้รักษาสัญญา พาคุณพ่อกลับไปที่สถานพักฟื้นแล้ว ตอนนี้เธอแค่ต้องอดทนรอให้โปรเจกต์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จบลง เสิ่นตั่วก็จะหย่ากับเธอ
หลังจากหมดชั่วโมงการบำบัด ฟางจิ้งหร่านก็บอกลาถานจิ่น แล้วตรงไปที่ตึกสถานีโทรทัศน์ NTV ซึ่งอยู่ติดกันทันที
เธอทำงานเป็นผู้ประกาศพยากรณ์อากาศ และวันนี้เป็นเวรของเธอที่ต้องเตรียมรายงานพยากรณ์พิเศษฉุกเฉิน
ในห้องแต่งตัวหลังเวที เซี่ยหลิน ผู้ประกาศข่าวภาคค่ำกำลังเม้าท์มอยกับเพื่อนร่วมงานหญิงคนอื่น ๆ อย่างสนุกสนาน
“ได้ข่าวหรือยัง? คุณชายเสิ่น ทายาทคนโตของตระกูลเสิ่นที่เพิ่งกลับจากต่างประเทศน่ะ วันนี้เขาจะมาเป็นแขกสัมภาษณ์ด้วยล่ะ”
มือที่กำลังเติมลิปสติกของฟางจิ้งหร่านสั่นไหว จนลิปเบี้ยวออกจากขอบปาก
เสิ่นตั่วมาอัดรายการที่นี่เหรอ?
สองเดือนมานี้ เสิ่นตั่วแทบไม่เคยกลับบ้านที่เป็นเรือนหอของพวกเขาเลย
ทุกอย่างดำเนินไปตามข้อตกลงของเสิ่นตั่ว และความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ไม่ได้ถูกป่าวประกาศ เพราะความจำเป็นในเรื่องงาน เธอจึงออกจากบ้านแต่เช้าทุกวัน พวกเขาทั้งสองจึงแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กันเลย
เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะมาเจอสามีป้ายแดงเอาในที่ทำงานแบบนี้
เซี่ยหลินพูดพลางเบะปาก “ทายาทอะไรล่ะ พวกเธอไม่รู้เหรอ ก่อนหน้านี้เสิ่นตั่วประสบอุบัติเหตุจนหูหนวกไปทั้งสองข้างน่ะ ตระกูลเสิ่นมีธุรกิจใหญ่ขนาดนั้น จะเอาไปฝากไว้กับคนพิการได้ยังไง?”
มีเสียงอีกคนเสริม “ในเมื่อเขาพิการแล้ว ทำไมไม่อยู่ต่างประเทศไปซะเลย ให้บ้านเลี้ยงไปตลอดชีวิตเลยสิ”
เซี่ยหลินหลุดหัวเราะคิก “คงเพราะไม่อยากให้สมบัติตกไปอยู่กับน้องชายมั้ง เลยกลับมาแสดงตัว น่าเสียดายจริง ๆ ฉันว่าเขาหล่ออยู่นะ ถ้าไม่พิการ ก็น่าจีบอยู่เหมือนกัน”
“เซี่ยหลิน พูดระวังหน่อยเถอะ เขาเจออุบัติเหตุครั้งใหญ่ขนาดนั้น ใครจะรู้ว่าที่เสียไปมีแค่หูหรือเปล่า”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นอีกระลอก
ที่หน้าประตูซึ่งแง้มอยู่ไม่ไกลนัก เสิ่นตั่วยืนอยู่เงียบ ๆ ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ คำล้อเลียนถากถางแบบนี้ เขาได้ยินจนชินชาแล้ว
เหมิ้งฉือ ผู้ช่วยของเขาหน้าถอดสี “คุณชายเสิ่น ผมจะไป……”
เขายังไม่ทันพูดจบ จู่ ๆ ฟางจิ้งหร่านที่นั่งเติมเครื่องสำอางอยู่ข้างหลังอย่างเงียบ ๆ ก็ลุกขึ้นปึงปัง เธอกระแทกปิดตลับแป้งลงบนโต๊ะ
เสียงพูดคุยหยุดชะงักทันควัน สายตาทุกคู่หันมาจับจ้องที่ฟางจิ้งหร่าน
เซี่ยหลินกอดอก มองฟางจิ้งหร่านด้วยหางตา
“ปกติเงียบอย่างกับเป็นใบ้ วันนี้นึกครึ้มอะไรขึ้นมา?”
ฟางจิ้งหร่านตอบเรียบ ๆ “นินทาเรื่องส่วนตัวของแขกรับเชิญลับหลัง มันไม่เหมาะนะ”
เซี่ยหลินหัวเราะเยาะเบา ๆ “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอ เธอสนิทกับเสิ่นตั่วนักเหรอ?”
ฟางจิ้งหร่านก้าวเข้าไปยืนตรงหน้าเซี่ยหลิน สูงกว่าเซี่ยหลินหนึ่งช่วงหัว จึงดูมีออร่ามากกว่า
“ไม่สนิท” ฟางจิ้งหร่านตอบพลางโกหกหน้าตาย “แต่ฉันคิดว่า เขาไม่ควรถูกพูดถึงแบบนั้น ทุกคนล้วนมีอดีตที่ไม่อยากพูดถึง เขาเคยผ่านมันมา แล้วยังยืนหยัดเผชิญหน้ามันอย่างกล้าหาญ แค่นี้เขาก็เก่งกว่าคนส่วนใหญ่แล้ว”
เซี่ยหลินจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ฟางจิ้งหร่าน นึกไม่ถึงเลยนะ เธอชอบผู้ชายแบบเสิ่นตั่วเหรอเนี่ย”
ฟางจิ้งหร่านชะงักไปชั่วครู่ ภาพใบหน้าหล่อเหลาหากแต่เย็นชาของชายคนนั้นก็ผุดขึ้นในหัว
เสิ่นตั่วมักจะเงียบขรึมเย็นชาจนเดาไม่ออก ซึ่งไม่ใช่สเป็คของฟางจิ้งหร่านเลยแม้แต่น้อย
แต่เสิ่นตั่วก็ไม่ใช่คนเลวร้าย
วันนั้นที่เธอมีอาการแพนิก เสิ่นตั่วไม่ได้บังคับให้เธอทำอะไร แต่เขากลับช่วยเธอไว้แทน
เขายอมให้เธอมาเป็นเจ้าสาวแทน เพื่อที่พ่อของเธอจะได้ถูกส่งกลับโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย
เหตุผลแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่ฟางจิ้งหร่านจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกเสิ่นตั่วได้แล้ว
เซี่ยหลินคิดว่าเธอจับจุดอ่อนของฟางจิ้งหร่านได้ จึงพูดอย่างได้ใจ “น่าเสียดายผู้หญิงไร้เสน่ห์อย่างเธอ ต่อให้แก้ผ้าหมดตัวไปยั่วยวนคุณชายเสิ่น เขาก็ไม่ชายตามองหรอก”
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ทุกคนในห้องหันขวับไปมอง
ฟางจิ้งหร่านถึงกับนิ่งงัน เสิ่นตั่วมายืนอยู่ที่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อไหร่ คำพูดหยาบคายทั้งหลายของเซี่ยหลิน เขาได้ยินหมดเลยใช่ไหม?
“ผู้ประกาศข่าวของ NTV นี่ทำผมประหลาดใจจริง ๆ นะ”
เสิ่นตั่วก้าวเข้ามาในห้อง ริมฝีปากยกยิ้ม ออร่าที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจแต่ไม่ได้ดูอารมณ์ขุ่นมัวแผ่กระจายครอบคลุมไปทั้วบริเวณ
เซี่ยหลินจำเสิ่นตั่วได้ เธอพูดออกมาเสียงสั่น “คะ..คุณชายเสิ่น ขอโทษค่ะ ฉันไม่รู้ว่าคุณอยู่……”
เสิ่นซือ กรุ๊ปคืออาณาจักรธุรกิจอันดับหนึ่งของเมืองไห่ ตะกูลเสิ่นเองก็ถือหุ้นของ NTV อยู่ ต่อให้เสิ่นตั่วจะเป็นคนพิการ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ประกาศข่าวอย่างเธอจะเอามาพูดล้อเล่นได้
พวกคนที่เพิ่งหัวเราะเยาะกับเซี่ยหลินเมื่อครู่ต่างก็ก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาอีก
เซี่ยหลินเดินตัวสั่นเข้าไปหาเสิ่นตั่ว พยายามยิ้มเอาใจ “พวกเราแค่ล้อเล่นกันน่ะค่ะ”
เสิ่นตั่วบิดแหวนแต่งงานบนมือ พลางเหลือบมองฟางจิ้งหร่านแวบหนึ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศคนนั้น คุณก็คิดว่ามันเป็นเรื่องตลกด้วยไหม?”
จู่ ๆ ถูกเรียกชื่อ ฟางจิ้งหร่านก็รู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ
เสิ่นตั่วรู้ได้ยังไงว่าเธอทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศของ NTV?
ฟางจิ้งหร่านพยายามสงบสติอารมณ์แล้วส่ายหัวเบา ๆ
น้ำเสียงของเสิ่นตั่วพลันเย็นลงทันที “ขอโทษซะ”
เซี่ยหลินยิ้มแหย ใช้น้ำเสียงหวานที่สุดเท่าที่เคยมีพูดออกมาว่า “คุณชายเสิ่น ฉันรู้ว่าฉันผิดไปแล้ว ขอโทษด้วยค่ะ ฉันจะไม่กล้าอีกแล้ว...”
เสิ่นตั่วขัดขึ้นทันที “ไม่ใช่ขอโทษผม ขอโทษผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศคนนั้น”
ฟางจิ้งหร่านเบิกตากว้าง นี่เสิ่นตั่ว… กำลังออกหน้าปกป้องเธองั้นเหรอ?
เซี่ยหลินตกใจยิ่งกว่าฟางจิ้งหร่านเสียอีก
ผู้หญิงเงียบ ๆ อย่างฟางจิ้งหร่าน ไปคบค้าสมาคมกับเสิ่นตั่วตอนไหนเนี่ย?
เซี่ยหลินกัดฟันกรอด จะให้เธอในฐานะผู้ประกาศข่าวหลักไปขอโทษผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศที่ออกกล้องยังไม่ถึงสิบนาทีต่อวันเนี่ยนะ?
เธอไม่เคยอับอายขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต
แต่สายตาคมกริบของเสิ่นตั่วก็ทำเอาเซี่ยหลินแทบหายใจไม่ออกสุดท้ายต้องฝืนใจพูดออกมา “ผู้ประกาศฟาง ขอโทษค่ะ ฉันผิดเอง”
เซี่ยหลินมองฟางจิ้งหร่านด้วยแววตาเกลียดชัง เรื่องนี้เธอไม่มีทางปล่อยไปแน่
ทันใดนั้นผู้กำกับรายการหลินรุ่ยก็ผลักประตูเปิดออก ทำลายบรรยากาศความเงียบในห้องไปในทันที
เขายื่นไมโครโฟนและสคริปต์ให้ “คุณชายเสิ่น ถ้าพร้อมแล้ว เราเริ่มซ้อมกันนะเลยครับ”
เสิ่นตั่วพยักหน้าเบา ๆ
หลินรุ่ยกวาดตามองคนในห้อง “เสี่ยวหร่าน มาช่วยคุณชายเสิ่นติดไมค์หน่อย”
ฟางจิ้งหร่านยังไม่ทันตอบอะไร เหมิ้งฉือก็ยัดไมโครโฟนมาใส่มือเธอทันที
คนอื่น ๆ ในห้องทยอยออกไปพร้อมกับผู้กำกับ ในพริบตาก็เหลือเพียงเธอกับเขาสองคน
ฟางจิ้งหร่านก้าวเข้าไปใกล้ ๆ พยายามติดไมค์แบบหนีบตรงคอเสื้อของเสิ่นตั่วอย่างระมัดระวัง
เธอกล่าวด้วยความจริงใจว่า “ขอบคุณค่ะ”
ตั้งแต่เด็กจนโต นอกจากพ่อของเธอแล้ว เสิ่นตั่วคือผู้ชายคนแรกที่คอยปกป้องเธอแบบนี้
เสิ่นตั่วก้มตามองมือเรียวขาวของหญิงสาวที่กำลังแตะเสื้อเชิ้ตของเขาอย่างเบามือ จู่ ๆ หัวใจก็สั่นไหว
เขากล่าวเสียงต่ำแต่นิ่ง “ต่อไปห้ามให้ใครพูดดูถูกว่าคุณไม่มีเสน่ห์อีก”
ฟางจิ้งหร่านชะงักไป ก่อนจะยิ้มเยาะให้ตัวเอง “พวกเธอก็พูดจาร้ายกาจกันแบบนี้แหละค่ะ แต่เอาจริง ๆ ที่เซี่ยหลินพูดก็ไม่ได้ผิดทั้งหมด”
แม้คำพูดของเซี่ยหลินจะฟังดูแย่ แต่ฟาง จิ้งหร่านก็รู้ดีว่านั่นคือความคิดที่แท้จริงของผู้ชายส่วนใหญ่
เธอมีปัญหาทางจิตที่ทำให้ไม่สามารถใกล้ชิดกับผู้ชายได้ แม้แต่รักแรกที่คบกันมาสี่ปีก็ต้องเลิกรากันไปเพราะเรื่องนี้
เสิ่นตั่วคว้าเข้าที่ข้อมือของฟางจิ้งหร่านอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ดึงเธอเข้ามาหาจนแทบชิดกัน
ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารดลงบนใบหน้าของฟางจิ้งหร่าน ทำให้หัวใจเธอเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
“คุณกำลังน้อยใจเพราะวันแต่งงานผมไม่ยอมตกหลุมพราง คุณเลยไม่มีโอกาสพิสูจน์ว่าตัวเองก็เป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์งั้นเหรอ?”