แคลิฟอร์เนียหลายปีก่อน
ตระกูลเบสซอเนียนมีคฤหาสน์หลังใหญ่ในเมืองแซคราแมนโต เรย์เติบโตที่นั่น มีแม่คอยดูแลให้ความรักความอบอุ่น ประมุขของบ้านที่ไม่ค่อยเจอมากนักคือพ่อ มิสเตอร์จอห์นคือนักธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องจักร ฟาร์มม้า จอห์นเป็นผู้ชายที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งในแคลิฟอร์เนียร์ เขาไม่เคยได้ใกล้ชิด ได้รับความอบอุ่นจากชายที่ได้ชื่อว่าพ่ออย่างที่ใจหวัง เรย์ไม่เข้าใจเรื่องราวนี้นักเหตุใดท่านถึงทำตัวไกลห่างตน จนกระทั่งเริ่มจะเข้าเรียนไฮสคูล แม่บ้านซุบซิบว่าเขาคือลูกที่พ่อจำใจเลี้ยงดู ไม่เข้าใจมันนักก็ไปถามแม่ ใบหน้าสวยงาม แววตาอบอุ่นสีดำสนิททอดมองลูกชายและโอบกอด
“ห้ามคิดมากนะลูก เป็นธรรมดาเพราะเราไม่ใช่คนที่นี่ เขาเลยพูดกันไปเรื่อย ทุกวันนี้ลูกอยากได้อะไรก็ได้นี่น่า เสื้อผ้าของใช้ดีๆ มาจากพ่อนะ อย่าคิดฟุ้งซ่านจำไว้”
“แม่มาจากเมืองไทย”
เขาจำเรื่องนี้แม่น แม่พยักหน้า บอกว่าสักวันหนึ่งจะพาเขาไปเยี่ยมบ้านเกิดตายาย
“ทำไมมาร์คกับแม็กซ์ถึงไม่ชอบผมล่ะครับ”
ยังมีเรื่องที่คาใจ เขาอยากไขปัญหาทุกอย่างให้จบสิ้น ก่อนจะย้ายไปพักคอนโดเพราะใกล้มหาวิทยาลัย
“โตอีกหน่อยลูกจะเข้าใจแต่ห้ามคิดมากละ ขยันเรียนเข้าไว้ ปิดเทอมแม่จะไปรอที่บ้านพักใกล้ทะเลสาบทาโฮ (lake tahoe)เหมือนทุกปีนะจ๊ะ
ที่นั่นคือสุดยอดสำหรับนักผจญภัยวัยอยากเรียนรู้ เขาเลิกซักแม่ อยากบอกแม่ว่าตอนนี้เขาอายุสิบหก ไม่ใช่เจ็ดขวบแต่ก็เลือกจะเงียบเพียงแต่กอดร่างบางแน่น วาดฝันปิดเทอมใหญ่จะกลับมาเที่ยวเล่นกับเด็กสาวผมดำ ตาโต ลูกสาวแม่บ้านที่ดูแลแม่ และคนสำคัญที่สุดคือแม่…
“รักแม่นะครับ ผมจะตั้งใจเรียนและรีบกลับมา ฝากสวัสดีพ่อด้วยนะครับ”
แม่พยักหน้า หอมแก้มแดงเพราะอากาศหนาวเป็นเหตุ แม้รู้สึกเขินอายที่คนในบ้านหันมอง แต่นั่นเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยเบื่อและหอมแก้มแม่กลับไปเช่นกัน
เขารักแม่มาก ผู้หญิงอ่อนหวานคนนี้คือทุกอย่าง คือลมหายใจ เขาไม่เคยคิดว่าจะอยู่บนโลกนี้ได้หากต้องขาดแม่
“คุณเรย์ครับถึงโรงแรมแล้ว”
สายฟ้าบอดีการ์ดร่างใหญ่เปิดประตูให้เจ้านาย เรย์พยักหน้าให้คนขับรถรูปหล่อลูกครึ่งไทย ญี่ปุ่น
“อือ”
“นายไปหาอะไรกินก่อนได้เลย รู้ว่าไม่อยากร่วมโต๊ะกับฉัน”
สายฟ้าอยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำ มีสูทสีดำสวมทับ ช่างเหมาะเจาะกับยีนส์สีดำ เขาพยักหน้าก้มมองนาฬิกาข้อมือ
“อยู่ที่นี่สองชั่วโมงจากนั้นจะเดินทางไปเกาะเมฆานะครับ”
“ไม่ต้องย้ำฉันจำได้น่า”
เรย์หยิบแว่นกันแดดปรับแสงสีฟ้ามาสวม ก้าวลงจากรถคันหรู เขาไม่ได้มองว่าโมริสาเดินช้าหรือเร็ว เพียงต้องการไปหาเพื่อนให้เร็วที่สุด
“เดินแต่ละครั้งอย่างกะวิ่ง” โมริสาบ่นกระปอดกระแปดแต่ยังคงเดินตามให้เร็วที่สุด
จุล อดิเรกมุนิน หนุ่มหล่อโอปป้าใส่แว่นสายตาไร้กรอบ ว่าที่ท่านทูตลุกขึ้นยืนต้อนรับเพื่อนสนิท สายตาช่างสังเกตุสำรวจเพื่อนรูปหล่อ หุ่นขยี้ใจสาวแท้ สาวเทียมด้วยความทึ่ง
“ครั้งสุดท้ายที่เจอกันตัวเป็นๆ ฉันคงดูโทรมมากนายจึงตะลึงเมื่อเจอหน้ากันในวันนี้”
เสียงทุ้มไร้รอยยิ้มของเรย์ว่าอย่างรู้ทันกันเหมือนเคย จุลถลากอดร่างใหญ่
“ฉันแค่ดีใจ นายไม่เสียคำพูดที่ให้ไว้กับเพื่อนคนนี้ แม้ตอนนั้นยังเด็กเกินจะทำอะไรแบบนี้ได้”
“อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย อาหารจะกร่อยเสียได้ ว่าแต่สิบเจ็ด ไม่เด็กนะ”
จุลกลอกสายตาที่สั้นจนต้องตัดเลนส์บางชนิดพิเศษ “พูดไปเรื่อย”
มันใช้คำว่าเด็กไม่ได้ เรย์ไม่เห็นด้วย ตอนนั้นเขาจำจดทุกอย่างได้ เขาโตเป็นผู้ใหญ่พอ เพียงแต่ไม่สามารถสู้รบปรบมือกับใครก็เท่านั้น
ต้องออกจากที่นั่น เสื้อผ้าของใช้วางเกลื่อนกลาดหน้าบ้าน
และคำที่ก้องในหูคือเขาเป็นเพียงลูกติดแม่ และไม่มีสิทธิ์เข้าคฤหาสน์หลังนั้นอีก
ความสับสนยังตามหลอกหลอนตราบจนทุกวันนี้
“นายคนเดียวมากกว่าที่เด็ก”
ชอบว่าเขาเป็นเด็กทั้งที่อายุเท่ากัน ไอ้เพื่อนชราเอ้ย
“ด่าฉันอยู่ในใจ เอาล่ะถ้าอย่างนั้นพูดเรื่องอื่น”
แนะรู้ทัน จุลตบไหล่แข็งสองปึก
“ก็ฉันคนรู้ใจนายไง”
“ใช่เราไม่ใช่เด็ก ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปในทางที่ดี เราเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ”
อดีตอีกอย่างที่ยากจะหยุดขบคิด คือความซึ้งใจ ตราตรึงใจกันและกัน มิตรภาพคำว่าเพื่อนไม่เคยจางหาย มันคือความหลังที่ยากจะลืมแต่ไม่ใช่เวลามารำพึงรำพันกันเหมือนเด็กๆ เรย์ตบไหล่เพื่อนบ้าง จุลเซ
“เบาหน่อย”
“ฉันไม่ตาย ซ้ำมีอนาคตที่ดีเห็นๆ นายก็รู้มาหลายปีอย่ามาทำซึ้ง นายเองก็เช่นกันทำความฝันตัวเองได้ มันเหลือเชื่อ”
จุลยักไหล่เชิญเจ้าบ้านให้นั่งตรงกันข้ามและยื่นมือเพื่อทักทายโมริสาที่เจอกันครั้งแรก
“สวัสดีครับคุณโมริสา”
โมริสายิ้มหวาน ไหว้อย่างไทย พูดน้อยอย่างที่เรย์สั่ง
“โมเขามาทักทายนายและต้องไปที่อื่นต่อ”
“เข้าใจๆ ตามสบายครับ”
โมริสาบอกว่าสั่งให้เซฟทำอาหารพิเศษให้จุล หนุ่มไทยที่ไปอยู่เมืองนอกตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์ขอบใจ บริการกาแฟสุภาพสตรีด้วยตนเอง
เธอต้องทำเวลาเพราะเรย์คงไม่อยากให้นั่งกินลมชมวิวอยู่ใกล้เขานัก โมริสารับมาดื่มและเพียงไม่นานก็ขอตัว
“แล้วเจอกันค่ะ”
จุลลุกขึ้นเพื่อส่งโมริสา
นาทีต่อมา จุลหัวเราะและเดินมานั่งใกล้เรย์แทนโมริสา โอบไหล่ด้วยความคิดถึง
“อะไรวะไปนั่งที่เดิมสิเดี๋ยวสาวๆ ที่เล็งจะคิดว่านายเป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกันนะ”
เรย์ผลักเพื่อนแทบกระเด็นและขยับสูทนั่งตัวตรง จุลหมั่นใส้กระเถิบมาใกล้โอบเพื่อนแน่นกว่าเมื่อครู่ เรย์ไม่สนุกด้วย
“จะกลับไปนั่งดีๆ ไหมจุล นายไม่ใช่เด็กตัวผอมที่ต้องการความอบอุ่นแล้วนะ ถ้าต้องการก็จะจัดให้คืนนี้ สาวๆ แบบไหนฉันหาให้ได้ทั้งนั้นแต่ตอนนี้คุยเรื่องที่ฉันให้สืบมาก่อน”
“ใจร้อนจริง ไม่เห็นคิดถึงฉันบ้าง เราจากกันนานมากนะโว้ย”
“แต่เราคุยกันทุกวัน นายนั่นแหละไม่ทำตัวให้ว่างและบินมาหาฉันเอง
“นายเองก็ยุ่งตลอดเหมือนกัน”
“ใช่มากกว่านาย ฉะนั้นเรื่องนี้นายผิด”
“นายชนะเสมอ” จุลกลับไปนั่งที่เดิม
เรย์อยากบอกว่าถ้าว่างเขาคงบินไปเองนานแล้ว แต่การรอดู ฟังห่างๆ ก็ลุ้นดี สะใจพิลึกเมื่อได้ยินว่าตอนนี้ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ของคนที่เคยเรียกว่าพ่อกำลังจะเหลือเพียงตำนาน ซึ่งมันคือคำภาวนาที่เป็นผล ฉะนั้นรอฟังข่าวดีกว่าเยอะ มุมปากสีแดงระเรื่อด้านซ้ายกระตุกเมื่อคิดถึงสิ่งที่คนบ้านนั้นทำกับตน
พวกเขาไม่ใช่พ่อไม่ใช่พี่ เป็นเพียงคนนอก!
คฤหาสน์ของพ่อนาย หมายถึงจอห์นคือสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เหลือให้ระลึกถึง พี่ชายนาย ฉันหมายถึงแม็กซ์ได้ครอบครอง ดูเหมือนเขาจะอยากขาย แต่ที่นั่นไม่เหมือนเมื่อก่อน มันทรุดโทรมมาก ใครจะเอาเงินไปทิ้ง ที่สำคัญมันเป็นกรรมสิทธิ์ของจอร์แดนเจ้าพ่อกาสิโนเสียเกือบครึ่งแล้วล่ะ”
“ติดการพนันไม่เปลี่ยน” เรย์หัวเราะในลำคอ
เขาเหนือแม็กซ์ทุกอย่าง จอห์นคงยิ้มอยู่ในหลุมศพกับเรื่องราวที่ลูกชายทำในตอนนี้
“ส่วนเรื่องชันดาฉันเพิ่งรู้เธอแต่งงานกับมาร์คย้ายไปอยู่อพาร์ตเม้นท์ในเมืองหลังจากพ่อนายเสีย”
“แต่งงาน?” ใบหน้าสะใจเจื่อนหากเพียงชั่วครู่
ชันดา ส่องดาว ลูกสาวแม่บ้านที่ตามดูแลแม่ตน เธอเป็นรักแรกของเรย์
แต่ฟังผิดไปหรือเปล่า? แต่งงานกับคนอื่นพอจะเชื่อได้แต่กับคนนี้มันเกินเชื่อ
“อือ” จุลยกกาแฟขึ้นจิบมองเพื่อนเพื่อจับความรู้สึก แววตาเจ็บปวดที่แสดงออกมาเพียงแวบหนึ่ง ทำให้จุลไม่อยากบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับรักแรกของเรย์อีก
“มาร์คเป็นไปได้ยังไง สองคนนั่นทะเลาะกันเสมอเมื่อเจอหน้า ซึ่งมันเกิดตั้งแต่ฉันจำความได้”
“แต่มันเกิดขึ้นแล้ว มีลูกด้วย ตอนแรกที่ไม่ได้ข่าวเพราะสองคนนี้ย้ายที่อยู่บ่อย มาร์คเป็นอาจารย์สอนในมหาลัยน่ะ”
“ฉันอยากได้ยินว่าทั้งสองมีสถานภาพการแต่งงานที่ร่อแร่”
จุลหัวเราะขื่น
“บอกมาสิจุล”
“อ้าวนายบังคับเอาคำตอบ แบบนี้พูดได้เหรอวะ”
“โอเคช่างหัวมันเรื่องนั้น เอาเป็นว่าฉันจะให้นายซื้อคฤหาสน์พวกนั้นเพื่อเอาไว้ปลูกผัก” เรย์เปลี่ยนเรื่อง ไม่อาจแสดงความอ่อนแอให้เพื่อนได้เห็น เขาไม่อยากเป็นอย่างนั้นอีกแล้ว
“ฉันไม่ร่ำรวยขนาดจะซื้อที่ดินของตระกูลนายมาปลูกผักและฉันไม่ชอบกินผักตั้งแต่เด็กนายก็รู้”
“ฉันจริงจัง ปลูกผักเลี้ยงม้า คงทำเงินได้ดีทีเดียว”
แววตาเพื่อนที่นิ่งสงบเดาใจยากดูเย็นยะเยือก จุลต้องเลิกแหย่
“ตอนนี้นายไม่ต้องไปเก็บเศษตังค์จากการเลี้ยงม้าปลูกผักมั้ง”
“อยากทำเพื่อความสะใจ”
“ ไหนเมื่อก่อนบอกว่าอยากลืมทุกอย่างไง”
“ปลูกผัก ปลูกหญ้ามันแปลกที่ไหน ดีจะตายที่นั่นดินอุดมสมบูรณ์ ดีกว่าให้คนอื่นเอาไปไม่ใช่หรือ!”
เสียงคำรามของเรย์ ทำเอาพนักงานใกล้ๆ สะดุ้ง จุลส่ายหน้ากับนิสัยใจคอของเพื่อนที่เปลี่ยนไป และพูดให้ตรงประเด็นเพื่อจะได้ไม่เสียเวลา
“นายจะแก้แค้นว่างั้น ตอนนี้เปลี่ยนใจจะทำอย่างนั้น ทำแล้วได้อะไร”
เรย์เงียบ ลำคอแห้งผาก มือใหญ่ยื่นหยิบชาร้อนขึ้นดื่ม
“แม่ฉันตายไปทั้งคนนะ คนพวกนั้นทำให้แม่ต้องตาย”
เรื่องนี้ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่นอน แต่เขาเชื่อว่าแม่โดนทำร้ายแน่นอน เพราะจับพิรุธแม่บ้านคนสนิทได้ เขาถามอะไรก็ไม่พูดไม่จา ปกติไม่เคยเป็นคนเก็บปากเก็บคำนัก
“จะทำอะไรก็ตามใจเถอะแต่เอาแค่พอดิบพอดีนะ อย่ารุนแรงมากนักคนที่แกห่วงใยยังอยู่ที่นั่นนี่น่า”
โดนไล่เหมือนหมูเหมือนหมาออกจากบ้าน ต้องสูญเสียแม่ไปโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ คนที่คิดว่ารักห่วงใยก็ทอดทิ้งไปแต่งงานกับคนอื่นเสียนี่ หลงคิดว่าเธอลำบาก อยู่อย่างเศร้าใจเหมือนเขา ทั้งหมดทั้งเพเขาอาจจะคิดไปฝ่ายเดียว
คนที่ห่วงใยคงไม่มีอีกแล้ว ตอนนี้เธอเป็นของคนอื่น ทิ้งความหลังลงทะเลสาบทาโฮเสียให้สิ้นจะดีไหม
จำเพียงคนเดียว มันไร้ประโยชน์
“ว่าไงได้ยินไหมชันดาเองเธอคงต้องหาคนคุ้มครองเพราะไม่นานหลังจากแม่นายเสียแม่เธอก็เสียเหมือนกันอย่าคิดมากเรื่องนั้น”
เหตุผลอะไรก็ช่าง เขาไม่อยากฟัง เรย์เปลี่ยนเรื่อง
“หิวแล้ว นายก็คงเหมือนกัน”
ดูท่าความเครียดจะเพิ่มเรื่อยๆ จุลยอมชะเง้อหาอาหาร
เรย์โบกมือให้พนักงานนำอาหารที่เตรียมพิเศษมาเสิร์ฟ ซึ่งได้ผลดีเพราะเพื่อนจอมกินจุตาโตกับอาหารตรงหน้า
“ให้มันได้อย่างนี้สิ แต่จะกินให้เกลี้ยงทั้งที่จุกนั่นแหละ”
อาหารไทยตรงหน้าคือสิ่งที่ชอบทั้งนั้น
“ฉันยังจำได้เมื่อก่อนเรามีความสุขกับการกินอาหารพวกนี้แต่วันนี้ฉันไม่แย่งนาย เพราะฉันอิ่มมาหลายปี”
“ถ้าอย่างนั้นไม่เกรงใจนะ ผัดกระเพราไก่เผ็ดๆ เอามาก่อนเลย”
เรย์มองมองอาหาร มองเพื่อนที่ตักอาหารเข้าปากด้วยความเอร็ดอร่อย เสมือนเขาในช่วงเวลาหนึ่งที่นอนข้างถนนคล้ายขอทานที่ต้องหาเศษอาหารจากกองขยะ
เรย์อยากจะอาเจียนจนต้องลุกขึ้นกะทันหัน
“เป็นอะไร”
“เดี๋ยวมา”
จุลพยักหน้าขอบคุณพนักงานเสิร์ฟหน้าตาจิ้มลิ้มแต่ยังสนใจอาหารและเพื่อน “ไปไหน” เรย์ไม่ตอบจุลมองพนักงานที่สวมแมสของทางโรงแรม ไม่เคยสนใจมองใครเป็นพิเศษแต่แววตาคุ้นเคยทำให้จ้องนิ่งนาน เขาเปลี่ยนใจไม่ไปห้องน้ำ อาการกระอักกระอวนหายฉับพลัน
แต่นี่มันอะไรตนคงนอนไม่เต็มอิ่มเมื่อคืนสายตาถึงเบลอ
“แฮ่ม”
เรย์ละสายตาเพราะเสียงจุล ฝ่ายพนักงานเสิร์ฟสาวก็กำลังใจเต้นแรง มันแทบทะลุออกมานอกอกเมื่อเธอสบตาคนที่นั่งอยู่ นานมากแล้วในความรู้สึกที่ฝันจะเจอเขา ไม่เคยมีวันไหนจะลืมสายตาคู่นี้ หญิงสาวต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการบริการคนทั้งสอง มือสั่นเทาช่วยกันจนทุกอย่างผ่านไปด้วยดี และรีบถอยห่างออกไปด้วยขาที่สั่นเช่นเดียวกัน
เรย์ก้มมองอาหารบนโต๊ะแต่แววตาของชันดาลอยอยู่ในถ้วยน้ำซุปตรงหน้าซึ่งมันคือดวงตาเดียวกันที่เพิ่งเดินออกไป เรย์ไม่ชอบเก็บความสงสัยไว้กับตัว รีบกดส่งข้อความหาสายฟ้าให้ตามตัวพนักงานเมื่อครู่ให้ไปพบตนที่ห้องทำงาน ฝ่ายนั้นถามกลับว่าเมื่อไหร่ เรย์ให้คำตอบ อันที่จริงอยากไปตอนนี้แต่ทำไม่ได้ เพียงตอบไปว่าไม่นาน
อาหารบนโต๊ะหายเข้าท้องแขกเป็นส่วนใหญ่ เรย์ถามจุลว่ามีแพลนเที่ยวไหนให้บอก จะพาไป จุลวางแก้วน้ำ
“มีธุระก็ไปก่อนนั่งลงอีกทำไม”
“ตอบมาเรื่องที่ถาม”
“จะมีเวลาเหรอ แฟนนายอีกล่ะ ข้าวใหม่ปลามันไม่ใช่เหรอ”
“นายต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับฉันใหม่นะจุล ที่มีข้อมูลตอนนี้ พลาดหลายอย่าง ไม่แน่ใจอะไรก็เก็บปากไว้เถอะ”
“ดุจัง” จุลตีสีหน้าหวาดกลัว
“อย่าทำดัดจริตขอร้อง” เรย์อยากยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
“ทำไมต้องหา มีอะไรก็บอกกันมาสิ บอกมาว่าไปรักกับคุณโมตอนไหน จู่ๆ ก็หมั้นให้สาวๆ ที่ควงอกหัก ยอมรับว่ายังงงๆ ”
“ฉันไม่เคยมองผู้หญิงคนไหน ข่าวที่ได้ยินมั่วทั้งนัน กับโมเพราะความจำเป็น”
จะรอน้องชันดาจุลคิดอย่างนั้นมาตลอด
“เลิกคิดฟุ้งซ่านเถอะ บอกไปแล้ว”
ก็ยังสงสัยอยู่ดีแต่ไม่ถามดีกว่า เพราะอาหารตรงหน้าน่าสนใจกว่าเยอะ
“เรื่องมันยาวว่ะ” เรย์ถอยให้เพื่อนยอมบอกแต่สรุปคือตอบแบบขอผ่านไปที
“จะยาวแค่ไหนกันเชียว”
“เออๆ สักวันจะรู้เอง”
เพื่อนมองซ้ายขวา มองนาฬิกาข้อมือบ่อยขึ้น จุลสงสัย
“เป็นอะไรของนายดูแปลกๆ”