ยามรักน้ำต้มผักก็ยังหวาน พอผ่านไปไม่ถึงปีไอ้คนดีมันกับออกฤทธิ์แล้ว
นิสัยธรรมดาโลกอาจไม่จำ คู่เวรคู่กรรมอย่างฉันกับมันถึงต้องสู้กันเอง
"บอกให้กลับบ้านกลับช่องไม่ใช่ไปซ่องหาสาว!"
"เธอบอกไม่เคลียร์เองอย่าโทษกัน"
ทุกวันมันก็เป็นแบบนี้น่าเบื่อหน่ายหยุดก็แพ้ตามก็เหนื่อย
ไม่มีอะไรพอดีกับชีวิตฉันสักนิด โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
อย่าให้ฉันใช้ไม้ตายสุดท้ายนะไอ้ผัวเฮงซวย รับรองถ้ายังไม่กลับก็...
"จะให้บอกลูกว่าไง พ่อกำลังจะหาแม่ใหม่ให้งั้นเหรอ?"
CHAPTER 01
ตาม ภูมิรพี: TALK
@ร้านไอศกรีม Banana
“ไอศกรีมมาแล้วค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ”
“ขอบคุณครับ”
สิ้นเสียงตอบรับถ้วยไอศกรีมแก้วใหญ่บนโต๊ะก็ถูกมือขาวอวบอั๋นขนาดเล็กเลื่อนไปด้านหน้าตัวเองท่าทางเตรียมพร้อมจะทานมากที่สุด สักพักในเวลาต่อมารอยยิ้มหวานถูกส่งผ่านมาทั้งที่ไอศกรีมรสช็อตโกแลตยังคาปากเล็กสีเชอร์รี่สุกอันจิ้มลิ้ม ภาพน่ารักตรงหน้าชวนให้เกิดความสุขจนอดทำให้นิ้วมือเรียวขาวใหญ่มีเส้นเลือดปูดตามประสาผู้ชายเข้าของตัวเองไปเช็ดมุมปากที่เลอะออกมาอย่างเบามือ
เกือบห้าโมงเย็นแสงสุดท้ายของฤดูหนาวกำลังจะลาลับขอบฟ้าของเอเชียโซนเอ้าท์ดอร์ชั้นสองของร้านไอศกรีมยังมีผู้คนคับคั่งเข้ามาใช้บริการกันเนืองแน่น ผมมาที่นี่หลายครั้งต่อหลายครั้งแต่ยังไม่เคยเห็นคนเยอะขนาดนี้ทั้งที่อากาศเย็นแต่ผู้คนก็ยังไม่ห่างจากของหวานที่ขึ้นชื่อว่าไอศกรีม โซนที่ผมนั่งอยู่มีหลายโต๊ะส่วนมากเป็นผู้หญิงทั้งนั้นไม่ว่าวัยทำงานวัยรุ่นมัธยมหรือแม้กระทั่งวัยนักศึกษา
ไอศกรีมคงเป็นสิ่งเยียวยาจิตใจชั้นดีอีกทั้งยังช่วยดับความร้อนในช่วงบ่ายที่ถึงแม้จะอยู่ในช่วงฤดูหนาวแต่ก็อย่างที่ทุกคนสัมผัสได้เมืองไทยไม่ว่าจะฤดูไหนก็ร้อนเหงื่อแตกได้ทุกเมื่อไม่เว้นแม้แต่ฤดูหนาว ฤดูหนาวถ้าเป็นในเมืองหลวงก็แค่รู้สึกเย็นในตอนเช้าและตอนกลางคืนเท่านั้นเว้นแต่ปีนั้นๆ จะหนาวจริงหน่อย
“ไงมึงสบายดีนะ?”
เหอะ...
ไอ้คนถามไม่แม้แต่จะมองหน้าผมเลยสักนิดแต่กับลากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงไปในไขว่ห้างกระดิกเท้าอย่างสบายอกสบายใจเหมือนไม่ทุกข์ร้อนห่าใดๆ สักนิด ประโยคเมื่อกี้มันประชดผมชัดๆ ไม่ตั้งใจถามเพื่อเอาคำตอบอะไรทั้งนั้นหรอกทว่าผมกับอยากตอบมันเหลือเกิน
“ตามึงก็เห็น”
“ตากูอยู่บ้านไม่ได้มาด้วยคงไม่เห็นมึงหรอกวะ”
ควาย...
ประโยคที่ผมพูดต่อแต่ไม่เปล่งเสียงออกมาได้ส่วนไอ้คนที่พึ่งตอบกวนตีนก็ยิ้มเยาะชอบใจส่งกลับมาแทน มันรู้ว่าผมตอบอะไรให้มัน ไอ้นี่มันชอบกวนส้นตีนเหลือเกินอยู่ดีๆ ไม่ดีจะตายมั้ง มันชื่อ ‘บอล’ ครับเพื่อนผมคนนี้
มันเท่เบ้าหน้าก็พอเอาเข้าวัดเข้าวาได้แต่ถ้าจะถามถึงรูปร่างส่วนสูงโคตรดูดีระดับเดียวกับนายแบบคิดดูแล้วกันว่าจะจัดให้มันอยู่ในระดับไหนส่วนผมให้เพื่อนเวรของตัวเองจัดอยู่ในระดับที่ดีมากถ้าไม่รวมกับปากหมาๆ ของมัน
“วันหลังมึงก็เอามาด้วยแล้วกัน ชีวิตกูมันน่าให้มึงเสือกเหลือเกิน”
แล้วผมก็พูดขึ้นอีกครั้ง ตอบมันอย่างไม่ใส่ใจไม่สนใจด้วยซ้ำว่าหน้าคนฟังจะมีสีหน้าท่าทางยังไงเพราะสายตาตัวเองจดจ้องกับอะไรบางอย่างซึ่งแน่นอนว่ามันสำคัญกว่าเพื่อนปากหมาๆ หลายเท่าตัว
“งั้นก็สมที่คนบาปอย่างมึงจะตกอยู่ในสภาพนี้”
“สภาพนี้ก็ดีกว่าตกอยู่กับพวกมึงไอ้บอล”
พวกมึง... บอกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่ผมกับไอ้บอลเท่านั้นแต่ยังมีอีกหลายคนด้วยกันเดี๋ยวพวกมันก็เข้ามาในชีวิตของผมเองนั่นแหละเข้ามาทีละคนสองคนหรือไม่ก็เข้ามาแบบรวบยอดทีเดียวเป็นกลุ่มแต่ไม่เข้ามามันจะสงบสุขมากกว่า
“ครับไอ้คุณตาม” ไอ้บอลมันยอมสงบปากหมาๆ ของตัวเองก็เพื่อหันไปยิ้มหวานจนตาหยีให้กับอีกคนหนึ่งที่นั่งเงียบทานไอศกรีมพร่องไปเกือบถ้วยใหญ่แล้ว “สวัสดีค่ะสาวน้อยต้องตาของน้าบอลคนหล่อ”
‘ตาม’ ชื่อของผมเองส่วน ‘ต้องตา’ เป็นชื่อลูกสาวคนเดียวของผมในปัจจุบัน ฟังไม่ผิดนะครับต้องตาเป็นลูกสาวของผมจริงๆ รู้แบบนี้แล้วคงไม่ต้องถามหาสถานะว่าโสดหรือเปล่า
มีลูกก็ต้องมีเมียไม่เห็นแปลก
“สวัสดีค่ะอาบอล”
ต้องตาวางช้อนไอศกรีมลงในถ้วยพนมมืออวบเล็กๆ ไหว้ไอ้บอลหลังจากนั้นก็กับไปสนใจสิ่งที่ชอบต่อโดยปล่อยให้คนถามกลายเป็นหมาหัวเน่าทันที
“ไม่น่าเชื่อ พ่อกับลูกโคตรเหมือนกันเลย”
“ก็ต้องตาลูกพ่อตามขานิคะอาบอล”
เสียงนี่ดังขึ้นเรียกเสียงหัวเราะพร้อมกับส่งรอยยิ้มเยาะไปสมน้ำหน้าเพื่อนปากหมาของตัวเอง เห็นไหมขนาดต้องตายังเข้าข้างพ่อตัวเองคงทนไม่ไหวกับความกวนตีนมั้ง
“ค่ะ อาบอลไม่เถียงเลยค่ะ ลูกพ่อตามขาจริงๆ”
“มาติมหมดแล้วมานั่งตักพ่อดีกว่า” ว่าแล้วผมก็ขยับตัวเลื่อนถ้วยไอศกรีมไปด้านหน้าไอ้บอลแล้วจัดการช้อนโอบอุ้มร่างเล็กของต้องตาเข้ามานั่งตรงกลางระหว่างขาของตัวเองซึ่งมีพื้นที่เล็กน้อยแต่พอดีกับลูกก่อนคว้าแก้วน้ำเปล่าขึ้นมาป้อนลูกสาวเป็นการตบท้าย ไอ้คำว่าติมผมได้ยินต้องตาพูดมานานแล้วนะไม่รู้ว่าเลียนแบบใครใครสอนใช่แม่ของต้องตาหรือเปล่าอันนี้ก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก “อร่อยมั้ย?”
“ติมอร่อยค่าพ่อตามขา มาอีกๆ”
มือเล็กเกาะขาผมทั้งสองข้างไว้แน่นหลังจากที่ดื่มน้ำเสร็จไปตอนก่อนหน้า ใบหน้ากลมมนมีแก้มยุ้ยหน่อยๆ สีแก้มแดงเล็กน้อยโดยธรรมดาเงยขึ้นจนสุดลำคอก่อนฉีกยิ้มแฉ่งอวดฟันเพื่อมองหน้าผมที่ก้มหน้าถาม
“คราวหน้าเดี๋ยวพ่อมาอีกเนาะ”
“เย้! พ่อตามขาใจดีที่สุดในโลกเล้ย....”
“อ้อนพ่อตามเข้าไว้นะคะต้องตา มาคราวหน้าทานเยอะๆ”
“ไอ้บอล”
ผมเอ่ยแค่นี้ทั้งที่ประโยคต่อมาอยากด่าแหลกใส่คำหยาบแบบซัดยับมากเหลือเกินแต่ต้องเก็บเอาไว้ยังไงก็อยู่ต่อหน้าต้องตา แค่คำว่ากู มึง หนักสุดก็แค่คำว่าเสือกก็พอแล้วอย่างอื่นโตขึ้นให้เรียนรู้เองดีกว่าอย่าพึ่งชี้โพลงให้กระรอกเลย
“คิกๆ อาบอลโดนพ่อตามขาดุ คิกๆ”
“พ่อตามขาของต้องตาดุน่ากลัวมาเลยค่ะ อาบอลกลัวๆ”
“คิกๆ อาบอลกลัวพ่อตามขา...”
ต้องตาพูดขึ้นในขณะที่ยังหัวเราะตามประสาเด็ก ไม่นานนักมือเล็กอวบชี้จิ้มจึกๆ เข้ามาตรงกระเป๋ากางเกงที่มีโทรศัพท์และกุญแจรถอยู่นูนอยู่ ผมรู้ดีว่าลูกสาวต้องการอะไรจึงล้วงเข้าไปเอาโทรศัพท์ให้ตั้งแต่นาทีนั้นมาลูกผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะได้แต่เลื่อนดูวีดีโอของเจ้ากระเป๋า
“ว่าแต่มึงมีอะไรไอ้บอล?”
ลงทุนตามมาจากไอจีที่ผมลงมันต้องไม่มีอะไรธรรมดาแน่นอนยิ่งคนอย่างไอ้บอลถ้าได้ชีพจรลงเท้าเมื่อไหร่เรื่องที่มันกำลังจะพูดก็ต้องสำคัญ
“เที่ยว”
“คงไม่เที่ยวแค่อย่างเดียว?”
“รู้ใจฉิบ”
ถ้าบอกว่าไม่ได้รู้ใจแต่ผมรู้จักสันดานของมันมากกว่า
“ไอ้บอล...” คราวนี้เสียงที่ผมใช้ค่อนข้างแข็งกระด่างผสมกับความจริงจังเพราะได้ยินคำหยาบออกมาเพิ่มรู้สึกไม่ค่อยชอบใจนัก “กูเคยบอกมึงว่าไง”
“กูขอโทษ”
“เออ”
พอเห็นมันขอโทษก็โอเคไม่ได้คิดอะไรมากมายจนทำให้ซีเรียสขนาดนั้นอีกอย่างมันก็มีบางเวลาพลั้งเผลอแต่อย่าให้มีบ่อยแล้วกัน
“วันนี้วันศุกร์”
ก็ใช่ไงวันนี้วันศุกร์พอผมไปรับต้องตาที่โรงเรียนก็ตรงมาร้านไอศกรีมแล้วมันแปลกตรงไหน
หรือว่า...
“ศุกร์หรรษาไงไอ้ตาม”
พูดจบไอ้บอลก็ยักคิ้วส่งมาให้เป็นอันว่ารู้กัน วันศุกร์สุดหรรษาสำหรับใครต่อใครไม่ว่าอาชีพไหนคืนนี้ก็คงต้องท่องราตรียาวหรือไม่ก็ไม่เมาไม่เลิก
“ศุกร์นี้คงไม่ใช่ของกู”
ว่าแล้วสายตาของผมก็มองก้มไปยังต้องตาเป็นเชิงบอกไอ้บอลว่าต้องดูแลลูกและยังไม่วายเอามืออีกข้างมาโอบกอดรอบตัวต้องตากันตกเก้าอี้เพราะเวลาดูโทรศัพท์ชอบไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
ดื้อเหมือนใครวะ
ไอ้บอลเข้าใจผมดีถ้าวันไหนต้องอยู่กับต้องตา ทุกอย่างมันจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเรื่องใดๆ ก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของผมใช้ได้เฉพาะกับคนที่ตัวเองรักเท่านั้น
คนอื่นไม่มีทางเห็นหัวมัน
“งั้นกูก็มาเสียเที่ยวดิ” เสียงถอนหายใจของไอ้บอลดังขึ้นมาแต่ก็ไม่ได้ทำให้น่าเห็นใจสักนิดเดียวเพราะอาจมีประโยคต่อที่เหมือนจะเจาะจงกัดผมโดยเฉพาะ “มึงโคตรเป็นผัวดีเด่น นี่ถ้าเมียไม่ติดสอบก็คงไม่ปฏิเสธแน่”
“ขอบใจที่ชมกูไอ้เลวบอล”
ส่วนเมีย... เธอก็คือตูน ตอนนี้เรียนปีสุดท้าย อายุอ่อนกว่าผมสองปี จริงๆ แล้วเธอน่าจะเรียนจบตั้งนานแล้วแต่เป็นเพราะท้องต้องตาก็เลยดรอปไว้ปีหนึ่ง
ท้องตอนที่บรรลุนิติภาวะแล้วนะข้อนี้ผมบอกไว้ก่อน เผื่อเข้าใจผิดกัน
“แล้ววันอื่น?”
“มันคืออนาคต”
เหี้ย...
รูปปากไอ้บอลพูดขึ้นแบบนี้แต่ไม่ออกเสียงทว่ามันไม่สะทกสะท้านผิวหนังหนาๆ ของไอ้ตามคนนี้หรอกชินชาไปแล้วด้วยซ้ำ คำพวกนี้พูดแล้วพูดอีกกับพวกมันวันละหลายๆ รอบไป
“เออ ตอบกวนกูเข้าไปไอ้ตาม”
ผมฉีกยิ้มกวนตีนส่งกลับไปให้ไอ้บอลประกอบกับท่าทางยียวนกวนประสาทเต็มเหนี่ยว ทีมันพูดกวนคนอื่นยังทำได้แล้วทำไมผมจะทำไม่ได้
“มึงอยากรู้มากเลยเหรอวะ?”
“ก็... เออๆ บอกก็บอกว่ะ” นั้นไงมันไม่ใช่เที่ยวอย่างเดียวเท่านั้นมีเรื่องอื่นมาพัวพันจนได้ ไอ้บอลมันคิดอะไรอยู่ไม่เจียนสังขาร “มึงจำน้องมิ้นท์ได้มั้ย?”
“ได้” ธรรมดาใครมันจะจำไม่ได้พึ่งเจอไปเมื่อวานกับมันเอง ลืมก็สมองเสื่อมแล้วระยะเวลาห่างไม่ถึง 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำ “ไงต่อ”
“คืนนี้น้องเขาชวนกูเที่ยวเว้ย ผับที่ไปบ่อยๆ ”
“มึงก็ไปดิ บอกกูเพื่อ?”
“ก็น้องเขาจะไม่ไปไงถ้ามึงไม่ไปด้วย”
“เพื่อนเขาชอบกูว่างั้น?”
ที่แท้ก็ให้ไอ้บอลเป็นสะพานเชื่อมต่อมายังผม เพื่อนคนนี้มันจริงๆ เลยโว้ย ไม่ใช่มันไม่รู้ทันนะแต่มันแกล้งเออออทำทีโง่ไปอย่างงั้นแหละ
“มึงรู้...”
“เพื่อนมึงไม่ได้โง่ มองกูอย่างกับอยากเขมือบขนาดนั้นมึงก็เห็น”
สิ้นเสียงไอ้บอลก็หัวเราะจนทำให้ผมแทบอยากลุกขึ้นเตะมันรัวๆ
“น้องเขาชื่อบุ๋ม”
สิ้นเสียงร่างเล็กนุ่มนิ่มที่ผมโอบกอดเอาไว้เงยใบหน้าขึ้นมาสบสายตาของผมทำท่างงงวยจากนั้นนัยน์ตาสีนิลสวยก็เปลี่ยนเป็นเชิงอยากรู้อยากถาม
“พ่อตามขา... ใครบุ๋ม?”
เอาแล้วไงวะ
นี่แหละที่เขาถึงบอกว่าเด็กชอบเรียนรู้ชอบจดจำในสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด
“เอ่อ... เพื่อนอาบอลของลูกไง” ผมตอบลูกทันทีที่คิดได้โดยการบวยไปให้ไอ้บอลแทน เอาตัวรอดไว้ก่อนส่วนเพื่อนค่อยช่วยทีหลัง “ใช่ไหมบอล”
“ใช่ค่ะต้องตาเพื่อนอาบอลเอง”
ไอ้บอลรับไปแล้วต้องตาก็ยังทำท่ารุ่นคิดแป๊บหนึ่งซึ่งขนาดผมก็ไม่เข้าใจว่าลูกตัวเองทำไมต้องทำขนาดนั้นทั้งที่เป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ สีหน้าเหมือนโตเต็มที่แสดงออกเรื่อยๆ ทว่าแค่พักเดียวริมฝีปากจิ้มลิ้มก็เอ่ยขึ้นทำเอาเสียวสันหลังวาบ
“งั้นตาต้องบอกแม่ตูนมั้ยคะพ่อตามขา”
ซวยแล้วไง...
เป็นสิ่งที่ผมพูดในใจพร้อมกับฝืนยิ้มแห้งๆ ให้กับต้องตาลูกสาวตัวน้อยที่ยังเงยหน้ามองด้วยสายตาแป๋วใสซื่อตามสไตล์เด็ก สิ่งที่เด็กคิดกับผู้ใหญ่คิดมันไม่เหมือนเลยด้วยซ้ำโลกของเด็กก็เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาดไม่มีการแต่งแต้มสีลงไปให้เลอะเทอะส่วนผู้ใหญ่อาจเปื้อนจนแทบไม่มีที่ว่างด้วยซ้ำไป ประโยคนี้นึกไปถึงคนสอนถึงแม้ไม่อยู่ในสถานการณ์ก็ยังมีส่วนเสริมสร้างให้นึกถึง
ร้ายทั้งแม่อีกทั้งยังส่งเสริมลูกอีก
เธอมันน่าจับตีก้นจริงๆ ตูน...
“ไม่เกี่ยวกับพ่อตามขาของต้องตาเลยค่ะ ไม่บอกเนาะอาบอลขอ”
ไอ้บอลพูดขึ้นเป็นผมที่เงียบนิ่งไม่ได้ตอบอะไรกับลูกปล่อยให้ไอ้คนปากหมามันแก้ตัวไปก่อน เรื่องความฉลาดในการเอาตัวรอดต้องยกให้ไอ้บอลเป็นอันดับหนึ่งมันทำได้ดีเลยสำหรับเรื่องนี้และที่มันเอ่ยเอาตัวรอดได้รวดเร็วขนาดนี้ก็เพราะก่อนหน้าผมบวยเรื่องผู้หญิงชื่อบุ๋มให้มัน
ถ้าเรื่องนี้ถึงหูตูนเมื่อไหร่ไอ้บอลก็ไม่รอด
ผมก็ไม่รอดเหมือนกัน
ผลสรุปออกมาตายห่าทั้งคู่เดี๋ยวเมียก็หาว่าเป็นเพื่อนกันก็ต้องเข้าข้างกันอีก เพื่อนกันออกรับแทนกัน คิดแล้วโคตรปวดหัว
“แต่แม่ตูนบอกว่าถ้าเกี่ยวกับอาบอลก็ต้องบอกค่ะ”
จบสิ้นประโยคไอ้บอลหันใบหน้ามาหาผมและขยับปากแบบไม่มีเสียงอีกครั้ง ไอ้สันขวานตามลูกแม่ไหมล่ะ มันตั้งใจบอกว่าต้องตาลูกผมได้เชื้อแม่มาเยอะหรือว่าเข้าข้างทางตูนประมาณนั้น
นี่ก็คือความฉลาดของเมียผมบวกกับความฉลาดของลูกเข้าไปสร้างความปวดหัวได้ทันทีที่ได้ฟังพาราคงได้ใช้แหละคืนนี้ ทางแก้ปัญหาเหลือแค่ความมืดมิดของทางตันเท่านั้นมองยังไงก็ไม่มีแสงสว่าง
“แต่ถ้าต้องตาบอกอาบอลต้องถูกตีแน่ๆ เลยค่ะ” คราวนี้ไอ้บอลสวมบทดารานำชายทำหน้าเศร้าแบกโลกเอาไว้ทั้งใบต่อหน้าลูกสาวผม อีกอย่างที่ผมอยากบอกมันคือเพื่อนที่ใช้คำว่าไอ้ปัญญาอ่อนได้เหลือเดนที่สุด “ถูกตีป้าบๆ”
“ต้องตาอยากเห็นอาบอลถูกตี”
นั่นไงลูกผมฉลาดไหม คำตอบที่ชวนหักมุมหักหน้าไอ้บอลซึ่งๆ หน้าไม่มีการลีลาอะไรให้มากความก็บอกแล้วว่าเด็กคิดอะไรก็จะพูดออกไปแบบนั้น ไม่กั๊ก
“ต้องตาลูก”
“ขาพ่อตาม”
เพียงแค่เอ่ยใบหน้าเล็กก็เงยขึ้นมองหน้าของผมอีกครั้งเพื่อไม่ให้ลูกสาวตัวเองมีอาการปวดเมื่อยลำคอตามหลังผมจึงอุ้มต้องตาเปลี่ยนท่าทางให้หันตัวมาทางตัวเอง เพราะฉะนั้นตอนนี้ลูกก็นั่งบนพาดขาของผมไปข้างหนึ่งโดยมืออวบเล็กยังถือโทรศัพท์แน่นเหมือนกลัวทำตก ผมไม่หวงสักนิดตกได้ก็ซื้อใหม่ได้
“แล้วต้องตาอยากให้แม่ตูนตีพ่อมั้ย?”
ศีรษะเล็กปฏิเสธทันที
“พ่อตามขาไม่ดื้อ แม่ตูนไม่ตีหรอกค่า”
ให้ตายสิเด็กน้อย จะรับรู้ไหมว่าพ่อคนนี้โดนไม่น้อยเลยเวลาลับสายตาของผู้เป็นลูก จิกข่วนทุกอย่างพ่อล้วนโดนมาหมดแล้วนับประสาอะไรกับครั้งนี้
“ถ้าอาบอลของต้องตาโดนรู้ไหมว่าพ่อก็โดนด้วย” ผมเชื่อนะว่าอย่างน้อยลูกคนนี้ก็ได้เชื้อจากผู้เป็นพ่อมาไม่น้อยเหมือนกันเช่นกัน จึงพยายามโน้มน้าวใจต้องตาโดยการฉุดเอาความน่าสงสารมาเป็นจุดเด่น “อาจโดนก้านมะยม”
“เจ็บๆ ”
ถ้อยคำมาพร้อมกับอ้อมแขนอวบๆ กอดรอบเอวของผมทันทีในขนาดที่ความยาวของแขนอวบยังเอื้อมไม่ถึง ใบหน้าเล็กกลมแนบชิดกับหน้าท้องอาจเป็นเพราะได้ยินว่าก้านมะยมที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของต้องตาก็ได้นะ
ต้องตาไม่ถูกกับก้านมะยมเท่าไหร่นักถ้าจะสาวความยาวของเหตุการณ์ก็ประมาณสองอาทิตย์ก่อน ตูนใช้ก้านมะยมฟาดเพื่อทำโทษลูกแค่ทีเดียวก่อนหน้าที่ผมไปเห็นและคว้าตัวลูกมาอุ้มครั้งที่สองจึงถูกมือของผมเองแบบเต็มๆ เหตุการณ์นั้นทำให้ต้องตาร้องไห้สนั่นลั่นบ้านไปหลายชั่วโมง
และตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ระหว่างผมกับตูนก็ไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่
“พ่อกลัวเจ็บ”
ติ้ง!
TOON’ TT : รู้ว่าอยู่ร้านไอติมรีบกลับบ้าน อย่าพาลูกเถลไถล
รอบคอบมาก อยากได้ฉายาแม่บ้านปราบผัว2018 หรือไง
มันเป็นข้อความแรกที่ผมพึ่งได้จากคนที่ขึ้นชื่อว่าเมีย เชื่อเถอะถ้าต้องตาไม่ได้อยู่กับผมข้อความนี้ก็จะไม่ถูกส่งมาอีกเช่นกัน
สรุปสั้นๆ ก็คือตูนห่วงลูก
ผมจะเป็นตายร้ายดียังไงเธอไม่สนอยู่แล้ว
ไม่สนใจในที่นี้ไม่ใช่ว่าแค่เรื่องเดียวแต่มันเป็นทุกๆ เรื่องเลยต่างหากเช่น การพูดจาถามคำตอบคำ การพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ไม่ทำอาหารให้ เรียกได้ว่าสิ่งที่เป็นหน้าที่เมียเธอไม่ทำสักอย่าง
ผมโกรธเธอเรื่องใช้ก้านมะยมตีลูก
ส่วนตูน... เธอโกรธผมเรื่องไปเที่ยวกลับดึก
“ไม่บอกแม่ตูนแล้ว พ่อตามขาจะได้ไม่ถูกตี”
เสียงชัดแจ๋วพูดออกมาสร้างรอยยิ้มให้กับผมและไอ้บอล ส่วนหนึ่งก็มีความโลงอกโล่งใจด้วยแหละบอกเลยว่าผมไม่อยากทะเลาะอะไรกับเมียในช่วงนี้เพราะทั้งวันพรุ่งนี้และวันมะรืนเป็นวันหยุด เป็นวันครอบครัวที่ทั้งผมตูนและต้องตาต้องอยู่ร่วมกันทั้งวันทั้งคืนขืนมีเรื่องทะเลาะก็ทำให้บรรยากาศเสียทั้งที่เป็นอยู่ก็ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้วด้วย
ไม่อยากซ้ำเอาน้ำมันราดลงบนกองไฟ
“แบบนี้สิเด็กดีของพ่อ”
“แต่ตาต้องได้ไปเที่ยวทะเล พ่อตามขาไปพาหน่อยย...”
ใบหน้ากลมผละออกจากตัวของผมก่อนที่ต้องตาจะเงยหน้าขึ้นทำพร้อมกับกระพริบดวงตาโตถี่ๆ เป็นสัญญาณการออดอ้อนอย่างเต็มที่
“แลกเปลี่ยนกันแบบเลยเหรอค่ะต้องตาของอาบอล”
“ค่าอาบอล”
ไอ้บอลพยักหน้ายิ้มกลุ้มกริ่มกับต้องตาเท่านี้ผมก็รับรู้แล้วว่ามันโล่งใจมากแค่ไหนที่ไฟลูกใหญ่ยังไม่เข้าไปเผาไหม้บ้านหลังใหญ่ของมัน นิ้วโป้งใหญ่ส่งมาให้ผมแทนคำชื่นชมก่อนที่มันจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อหนีเอาตัวรอดอีกครั้งด้วยความเจ้าเล่ห์
“งั้นกูกลับก่อนดีกว่ากลัวอยู่ต่อแล้วไฟไหม้บ้านอีกว่ะ” มันก้มลงมากระซิบข้างหูผมโดยที่มือใหญ่ลูบศีรษะต้องตาเบาๆ และหันมาพูดกับต้องตา “อาบอลไปก่อนนะคะ เที่ยวให้สนุกกับพ่อตามขาด้วย”
เวร...
ผมยังไม่ตกลงพาลูกเที่ยวแต่ไอ้บอลปากหมากับพูดแบบนั้นออกไปจึงอดไม่ได้ที่จะเหยียบเท้ามันอย่างแรงส่งท้ายแต่คนอย่างมันก็ไม่ได้สะทกสะท้านนัก
“ค่า จุ๊บๆ ค่ะอาบอล”
พอไอ้บอลออกไปได้ประมาณยี่สิบนาทีผมก็พาต้องตาออกมาจากร้านไอศกรีมบ้าง เพียงไม่นานก็ถึงบ้านที่มีแค่ผมตูนและต้องตาเท่านั้น หมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในทำเลดีสะดวกสบายมีความเป็นส่วนตัวมากมีไม่กี่หลังคาเรือนอีกทั้งรอบๆ ก็ยังมีความปลอดภัยในระดับสูง วางใจได้
“สวัสดีค่าแม่ตูน”
ร่างเล็กของต้องตาที่พยายามดิ้นประท้วงเพื่อให้ผมที่อุ้มเดินเข้ามาในบ้านปล่อยลงสู่พื้นเพียงแค่เท้าเล็กสัมผัสพื้นหินอ่อนก็ส่งเสียงพูดกับตูนที่คุกเข่าลงกับพื้นรับร่างของต้องตาขึ้นมาอุ้ม สองแม่ลูกผลัดกันหอมแก้มไปมาโดยไม่ได้สนใจผมเลยสักนิด
“แก้มหอมชื่นใจแม่จังจ๊ะ”
เห็นแม่แล้วลืมพ่อเลยนะลูกเอ้ย
ผมจึงเดินไปที่โซฟากลางห้องรับแขกวางกระเป๋าเล็กรูปเป็ดน้อยลงก่อนเดินไปในครัวเอาน้ำเย็นๆ เทใส่แก้วเดินออกมานั่งโซฟาแต่สายตายังจับจ้องไปยังสองแม่ลูก พอตูนปล่อยตัวต้องตาลูกก็วิ่งมาหาผมทันที
“ใช่มั้ยคะพ่อตามขา...”
ต้องตาพยายามแยกขาผมแล้วแทรกตัวยืนและพูดขึ้นเป็นประโยคที่ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก เพราะจู่ๆ ก็พูดออกมาไม่ทันเท้าความเรื่องราวจะตอบรับมันก็ไม่ใช่เรื่องเท่าไหร่นัก
“อะไรลูก?”
“ไปเที่ยวทะเลไงค่า”
“อ๋อ...” ผมลากเสียงยาวเพราะเข้าใจที่ลูกพยายามสื่อสารแล้วก็มองไปทางตูน เธอเข้ามานั่งโซฟาอีกอันหนึ่งแต่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก ใบหน้าสวยมีคำถามมากมายแต่เธอยังไม่เอ่ยถามผมก็เท่านั้น ผมจึงพูดขึ้นกับเธอ “พี่จะพาลูกไปพรุ่งนี้”
“เย้ๆ พ่อตามขาใจดีที่สุดเล้ยค่า”
“คงไม่ใช่ติดสินบนลูกนะคะ”
ตาม ภูมิรพี: TALK END
CHAPTER 02
จากประโยคด้านบนหลายคนอ่านแล้วอาจรู้สึกว่ามันเป็นประโยคจับผิดสามีตัวเองแต่สำหรับฉันบอกเลยว่ามันเป็นประโยคทั่วไปอันแสนธรรมดาและก็ไม่ได้พิเศษอะไรไม่แอบแฝงอะไรทั้งนั้น
การจับผิดใช้ไม่ได้กับผู้ชายตรงหน้าหรอกฉันรู้ดีเพราะความหน้าด้านหน้าทนขนาดเปรียบกับคอนกรีตพื้นถนนยังบางกว่าเป็นร้อยเท่าเสริมความสามารถพิเศษไปอีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือเมื่อถูกจับได้คาหนังคาเขาผู้ชายคนนี้ก็จะผลิตสารเคลือบความอดทนเอาไว้อย่างแน่นหนา
จับได้ก็ไม่สนใจ
จับได้ก็ทำไปเรื่อยๆ
จับได้ก็ไม่สำนึก
อย่างเดียวที่เขาทำคือไม่ให้ใครหน้าไหนเข้ามายุ่งกับฉันและลูก สักครั้งก็ไม่มีแต่จะเรียกว่าความดีงั้นเหรอมันคงใช้ได้หรอกมั้ง ความเจ้าเล่ห์เผยแผ่ออกมาทั่วทุกรูขุมขนบนร่างกายเขาฉันนี่แหละที่จะหยุดยั้งมันเอง
“ไม่มี สินบนอะไร”
“หึ...”
ร้อยไม่เชื่อพันก็ไม่เชื่ออีก ความใจดีที่จู่ๆ วันหยุดทั้งทีจะพาลูกเมียไปเที่ยวทะเลตามคอนเซ็ปต์ครอบครัวสุขสันต์ Happy Family อะไรประมาณนี้เขาจะทำทำไม สู้เอาเวลาไปเที่ยวควงสาวไม่ดีกว่าเหรอแบบที่เคยทำทุกวัน
มันต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ๆ
การพยายามมองเข้าไปสบตากับนัยน์ตาสีนิลเพื่อหาจุดหลอกลวงหรือโกหกที่เขาซุกซ่อนเอาไว้ทว่าฉันกับหาไม่เจออะไรเลยเพราะมีการหลีกเลี่ยงแบบชัดเจน การหลีกเลี่ยงที่แนบเนียนโดยแขนใหญ่อุ้มลูกขึ้นมาคุยเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ มากมายเสียงเจี๊ยวจ๊าวของต้องตาดังขึ้นเป็นระยะๆ กระทั่งสาวใช้เดินเข้ามาเพื่อรับต้องตาขึ้นไปอาบน้ำด้านบนสองพ่อลูกตัวแสบจึงหยุดเล่น
“ไปอาบน้ำให้ตัวหอมๆ กับพี่นาก่อนนะลูก”
“ค่าพ่อตามขา”
พอเท้าเล็กเตะพื้นหินอ่อนกำลังผ่านหน้าฉันกับใช้มือคว้าเนื้อตัวนุ่มนิ่มอวบของลูกเอาไว้มาในอ้อมกอด ต้องตาส่งยิ้มจนตาหยีเมื่ออยู่ใกล้กันมากฉันจะโน้มตัวเข้าไปฟัดแก้มนุ่มๆ นั่นอย่างเสียไม่ได้จริงๆ
คิกๆ คิกๆ
“แม่ตูนหนูจั๊กจี้ค่า”
นั้นแหละความตั้งใจของแม่
คิกๆ คิกๆ
พ้นจากเสียงหัวเราะก็มีประโยคนี้ตามมาติดๆ
“อย่าอาบน้ำนานนะลูกเดี๋ยวจะเป็นหวัดไม่สบายแล้วหนูจะได้กินยาขมปี๋ที่ไม่ชอบ เข้าใจมั้ยคะ” ฉันปล่อยตัวอ้วนๆ ของต้องตาจากนั้นก็เอื้อมเอากระเป๋าเป็ดน้อยส่งให้พี่นาสาวใช้ประจำตัวของต้องตา ตั้งแต่เกิด “ปะแป้งหอมๆ นะคะ”
“ค่าแม่ตูนขา”
พ้นหลังลูกความเงียบก็เข้ามาสู่ระหว่างฉันและพี่ตาม ฉันเรียกเขาว่าพี่เพราะยังไงก็อายุห่างกันเกือบสองปีเรียกอย่างอื่นคงไม่เหมาะเท่าไหร่อีกอย่างพี่ตามมีวุฒิภาวะมากกว่าจะเรียกห่างชั้นมากกว่าฉันเยอะทั้งนี้ต้องนอกจากตอนโมโหฉันมักเรียกแค่ชื่ออย่างเดียว
“มีอะไรจะพูด”
เป็นเขาเองที่ทนความกดดันไม่ได้
“ทำไมถึงต้องไปเที่ยว”
ฉันเรียกว่าเป็นคำถามปัญญาอ่อนมากแต่ก็ยังเลือกถามไถ่ขึ้นมาเพราะเชื่อว่ามันจะซ่อนอะไรดีๆ ให้รับรู้ออกมา
“เรื่องเที่ยว?” ใบหน้าพี่ตามบิดเบี้ยวไปด้วยคำถามที่เขาไม่เข้าใจแกมสงสัยด้วยมั้ง “เรื่องแค่เนี่ย ถามจริงหาเรื่องทะเลาะกันใช่มั้ย”
“ไม่แค่นี้หรอกค่ะไปเที่ยวทั้งทีต้องมีอะไรมากกว่านี้แค่นอน”
“เธอรู้อะไรมาตูน?”
นั่นไงเริ่มร้อนตัวแล้ว
“ก็แค่...” ฉันตั้งใจหยุดคำพูดเหล่านั้นเอาไว้เพื่อต้องการกวนประสาทคู่สนทนาที่กำลังจ้องออกมาจนดวงตาแทบออกมานอกเบ้าจากนั้นก็เอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าคว้ารูปด้านในมาวางไว้ตรงหน้าพี่ตามเรียงรายให้เห็นชัดๆ “รู้ว่าเรื่องเที่ยวก็แค่ติดสินบนลูกเพื่อกลบเรื่องผู้หญิงที่ชื่อบุ๋ม”
อยากรู้นักว่าครั้งนี้จะทำยังไง
รูปโชว์เด่นยากนักที่จะปฏิเสธว่าไม่ใช่ตัวเอง
คนในรูปไม่มีทางที่ใครจะเหมือนถึงแม้จะเห็นแค่ครึ่งใบหน้าทว่ากับยิ้มแย้มอวดกล้องด้วยความร่าเริงมือหนึ่งถือแก้วไวน์ทรงหรูสดๆ ร้อนๆ จากเมื่อคืน
“ให้คนตามพี่งั้นสิ”
ไม่ปฏิเสธให้เสียเวลาแต่กับยอมรับนี่คือนิสัยหลักของพี่ตามเลยแหละ โอเคฉันเข้าใจแล้วจะจำและเข้าใจว่าศึกครั้งนี้ตัวเองชนะแบบขาดรอยอย่างเฉียบขาดไม่มีทางที่ฝ่ายตรงข้ามจะไล่ล่าตามทัน
ระดับตูนไม่ตามให้เสียเหงื่อหรอก
แนะนำตัวง่ายๆ ฉันชื่อ ‘ตูน’ เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการของพี่ตาม ทางบ้านปัจจุบันก็ถือว่าไม่ได้ย้ำแย่อะไรมีอันจะกินทิ้งกินขว้างก็ยังได้เลยด้วยซ้ำไปถ้าอยากทำ มีธุรกิจเป็นของครอบครัวซึ่งเกี่ยวกับการส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งรายใหญ่ของภาคใต้
เรื่องราวระหว่างเขากับฉันก็เหมือนความรักของวัยรุ่นทั่วไปในสมัยนี้เพียงแค่ว่าคืนนั้น...
ความสัมพันธ์ของทั้งฉันกับเขามันพัฒนาทางกายไปอีกขั้นหนึ่ง
ฉันไม่รู้ว่าพี่ตามเรียกมันว่าความผิดพลาดหรือเปล่าเรื่องที่มันเกิดขึ้นระหว่างเขากับฉันแต่สำหรับฉันมันไม่ใช่ความผิดพลาด
ฉันรู้ตัวเสมอและเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นคือความตั้งใจ
“นึกดีๆ สิคะ” ความใจเย็นมันโลดเล่นปั่นป่วนไปทั่วร่างกายของฉันกับผู้ชายตรงหน้าความเย็นยะเยือกเท่านั้นที่จะสามารถเอาชนะได้ถึงแม้เขาจะเป็นคนควบคุมอยากแต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้เสียหน่อย แม่สอนว่าร้อนมาก็ต้องเอาความเย็นเข้าลูบ “ว่าเมื่อคืนไปสิงอยู่ผับไหน?”
“ไอ้เฮียติ”
แค่ได้คำตอบจากริมฝีปากหยักได้รูปรอยยิ้มเหยียดของฉันก็ส่งออกไปภายในพริบตา พี่ตามคงเข้าใจสิ่งที่ฉันพยายามสื่อออกมาแล้วสิมือใหญ่ถึงได้ยกขึ้นกุมขมับตัวเองขนาดนั้นอีกทั้งยังบีบนวดอีก
ครั้งนี้คำว่าพลาดคงมาเยือนเอง
ผับใหญ่ใจกลางเมืองตั้งตรงย่านมหาลัยของญาติสนิทเมียตัวเองไม่คิดหน่อยเหรอว่าหนึ่งในนั้นฉันจะมีสายอยู่บ้าง ซึ่งเมื่อคืนมันก็ทำงานได้ดีมากเสียด้วย
“แล้วผู้หญิงชื่อบุ๋มเนี่ยพึ่งรู้จักหรอคะ?”
“เป็นเพื่อนกับเด็กไอ้บอล”
บุ๋ม...
เธอเป็นผู้หญิงรายล่าสุดที่เข้ามาชื่นชอบพี่ตามราวกับอยากถวายตัวให้ใจจะขาดเพียงแค่เจอครั้งเดียวในสถานการณ์เพื่อนแนะนำให้รู้จัก เธอแรงและร้ายเอาการพอตัวเลยแหละเท่าที่ฟังสรรพคุณมาจากการเล่าพร้อมกับหลักฐานของการกระทำแต่คนอย่างฉันก็โนสนโนแคร์สิ่งใดๆ เหมือนกัน
โลกนี้ไม่ใช่ใครคนหนึ่งทำได้คนเดียว
ความจริงฉันยังไม่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงคนนี้มากนักหรอก ในสายตาเธอก็เหมือนผู้หญิงทั่วไปที่เข้ามาในชีวิตของพี่ตามเดี๋ยวก็หายไปทว่าฉันกับมองผิดพลาดไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ถ้าเธอไม่เข้ามายุ่งกับฉันก่อนเป็นตัวการเริ่มก่อน ที่สำคัญผู้หญิงคนนี้รู้ว่าพี่ตามมีครอบครัวก็ยังจะยุ่งมันใช่เรื่องเหรอ
“คงใช้ได้...”
การเป็นคนอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอให้ใครหน้าไหนได้เหยียบหัวเพราะถือว่าตัวเองยังมีศักดิ์ศรีสำหรับฉันมันสำคัญ ร้ายมาก็แรงกลับไปถือว่าแฟร์ๆ ดี ไม่ชอบก็ควรอยู่ในที่ๆ ของตนเองไม่ใช่เข้ามาเสือก ถ้าเป็นคนดีแล้วโดนทำร้ายคงต้องลองเป็นคนใจร้ายถึงจะดีใช่ไหมสำหรับโลกใบนี้
หลายคนคงคิดเช่นเดียวแบบฉัน
หรือคิดยิ่งกว่านั้นอย่ามองโลกด้านเดียวเลย
พื้นฐานของคนเราฉันรู้ดีว่าทุกอย่างมันมีไม่เท่ากันหรอกไม่ว่าจะเป็นด้านไหนทุกคนมักเจอะเจอปัญหาที่แตกต่างกันออกไปแต่ที่เหมือนกันก็คือการคิดหาทางแก้ไข เมื่อเจอปัญหาทุกคนก็มักทางทางแก้ไขซึ่งแน่ล่ะว่ามันก็แตกต่างกันออกไปอีกยกตัวอย่างก็คือตัวฉันเอง
ฉันเคยเป็นคนอ่อนแอแต่ตอนนี้ไม่ใช่
ฉันเคยเป็นคนไว้ใจคนง่ายแต่ตอนนี้อย่าหวัง
ฉันเคยถูกว่าให้เป็นตัวถ่วงความเจริญแต่ตอนนี้ฉันก้าวเหยียบมันมาแล้ว
และฉันเคยเป็นคนหัวอ่อนชักจูงได้ง่ายเหมือนหมาที่โดนใส่ปอกคอแต่ตอนนี้ต้องเหมาะสมกับตำแหน่งคนจูงหมา
การไต่ระดับของตัวเองพัฒนาสะสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ห้าปีก่อน เลเวลก็เลื่อนขึ้นเรื่อยๆ จากต่ำไต่ระดับขึ้นไปยังจุดสูงและมันก็จะไม่มีทางลดหลั่นลงได้อีกถ้ารักษาความคงที่ได้ดีแต่มันก็ยากนะ
“เธอก็รู้ว่าพี่เจอแค่เมื่อคืน” นัยน์ตาสีนิลของพี่ตามเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีแววตาของเขาเหมือนเพิ่มฉายแววความเข้มขึ้นเช่นเดียวกับท่าทีก็ดูจริงจังเพิ่มมากขึ้นจากเดิม “ถ้ารู้ถึงขนาดชื่อผู้หญิงคนนั้นก็คงรู้ว่ามันไม่มีอะไร เธอรู้ดี?”
“...” คำถามย้อนกลับนั้นไม่ถึงทำเอากับอึ้ง ใช่มันไม่มีอะไรในกอไผ่ทั้งนั้นฉันรู้ดีเพราะคืนนี้ไม่ได้ไปเจออีกไง
“ไม่มีสัมพันธ์ทางกายอะไรทั้งนั้น”
“...”
“ตูน...”
ตามหลักนิสัยของฉันเมื่อโกรธก็จะเงียบไม่พูดจาจนหางตาก็ไม่แลแต่รู้ไหมว่าอาการเหล่านั้นนำความกดดันมาสู่ตัวเองมากเพียงไหน สมองมันทำหน้าที่คอยย้ำเตือนย้ำคิดทุกฝีก้าวยิ่งกว่าเครื่องจักรกลที่กำลังทำงานอย่างหนักพอความอัดอั้นเพิ่มปริมาณขึ้นมากเรื่อยๆ ร่างกายของฉันก็จะระเบิดออกมาเลยทีเดียว
โดยไม่มีอะไรขัดขวางได้
ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้งสี่นี้ถ้าจะเปรียบให้เห็นได้ชัดเจนในด้านอารมณ์ของฉันก็คงเป็นดิน นิ่งสงบไม่แปรปรวนอะไรแต่สิ่งที่อยู่ภายใต้พื้นดินฝืนนั้นใครจะรู้ได้ รับมามากเวลาแผ่นดินเกิดไหวผลก็จะมีมากเช่นกัน
“คะ?”
“ได้ยินมั้ยมันไม่มีอะไรทั้งนั้นถึงคืนนี้พี่ยอมตกลงไปเที่ยวกับไอ้บอลก็ตาม ผู้หญิงคนนั้นเข้ามายุ่งอีก มันก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเด็ดขาด”
แปลก...แต่เอาเถอะให้มันจบๆ
“ก็ดีค่ะ” ที่ยิ้มไม่ใช่เพราะดีใจแต่สิ่งที่ได้ยินก็คือพี่ตามพูดขึ้นย้ำอีกครั้งต่างหาก น้อยนักที่จะได้ยินอีกอย่างหนึ่งก็คือไม่ต้องกินหญ้าที่อีกคนยื่นให้และก็สวมเขาเป็นเครื่องประดับให้ใครหัวเราะเยาะโดยเฉพาะผู้หญิงคนนั้นแบบนั้นมันไม่ต่างอะไรกับการตายห่าทั้งเป็น “ความปรานีอาจมีขึ้นหน่อย”
“ปรานี?”
ใบหน้าของพี่ตามมองออกมาอย่างสงสัยกับประโยคก่อนหน้าซึ่งแน่นอนว่าฉันเป็นคนพูดมันขึ้นเอง โอเคเรื่องที่เขาติดสินบนกับลูกก็เพื่อช่วยเพื่อนฉันไม่เอาเรื่องทว่ากับผู้หญิงคนนั้นมันคนละเรื่องกัน
ต้องแยกแยะให้ถูกต้องพร้อมกับทำความเข้าใจ
“ไม่มีอะไรค่ะ” ฉันขอเลือกปฏิเสธไม่ต่อความยาวสาวความยืดอธิบายให้มันมาก ความปัญหาแค่นี้จัดการเองได้ไม่ต้องถึงมือใครหรอก “ว่าแต่พี่ตามจะพาลูกไปทะเลที่ไหนพรุ่งนี้?”
ทะเลพอได้ยินชื่อดวงตาใครหลายคนคงรุกวาวกับคำคำนี้เป็นแน่ เสียงครืนกระทบฝั่ง สายลมเย็นๆ พัดตีหน้าเบาๆ พร้อมกับกลิ่นอายของทะเลที่เบื้องหน้าเป็นสีฟ้าครามสดใสสร้างความสดชื่นให้เหมือนได้ชาร์แบตเติมพลังและที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็นการลงเล่นน้ำ
เด็กๆ ชอบ
ต้องตาลูกฉันก็คงเป็นแบบนั้น
“...”
“ใกล้ๆ ใช่มั้ยคะ”
เมื่อเห็นว่าไม่ได้คำตอบฉันจึงย้ำถามขึ้นอีกครั้งทว่าคราวนี้เห็นพี่ตามทำท่าทางคิดหนัก ที่ถามก็เพราะเห็นว่าพรุ่งนี้กับมะรืนจะเป็นวันหยุดแต่เขาอาจะไม่มีเวลามากมายขนาดนั้นก็ได้ พี่ตามเป็นเจ้าของบริษัทต้องมีความรับผิดชอบทำงานหนักทุกอย่างมากกว่าพนักงานหลายเท่าอยู่แล้วยากที่จะได้ออกไปเที่ยวในตอนกลางวันแบบที่เขาเสนอออกมากับลูก
เอาความจริงนะฉันห่วงความรู้สึกลูก ฉันไม่อยากให้ต้องตาเสียความรู้สึกเพราะไม่ได้ไปเที่ยวทั้งๆ ที่พ่อตัวเองรับปากแล้ว ความรู้สึกมันสำคัญมากกับเด็กโดยเฉพาะวัยของต้องตาอยู่ในช่วงกำลังเรียนรู้ แน่นอนลูกต้องจำไปจนโต
ฉันไม่อยากให้ลูกเหมือนตัวเอง สุดท้ายความทรงจำเหล่านั้นก็กลับมาทำร้ายตัวเองไม่จบไม่สิ้นไปเสียที อะไรที่เซฟความรู้สึกลูกได้นาทีนี้ฉันต้องทำให้ได้
“บ้านเธอ”
กระบี่... คำนี้ออกมาเข้าสู่โสดประสาทฉันรู้เลยว่า ณ นาทีนี้ใบหน้าของตัวเองคงซีดเผือกไม่มีแม้กระทั่งสีเลือดฝาดอะไรทั้งนั้น ความทรงจำทุกอย่างถูกตีรวนขึ้นมาสะท้อนในหัวสมองเป็นฉากๆ ราวกับเรียบเรียงมาให้ฉันได้เห็นโดยเฉพาะ
มันเลวร้ายมากกว่าที่คิด
“ไปที่อื่นดีกว่าค่ะ”
ใช่ต้องที่อื่นเท่านั้น
ทางเดียวในการหลีกเลี่ยงแก้ไขปัญหาคงได้แก่วิธีนี้มันดีที่สุดสำหรับตอนนี้ การพบเจอไม่ได้สร้างความดีใจแต่กับตรงข้ามกันนั่นก็คือสร้างความเสียใจมากกว่า
เสียใจ = เจ็บปวด
ฉันไม่ขอเลือกสักทางสู้อยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ ยังสบายใจมากกว่าเป็นหลายร้อยเท่าตัวถึงในบางเวลาจะเหงาหน่อยก็เถอะ
“ไม่คิดถึงแม่ เป็นปีกว่าแล้วที่ท่านไม่เห็นหน้า”
“...”
คิดถึง...คิดถึงมากด้วยแต่จะทำอะไรมากไปกว่านี้ได้ คำว่าลูกอกตัญญูช่างเหมาะกับฉันเหลือเกินไม่ว่าจะตอนไหนไม่เลือกว่าใครเป็นคนพูดไอ้คำนี้มันต้องมีแน่
ความห่างไกลของฉันกับแม่เหมือนถูกขั้นด้วยฟางเส้นบางๆ ที่แฝงไปด้วยการกระทำ ฉันไม่ลงไปหาท่านส่วนท่านก็ไม่เคยย่างก้าวขึ้นมาหาฉันอีกเช่นกัน ความห่างไกลจึงขั้นเราสองคนแม่ลูกไปโดยปริยาย
จากเหตุการณ์วันนั้น...
วันที่พ่อจากฉันกับแม่ไปแล้วทิ้งภาระอันหนักอึ้งเอาไว้แทน
แต่ทำไมแม่ถึงไม่โกรธผิดกันกับฉันมากที่ไม่ว่าตอนนี้หรือเมื่อก่อนก็คงเกลียดพ่ออย่างเสมอต้นเสมอปลายไม่เปลี่ยน ไม่มีครั้งไหนลืมลงได้กระทั่งวันเผาศพน้ำตาฉันก็ไม่มีแม้แต่หยดเดียว ถ้าพ่อมีหัวคิดแม่คงไม่ต้องทำงานหนักจนเลือดตาแทบกระเด็น ถ้าพ่อเลือกปกป้องแม่คงไม่ต้องเสียน้ำตา ถ้าพ่อไม่เลือกตัดช่องน้อยแต่พอตัวแม่คงไม่ถูกตบและถ้าพ่อไม่เห็นแก่ตัวแม่กับฉันคงไม่ต้องเป็นหนี้จำนวนมหาศาล
“ท่านโทรมาหาพี่ว่าคิดถึงต้องตา คิดถึงตูน”
“แล้วพี่ตามก็รับปากทั้งที่ไม่เคยถามตูนเนี่ยนะ”
“ไม่ได้รับปาก” ไม่ได้รับปากก็เปลี่ยนไปที่อื่นได้เช่นกัน ไม่ผิดคำพูดด้วย
“งั้นก็ไปที่อื่น ทะเลเมืองไทยสวยๆ มีเยอะแยะไป”
ใช่ฉันพยายามหลบหลีกเลี่ยงเพราะไม่อยากมีเรื่องราวต่างหาก เรื่องบ้าๆ ที่ชวนปวดหัวเป็นที่สุดไม่รู้แม่ท่านอยู่ไปได้ยังไงกับสภาพแวดล้อมแบบนั้นยิ่งกว่าอยู่ในดงมลพิษหลายร้อยเท่า
คงมีฉันคนหนึ่งที่ทนไม่ได้ ความอดทนสำหรับเรื่องนี้มันได้ตายห่าไปแล้ว
“ดื้อ”
คำเดียวที่หลุดออกจากปากเขาทำเอาฉันตวัดสายตาไปจ้องมองด้วยความไม่พอใจ ฉันไม่ใช่เด็กแล้วไม่เหมาะกับคำว่าดื้อเลยสักนิดจึงไม่จำเป็นต้องพูดออกมาให้ได้ยิน
“ไม่ได้ดื้อค่ะ”
“หนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้นหรอกอย่าลืมว่าตัวเองเป็นใคร ไหนว่าเปลี่ยนตัวเองแล้วทำไมถึงได้ป๊อดขนาดนี้ล่ะตูน” เขาไม่เข้าใจต่างหากทั้งที่ก็เคยได้สัมผัสมาก่อนแล้ว “ปีกว่าที่ผ่านมานิสัยพวกนี้ไม่เคยเห็นเพียงเอ่ยถึงแค่ชั่ววินาทีสิ่งที่สร้างขึ้นมาทลายหมด”
ไม่ได้ลืมว่าตัวเองเป็นลูกเพราะทุกวันนี้ฉันก็ช่วยแม่เรื่อยมาเพียงแค่เราทั้งสองไม่ได้เห็นหน้ากันเท่านั้นเองส่วนไอ้เรื่องความเข้มแข็งจากเรื่องก่อนหน้ามันหายไปหมดจริงแต่มันก็คนละเรื่องกันหรือเปล่า นั่นเป็นเรื่องเกี่ยวกับพี่ตามต่างหากแต่เรื่องกลับบ้านมันเป็นอีกเรื่อง
มันสร้างลำบากนิ
“พี่ก็รู้ว่าตูนไม่อยากไปที่นั่น”
คราวนี้ฉันเลือกพูดตรงๆ ออกไปหวังว่าพี่ตามจะรู้สึกเห็นใจตัวเองบ้างซึ่งเขารู้ดี รู้สาเหตุดีที่สุดพูดกันด้วยเหตุผลน่าจะเป็นทางออกดีที่สุด
“ก็บอกแล้วไงว่ามันหนีไม่พ้น ยอมรับความจริงไปดีกว่า”
แต่ทว่าเขากับไม่เข้าใจฉันเลย
“ยอมรับเหรอคะ?” บ้าสิ้นดี มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ “ถ้าทำได้ง่ายๆ ก็คงดี”
ฉันรู้ว่าที่ตัวเองพูดออกไปพี่ตามเข้าใจยิ่งกว่าเข้าใจไม่อย่างงั้นเขาคงไม่เป็นคนก้าวเข้ามาช่วยรับผิดชอบหนี้สินทุกอย่างแทนฉันกับแม่อย่างเงียบๆ แต่ยังถูกญาติพ่อซึ่งไม่รู้อะไรเหม็นขี้หน้าเพราะตอนนั้นสถานะของพี่ตามก็แค่นักศึกษาคนหนึ่งที่พึ่งจบใหม่ ญาติพ่อคงคิดน้อยเรื่องนามสกุลของพี่ตามไป
คนพวกนั้นจึงไม่เคยเห็นพวกเราอยู่ในสายตา ไม่สักครั้งเดียว
“ก็อย่าทำให้เป็นเรื่องยาก พี่รับปากลูกแล้วต้องไป”
“นี่จะบอกว่าไม่ได้รับปากแม่แต่รับปากลูก” ต้องตาได้อภิสิทธิเหนือใครหน้าไหนว่างั้น อิจฉาลูกขึ้นมาเสียแล้วสิ “รู้มั้ยคะว่าพี่ตามเอาแต่ใจมากกว่าต้องตาที่เป็นลูกเสียอีก”
“ใช่พี่เอาแต่ใจแต่เธอเป็นแม่คนแล้วนะตูนคงคิดได้แล้ว”
พูดขนาดนี้ออกมลุกขึ้นเข้ามาตบหน้าให้รู้แล้วรู้รอดไปไม่ดีกว่าเหรอ เป็นแม่คนแล้วไงคิดแบบฉันไม่ได้หรือไง ทำไมต้องฟังในสิ่งที่คนอื่นพูดสั่งด้วยข้อนี้ไม่เข้าใจอย่างแรงและถึงอธิบายแค่ไหนก็ไม่มีทางเข้าใจ
“บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องคิด”
“งั้นเรื่องนี้ก็ไม่ต้องคิดทำตามก็พอ”
“เหอะ...”
ฉันถอนหายใจแรงออกมาตรงหน้าของพี่ตามอย่างไม่แคร์สายตาของเขาสักนิด ยังไงก็จะไปให้ได้เลยใช่ไหมไอ้บ้านเฮงซวยหลังนั้น
“...”
“จะไปมันให้ได้เลยใช่มั้ย อยากไปเหยียบมันนักใช่มั้ยไอ้บ้านที่หาความสุขความสงบจิตใจแทบไม่เจอ บ้านที่หลงเหลือแต่ความทรงจำเลวร้ายพวกนั้น บ้านของผู้ชายคนหนึ่งที่ไร้ความรับผิดชอบตัดช่องน้อยแต่พอตัวเลือกตายแล้วทิ้งภาระไว้ให้ลูกกับเมีย!”
คำพูดเรียบแต่ยาวเหยียดปราศจากการตะคอกใดๆ ครั้งนี้ฉันพูดออกจากความรู้สึกส่วนลึกตรงก้นบึ้งของหัวใจขณะพูดไปฝ่ามือทั้งสองข้างของตัวเองก็เกิดการบีบรัดเกร็งเล็บยาวจิกเข้าเนื้อลึกทว่ามันไร้ความรู้สึกเจ็บปวด
ร่างกายฉันสั่นเทาไปหมดก็เพราะไอ้เรื่องนี้ก่อนที่น้ำตาจะคลอเบ้าวิสัยทัศน์การมองไปตรงหน้ามัวไปหมดเห็นความชัดเจนได้ยากยิ่งแทนที่กระพริบตาถี่ๆ น้ำตาพวกนั้นจะหายไปทว่ามันกับมีมาเพิ่มขึ้นเพิ่มอย่างรวดเร็ว
“ตูน...” เสียงนี้ใกล้ฉันมากพอน้ำตาล้นออกมาจากเบ้าก็พบว่าพี่ตามลุกขึ้นมานั่งลุกเข่ากับพรมตรงหน้าฉัน ฝ่ามือใหญ่ส่งมาวางบนหัวไหล่ทั้งสองข้างกอบกำกระชับร่างกายของฉันเอาไว้ลมหายใจอุ่นๆ ค่อยๆ ผ่อนออกมากระทบหน้าผากของฉัน “ปล่อยมือตัวเอง...”
“จะสนอะไรกับคนมีปัญหา” แปลได้อีกอย่างนั่นก็คือฉันไม่ปล่อยมือแน่
“ปล่อยมือก่อน”
ไม่รู้ว่าฝ่ามือใหญ่เคลื่อนตัวมาหยุดตรงฝ่ามือของฉันเมื่อไร รู้เพียงแค่ว่าตอนนี้นิ้วโป้งพี่ตามค่อยๆ แทรกเข้ามาแกะนิ้วมือที่บีบเกร็งออกจนในที่สุดก็สำเร็จ เขามีแรงมากกว่าฉันหลายเท่าไม่แปลกที่จะแบมือฉันอย่างง่ายดาย
ครั้งแรกในรอบปีกว่าที่ตัวเองหลั่งน้ำตาต่อหน้าพี่ตาม
“จะไปก็ไปเอง ตูนไม่ไปลูกก็ต้องไม่ไป!”
“ตูน!”
“ปล่อย!” ฉันไม่สนใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพราะเมื่อกี้พึ่งตวาดใส่หน้าพี่ตามจากนั้นก็ออกแรงผลักเขาล้มหงายหลังเจ็บไม่เจ็บก็ช่างแม่งไม่สนใจก่อนที่ฉันจะเลือกยืนขึ้นเพื่อเดินหนีทว่าเดินไปนิดหน่อยข้อมือกับถูกมือใหญ่กระชากความรุนแรงเกิดขึ้นเพียงแค่เสี้ยววินาทีรู้ตัวอีกทีใบหน้าฉันก็ปะทะกับอกใหญ่ของพี่ตาม “บอกให้ปล่อยไงวะ!”
ฉันผละออกอย่างรวดเร็วด้วยแรงอันน้อยนิดมองพี่ตามด้วยสายตาอันแข็งกร้าวไม่เป็นมิตรถือว่าสิ้นสุดความอดทน
“เอาเลยอยากเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องก็ตะโกนอีก เอาให้ลูกได้ยินไปเลย”