แม้หัวใจบอบช้ำแค่ไหนเธอก็ได้แต่เก็บมันไว้ จะหาใครมาเห็นใจ มาเข้าใจเพราะมองไปทางไหนก็ไม่เหลือใคร ไม่มีใครเคียงข้าง แม้ความอบอุ่นในใจเกิดขึ้นมาบ้างตอนแม่กลับมา แต่ท่านก็กลับมาเพื่อประกาศขายบ้านหลังเล็กที่เคยมีให้อุ่นใจ…ตนเองและแม่จะไปอยู่ที่ไหน ? ได้เกิดคำถามขึ้น แต่ไม่นานหลังจากนั้นปิ่นคณางค์ก็ได้รู้ว่าแม่หาที่พักใหม่ได้แล้ว ไม่นานเธอก็ได้เห็นที่อยู่ใหม่ที่แสนกว้างขวางใหญ่โต นั่นคือคฤหาสน์ อัครพิภพ
เหมือนคนไร้ใจยิ่งกว่าเดิมเมื่อต้องจากคนที่รักที่สุดเพราะการกระทำของเธอนั้นเหมือนทิ้งขว้างพ่อให้โดดเดี่ยว ท่านจากไปโดยที่มีห่วงในใจ จึงไม่ได้ตื่นเต้นสักนิดกับที่พักโอ่อ่าแห่งใหม่ เพียงแหงนมองคฤหาสน์สูงทรงยุโรปด้วยแววตาเฉยชา แต่นั่นเพียงจุดเริ่มต้นความกล้ำกลืนฝืนทนเพราะมีอีกเรื่องที่หญิงสาวได้เจอะเจอและทำให้ปิ่นคณางค์ได้แต่ครุ่นคิด… หรือตนเองนั้นเกิดมาอยู่ในโลกใบนี้เพื่อชดใช้กรรมเก่าที่อาจเคยทำกับใครในชาติปางก่อนหรือเปล่านะ
ความทุกข์โศกที่เกิดขึ้นมานั้นจะโทษปรินทรคนเดียวก็ไม่ถูก แต่ใช่ว่าเธอจะสรรเสริญเยินยอผู้ชายหน้าตา ‘เทพบุตร’ อย่างเขาหรอกนะ เพียงแต่ปิ่นคณางค์เอาหัวใจเข้าประเมินโดยไม่มีอคติ ก็เพียงเท่านั้น เพราะว่าเทพบุตรต้องแสนดี แต่ปรินทรนั้นล้วนต้องใช้คำตรงข้ามกับความหมายคำนั้นแทบทั้งหมด ชายหนุ่มห่างไกลคำว่าแสนดีอย่างสุดจะคะเนได้นั่นเอง ผู้ชายอย่างปรินทรนั้นเห็นผู้หญิงเป็นเพียงดอกไม้หลากหลายพันธุ์ก็เท่านั้น ไม่ว่าดอกไม้งามจะมาจากสวนสวยที่ยากไขว่คว้าหรือริมทางข้างถนนนายอสูรอย่างเขาคงเพียงดอมดมจากนั้นทิ้งขวางอย่างไร้เยื่อใยเท่าเทียมกันอย่างไม่ต้องสงสัย หญิงสาวรู้ดีเพราะเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน เหล่านางแบบ ดารามีชื่อ แต่แทบทุกคนเขาควงเพียงชั่วคืนแล้วผ่านเลยเสมอกัน และในวันนี้ตนเองก็เป็นดอกไม้ใกล้มือที่อสูรใบหน้าเทพบุตร เธอแสนไร้ค่าและเขาต้องการใช้ระบายความแค้นในหัวใจก็เท่านั้น เคยมีหลายครั้งที่ปิ่นคณางค์คิด ผู้ชายอย่างนี้จะรักใครเป็นหรือเปล่า คิดถึงตรงนี้หัวใจที่ครุ่นคิดโหวงหวิวแปลกๆ จนต้องพยายามสลัดเรื่องราวเหล่านั้นออกไปเสีย ขณะที่พยายามเลิกคิดเรื่องอดีต เสียงบุคคลที่กำลังคิดถึงก็ดังขึ้น
“น้ำดื่มหน่อย ไม่ได้หลับไม่ใช่หรือ” คนกำลังตกในภวังค์วันวานกะพริบตาในเงาค่อนข้างสลัวแต่หญิงสาวก็ไม่ได้หันมองหรอกว่าดวงตาสีน้ำตาลอมสีน้ำทะเลจะลุกขึ้นหรือหันหน้ามาจ้องกันหรือเปล่า ทำเพียงรีบลุกขึ้นจากเตียง ชุดนอนผ้าแพรสีขาวครีมเนื้อบางทำให้รู้สึกเย็นผิวจึงหาเสื้อคลุมผ้าแพรที่วางไว้ปลายเตียงมาสวมใส่
“ฉันเกลียดการรอคอย ชักช้ายืดยาด และไม่ชอบหน้าตาไร้ชีวิตแบบนี้ ทำหน้าสดชื่นเป็นบ้างรึเปล่าเนี้ย”
ว่าจะไม่มองเขาแล้วแต่ก็มีเรื่องทำให้ต้องหันไปมองจนได้ ในขณะนั้น
ร่างสูงกำลังสะบัดผ้าแพรที่ห่อหุ้มให้ห่างลำตัวเปลือยออกไป และทิ้งเท้าสองข้างลงบนพรมเปอร์เซียเนื้อดี มืออีกข้างหนึ่งคว้าเสื้อคลุมสีดำซึ่งวางใกล้โซฟาตัวยาวขึ้นสวม ท่วงท่าที่เห็นทำให้ปิ่นคณางค์ไม่อยากถอนสายตา ปิ่นคณางค์ให้รังเกียจความคิดนี้ของตนนักเชียว ด้านคนที่ถูกมองจ้องกำลังผูกผ้าคาดเอว แต่สายตาคมกริบก็ยังคงมองคนที่เป็นใบ้เสมอเช่นเดียวกัน อดแปลกใจที่ดวงตากลมโตกำลังมองกันไม่วางตาแบบนั้น สายตาสองคู่จึงประสานกันอย่างไม่ตั้งใจ ก่อนฝ่ายที่มองอยู่ก่อนจะเมินหลบก่อน
สายตาพิศวาสงั้นหรือ
“มองกันแบบนี้ หรือว่ายังอยากอยู่บนเตียงต่อ อย่าเลยฉันอิ่มแล้ววันนี้”นึกสนุกปรินทรจึงเอ่ยยิ้มๆ จ้องใบหน้านิ่งราวรูปปั้น
ไม่มีเสียงตอบ ปรินทรให้หงุดหงุดใจ แบบนี้ทุกทีสิน่า “ถามหน่อยเถอะ สมองรับรู้ที่ฉันพูดหรือเปล่า แสดงอารมณ์เหมือนอยู่บนเตียงเมื่อครู่ มันยากนักสินะ”
ปิ่นคณางค์รีบก้าวเดินหายไปจากห้องนอน ไม่อาจทนให้ปรินทรกลั่นแกล้งกันอีก คนบ้าเธอเกลียดเขา เกลียดเขา
ให้มันได้อย่างนี้สิ ปรินทรฉุนยิ่งนัก ชายหนุ่มมองตามหลังบางสุดสายตา
ในเวลาต่อมาหญิงสาวเดินก้มหน้าก้มตานำสิ่งที่ตนสั่งมาให้ แก้วน้ำที่ยื่นให้ชายหนุ่มก็พลาดไม่มีคนรับดพราะร่างสูงเดินหนีไปยืนรออยู่อีกด้านเสียแล้ว
“ก้มหน้าคงจะเห็นหน้าฉันหรอก ฉันอยู่ด้านนี้ ไม่เห็นรึไง”
หญิงสาวแหงนหน้าและนำไปให้เขาอีกด้าน ปรินทรขี้เกียจเห็นสีหน้าเฉยเมยเมื่อได้น้ำดื่มจึงไล่คนหน้าตาไม่มีชีวิตทันที อีกทั้งวันนี้ตัวเขานั้นมีงานรออยู่ด้วย “วันนี้ฉันไม่มีอะไรให้ทำอีกแล้ว ไปได้”
แม้เขาพูดด้วย คนโดนไล่ยังทำเหมือนไม่ได้ยิน ปรินทรรู้สึกเดือดขึ้นมา ‘โว้ย ตอบหน่อยจะเป็นไรมากเปล่าวะเนี้ย’ “ดูท่านางบำเรอของฉันจะฟังเสียงครางของตัวเองจนหูหนวกไปแล้วมั้ง ” เสียงสำทับหยันๆ จึงเกิดขึ้นอีก ปิ่นคณางค์อ้าปากเล็กน้อยในครั้งนี้ แต่ไม่นานก็ปรับสีหน้า หากพอหันหลังให้คนปากร้าย แก้มสาวก็แดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ แม้ภายในใจนั้นอยากต่อว่ากลับเหลือเกินเมื่อชายหนุ่มพูดบ้าบอให้ต้องอาย แต่สะกดกลั้นไว้ หากต่อความยาวอาจจะหาเรื่องพูดให้เธอได้หน้าแดงอีกเป็นแน่ เงียบไว้จึงเป็นการดีที่สุด
“อย่าเพิ่งไป” เมื่อเริ่มออกเดินเสียงเรียกทำให้ร่างบางต้องหยุดเดิน…อะไรอีกล่ะคราวนี้ ถ้ารับไม่ไหวตนเองจะเลิกเป็นใบ้แล้วนะ
“วันนี้ไม่ดี ไม่พอใจ ไม่ถึงห้ายกหรือไงถึงทำหน้าแบบนั้นฮึ” เพราะทันเห็นใบหน้าแดงก่ำ ปรินทรจึงสุขใจและอยากจะเห็นว่าถ้าแม่เชลยสาวหน้าแดงมากกว่าเมื่อครู่จะเป็นอย่างไรจึงเปลี่ยนใจเรื่องหยุดตอแยขึ้นมาแบบกะทันหัน หญิงสาวหันมองใบหน้าที่กำลังสุขใจด้วยสายตาขุ่นมัว ปรินทรสุขใจสมใจมากเมื่อเห็นหน้าตามีชีวิตชีวา จึงเดินเข้าไปใกล้เชยคางมน นิ้วโป้งถูไถไปมาบนเรียวปากจิ้มลิ้ม
“ปล่อยนะ ฉันจะกลับ”
“งานด่วนก็รอได้ ขอแค่เธอขยันทำสีหน้ามีชีวิตสะกิดความรู้สึกฉัน...จะรีบกลับทำไมล่ะ” ไม่อยากเชื่อชายหนุ่มพูดแบบนี้ แต่เมื่อคิดว่าตนเองอยู่ในฐานะอะไร จึงห้ามหัวใจไม่ให้หวั่นไหวกับน้ำคำนั้น หญิงสาวจึงรีบก้าวเดินกลับออกจากห้องโดยไม่รอให้ชายหนุ่มตอบตกลง ปรินทรมองตามหลังคนที่ทำหัวใจตนเองกระตุกวาบไหวแปลกๆ… ผู้หญิงคนนี้ทำให้ปรินทรไม่มั่นใจในเสน่ห์ตนเองเป็นครั้งแรก เพราะหญิงสาวเฉยชาออกปานนั้นแม้วันนี้ดวงตาวิบไหวหน้าแดงก่ำนิดหน่อยเมื่อโดนกลั่นแกล้งด้วยวาจา สุดท้ายจบลงที่ก้มหน้าก้มตาเหมือนเคยและแม้บางครั้งจะแสดงความรู้สึกเร่าร้อนเมื่ออยู่บนเตียงก็ตามที หากให้เดาใจผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เดินห่างคอนโดหรูมาพักใหญ่ ปิ่นคณางค์ยกสองมือซุกซ่อนในกระเป๋าเสื้อแขนยาวต้องการทำให้ลำตัวอบอุ่น อดดีใจไม่ได้เมื่อคิดว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุดงานของตน เธอแหงนดูตึกสูงตระหง่าน สถานที่ซึ่งตนเองนั้นต้องมาอาทิตย์ละสองวัน ปรินทรใจดำนักเขาคงไม่เคยคิดว่าเรื่องราวที่ทำอยู่นั้นมันไม่ถูกต้อง เพราะตนไม่ได้รับรู้ในสิ่งที่ได้เกิดขึ้น “ต้นไม้พันธ์เดียวกันจะต่างกันหรือไง อย่ามาแกล้งปั้นหน้าขอความเห็นใจ เธอต้องชดใช้แทนผู้หญิงเลวๆ คนนั้น” ปิ่นคณางค์จำประโยคนี้ได้ไม่มีวันลืม
“หนูจะทนเท่าที่ทนได้นะคะแม่” นึกถึงแม่ผู้ให้กำเนิด ความรักที่มีให้แม่ จึงทำเป็นเพิกเฉยเรื่องนี้ไม่ได้ รู้ทั้งรู้ทำแบบนี้ยิ่งทำให้แม่ทำผิดมากขึ้นแต่ก็ยังไม่มีทางเลือกอื่นใดในตอนนี้
“คุณพ่อ อย่าโกรธกันเลยนะคะ” พร่ำขอโทษที่ทำเรื่องเสื่อมเกียรติและศักดิ์ศรี ได้แต่หวังว่าพ่อคงให้อภัยเมื่อวันหนึ่งถ้าหากเธอได้เจอท่านอีกครั้ง
เรื่องอัปยศที่ทำตนเองต้องยอมทิ้งศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงนั้นเกิดขึ้น เพราะแม่ลอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งของคุณลุงตรัย ปิ่นคณางค์รู้จักผู้ชายคนนั้นพร้อมกับที่รู้จักคุณลุง หญิงสาวไม่เข้าใจแม่เลย ทำไมแม่ถึงชอบผู้ชายหน้าตากระล่อนคนนั้น หรือเพราะผู้ชายคนนั้นหนุ่มอย่างที่ปรินทรเคยพูดเย้ยใส่หน้ากัน
ปิ่นคณางค์หน้าแดงเรื่อเมื่อเข้าใจความหมายของปรินทรกับคำพูดที่ว่า “เพราะมันเด็กไง แม่เธอถึงติดใจ”
คิดถึงครั้งแรกที่เจอปรินทร วันนั้นเรือนร่างสูงใหญ่อยู่ในชุดสูทสีดำเรียบกริบ อย่างที่เคยเห็นเสมอแม้ในช่วงหลัง หน้าตาหล่อเหลาของเขามีลักษณะพิเศษดูโดดเด่น เส้นผมดกหนามีสีน้ำตาลอมดำรับกันเหมาะเจาะกับแนวคิ้วหนาสีเดียวกับเส้นผม ต่ำลงมาคือดวงตาคมกริบซึ่งมีสีฟ้าอมน้ำทะเลซึ่งดูช่างเปี่ยมด้วยเสน่ห์ชวนให้จับจ้อง แต่สำหรับปิ่นคณางค์ดวงตาคู่นั้นคงมีให้แค่ความดูถูกดูแคลนเช่นเดียวกับเรียวปากหยักได้รูปที่มีแต่รอยยิ้มหมิ่นแคลนให้เสมอ นานวันที่ชายหนุ่มแสดงออกมามันคงไม่เปลี่ยนไปในทางอื่นแน่นอน เขาเกลียดเธอ
ตลอดเวลาเกือบสามสี่เดือนที่แม่ยังเป็นคนมีศีลมีธรรมในใจ ปรินทรและตัวเธอนั้นเจอกันอาทิตย์ละสองสามครั้ง แต่ละครั้งไม่นานนัก ชายหนุ่มแค่เข้ามาร่วมทานมื้อค่ำกับคุณลุง ปรินทรพักคอนโดหรูของครอบครัว ยามเจอกันแววตาลุ่มลึกคมคายแค่ปรายตามองเธอแต่ไม่เคยพูดจากันสักครั้ง แม้ในบางครั้งปิ่นคณางค์จะเห็นสายตาหยันแปลกส่งมาบ้าง แต่ก็ทำแกล้งไม่เห็นเสีย มหาเศรษฐีอย่างเขาจะชอบเธอซึ่งเปรียบเสมือนกาฝากก็แปลก หากวันนี้หญิงสาวทำเป็นแกล้งไม่เห็นไม่ได้เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว...ปิ่นคณางค์ชงกาแฟ จัดอาหารว่างให้ชายหนุ่มเพราะปกติก็ดูแลแม่และคุณลุงเช่นนั้นทุกวัน ทั้งเริ่มปรับตัวและหัวใจว่าจะอยู่ที่นี่เพื่อครอบครัวที่เหลืออยู่ นั่นคือแม่ จึงถือคติอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ระหว่างปรินทรและแม่หญิงสาวรู้ดีทั้งสองเพียงแกล้งทำดีใส่กันก็เท่านั้น เธอได้แต่อึดอัด สายตาปรินทรเมื่อมองแม่เหมือนมีประกายไฟพร้อมที่จะเผาผลาญ หญิงสาวแกล้งทำไม่เห็นได้แต่ให้แกล้งเลิกคิดมากไม่ได้ และพยายามเลี่ยงเสียมากกว่าเมื่อรู้เวลาที่ลูกชายคุณลุงจะกลับมาบ้าน กระทั่งเรื่องนั้นเกิดขึ้น เธอช็อกมากและแทบลืมหายใจเมื่อรู้ว่าปรินทรรับรู้เหมือนกัน คนสายตาเป็นไฟกลายเป็นจอมอสูรไปโดยปริยาย ความนิ่งเงียบหายวับไป ช็อกคำรบสองเมื่อชายหนุ่มและแม่มีปากเสียงกันในวันหนึ่ง หญิงสาวได้ยินแม่ท้าว่า “คุณตรัยไม่มีวันเชื่อหรอก ฉันมั่นใจ คุณไม่ต้องเสียเวลาไปฟ้องหรอกน่า”
แม่ทำไมท้าทายคนสายตาดุแบบนั้น ตนเองใจสั่นหวาดหวั่น แม่บอกไปสิคะว่า ขอโทษ เราจะไปจากที่นี่ ภาวนาให้แม่เอ่ยแต่ก็ต้องผิดหวัง เธอทรุดลงหมดแรงข้างมุมห้องนั่งเล่นซึ่งแม่และปรินทรโต้เถียงกันอยู่ ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นด้วย เริ่มเห็นลางร้ายที่จะตามฝันร้ายที่ยังไม่จางหายมา และมันก็เกิดขึ้นอย่างที่หวาดกลัวจริงๆ มันเกิดขึ้นในวันที่แม่และคุณลุงไม่อยู่บ้าน ปรินทรเข้ามาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “น่ารังเกียจจริงๆ กล้าทำเรื่องสมเพชกับคนที่ให้ชีวิตใหม่ เธอว่าไง รู้ดีทุกอย่างใช่ไหม ดีถ้าอย่างนั้นต้องรับผิดชอบด้วยกัน”
“แต่ฉันไม่…คุณต้องการอะไร ” เธอตัวสั่น ใบหน้าซีด
“ไม่อะไร ไม่รู้ เชื่อก็มี ‘เขา’ แล้วล่ะ และที่ฉันต้องการก็คือการชดใช้ ทุกอย่างที่ฉันพอใจ” สิ่งที่คนโมโหเป็นพายุบอกทำเอาปิ่นคณางค์ต้องใคร่ครวญ
ทุกอย่างที่ฉันพอใจ ! มันหมายความว่าอย่างไร ? หายงุนงงจึงปฏิเสธออกไป คิดว่าตัวเขาเป็นเจ้าชีวิตคนอื่นรึไง ทั้งต่อว่าชายหนุ่มไปว่าเขาไม่ยุติธรรมเพราะเธอไม่ใช่คนผิด ชายหนุ่มพูดเสียงดังว่าบิดาคงหัวใจสลายและพูดอีกว่าเธอไม่ต่างจากแม่ ไม่คิดถึงใจคนที่มีบุญคุณ เจอคำนี้หญิงสาวก็สะอึกแต่ที่ปรินทรพูดออกมามันน่ากลัวเกินไป ความหมายมันกว้างเกินไป เธอมีลางสังหรณ์บางอย่าง แม้บอกปฏิเสธ สุดท้ายเพราะไม่อยากให้คุณลุงผู้แสนดีซึ่งมีโรคประจำตัวต้องเสียใจ ตนจึงกลายเป็นเชลยนางบำเรอนายปรินทรมาตั้งแต่วันนั้น แม้ตอนไปหาเขา คิดจะเปลี่ยนใจแต่ชายหนุ่มก็ไม่รับยอมฟัง ตอนนี้ทำได้แค่เพียงรออยู่ รอว่าทุกเรื่องราวจะยุติเมื่อไหร่...
กาแฟดำในมือหมดลง ร่างสูงร้อยเก้าสิบเซนติเมตรของปรินทรซึ่งยังอยู่ในชุดเสื้อคลุมก้าวเดินไปหยิบบางอย่างจากโต๊ะซึ่งเข้ามุมตรงกระจกมองทิวทัศน์บานใหญ่ก่อนเดินกลับยังริมบานกระจกทรงยาว ปรับเลนส์กล้องส่องให้ชัดเพ่งมองร่างบางที่จำได้แม่น มือข้างนั้นที่ปรับลำกล้องพลันชะงักเพียงครู่เมื่อเห็นใบหน้าซึ่หวานแหงนขึ้นมายังห้องชุดสุดหรู คิดว่าหญิงสาวเห็นตนเองซะที่ไหน ดวงตาคมจึงสำรวจคนก้มหน้าตาเดินต่อไป… ไม่หนาวหรือไง เห็นร่างบอบบางเดินท่ามกลางสายฝนโปรยใจข้างในรู้สึกหงุดหงิดชอบกล ช่วงจังหวะนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้นจึงละสายตาจากสิ่งที่จับจ้องชั่วครู่เดียวหันมองประตู “เข้ามา” รู้ดีว่าเป็นใครจึงตอบรับ จากนั้นหันสนใจมองข้างล่างต่อ
ลูคัสเลขาวัยสามสิบอายุรุ่นราวคราวเดียวเจ้านายอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแล็คสีดำอย่างที่เคยเห็นจนชินตาเดินเข้ามาภายในห้อง แววตาฉลาดช่างสังเกตรอเจ้านายอย่างรู้หน้าที่ ปรินทรเลิกจ้องมองเบื้องล่างกลับมานั่งโซฟาปลายเตียงนอน
“ที่โน่นฝนตกเหมือนกันช่วงนี้ จะเปลี่ยนแปลงการเดินทางหรือเปล่าครับนาย” ลูคัสเอ่ยเรื่องที่ต้องการจะพูด
สายตาคมหันมองนอกห้องที่สายฝนยังโปรยปรายเป็นสาย ฝนดูจะหนักขึ้นกว่าเก่าแต่ที่ตนเองกังวลหาใช่เรื่องงานที่เลขาบอกกล่าวมาหรอก
“เจ้านายครับ”
“ได้ยินแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดใดทั้งนั้นเราจะไปมิลาน...ฉันกลัวฝนฟ้าอากาศตอนไหน จำไม่ได้จริงๆ” ปรินทรได้ยินแม้คิดเรื่องอื่น แขวะลูกน้องเสียงราบเรียบ ลูคัสออกจากห้องส่วนตัวเจ้านาย เดินไปยังห้องทำงานเพื่อหยิบเอกสารโรงงานเครื่องหนังในมิลาน แหละนั่นคืองานทั้งอาทิตย์นี้ของเจ้านายนั่นเอง
ลูคัสติดตามเจ้านายมาตั้งแต่เจ้านายเริ่มเข้าบริหารงานของตระกูลเต็มตัว ตนเองนั้นเป็นลูกชายคนสนิทเก่าแก่ของครอบครัวอัครพิภพ สิ้นบิดาคุณตรัยมอบความไว้วางใจให้ตนเคียงข้างคุณปรินทรมาตลอด ตระกูลอัครพิภพหรือเจ้านายโดยตรงของลูคัสนั้นนอกจากจะมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากมายในเมืองไทย ปรินทรยังถือครองหุ้นหลายตัวซึ่งเป็นมรดกทางมารดา ทั้งโรงงานเครื่องหนังซึ่งใหญ่ติดอันดับในอิตาลี โรงแรมขนาดใหญ่บนเกาะซิซิลี ส่วนคุณตรัย อัครพิภพนั้นคือลูกเขยของ มาดิโก มาติ รอสซี่ นักธุรกิจคนดังชาวอิตาเลียนที่เดินทางมาอยู่เมืองไทยมากกว่าอาศัยอยู่ที่บ้านเกิด เมื่อเข้าดูแลธุรกิจปรินทร มาร์โก อัครพิภพ จึงต้องเดินทางไปกลับอิตาลีเหมือนอยู่ใกล้แค่ภูเขากั้น แม้ทางอิตาลีจะมีน้องชาย อิทธิพัทธ์คอยดูแลอยู่แล้วแต่คุณมาดิโกก็อยากให้เจ้านายช่วยอีกแรงซึ่งเจ้านายก็ทำตามความต้องการคุณมาดิโกได้ดีเยี่ยม
ตั้งแต่ภรรยาเสียคุณตรัยครองตัวเป็นโสดมาหลายปี จนกระทั่งมาตกลงปลงใจรับสาวใหญ่ชาวไทยมารดาของคุณปิ่นคณางค์มาดูแลเมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมา ตั้งแต่วันนั้น ลูคัสนึกรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเจ้านายและหวังยิ่งนักว่าเรื่องที่ทำเจ้านายเปลี่ยนแปลงจะทำให้เจ้านายพบคนที่เพียบพร้อมและดีพอที่จะเคียงข้าง เพราะตัวเขานั้นก็ชื่นชมน้ำใจของผู้หญิงคนนั้นที่โดนเจ้านายกลั่นแกล้งอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวเชียวแหละ