ตอน 2

“สงสัยว่ารินจะต้องไปทำงานตามที่แม่หาให้จริงๆ แล้วสินะ” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบาๆ หลังฟังข่าวร้ายที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวจากปากของเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องอย่างรัศมี พลางทอดถอนใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับสิ่งที่เจอ

“แต่พี่รินจะยอมลาออกง่ายๆ เหรอ มันไม่ใช่ความผิดพี่รินเลยนะ”

“ใช่ มันไม่ใช่ความผิดของรินเลย” จู่ๆ เสียงห้าวลึกของชายหนุ่มคนหนึ่งก็พูดขึ้นเป็นเชิงสนับสนุนขึ้น ก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาในห้องพัก หลังจากมีคนไปบอกว่ารินรุ้งตื่นแล้ว

วารินทร์เป็นพนักงานรุ่นพี่ อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการที่รินรุ้งค่อนข้างสนิท แต่สำหรับชายหนุ่มแล้ว เขายังมองว่ารินรุ้งคือคนพิเศษที่เขาคอยให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือทุกอย่างมาโดยตลอด จนใครๆ ก็มองออกว่าระหว่างคนทั้งสอง อาจไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าลูกน้องธรรมดาๆ เท่านั้น

“พี่วา...” รินรุ้งครางชื่อเขาเบาแผ่ว

“พี่ไม่ยอมให้รินลาออกง่ายๆ หรอก แล้วอย่างที่มี่พูดก็ถูก ปัญหาทุกอย่างไม่ใช่ความผิดรินเลย”

“ใช่ค่ะ ใครใช้ให้ขังพี่รินเอาไว้แบบนั้น”

“แล้วสรุปว่านี่มในฝีมือใครกันแน่คะ รินไม่เคยไปทำอะไรให้ใครเลยนะ”

“ตอนนี้พี่ก็กำลังสืบอยู่ แต่น่าเสียดายที่กล้องวงจรปิดส่วนท้ายรีสอร์ตดันเสียซะได้ แถมตัวที่ติดอยู่ที่เรือนเก็บของยังถูกถุงดำครอบไว้” วารินทร์บอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“แล้วจะทำยังไงกันต่อไปคะ เพราะนายสั่งฝ่ายบุคคลไปแล้วว่าให้พี่รินไปเขียนใบลาออก” มี่ถามต่อ

“ริน... ไปกับพี่” ผู้จัดการหนุ่มเจ้าของรูปร่างสูงโปร่งจับจูงรุ่นน้องคนสนิทเดินฉับไวออกจากห้องพัก รินรุ้งก้าวตามแทบไม่ทัน ไม่เคยเห็นวารินทร์โมโหและหุนหันพลันแล่นอย่างนี้มาก่อนเลยนับตั้งแต่รู้จักกันมา

***

ฝ่ายบุคคล

“มาเขียนใบลาออกเหรอจ๊ะ หนูริน” เสียงพนักงานฝ่ายบุคคลคนหนึ่งร้องทักขึ้น ข่าวล่ามาไวจนคนในแผนกเมาท์ไปได้สักพักแล้ว เรื่องที่รินรุ้งถูกไล่ออกอย่างละมุนละม่อม เพียงนั่งรอดูกันเท่านั้นว่าเจ้าตัวจะมารายงานตัวและกรอกเอกสารเมื่อไหร่

“ไม่ครับ มาเขียนบันทึกภายใน เรียกร้องความเป็นธรรม” วารินทร์ว่า สีหน้าผู้จัดการหนุ่มโกรธจัด หากกระนั้นก็ยังดูหล่อในสายตาสาวน้อยสาวใหญ่ของคนที่นี่ วารินทร์นั้นเป็นหนุ่มนักบริหารไฟแรง ทำงานเก่ง มีความเป็นผู้นำและฐานะที่บ้านก็ไม่ธรรมดาหรอก เป็นธรรมดาที่สาวๆ เพื่อนร่วมงานหลายต่อหลายคนต่างหมายปองเขา แต่เป็นที่น่าเสียดายที่สายตาของวารินทร์ไม่มีไว้เพื่อมองใครอื่น... นอกจากรินรุ้ง!

“เรียกร้องกับใครล่ะ นายไปเมืองนอกแล้ว จะกลับมาก็อีกสามเดือนโน่น” เสียงสาวใหญ่จอมเฮี้ยบซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคล ร้องตอบแทนลูกน้องของเธอ

“ตายจริง... แล้วจะทำไงดีคะพี่วา” รินรุ้งครางแผ่ว สมองน้อยๆ คิดอะไรไม่ออกเสียแล้ว เพิ่งฟื้นยังไม่พอ ยังต้องมาเจอเรื่องเสียความรู้สึกอย่างนี้อีก นี่เธอจะต้องกลายเป็นคนตกงานจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย

“ก็ทำตามคำสั่งนายน่ะสิ เค้ายอมจ่ายล่วงหน้าให้เธอสามเดือนด้วยนะ สงสัยเธอคงไม่มีที่ยืนที่นี่แล้วล่ะ” จู่ๆ เปรมสินี เพื่อนพนักงานที่เป็นคู่แข่งกันมาตลอดของรินรุ้ง ซึ่งไม่รู้ว่าเข้ามาอยู่ในห้องฝ่ายบุคคลเมื่อไหร่ ก็พูดเยาะขึ้น

เปรมสินีไม่เคยมีทีท่าเป็นมิตรกับหญิงสาวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นี่ยังไม่นับเรื่องทำดีเอาหน้า แย่งลูกค้าแบบหน้าด้านๆ แล้วยังถนัดเรื่องฟ้องนาย พูดเอาดีเข้าตัว เอาชั่วโยนให้คนอื่นอีกด้วย อันที่จริงดูเหมือนเปรมสินีเองจะสร้างศัตรูไปเสียรอบด้าน แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรเจ้าหล่อนได้ เพราะเป็นเด็กเส้น ทายาทไฮโซนามสกุลดังนั่นเอง

“ไม่ได้หรอก พี่ว่ามันไม่ยุติธรรมกับริน” วารินทร์โต้ เขาจะช่วยรินรุ้งอย่างเต็มที่ เพราะรู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวาน มันต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มีคนวางแผนและจงใจให้รินติดอยู่ในนั้น เพื่อที่จะทำให้เธอถูกไล่ออก

“พี่วากำลังจะบอกว่ารินมันถูกแกล้งงั้นเหรอ” เปรมสินีตวาดถาม เสียงดังจนแทบจะเป็นเสียงกรีดร้อง แถมหน้าสวยๆ ขณะนี้ยังบูดบึ้งจนหมดสวยไปเสียอีก

“พี่ไม่ได้พูด แต่ดูเหมือนใครแถวนี้จะร้อนตัวนะ” ผู้จัดการหนุ่มโต้ ทั้งสองฝ่ายสบตากันอย่างหมายเอาชนะ

“พี่วา!” เปรมสินีตะเบ็งเสียงเรียกชื่อเขาจนลั่นห้องฝ่ายบุคคล ทำเอาบรรดาป้าๆ ที่ง่วนกับเอกสารต้องเงยหน้าขึ้นมามองหาคนต้นเสียงที่มาทำตัวโวยวายพอกันกับนางอิจฉาในละครก็ไม่ปาน พอรู้ว่าเป็นเปรมสินีก็ไม่ได้สนใจ เพราะรู้กันทั้งบริษัทว่ามีอยู่คนเดียวนี่ล่ะที่เหวี่ยงวีนได้ทุกโอกาส ทุกสถานการณ์ จนทุกคนต่าง

“เอาเถอะค่ะ รินกรอกใบลาออกก็ได้ พอดี...” รินรุ้งสบตาวารินทร์ครู่หนึ่ง เม้มปากแน่นเป็นเชิงคิดว่าจะบอกดีหรือเปล่า สุดท้ายก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้น “พอดีรินมีงานอื่นรออยู่แล้ว ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่วา” พูดจบ หญิงสาวก็นั่งลงและหยิบใบลาออกมากรอกเงียบๆ

วารินทร์ได้แต่นั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้าม มองเธอตาละห้อย ไม่คิดว่าผู้หญิงที่ตัวเองชอบจะต้องไปทำงานที่อื่น นี่ถ้าเขารู้ว่ารินรุ้งต้องไปทำงานที่ไหน วารินทร์คงคลั่งตายในป่าเขาใหญ่นั่นแน่ๆ

***

รินรุ้ง หงสกรพงษา หญิงสาวชาวไทยวัยยี่สิบสี่ จบการศึกษาปริญญาโทด้านการจัดการโรงแรม ปริญญาตรีด้านมนุษยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัฐอันดับต้นๆ เธอเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของข้าราชการใจซื่อมือสะอาดอย่างอภิชาติ หงสกรพงษา ส่วนนภาภรณ์ผู้เป็นแม่บังเกิดเกล้านั้นจากโลกนี้ไปตั้งแต่รินรุ้งอายุเพียงแปดขวบด้วยโรคประจำตัว หญิงสาวจึงเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของผู้เป็นพ่อ

จนกระทั่งหญิงสาวอายุยี่สิบปี เขาก็ตัดสินใจแต่งงานใหม่กับอัมพาที่มีลูกติดกับสามีเก่า รินรุ้งจึงมีพี่สาวต่างพ่อแม่อย่างนาตาลีเพิ่มเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว สำหรับรินรุ้งแล้วไม่คิดว่านั่นจะกลายเป็นปัญหาในเวลาต่อมา หลังจากการจากไปของบิดาในช่วงสองปีที่ผ่านมา

หลังจากผู้เป็นพ่อล่วงลับไปแล้ว ก็ดูเหมือนแม่เลี้ยงและพี่สาวจะมีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้นทุกวัน รินรุ้งก็พยายามที่จะไม่ถือสา แต่ความอึดอัดที่เกิดขึ้นในบางครั้ง ทำให้เธอตัดสินใจออกไปหางานทำที่ต่างจังหวัด และย้ายมาพักที่โคราชในฐานะพนักงานของรีสอร์ตสวยระดับประเทศ แต่กระนั้นก็มิวายที่แม่เลี้ยงจะหาทางเคี่ยวเข็ญให้เธอทำงานตามใจ และข่าวร้ายที่เพิ่งได้ยินก็ทำให้หญิงสาวถึงกับนั่งงัน

“แกต้องไปทำงานที่สเปน” แม่เลี้ยงของเธอบอกในเย็นวันที่หญิงสาวเขียนใบลาออกและขับรถกลับกรุงเทพฯ

“สเปนเหรอคะ”

“ใช่”

“งานอะไรของแม่ งานผิดกฎหมายหรือเปล่า” รินรุ้งถาม

“เอ๊ะนังนี่ แกเห็นหน้าฉันเหมือนแม่เล้ารึยังไง งานสุจริตหรอกย่ะ ฉันรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ที่นั่น ไม่ดีหรือไง ฉันฝากงานดีๆ ให้แก ได้เงินแล้วก็รู้จักส่งกลับบ้านด้วยนะ” คนเป็นแม่เลี้ยงเจ้ากี้เจ้าการ

รินรุ้งได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ สมองพลันนึกถึงวันที่บิดายังมีชีวิตอยู่เป็นเสาหลักและที่พึ่งให้ลูกอย่างเธอได้รู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย แต่เมื่อไม่มีพ่อแล้ว ชีวิตเธอก็เหมือนใบไม้ร่วงในลำธารกลางป่า ไม่รู้ว่ากระแสน้ำจะพัดพาไปยังแห่งหนตำบลใด...

“ยังไงก็ต้องไปใช่ไหมคะ”

“หรือแกจะทำงานที่ไทย เป็นลูกจ้างธรรมดาๆ รายได้แบบชักหน้าไม่ถึงหลังแบบนี้ไปจนตายรึยังไง เมื่อไหร่จะลืมตาอ้าปากได้ นี่ตั้งแต่พ่อแกตาย เงินทองก็ร่อยหรอลงทุกวัน”

‘เงินร่อยหรอลงเพราะใครล่ะ ตั้งแต่พ่อจากไปแม่ก็ไม่เห็นจะเพลาๆ เรื่องใช้เงินเลย’ รินรุ้งบ่นในใจ ก็ไอ้ที่ชักหน้าไม่ถึงหลังก็เพราะมีคนมาช่วยเธอใช้เงินอย่างไรล่ะ จะต้องให้เอ่ยชื่อไหมว่าใคร

“แล้วพี่ลีล่ะ ไปด้วยกันหรือเปล่า” รินรุ้งหมายถึงพี่สาวซึ่งก็คือลูกติดของอีกฝ่าย

นาตาลีเป็นสาวสวย แต่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำงานจับจดไม่เป็นชิ้นเป็นอันกับเขาสักครั้ง จนบางครั้งตกเป็นขี้ปากชาวบ้านว่าไม่ทำงานทำการแต่มีเงินใช้แบบไม่บันยะบันยังแบบนี้ เห็นทีว่าจะมีเสี่ยเลี้ยง หรือไม่ก็เป็นเมียเก็บเศรษฐีกระเป๋าหนักที่ไหนเป็นแน่

รินรุ้งเองก็เจอกับตัว ชาวบ้านชอบถามข่าวคราวพี่สาวเธออยู่เรื่อย เธออยากจะบอกจริงๆ ว่าไม่รู้อะไรทั้งนั้น เพราะเธอก็ทำงานที่เขาใหญ่ จะกลับมากรุงเทพฯ ทีก็เดือนละครั้งสองครั้งตอนเงินเดือนออก เพื่อเยี่ยมแม่เลี้ยงนั่นแหละ

ล่าสุดเห็นว่านาตาลีไปรับจ้างทำงานผ่านโลกออนไลน์ โดยใช้ต้นทุนที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั่นก็คือความสวย และหน้าอกหน้าใจที่มีน้ำหนักมากกว่าสมอง แต่งหน้าทาปาก ใส่เสื้อผ้าเผยเนื้อหนังมังสาวับๆ แวมๆ แล้วก็รีวิวสินค้าต่างๆ ออกสื่อ

แต่ถึงปากจะบอกว่ารายได้ดี แต่นาตาลียังแบมือขอเงินแม่อยู่เป็นประจำ อย่าเรียกว่าขอเลย เรียกว่ารีดไถน่าจะเหมาะกว่า แล้วอัมพาก็มารีดไถจากรินรุ้งอีกต่อหนึ่ง อย่างกับห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศวิทยาอย่างนั้นล่ะ

“นังนี่ ไปกันหมดแล้วใครจะดูแลฉันเผื่อเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา” คนเป็นแม่ตวาดแว้ด ยกน้ำขึ้นมากระดกเอื๊อกๆ ก่อนจะเช็ดปากด้วยหลังมือแล้วพูดต่อ “แกคงไม่คิดจะให้ฉันอยู่คนเดียวจริงๆ ใช่ไหม นังริน”

“โธ่แม่... รินก็ถามเท่านั้น พี่เค้าอยู่ที่นี่ก็ดีเหมือนกัน ว่าแต่งานอะไร แล้วไปกี่ปี”

“พี่เลี้ยงเด็กน่ะ นายจ้างใหม่แกมีลูกสาว น่าจะเจ็ดแปดขวบ แล้วก็ต้องการพี่เลี้ยงคนไทย”

“ทำไมต้องคนไทยล่ะแม่”

“นี่แกจะถามอะไรนักหนาล่ะ เตรียมเนื้อเตรียมตัวเดินทางเข้าเถอะ ไปถึงนู่นก็ไปถามเขาเอาเองละกัน”

“ด่วนขนาดนั้นเลยเหรอแม่”

“ก็ทางนายจ้างแกเขาเดินเรื่องให้หมด เห็นว่ารู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ที่เมืองไทย อะไรๆ ก็เลยง่าย แกแค่รอตั๋วเครื่องบินเท่านั้น ตอนนี้ก็เก็บเสื้อผ้าจัดกระเป๋าเดินทางไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกัน”

“ค่ะ”

“แล้วแกไปลาออกทางนั้นยัง ได้เงินชดเชยอะไรไหม”

“เงินชดเชยอะไรล่ะแม่ เค้าให้เขียนใบลาออก เค้าจะจ่ายเงินเราทำไม”

“เฮ้ย! อะไรกัน แบบนี้ฟ้องกรมแรงงานไปเลย มันเท่ากับบังคับให้ออกเลยนะนั่น”

“ไม่หรอกแม่ แล้วไหนแม่บอกทางนั้นเร่งมา ตอนโทรหารินก็เห็นบอกว่าไม่ต้องเสียดายเงินประกันไม่ใช่เหรอคะ แล้วนี่จะให้รินฟ้องอีก”

“ก็แหม... เงินใครก็อยากได้ ฉันก็เสียดายแทนแก”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เงินทองของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้ รินมาเหนื่อยๆ ขอไปพักผ่อนก่อนนะคะแม่” พูดจบก็ไม่รอฟังคำตอบ แต่เดินแยกตัวขึ้นไปยังห้องนอนของเธอทันที

ตอน 3

มาดริด, ราชอาณาจักรสเปน

ยามความอบอุ่นของฤดูร้อนย่างเข้ามาทักทายมาดริด แสงแดดอันนุ่มนวลก็ช่วยให้สีของดอกไม้เพิ่มความสดใสมากยิ่งขึ้น ไม้ดอกไม้ใบหลากสีสันต่างก็พากันชูช่อเบ่งบาน ส่งให้บรรยากาศรอบข้างดูสวยงามไปหมด

ภายในตึกสูงที่ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมอันตระการตาคือที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของสายการบินอันดับต้นๆ ของโลกอย่างสายการบินเทียร่าแอร์ไลน์

ในห้องประชุมที่ด้านหนึ่งเป็นกระจกใสสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของกรุงมาดริดในมุมสูงได้อย่างทั่วถึง ขณะนี้มีคณะกรรมการบริษัทประชุมอยู่จนเต็ม ต่างคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด จนกระทั่งการประชุมเสร็จสิ้นลง ซีอีโอหนุ่มจึงลุกขึ้นจากหัวโต๊ะและเดินกลับไปยังห้องทำงานส่วนตัวที่อยู่ไม่ไกลกันนัก

ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่ง เอนหลังพิงพนักแล้วพักสายตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เฟอร์นันโด เลขานุการหนุ่มคนสนิทจะเข้ามา

“ปัญหาการคว่ำบาตรของบางประเทศที่กำลังเผชิญ อาจกระทบสายการบินเรา” การหารือเรื่องธุรกิจเริ่มขึ้นทันทีเมื่อเลขานุการหนุ่มนั่งลงตรงข้ามเขา

“ฉันรู้...” ซีอีโอหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงเรียบนิ่งทั้งที่ยังหลับตาอยู่อย่างนั้น

“ครับ เราอาจจะต้องเปลี่ยนเส้นทางการบิน” อีกฝ่ายรายงาน

“นายจัดการรวบรวมรายละเอียดทั้งหมดทำเป็นรีพอร์ตให้ฉันก่อนที่จะประชุมใหญ่อีกครั้งก็แล้วกัน” เขาสั่งพร้อมลืมตาขึ้น ก่อนขยับท่านั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายๆ

“ส่วนเรื่องมาตรฐานการบินของประเทศที่เราจะเปิดเส้นทางใหม่ๆ ก็เป็นที่น่าพอใจดีอยู่ครับ”

“ดีแล้ว” เขาตอบสั้นๆ

“ครับ”

“แล้วนายอย่าลืมโปรเจกต์ที่เคยคุยกันที่เขาใหญ่ล่ะ “

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับ บอส”

“แล้วจับตาความเคลื่อนไหวของคู่แข่งเราด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สายการบินเวลคัมแอร์ไลน์ของอิริคก้า พ่อของอบิเกล ฉันไม่อยากให้ฝ่ายนั้นรู้แผนงานของเรา รวมทั้งเรื่องที่เรากำลังจะขยายธุรกิจสายการบินโลว์คอสต์ในเครือ”

ถึงแม้ว่ามารดาของทั้งทางเขาและอบิเกลต่างก็ต้องการให้ทั้งคู่แต่งงานกัน หากในความจริงแล้ว ทั้งเวลคัมและเทียร่าต่างเป็นคู่แข่งทางธุรกิจที่แทบจะเรียกว่าคู่แค้นเลยด้วย แต่มาดามพอลล่ากลับมีความหวังว่า การแต่งงานของลูกๆ จะช่วยให้ทั้งสองบริษัทหันมาร่วมมือกันแล้วสยบคู่แข่งรายอื่นๆ มากกว่า

แต่เซคิโอไม่คิดเช่นนั้น เขาไม่เคยเห็นด้วยกับเรื่องการแต่งงานเพื่อธุรกิจ เขาไม่มีวันร่วมหอกับผู้หญิงคนไหนแน่ๆ ถ้าเขาไม่ได้รัก แต่ถ้าเป็นแค่การร่วมเตียง เขาไม่คิดว่าจะเสียหายอะไร

“ไม่มีปัญหาครับ” เฟอร์นันโดตอบชัดถ้อยชัดคำ

“ส่วนเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย ต้องเพิ่มมาตรการความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพราะภัยจากการก่อการร้ายมีมากขึ้นทุกวัน เข้าใจไหม”

“ครับบอส”

“ดี” ซีอีโอหนุ่มไล่สายตาตรวจเอกสารสักพักก็เอ่ยถามเลขานุการหนุ่มเมื่อนึกขึ้นได้ถึงอีกเรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าธุรกิจ “เรื่องที่ให้ตามไปถึงไหนแล้ว” ซีอีโอหนุ่มเอ่ยถามถึงการสะสางความแค้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เจอตัวแล้วครับ” เฟอร์นันโดตอบ อดนึกทึ่งกับแผนการของซีอีโอหนุ่มอย่างเซคิโอไม่ได้ “ผมจะเร่งดำเนินการ พาเธอมาให้เร็วที่สุดครับ” เลขานุการหนุ่มบอกต่ออย่างนอบน้อม หลังจากพบเป้าหมายเขาก็วางแผนอย่างแนบเนียน รัดกุมจนเหยื่อตายใจ และเร็วๆ นี้เขาจะต้องได้ตัวเธอมาให้ผู้เป็นเจ้านายอย่างแน่นอน

“ดีมาก” เขาหรี่ตาแคบ “นายจะจัดการยังไงก็ได้ ขอแค่เอาตัวผู้หญิงคนนั้นมารับผลกรรมของเธอก็พอ” แววตาคมกล้าเปล่งประกายวาวโรจน์ “เพราะความแค้นของฉันมันรอไม่ได้”

“ครับบอส”

“งั้นก็ออกไปทำงานของนายได้แล้ว” เขาสั่งก่อนที่จะหยิบเอกสารบางอย่างขึ้นมาพินิจ ซึ่งมันก็คือภาพถ่ายขนาดใหญ่ใบหนึ่ง “ถึงเวลาชำระแค้นระหว่างเรากันแล้วสินะ” เขาจ้องมองสิ่งที่อยู่ในมืออย่างหมายมาด แม้ว่าลึกๆ แล้วจะรู้สึกคุ้นหน้าคนในภาพนั้น คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน หากนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก!

***

เขาไม่มีวันลืมเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิตเขาเมื่อแปดปีที่แล้วได้เลย ในเวลานั้นเขากำลังมีความสุขอย่างล้นหัวใจ และกำลังเตรียมตัวจะเข้าพิธีวิวาห์กับแฟนสาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ผู้ที่ครอบครัวมาตั้งรกรากอยู่ที่สเปนนานเกินสิบปี

ทั้งเขาและเธอบังเอิญรู้จักกันที่เมืองไทย โดยคราวนั้นเขาไปเที่ยวพร้อมกับหาโอกาสดูลู่ทางทำธุรกิจในฐานะของทายาทสายการบิน จากนั้นก็คบหา พัฒนาความสัมพันธ์ จนได้รู้ว่าเธอเป็นทายาทของโรงงานผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ที่ต่างก็เป็นบริษัทคู่ค้ามาตั้งแต่รุ่นปู่

มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่า ทำไมคนรุ่นหลานจึงไม่รู้จักกันมาก่อน หากนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะทั้งคู่ก็ได้ตกหลุมรักและคบหากันจนถึงขั้นหมั้นหมาย และมีโครงการจะแต่งงาน ซึ่งนั่นจะถือเป็นการแต่งงานของสองกลุ่มธุรกิจที่ยิ่งใหญ่อันดับต้นๆ ของยุโรปเลยก็ว่าได้

แต่สุดท้าย ทุกอย่างที่วาดฝันไว้กลับพังครืนลงมาราวปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัด เมื่อคู่หมั้นสาวกลับประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตาเขา อย่างที่ชายหนุ่มไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้

ทุกครั้งที่เซคิโอคิดถึงอดีตคนรักที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ น้ำตาลูกผู้ชายก็พานไหลออกมาทุกครั้ง มันเป็นความอ่อนแอที่เขาได้แต่เก็บซ่อนเอาไว้ไม่ให้ใครรู้...

ด้วยความที่คู่หมั้นสาวเป็นผู้มีใจรักการปั่นจักรยานเป็นชีวิตจิตใจ ก่อนแต่งงานเธอจึงอ้อนวอน ขออนุญาตเขาตระเวนเที่ยวรอบโลกพร้อมจักรยานคันเก่งของเธอเสียก่อน แน่นอนว่าการเที่ยวรอบโลกของเธอ หนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทยที่ที่ทั้งคู่ได้พบกันครั้งแรก ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้ปล่อยให้เธอมาเพียงลำพังกับเพื่อนๆ

แต่แล้วในวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งคู่กำลังปั่นจักรยานระยะไกลอยู่นั้น ก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นอย่างไม่คาดฝัน เมื่อคู่หมั้นของเขาถูกชนแล้วหนี เธอถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล หากหญิงสาวทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงเสียชีวิตระหว่างทาง โดยที่เขากำลังกอบกุมมือเธอเอาไว้ ในเวลานั้นความเจ็บปวดจากการสูญเสียแล่นปลาบไปทั้งหัวใจ ชายหนุ่มเคว้งคว้างและระคนความแค้น เขาต้องการจับคนผิดมาลงโทษให้ได้ แต่กลายเป็นว่ารถยนต์คันนั้นชนแล้วหนีไปอย่างไร้ร่องรอย

นับจากนั้นเขาจึงใช้เงินมหาศาลจ้างสำนักงานนักสืบเอกชนทั้งเมืองไทยและต่างประเทศจนกระทั่งรู้เบาะแส เพราะในเมื่อกฎหมายไทยไม่สามารถหาตัวคนร้ายมารับโทษได้ เขานี่ล่ะจะพิพากษาคนคนนั้นเอง

แล้วในที่สุด วันที่รอคอยก็มาถึง ‘รินรุ้ง’ คือคนร้ายในวันนั้น แม้หลักฐานวันเกิดเหตุที่มีไม่มาก แต่นักสืบก็ตามสืบประวัติของเจ้าหล่อนมาให้เขาได้ ดวงตาคมกล้าเพ่งภาพถ่ายใบหน้าหญิงสาวอย่างเคียดแค้น แม้จะต้องใช้เวลานาน แต่เพื่อการล้างแค้น สิบปีก็ยังไม่สายมิใช่หรือ!

“แล้วเราจะได้เห็นดีกัน... รินรุ้ง!”

***

“ฮัดชิ้ว!”

หญิงสาวรีบควานหาผ้าเช็ดหน้ามาปิดจมูก นี่ถ้าไม่เพราะมีใครเอ่ยถึงก็คงเพราะจะไม่สบายแน่ๆ แย่จริง “ฉันชื่อรินรุ้งค่ะ” หญิงสาวเงยหน้า รายงานตัวกับชายหนุ่มรูปร่างสูง ซึ่งก็คือเฟอร์นันโด เลขานุการคนสนิทของเซคิโอที่มีหน้าที่ไปรับเจ้าหล่อนที่สนามบิน จากนั้นก็นำตัวขึ้นรถยนต์กระทั่งมาถึงคฤหาสน์โดยสวัสดิภาพ

รินรุ้งเดินทางมาถึงที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอ มันคือคฤหาสน์หลังใหญ่ในพื้นที่หลายร้อยเอเคอร์ สวนสวยประดับประดาด้วยต้นไซเปรสสูงใหญ่เรียงกันเป็นทิวแถว ตกแต่งอาณาบริเวณโดยรอบด้วยสวนสไตล์เรขาคณิตแบบสเปนที่ได้รับอิทธิพลมาจากสวนยุคโรมัน

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วนับหนึ่งถึงสิบในใจอย่างตั้งสติ

“มาแล้วเหรอ” หญิงวัยกลางคนถาม หากดวงหน้านิ่งแน่วเรียบตึงของนาง กอรปกับแววตาที่ไม่เป็นมิตร บอกชัดว่าไม่ต้อนรับหญิงสาวผู้มาจากต่างแดนเลยแม้แต่น้อย

“มิสหงสกรพงษา นี่คือมาดามวิเวียน แม่บ้านใหญ่ของที่นี่” ชายหนุ่มแนะนำให้รู้จัก วิเวียนก็คือคนเก่าคนแก่ของตระกูลกอนซาเลซ นางได้รับมอบหมายจากมาดามพอลลา ผู้เป็นมารดาของเซคิโอ ให้มาคอยดูแลเรื่องอยู่เรื่องความเป็นอยู่ของลูกชายหัวแก้วหัวแหวน

“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวเอ่ยทักทายด้วยภาษาอังกฤษพลางยื่นมือให้ตามธรรมเนียมฝรั่ง หากอีกฝ่ายกลับไม่ยินดียินร้าย นอกจากทำหน้าตึง ส่งแววตาเหยียดหมิ่นดูแล้วชวนอึดอัด

“เอาล่ะ มาก็ดีแล้ว รีบเข้ามาข้างใน เธอจะต้องคุยกับฉันยาว” วิเวียนเอ่ยสั้นๆ สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์เช่นเดิม

“เอ่อ...” หญิงสาวพยักหน้าช้าๆ

“รีบตามมาสิยะ!” เสียงนั้นแสดงอำนาจบาตรใหญ่และจงใจข่มขวัญผู้มาใหม่อย่างเห็นได้ชัด

“อ้อค่ะ” เธอได้แต่เดินตามเจ้าหล่อนเข้าไป

เพียงก้าวแรกที่มาถึงรินรุ้งก็รู้สึกอึดอัดเสียแล้ว นี่ขนาดยังไม่เจอเจ้านายตัวจริง เธอยังรู้สึกอึดอัดพาให้ใจฝ่อได้ถึงเพียงนี้ ถ้าเจ้านายเกิดเป็นเหมือนแม่บ้านคนนี้ล่ะ เธอจะทำงานอย่างมีความสุขที่นี่ได้อย่างไรกัน หญิงสาวคิดขณะพาตัวเองมาถึงภายในห้องโถง ซึ่งก็ดูอลังการแบบที่เธอไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย

ที่นี่เป็นบ้านมหาเศรษฐี จากคำบอกเล่าของมารดา นายจ้างเธอรวยมาก และท่านมีพระคุณกับแม่เลี้ยงของเธอ งานที่เธอต้องมาทำงานที่นี่ นอกจากจะเพื่อเลี้ยงชีพตัวเองในยามตกงานแล้ว ก็เพราะรายได้มากถึงหลักแสนต่อเดือน ซึ่งแน่ล่ะว่าเงินบางส่วนเธอก็ต้องส่งกลับไปให้อัมพาด้วย

$$$$$$$$

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED