เสียงดนตรีจังหวะมันๆ ที่กำลังทำการแสดงอยู่ที่กลางเวลาที ทำให้ผู้คนหันไปให้ความสนใจที่ต้นเสียงนั่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพวกผู้หญิงที่แทนจะกรูไปยืนกองกันอยู่หน้าเวลาจนบริเวณตรงนั้นอัดแน่นไปด้วยผู้หญิงมากมาย ผู้หญิงพวกหนึ่งส่วนหนึ่งอาจจะชื่นชอบในเสียงดนตรีแต่มันคงจะเป็นส่วนน้อยซะมากกว่า เพราะที่ทำให้พวกเธอกรีดร้องด้วยความโหยหวนอยู่ตอนนี้คงเป็นเพราะหน้าตาของนักดนตรีนั่นต่างหากละ
และใช่ คนเรานะมักมองกันแค่เพียงภายนอก รูปโฉมที่แสดงให้เห็นนั้นมันอาจจะเป็นสิ่งล่อลวงให้เราก้าวเข้าไปในกับดักของคนคนนั้นก็ได้ ผู้หญิงชอบผู้ชายที่หน้าตาดีส่วนผู้ชายก็ชอบผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนกัน มันคือค่านิยมของคนในยุคปัจจุบันนี้
ฉันอาจจะเป็นคนที่ยึดติดกับค่านิยมแบบนั้นเหมือนกัน แต่ตอนนี้ฉันยังไม่มีคนที่ทำให้ฉันสนใจได้เลยนะสิ ฉันอาจจะเป็นผู้หญิงกลุ่มน้อยที่ไม่ได้สนใจในเรื่องของหน้าตาของนักดนตรีที่กำลังทำการแสดงอยู่บนเวทีในตอนนี้ หรือฉันอาจจะเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในสถานที่เริงรมย์แห่งนี้ที่ยืนมองวงดนตรีนั่นในระยะที่ห่างที่สุด
ตอนนี้ฉันยืมมองไปที่หน้าเวทีด้วยสายตาเรียบนิ่งมือของฉันเคาะไปตามจังหวะการเล่นของเสียงเพลง เสียงเพลงหนักแน่นบวกกับจังหวะที่ฟังดูน่าตื่นเต้นมันทำให้ฉันสนใจอยู่ไม่น้อย จะว่าไปแล้วคนพวกนี้นอกจากจะหน้าตาดีไม่พอแล้วพวกเขายังเล่นดนตรีได้สนุกอีกด้วย ถึงว่าทำไมคนถึงได้แห่กันมาดูการแสดงของพวกเขามากมายขนาดนี้ ทั้งๆ ที่การแสดงดนตรีสดในผับแห่งนี้เป็นแค่การเล่นคั่นเวลารอพวกดีเจขึ้นแสดงต่อ นี่สินะ วงดนตรีที่ฉันถูกทาบทามเข้าไปเป็นนักร้องนำ
“กรี๊ด!”
เสียงกรีดร้องดังระงมขึ้นมาหลังจากที่เพลงสุดท้ายของค่ำคืนนี้ได้บรรเลงจบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันเลยทำให้ฉันเริ่มขยับร่างกายที่หยุดนิ่งของตัวเองให้เคลื่อนกายเดินกลับไปยังโต๊ะที่ฉันนั่งอยู่ก่อนหน้านี้ หลังจากที่ฉันปลีกจากกลุ่มเพื่อนออกมาดูการแสดงคนเดียว
อ่อ คงสงสัยกันใช่ไหมว่าฉันคนนี้คือใคร ฉันมีชื่อว่าแอรีส แอรีสที่เป็นชื่อเดียวกันกับชื่อเทพเจ้าแห่งสงครามของกรีก ชื่อของฉันมันบ่งบอกการเป็นตัวของตัวฉันได้เป็นอย่างดี เพราะฉันนั้นเป็นผู้หญิงที่มีความเกรี้ยวกราดและมีความชื่นชอบในการมีเรื่องกับคนอื่น ตอนนี้ฉันเป็นนักศึกษาปีหนึ่งของมหาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ชื่อของฉันบ่งบอกได้ว่าฉันไม่ได้เป็นคนไทยแท้ร้องเปอร์เซ็นต์ ฉันเป็นลูกครึ่งไทย-เยอรมัน แม่ฉันเป็นคนเยอรมันส่วนพ่อของฉันเป็นคนไทย หน้าตาของฉันเลยเป็นการผสมระหว่างสองเชื้อชาติไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะดูยังไงคนอื่นก็ดูออกว่าฉันเป็นลูกครึ่ง การที่ถูกเลี้ยงมาแบบเด็กฝรั่งมันเลยทำฉันเป็นคนที่ลุยๆ ไม่ค่อยกลัวอะไรสักอย่าง มันเลยทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ชอบเข้ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของฉัน
และตอนนี้ฉันอยู่ที่ผับหรูแห่งหนึ่งที่เป็นสถานที่เริงรมย์ที่กำลังเป็นที่นิยมของบรรดาวัยรุ่นในช่วงนี้ แต่ในวันปกติของฉัน ฉันคงอาจจะนั่งชิลอยู่ที่ลานเบียร์ซะมากกว่า แต่วันนี้เนื่องจากมันไม่ใช่วันปกติของฉัน เพราะว่าเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนมีผู้ชายคนหนึ่งมาทาบทามให้ฉันไปร้องเพลงให้เขา โดยเขาเอ่ยมาเพียงแค่ว่า
“ฉันชอบเสียงเธอ สนใจมาร้องเพลงด้วยกันไหม”
เขาเอ่ยเพียงแค่นั้นก่อนที่จะยื่นนามบัตรส่งมาให้ฉัน
“ถ้าสนใจก็โทรมานะ ฉันจะรอ”
เขาเอ่ยเพียงแค่นั้นแล้วก็เดินจากไป วันนั้นมันเป็นวันที่ฉันไปบังเอิญขึ้นร้องเพลงแทนเพื่อนคนหนึ่ง ปกติฉันไม่ค่อยร้องเพลงบ่อยๆ หน่อย จะร้องก็ร้องในวันที่อยากจะร้องเท่านั้น แต่มันเป็นเพราะความบังเอิญหรือเปล่าที่วันนั้นผู้ชายคนนั้นซึ่งเป็นผู้ชายคนเดียวกับนักร้องของวงดนตรีที่ฉันยืนดูเมื่อกี้มาบังเอิญได้ยินฉันร้องเพลงเข้า มันเลยทำให้วันนี้ฉันมายืนอยู่ที่นี่ยังไงละ
“นี่ยัยรีส หายไปไหนมา”
ทันทีที่ฉันเดินกลับมาถึงโต๊ะที่มีเพื่อนของฉันนั่งอยู่กันสองคนฉันก็ถูกเอ่ยถามขึ้นมาทันที เพื่อนฉันนะมีแค่สองคน คนหนึ่งเป็นผู้หญิง ส่วนอีกคนเป็นผู้ชาย
“ไปฟังเพลงมา”
ฉันตอบแล้วยืดตัวขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้เนื่องจากฉันเป็นคนที่ตัวไม่ค่อยสูงสักเท่าไหร่เลยทำให้เก้าอี้ของทางร้านที่เหมาะกับสาวๆ ขายาวสูงเพรียวนั่ง แต่มันไม่เหมาะกับคนเตี้ยๆ อย่างฉัน มันเลยกลายเป็นอุปสรรคที่น่าอายสำหรับฉันไปโดยปริยาย
“แล้วเป็นไง”
เพื่อนฉันถามความเห็นจากฉัน เนื่องจากเพื่อนฉันมันรู้เรื่องที่ฉันถูกทาบทามไปเป็นนักร้องประจำผับแห่งนี้แล้วยังไงละ วันนี้เราเลยมาดูลาดเลาไว้ก่อน ส่วนพรุ่งนี้ฉันค่อยไปแสดงตัวกับพวกเขา อ่อ ฉันลืมบอกไปสินะว่าฉันตกลงรับทำงานนี้แล้วแหละ ที่ฉันรับทำไม่ใช่เพราะว่าฉันร้อนเงิน แต่ฉันว่าง เบื่อๆ ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เลยตกลงรับงานนี้ไปแบบไม่ค่อยคิดเยอะสักเท่าไหร่
“อืม ก็ดี”
ฉันตอบแล้วยกแก้วน้ำที่มีสีสันสวยงามขึ้นมาจิบแก้กระหาย เพราะกว่าฉันจะเดินมาถึงโต๊ะที่เพื่อนฉันนั่งรออยู่ก็เล่นเอาซะเหนื่อยเหมือนกัน คนเยอะ เบียดกัน เดินแม่งลำบาก แต่ท่าทางเจ้าของผับนี้คงรวยเหมือนกันนะเพราะผับนี้นะค่อนข้างใหญ่ และหรูเอาเรื่องเหมือนกัน แถมลูกค้าก็แน่นร้านอีก กำไรเห็นๆ
“ถ้าแกบอกว่าดีก็คงดีจริง”
“แต่ติดอย่างหนึ่ง”
ฉันเอ่ยขึ้นแล้วขมวดคิ้วเป็นปมหลังจากที่คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ และท่าทางของฉันมันคงทำให้เพื่อนฉันสงสัยอยู่ไม่น้อยเพราะปกติฉันมันไม่ค่อยคิดมากกับอะไรอยู่แล้ว แต่นี่มันกำลังทำให้ฉันคิดมากอยู่
“อะไรของแก”
“แฟนคลับผู้หญิงเยอะเอาเรื่อง ถ้าฉันขึ้นไปร้องฉันจะถูกดักตบไหมวะ”
นั่นคือสิ่งที่ฉันกำลังคิดอยู่ในหัวตอนนี้ ถึงฉันจะเป็นคนชอบหาเรื่องแต่ส่วนมากทุกครั้งที่ฉันมีเรื่องมันย่อมมีเหตุผลทุกครั้ง แต่ถ้ามันไร้เหตุผลละก็ฉันก็ไม่อยากจะเจอเหมือนกันนะ มันน่ารำคาญนะ
“ก็อาจจะมีเนอะ”
“เฮ้อ ช่างเถอะ ตบก็ตบเถอะ แต่คิดว่าฉันจะยืนนิ่งให้ตบหรือไงกัน”
มันคงเป็นข้อดีข้อเดียวของฉันมั้งที่เป็นคนไม่ค่อยคิดมากกับอะไรเลยแบบนี้ เพราะฉันรู้ไงถ้าคิดมากมันก็ไม่ทำให้เกิดอะไรดีๆ ขึ้นมา ปล่อยให้มันเป็นไปตามชะตากรรมของมันดีกว่า เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที
วันต่อมา
วันนี้ฉันมีเรียนแค่ครึ่งวัน ช่วงบ่ายของวันนี้ของฉันมันเลยว่างไปโดยปริยาย ฉันจึงได้พาตัวเองมาที่สถานที่เริงรมย์ที่ฉันมาดูลาดเลาเมื่อคืนแต่ต่างแค่ตอนนี้มันเป็นตอนกลางวันและผับก็ปิดอยู่ ที่ฉันต้องมาที่นี่ในเวลานี้ก็เพราะว่าวันนี้ฉันมีนัดซ้อมกับสมาชิกในวงที่ฉันยังไม่รู้จักเลยว่ามีใครกันบ้าง จะรู้ก็รู้แค่เพียง
พี่พฤกษ์
นักร้องนำของวงควบคู่กับตำแหน่งมือเบส ผู้ชายที่เป็นคนทาบทามฉันมาทำงานนี้
พี่พฤกษ์เป็นคนส่งข้อความมาบอกสถานที่นัดซ้อมกับเวลามาให้ฉัน แต่ฉันไม่คิดเลยว่าสถานที่ซ้อมจะเป็นผับแห่งนี้ สงสัยวงของพวกพี่เขาคงได้อภิสิทธิ์จากเจ้าของผับมาแน่ๆ ถึงได้ซ้อมที่นี่ได้
“ตอนนี้ผับปิดอยู่ครับ”
พนักงานรักษาความปลอดภัยเดินเข้ามาบอกฉันเมื่อเห็นว่าฉันกำลังยืนด้อมๆ มองๆ อยู่ที่หน้าผับ
“เอ่อ พอดีฉันเป็นนักร้องคนไหมน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าห้องซ้อมไปทางไหนคะ”
เนื่องจากผับนี้เป็นผับที่หรูและระบบรักษาความปลอดภัยก็ดูเข้มงวดมากฉันเลยยื่นเอานามบัตรที่พี่พฤกษ์ให้มาก่อนหน้านี้ให้กับพนักงานไปพร้อมๆ กับแนะนำตัวเองไปด้วย
“อ่อ นักร้องใหม่ คุณพฤกษ์ได้บอกไว้แล้วครับ เชิญทางนี้เลยครับ”
อืม ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเตรียมการไว้ดีแบบนี้ สมแล้วที่เขาเข้ามาทำงานที่นี่ได้ ฉันเลยเดินตามพนักงานรักษาความปลอดภัยเข้าไปในผับก่อนที่เขาจะพาฉันเดินมาที่ชั้นสองของผับซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ที่ห้องซ้อมอยู่ แต่ไม่น่าเชื่อว่าชั้นสองของผับแห่งนี้จะหรูขนาดนี้ อย่างกับโรงแรมห้าดาวแนะ แบบนี้สินะเขาเรียกว่ารวยจริง
“ห้องนี้ครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
ฉันเอ่ยขอบคุณแล้วพนักงานรักษาความปลอดภัยคนนั้นก็เดินจากไป ตอนนี้ก็เหลือแค่ฉันที่ยังยืนงงๆ อยู่หน้าประตูห้องห้องหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้พนักงานรักษาความปลอดภัยคนนั้นได้บอกไว้ว่ามันคือห้องซ้อมดนตรี แต่ทำไมมันถึงได้ดูเงียบจังละหรือว่าคนอื่นจะยังไม่มากัน ฉันคิดกับตัวเองด้วยความสงสัยก่อนที่จะเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องนั้นออกช้าๆ
สิ่งแรกที่ฉันเห็นคือความมืด มันมืดมากจนฉันมองอะไรไม่เห็น แสงสว่างจากข้างนอกมันไม่ทำให้ฉันมองเห็นอะไรในห้องนี้ได้เลย ห้องมืดแบบนี้มันก็แสดงว่าคนอื่นๆ ยังคงไม่มากันสินะ หรือว่าฉันมาเร็วเกินไป แต่ช่างเถอะตอนนี้ฉันควรหาสวิตช์ไฟเพื่อที่จะได้เปิดไฟในห้องนี้ให้สว่างขึ้น
แต่เนื่องจากว่าฉันพึ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกเลยไม่รู้ว่าตำแหน่งของสวิตช์มันอยู่ตรงไหน ฉันเลยใช้มือควานหาสวิตช์ไฟไปตามผนังห้องท่ามกลางห้องที่ยังคงมืดสนิทเพราะคิดว่ามันต้องอยู่แถวๆ ประตูห้องนี้แน่
ปึก!
“อะ”
แต่ในระหว่างนั้นเองเท้าของฉันมันก็ไปชนเข้ากับอะไรก็ไม่รู้ที่อยู่ขวางทางเข้า มันเป็นการชนที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัวมันเลยทำให้ฉันเสียการทรงตัวท่ามกลางความมืด ตอนนี้ฉันเหมือนคนตาบอดที่กำลังจะเซล้ม ฉันเลยหลับตาปี๋เพื่อเตรียมตัวรับความเจ็บ
ฟุบ!
แต่มันไม่ได้เจ็บอย่างที่คิดเพราะเหมือนฉันจะล้มลงไปนั่งทับกับอะไรบางอย่างเข้า ฉันไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไรแต่ที่ร่างกายของฉันมันสัมผัสได้ตอนนี้คือมันเป็นความรู้สึกแปลกๆ ให้ตายสิ นี่ฉันกำลังนั่งทับอะไรอยู่กันแน่เนี้ย
“อึก!”
“เฮือก!”
ฉันสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจเมื่อสิ่งที่ฉันกำลังนั่งทับอยู่จู่ๆ มันก็ส่งเสียงร้องขึ้นมา และความตกใจนั่นมันทำให้ฉันต้องดีดตัวลุกขึ้นจากสิ่งที่ตัวเองกำลังนั่งทับทันที
ปึก!
แต่ฉันก็ต้องเซล้มลงไปนั่งทับที่ตำแหน่งเดิมอีกครั้งเมื่อขาของฉันมันไปชนเข้ากับอะไรบางอย่างอีกครั้งเข้าอย่างจัง ฉันเลยได้ต้องตกมาอยู่ในท่าเดิมอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้
“อืม”
และต่อมาก็เกิดเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมาอีกครั้งมันเลยทำให้ฉันแน่ใจได้เลยว่าสิ่งที่ฉันกำลังนั่งทับอยู่มันคือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนแน่ๆ ให้ตายสิ ฉันกำลังนั่งทับใครอยู่เนี้ย
“ขอโทษค่ะ พอดีมันมืดฉันมองไม่เห็น”
ฉันเอ่ยขอโทษออกไปท่ามกลางความมืดตาของฉันมันยังคงปรับกับความมืดในห้องนี้ยังไม่ได้ บอกเลยว่าตั้งแต่เกิดมาฉันพึ่งอยู่ในความมืดมากๆ แบบนี้เป็นครั้งแรก มันมืดมากจนฉันคิดว่าฉันกลายเป็นคนตาบอดไปแล้วเสียอีก
หมับ!
“เฮือก!”
มันเป็นอีกครั้งที่ฉันต้องสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจ แต่ครั้งนี้ฉันไม่ได้ลุกขึ้นเหมือนครั้งก่อนหน้านี้แต่สิ่งที่ฉันกำลังเป็นอยู่ตอนนี้คือการนั่งตัวแข็งทื่อ และสาเหตุที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ก็เพราะว่าฉันรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจับเข้าที่เอวของฉันทั้งสองข้างสิ่งนั้นฉันคิดว่าน่าจะเป็นมือ แต่ฉันก็ต้องตกใจหนักไปกว่าเดิมเมื่อร่างกายของฉันถูกยกขึ้นด้วยฝีมือของคนที่ฉันกำลังนั่งทับอยู่ เขาไม่ได้ยกฉันให้ลุกขึ้นจากสิ่งที่ฉันกำลังนั่งแต่มันเป็นการเคลื่อนให้ร่างของฉันไปนับอีกในตำแหน่งอื่นก็เท่านั้น
“สวิตช์อยู่ทางซ้ายมือของเธอ”
เสียงค่อนข้างทุ้มที่น่าจะเป็นเสียงของผู้ชายดังขึ้นทำให้ร่างกายของฉันมีปฏิกิริยาโต้ตอบทันที ฉันเลยเอื้อมมือไปตามที่เขาบอกก็เจอเข้ากับสวิตช์ไฟที่ฉันตามหาอยู่ทันที
พรึบ!
แสงสว่างภายในห้องเกิดขึ้นมาทันทีเมื่อฉันกดสวิตช์ไฟและมันก็ทำให้ฉันเห็นอะไรๆ ในห้องนี้ได้ชัดขึ้น รวมไปถึงสิ่งที่ฉันกำลังนั่งทับอยู่ตอนนี้ด้วย
“อะ!”
ฉันอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังทับอยู่คืออะไรกันแน่ สิ่งที่ฉันกำลังนั่งอยู่ตอนนี้คือบริเวณหน้าอกของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้คนคนนั้นกำลังมองหน้าฉันมาด้วยสายตาสะลึมสะลืออยู่ เนื่องจากวันนั้นใส่กระโปรงทรงพลีสใส่มันเลยทำให้กระโปรงส่วนหนึ่งของฉันมันคลุมใบหน้าของผู้ชายคนนั้นไปเกือบครึ่ง ฉันเลยเห็นใบหน้าเขาแค่ส่วนบนเท่านั้น ฉันเลยรีบดีดตัวลุกขึ้นจากตัวเขาทันทีด้วยความเร็วแสง นี่ฉันทำบ้าอะไรของฉันลงไปเนี้ย ฉันไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเขาไม่เคลื่อนฉันให้มานั่งในตำแหน่งนี้ ตำแหน่งที่ฉันนั่งก่อนหน้านี้มันก็อยู่เหนือหน้าอกของเขาไปนะสิ อย่าบอกนะว่าก่อนหน้านี้ฉันนั่งทับใบหน้าของเขา!
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
ฉันรีบกล่าวคำขอโทษออกไปทันทีเพราะคิดว่าเรื่องนี้ฉันผิดเต็มๆ ความรู้สึกอายเริ่มไหลมาเยือนฉันหลังจากที่ฉันเผลอคิดว่าเมื่อกี้ใบหน้าของผู้ชายคนนี้อยู่ติดกับส่วนนั้นของฉัน มันช่างเป็นเรื่องที่น่าอายที่สุดเท่าที่ฉันเจอมาเลยจริงๆ
เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพร้อมกับใช้นิ้วมือของเขาถูกที่บริเวณปลายจมูกสูงโด่งของเขาไปด้วย อ่า ฉันว่าเขาคงต้องรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อยแน่ที่จู่ๆ ฉันก็ล้มไปนั่งทับใบหน้าของเขาแบบนั้น
“ไม่ถือสา”
เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพร้อมกับใช้นิ้วมือของเขาถูกที่บริเวณปลายจมูกสูงโด่งของเขาไปด้วย อ่า ฉันว่าเขาคงต้องรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อยแน่ที่จู่ๆ ฉันก็ล้มไปนั่งทับใบหน้าของเขาแบบนั้น
“เอ่อ..”
ฉันไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อจากนี้ดีและฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าฉันต้องทำอะไรต่อจากนี้ด้วย เพราะในห้องนี้มันถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบอีกครั้ง แต่ดีหน่อยที่มันไม่ได้มืดเหมือนก่อนหน้านี้ ไม่อย่างนั้นฉันคงได้อึดอัดตายแน่ๆ แค่นี้ฉันก็รู้สึกอึดอัดจะแย่อยู่แล้ว ที่อึดอัดไม่ใช่เพราะอะไรหรอกนะ สาเหตุที่ทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้นก็เป็นเพราะว่าตอนนี้กำลังมีสายตาหนึ่งกำลังจ้องมาที่ฉันอยู่อย่างไม่วางตา คงไม่ได้ต้องบอกนะว่าสายตานั่นเป็นของใคร
แกรก!
“อ้าว มาแล้วเหรอ”
แต่ในระหว่างนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับเจ้าของร่างที่ฉันคุ้นเคยของพี่พฤกษ์เดินเข้ามาพร้อมกับผู้ชายอีกคนที่ฉันจำได้ว่าเขาเป็นมือกีตาร์ของวงที่ฉันต้องมาร้องเพลงด้วย
“วู้ววว สาวน้อยคนนี้เป็นใครวะไอ้พฤกษ์ มึงรู้จักเหรอ”
ผู้ชายที่เป็นมือกีตาร์เดินเข้ามาประชิดตัวฉันพร้อมกับยื่นใบหน้าของเขาเข้ามาใกล้ใบหน้าของฉัน จนฉันต้องเองหัวไปทางด้านหลังอย่างอัตโนมัติเพื่อไม่ให้ใบหน้าของเขาเข้าใกล้กันไปมากกว่านี้
“เออ มึงถอยออกมาก่อน อย่าทำตัวรุ่มร่ามนักสิ”
ดีหน่อยที่พี่พฤกษ์เห็นท่าทางกระอักกระอ่วนของฉัน เขาถึงได้เดินมาลากผู้ชายคนนั้นออกห่างจากฉัน
“นี่แอรีส นักร้องใหม่วงเรา”
หลังจากที่สถานการณ์กลับมาอยู่ในความสงบพี่พฤกษ์ก็แนะนำตัวฉันให้คนอื่นๆ ได้รู้ ว่าจริงๆ แล้วฉันมาที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร
“หวัดดีค่ะ”
“นี่ไอ้ครามเป็นมือกีตาร์ ส่วนไอ้คนที่นอนอยู่ตรงนั้นชื่อไอ้ราม รามสูร เป็นมือกลอง”
อ่า ที่แท้ผู้ชายคนนั้นก็คือหนึ่งในสมาชิกของวงนี่เอง แต่เขาเป็นมือกลองอย่างนั้นเหรอ ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้ที่ฉันมาสังเกตการณ์ฉันจะลืมสังเกตมือกลองไปด้วยสินะ ถึงว่าทำไมฉันถึงไม่คุ้นหน้าของเขาเลยสักนิด
“ทำตัวดีๆ กับน้องเขาด้วย โดยเฉพาะมึงไอ้ราม อย่าใจร้ายให้มาก”
ประโยคต่อมาของพี่พฤกษ์ทำให้ฉันต้องขมวดคิ้วของตัวเองขึ้นมาทันที ทำไมเขาถึงได้พูดมาแบบนั้นกันนะ ผู้ชายคนนั้นดูท่าทางไม่เหมือนที่ดูใจร้ายอย่างที่พี่พฤกษ์พูดเลยสักนิด เพราะถ้าเขาใจร้ายจริงก่อนหน้านี้เขาคงด่าฉันไปแล้ว จริงไหม
รามสูร Talk
“ทำตัวดีๆ กับน้องเขาด้วย โดยเฉพาะมึงไอ้ราม อย่าใจร้ายให้มาก”
เสียงของไอ้พฤกษ์บางที่มันก็ฟังดูมีเสน่ห์แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่ามันน่ารำคาญ มันใช่เรื่องไหมที่ต้องมากล่าวหาผมต่อหน้าคนอื่นแบบนี้ แต่คนอย่างผมก็ไม่ได้สนใจอะไรกับเรื่องแบบนี้หรอก เพราะถ้าผมใส่ใจป่านนี้ผมก็ไม่นอนอยู่เฉยๆ แบบนี้หรอก เพราะถ้าใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ก็คงเป็นเพื่อนกันไม่ได้จนถึงทุกวันนี้จริงไหม
“นี่มึงฟังกูไหมไอ้ราม”
ผมที่กำลังพักสายตาอยู่ก็ต้องถูกรบกวนด้วยเสียงของไอ้พฤกษ์อีกครั้ง มันเลยทำให้ผมต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนหน้านี้ผมก็ถูกรบกวนเวลานอนไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้ยังจะมาถูกรบกวนอีกแล้วอย่างนั้นเหรอ น่ารำคาญวะ
“เออ”
ผมตอบไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแบบที่ไม่ได้ใส่ใจ แบบที่ตอบไปส่งๆ ก่อนที่จะยกมือขึ้นมาถูกจมูกของตัวเองที่รู้สึกเจ็บหน่อยๆ แล้วสายตาของผมก็ดันเหลือบไปเห็นต้อนเหตุที่ทำให้จมูกของผมเจ็บที่ยืนอยู่ห่างจากผมไปหลายเมตรด้วยสายตาเรียบนิ่ง
ยัยนี่ เป็นใคร?
นั่นคือคำถามที่ผมกำลังถามกับตัวเองเพราะก่อนหน้านี้ผมไม่ได้สนใจกับสิ่งที่ไอ้พฤกษ์มันพูดสักเท่าไหร่เลยทำให้ผมไม่รู้ว่าผู้หญิงที่มานั่งทับใบหน้าของผมเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เป็นใครกันแน่ นี่ถ้าไม่สำคัญ บอกเลยว่าเอาตาย
“ใคร?”
ผมเอ่ยถามออกไปก่อนที่จะค่อยๆ เคลื่อนสายตาของผมหันไปมองไอ้พฤกษ์ช้าๆ
“นี่กูพูดเมื่อกี้มึงไม่ได้ฟังกูเลยใช่ไหม ไอ้เฉื่อย”
เฉื่อย มันคือฉายาของผมที่พวกเพื่อนๆ มันชอบเรียกผมกัน เพราะนิสัยทำอะไรช้าๆ ดูเหมือนทนไม่สนใจใครแถมวันๆ เอาแต่นอนของผมมันเลยทำให้ผมถูกเรียกแบบนั้น ผมไม่ได้ชอบให้เรียกหรอกนะ แต่พอถูกเรียกนานๆ ไปมันก็ชิน
“ถาม ก็ตอบ”
ผมเอ่ยขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้เพื่อความรู้สึกหงุดหงิดเข้าไปด้วยนิดหน่อย มันเลยทำให้ไอ้พฤกษ์ที่กำลังบ่นผมอยู่เงียบไปทันที ก่อนที่มันจะตอบผมมาว่า
“น้องเขาเป็นนักร้องคนใหม่ ชื่อแอรีส”
น้องร้องงั้นเหรอ อ่อ จำได้แล้ว ก่อนหน้านี้ไอ้พฤกษ์มันก็เคยเกริ่นๆ พูดอะไรแบบนี้เข้าหูผมอยู่บ้าง แต่ผมมันเป็นพวกหูทวนลมเลยไม่ได้เก็บเอามาจำ อืม เป็นนักร้อง แสดงว่ามีประโยชน์สินะ งั้นก็รอดตัวไป
ผมใช่สายตาหันไปมองใบหน้าที่เป็นส่วนผสมระหว่างฝั่งเอเชียและฝั่งตะวันตกนั่นอีกครั้ง แล้วใช้นิ้วถูกปลายจมูกของตัวเองอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ผมถูกจมูกของตัวเองผมมักจะได้กลิ่นสตอเบอร์รี่หวานๆ ลอยคลุ้งมาให้ได้กลิ่นอยู่เรื่อย กลิ่นนี่มันมาจากไหนกันนะ อ่อ มันติดที่ปลายจมูกของผมนี่เอง แล้วมันมาติดที่นี่ได้ยังไง
“แอรีส เดี๋ยวออกมาคุยกับพี่ข้างนอกก่อน”
“อ่า ได้”
ผมไม่สนใจว่าคนอื่นๆ ในห้องนี้จะทำอะไรกันต่อไปเพราะตอนนี้ผมง่วงและต้องการที่จะนอน ผมเลยทำตามความต้องการของตัวเองโดยการหลับตาลงเพื่อที่จะได้พักผ่อนตามที่ตัวเองต้องการ
ฟุดฟิด!
แต่ในระหว่างนั้นผมก็ได้กลิ่นสตอเบอร์รี่อีกครั้ง ผมเลยลืมตาของตัวเองเพื่อมองหาต้นเหตุของกลิ่น ซึ่งตอนนั้นเองร่างของนักร้องคนใหม่ก็เดินผ่านหน้าของผมไปพอดี ผมที่นอนอยู่บนโซฟาที่อยู่ข้างประตูทางออก ระดับหัวของผมมันอยู่ระดับเดียวกับบริเวณกระโปรงของเธอคนนั้น มันเลยทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้เธอคนนี้ล้มมานั่งทับใบหน้าของผม
อ่า รู้แล้วว่ากลิ่นมันมาจากไหน ที่แท้ก็มาจากนี้นี่เอง แม่สาวสตอเบอร์รี่
แอรีส Talk
ฉันเดินตามหลังพี่พฤกษ์ออกมาจากห้องซ้อมหลังจากที่ได้แนะนำตัวให้คนในวงได้รู้จักแล้ว แต่ไม่รู้ว่าพี่พฤกษ์มีเรื่องอะไรที่อยากจะพูดกับฉันถึงได้เรียกให้ฉันออกมาคุยกับเขาที่หน้าห้องซ้อมแบบนี้
“มีอะไรหรือเปล่าพี่”
ฉันเอ่ยถาม แต่ภายในใจของฉันมันก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาหน่อยๆ เพราะเหตุการณ์เมื่อกี้มันทำให้ฉันมองหน้าคนคนนั้นไม่ถูก ก็เล่นไปนั่งหน้าเขาแบบนั้นเขาไม่เอาเรื่องฉันก็ยังไงอยู่เหมือนกันนะ เฮ้อ การเริ่มทำงานวันแรกของฉันมันชักจะไม่ราบรื่นแล้วสิ
“แค่อยากพูดอะไรด้วยหน่อย”
“ได้”
“ไอ้ราม ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปทำอะไรให้มันไม่พอใจเข้าละ”
ราม ผู้ชายคนนั้นสินะ แต่ดูเหมือนว่าคำเตือนของพี่พฤกษ์ดูเหมือนจะสายเกินไปแล้วสิ เพราะตอนนี้ฉันอาจทำเรื่องที่ไม่เข้าท่าให้คนคนนั้นไม่พอใจเข้าแล้วก็ได้
“มันเป็นคนอารมณ์ร้อนแถมไม่ค่อยเห็นหัวคนอื่นด้วย ก็เลยอยากจะเตือนเราไว้ก่อน”
“เอ่อ...”
“มีอะไรงั้นเหรอ”
ท่าทางที่ดูเหมือนพึ่งทำเรื่องอะไรผิดมาของฉันมันคงทำให้พี่พฤกษ์สงสัยอยู่ไม่น้อยเขาถึงได้เอ่ยถามมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังคาดคั้นที่จะเอาคำตอบจากฉันแบบนี้ เฮ้อ เอาวะ บอกพี่พฤกษ์ไว้เลยดีกว่าเผื่อว่าเขาจะช่วยอะไรฉันได้บ้าง
“คือก่อนหน้าเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อยนะพี่”
ฉันเอ่ยแล้วยกมือขึ้นมาเกาหัวของตัวเองแก้เก้อทั้งๆ ที่ไม่ได้คันอะไรที่หนังศีรษะของตัวเองเลยสักนิด
“หืม ยังไง”
“มันเป็นอุบัติเหตุอะพี่ รีสไม่รู้ว่าพี่เขาจะไม่พอใจรีสหรือเปล่าที่รีสไปรบกวนเขาแบบนั้น”
“รบกวนที่ว่ามันยังไง จะได้ช่วยถูก”
นั่นสิ ฉันจะมาพูดอ้ำอึ้งแบบนี้ให้เสียเวลากันทำไมนะ ทำไมฉันถึงไม่เป็นตัวของตัวเองแบบนี้เลยเนี้ย นี่ถ้าเพื่อนของฉันมาเห็นท่าทางของฉันแบบนี้เข้าพวกมันคงต้องหัวเราะเยาะเย้นฉันแน่ร้อยเปอร์เซ็นต์
“คือรีสเผลอไปล้มทับพี่เขาตอนนอนนะ”
ฉันตอบไปแต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าล้มลงไปนั่งทับส่วนไหนของพี่เขา
“เรื่องแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก ถึงไอ้รามมันจะเป็นพวกหัวร้อนแต่ใช่ว่ามันจะเป็นคนที่ไม่มีเหตุผล มันคงไม่ถือสาเราหรอก ไม่ต้องห่วงสบายใจได้ แต่คราวหน้าก็ระวังหน่อยก็แล้วกัน”
“ค่ะ”
เฮ้อ ได้ยินแบบนี้ฉันก็ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อยนึกว่าจะเป็นปัญหากับสมาชิกในวงตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานซะแล้ว
“ถ้างั้นเราไปลองซ้อมกันเลยดีกว่า”
พี่พฤกษ์เอ่ยปากชวนฉันเลยพยักหน้ารับก่อนที่พี่เขาจะเป็นคนเดินนำหน้าฉันเข้าไปในห้องซ้อมอีกครั้งโดยมีฉันเดินตามหลังมาห่างๆ แต่..ถึงฉันจะรู้สึกสบายใจกับเรื่องเมื่อกี้ขึ้นมาบ้างแล้วแต่เนื่องจากวันนี้ฉันพึ่งได้รู้จักกับสมาชิกคนอื่นเลยทำให้ฉันยังคงมีอาการเกรงๆ หลงเหลืออยู่บ้าง โดยเฉพาะกับพี่ที่ชื่อว่ารามสูรคนนั้น
แต่ฉันก็ต้องสลัดความคิดบ้าๆ นั้นทิ้งให้หมดเพราะพี่พฤกษ์ก็บอกไปแล้วว่าไม่มีอะไรน่าห่วง ฉันก็ควรเชื่อคำพูดของเขา ฉันจึงหันมาตั้งใจกับการซ้อมในวันนี้แทน และดูเหมือนว่าฉันจะคิดไปเองฝ่ายเดียวเพราะหลังจากที่เราซ้อมกันมาหลายชั่วโมงมันก็ทำให้ฉันรู้ว่า พี่คนนั้นเขาไม่ได้มีอะไรกับฉันจริงๆ ถึงเขาจะเป็นคนที่ดูเขาถึงยากหน่อยๆ แต่มันก็ไม่เกินความสามารถของฉันที่จะสนิทกับเขาหรือคนอื่นๆ ในวงหรอก
“แหม่ ไอ้พฤกษ์มึงแม่งตาถึงจริงๆ นอกจากน้องแอรีสจะสวยไม่พอเสียงยังเพราะอีก แบบนี้เอาใจพี่ครามไปเลยเต็มๆ”
พี่ครามซึ่งเป็นมือกีตาร์ที่มีนิสัยค่อนข้างขี้เล่นเอ่ยขึ้น ทำให้ฉันยิ้มออกมาทันทีหลังจากที่ถูกเขาชมกันมาซึ่งๆ หน้าแบบนั้น แต่ต่อมาพี่ครามก็ต้องหัวคะมำไปข้างหน้าเนื่องจากถูกฝ่ามือของพี่พฤกษ์ซึ่งเป็นมือเบสและอดีตนั่งร้องของวงตบเข้าที่หัวของเขาไปเต็มๆ จนได้ยินเสียงดังก่องไปทั่วทั้งห้อง พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดตามมาติดๆ
ผลัวะ!
“โอ๊ย! ไอ้พฤกษ์ตบหัวกูทำไม”
“มึงจะหม้อใครก็ได้แต่กูขออย่ายุ่งกับคนในวงเดียวกัน”
“ชิ”
ฉันว่าบางที การที่ฉันตัดสินใจมาทำงานที่นี่มันอาจจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับฉันก็ได้ พวกเขาก็ไม่ได้แย่อย่างที่ฉันคิดไว้ก่อนหน้านี้ ดูอบอุ่นกว่าที่คิดอีกแฮะ
“อืม เอาเป็นว่าคืนนี้เราเริ่มขึ้นร้องเลยก็แล้วกัน”
หลังจากที่พี่พฤกษ์ฟาดฟันตบตีกับพี่ครามเสร็จเขาก็หันมาเอ่ยกับฉันด้วยน้ำเสียงที่ดูอบอุ่นเช่นเคย แต่มันจะไม่เร็วไปหน่อยเหรอ ฉันพึ่งซ้อมกับพวกเขาวันนี้เองนะ จะให้ฉันไปขึ้นร้องเลยมันได้เหรอ เขาจะไม่คุยกับเจ้าของร้านสักนิดเลยงั้นเหรอถึงได้ตัดสินใจกันปุบปับแบบนี้ ถ้าฉันทำพังขึ้นมามันจะเป็นยังไงเนี้ย
“แต่..”
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก เรามีฝีมือแบบนี้ไม่ต้องห่วง งานนี้สบายๆ อยู่แล้ว”
พี่เขาไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้พูดอะไรเลยจริงๆ ให้ตายสิ แบบนี้มันก็ปฏิเสธไม่ได้ดิ
“เอ่อ..”
“งั้นตกลงตามนี้”
เฮ้อ ดูเหมือนว่าที่พวกพี่เขาถามนั้นไม่ได้ต้องการความคิดเห็นจากฉันเลยสักนิดสินะ ถึงได้ตัดสินใจกันเอาเองแบบนี้แถมสมาชิกคนอื่นก็ไม่มีทีท่าว่าจะคัดค้านอะไรเลยสักนิดแถมยังเออออไปตามกันอีก พวกพี่เขาจะชิลไปไหน นี่มันเรื่องเงินๆ ทองๆ เลยนะ จะชิลกันไปไหม
“งั้นรีสขอกลับไปเตรียมตัวที่ห้องก่อนก็แล้วกัน แล้วจะกลับมาอีกที”
“อืมได้ สองทุ่มเจอกัน”
“ได้พี่ รีสไปนะคะ”
ฉันเอ่ยบอกแล้วจัดการเก็บข้าวของของตัวเองมาถือไว้แล้วเดินออกจากห้องซ้อมทันทีเพราะเวลาที่เหลือมีเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงถึงหอพักของฉันจะอยู่ไม่ห่างจากที่นี่ก็เถอะ แต่ฉันขอกลับไปเตรียมตัวเตรียมใจก่อนก็แล้วกัน
เวลาต่อมา
หลังจากที่ฉันกลับมาพักผ่อนที่หอพักซึ่งอยู่ไม่ไกลจากผับที่ฉันพึ่งได้งานไปไม่มากนัก หอพักที่ฉันอยู่ไม่ได้หรูหราอะไรมาก ฉันไม่ใช่คนที่ติดหรูมาตั้งแต่เด็กแล้ว มีอะไรที่พอหลับนอนได้ฉันคนนี้ก็อยู่ได้หมดแหละ แต่เนื่องด้วยพ่อแม่ฉันอยากให้ฉันอยู่อย่างสบายฉันเลยเลือกที่จะอยู่ได้ตามความต้องการเพียงแค่นี้ ห้องนี้ไม่ใหญ่มากเพราะฉันดื้อด้านที่จะอยู่ห้องเล็กๆ สิ่งที่ฉันได้คือห้องขนาดกลางไม่ใหญ่ไม่เล็กแต่มันก็ดีกว่าห้องที่พ่อแม่ฉันเตรียมให้ก็แล้วกัน แถมค่าห้องก็ไม่ได้แพงอะไรด้วย ฉันก็เลยไม่ได้รบกวนเงินพ่อแม่ยังไงละ
ตอนนี้ก็ได้เวลาที่ฉันต้องออกไปทำงานจริงๆ จังๆ แล้ว ตอนนี้ก็เตรียมตัวเตรียมใจตัวเองแล้วด้วย หวังว่าวันนี้มันคงเป็นวันที่ดีของฉันนะ
ครืด ครืด ครืด
แต่ในระหว่างนั้นเองโทรศัพท์มือถือของฉันมันก็สั่นขึ้นมาเมื่อมีสายเรียกเข้า พอฉันก้มหน้าลงไปมองที่หน้าจอก็เห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอแล้วตัดสินใจกดรับสายทันที
“อืม ว่าไงฟิน”
ฟิน ที่ฉันพึ่งเอ่ยเรียกชื่อมาเมื่อกี้คือคนที่โทรเข้ามาหาฉัน ฉันเคยบอกไปแล้วว่าฉันมีเพื่อนสนิทเพียงแค่สองคน ฟินคือหนึ่งในนั้น ฟิน หมอนี่เป็นผู้ชายที่ค่อนข้างฮอตในหมู่สาวๆ หน้าตาของมันก็ไม่ต้องพูดถึงถ้าไม่หล่อ สาวๆ คงไม่ตามกรี๊ด แต่ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกับคนอย่างมันได้ทั้งๆ ที่คนอย่างมันไม่ได้มีอะไรดีเลยนอกจากหน้าตา แต่ก็อย่างว่าแหละมันคือเพื่อนถ้าให้มองในมุมเพื่อนมันถือว่าเป็นเพื่อนที่ดีแต่ถ้าในมุมผู้หญิงมองผู้ชาย หมอนี่มันอันตราย
ส่วนอีกคนคือ จูน สาวหุ่นนางแบบเจ้าแม่ขาวีนหุ่นสะบึ้ม ยัยนี่เป็นเพื่อนชะนีของฉันที่ค่อนข้างนิสัยร้ายกาจ ถ้าเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือแรดนั่นแหละ แต่จริงๆ แล้วมันนิสัยดีกว่าที่คิดนะถึงหน้าตามันจะชวนหาเรื่องคนได้ตลอดเวลาก็เถอะ เฮ้อ เอาเป็นว่าเพื่อนๆ ของฉันมันก็มีแค่นี้แหละ
(เฮ้ย ได้ข่าวว่าคืนนี้ขึ้นร้องอย่างนั้นเหรอ)
อืม ข่าวเร็วใช้ได้ ยัยจูนคงเป็นคนคาบข่าวไปบอกสินะ
“อืม รู้เร็วดี”
(ฮ่าๆ งั้นคืนนี้ฉันแวะไปหาก็แล้วกัน)
ฉันฟังไอ้ฟินพูดไปด้วยพร้อมๆ กับเดินออกมาจากห้องพักแล้วเดินลงบันไดจนถึงหน้าหอพักภายในเวลาอันเพียงนิดเดียว ถึงฉันจะขาสั้นแต่ฉันไม่ใช่คนที่ทำอะไรเอื่อยๆ หรอกนะ
“อืม แล้วแต่”
(แล้วเป็นไงเพื่อนร่วมวง)
คำถามต่อมาของไอ้ฟินไม่ได้เข้าหูของฉันเลยสักนิดเมื่อสายตาของฉันเหลือบไปเห็นว่าหน้าหอพักขอฉันตอนนี้มีกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งนั่งรวมตัวกันอยู่ เวลาค่อนข้างดึกแบบนี้พวกเขามานั่งแถวนี้ก็แสดงว่าต้องมีหนึ่งในนั้นพักอยู่ที่หอพักเดียวกันกับฉันแน่ เพราะไม่อย่างนั้นกลุ่มนี้คงถูกลุงยามไล่ตะเพิดไปแล้ว
และกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่กลุ่มวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในวัยคึกคะนองทั่วไปแน่เพราะชุดนักศึกษาที่พวกเขาสวมอยู่ที่บ่งบอกว่าอยู่สถาบันเดียวกันกับฉันบวกกับรถมอเตอร์ไซค์ที่พวกเขานั่งกันอยู่มันไม่ใช่ราคาที่คนธรรมดาทั่วไปจะซื้อได้ โลโก้ของยี่ห้อรถที่โชว์หราอยู่ตรงนั้นมันทำให้ฉันดูออกทันทีว่าคนพวกนี้มีอันจะกิน
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันต้องเมินคำถามของไอ้ฟินมันไม่ใช่เพราะกลุ่มวัยรุ่นนั่นเสียงดังหรอก แต่มันมีสายตาจากที่ไหนก็ไม่รู้กำลังเพ่งเล็งมาที่ฉันเลยทำให้ฉันต้องหันไปที่ที่ฉันรู้สึกได้อย่างเลี่ยงไม่ได้
(เฮ้ย รีสฟังฉันอยู่หรือเปล่า)
“อะ อืม เมื่อกี้ว่าไงนะ”
ฉันละสายตาจากคนพวกนั้นแล้วหันมาตั้งใจคุยกับไอ้ฟินต่อ แต่ไม่รู้ทำไมฉันยังรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกเป็นเป้าสายตาของใครบางคนอยู่เลย
(ฉันถามว่าเพื่อนร่วมวงเธอเป็นไงบ้าง นี่ใจลอยไปไหนเนี้ย)
“คนในวงก็โอเค แค่นี้ก่อนก็แล้วกันฉันจะนั่งรถไปทำงานแล้ว”
ฉันบอกหลังจากโบกแท็กซี่ได้
(อืม แล้วเจอกัน)
แล้วฉันก็กดตัดสายไอ้ฟินไปพร้อมกับก้าวเท้าขึ้นรถแท็กซี่แล้วมุ่งหน้าไปที่ผับที่ฉันพึ่งได้งานทันที เฮ้อ บ้าจริง ทำไมฉันต้องไปสนใจอะไรที่ไม่เข้าเรื่องแบบนั้นด้วยเนี้ย ช่างเถอะ
Live Club
ฉันก้าวเท้าเข้ามาในผับหลังจากที่เดินทางมาถึง แต่จะว่าไปผับนี้นี่คนเยอะทุกวันเลยจริงๆ เยอะจนแทบไม่มีทางเดิน อยากรู้จังว่าเจ้าของผับเนี้ยเข้าใช้การตลาดแบบไหนคนถึงได้เยอะแบบนี้ทุกวัน เขาคงได้กำไรเยอะแน่ๆ เลย
ฉันคิดไร้สาระกับตัวเองก่อนที่จะเดินไปยังห้องพักของนักดนตรีที่พี่พฤกษ์ได้บอกไว้ก่อนที่ฉันจะกลับว่าถ้ามาถึงให้ฉันมารอที่ห้องนี้ ซึ่งมันอยู่คนละชั้นกับห้องซ้อม ห้องซ้อมที่ฉันเคยมาก่อนหน้านี้อยู่ชั้นสองใช่ไหม แต่นี่อยู่ชั้นหนึ่งเห็นบอกว่าอยู่ใกล้ๆ กับเวที คงเป็นห้องนี้สินะ
ฉันมองห้องที่อยู่ตรงหน้าซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นห้องเดียวกันกับที่พี่พฤกษ์บอก ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดประตูเข้าห้องไป ห้องนี้หรูหรากว่าที่คิด หรูเกินไปที่จะเป็นห้องพักนักดนตรี เพราะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างครบครัน แสดงว่าเจ้าของที่นี่ต้องเป็นคนที่ใจดีมากๆ แน่ถึงได้สร้างห้องหรูหราแบบนี้ให้นักดนตรีอยู่ แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังกวาดสายตามองดูรอบๆ ห้องอยู่นั้นสายตาของฉันก็บังเอิญไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างและสิ่งสิ่งนั้นก็ทำให้ฉันยืนนิ่งอยู่กับที่ทันที
ฉันมองภาพตรงหน้าอย่างไม่ค่อยเชื่อสายตาของตัวเองสักเท่าไหร่ว่าตัวเองจะมาเจออะไรแบบนี้เข้าจริงๆ ภาพที่ฉันว่าคือมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังซุกใบหน้าอยู่ระหว่างขาของผู้ชายที่เป็นหนึ่งในสมาชิกในวงของฉัน เขาคนนั้นคือพี่ราม ผู้ชายที่ฉันเจอเขาครั้งแรกก็สร้างเรื่องให้เขาแล้ว และตอนนี้เขาก็กำลังทำ...กับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่
พรึบ!
แต่จู่ๆ เขาที่หลับตาพริ้มปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นปรนเปรอเขาอยู่นั้นก็ลืมตาขึ้นมาก่อนที่สายตาที่ไร้ความรู้สึกของเขาจะเลื่อนมามองที่ฉัน
“เออ ขอโทษด้วยพี่ รีสไม่ได้ตั้งใจ จะรีบออกไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ฉันรีบขอโทษไปทันทีเพราะคิดว่าครั้งนี้ฉันทำเรื่องเข้าอีกแล้ว พี่พฤกษ์ก็เตือนฉันซะดิบดีว่าอย่าทำให้พี่รามเขาไม่พอใจ แต่ครั้งนี้ฉันไม่รู้จริงๆ นี่นาว่าเขากำลังทำเรื่องแบบนั้นกับผู้หญิงอยู่ในห้องนี้ รู้แบบนี้ไม่เปิดเข้ามาตั้งแต่แรกซะก็ดีฉันจะได้ไม่มีเห็นภาพที่น่าสยดสยองแบบนี้เข้า แต่เอ๊ะ แล้วทำไมฉันยังยืนจ้องพวกเขาอยู่เนี้ย เสียมารยาทจริงๆ เลยยัยรีส
ฉันคิดกับตัวเองแบบนั้นแล้วรีบละสายตาจากภาพตรงหน้าทันทีก่อนที่จะหมุนตัวเพื่อเดินออกจากห้องนั้นแล้วไปตั้งหลักที่หน้าห้องแทน แต่..
ตุ๊บ!
“อะ”
ฉันอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจเพราะทันทีที่ฉันหมุนตัวเดินออกมาฉันก็เผลอไปเดินชนใครเข้าอย่างจัง
“ขอโทษค่ะ”
วันนี้วันซวยอะไรของฉันเนี้ย ทำไมฉันทำอะไรก็ดูเหมือนมันผิดไปหมดซะทุกอย่างเลย แต่ทันทีที่ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่ฉันพึ่งเดินชนเท่านั้นแหละความรู้สึกเหมือนโล่งใจก็กลับมาคืนสู่ร่างฉันอีกครั้ง เป็นพี่พฤกษ์นี่เอง
“เฮ้อ พี่พฤกษ์นี่เอง นึกว่าใคร”
ฉันเอ่ยขึ้นมาด้วยความโล่งอกซึ่งคนตรงหน้าที่ตัวสูงกว่าฉันก็ได้แต่ก้มหน้ามองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“แล้วนึกว่าใครกันละ แล้วนี่ทำไมทำหน้าตาตื่นแบบนั้น ทำไมไม่ไปรอในห้อง”
พี่พฤกษ์ไม่เพียงแค่พูดแต่ทำท่าเหมือนจะเดินนำฉันไปเข้าในห้องที่ฉันพึ่งออกมาเมื่อกี้ ไม่ได้นะ ฉันจะให้พี่เขาเข้าไปเห็นภาพอย่างที่ฉันเห็นไม่ได้เป็นอันขาด
หมับ!
ฉันเลยคว้าแขนพี่พฤกษ์ไว้เพื่อไม่ให้พี่เขาเดินต่อ และพี่พฤกษ์ก็หยุดการกระทำของเขาทันทีก่อนที่เขาจะเลื่อนสายตามามองมือของฉันที่จับแขนของเขาเอาไว้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
“มีอะไร”
“คือ..”
“อ้าว น้องแอรีสคนสวยเวลาไม่ได้อยู่ในชุดนักศึกษาก็ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ”
พี่ครามที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากทางไหนจู่ๆ ก็เดินเข้ามาสมทบพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างกับคนที่อารมณ์ดีตลอดเวลา มันก็น่ายินดีอยู่นะที่พี่เขายิ้มแบบนี้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่ฉันจะมาสนใจเรื่องนั้น ตอนนี้ฉันต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ทุกคนเข้าไปในห้องนั้นให้ได้
“มีอะไรกันเหรอ ทำไมไม่เข้าไปคุยกันในห้อง”
“กูก็กำลังจะเข้าไปแต่ รีสไม่ยอมให้กูเข้าไปเนี้ย”
“ตรงนี้ร้อนจะตาย เข้าไปตากแอร์เย็นๆ ในนั้นดีกว่าเนอะ”
พี่ครามไม่เพียงแค่พูดแต่พี่เขากลับเอื้อมมือมาจับแขนฉันไว้ข้างหนึ่งก่อนที่เข้าจะลากฉันเดินตามเขาเข้าไปในห้องโดยไม่ถามความเห็นฉันสักคำ ฉันไม่รู้ด้วยแล้ว เรื่องพวกนี้ให้พวกพี่เขาเคลียร์กันเองก็แล้วกัน
แต่...ฉันว่ามันมีอะไรบางอย่างแปลกไป ตอนนี้เราก็เข้ามาในห้องนี้กันแล้ว แต่ทำไมไม่เห็นพวกพี่เขาพูดอะไรกันขึ้นมาเลยละ ฉันเลยหันไปมองจุดที่เกิดเหตุอีกครั้งเพื่อนเช็กว่าสถานการณ์ตอนนี้กลับมาสู่ความปกติหรือยังแต่พอหันไปมองฉันก็ต้องรีบหันกลับมาทันทีเพราะตอนนี้พี่รามยังคงทำเรื่องแบบนั้นกับผู้หญิงคนนั้นโดยไม่สนใจสายตาใครอยู่ แล้วทำไมคนอื่นๆ ถึงได้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ละ พวกเขากำลัง..กันอยู่นะ ถึงจะไม่ถึงขั้นมีอะไรกันแต่มันก็เกือบไหมล่ะ เรื่องแบบนี้ควรทำโดยไม่สนใจใครได้เลยอย่างนั้นเหรอ
“เป็นไรไปน้องแอรีส ทำไมเอาแต่ก้มหน้าก้มตาละครับ”
พี่ครามเอ่ยถามฉันเลยได้แต่เม้มปากของตัวเองไว้แน่นแล้วพยายามบอกตัวเองในใจไม่ให้หันไปมองตรงทิศทางนั้นเป็นอันขาด
“อ่อ”
แต่ดูเหมือนว่าพวกพี่เขาจะรู้แล้วว่าทำไมฉันถึงทำท่าทีแบบนี้ถึงได้ครางออกมาด้วยน้ำเสียงแบบนั้นกัน
“ไอ้รามสินะ”
พวกพี่ช่วยเดือดร้อนกับเรื่องนี้กันสักหน่อยได้ไหม โวยวายหน่อยไม่ใช่ทำเป็นนิ่งแบบนี้
“อ่อ พี่ลืมบอกอะไรบางอย่างไป”
พี่พฤกษ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพร้อมกับเช็กเบสของเขาไปด้วยท่วงท่าสบายใจเหมือนไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับกิจกรรมตรงมุมห้องนั้นเลยสักนิด
“เรื่องที่ไอ้รามกำลังทำอยู่ ควรชินเอาไว้นะ มันทำแบบนี้ทุกวัน อย่าไปสนใจมันเลย”
ทุกวัน อย่าบอกนะว่าฉันต้องเจออะไรแบบนี้ทุกวัน ให้ตายสิ คนปกติที่ไหนเขาทำกัน แล้วทำไมฉันต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ด้วย ตายแน่ ตาฉันต้องเป็นตากุ้งยิงแน่ๆ เสียสายตาชะมัดเลย แล้วไอ้ที่บอกให้ชิน ฉันต้องทำตัวให้ชินกับมันยังไงเหรอ