ตอน 1

ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่มีขนาดห้องค่อนข้างใหญ่มีของตกแต่งห้องเพียงแค่ไม่กี่อย่าง ตรงกลางห้องมีโซฟาตัวยาวที่สามารถเปลี่ยนเป็นเตียงนอนได้ รอบๆ โซฟามีข้าวของต่างๆ กระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด ของที่ว่านั้นมันไม่ใช่ขยะแต่เป็นอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรี ซึ่งประกอบไปด้วยกีตาร์ไฟฟ้า เบส กลองชุด และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับเล่นดนตรีอีกมากมาย ถัดจากนั้นเป็นห้องน้ำที่สามารถอาบน้ำและทำธุระส่วนตัวได้ และนอกเหนือจากนั้นในห้องห้องนี้ยังมีบาร์น้ำเล็กๆ ไว้สำหรับบริการคนที่อยู่ในห้องนี้อีกด้วย

เสียงเพลงที่ดังกระหึ่มข้างนอกทำให้สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างครึกครื้นไปโดยปริยาย ที่นี่คือห้องพักนักดนตรีที่ค่อนข้างหรูหราไปสำหรับไว้นั่งพัก เพราะการตกแต่งห้องและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องนี้ทำให้รู้สึกว่าห้องนี้ไม่ต่างจากโรงแรมดีๆ เลยก็ว่าได้ จะขาดก็แค่เตียงนอนก็เท่านั้นส่วนที่เหลือมีครบทุกอย่าง

ที่เปรียบห้องห้องนี้เป็นเหมือนโรงแรมก็คงเป็นเพราะว่าตรงมุมห้องที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจสักเท่าไหร่มีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังนัวเนียกันอย่างเมามันอยู่ แต่จะว่านัวเนียกันก็คงไม่ถูกเพราะฝ่ายหญิงฝ่ายเดียวเท่านั้นที่เป็นฝ่ายกระทำทุกอย่าง ส่วนฝ่ายชายได้แค่นั่งนิ่งๆ ปล่อยให้ฝ่ายหญิงเป็นคนปรนเปรอให้กับเขาเป็นฝ่ายเดียวเท่านั้น

ร่างบางในชุดสุดเซ็กซี่เป็นฝ่ายนั่งอยู่บนพื้นห้องโดยใบหน้าของเธอกำลังซุกไซร้อยู่ที่หว่างขาของชายหนุ่ม ซึ่งเธอกำลังใช้ริมฝีปากของเธอมอบความสุขให้กับเขาด้วยความเต็มใจเพราะเธอมีความหวังเล็กๆ ว่าคนคนนี้จะพอใจแล้วเก็บเธอไว้เป็นคนข้างกาย ถึงความหวังนั้นจะเป็นฝันลมๆ แล้วก็เถอะ

“อืม”

หญิงสาวเจ้าของร่างแสนเซ็กซี่ครางออกมาด้วยความพึงพอใจเมื่อสิ่งที่อยู่ในปากของเธอที่เธอกำลังเล้าโลมอยู่นั้นมันเริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนคับปาก ก่อนที่เธอจะปรือตาหวานเยิ้มของเธอขึ้นไปมองหน้าชายหนุ่มที่เธอกำลังปรนเปรอความสุขให้กับเขาอยู่เพื่อดูปฏิกิริยาโต้ตอบของชายหนุ่มคนนั้น

แต่..สิ่งที่เธอได้กลับเป็นเพียงแค่ความว่างเปล่า เพราะชายหนุ่มไม่ได้มองมาที่เธอเลยแม้แต่นิด แต่ที่ทำให้เธอคาดเดาอารมณ์ของเขาได้ยากมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเป็นเพราะว่าเจ้าของใบหน้านั้นใช้แมสปิดปากปิดบังหน้าตัวเองไว้ครึ่งหนึ่ง ส่วนที่โผล่มาก็แค่ใบหน้าส่วนบนซึ่งถูกประดับด้วยนัยน์ตาคมเข้มที่มองยังไงก็น่าดึงดูดใจแต่ตอนนี้มันถูกผิดบังด้วยเปลือกตาของเขาบอกกับบนหัวของเขามีหมวกสวมทับศีรษะไว้อีกเลยทำให้เธอแทบไม่สามารถเห็นใบหน้าของชายหนุ่มในตอนนี้ได้เลย มันเลยทำให้เธอไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เธอกำลังทำนั้นมันเป็นที่น่าพึงพอใจสำหรับเขาหรือเปล่า หวังว่าจะมองเพื่อดูปฏิกิริยาตอบรับเผื่อว่าเธออาจจะได้ไต่เต้าไปอยู่ในจุดที่อยู่สูงเหนือกว่าคนอื่นแต่สิ่งที่ได้กลับกลายเป็นความเฉยชาและว่างเปล่า และมันก็ทำให้เขาเหมือนกับคนที่กำลังหลับ

แต่มีเพียงบางอย่างที่ทำให้รู้ว่าเขายังไม่หลับเพราะตอนนี้นิ้วมือของเขามันกำลังเคาะไปตามจังหวะเพลงที่เขากำลังฟังจากหูฟังที่เขาเสียบคาที่ใบหูทั้งสองข้างอยู่ มันเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอและดูเหมือนว่าเขาจะจดจ่อกับสิ่งสิ่งนั้นมากกว่าเธอเสียด้วยซ้ำการกระทำของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมากแต่เธอก็เรียกร้องอะไรขึ้นมาไม่ได้เพราะกว่าเธอจะไต่เต้ามาอยู่ตรงหน้าเขาได้ในวันนี้ เธอต้องฟาดฟันกับผู้หญิงมากหน้าหลายตามาตั้งเท่าไหร่ เธอไม่ยอมให้โอกาสดีๆ แบบนี้หลุดพ้นมือของเธอไปแน่นอนและก็อีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เธอมั่นใจว่าเขาไม่ได้หลับนั่นก็คือสิ่งสิ่งนั้นที่อยู่ในปากของเธอยังไงละ

คิดได้อย่างนั้นเธอก็ใช้ริมฝีปากของเธอทำหน้าที่ของมันต่ออย่างไม่ขาดตกบกพร่องเพราะเธอคิดว่าประสบการณ์ที่เธอได้สะสมมามันอาจทำให้ผู้ชายคนนี้พึงพอใจในตัวเธอได้บ้าง และเพราะความคิดเข้าข้างตัวเองของเธอนั้นทำให้เธอรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา ก่อนที่เธอจะตัดสินใจเอื้อมมือของเธอขึ้นไปลูบไล้ร่างกายของชายหนุ่มอย่างถือวิสาสะ

พรึบ!

และทันทีที่มือของเธอแตะถูกร่างกายของชายหนุ่ม ชายหนุ่มเจ้าของร่างก็ลืมตาของเขาขึ้นมาทันที เจ้าของนัยน์ตาคมเข้ม กับจมูกโด่งคมสัน เพียงแค่ส่วนประกอบแค่สองอย่างบนใบหน้าก็สามารถการันตีได้เลยว่าภายใต้แมสปิดปากอันนั้นต้องซ่อนความงดงามไว้อย่างแน่นอน และนั่นมันก็เป็นความจริงเพราะใบหน้าที่ซ่อนอยู่ในแมสอันนั้นมันเป็นที่เลื่องลือในหมู่สาวๆเป็นอย่างมาก เพราะไม่อย่างนั้นพวกเธอคงไม่ฟาดฟันต่อสู้กันเพื่อใกล้ชิดกับผู้ชายคนนี้หรอก

หมับ!

ชายหนุ่มเอื้อมมือของเขาไปจับมือคู่นั้นของหญิงสาวเอาไว้ทันที และการกระทำของเขาทำให้เจ้าของร่างแสนเซ็กซี่หยุดชะงักการกระทำของตนเองไปทันที ก่อนที่เธอจะผละริมฝีปากของเธอออกจากสิ่งสิ่งนั้นของเขาแล้วเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเจ้าของมือคู่นั้นที่กำลังจับมือของเธอไว้แน่นอยู่

“มะ มีอะไรคะ”

เธอเอ่ยถามด้วยความสงสัยก่อนที่ใจของเธอจะรู้สึกสั่นขึ้นมาเมื่อเผลอไปสบตากับเขาเข้า เธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้ชายคนนี้ช่างน่าดึงดูดใจนัก และมันก็ทำให้เธออยากครอบครองเขา เพียงแค่สบตากับเขาเธอก็ใจสั่นได้มากขนาดนี้ นี่ถ้าเธอได้นอนกับเขาเธอจะรู้สึกมีความสุขมากแค่ไหนกันนะ

“มือสกปรก ใครใช้ให้มาแตะต้องตัวฉัน”

ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กลับแฝงไปด้วยความเยือกเย็นมันเลยทำให้เจ้าของร่างที่นั่งอยู่ระหว่างขาของเขาตัวสั่นขึ้นมาได้ในพริบตา

“ขอโทษค่ะ ต่อไปฉันจะไม่ทำอีก”

เธอรู้ว่ามันเป็นข้อห้ามตั้งแต่ตกลงที่จะมาทำเรื่องแบบนี้กับเขาแล้ว ข้อห้ามของเขาคือห้ามจูบและห้ามแตะต้องตัวเขานอกจากสิ่งที่เขาให้เธอทำ มันเป็นข้อห้ามที่เธอบังเอิญฝืนแหกกฎทั้งๆ ที่รู้แก่ใจดี

“ไม่ได้เรื่อง”

ชายหนุ่มเอ่ยเพียงแค่นั้นแล้วปล่อยมือของเธอให้เป็นอิสระแล้วใช่สายตาเรียกการ์ดที่ยืนเฝ้าประตูห้องมาลากผู้หญิงคนนี้ออกไป

“ไม่นะคะ ฉันขอแก้ตัวก่อน”

“ขอโทษนะครับคุณผู้หญิง คุณหมดหน้าที่ของคุณแล้ว เชิญครับ”

แล้วหญิงสาวก็ถูกการ์ดตัวโตลากออกไปจากห้องก่อนที่ประตูห้องจะถูกปิดลงแล้วกลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่ายก่อนที่มือของเขาจะเอื้อมมารูดซิปกางเกงของตัวเองให้เข้าที่แล้วหลับตาของเขาลงอีกครั้ง

“เฮ้อ ไอ้เฉื่อย อารมณ์ไม่ดีก่อนขึ้นแสดงมันไม่ดีนะเออ”

ใช่ว่าห้องห้องนี้จะมีแค่ชายหนุ่มอยู่เพียงคนเดียว แต่ในนี้กลับมีผู้ชายอีกสองคนร่วมอยู่ด้วย และพวกเขาก็อยู่ในนี้แล้วตั้งแต่ต้น เพราะเรื่องแบบนี้พวกเขาเห็นมันจนชินตาและมันก็เป็นเรื่องปกติของพวกเขา มันเลยไม่ใช่เรื่องเดือดร้อนอะไรถ้าจะมีคนมาแสดงหนังสดที่แสนร้อนแรงต่อหน้าพวกเขา

ห้องห้องนี้ถูกจัดไว้เพื่อพวกเขาเป็นพิเศษ จัดไว้เพื่อใช้เป็นห้องพักนักดนตรีก่อนขึ้นแสดง ซึ่งห้องนี้จะมีแค่พวกเขาเท่านั้นที่ใช้ได้ ส่วนนักดนตรีวงอื่นๆ จะใช้ห้องอื่นที่อยู่ถัดออกไปพอสมควรและพวกเขาก็คือนักดนตรีประจำผับสุดหรูแห่งนี้ยังไงละ

“ยุ่ง”

ชายหนุ่มตอบเพียงแค่นั้นก่อนที่จะเข้าสู่หมดเงียบของเขาต่อ ถึงใบหน้าของเขาจะไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมาให้เห็นแต่คนสนิทอย่างพวกเขาก็พอเดาออกว่าตอนนี้ชายหนุ่มคนนี้กำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่และนั่นมันเป็นการบอกไปนัยๆ ว่าพวกเขาไม่ควรยุ่งกับชายหนุ่มในเวลานี้ แต่...

“เออ กูลืมบอกมึง พรุ่งนี้นักร้องใหม่จะเริ่มทำงานวันแรกนะ”

เนื่องด้วยความสนิทเลยทำให้พวกเขาลดความเกรงกลัวนั่นลง

“เฮ้ย จริงดิ ผู้หญิงผู้ชายวะ”

ชายหนุ่มอีกคนเอ่ยถามด้วยความกระตือรือร้น

“หญิง”

“วู้ววว เข้าทางกูละ”

ป๊าบ!

“เฉยไปเหอะมึง เอ่อ กูถือว่ามึงรับรู้แล้วนะ ยังไงก็อย่าใจร้ายกับนักร้องใหม่ของเราให้ละ สงสารเด็กมัน”

ชายหนุ่มหันไปตบหัวชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ เขาครั้งหนึ่งก่อนที่จะเบนสายตามองไปยังมุมห้องแล้วตะโกนบอกคนคนนั้นให้รับรู้กับสิ่งที่เขาพึ่งเอ่ยไป

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงประตูห้องดังขึ้นแล้วประตูห้องที่พวกเขาอยู่ก็ถูกเปิดเข้ามา

“ได้เวลาขึ้นแสดงแล้วครับ”

“อืม”

พวกเขาตอบรับเพียงแค่นั้นก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบเอาอุปกรณ์ดนตรีประจำตัวของตัวเองมาถือไว้ ซึ่งชายหนุ่มที่เป็นเจ้าของใบหน้าอบอุ่นเป็นคนเล่นกีตาร์และร้องนำ ชายอีกคนหน้าตาทะเล้นเป็นคนเล่นในตำแหน่งมือเบส และคนสุดท้ายที่ดูเหมือนจะเป็นคนที่ลึกลับที่สุดและท่าทางเอื่อยเฉื่อยนั้นรับหน้าที่เป็นมือกลองของวง และพวกเขาทั้งสามคนก็เป็นนักดนตรีใต้ดินที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นในช่วงนี้

“ไอ้เฉื่อย ได้เวลาแล้ว”

“อืม”

ชายหนุ่มที่เอาแต่เงียบมาโดยตลอด ครางรับก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งแล้วจึงค่อยๆ พยุงร่างกายของเขาลุกขึ้นด้วยความเอื่อยเฉื่อย การกระทำของเขามันดูช้าในสายตาคนมอง แต่ไม่น่าเชื่อว่าคนท่าทางแบบนี้จะเป็นมือกลองที่รัวกลองอย่างบ้าคลั่งเวลาอยู่บนเวที คนนะ มันรู้หน้าแต่ไม่รู้ใจหรอก

ตอน 2

เสียงดนตรีจังหวะมันๆ ที่กำลังทำการแสดงอยู่ที่กลางเวลาที ทำให้ผู้คนหันไปให้ความสนใจที่ต้นเสียงนั่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพวกผู้หญิงที่แทนจะกรูไปยืนกองกันอยู่หน้าเวลาจนบริเวณตรงนั้นอัดแน่นไปด้วยผู้หญิงมากมาย ผู้หญิงพวกหนึ่งส่วนหนึ่งอาจจะชื่นชอบในเสียงดนตรีแต่มันคงจะเป็นส่วนน้อยซะมากกว่า เพราะที่ทำให้พวกเธอกรีดร้องด้วยความโหยหวนอยู่ตอนนี้คงเป็นเพราะหน้าตาของนักดนตรีนั่นต่างหากละ

และใช่ คนเรานะมักมองกันแค่เพียงภายนอก รูปโฉมที่แสดงให้เห็นนั้นมันอาจจะเป็นสิ่งล่อลวงให้เราก้าวเข้าไปในกับดักของคนคนนั้นก็ได้ ผู้หญิงชอบผู้ชายที่หน้าตาดีส่วนผู้ชายก็ชอบผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนกัน มันคือค่านิยมของคนในยุคปัจจุบันนี้

ฉันอาจจะเป็นคนที่ยึดติดกับค่านิยมแบบนั้นเหมือนกัน แต่ตอนนี้ฉันยังไม่มีคนที่ทำให้ฉันสนใจได้เลยนะสิ ฉันอาจจะเป็นผู้หญิงกลุ่มน้อยที่ไม่ได้สนใจในเรื่องของหน้าตาของนักดนตรีที่กำลังทำการแสดงอยู่บนเวทีในตอนนี้ หรือฉันอาจจะเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในสถานที่เริงรมย์แห่งนี้ที่ยืนมองวงดนตรีนั่นในระยะที่ห่างที่สุด

ตอนนี้ฉันยืมมองไปที่หน้าเวทีด้วยสายตาเรียบนิ่งมือของฉันเคาะไปตามจังหวะการเล่นของเสียงเพลง เสียงเพลงหนักแน่นบวกกับจังหวะที่ฟังดูน่าตื่นเต้นมันทำให้ฉันสนใจอยู่ไม่น้อย จะว่าไปแล้วคนพวกนี้นอกจากจะหน้าตาดีไม่พอแล้วพวกเขายังเล่นดนตรีได้สนุกอีกด้วย ถึงว่าทำไมคนถึงได้แห่กันมาดูการแสดงของพวกเขามากมายขนาดนี้ ทั้งๆ ที่การแสดงดนตรีสดในผับแห่งนี้เป็นแค่การเล่นคั่นเวลารอพวกดีเจขึ้นแสดงต่อ นี่สินะ วงดนตรีที่ฉันถูกทาบทามเข้าไปเป็นนักร้องนำ

“กรี๊ด!”

เสียงกรีดร้องดังระงมขึ้นมาหลังจากที่เพลงสุดท้ายของค่ำคืนนี้ได้บรรเลงจบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันเลยทำให้ฉันเริ่มขยับร่างกายที่หยุดนิ่งของตัวเองให้เคลื่อนกายเดินกลับไปยังโต๊ะที่ฉันนั่งอยู่ก่อนหน้านี้ หลังจากที่ฉันปลีกจากกลุ่มเพื่อนออกมาดูการแสดงคนเดียว

อ่อ คงสงสัยกันใช่ไหมว่าฉันคนนี้คือใคร ฉันมีชื่อว่าแอรีส แอรีสที่เป็นชื่อเดียวกันกับชื่อเทพเจ้าแห่งสงครามของกรีก ชื่อของฉันมันบ่งบอกการเป็นตัวของตัวฉันได้เป็นอย่างดี เพราะฉันนั้นเป็นผู้หญิงที่มีความเกรี้ยวกราดและมีความชื่นชอบในการมีเรื่องกับคนอื่น ตอนนี้ฉันเป็นนักศึกษาปีหนึ่งของมหาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ชื่อของฉันบ่งบอกได้ว่าฉันไม่ได้เป็นคนไทยแท้ร้องเปอร์เซ็นต์ ฉันเป็นลูกครึ่งไทย-เยอรมัน แม่ฉันเป็นคนเยอรมันส่วนพ่อของฉันเป็นคนไทย หน้าตาของฉันเลยเป็นการผสมระหว่างสองเชื้อชาติไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะดูยังไงคนอื่นก็ดูออกว่าฉันเป็นลูกครึ่ง การที่ถูกเลี้ยงมาแบบเด็กฝรั่งมันเลยทำฉันเป็นคนที่ลุยๆ ไม่ค่อยกลัวอะไรสักอย่าง มันเลยทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ชอบเข้ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของฉัน

และตอนนี้ฉันอยู่ที่ผับหรูแห่งหนึ่งที่เป็นสถานที่เริงรมย์ที่กำลังเป็นที่นิยมของบรรดาวัยรุ่นในช่วงนี้ แต่ในวันปกติของฉัน ฉันคงอาจจะนั่งชิลอยู่ที่ลานเบียร์ซะมากกว่า แต่วันนี้เนื่องจากมันไม่ใช่วันปกติของฉัน เพราะว่าเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนมีผู้ชายคนหนึ่งมาทาบทามให้ฉันไปร้องเพลงให้เขา โดยเขาเอ่ยมาเพียงแค่ว่า

“ฉันชอบเสียงเธอ สนใจมาร้องเพลงด้วยกันไหม”

เขาเอ่ยเพียงแค่นั้นก่อนที่จะยื่นนามบัตรส่งมาให้ฉัน

“ถ้าสนใจก็โทรมานะ ฉันจะรอ”

เขาเอ่ยเพียงแค่นั้นแล้วก็เดินจากไป วันนั้นมันเป็นวันที่ฉันไปบังเอิญขึ้นร้องเพลงแทนเพื่อนคนหนึ่ง ปกติฉันไม่ค่อยร้องเพลงบ่อยๆ หน่อย จะร้องก็ร้องในวันที่อยากจะร้องเท่านั้น แต่มันเป็นเพราะความบังเอิญหรือเปล่าที่วันนั้นผู้ชายคนนั้นซึ่งเป็นผู้ชายคนเดียวกับนักร้องของวงดนตรีที่ฉันยืนดูเมื่อกี้มาบังเอิญได้ยินฉันร้องเพลงเข้า มันเลยทำให้วันนี้ฉันมายืนอยู่ที่นี่ยังไงละ

“นี่ยัยรีส หายไปไหนมา”

ทันทีที่ฉันเดินกลับมาถึงโต๊ะที่มีเพื่อนของฉันนั่งอยู่กันสองคนฉันก็ถูกเอ่ยถามขึ้นมาทันที เพื่อนฉันนะมีแค่สองคน คนหนึ่งเป็นผู้หญิง ส่วนอีกคนเป็นผู้ชาย

“ไปฟังเพลงมา”

ฉันตอบแล้วยืดตัวขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้เนื่องจากฉันเป็นคนที่ตัวไม่ค่อยสูงสักเท่าไหร่เลยทำให้เก้าอี้ของทางร้านที่เหมาะกับสาวๆ ขายาวสูงเพรียวนั่ง แต่มันไม่เหมาะกับคนเตี้ยๆ อย่างฉัน มันเลยกลายเป็นอุปสรรคที่น่าอายสำหรับฉันไปโดยปริยาย

“แล้วเป็นไง”

เพื่อนฉันถามความเห็นจากฉัน เนื่องจากเพื่อนฉันมันรู้เรื่องที่ฉันถูกทาบทามไปเป็นนักร้องประจำผับแห่งนี้แล้วยังไงละ วันนี้เราเลยมาดูลาดเลาไว้ก่อน ส่วนพรุ่งนี้ฉันค่อยไปแสดงตัวกับพวกเขา อ่อ ฉันลืมบอกไปสินะว่าฉันตกลงรับทำงานนี้แล้วแหละ ที่ฉันรับทำไม่ใช่เพราะว่าฉันร้อนเงิน แต่ฉันว่าง เบื่อๆ ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เลยตกลงรับงานนี้ไปแบบไม่ค่อยคิดเยอะสักเท่าไหร่

“อืม ก็ดี”

ฉันตอบแล้วยกแก้วน้ำที่มีสีสันสวยงามขึ้นมาจิบแก้กระหาย เพราะกว่าฉันจะเดินมาถึงโต๊ะที่เพื่อนฉันนั่งรออยู่ก็เล่นเอาซะเหนื่อยเหมือนกัน คนเยอะ เบียดกัน เดินแม่งลำบาก แต่ท่าทางเจ้าของผับนี้คงรวยเหมือนกันนะเพราะผับนี้นะค่อนข้างใหญ่ และหรูเอาเรื่องเหมือนกัน แถมลูกค้าก็แน่นร้านอีก กำไรเห็นๆ

“ถ้าแกบอกว่าดีก็คงดีจริง”

“แต่ติดอย่างหนึ่ง”

ฉันเอ่ยขึ้นแล้วขมวดคิ้วเป็นปมหลังจากที่คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ และท่าทางของฉันมันคงทำให้เพื่อนฉันสงสัยอยู่ไม่น้อยเพราะปกติฉันมันไม่ค่อยคิดมากกับอะไรอยู่แล้ว แต่นี่มันกำลังทำให้ฉันคิดมากอยู่

“อะไรของแก”

“แฟนคลับผู้หญิงเยอะเอาเรื่อง ถ้าฉันขึ้นไปร้องฉันจะถูกดักตบไหมวะ”

นั่นคือสิ่งที่ฉันกำลังคิดอยู่ในหัวตอนนี้ ถึงฉันจะเป็นคนชอบหาเรื่องแต่ส่วนมากทุกครั้งที่ฉันมีเรื่องมันย่อมมีเหตุผลทุกครั้ง แต่ถ้ามันไร้เหตุผลละก็ฉันก็ไม่อยากจะเจอเหมือนกันนะ มันน่ารำคาญนะ

“ก็อาจจะมีเนอะ”

“เฮ้อ ช่างเถอะ ตบก็ตบเถอะ แต่คิดว่าฉันจะยืนนิ่งให้ตบหรือไงกัน”

มันคงเป็นข้อดีข้อเดียวของฉันมั้งที่เป็นคนไม่ค่อยคิดมากกับอะไรเลยแบบนี้ เพราะฉันรู้ไงถ้าคิดมากมันก็ไม่ทำให้เกิดอะไรดีๆ ขึ้นมา ปล่อยให้มันเป็นไปตามชะตากรรมของมันดีกว่า เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที

วันต่อมา

วันนี้ฉันมีเรียนแค่ครึ่งวัน ช่วงบ่ายของวันนี้ของฉันมันเลยว่างไปโดยปริยาย ฉันจึงได้พาตัวเองมาที่สถานที่เริงรมย์ที่ฉันมาดูลาดเลาเมื่อคืนแต่ต่างแค่ตอนนี้มันเป็นตอนกลางวันและผับก็ปิดอยู่ ที่ฉันต้องมาที่นี่ในเวลานี้ก็เพราะว่าวันนี้ฉันมีนัดซ้อมกับสมาชิกในวงที่ฉันยังไม่รู้จักเลยว่ามีใครกันบ้าง จะรู้ก็รู้แค่เพียง

พี่พฤกษ์

นักร้องนำของวงควบคู่กับตำแหน่งมือเบส ผู้ชายที่เป็นคนทาบทามฉันมาทำงานนี้

พี่พฤกษ์เป็นคนส่งข้อความมาบอกสถานที่นัดซ้อมกับเวลามาให้ฉัน แต่ฉันไม่คิดเลยว่าสถานที่ซ้อมจะเป็นผับแห่งนี้ สงสัยวงของพวกพี่เขาคงได้อภิสิทธิ์จากเจ้าของผับมาแน่ๆ ถึงได้ซ้อมที่นี่ได้

“ตอนนี้ผับปิดอยู่ครับ”

พนักงานรักษาความปลอดภัยเดินเข้ามาบอกฉันเมื่อเห็นว่าฉันกำลังยืนด้อมๆ มองๆ อยู่ที่หน้าผับ

“เอ่อ พอดีฉันเป็นนักร้องคนไหมน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าห้องซ้อมไปทางไหนคะ”

เนื่องจากผับนี้เป็นผับที่หรูและระบบรักษาความปลอดภัยก็ดูเข้มงวดมากฉันเลยยื่นเอานามบัตรที่พี่พฤกษ์ให้มาก่อนหน้านี้ให้กับพนักงานไปพร้อมๆ กับแนะนำตัวเองไปด้วย

“อ่อ นักร้องใหม่ คุณพฤกษ์ได้บอกไว้แล้วครับ เชิญทางนี้เลยครับ”

อืม ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเตรียมการไว้ดีแบบนี้ สมแล้วที่เขาเข้ามาทำงานที่นี่ได้ ฉันเลยเดินตามพนักงานรักษาความปลอดภัยเข้าไปในผับก่อนที่เขาจะพาฉันเดินมาที่ชั้นสองของผับซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ที่ห้องซ้อมอยู่ แต่ไม่น่าเชื่อว่าชั้นสองของผับแห่งนี้จะหรูขนาดนี้ อย่างกับโรงแรมห้าดาวแนะ แบบนี้สินะเขาเรียกว่ารวยจริง

“ห้องนี้ครับ”

“ขอบคุณค่ะ”

ฉันเอ่ยขอบคุณแล้วพนักงานรักษาความปลอดภัยคนนั้นก็เดินจากไป ตอนนี้ก็เหลือแค่ฉันที่ยังยืนงงๆ อยู่หน้าประตูห้องห้องหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้พนักงานรักษาความปลอดภัยคนนั้นได้บอกไว้ว่ามันคือห้องซ้อมดนตรี แต่ทำไมมันถึงได้ดูเงียบจังละหรือว่าคนอื่นจะยังไม่มากัน ฉันคิดกับตัวเองด้วยความสงสัยก่อนที่จะเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องนั้นออกช้าๆ

สิ่งแรกที่ฉันเห็นคือความมืด มันมืดมากจนฉันมองอะไรไม่เห็น แสงสว่างจากข้างนอกมันไม่ทำให้ฉันมองเห็นอะไรในห้องนี้ได้เลย ห้องมืดแบบนี้มันก็แสดงว่าคนอื่นๆ ยังคงไม่มากันสินะ หรือว่าฉันมาเร็วเกินไป แต่ช่างเถอะตอนนี้ฉันควรหาสวิตช์ไฟเพื่อที่จะได้เปิดไฟในห้องนี้ให้สว่างขึ้น

แต่เนื่องจากว่าฉันพึ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกเลยไม่รู้ว่าตำแหน่งของสวิตช์มันอยู่ตรงไหน ฉันเลยใช้มือควานหาสวิตช์ไฟไปตามผนังห้องท่ามกลางห้องที่ยังคงมืดสนิทเพราะคิดว่ามันต้องอยู่แถวๆ ประตูห้องนี้แน่

ปึก!

“อะ”

แต่ในระหว่างนั้นเองเท้าของฉันมันก็ไปชนเข้ากับอะไรก็ไม่รู้ที่อยู่ขวางทางเข้า มันเป็นการชนที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัวมันเลยทำให้ฉันเสียการทรงตัวท่ามกลางความมืด ตอนนี้ฉันเหมือนคนตาบอดที่กำลังจะเซล้ม ฉันเลยหลับตาปี๋เพื่อเตรียมตัวรับความเจ็บ

ฟุบ!

แต่มันไม่ได้เจ็บอย่างที่คิดเพราะเหมือนฉันจะล้มลงไปนั่งทับกับอะไรบางอย่างเข้า ฉันไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไรแต่ที่ร่างกายของฉันมันสัมผัสได้ตอนนี้คือมันเป็นความรู้สึกแปลกๆ ให้ตายสิ นี่ฉันกำลังนั่งทับอะไรอยู่กันแน่เนี้ย

“อึก!”

“เฮือก!”

ฉันสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจเมื่อสิ่งที่ฉันกำลังนั่งทับอยู่จู่ๆ มันก็ส่งเสียงร้องขึ้นมา และความตกใจนั่นมันทำให้ฉันต้องดีดตัวลุกขึ้นจากสิ่งที่ตัวเองกำลังนั่งทับทันที

ปึก!

แต่ฉันก็ต้องเซล้มลงไปนั่งทับที่ตำแหน่งเดิมอีกครั้งเมื่อขาของฉันมันไปชนเข้ากับอะไรบางอย่างอีกครั้งเข้าอย่างจัง ฉันเลยได้ต้องตกมาอยู่ในท่าเดิมอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้

“อืม”

และต่อมาก็เกิดเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมาอีกครั้งมันเลยทำให้ฉันแน่ใจได้เลยว่าสิ่งที่ฉันกำลังนั่งทับอยู่มันคือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนแน่ๆ ให้ตายสิ ฉันกำลังนั่งทับใครอยู่เนี้ย

“ขอโทษค่ะ พอดีมันมืดฉันมองไม่เห็น”

ฉันเอ่ยขอโทษออกไปท่ามกลางความมืดตาของฉันมันยังคงปรับกับความมืดในห้องนี้ยังไม่ได้ บอกเลยว่าตั้งแต่เกิดมาฉันพึ่งอยู่ในความมืดมากๆ แบบนี้เป็นครั้งแรก มันมืดมากจนฉันคิดว่าฉันกลายเป็นคนตาบอดไปแล้วเสียอีก

หมับ!

“เฮือก!”

มันเป็นอีกครั้งที่ฉันต้องสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจ แต่ครั้งนี้ฉันไม่ได้ลุกขึ้นเหมือนครั้งก่อนหน้านี้แต่สิ่งที่ฉันกำลังเป็นอยู่ตอนนี้คือการนั่งตัวแข็งทื่อ และสาเหตุที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ก็เพราะว่าฉันรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจับเข้าที่เอวของฉันทั้งสองข้างสิ่งนั้นฉันคิดว่าน่าจะเป็นมือ แต่ฉันก็ต้องตกใจหนักไปกว่าเดิมเมื่อร่างกายของฉันถูกยกขึ้นด้วยฝีมือของคนที่ฉันกำลังนั่งทับอยู่ เขาไม่ได้ยกฉันให้ลุกขึ้นจากสิ่งที่ฉันกำลังนั่งแต่มันเป็นการเคลื่อนให้ร่างของฉันไปนับอีกในตำแหน่งอื่นก็เท่านั้น

“สวิตช์อยู่ทางซ้ายมือของเธอ”

เสียงค่อนข้างทุ้มที่น่าจะเป็นเสียงของผู้ชายดังขึ้นทำให้ร่างกายของฉันมีปฏิกิริยาโต้ตอบทันที ฉันเลยเอื้อมมือไปตามที่เขาบอกก็เจอเข้ากับสวิตช์ไฟที่ฉันตามหาอยู่ทันที

พรึบ!

แสงสว่างภายในห้องเกิดขึ้นมาทันทีเมื่อฉันกดสวิตช์ไฟและมันก็ทำให้ฉันเห็นอะไรๆ ในห้องนี้ได้ชัดขึ้น รวมไปถึงสิ่งที่ฉันกำลังนั่งทับอยู่ตอนนี้ด้วย

“อะ!”

ฉันอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังทับอยู่คืออะไรกันแน่ สิ่งที่ฉันกำลังนั่งอยู่ตอนนี้คือบริเวณหน้าอกของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้คนคนนั้นกำลังมองหน้าฉันมาด้วยสายตาสะลึมสะลืออยู่ เนื่องจากวันนั้นใส่กระโปรงทรงพลีสใส่มันเลยทำให้กระโปรงส่วนหนึ่งของฉันมันคลุมใบหน้าของผู้ชายคนนั้นไปเกือบครึ่ง ฉันเลยเห็นใบหน้าเขาแค่ส่วนบนเท่านั้น ฉันเลยรีบดีดตัวลุกขึ้นจากตัวเขาทันทีด้วยความเร็วแสง นี่ฉันทำบ้าอะไรของฉันลงไปเนี้ย ฉันไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเขาไม่เคลื่อนฉันให้มานั่งในตำแหน่งนี้ ตำแหน่งที่ฉันนั่งก่อนหน้านี้มันก็อยู่เหนือหน้าอกของเขาไปนะสิ อย่าบอกนะว่าก่อนหน้านี้ฉันนั่งทับใบหน้าของเขา!

“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

ฉันรีบกล่าวคำขอโทษออกไปทันทีเพราะคิดว่าเรื่องนี้ฉันผิดเต็มๆ ความรู้สึกอายเริ่มไหลมาเยือนฉันหลังจากที่ฉันเผลอคิดว่าเมื่อกี้ใบหน้าของผู้ชายคนนี้อยู่ติดกับส่วนนั้นของฉัน มันช่างเป็นเรื่องที่น่าอายที่สุดเท่าที่ฉันเจอมาเลยจริงๆ

เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพร้อมกับใช้นิ้วมือของเขาถูกที่บริเวณปลายจมูกสูงโด่งของเขาไปด้วย อ่า ฉันว่าเขาคงต้องรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อยแน่ที่จู่ๆ ฉันก็ล้มไปนั่งทับใบหน้าของเขาแบบนั้น

“ไม่ถือสา”

เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพร้อมกับใช้นิ้วมือของเขาถูกที่บริเวณปลายจมูกสูงโด่งของเขาไปด้วย อ่า ฉันว่าเขาคงต้องรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อยแน่ที่จู่ๆ ฉันก็ล้มไปนั่งทับใบหน้าของเขาแบบนั้น

“เอ่อ..”

ฉันไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อจากนี้ดีและฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าฉันต้องทำอะไรต่อจากนี้ด้วย เพราะในห้องนี้มันถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบอีกครั้ง แต่ดีหน่อยที่มันไม่ได้มืดเหมือนก่อนหน้านี้ ไม่อย่างนั้นฉันคงได้อึดอัดตายแน่ๆ แค่นี้ฉันก็รู้สึกอึดอัดจะแย่อยู่แล้ว ที่อึดอัดไม่ใช่เพราะอะไรหรอกนะ สาเหตุที่ทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้นก็เป็นเพราะว่าตอนนี้กำลังมีสายตาหนึ่งกำลังจ้องมาที่ฉันอยู่อย่างไม่วางตา คงไม่ได้ต้องบอกนะว่าสายตานั่นเป็นของใคร

แกรก!

“อ้าว มาแล้วเหรอ”

แต่ในระหว่างนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับเจ้าของร่างที่ฉันคุ้นเคยของพี่พฤกษ์เดินเข้ามาพร้อมกับผู้ชายอีกคนที่ฉันจำได้ว่าเขาเป็นมือกีตาร์ของวงที่ฉันต้องมาร้องเพลงด้วย

“วู้ววว สาวน้อยคนนี้เป็นใครวะไอ้พฤกษ์ มึงรู้จักเหรอ”

ผู้ชายที่เป็นมือกีตาร์เดินเข้ามาประชิดตัวฉันพร้อมกับยื่นใบหน้าของเขาเข้ามาใกล้ใบหน้าของฉัน จนฉันต้องเองหัวไปทางด้านหลังอย่างอัตโนมัติเพื่อไม่ให้ใบหน้าของเขาเข้าใกล้กันไปมากกว่านี้

“เออ มึงถอยออกมาก่อน อย่าทำตัวรุ่มร่ามนักสิ”

ดีหน่อยที่พี่พฤกษ์เห็นท่าทางกระอักกระอ่วนของฉัน เขาถึงได้เดินมาลากผู้ชายคนนั้นออกห่างจากฉัน

“นี่แอรีส นักร้องใหม่วงเรา”

หลังจากที่สถานการณ์กลับมาอยู่ในความสงบพี่พฤกษ์ก็แนะนำตัวฉันให้คนอื่นๆ ได้รู้ ว่าจริงๆ แล้วฉันมาที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร

“หวัดดีค่ะ”

“นี่ไอ้ครามเป็นมือกีตาร์ ส่วนไอ้คนที่นอนอยู่ตรงนั้นชื่อไอ้ราม รามสูร เป็นมือกลอง”

อ่า ที่แท้ผู้ชายคนนั้นก็คือหนึ่งในสมาชิกของวงนี่เอง แต่เขาเป็นมือกลองอย่างนั้นเหรอ ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้ที่ฉันมาสังเกตการณ์ฉันจะลืมสังเกตมือกลองไปด้วยสินะ ถึงว่าทำไมฉันถึงไม่คุ้นหน้าของเขาเลยสักนิด

“ทำตัวดีๆ กับน้องเขาด้วย โดยเฉพาะมึงไอ้ราม อย่าใจร้ายให้มาก”

ประโยคต่อมาของพี่พฤกษ์ทำให้ฉันต้องขมวดคิ้วของตัวเองขึ้นมาทันที ทำไมเขาถึงได้พูดมาแบบนั้นกันนะ ผู้ชายคนนั้นดูท่าทางไม่เหมือนที่ดูใจร้ายอย่างที่พี่พฤกษ์พูดเลยสักนิด เพราะถ้าเขาใจร้ายจริงก่อนหน้านี้เขาคงด่าฉันไปแล้ว จริงไหม

รามสูร Talk

“ทำตัวดีๆ กับน้องเขาด้วย โดยเฉพาะมึงไอ้ราม อย่าใจร้ายให้มาก”

เสียงของไอ้พฤกษ์บางที่มันก็ฟังดูมีเสน่ห์แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่ามันน่ารำคาญ มันใช่เรื่องไหมที่ต้องมากล่าวหาผมต่อหน้าคนอื่นแบบนี้ แต่คนอย่างผมก็ไม่ได้สนใจอะไรกับเรื่องแบบนี้หรอก เพราะถ้าผมใส่ใจป่านนี้ผมก็ไม่นอนอยู่เฉยๆ แบบนี้หรอก เพราะถ้าใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ก็คงเป็นเพื่อนกันไม่ได้จนถึงทุกวันนี้จริงไหม

“นี่มึงฟังกูไหมไอ้ราม”

ผมที่กำลังพักสายตาอยู่ก็ต้องถูกรบกวนด้วยเสียงของไอ้พฤกษ์อีกครั้ง มันเลยทำให้ผมต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนหน้านี้ผมก็ถูกรบกวนเวลานอนไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้ยังจะมาถูกรบกวนอีกแล้วอย่างนั้นเหรอ น่ารำคาญวะ

“เออ”

ผมตอบไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแบบที่ไม่ได้ใส่ใจ แบบที่ตอบไปส่งๆ ก่อนที่จะยกมือขึ้นมาถูกจมูกของตัวเองที่รู้สึกเจ็บหน่อยๆ แล้วสายตาของผมก็ดันเหลือบไปเห็นต้อนเหตุที่ทำให้จมูกของผมเจ็บที่ยืนอยู่ห่างจากผมไปหลายเมตรด้วยสายตาเรียบนิ่ง

ยัยนี่ เป็นใคร?

นั่นคือคำถามที่ผมกำลังถามกับตัวเองเพราะก่อนหน้านี้ผมไม่ได้สนใจกับสิ่งที่ไอ้พฤกษ์มันพูดสักเท่าไหร่เลยทำให้ผมไม่รู้ว่าผู้หญิงที่มานั่งทับใบหน้าของผมเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เป็นใครกันแน่ นี่ถ้าไม่สำคัญ บอกเลยว่าเอาตาย

“ใคร?”

ผมเอ่ยถามออกไปก่อนที่จะค่อยๆ เคลื่อนสายตาของผมหันไปมองไอ้พฤกษ์ช้าๆ

“นี่กูพูดเมื่อกี้มึงไม่ได้ฟังกูเลยใช่ไหม ไอ้เฉื่อย”

เฉื่อย มันคือฉายาของผมที่พวกเพื่อนๆ มันชอบเรียกผมกัน เพราะนิสัยทำอะไรช้าๆ ดูเหมือนทนไม่สนใจใครแถมวันๆ เอาแต่นอนของผมมันเลยทำให้ผมถูกเรียกแบบนั้น ผมไม่ได้ชอบให้เรียกหรอกนะ แต่พอถูกเรียกนานๆ ไปมันก็ชิน

“ถาม ก็ตอบ”

ผมเอ่ยขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้เพื่อความรู้สึกหงุดหงิดเข้าไปด้วยนิดหน่อย มันเลยทำให้ไอ้พฤกษ์ที่กำลังบ่นผมอยู่เงียบไปทันที ก่อนที่มันจะตอบผมมาว่า

“น้องเขาเป็นนักร้องคนใหม่ ชื่อแอรีส”

น้องร้องงั้นเหรอ อ่อ จำได้แล้ว ก่อนหน้านี้ไอ้พฤกษ์มันก็เคยเกริ่นๆ พูดอะไรแบบนี้เข้าหูผมอยู่บ้าง แต่ผมมันเป็นพวกหูทวนลมเลยไม่ได้เก็บเอามาจำ อืม เป็นนักร้อง แสดงว่ามีประโยชน์สินะ งั้นก็รอดตัวไป

ผมใช่สายตาหันไปมองใบหน้าที่เป็นส่วนผสมระหว่างฝั่งเอเชียและฝั่งตะวันตกนั่นอีกครั้ง แล้วใช้นิ้วถูกปลายจมูกของตัวเองอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ผมถูกจมูกของตัวเองผมมักจะได้กลิ่นสตอเบอร์รี่หวานๆ ลอยคลุ้งมาให้ได้กลิ่นอยู่เรื่อย กลิ่นนี่มันมาจากไหนกันนะ อ่อ มันติดที่ปลายจมูกของผมนี่เอง แล้วมันมาติดที่นี่ได้ยังไง

“แอรีส เดี๋ยวออกมาคุยกับพี่ข้างนอกก่อน”

“อ่า ได้”

ผมไม่สนใจว่าคนอื่นๆ ในห้องนี้จะทำอะไรกันต่อไปเพราะตอนนี้ผมง่วงและต้องการที่จะนอน ผมเลยทำตามความต้องการของตัวเองโดยการหลับตาลงเพื่อที่จะได้พักผ่อนตามที่ตัวเองต้องการ

ฟุดฟิด!

แต่ในระหว่างนั้นผมก็ได้กลิ่นสตอเบอร์รี่อีกครั้ง ผมเลยลืมตาของตัวเองเพื่อมองหาต้นเหตุของกลิ่น ซึ่งตอนนั้นเองร่างของนักร้องคนใหม่ก็เดินผ่านหน้าของผมไปพอดี ผมที่นอนอยู่บนโซฟาที่อยู่ข้างประตูทางออก ระดับหัวของผมมันอยู่ระดับเดียวกับบริเวณกระโปรงของเธอคนนั้น มันเลยทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้เธอคนนี้ล้มมานั่งทับใบหน้าของผม

อ่า รู้แล้วว่ากลิ่นมันมาจากไหน ที่แท้ก็มาจากนี้นี่เอง แม่สาวสตอเบอร์รี่

ตอน 3

แอรีส Talk

ฉันเดินตามหลังพี่พฤกษ์ออกมาจากห้องซ้อมหลังจากที่ได้แนะนำตัวให้คนในวงได้รู้จักแล้ว แต่ไม่รู้ว่าพี่พฤกษ์มีเรื่องอะไรที่อยากจะพูดกับฉันถึงได้เรียกให้ฉันออกมาคุยกับเขาที่หน้าห้องซ้อมแบบนี้

“มีอะไรหรือเปล่าพี่”

ฉันเอ่ยถาม แต่ภายในใจของฉันมันก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาหน่อยๆ เพราะเหตุการณ์เมื่อกี้มันทำให้ฉันมองหน้าคนคนนั้นไม่ถูก ก็เล่นไปนั่งหน้าเขาแบบนั้นเขาไม่เอาเรื่องฉันก็ยังไงอยู่เหมือนกันนะ เฮ้อ การเริ่มทำงานวันแรกของฉันมันชักจะไม่ราบรื่นแล้วสิ

“แค่อยากพูดอะไรด้วยหน่อย”

“ได้”

“ไอ้ราม ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปทำอะไรให้มันไม่พอใจเข้าละ”

ราม ผู้ชายคนนั้นสินะ แต่ดูเหมือนว่าคำเตือนของพี่พฤกษ์ดูเหมือนจะสายเกินไปแล้วสิ เพราะตอนนี้ฉันอาจทำเรื่องที่ไม่เข้าท่าให้คนคนนั้นไม่พอใจเข้าแล้วก็ได้

“มันเป็นคนอารมณ์ร้อนแถมไม่ค่อยเห็นหัวคนอื่นด้วย ก็เลยอยากจะเตือนเราไว้ก่อน”

“เอ่อ...”

“มีอะไรงั้นเหรอ”

ท่าทางที่ดูเหมือนพึ่งทำเรื่องอะไรผิดมาของฉันมันคงทำให้พี่พฤกษ์สงสัยอยู่ไม่น้อยเขาถึงได้เอ่ยถามมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังคาดคั้นที่จะเอาคำตอบจากฉันแบบนี้ เฮ้อ เอาวะ บอกพี่พฤกษ์ไว้เลยดีกว่าเผื่อว่าเขาจะช่วยอะไรฉันได้บ้าง

“คือก่อนหน้าเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อยนะพี่”

ฉันเอ่ยแล้วยกมือขึ้นมาเกาหัวของตัวเองแก้เก้อทั้งๆ ที่ไม่ได้คันอะไรที่หนังศีรษะของตัวเองเลยสักนิด

“หืม ยังไง”

“มันเป็นอุบัติเหตุอะพี่ รีสไม่รู้ว่าพี่เขาจะไม่พอใจรีสหรือเปล่าที่รีสไปรบกวนเขาแบบนั้น”

“รบกวนที่ว่ามันยังไง จะได้ช่วยถูก”

นั่นสิ ฉันจะมาพูดอ้ำอึ้งแบบนี้ให้เสียเวลากันทำไมนะ ทำไมฉันถึงไม่เป็นตัวของตัวเองแบบนี้เลยเนี้ย นี่ถ้าเพื่อนของฉันมาเห็นท่าทางของฉันแบบนี้เข้าพวกมันคงต้องหัวเราะเยาะเย้นฉันแน่ร้อยเปอร์เซ็นต์

“คือรีสเผลอไปล้มทับพี่เขาตอนนอนนะ”

ฉันตอบไปแต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าล้มลงไปนั่งทับส่วนไหนของพี่เขา

“เรื่องแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก ถึงไอ้รามมันจะเป็นพวกหัวร้อนแต่ใช่ว่ามันจะเป็นคนที่ไม่มีเหตุผล มันคงไม่ถือสาเราหรอก ไม่ต้องห่วงสบายใจได้ แต่คราวหน้าก็ระวังหน่อยก็แล้วกัน”

“ค่ะ”

เฮ้อ ได้ยินแบบนี้ฉันก็ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อยนึกว่าจะเป็นปัญหากับสมาชิกในวงตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานซะแล้ว

“ถ้างั้นเราไปลองซ้อมกันเลยดีกว่า”

พี่พฤกษ์เอ่ยปากชวนฉันเลยพยักหน้ารับก่อนที่พี่เขาจะเป็นคนเดินนำหน้าฉันเข้าไปในห้องซ้อมอีกครั้งโดยมีฉันเดินตามหลังมาห่างๆ แต่..ถึงฉันจะรู้สึกสบายใจกับเรื่องเมื่อกี้ขึ้นมาบ้างแล้วแต่เนื่องจากวันนี้ฉันพึ่งได้รู้จักกับสมาชิกคนอื่นเลยทำให้ฉันยังคงมีอาการเกรงๆ หลงเหลืออยู่บ้าง โดยเฉพาะกับพี่ที่ชื่อว่ารามสูรคนนั้น

แต่ฉันก็ต้องสลัดความคิดบ้าๆ นั้นทิ้งให้หมดเพราะพี่พฤกษ์ก็บอกไปแล้วว่าไม่มีอะไรน่าห่วง ฉันก็ควรเชื่อคำพูดของเขา ฉันจึงหันมาตั้งใจกับการซ้อมในวันนี้แทน และดูเหมือนว่าฉันจะคิดไปเองฝ่ายเดียวเพราะหลังจากที่เราซ้อมกันมาหลายชั่วโมงมันก็ทำให้ฉันรู้ว่า พี่คนนั้นเขาไม่ได้มีอะไรกับฉันจริงๆ ถึงเขาจะเป็นคนที่ดูเขาถึงยากหน่อยๆ แต่มันก็ไม่เกินความสามารถของฉันที่จะสนิทกับเขาหรือคนอื่นๆ ในวงหรอก

“แหม่ ไอ้พฤกษ์มึงแม่งตาถึงจริงๆ นอกจากน้องแอรีสจะสวยไม่พอเสียงยังเพราะอีก แบบนี้เอาใจพี่ครามไปเลยเต็มๆ”

พี่ครามซึ่งเป็นมือกีตาร์ที่มีนิสัยค่อนข้างขี้เล่นเอ่ยขึ้น ทำให้ฉันยิ้มออกมาทันทีหลังจากที่ถูกเขาชมกันมาซึ่งๆ หน้าแบบนั้น แต่ต่อมาพี่ครามก็ต้องหัวคะมำไปข้างหน้าเนื่องจากถูกฝ่ามือของพี่พฤกษ์ซึ่งเป็นมือเบสและอดีตนั่งร้องของวงตบเข้าที่หัวของเขาไปเต็มๆ จนได้ยินเสียงดังก่องไปทั่วทั้งห้อง พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดตามมาติดๆ

ผลัวะ!

“โอ๊ย! ไอ้พฤกษ์ตบหัวกูทำไม”

“มึงจะหม้อใครก็ได้แต่กูขออย่ายุ่งกับคนในวงเดียวกัน”

“ชิ”

ฉันว่าบางที การที่ฉันตัดสินใจมาทำงานที่นี่มันอาจจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับฉันก็ได้ พวกเขาก็ไม่ได้แย่อย่างที่ฉันคิดไว้ก่อนหน้านี้ ดูอบอุ่นกว่าที่คิดอีกแฮะ

“อืม เอาเป็นว่าคืนนี้เราเริ่มขึ้นร้องเลยก็แล้วกัน”

หลังจากที่พี่พฤกษ์ฟาดฟันตบตีกับพี่ครามเสร็จเขาก็หันมาเอ่ยกับฉันด้วยน้ำเสียงที่ดูอบอุ่นเช่นเคย แต่มันจะไม่เร็วไปหน่อยเหรอ ฉันพึ่งซ้อมกับพวกเขาวันนี้เองนะ จะให้ฉันไปขึ้นร้องเลยมันได้เหรอ เขาจะไม่คุยกับเจ้าของร้านสักนิดเลยงั้นเหรอถึงได้ตัดสินใจกันปุบปับแบบนี้ ถ้าฉันทำพังขึ้นมามันจะเป็นยังไงเนี้ย

“แต่..”

“ไม่ต้องกังวลไปหรอก เรามีฝีมือแบบนี้ไม่ต้องห่วง งานนี้สบายๆ อยู่แล้ว”

พี่เขาไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้พูดอะไรเลยจริงๆ ให้ตายสิ แบบนี้มันก็ปฏิเสธไม่ได้ดิ

“เอ่อ..”

“งั้นตกลงตามนี้”

เฮ้อ ดูเหมือนว่าที่พวกพี่เขาถามนั้นไม่ได้ต้องการความคิดเห็นจากฉันเลยสักนิดสินะ ถึงได้ตัดสินใจกันเอาเองแบบนี้แถมสมาชิกคนอื่นก็ไม่มีทีท่าว่าจะคัดค้านอะไรเลยสักนิดแถมยังเออออไปตามกันอีก พวกพี่เขาจะชิลไปไหน นี่มันเรื่องเงินๆ ทองๆ เลยนะ จะชิลกันไปไหม

“งั้นรีสขอกลับไปเตรียมตัวที่ห้องก่อนก็แล้วกัน แล้วจะกลับมาอีกที”

“อืมได้ สองทุ่มเจอกัน”

“ได้พี่ รีสไปนะคะ”

ฉันเอ่ยบอกแล้วจัดการเก็บข้าวของของตัวเองมาถือไว้แล้วเดินออกจากห้องซ้อมทันทีเพราะเวลาที่เหลือมีเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงถึงหอพักของฉันจะอยู่ไม่ห่างจากที่นี่ก็เถอะ แต่ฉันขอกลับไปเตรียมตัวเตรียมใจก่อนก็แล้วกัน

เวลาต่อมา

หลังจากที่ฉันกลับมาพักผ่อนที่หอพักซึ่งอยู่ไม่ไกลจากผับที่ฉันพึ่งได้งานไปไม่มากนัก หอพักที่ฉันอยู่ไม่ได้หรูหราอะไรมาก ฉันไม่ใช่คนที่ติดหรูมาตั้งแต่เด็กแล้ว มีอะไรที่พอหลับนอนได้ฉันคนนี้ก็อยู่ได้หมดแหละ แต่เนื่องด้วยพ่อแม่ฉันอยากให้ฉันอยู่อย่างสบายฉันเลยเลือกที่จะอยู่ได้ตามความต้องการเพียงแค่นี้ ห้องนี้ไม่ใหญ่มากเพราะฉันดื้อด้านที่จะอยู่ห้องเล็กๆ สิ่งที่ฉันได้คือห้องขนาดกลางไม่ใหญ่ไม่เล็กแต่มันก็ดีกว่าห้องที่พ่อแม่ฉันเตรียมให้ก็แล้วกัน แถมค่าห้องก็ไม่ได้แพงอะไรด้วย ฉันก็เลยไม่ได้รบกวนเงินพ่อแม่ยังไงละ

ตอนนี้ก็ได้เวลาที่ฉันต้องออกไปทำงานจริงๆ จังๆ แล้ว ตอนนี้ก็เตรียมตัวเตรียมใจตัวเองแล้วด้วย หวังว่าวันนี้มันคงเป็นวันที่ดีของฉันนะ

ครืด ครืด ครืด

แต่ในระหว่างนั้นเองโทรศัพท์มือถือของฉันมันก็สั่นขึ้นมาเมื่อมีสายเรียกเข้า พอฉันก้มหน้าลงไปมองที่หน้าจอก็เห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอแล้วตัดสินใจกดรับสายทันที

“อืม ว่าไงฟิน”

ฟิน ที่ฉันพึ่งเอ่ยเรียกชื่อมาเมื่อกี้คือคนที่โทรเข้ามาหาฉัน ฉันเคยบอกไปแล้วว่าฉันมีเพื่อนสนิทเพียงแค่สองคน ฟินคือหนึ่งในนั้น ฟิน หมอนี่เป็นผู้ชายที่ค่อนข้างฮอตในหมู่สาวๆ หน้าตาของมันก็ไม่ต้องพูดถึงถ้าไม่หล่อ สาวๆ คงไม่ตามกรี๊ด แต่ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกับคนอย่างมันได้ทั้งๆ ที่คนอย่างมันไม่ได้มีอะไรดีเลยนอกจากหน้าตา แต่ก็อย่างว่าแหละมันคือเพื่อนถ้าให้มองในมุมเพื่อนมันถือว่าเป็นเพื่อนที่ดีแต่ถ้าในมุมผู้หญิงมองผู้ชาย หมอนี่มันอันตราย

ส่วนอีกคนคือ จูน สาวหุ่นนางแบบเจ้าแม่ขาวีนหุ่นสะบึ้ม ยัยนี่เป็นเพื่อนชะนีของฉันที่ค่อนข้างนิสัยร้ายกาจ ถ้าเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือแรดนั่นแหละ แต่จริงๆ แล้วมันนิสัยดีกว่าที่คิดนะถึงหน้าตามันจะชวนหาเรื่องคนได้ตลอดเวลาก็เถอะ เฮ้อ เอาเป็นว่าเพื่อนๆ ของฉันมันก็มีแค่นี้แหละ

(เฮ้ย ได้ข่าวว่าคืนนี้ขึ้นร้องอย่างนั้นเหรอ)

อืม ข่าวเร็วใช้ได้ ยัยจูนคงเป็นคนคาบข่าวไปบอกสินะ

“อืม รู้เร็วดี”

(ฮ่าๆ งั้นคืนนี้ฉันแวะไปหาก็แล้วกัน)

ฉันฟังไอ้ฟินพูดไปด้วยพร้อมๆ กับเดินออกมาจากห้องพักแล้วเดินลงบันไดจนถึงหน้าหอพักภายในเวลาอันเพียงนิดเดียว ถึงฉันจะขาสั้นแต่ฉันไม่ใช่คนที่ทำอะไรเอื่อยๆ หรอกนะ

“อืม แล้วแต่”

(แล้วเป็นไงเพื่อนร่วมวง)

คำถามต่อมาของไอ้ฟินไม่ได้เข้าหูของฉันเลยสักนิดเมื่อสายตาของฉันเหลือบไปเห็นว่าหน้าหอพักขอฉันตอนนี้มีกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งนั่งรวมตัวกันอยู่ เวลาค่อนข้างดึกแบบนี้พวกเขามานั่งแถวนี้ก็แสดงว่าต้องมีหนึ่งในนั้นพักอยู่ที่หอพักเดียวกันกับฉันแน่ เพราะไม่อย่างนั้นกลุ่มนี้คงถูกลุงยามไล่ตะเพิดไปแล้ว

และกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่กลุ่มวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในวัยคึกคะนองทั่วไปแน่เพราะชุดนักศึกษาที่พวกเขาสวมอยู่ที่บ่งบอกว่าอยู่สถาบันเดียวกันกับฉันบวกกับรถมอเตอร์ไซค์ที่พวกเขานั่งกันอยู่มันไม่ใช่ราคาที่คนธรรมดาทั่วไปจะซื้อได้ โลโก้ของยี่ห้อรถที่โชว์หราอยู่ตรงนั้นมันทำให้ฉันดูออกทันทีว่าคนพวกนี้มีอันจะกิน

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันต้องเมินคำถามของไอ้ฟินมันไม่ใช่เพราะกลุ่มวัยรุ่นนั่นเสียงดังหรอก แต่มันมีสายตาจากที่ไหนก็ไม่รู้กำลังเพ่งเล็งมาที่ฉันเลยทำให้ฉันต้องหันไปที่ที่ฉันรู้สึกได้อย่างเลี่ยงไม่ได้

(เฮ้ย รีสฟังฉันอยู่หรือเปล่า)

“อะ อืม เมื่อกี้ว่าไงนะ”

ฉันละสายตาจากคนพวกนั้นแล้วหันมาตั้งใจคุยกับไอ้ฟินต่อ แต่ไม่รู้ทำไมฉันยังรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกเป็นเป้าสายตาของใครบางคนอยู่เลย

(ฉันถามว่าเพื่อนร่วมวงเธอเป็นไงบ้าง นี่ใจลอยไปไหนเนี้ย)

“คนในวงก็โอเค แค่นี้ก่อนก็แล้วกันฉันจะนั่งรถไปทำงานแล้ว”

ฉันบอกหลังจากโบกแท็กซี่ได้

(อืม แล้วเจอกัน)

แล้วฉันก็กดตัดสายไอ้ฟินไปพร้อมกับก้าวเท้าขึ้นรถแท็กซี่แล้วมุ่งหน้าไปที่ผับที่ฉันพึ่งได้งานทันที เฮ้อ บ้าจริง ทำไมฉันต้องไปสนใจอะไรที่ไม่เข้าเรื่องแบบนั้นด้วยเนี้ย ช่างเถอะ

Live Club

ฉันก้าวเท้าเข้ามาในผับหลังจากที่เดินทางมาถึง แต่จะว่าไปผับนี้นี่คนเยอะทุกวันเลยจริงๆ เยอะจนแทบไม่มีทางเดิน อยากรู้จังว่าเจ้าของผับเนี้ยเข้าใช้การตลาดแบบไหนคนถึงได้เยอะแบบนี้ทุกวัน เขาคงได้กำไรเยอะแน่ๆ เลย

ฉันคิดไร้สาระกับตัวเองก่อนที่จะเดินไปยังห้องพักของนักดนตรีที่พี่พฤกษ์ได้บอกไว้ก่อนที่ฉันจะกลับว่าถ้ามาถึงให้ฉันมารอที่ห้องนี้ ซึ่งมันอยู่คนละชั้นกับห้องซ้อม ห้องซ้อมที่ฉันเคยมาก่อนหน้านี้อยู่ชั้นสองใช่ไหม แต่นี่อยู่ชั้นหนึ่งเห็นบอกว่าอยู่ใกล้ๆ กับเวที คงเป็นห้องนี้สินะ

ฉันมองห้องที่อยู่ตรงหน้าซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นห้องเดียวกันกับที่พี่พฤกษ์บอก ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดประตูเข้าห้องไป ห้องนี้หรูหรากว่าที่คิด หรูเกินไปที่จะเป็นห้องพักนักดนตรี เพราะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างครบครัน แสดงว่าเจ้าของที่นี่ต้องเป็นคนที่ใจดีมากๆ แน่ถึงได้สร้างห้องหรูหราแบบนี้ให้นักดนตรีอยู่ แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังกวาดสายตามองดูรอบๆ ห้องอยู่นั้นสายตาของฉันก็บังเอิญไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างและสิ่งสิ่งนั้นก็ทำให้ฉันยืนนิ่งอยู่กับที่ทันที

ฉันมองภาพตรงหน้าอย่างไม่ค่อยเชื่อสายตาของตัวเองสักเท่าไหร่ว่าตัวเองจะมาเจออะไรแบบนี้เข้าจริงๆ ภาพที่ฉันว่าคือมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังซุกใบหน้าอยู่ระหว่างขาของผู้ชายที่เป็นหนึ่งในสมาชิกในวงของฉัน เขาคนนั้นคือพี่ราม ผู้ชายที่ฉันเจอเขาครั้งแรกก็สร้างเรื่องให้เขาแล้ว และตอนนี้เขาก็กำลังทำ...กับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่

พรึบ!

แต่จู่ๆ เขาที่หลับตาพริ้มปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นปรนเปรอเขาอยู่นั้นก็ลืมตาขึ้นมาก่อนที่สายตาที่ไร้ความรู้สึกของเขาจะเลื่อนมามองที่ฉัน

“เออ ขอโทษด้วยพี่ รีสไม่ได้ตั้งใจ จะรีบออกไปเดี๋ยวนี้แหละ”

ฉันรีบขอโทษไปทันทีเพราะคิดว่าครั้งนี้ฉันทำเรื่องเข้าอีกแล้ว พี่พฤกษ์ก็เตือนฉันซะดิบดีว่าอย่าทำให้พี่รามเขาไม่พอใจ แต่ครั้งนี้ฉันไม่รู้จริงๆ นี่นาว่าเขากำลังทำเรื่องแบบนั้นกับผู้หญิงอยู่ในห้องนี้ รู้แบบนี้ไม่เปิดเข้ามาตั้งแต่แรกซะก็ดีฉันจะได้ไม่มีเห็นภาพที่น่าสยดสยองแบบนี้เข้า แต่เอ๊ะ แล้วทำไมฉันยังยืนจ้องพวกเขาอยู่เนี้ย เสียมารยาทจริงๆ เลยยัยรีส

ฉันคิดกับตัวเองแบบนั้นแล้วรีบละสายตาจากภาพตรงหน้าทันทีก่อนที่จะหมุนตัวเพื่อเดินออกจากห้องนั้นแล้วไปตั้งหลักที่หน้าห้องแทน แต่..

ตุ๊บ!

“อะ”

ฉันอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจเพราะทันทีที่ฉันหมุนตัวเดินออกมาฉันก็เผลอไปเดินชนใครเข้าอย่างจัง

“ขอโทษค่ะ”

วันนี้วันซวยอะไรของฉันเนี้ย ทำไมฉันทำอะไรก็ดูเหมือนมันผิดไปหมดซะทุกอย่างเลย แต่ทันทีที่ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่ฉันพึ่งเดินชนเท่านั้นแหละความรู้สึกเหมือนโล่งใจก็กลับมาคืนสู่ร่างฉันอีกครั้ง เป็นพี่พฤกษ์นี่เอง

“เฮ้อ พี่พฤกษ์นี่เอง นึกว่าใคร”

ฉันเอ่ยขึ้นมาด้วยความโล่งอกซึ่งคนตรงหน้าที่ตัวสูงกว่าฉันก็ได้แต่ก้มหน้ามองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย

“แล้วนึกว่าใครกันละ แล้วนี่ทำไมทำหน้าตาตื่นแบบนั้น ทำไมไม่ไปรอในห้อง”

พี่พฤกษ์ไม่เพียงแค่พูดแต่ทำท่าเหมือนจะเดินนำฉันไปเข้าในห้องที่ฉันพึ่งออกมาเมื่อกี้ ไม่ได้นะ ฉันจะให้พี่เขาเข้าไปเห็นภาพอย่างที่ฉันเห็นไม่ได้เป็นอันขาด

หมับ!

ฉันเลยคว้าแขนพี่พฤกษ์ไว้เพื่อไม่ให้พี่เขาเดินต่อ และพี่พฤกษ์ก็หยุดการกระทำของเขาทันทีก่อนที่เขาจะเลื่อนสายตามามองมือของฉันที่จับแขนของเขาเอาไว้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“มีอะไร”

“คือ..”

“อ้าว น้องแอรีสคนสวยเวลาไม่ได้อยู่ในชุดนักศึกษาก็ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ”

พี่ครามที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากทางไหนจู่ๆ ก็เดินเข้ามาสมทบพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างกับคนที่อารมณ์ดีตลอดเวลา มันก็น่ายินดีอยู่นะที่พี่เขายิ้มแบบนี้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่ฉันจะมาสนใจเรื่องนั้น ตอนนี้ฉันต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ทุกคนเข้าไปในห้องนั้นให้ได้

“มีอะไรกันเหรอ ทำไมไม่เข้าไปคุยกันในห้อง”

“กูก็กำลังจะเข้าไปแต่ รีสไม่ยอมให้กูเข้าไปเนี้ย”

“ตรงนี้ร้อนจะตาย เข้าไปตากแอร์เย็นๆ ในนั้นดีกว่าเนอะ”

พี่ครามไม่เพียงแค่พูดแต่พี่เขากลับเอื้อมมือมาจับแขนฉันไว้ข้างหนึ่งก่อนที่เข้าจะลากฉันเดินตามเขาเข้าไปในห้องโดยไม่ถามความเห็นฉันสักคำ ฉันไม่รู้ด้วยแล้ว เรื่องพวกนี้ให้พวกพี่เขาเคลียร์กันเองก็แล้วกัน

แต่...ฉันว่ามันมีอะไรบางอย่างแปลกไป ตอนนี้เราก็เข้ามาในห้องนี้กันแล้ว แต่ทำไมไม่เห็นพวกพี่เขาพูดอะไรกันขึ้นมาเลยละ ฉันเลยหันไปมองจุดที่เกิดเหตุอีกครั้งเพื่อนเช็กว่าสถานการณ์ตอนนี้กลับมาสู่ความปกติหรือยังแต่พอหันไปมองฉันก็ต้องรีบหันกลับมาทันทีเพราะตอนนี้พี่รามยังคงทำเรื่องแบบนั้นกับผู้หญิงคนนั้นโดยไม่สนใจสายตาใครอยู่ แล้วทำไมคนอื่นๆ ถึงได้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ละ พวกเขากำลัง..กันอยู่นะ ถึงจะไม่ถึงขั้นมีอะไรกันแต่มันก็เกือบไหมล่ะ เรื่องแบบนี้ควรทำโดยไม่สนใจใครได้เลยอย่างนั้นเหรอ

“เป็นไรไปน้องแอรีส ทำไมเอาแต่ก้มหน้าก้มตาละครับ”

พี่ครามเอ่ยถามฉันเลยได้แต่เม้มปากของตัวเองไว้แน่นแล้วพยายามบอกตัวเองในใจไม่ให้หันไปมองตรงทิศทางนั้นเป็นอันขาด

“อ่อ”

แต่ดูเหมือนว่าพวกพี่เขาจะรู้แล้วว่าทำไมฉันถึงทำท่าทีแบบนี้ถึงได้ครางออกมาด้วยน้ำเสียงแบบนั้นกัน

“ไอ้รามสินะ”

พวกพี่ช่วยเดือดร้อนกับเรื่องนี้กันสักหน่อยได้ไหม โวยวายหน่อยไม่ใช่ทำเป็นนิ่งแบบนี้

“อ่อ พี่ลืมบอกอะไรบางอย่างไป”

พี่พฤกษ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพร้อมกับเช็กเบสของเขาไปด้วยท่วงท่าสบายใจเหมือนไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับกิจกรรมตรงมุมห้องนั้นเลยสักนิด

“เรื่องที่ไอ้รามกำลังทำอยู่ ควรชินเอาไว้นะ มันทำแบบนี้ทุกวัน อย่าไปสนใจมันเลย”

ทุกวัน อย่าบอกนะว่าฉันต้องเจออะไรแบบนี้ทุกวัน ให้ตายสิ คนปกติที่ไหนเขาทำกัน แล้วทำไมฉันต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ด้วย ตายแน่ ตาฉันต้องเป็นตากุ้งยิงแน่ๆ เสียสายตาชะมัดเลย แล้วไอ้ที่บอกให้ชิน ฉันต้องทำตัวให้ชินกับมันยังไงเหรอ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED