๑
รักของพวกเขา
ณ โรงเรียนลำปางวิทยาลัย...
เขา...‘กิตติ แซ่หวัง’ ชายหนุ่มรูปงามเชื้อสายจีนผสมไทยแท้วัยสามสิบสี่ปี ผิวสีแทน สูงร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร ความสมบูรณ์ของร่างกายทุกส่วนสัดเหมือนหุ่นรูปปั้นนั้นอยู่ในชุดเสื้อผ้าราคาแพง ซึ่งเป็นจุดสนใจและคุ้นเคยใครต่อใครที่เห็นชายหนุ่มอยู่ ณ จุดนี้เกือบทุกวัน
เด็กนักเรียนชายหญิงต่างพากันมองมาที่เขาและซุบซิบหัวเราะต่อกระซิกกัน ทำให้ชายหนุ่มที่ดูจะเป็นรุ่นลุงที่ยืนขาไขว้กันอยู่ข้างรถ (Mercedes-Benz-M-Class) สีดำเกิดอาการเก้อเขิน
แต่แล้วจู่ๆ ความประหม่าเขินอายของชายหนุ่มที่ดูอายุเยอะรุ่นลุงสำหรับเด็กวัยเรียนก็แปรเปลี่ยน ดวงตาสีเข้มที่เมื่อครู่เปล่งประกายทอแสงระยิบระยับนั้นกลับแดงก่ำ เกรี้ยวกราด มองร่างสาวน้อยในชุดนักเรียน ‘ม.6’ ที่เดินเคียงคู่มากับนักเรียนชาย
ความสนิทสนมของพวกเขาทั้งสองทำให้กิตติเกิดอาการหึงหวงของรัก เขาไม่ได้มองว่าในกลุ่มที่หญิงสาวอยู่นั้นก็มีเพื่อนผู้หญิงรุ่นเดียวเดินมาด้วยหลายคน
“เจียว!”
“พี่เกี๊ย”
เสียงตะคอกฟังดูบังคับเรียกชื่อเธอทำให้ ‘เปาวลี’ หยุดเดิน แล้วหันหลังไปมองรถที่ขับช้าๆ ตามหลังมา
“สวัสดีค่ะ” เปาวลียกมือไหว้เขา
“ขึ้นรถสิ!”
กิตติสีหน้าเริ่มเครียดหงุดหงิดหัวใจเมื่อเห็นภาพบาดตาบาดใจ เธอช่างกล้าเดินแนบชิดเคียงข้างกับเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาได้ยังไง
“สวัสดีค่ะพี่เกี๊ย” อรดีเป็นเพื่อนที่รู้ใจของเปาวลี เธอยกมือไหว้กิตติแล้วก็หันมาพูดแซว “แหม...ผู้ปกครองมารับก็รีบปลีกตัวไปเลยนะ”
“เราไปนะ” เปาวลีไม่พูดอะไรมาก เธอยกมือโบกลาเพื่อน
“เจอกันพรุ่งนี้นะเจียว” อรดียิ้มหยอกล้อเพื่อน
“พรุ่งนี้ให้เราไปรับไหมเจียว” อนลเพื่อนนักเรียนชายรุ่นเดียวกับเปาวลี เขาแอบรักเธอตั้งแต่อยู่ ‘ม.4’ เอ่ยถามก่อนที่เธอจะเดินไปเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับ
“นายจะตื่นแต่เช้าไปรับลูกปืนเหรอ นายดูหน้าผู้ปกครองจำเป็นของยัยเจียวหรือยัง ดูสิ หน้าบึ้ง หนวดกระตุกยิกๆ ไม่เห็นเหรอ”
อรดีสะกิดให้อนลดู แต่นั่นไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มสนใจที่จะมองกิตติที่นั่งหน้าเหี้ยมเกรียมอยู่ในรถแม้แต่น้อย
“อรก็พูดเกินไป...พี่เกี๊ย เขาใจดีจะตายไป” เปาวลียิ้มแห้งๆ เมื่อเหลือบตามองคนที่ถูกกล่าวหา เขานั่งทำหน้าดุอยู่ในรถจริงๆ ด้วยแหละ
“ตกลงพรุ่งนี้เช้า เจียวให้เราไปรับที่บ้านนะ”
อนลยิ่งถูกห้ามเหมือนยิ่งถูกยุ เขารุกหนักยิ่งขึ้น ถามพร้อมทั้งยื่นมือไปแตะข้อศอกของเปาวลี
“พี่บอกให้ขึ้นรถ!” ครั้งนี้กิตติเลือดขึ้นหน้าเมื่อเห็นไอ้เด็กนักเรียน ม.ปลายมันแตะต้องตัวหญิงสาว เขารีบเปิดประตูรถแล้วลงจากรถ ไม่พูดอะไรมาก มือใหญ่คว้าหมับที่ข้อมือบาง ฉุดเล็กน้อยพาหญิงสาวเดินอ้อมรถไปอีกฝั่ง แล้วรีบเปิดประตูรถ ดันร่างนุ่มนิ่มเหมือนปุยนุ่นเข้าไปนั่งบนเบาะรถ พร้อมทั้งช่วยหญิงสาวรัดเข็มขัดนิรภัยเสร็จสรรพ
“ทำไมกลับมาเร็วจังคะ” เมื่อเห็นชายหนุ่มขึ้นมานั่งบนรถฝั่งคนขับ หญิงสาวก็เปรยถามเขาเสียงหวาน
“ถ้าไม่รีบกลับมา...พี่คงไม่เห็นคู่หมั้นของตัวเองกำลังจะใช้มีดแทงหลังพี่” อกด้านซ้ายเจ็บหน่วงจี๊ดๆ กิตติยอมรับว่าเขาหวาดระแวง กลัวที่จะเสียหญิงสาวคนนั่งข้างๆ ไป
“พี่เกี๊ยพูดอะไร เจียวไม่เข้าใจ”
หญิงสาวแรกรุ่นวัยยี่สิบปี ‘เปาวลี แก้วศรี’ เธอเป็นเด็กกำพร้าพ่อตั้งแต่ตัวแดงๆ เกิดมาก็มีแต่แม่ และอยู่กันสองคนแม่ลูก
“ไอ้หมอนั่นมันรู้ไหมว่าเจียวมีคู่หมั้นและกำลังจะแต่งงานมีผัวแล้ว”
ยิ่งพูดยิ่งอารมณ์ขึ้น ชายหนุ่มมีอายุห่างกันสิบห้าปีกับเธอทำให้กิตติระแวงไปต่างๆ นานา เขากลัวที่สุดคือสาวน้อยหมดรักคนมีอายุเยอะกว่าอย่างเขา
“ทำไมพี่เกี๊ยพูดไม่เพราะเลยคะ” เปาวลีพูดเสียงงอนๆ เธอชักจะเริ่มโกรธชายหนุ่มที่ชอบหาเรื่องเธออยู่เรื่อย
“พี่ไม่อยากให้ไอ้หน้าอ่อนนั่นมายุ่งวุ่นวายกับคู่หมั้นของพี่”
กิตติพูดจริงจังโดยไม่ได้หันไปสนใจมองหน้าของเปาวลีที่เอียงหน้ามอง เขากลับสนใจที่จะตั้งหน้าตั้งตาขับรถออกไปจากรั้วโรงเรียนแห่งนี้
“อนลเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนค่ะ” เปาวลีพยายามอธิบายให้กิตติฟัง
“พี่ไม่ชอบให้เจียวให้ความสนิทสนมกับไอ้เด็กผู้ชายนั่น” เขาเอียงหน้ามองเสี้ยวหน้าของแฟนสาว ‘ไม่สิ’ เขาและเธอหมั้นกันแล้ว และเขาก็พร้อมที่จะแต่งงานกับเธอหลังจากเปาวลีเรียนจบ
เมื่อสี่ปีก่อนกิตติได้มาเที่ยวบ้านคุณยาย แล้วเขาก็ได้เจอ
เปาวลี เด็กสาวแรกรุ่นอายุเพียงแค่สิบหกปีถ้าเขาจำไม่ผิด ครั้งแรกที่เขาเห็นเปาวลีก็ทำให้หนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดประหม่า หัวใจที่แข็งแกร่ง มองความรักเป็นเพียงอากาศและไม่เคยมีความรักมาก่อนนั้นอ่อนไหว และเต้นโครมครามทุกครั้งเมื่อเห็นใบหน้าหวานจิ้มลิ้มรูปไข่ของเปาวลี...กิตติตกหลุมรักเด็กน้อยวัยละอ่อนทันทีเมื่อเห็นเพียงเสี้ยวหน้างาม
ขณะนั้น กิตติก็เลือกเป็นฝ่ายเดินเข้าหาทางมารดาของสาวน้อย ทำความสนิทจนได้รับความไว้วางใจ และเปิดโอกาสให้เขาได้ศึกษาดูใจกับเปาวลี เขาและเธอศึกษาดูใจกันได้ไม่ถึงสี่เดือน กิตติก็อ้อนวอนขอร้องให้คุณยายไปขอหมั้นเปาวลี ซึ่งก็เป็นที่ถูกอกถูกใจของคุณยายของเขาเป็นอย่างมากที่ได้เปาวลีมาเป็นหลานสะใภ้
“เพื่อนๆ กันทั้งนั้น อยู่ห้องเดียวกันก็ต้องคุยต้องทำกิจกรรมร่วมกัน พี่เกี๊ยจะมาห้ามเจียวไม่ให้พูดคุยกับเพื่อนๆ มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ”
เปาวลีพูดเสียงงอนๆ เธอขยับตัวนั่งเอียง ใช้สีข้างพิงเบาะรถ หันหลังให้ชายหนุ่ม
“พี่ไม่อยากให้เจียวเรียนแล้ว” กิตติคิดอย่างไรก็พูดออกมาตามความรู้สึก เขาไม่อยากให้น้องเรียน เขาอยากจะแต่งงานและครอบครองหญิงสาวให้เร็วที่สุด
“แต่เจียวอยากเรียนต่อค่ะ...”
“จะเรียนทำไม จบ ม.6 ก็ไม่ต้องเรียนต่อแล้ว ออกมาแต่งงานกับพี่เป็นแม่บ้านให้กับพี่ดีกว่า” กิตติบ่นให้แฟนสาว
“เจียวยังไม่อยากแต่งค่ะ จบ ม.6 เจียวจะหางานทำเก็บเงินค่ะ แล้วจะส่งตัวเองเรียนต่อค่ะ” ทุกวันนี้ที่ได้เรียนหนังสือจะจบ มัธยม 6 ก็เพราะด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของมารดา...เปาวลีไม่อยากให้แม่ต้องทำงานรับจ้างซักผ้าตามหมู่บ้าน เธออยากให้แม่หยุดพักผ่อนอยู่กับบ้าน นี่คือความหวังที่เธอคิดไว้เสมอ เรียนจบ ม.6 เมื่อไรเธอจะหางานทำเลี้ยงแม่และส่งตัวเองเรียนต่อ
“ทำงาน ฝันไปเถอะ” กิตติปรายตามองหญิงสาวที่เอาแต่พูดเพ้อฝัน
“ทุกคนมีสิทธิ์ฝัน เจียวก็ฝันที่จะทำงานหาเงินเลี้ยงแม่และส่งตัวเองเรียน” เปาวลีเริ่มไม่พอใจที่เห็นชายหนุ่มพูดไม่รู้เรื่อง
“แต่ไม่ใช่เจียว...เจียวไม่จำเป็นต้องทำงาน เป็นเมียพี่ พี่จะทำงานเลี้ยงเจียวเอง”
กิตติพูดเสียงดุดันพร้อมทั้งจอดรถเข้าข้างทางตรงหน้าบ้าน เขารีบโน้มตัวเข้าหาคนตัวน้อยที่จะเปิดประตู จับประตูดึงไว้ไม่ให้น้องเปิด
“ถึงบ้านแล้วค่ะ” เปาวลีดันคนตัวหนาให้นั่งที่เดิม
“เรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” กิตติไม่ทำตามหญิงสาว เขาขยับตัวหันข้างเข้าหาคนตัวน้อย จับบ่าบางให้หันหน้ามาคุยกัน
บ้าที่สุด ทำไมพูดไม่เข้าใจสักที
กิตติเกิดและโตที่ต่างประเทศ เมื่อเขาเรียนจบก็ขอพ่อแม่กลับมาอยู่เมืองไทยอาศัยคอนโดฯ ของพ่อแม่ที่ซื้อทิ้งไว้ที่กรุงเทพฯ ชายหนุ่มได้ทำงานที่บริษัทผลิตขายรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งที่ดังระดับโลกในสาขาเมืองไทย เขาทำงานด้วยมันสมองที่ได้เรียนมาจนเป็นที่ไว้วางใจของท่านประธาน และชายหนุ่มก็ได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายขาย
“ฟังพูดเข้า...เจียวยังไม่ได้แต่งงานกับพี่...เจียวจะเป็นภรรยาของพี่เกี๊ยได้ยังไงคะ” เปาวลีเขินอายในคำพูดของชายหนุ่มจนใบหน้านวลผ่องแดงระเรื่อไปจนถึงใบหู
“จำไว้นะเมื่อเจียวเรียนจบ ม.6 เราจะแต่งงานกันทันที และอย่าหวังจะได้ออกไปทำงานที่ไหน”
ดวงหน้ารูปไข่ที่ก้มหลบสายตาเขานั้นถูกมือหนาจับตรงปลายคางดันให้เงยขึ้นสบตากัน
“แต่เจียวอยากทำงานหาเงินช่วยพี่นี่คะ” เปาวลียังยืนยันนอนยันที่จะทำงานอยู่ดี
“ไม่ต้องคิดที่จะทำเลย...พี่จะเป็นคนหาเลี้ยงเจียวเอง” กิตติบอกให้น้องน้อยดูปากของตัวเอง ‘พี่จะทำงานเลี้ยงดูเจียวเอง’ ทุกคำพูด เขากลั่นกรองออกมาจากหัวใจ เน้นริมฝีปากทีละคำอย่างชัดเจนให้หญิงสาวได้เห็น
“แต่เจียวไม่อยากเป็นภาระของพี่นี่คะ” เปาวลีหยุดพูดเมื่อเจอสายตาดุดันบังคับชองชายหนุ่ม
“พี่รักเจียวทุกสี่ห้องหัวใจของพี่มันมีแต่เจียว...พี่จะไม่ยอมให้เจียวลำบากแน่นอน และการที่พี่จะเลี้ยงดูเจียว มันไม่ได้ลำบากอะไรเลย...เจียวเห็นศาลพระภูมินั้นไหม” กิตติพยักหน้าให้เปาวลีมองศาลพระภูมิที่ตั้งตระหง่านน่าเกรงขามอยู่ข้างรั้วหน้าบ้าน
“ทำไมคะ” เธอมองศาลตามมือของชายหนุ่มที่ชี้ให้เธอดู
“พี่จะสาบานต่อหน้าศาล” เขายกมือท่วมหัวตั้งจิตส่งใจถึงเทวดาฟ้าดิน
“พี่เกี๊ยอย่าสาบานเลยค่ะ...เจียวเชื่อแล้วค่ะ”
มือน้อยรีบยกขึ้นปิดเรียวปากหยักห้ามไม่ให้ชายหนุ่มพูด แต่ก็ถูกมือใหญ่จับกุมไว้...กิตติจูบกลางฝ่ามือหอมกรุ่นแล้วเอาไปแนบที่หน้าอกด้านซ้ายของตัวเอง บอกให้น้องฟังเสียงหัวใจที่เต้นแรงตึกตักๆ บอกว่ารักเธอคนเดียว
“ฟังนะยอดรักของพี่...พี่ขอสัญญาต่อหน้าศาลหน้าบ้านเรา ถ้าวันใดที่พี่ผิดคำมั่นสัญญาต่อความรักที่พี่มีให้เจียวและพี่ทำร้ายจิตใจเจียวหรือนอกใจเจียวไปมีใหม่ ขอให้ฟ้าดินลงโทษพี่ อย่าให้พี่มีรักอันสมหวัง และขอให้พี่จมอยู่กับความทุกข์ ขอให้พี่มีอันเป็นไป”
เหมือนฟ้าเป็นพยาน เมื่อจบคำสาบาน เสียงคำรามบนท้องฟ้าก็ครวญครางก่อนผ่าเปรี้ยงๆ อยู่เบื้องบน เหมือนเทวดา นางฟ้าจะยอมรับคำสาบานของชายหนุ่ม
“พี่เกี๊ยขาา...ถอนคำสาบานเถอะค่ะ...เจียวใจคอไม่ดียังไงไม่รู้...เจียวกลัวค่ะ” เปาวลีตื่นตะลึงกับเสียงฟ้าร้อง ดวงหน้าเศร้าหมองแหงนมองท้องฟ้าที่มืดอึมครึม เมฆสีขาวหลายก้อนถูกเมฆสีดำลอยมากลบ ผสมผสานกลายเป็นเมฆสีดำทมิฬน่าเกรงขามเหลือเกิน
“ทำไมเจียวจะต้องกลัวด้วยล่ะครับในเมื่อหัวใจของพี่มีเพียงเจียว รักเจียวคนเดียว” กิตติยิ้มยอมรับที่ฟ้าดินเป็นพยาน
“ก็อนาคตข้างหน้าเราไม่รู้นี่คะว่าจะเกิดอะไรขึ้น...เจียวอาจจะหมดรักพี่ หรือพี่อาจจะหมดรักเจียวไปมีคนอื่นก็ได้” เปาวลีส่ายหน้าไปมา น้ำตาก็คลอ พูดเสียงสั่นเครือ
บางครั้ง เธอก็หวาดกลัวอนาคตภายภาคหน้า ถ้าวันหนึ่ง กิตติปันใจหนีห่างหรือแปรเปลี่ยนจากรักกลายเป็นเกลียด เธอจะทำอย่างไร จะอยู่ได้ไหมโดยที่ไม่มีชายหนุ่ม เพราะสาวเจ้าก็รักเขาจนหมดหัวใจเช่นกัน
เปาวลีแอบถอนหายใจแผ่วเบาเมื่อนึกถึงความเป็นอยู่ ฐานะครอบครัวเธอกับเขาช่างแตกต่างกันยังกับฟ้าดิน...กิตติเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว ฐานะทางบ้านจัดได้ว่ารวยและเป็นที่รู้จักทางสังคมชั้นสูงระดับหนึ่ง ไม่ต้องหาเช้ากินค่ำเหมือนเธอที่เป็นเพียงเด็กสาวชาวบ้านแสนธรรมดา ลูกตาสียายสาที่ไม่มีแม้แต่ชาติตระกูล ไม่คู่ควรกับชายหนุ่มเลยสักนิด
“อย่าพูดดูถูกความรักของพี่นะเจียว ถึงพี่ไม่สาบาน พี่ก็มีรักเดียวใจเดียว ไม่คิดแปรเปลี่ยนไปมีใจรักใครแน่นอน พี่จะมีเจียวคนเดียว ไม่ขอยุ่งกับหญิงอื่นนอกจากเจียว และพี่ก็ไม่เคยกลัวต่อคำสาบานเพราะพี่รู้ใจตัวเองว่า ในโลกนี้พี่คงจะรักใครไม่ได้อีกแล้วนอกจากเจียว ได้ยินไหม”
กิตติขยับตัวเข้าหาร่างบาง ใบหน้าคมคายโน้มลงหาดวงหน้าขาวนวล ปลายจมูกโด่งคมสันชนกับปลายจมูกเรียวเล็กจนทำให้พวกเขาทั้งสองได้กลิ่นลมหายใจหอมกรุ่นของกันและกัน ริมฝีปากหยักไม่นิ่งเฉย เลื้อยพรมจูบไปตามดวงหน้าแดงระเรื่อและพยายามที่จะประกบจูบเรียวปากบางอิ่มเอิบนั้น
“อยะ...อย่าค่ะ”
เปาวลีเนื้อตัวสั่นสะท้านเมื่อเจอสัมผัสแปลกใหม่จากชายหนุ่มมากประสบการณ์ เธอเคลิบเคลิ้มหลงใหลในรสจูบอันอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยความเร่าร้อนไปชั่วขณะ เธอพยายามดึงสติกลับมาให้หลุดพ้นจากความสยิวแปลกใหม่ หญิงสาวเขินอายจนใบหน้าแดงอมชมพูเมื่อได้สบสายตาหื่นกระหายที่เจ้าตัวไม่เคยสบมาก่อน
“เจียวของพี่หอมเหลือเกิน”
เสียงแหบแห้งของเขาสั่นเทาชิดริมฝีปากบาง...กิตติอยากจะแทรกแซงเรียวลิ้นเข้าไปควานหาความหอมหวาน อยากสัมผัสหยอกล้อเรียวลิ้นน้อย อยากจะสอนให้เธอรู้จักวิธีตอบโต้แลกจูบเหลือเกิน แต่กิตติก็เลือกที่จะไม่ทำ ชายหนุ่มไม่อยากจะทำให้สาวน้อยที่เขารักต้องมีรอยด่างพร้อยเพราะน้ำมือของตัวเอง
“แม่มองเราอยู่นะคะ” มือไม้สั่นไหวยกขึ้นดันใบหน้าเข้มออก ไม่ยอมให้เขาทำต่อ
เปาวลีเลือกที่จะหยุดชายหนุ่มโดยการผลักร่างหนาให้ออกห่างแล้วโผตัวเข้าโอบกอดรอบเอวสอบไว้ ใบหน้างามร้อนผ่าวก็รีบซบลงบนอกแข็งแกร่งเพื่อหลบ ไม่อยากให้เขาสัมผัสเธอด้วยเรียวปากร้ายกาจนั้น
“เห็นก็ดีสิ แม่จะได้จับเราแต่งงานกันวันนี้เลย” เสียงเข้มกระซิบกระซาบชิดกระหม่อมหอมอ่อนๆ จากเรือนผมยาวดำเงางาม
“ปล่อยเจียวได้แล้ว ไม่อยากจะพูดกับพี่เกี๊ยละ พูดทีไร เจียวเสียเปรียบทุกที”
เปาวลีผงกศีรษะขึ้นมองเคราสีเขียวครามที่ขึ้นตามคางหนา เธอรีบยกมือป้องปากของตัวเองเมื่อริมฝีปากหยักโน้มลงมาจะจูบเธอ
“พี่รักเจียวนะครับ” เขาไม่ยอมปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระ ใช้แขนข้างเดียวโอบกอดเอวคอดกิ่วแน่น ส่วนอีกข้างก็จับมืองามออกจากปากจิ้มลิ้ม...
กิตติยิ้มความบ้องแบ๊วของน้อง ชายหนุ่มไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย เขาโน้มหน้าลง ริมฝีปากหยักก็โฉบเฉี่ยวประกบจูบลงทัณฑ์ จูบหยอกล้อตอดเล็กตอดน้อยอยู่อย่างนั้น
“ถ้ารักเจียวก็หยุดทำแบบนี้สิคะ”
เปาวลีเปรยเสียงสั่นๆ ร่างบางอ่อนเหมือนขี้ผึ้งลนไฟ พยายามหักห้ามใจไม่ให้หลงใหลในรสสัมผัสอันแสนหวาน แต่ช่างทรมานหัวใจเหลือเกินยามชายหนุ่มสร้างขึ้น
“เจียวจ๋า...พี่อยากได้ยินเจียวบอกรักพี่บ้าง บอกรักพี่ให้ชื่นหัวใจหน่อยสิครับ”
เสียงอ้อนอ่อนหวานทุ้มนุ่มหูช่างเป็นน้ำทิพย์ชโลมหัวใจดวงน้อยให้กระชุ่มกระชวย เธออบอุ่นและปลอดภัยทุกครั้งที่ได้อยู่ในวงแขนกำยำที่คอยแต่กระชับกอดแน่นที่เอวคอด
“จะ...เจียวรักพี่เกี๊ยค่ะ” ปาวลีไม่ได้บอกแค่ปาก เธอยังแสดงให้เขาเห็นด้วยว่าเธอรักชายหนุ่มมากแค่ไหน เสียงสั่นเครือเอ่ยบอกรักชิดเรียวปากหยัก เรียวปากบางอิ่มเอิบจูบเรียวปากหยัก จูบแล้วจูบอีก จูบอยู่อย่างนั้น เธออยากให้ชายหนุ่มรับรู้ว่าทุกลมหายใจและชีวิตเลือดเนื้อของเธอมันเป็นของเขา
“ระ...รักมากไหม” เสียงเข้มสั่นสะท้านถาม เขารู้สึกสยิวซ่านเมื่อแม่กระต่ายน้อยจูบสัมผัสหยอกล้อเขาแบบกล้าๆ กลัว...กิตติรีบใช้มือทั้งสองข้างโอบอุ้มพวงแก้มนวลแล้วดันให้ออกห่าง
“หัวใจของเจียวในเวลานี้มีพี่เกี๊ยคนเดียวค่ะ...เจียวมีชีวิตเดียว ขอมอบให้พี่เกี๊ยดูแล...พี่เกี๊ยอย่าทิ้งเจียวนะคะ” ทุกคำพูดของหญิงสาวกลั่นกรองออกมาจากหัวใจที่เต็มไปด้วยความรักที่มั่นคง
“ยอดรักของพี่...พี่รักเจียวที่สุดของที่สุด ชีวิตของพี่ที่มีอยู่มันเป็นของเจียว...พี่จะไม่มีวันทอดทิ้งเจียวและทำให้เจียวเสียใจแน่นอน” เสียงกระซิบของเขาฟังดูหนักแน่นเหมือนหัวใจของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยรักล้นหัวใจ
“พี่เกี๊ยขา...เราเข้าบ้านกันเถอะค่ะ”
เปาวลีหันมอง รอบข้างของรถมีสายตาอยากรู้อยากเห็นหลายคู่ คนที่เดินผ่านต่างหันมองและทำท่าทางซุบซิบเหมือนพวกเขาพากันนินทาเธอ
“โอเค เข้าบ้านก็เข้าบ้าน”
กิตติรีบเปิดประตูแล้วลงจากรถ วิ่งไปฝั่งที่น้องนั่งอยู่ เขาเปิดประตูให้หญิงสาว ซึ่งภาพของหนุ่มสาวที่มีอายุห่างกันหลายปีต่างตกเป็นเป้าสายตาและขี้ปากของชาวบ้านละแวกนั้น
“แม่ขา...เจียวทำเองค่ะ...แม่นั่งพักนะคะ”
เปาวลีรีบวางกระเป๋านักเรียนไว้ข้างเก้าอี้หน้าบ้าน เธอรีบเข้าไปจับตะกร้าผ้าในมือของมารดาวางไว้ แล้วพยุงร่างของหญิงวัยห้าสิบห้าปีแต่ดูสังขารของนางช่างดูเหมือนหญิงชราอายุหกสิบเข้าไปนั่งพักในห้องรับแขก
“ยัยหนู ทำไมวันนี้กลับถึงบ้านเร็วจังล่ะ”
สุจีนั่งบนโซฟา หายใจหอบเหนื่อยเจ็บจี๊ดๆ ที่หน้าอก แต่นางก็ไม่ได้แสดงอาการปวดเจ็บให้ลูกสาวได้เห็น
“พี่เกี๊ยไปรับที่โรงเรียนค่ะ” เปาวลีขยับตัวหลีกทางให้ชายหนุ่มที่เดินตามหลังมานั่งโซฟาฝั่งตรงข้ามมารดา ส่วนเธอก็ปลีกตัวออกไปเก็บผ้าที่ตากอยู่ข้างบ้าน
“สวัสดีครับน้าสุ” กิตติยกมือไหว้ว่าที่แม่ยาย
“ไหว้พระเถอะพ่อเกี๊ย ไหนว่าไปดูงานที่กรุงเทพฯ ทำไมกลับมาเร็วจังล่ะจ๊ะ” สุจีรับไหว้ว่าที่ลูกเขย
“พอดีงานที่ไปดูเสร็จเร็วกว่ากำหนดน่ะครับ”
กิตติตอบสุจีแต่สายตาของเขากลับเหลือบมองแม่กระต่ายน้อยที่นั่งพับผ้าของลูกค้าอยู่อีกมุม
“แล้วนั่นถุงอะไรล่ะ ทำไมดูเยอะแยะจัง” สุจีมองถุงหลายใบที่กิตติวางไว้บนโต๊ะรับแขก
“ของฝากจากกรุงเทพฯ ครับ”
สุจียิ้มแล้วหันไปบอกลูกสาวที่นั่งพับผ้าอยู่
“ยัยหนู ไปเอาของว่างกับน้ำเย็นมาให้พี่เขาสิลูก” ก่อนหันมาพูดคุยกับกิตติอีกครั้ง “ทำไมจะต้องสิ้นเปลืองเงินทองซื้อมาให้น้าเยอะแยะแบบนี้ด้วยล่ะพ่อเกี๊ย” นางบ่น แต่เสียงนุ่มอย่างเอ็นดูว่าที่ลูกเขย
“ไม่ได้สิ้นเปลืองอะไรหรอกครับ มีแต่ของใช้ ของบำรุงร่างกายทั้งนั้นครับ”
“งั้นก็ขอบใจนะพ่อ”
มารดาหญิงสาวระบายยิ้มไม่คลาย ตลอดเวลาที่ผ่านมา กิตติเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย นางเห็นความรักมากมายในแววตาชายหนุ่มที่มีให้แก่บุตรสาว จึงไม่ขัดขวางหากเขาจะคบหาดูใจกับเปาวลี แม้ว่าทั้งคู่จะอายุห่างกันหลายปีก็ตาม
เสียงก๊องแก๊งๆ ดังออกมาจากในครัวทำให้กิตติหันไปมองแล้วเอ่ยขออนุญาตกับสุจี “ผมไปช่วยเจียวนะครับ น้าสุ”
“จ้ะ ไปเถอะพ่อ” สุจีอนุญาตอย่างเข้าใจความรู้สึกของหนุ่มสาว
กิตติรีบลุกขึ้นเข้าไปช่วยเปาวลีในห้องครัวทันที เมื่อเข้ามาก็เห็นหญิงสาวกำลังยกถาดอาหาร เตรียมไปขึ้นโต๊ะจึงขันอาสา
“มา...พี่ช่วย”
“ขอบคุณค่ะ” เปาวลียิ้มแล้วปล่อยถาดในมือให้ชายหนุ่ม แล้วเธอก็เดินตามหลังเขาเข้าไปนั่งพับเพียบอยู่ข้างโต๊ะรับแขก
“นี่ถ้าคุณบุษอยู่คงช่วยกันกินช่วยกันใช้ได้บ้าง” การทำตัวไม่รุ่มร่ามเสมอต้นเสมอปลายของชายหนุ่มที่ดูจะรักและทะนุถนอมเปาวลีปานดังดวงใจนั้น ทำให้สุจีที่นั่งมองแอบยิ้มอย่างมีความสุข
“คุณยายไปไหนเหรอครับ” กิตติที่นั่งฝั่งตรงข้ามสุจี เขามองผ่านหัวไหล่ของว่าที่แม่ยายมองบ้านไม้หลังใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
“คุณบุษไปทำบุญที่วัด มาบอกน้าว่าจะจำศีลที่วัดสักสี่ห้าวันจ้ะ”
สุจียิ้มพิมพ์ใจเมื่อนึกถึงหญิงชราวัยแปดสิบผู้มีจิตใจดี โอบอ้อมอารีแด่ผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า
คุณบุษบามักจะถือตะกร้าหมากและปิ่นโตข้าวนั่งรถตุ๊กๆ ไปวัดทำบุญ ซึ่งเป็นภาพคุ้นเคยเห็นเป็นประจำสำหรับสุจี ตลอดหลายสิบปีที่นางอุ้มท้องอ่อนๆ มาเช่าบ้านอยู่ที่นี่ สุจีก็เห็นหญิงชราอาศัยอยู่บ้านหลังนั้นตามลำพัง จะมีเป็นบางปีที่ลูกสาวคนเดียวของนางกลับจากต่างประเทศมาเยี่ยมเยียน ซึ่งลูกสาวของคุณบุษบาก็คือมารดาของกิตตินั่นเอง
“แล้วคุณยายได้ฝากกุญแจบ้านไว้ไหมครับ”
กิตติมองเปาวลีที่ชูขวดน้ำหวานเฮลส์บลูบอยให้เขาเลือก ชายหนุ่มพยักหน้าบอกน้องว่าเขาต้องการน้ำแดงไม่ใช่น้ำเขียว
“อย่าบอกนะ พ่อเกี๊ยไม่มีกุญแจเข้าบ้าน” สุจีมองหน้าว่าที่ลูกเขย