บทนำ
ทาวน์เฮ้าส์สองชั้นหลังกระทัดรัด ในเนื้อที่ยี่สิบสามตารางวา ปลูกเรียงกันเป็นแถว หันหน้าเข้าหากัน มีถนนคอนกรีตกว้างสีเมตรคั่งกลางเอาไว้
ลึกเข้าไปหลายซอย จะเป็นโซนบ้านเดี๋ยวชั้นเดียวในเนื้อที่เจ็ดสิบตารางวาไปหาสองร้อยตารางวา บ่งบอกว่าเจ้าของมีระดับขึ้นไปอีกขั้น
“ยะเอ้ย! ขนถุงขนมมาเร็วๆ สิลูก เดี๋ยวจะไปส่งร้านไม่ทันนะ”
สิงหา ศรีสมบูรณ์ ด้วยมือทั้งสองข้างมีถุงหิ้วใบใหญ่ด้านในใส่ขนมถุงเล็กๆ ไว้ เดินออกจากบ้านตรงไปหากระโปรงหลังรถญี่ปุ่นกลางเก่ากลางใหม่แล้วเอาขนมใส่ลงไปอย่างคนใจเย็น
ปากนั้นตะโกนบอกลูกที่ยังขลุกอยู่ด้านในไปด้วย
“หยาเอามาให้พ่อเร็วลูก เราต้องออกแล้วเดี๋ยวจะไม่ทันนัด” แล้วมองไปลูกสาวแสนสวยวัยยี่สิบปี มีชุดนักศึกษาหุ้มกายและหิ้วถุงใบโตเดินตามพ่อมาไม่ห่าง
“เดี๋ยวพ่อ หยายังไม่เสร็จเลย”
มัสยา ศรีสมบูรณ์ หยุดตรงประตูบ้าน แล้วใช้เท้าขาวบางเขี่ยรองเท้าจากชั้นให้ตกลงมาพื้นเพื่อหมายจะใส่ เพราะมือไม่ว่าง คนเป็นพ่อเห็นเลยต้องรีบตรงไปหยิบมาวางให้ลูกอย่างเป็นระเบียบ ประหนึ่งลูกยังเป็นเด็กน้อยก็ไม่ปาน
“เอามาให้พ่อดีกว่า แล้วกระเป๋ากับหนังสือหยาอยู่ไหนล่ะ” แล้วยังแย่งถุงทั้งสองจากมือลูกไปหิ้วไว้เองอีกต่างหาก
“ตายจริง! หยาลืมเลยค่ะ”
มัสยาต้องสลัดรองเท้าออกแล้วรีบวิ่งเข้าบ้านไปอีกรอบ กลับออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมของในมือ พ่อนั้นยืนส่ายหน้าน้อยๆ ให้ลูกอยู่กระโปรงหลัง มองลูกด้วยความรักและเอ็นดูยิ่ง
“พี่ไปก่อนเลยไป๊! เดี๋ยวแม่ไปเร่งลูกเอง”
ปรียา ศรีสมบูรณ์ หิ้วถุงขนมใบโตมาด้วยมือทั้งสองข้าง บอกคนเป็นสามีที่กำลังจะเข้าไปในรถ ลูกสาวก็กำลังจะทำแบบเดียวกัน จากนั้นก็ยกมือไหว้แม่
“แม่! หยาไปนะหวัดดีค่ะ”
แล้วเข้าไปนั่งคู่กับพ่อ ที่กำลังลดกระจกลงไปหาภรรยาคนสวย “เดี๋ยวเย็นพี่จะซื้ออาหารทะเลมานะ อย่าเพิ่งทำกับข้าวล่ะ”
“จ้ะพี่”
ปรียาโบกมือให้สามีกับลูกสาวแล้วเอาถุงขนมไปวางบนอานมอเตอร์ไซคล์ ส่วนสองพ่อลูกนั้น รถแล่นช้าๆ ออกพ้นประตูบ้านไปแล้ว ระหว่างทางก็แวะร้านขนมเพื่อเอาไปส่ง จากนั้นก็ตรงไปจอดให้ลูกสาวลงตรงหน้ามหาวิทยาลัย
“เอานี่ไว้ใช้นะหยา แต่ไม่ต้องบอกแม่กับยะล่ะ ถือว่าพ่อให้พิเศษค่าทำงานบ้าน ทำอาหารนะ”
สิงหาส่งแบงค์สีม่วงให้ลูก
“ขอบคุณค่ะพ่อ หยารักพ่อที่สุดเลย”
ส่วนลูกนั้นก็รับมาถือไว้ แล้วโน้นตัวไปสวมกอดพ่อ หอมแก้มพ่อข้างซ้ายทีขวาที ไม่ต่างจากสมัยที่ตัวเองยังเด็กสักนิด ทั้งที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสองแล้ว
“พ่อก็รักหยาจ้ะ ปะ! รีบไปเดี๋ยวพ่อไม่ทันนัดเจ้านาย”
ผู้พ่อส่งมือลูบกลุ่มผมลูกด้วยความรักไม่แพ้กัน
“หวัดดีค่ะพ่อ”
ลูกยกมือไหว้พ่อด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอีกครั้ง ส่วนพ่อก็ยิ้มให้ลูกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นกัน ตาก็จ้องมองร่างเล็กๆ ของลูกออกจากรถไปยืนอยู่ข้างประตู
“หวัดดีจ้ะ ตั้งใจเรียนนะ เดี๋ยวถ้าพ่อเสร็จธุระกับเจ้านายไว พ่อจะแวะมารับกลับบ้านพร้อมกัน จะได้ไปกินต้มยำกุ้งกับหมึกย่างไงล่ะ”
“ค่ะพ่อ”
ลูกสาวยกมือโบกลาพ่อ แล้วยืนรอจนพ่อขับรถออกไปจนลับตาถึงได้หันหน้าเข้าประตูมหาวิทยาลัยไป
ตื๊ด! ตื๊ด! ตื๊ด!
มัสยาควานหามือถือมารับหลังเดินออกจากห้องเรียนได้ไม่กี่ก้าว “พี่หยาอยู่ไหน! แม่โทรตั้งหลายครั้งทำไมไม่รับสาย!”
ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรเสียงน้องชายแทรกเข้ามาก่อน
“พี่ปิดเครื่องไว้น่ะ กำลังเรียนอาจารย์ไม่ให้เปิดมือถือ มีอะไรเหรอ เสียงตื่นเต้นเชียว”
“พี่หยา! พ่อ! พ่อ!”
“พ่อเป็นอะไรเหรอยะ!”
เพราะน้องชายเสียงสั่นเหมือนคนร้องไห้ เสียงผู้คนรอบกายที่น้องโทรมาก็ดังวุ่นวายไปหมด ฟังไม่ได้ศัพท์
“พ่อถูกรถชน ตอนนี้เขาเอาพ่อไปไว้ที่โรงพยาบาลระยอง”
“ห๊า! แล้วพ่อเป็นอะไรมากไหมยะ” หญิงสาวยืนตาค้างด้วยความตกใจ และภาวนาขออย่าให้พ่อเป็นอะไรมาก
“ยังไม่รู้พี่! รีบๆ เก็บของแล้วมารออยู่แถวๆ หน้าวิท’ลัยนะ พอดีที่ทำงานพ่อกำลังให้คนขับรถมารับยะกับแม่อยู่ แล้วจะแวะรับพี่หยาแล้วก็ไปกันเลย”
“ได้ๆ พี่จะได้ไปลาอาจารย์คาบที่กำลังจะเข้าเรียนด้วย แล้วเจอกันนะ”
มัสยาพยายามสงบสติอารมณ์เอาไว้ ไม่ให้เสียใจไม่ให้ร้องไห้ แล้วรีบเดินไปหาอาจารย์ที่ห้อง ก็ไม่เจอ เลยไปดูที่ห้องเรียน
“งั้นมัสยาค่อยมาพรีเซ็นท์งานกับอาจารย์วันอื่นก็แล้วกันนะ ขอให้พ่ออย่าเป็นอะไรมาก”
“ขอบคุณค่ะอาจารย์”
หญิงสาวไหว้ลาอาจารย์ด้วยท่าทีนอบน้อม แล้วรีบเดินออกจากห้อง สวนกับเพื่อนนักศึกษาคนอื่นๆ ที่กำลังเดินเข้ามา แต่ก็ไม่ได้หันไปทักทายเพื่อนเพราะรีบไปหาที่นั่งรอน้องกับแม่
ราวครึ่งชั่วโมงรถก็แล่นมารับแล้ว มัสยาเห็นแม่ตาแดง คงเพราะร้องไห้ไปไม่นาน หน้าก็ซีดเผือด นั่นก็เพราะห่วงพ่อ ตัวเองกับน้องก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก ระยะเวลาที่เดินทางไประยองนั้น รู้สึกเหมือนว่ายาวนานกว่าครั้งไหนๆ ก็ว่าได้
คนขับรถที่มัสยารู้มาจากการกระซิบบอกของน้องว่าเป็นพนักงานในบริษัทนั้น ก็ไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย นอกจากขับรถไปเรื่อยๆ หรืออาจจะเป็นเพราะสามแม่ลูกไม่มีใครเอ่ยปากอะไรออกมาด้วยเช่นกัน เขาถึงได้เงียบ
“รอตรงนี้นะครับ เดี๋ยวผมเอารถไปจอดก่อนแล้วจะพาไป”
จะเอ่ยก็ตอนส่งทั้งสามจะลงจากรถแล้วเท่านั้น แล้วรีบออกรถลงจากทางลาดหน้าตึกไป ไม่ถึงสิบนาทีเขาก็เดินกลับมา
“ไปทางนี้กันครับ”
มัสยากับน้องชายจูงมือแม่คนละข้าง เดินตามชายที่ไม่เคยได้เห็นหน้ามาก่อน ไปตามทางเดินเล็กๆ มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาไม่ขายสาย และอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมเขาไม่พาไปห้องฉุกเฉิน หรือห้องไอซียูที่พ่อควรจะรักษาตัวอยู่ในนั้น
“นี่บอสพวกเราครับพี่”
ชายผู้นำทางหันมาหาปรียา เมื่อเดินมาถึงห้องที่มีป้ายเขียนไว้ตัวเบ่อเร่อว่า ห้องดับจิต แทบไม่ต้องรอให้ชายวัยกลางคนตรงหน้าที่ถูกเรียกว่าบอสบอกแต่อย่างใด ทุกคนก็รู้ได้ทันทีว่า
“พี่สิงห์!/พ่อ!”
ปรียาร้องไห้โฮออกมา ตั้งแต่ยังไม่เห็นศพของสามีอันเป็นที่รักแล้ว และไม่ได้สนใจกับสองชายตัวใหญ่เสื้อผ้าที่สวมใส่เปื้อนเลือดกำลังเดินตรงมาหา เพราะรีบก้าวขาตรงไปยังห้องพร้อมลูกทั้งสอง
และทันทีที่ประตูตู้สแตนเลสถูกเปิดออก
“พี่สิงห์! ไม่นะ! ไม่ๆๆ ไม๊!”
สิ้นเสียงร้อง ปรียาก็ทรุดฮวบลงตรงนั้น ยังผลให้ลูกสาวกับลูกชาย พร้อมชายแปลกหน้าทั้งสี่ที่อยู่ตรงประตู ต้องรีบวิ่งเข้าไปช่วยกันประคองออกไปข้างนอกก่อน
“พ่อ!”
ทิ้งให้สองพี่น้องยืนกอดร่างที่ไร้วิญญาณของพ่อด้วยความเสียใจไว้ชั่วครู่
เจ้าของรูปร่างสูงร้อยเจ็ดสิบเก้า ใบหน้าขาวราวสตรี ตรงเสื้อเชิ้ตสีขาวมีคราบสีแดงเปอะเป็นหย่อมย่าม กำลังยืนอยู่หน้าห้องดับจิตในยามเย็นย่ำ ข้างกายมีชายรูปร่างคล้ายกัน ตรงเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเทาก็มีรอยเปอะเปื้อนคล้ายกันยืนอยู่
ทั้งคู่จ้องมองไปยังสามชีวิต ที่เอาแต่กอดศพผู้จากไปร้องไห้สะอึกจะอื้นมานานแล้ว นายแพทย์เมธี พัฒนาธรสกุล หมดถ้อยคำสารภาพผิด หมดถ้อยคำปลอบใจใดๆ แล้ว เพราะบอกกล่าวสามแม่ลูกไปนับตั้งแต่เจอหน้ากันเมื่อชั่วโมงก่อนไปหมดแล้ว
ไม่ต่างจาก นายแพทย์เขมินท์ พัฒนาธรสกุล คนเป็นลูกนัก ที่แม้จะไม่ใคร่ได้เอ่ยอะไรกับสามแม่ลูก แต่ก็พยายามจะพูดปลอบใจและแสดงความเสียใจแทนพ่อ ที่เพิ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหา ขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายมาหมาดๆ
เขมินท์อดเสียใจไม่หายที่วันนี้น่าจะมากับพ่อแทนการนั่งทำงานอยู่ออฟฟิศจะได้ขับรถให้ เพราะพ่อได้นอนไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องมาดูบ้านพร้อมที่ดินแล้ว นายหน้าโทรมาบอกว่าเจ้าของจะขายเพราะร้อนเงิน ถ้าช้าจะขายให้คนอื่น
พ่อเห็นว่าแม่ชอบ เลยจะซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดแบบเซอร์ไพรส์ จึงต้องมาคนเดียว ไม่ยอมให้ใครตามมาด้วย แม้แต่คนขับรถ แต่เพราะนอนน้อยทำให้พ่อหลับในรถพุ่งชนรถของคู่กรณี ที่กำลังจอดซื้ออาหารทะเลอยู่ข้างถนนจนคนขับแน่นิ่ง ชีพจรเต้นช้า
แม้พ่อจะช่วยห้ามเลือดและรีบนำส่งโรงพยาบาลใกล้สุด แต่ก็ยื้อชีวิตผู้บาดเจ็บเอาไว้ไม่ได้ พ่อเสียใจมาก รีบโทรบอกเขาเป็นคนแรกในบ้าน แล้วกำชับไม่ให้บอกใคร เขาก็รีบมาทันที เพราะห่วงทั้งพ่อทั้งคู่กรณีของพ่อ
เขาเพิ่งจะรู้ชื่อผู้ตายรู้ว่าเป็นใครมาจากไหน ก็ตอนได้นั่งคุยกับสมยศ ซึ่งเป็นเจ้านายของผู้ตายนั่นเอง เคราะห์ดีตอนนั้นสมยศออกจากรถไปซื้อกาแฟ ไกลจากที่เกิดเหตุ เลยไม่เป็นอะไร ไม่งั้นพ่อต้องเจอข้อห้าปลิดสองชีวิตไปอย่างแน่นอน
“หนู! หนูเป็นไงบ้าง”
นายแพทย์เมธีร้องเรียกเด็กสาวในชุดนึกศึกษา ที่ร้องไห้เสียใจจนเป็นลมล้มพับไป หลังจากคนเป็นแม่ล้มไปแล้วสามครั้ง นับตั้งแต่รู้ข่าวการจากไปของสามี
เขมินท์เร็วกว่าใครเพื่อน รีบตรงเข้าไปรวบร่างผอมบางขึ้นมาอุ้มไว้ได้ทัน ก่อนจะลงไปนอนกองอยู่กับพื้นเก่าๆ
“พาออกไปตรงม้านั่งข้างนอกดีกว่าเป๊ก”
เมธีบอกด้วยความเป็นห่วง ลูกชายก็รีบทำตาม ทิ้งให้พ่อคอยดูสองแม่ลูกที่ยืนกอดกันร้องไห้จะเป็นจะตายอยู่ข้างศพไว้ก่อน ส่วนตัวเขานั้นห่วงคนในวงแขนที่หน้าซีดเผือดจนหน้าเป็นห่วง
“นี่ยาดมค่ะ”
หญิงวัยกลางคนนั่งอยู่เก้าอี้อีกตัวรีบแสดงความมีน้ำใจ เขารีบส่งยิ้มด้วยความขอบคุณ หญิงผู้หวังดีเลยถือโอกาสจ่อยมดมใส่จมูกสาวน้อยให้ เพราะสองแขนเขาไม่ว่าง ต้องคอยประคองร่างที่อ่อนระทวยให้กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงตัวเขาไว้
“พ่อ! พ่อจ๋า! อย่าจากหยาไป! เอาพ่อหยากลับมา”
นายแพทย์หนุ่มกลัดกลุ้มเหลือเกิน เมื่อได้ยินเสียงของสาวน้อยเอ่ยออกมาด้วยถ้อยคำกระท่อนกระแท่น แต่ก็จับใจความได้ว่าเธออาลัยรักพ่ออย่างล้นเหลือ
“แม่! แม่ได้ยินยะมั้ย”
ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร ก็เห็นพ่ออุ้มอีกคนออกมาแล้ว มีเด็กหนุ่มที่เขาเดาว่าน่าจะเป็นลูกชายคนเล็กวิ่งตาม ปากก็ร้องเรียกแม่ด้วยความตกใจ ในมือนั้นถือยาดมมาจ่อตรงจมูกแม่ หลังจากพ่อเขาวางลงตรงเก้าอี้ที่มีผู้คนขยับให้อย่างมีน้ำใจ
สองพ่อลูกหันไปหากันด้วยความหนักใจ ในตัวสามแม่ลูกที่ต้องสูญเสียผู้นำครอบครัวไป และโดยไม่ต้องคุยกันแม้แต่คำเดียว ต่างคนก็ต่างส่งแววตาว่าจะชดเชยให้ทั้งสามเท่าที่จะทำได้ แม้มันจะไม่ได้เสี้ยวเศษของชีวิตที่จากไปก็ตาม
“ทำไมเรียกร้องมากมายขนาดนั้นล่ะคะ เงินตั้งหลายล้าน ไม่รู้ว่าตัวคนที่ตายไปจะหาได้ในชาตินี้หรือเปล่าหรอก เรียกอะไรไม่ดูตัวเองเอาซะเลย"
แต่คนอย่าง นวลปรางค์ พัฒนาธรสกุล กลับไม่อยากให้สามีและลูกคิดและทำแบบนั้น เพราะหมั่นไส้ในตัวปรียา หลังได้เห็นหน้าครั้งแรกในงานรดน้ำเมื่อวานนี้แล้ว ทั้งหยิ่ง ทั้งเชิด
และมองนวลปรางค์กับคนในครอบครัวเหมือนทำความผิดร้ายแรงเกินให้อภัย ทั้งที่การจากไปของสามีนั้นเป็นอุบัติเหตุ หาใช่เจตนาไม่ ตำรวจเจ้าของคดีก็บอกในเบื้องต้นแบบนั้น และจะสรุปสำนวนคดีอีกทีหลังงานเผาศพผ่านไป
ซึ่งจะต้องรออีกสี่ห้าวันเป็นอย่างน้อย
“จะพูดแบบนั้นไม่ได้นะปรางค์ คนของเขาตายก็ต้องเสียใจและกลัวจะลำบากเป็นธรรมดา”
เมธีผู้ใจเย็นสุขุมอธิบายออกไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนจะหันไปมองลูกชายทั้งสองที่ไม่ได้ว่าอะไร นอกจากนั่งรอดูว่าพ่อแม่จะคุยอะไรกับทนายอีก
“จนขนาดนั้นกะเรียกร้องให้ตัวเองรวยเลยหรือไงคะคุณพ่อ”
แต่ลูกสาวคนเล็กอย่าง เมธาวี พัฒนาธรสกุล ก็แทรกขึ้นด้วยความหัวเสียไม่แพ้แม่ เพราะรับรู้เป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายทำตัวยังไงกับแม่ในวันรดน้ำ
“เขายังไม่ได้เรียกร้องอะไรขนาดนั้นหรอก พากันร้อนใจไปได้”
“ไม่เรียกร้องยังไงกันคะ ในเมื่อแจ้งมากับทนายเราแล้วว่าขอห้าล้าน ถ้าเราไม่จ่ายก็จะใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ แบบนี้ขู่กันชัดๆ คิดเหรอว่าเราจะกลัว จะแข็งกับใครไม่แข็ง ดันมาแข็งกับพวกเราที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาลดัง มีเงินมีอำนาจเหนือกลัวทุกทาง”
“แต่เราจะกลายเป็นเป้าให้นักข่าวโจมตีได้ ถ้าฝ่ายนั้นทำอย่างที่พูดจริงๆ แล้วมันยิ่งจะทำให้เราเสียมากกว่าห้าล้านซะอีก จะทำอะไร จะพูดอะไร เราต้องคิดให้หนักๆ ทั้งผลดีผลเสียที่จะตามมา อย่าลืมว่าเรามีชื่อเสียงให้ต้องรักษานะ จริงมั้ยเป๊ก”
เมธีหันไปหาลูกชายคนโต
“ถ้าไม่มีทางเลี่ยงก็คงจะต้องเป็นอย่างนั้นล่ะครับคุณพ่อ อยากได้เท่าไหร่ก็ต้องให้ล่ะ ในเมื่อเขาเสียผู้นำครอบครัวไปขนาดนั้น”
เขมินท์เองก็มองไม่เห็นทางอื่นใดที่จะแก้ไขนอกจากให้ตามอีกฝ่ายขอมาเท่านั้น
“แล้วมันจะรู้จักคำว่าพอมั้ยล่ะตาเป๊ก เห็นเรายอมง่ายๆ มันไม่เรียกร้องนั่นนี่ยกใหญ่เหรอ”
เลยถูกคนเป็นแม่สวนกลับด้วยความไม่สบายใจ เพราะเห็นสามีกับลูกชายทั้งสองมีแนวโน้มว่าจะยอมง่ายๆ ทนายเองก็แลจะเห็นดีเห็นงามไปด้วย แม้จะมีทางช่วยหลีกเลี่ยงอีกหลายทาง หากจะใช้ข้อกฏหมายไปสู้ดีๆ แต่กลับไม่ทำ
“เราอย่าเพิ่งไปคิดไกลถึงตอนนั้นเลยนะปรางค์ เอาปัญหาเฉพาะหน้านี่ให้จบไปก่อนดีกว่า ตอนนี้น่ะข่าวกำลังร้อน ถ้าขืนไปแข็งขืนมันจะได้ไม่คุ้มเสียนะ อีกอย่างผมก็ไม่เห็นว่าทางนั้นจะเป็นพวกไม่รู้จักพอ เราชดใช้ให้ขนาดนี้แล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรนะ”
เมธีอธิบายด้วยทีท่าใจเย็น และใช้ความอดทนกับภรรยาที่มักจะเป็นคนร้อน เร็ว และแรงเสมอมา เพราะถ้าเขาร้อนกลับครอบครัวคงจะอยู่ไม่รอดมาจนป่านนี้นี่
“ไม่รู้ล่ะนะ ถ้าจะให้อย่าต้องถึงห้าล้านเลย ให้ทนายไปต่อรองหน่อยเหอะ ฉันรับไม่ได้ที่จะต้องเป็นเบี้ยล่างให้คนระดับนั้นมาขู่เรื่องจะไปพึ่งสื่อ บอกตรงๆ นะว่าเกลียดจริงๆ ไอ้พวกหิวเงิน พอถูกคนรวยขับรถชนตายหน่อยต้องเรียกร้องนั่นนี่ ขายผีเลี้ยงคนเป็นชัดๆ”
ตอน 1
ผู้คนต่างเบียดเสียดกันตรงหน้าประตู เพื่อหมายจะออกก่อนเป็นคนแรกทั้งนั้น มัสยาก็จะลงสถานีนี้เช่นกัน แต่ยังคงยืนเกาะราวแน่นิ่ง ไม่คิดจะไปแย่งชิงพื้นที่กับคนอื่นแต่อย่างใด แม้ในใจจะร้อนรนเพราะความห่วงแม่สักแค่ไหน
แต่ไปช้าสักห้านาทีคงไม่ทำให้อะไรแย่ไปกว่าที่เป็นนัก สาวออฟฟิศวัยยี่สิบห้าในชุดสูทสีดำ เสื้อเชิ้ตตัวในสีขาวมีโอกาสได้ก้าวออกจากประตูรถไฟฟ้า เรียกได้ว่าเป็นคนสุดท้ายของสถานีก็ไม่ผิด
จากนั้นก็รีบเดินเท้าไปยัง โรงพยาบาลพัฒนาธร ซึ่งอยู่ห่างออกไปไกลพอสมควร และเป็นที่เลื่องชื่อเรื่องค่ารักษามหาโหด ใครไม่กระเป๋าหนักจริงไม่อาจจะเข้ามาเป็นคนไข้ในนานๆ ได้
แม้จะเกลียดสถานที่แห่งนี้และไม่ค่อยชอบหน้าเจ้าของกับเครือญาติยังไง แต่ก็จำต้องมา เมื่อน้องชายกับแม่ชื่นชอบที่จะพากันมารักษาที่นี่เหลือเกิน ไม่ว่าจะป่วยหนักป่วยน้อยก็จะหอบกันมาเป็นประจำ
ทั้งๆ ที่มัสยาเคยทั้งบอก ทั้งขู่ ทั้งของร้องเอาไว้นับร้อยๆ ครั้ง แต่ไม่มีใครฟังสักคน เหตุผลที่แม่กับน้องชอบมารักษาที่นี่ไม่ใช่เพราะฐานะทางบ้านร่ำรวยแต่อย่างใด
ตรงกันข้ามครอบครัวเธอกลับจัดอยู่ในพวกจน หรือจะใช้คำพูดดีหน่อยก็พอมีพอกิน แม้เงินที่มีใช้จะไม่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของเธอและคนในบ้านเลย แต่การเงินทางบ้านก็ไม่ได้ขัดสนอะไร
แม่กับน้องไม่ต้องทำงานเพียงแค่อยู่บ้านก็อิ่มท้องอย่างสบาย เพราะมีรายได้จากเจ้าของโรงพยาบาลแห่งนี้โอนเข้าบัญชีเป็นประจำทุกเดือน
“พี่หยา!”
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในห้องผู้ป่วยวอร์ดวีไอพี ทุกคนต่างหันมามองเธอเป็นตาเดียวกัน อารยะยิ้มให้พี่ด้วยความดีใจ พี่กลับยิ้มไม่ออก เพราะมีเรื่องอยากจะคุยกับน้องให้เด็ดขาด แต่ก็จำต้องกักเก็บเอาไว้
แล้วยกมือไหว้ นายแพทย์เมธี กับนายแพทย์เขมินท์ท์ทร์ ซึ่งกำลังอยู่ในห้องพอดิบพอดี ถ้าให้เดาหนึ่งในสองคนนี้ก็เป็นคนฝ่าตัดไส้ติ่งให้แม่แน่
“ว่าไงหนูหยา! เพิ่งจะเลิกงานเหรอ หน้าตื่นมาเชียว สงสัยจะห่วงแม่มาก ไม่มีอะไรแล้วล่ะ การผ่าตัดเป็นไปด้วยดี หมอเป๊กเป็นเจ้าของไข้เอง สบายใจหายห่วงได้”
มัสยาไม่เคยเดาได้สักครั้ง ว่าภายใต้ท่าทีเป็นมิตรกับใบหน้าเจือยิ้มน้อยๆ ของนายแพทย์ใหญ่ มาจากความจริงใจหรือเสแสร้งแกล้งทำกันแน่
แต่ถ้าเป็นนวลปรางค์ ภรรยาของเขากับ เมธาวี ลูกสาวคนเล็กแล้วนั้น เธอไม่เคยต้องตีความใดๆ
เพราะทั้งสองแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าเกลียดเธอกับคนในครองครัวเธอมากแค่ไหน เรียกได้ว่าเกลียดมาตลอดห้าปีก็คงไม่ผิดนัก นับตั้งแต่นายแพทย์เมธี ขับรถพ่อของเธอตายเป็นต้นมา
มัสยาจำได้ว่าแม่เสียใจแทบตาย เพราะพ่อคือเสาหลักของครอบครัว แม้จะไม่ได้ทำงานตำแหน่งใหญ่โต แต่รายได้จากพ่อรวมๆ แล้วร่วมสามหมื่น ซึ่งพอค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และค่าน้ำค่าไฟ
ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ จะมาจากรายได้ทำขนมส่งของแม่ รวมทั้งค่าเล่าเรียนของมัสยาด้วย พอพ่อจากไปแม่ก็จ้างทนายและใช้นักข่าวที่ประจำอยู่สถานีตำรวจท้องที่
ที่กระหายข่าวคาว ข่าวเสียๆ หายๆ ของพวกเศรษฐีให้เป็นประโยชน์ด้วยการเรียกร้องเป็นเงินก้อนห้าล้านบาท กับทั้งค่าเลี้ยงดูรายเดือนห้าหมื่นบาทจนกว่าลูกคนเล็ก จะอายุครบยี่สิบสามปีบริบูรณ์ ซึ่งก็เหลือเวลาอีกไม่ถึงปี
มัสยารู้ว่าคู่กรณีตลอดจนคนในครอบครัวไม่ชอบแม่ กับเธอและน้องที่เรียกร้องมากเกินไป แต่ถ้าไม่เจอกับใครก็คงไม่เข้าใจหรอกว่า ชีวิตคนคนหนึ่งนั้นมีค่ามากกว่าเงินที่ได้มาไม่รู้ต่อเท่าไหร่
เธอจึงไม่คิดจะสนใจว่าอีกฝ่ายจะคิดยังไง แม้เวลาอยู่บ้านเธอจะคอยบอกแม่ว่าให้พอ ให้หยุดขอนั่นขอนี่จากอีกฝ่ายยังไง
แต่ลึกๆ แล้วก็ค่อนข้างเข้าใจแม่เป็นอย่างดี ว่าแม่เสียสามีอันเป็นที่รักและเสาหลักไป เป็นใครก็ต้องทำแบบนี้ถ้ามีโอกาส
“คุณน้าปลอดภัยแล้วครับ อีกหน่อยก็คงจะตื่นขึ้นมาคุยกับคุณได้บ้าง แต่ไม่มากนะครับเพราะผมอยากให้พักผ่อนก่อน นอนพักสักสี่ห้าวันก็กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้วล่ะครับ”
ส่วนนายแพทย์เขมินท์ท์ทร์นั้น มัสยาไม่อาจจะรู้ได้ว่าเขาจัดอยู่ฝ่ายไหนระหว่างพ่อกับแม่และน้องสาว เพราะเขารักษาท่าทีเรียบขรึม สุภาพ
กระเดียดออกไปทางถือตัว หรือหยิ่งไม่เหมือนพ่อสักนิด แต่ก็ไม่ใช่พวกแสดงออกตรงๆ โจ้งๆ หญิงสาวจึงเดาไม่เคยออกว่าแท้จริงแล้วในใจเขาคิดอะไร
เรียกได้ว่าทั้งครอบครัวมัสยาพอจะอ่านออกได้ชัดเจนว่ามีความเป็นมิตรให้เธอกับแม่และน้องคนเดียว นั่นคือ ‘นายแพทย์เมธาวัฒน์ พัฒนาธรสกุล’ ลูกชายคนกลางเท่านั้น
เพราะมักจะอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสให้เสมอเวลาได้พบเจอหน้ากัน แถมยังอ่อนน้อมมือไม้อ่อนต่อผู้อาวุโสกว่าด้วย
“ขอบคุณค่ะ”
แต่เธอไม่คิดจะแคร์อะไรมากมายนักว่าใครจะคิดยังไง และถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากพาตัวเข้ามาเกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวนี้ด้วยซ้ำ เหตุผลไม่ใช่ที่นายแพทย์เมธีทำให้พ่อต้องตาย
นั่นเพราะเธอแยกแยะได้ว่าเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เป็นที่นวลปรางค์กับลูกสาวมักจะประณามเธอและคนในบ้านว่าเป็น
‘พวกขอทาน หรือพวกริ้นไร คอยสูบเลือดสูบเนื้อ ให้เท่าไหร่ไม่รู้จักพอ กินเท่าไหร่ไม่รู้จักอิ่ม’
เรื่อยมานับตั้งแต่วันที่แม่ลุกขึ้นมาเรียกร้องเงิน จนกระทั่งวันนี้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมมัสยาถึงไม่อยากให้แม่กับน้องมาข้องเกี่ยวกับคนพวกนี้นัก
แต่ก็ไม่เคยห้ามได้สักครั้ง เหมือนวันนี้ที่แม่ปวดท้อง น้องก็พามา พอรู้ว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบแม่ก็ถูกพาตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที
แม้ค่าใช้จ่ายจะแพงแสนแพง เพราะได้อภิสิทธิ์จากนายแพทย์เมธีด้วยการรักษาฟรีตลอดชีวิตทั้งบ้าน เพื่อชดเชยกับอีกหนึ่งชีวิตที่จากไปด้วยน้ำมือของเขา มัสยารู้ดีว่าไม่มีอะไรมาเทียบกับชีวิตพ่อได้