‘...เสียดายที่ผมไม่ได้อยู่ร่วมงานคืนนี้ แต่ผมมีของขวัญส่งให้ที่ห้อง 907 อย่างไรคืนนี้ก็มีความสุขมากๆ นะครับพี่ใหญ่ อ้อ...ลืมบอกไปว่าของขวัญชิ้นนี้ผมแย่งมากจากไอ้วาธิตย์แบบทุ่มไม่อั้น คิดแล้วยังสะใจไม่หาย อยากเห็นหน้ามันใกล้ๆ ชะมัดตอนที่รู้ว่าประมูลแพ้ผม ครับ...ครับ จะไอ้วาธิตย์ไหนอีกล่ะพี่ใหญ่ ก็มีคนเดียวนั่นแหละที่กัดเราไม่ปล่อยสักงาน ไม่เอาละ อย่าพูดถึงคนอื่นดีกว่า กู๊ดไนต์...สู่ค่ำคืนที่แสนสุขล่วงหน้าครับ’
หลังงานเลี้ยงสังสรรค์ในหมู่เพื่อนฝูงและกลุ่มนักธุรกิจด้วยกันแล้ว ระหว่างเดินเข้าลิฟต์เพื่อมุ่งตรงไปยังชั้นเก้า หมายเลขห้อง 907 ของโรงแรมหรูระดับห้าดาว จักรพัฒน์ก็ย้อนคิดถึงคำพูดของจักรพันธ์ผู้เป็นน้องชาย เพราะน้ำเสียงสะใจที่น้องชายเขาบอกว่าแย่งของขวัญชิ้นนี้มาจากวาธิตย์ทำให้เขายิ่งอยากจะเห็นของขวัญที่ว่าเพิ่มเป็นสองเท่า
ประตูลิฟต์เปิดออก ไฟทางเดินให้แสงสว่างนวลตา การตกแต่งด้วยภาพวาดราคาแพงลิ่วบนผนังทั้งสองด้าน บ่งบอกถึงอัตราค่าบริการต่อคืนของบรรดาห้องพัก จักรพัฒน์เสียบคีย์การ์ด แสงไฟสว่างพึ่บขึ้น เขาเดินผ่านประตูเข้าไปภายในห้องสวีตหรูหราที่น้องชายเปิดห้องไว้ให้
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ล่ำสันแบบคนที่ชื่นชอบกับการออกกำลังกายถอดเสื้อสูทตัวนอกออกพาดไว้บนพนักเก้าอี้ตัวหนึ่ง เขาพับแขนเสื้อเชิ้ตตัวในขึ้นสองทบ ขณะนั้นเองหูพลันได้ยินเสียงหนึ่งจากห้องด้านใน ประตูเลื่อนกั้นกลางระหว่างห้องถูกเลื่อนเปิดออกจนสุด
เขาคาดเดาว่าข้างในห้องนอนคงเป็น ‘ของขวัญมีชีวิต’
เฮ้อ...เจ้าเล็ก นี่แกกะไม่ให้พี่แกนอนพักผ่อนหลังทำงานติดต่อมาหลายวัน แถมยังต้องปั้นหน้า แสร้งทำเป็นไม่เหนื่อยเลยสักนิดตลอดงานเลี้ยงที่เพิ่งจบไปเลยหรือไง
แล้วหนึ่งประโยคจากปากน้องชายร่วมสายเลือดก่อนจะปิดการสนทนาก็หวนเข้ามาในความคิดคำนึง ‘ถ้าพี่ใหญ่อยากจะเซอร์ไพรส์สองต่อ เปิดไฟให้ช้าที่สุดนะครับ’
ชักอยากจะรู้แล้วสิว่าของขวัญที่จักรพันธ์สรรหามาให้จะใช่อย่างที่เขาคิดหรือเปล่า ชายหนุ่มกดปิดสวิตซ์ไฟแล้วเดินเข้าไปยังห้องต้นเสียง
“อ๊ะ...” เสียงหนึ่งอุทานขึ้นพร้อมขยับตัวจนเกิดการเสียดสีของผืนผ้า เธอทักทายเขาในความมืดสลัวของห้องนอนใหญ่ด้วยเสียงสั่นๆ “สะ...สวัสดีค่ะ”
คงเพราะเขาไม่ตอบว่าอะไร ผู้หญิงคนนั้นจึงพูดขึ้นอีกครั้ง “สวัสดีค่ะ”
ในความสลัวราง เขาเห็นโครงร่างเล็กบอบบาง นั่งอยู่กลางเตียง เมื่อเขาก้าวเข้าไปใกล้ กลับรู้สึกว่าเธอคนนั้นทำท่าจะขยับตัวถอยห่างออกไป
“สวัสดี” ชายหนุ่มทักกลับ แล้วทิ้งตัวลงนั่งเต็มแรงจนที่นอนหนายวบตัวโดยเร็ว ส่งผลให้คนที่ตัวเล็กกว่ามากกระเด้งเคลื่อนเข้าหาเขา
“ว้าย!” เธอร้องขึ้น เมื่อร่างกายส่วนหนึ่งสัมผัสโดนตัวชายหนุ่ม
เขารู้สึกได้ว่ามันคือก้อนเนื้อหยุ่นนุ่มที่มากระทบต้นแขน
กลิ่นหอมเย้ายวนของดอกไม้เมืองร้อนอบอวลโชยมา ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอกับเสียงลมหายใจของหญิงสาว เธอทำราวกับหวาดกลัวเขาอย่างไรอย่างนั้น
“อายุเท่าไหร่” เขาถาม พร้อมกับเอนตัวลงนอนพาดไปกลางเตียง เฉียดตักของคนตัวเล็กไปเพียงเล็กน้อย
“สิบ...สิบเก้าค่ะ” เสียงนั้นเบาและค่อนข้างตะกุกตะกัก
จักรพัฒน์วางฝ่ามือของตัวเองลงบนต้นขาของหญิงสาวรวดเร็วเหมือนจะแกล้ง เธอหวีดร้องขึ้นหนึ่งคำ เขาหัวเราะ ภายในใจคิดว่านี่คงเป็นกลยุทธ์หนึ่งของหญิงสาวที่ถูกสอนต่อกันมาจากบรรดาแม่เล้าชั้นสูง อย่างที่น้องชายบอก เขาประมูลหญิงสาวแข่งกับผู้ชายที่ขึ้นชื่อเป็นเพลย์บอยตัวพ่ออย่างวาธิตย์ มาดว่าราคาความบริสุทธิ์ของเธอคงจะแพงลิบลิ่วอยู่เหมือนกัน
แต่แล้วทำไมสินค้าเกรดเอแบบนี้ น้องชายถึงห้ามเขาเปิดไฟเพื่อตรวจดูสภาพของเจ้าหล่อนว่าสมราคาหรือไม่ ราคาสูงย่อมต้องมีความสวยเย้ายวนใจเพศชาย หรือจักรพันธ์คิดว่าอารมณ์เขาจะถูกจุดติดโดยไม่ต้องเห็นหน้าของอีกฝ่าย แค่ได้ฟังเสียง แค่ได้สัมผัสก็เพียงพอแล้วกับสินค้าเกรดเอชิ้นนี้
ฝ่ามือร้อนระอุเริ่มลูบไล้บนต้นขาของเดือนอ้าย หญิงสาวหดเกร็งต้นขาโดยอัตโนมัติ เนื้อตัวเริ่มสั่นเทาด้วยความตื่นกลัว แม้จะรู้ดีว่าเธอมาอยู่ที่นี่ด้วยหน้าที่อะไร
‘ห้าแสน...ห้าแสนเชียวนะสำหรับค่าความสาวของเธอ ผู้หญิงธรรมดาไม่ได้เป็นดารานางแบบอย่างเธอทำฉันแปลกใจว่าทำไมผู้ชายสองคนนั่นถึงได้ใส่ราคากันดุเดือดขนาดนั้นได้ ขายเธอแล้วฉันได้กำไรตั้งสี่เท่าตัว เกือบไปแล้ว ถ้าฉันปฏิเสธไม่ซื้อเธอจากยายวรรณ แล้วมารู้ทีหลังว่าราคาค่าตัวเธอมันตั้งห้าแสนแบบนี้ คงอกแตกตาย’ นั่นคือเสียงบอกด้วยความตื่นเต้นของศรีสอางค์ ที่เดือนก่อนเธอถูกบังคับให้เรียกขานหญิงวัยกลางคนคนนี้ว่าแม่
“ครั้งแรกมันก็อย่างนี้กันทุกคน”
ชายหนุ่มเอ่ยปลอบใจหรือเปล่า เธอไม่แน่ใจ แล้วเขาก็เลื่อนฝ่ามือนั้นขึ้นมายังสะโพก ความร้อนผะผ่าวก่อตัวขึ้นรวดเร็วผ่านชุดนอนผ้าซาตินสีครีมเนื้อบาง ก่อนความร้อนนั้นจะลามไปทั่วกาย เรือนร่างบอบบางไหวตัวด้วยความรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด แล้วหญิงสาวก็ต้องหวีดร้องออกมาอีกหน เมื่อฝ่ามือของชายหนุ่มเลื่อนรวดเร็วลงมายังชายกระโปรงที่พาดเหนือต้นขา
เสียงหัวเราะราวราชสีห์กำลังหยอกเย้ากวางป่าออกมาจากเรือนปากหนา จักรพันธ์พลิกตัวพร้อมกับผลักหญิงสาวให้นอนราบ เรียวขาสองข้างแยกห่างตั้งชันอยู่บนที่นอนหนานุ่ม ก่อนหญิงสาวจะรีบหุบสองขาเข้าด้วยกัน แต่ก็ช้าเกินกว่าท่อนแขนกำยำที่กางกั้นไม่ได้เธอทำอย่างใจคิดได้
“น้องชายฉันคงจ่ายเธอไปมากโข” ในน้ำเสียงมีแววหยันเหยียด
เดือนอ้ายไม่ได้ตอบความจริงออกไปว่าคนที่ได้รับเงินจำนวนมากมายนั่นไม่ใช่เธอ หญิงสาวพยายามข่มกลั้นความอับอายที่เกิดขึ้นในใจ
‘อย่างน้อยฉันก็เลี้ยงแกมาหลายปี ไม่ได้ปล่อยให้อดตายอยู่ข้างถนน ตอบแทนบุญคุณฉันนิดๆ หน่อยๆ แค่นี้ยังกล้ามาคร่ำครวญ อย่าโง่ไปหน่อยเลยนังวุ้น โชคดีจะตายขายตัวให้พวกเสี่ยรวยๆ เขาซื้อแกไป เขาก็ต้องคิดอยากเลี้ยงแกไว้อยู่แล้ว ระหว่างนั้นก็สูบเงินพวกมันเอาไว้มากๆ ดูนังส้ม นังป่านเพื่อนแกสมัยเรียนสิ มันสร้างบ้านซื้อรถให้พ่อกับแม่มันสบายไปทั้งบ้าน อย่าดัดจริตไม่อยากทำหน่อยเลย คร้านทำแล้วแกจะติดใจ’
แม้จะหุบเรียวขาของตัวเองไม่ได้ แต่เดือนอ้ายก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้น เธอกระถดตัวขยับสะโพกมนหนีจนแผ่นหลังไปติดหัวเตียงทั้งที่ข้อขาเพรียวยังอยู่ในอุ้งมือเขา
“เธอจะไม่ทำงานเหรอ” เขาถามเสียงเย็นชา
“ไม่ค่ะ...ไม่ใช่” เดือนอ้ายรีบปฏิเสธ
‘ถ้าแกไม่ยอมทำดีๆ แม่ที่เลี้ยงแกมาคนนี้แหละที่จะต้องโดนพวกมันฆ่าตาย’
‘ถ้าเธอไม่ยอมทำตามที่ฉันสั่ง คงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม่เธอตายแน่ ถูกเจ้าหนี้ตามเก็บตายแบบที่หาศพไม่เจอ ส่วนเธอก็เตรียมตัวเป็นดาราหนังได้เลย ฉันหาพระเอกไว้ให้เธอแล้ว มีทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งหัวทองและไอ้มืด’
กับคำขู่ของแม่ทั้งสองคน เดือนอ้ายคิดว่าเธอคงหลีกหนีงานนี้ไม่พ้นแล้วจริงๆ
“ทำหน้าที่ของเธอ รู้ดีใช่ไหมว่าเธอมีหน้าที่อะไรในคืนนี้”
ตาสบตาแม้ในความสลัวเดือนอ้ายเห็นเค้ารางของความเด็ดขาดในสายตาของเขา ด้านจักรพัฒน์นั้นกวาดมองไปทั่วใบหน้านวลแม้แสงสว่างจะรางเลือนกลับเกิดความสงสัยขึ้นว่าทำไมเค้าโครงหน้าของหญิงสาวถึงได้คุ้นตาเขานัก
เดือนอ้ายข่มใจแยกเรียวขาของตนออกตามคำสั่งของชายหนุ่ม
“อย่าโกรธวุ้นนะคะ วุ้นรู้หน้าที่ของตัวเองดีแล้ว” ขอเพียงเขาไม่โกรธเคือง...เธอจะปลอดภัย
เจ้าของเรือนร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามหยัดกายขึ้น เลื่อนตัวเข้ามาใกล้พร้อมรอยยิ้มประดับดวงหน้าหล่อเหลา ร่างหนาคร่อมตัวอยู่เหนือเรือนร่างบอบบางที่หนุนศีรษะกับหมอนใบใหญ่
“ชื่อวุ้น...”
“ค่ะ”
เพราะอยากให้เขาพอใจและหายโกรธ เธอยกมือขึ้นกล้าๆ เกรงๆ แล้วลูบลงไปบนสันกรามข้างแก้มเขา “อภัยให้วุ้นนะคะคุณใหญ่”
“เธอจำเป็นต้องรู้ชื่อลูกค้าของเธอด้วยเหรอ” คงเป็นน้องชายที่บอกชื่อเขาให้หญิงสาวรู้
“คุณใหญ่ไม่ใช่ลูกค้า คุณใหญ่คือเจ้าของชีวิตดิฉัน ไม่ใช่เหรอคะ”
เดือนอ้ายรู้สถานะว่าตัวเองถูกซื้อตัวกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ชายคนนี้ไปจนกว่าเขาจะเบื่อแล้วทิ้งขว้างเธอ
คำตอบของหญิงสาวสร้างความแปลกใจให้จักรพัฒน์ “มีคนซื้อตัวเธอแล้วส่งมาให้ฉัน”
มือเล็กซึ่งทาบลงบนสันกรามแข็งแรงลดต่ำลง จะใช่เขาหรือใครก็ช่างที่ซื้อตัวเธอมันไม่สำคัญ สำคัญว่าเธอจะสามารถสร้างความสุขและความพอใจให้พวกเขาเลี้ยงดูเธอได้นานแค่ไหน เรื่องนี้ต่างหากที่เธอต้องคิด เขาอาจจะเป็นแค่ผู้ชายคนเดียวในชีวิตเธอ นั่นถือว่าเป็นเรื่องดี หมดความสาวความสวยเธอก็จะจากไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ใครก็ไม่สามารถมาบงการชีวิตเธอได้อีก แต่คำขู่ที่ได้รับ...หากโชคร้ายพวกเขาไม่พอใจ เธออาจจะถูกขายเวียนหรือไม่ก็ส่งไปต่างประเทศ นั่นมันยิ่งกว่านรกบนดินเสียอีก เธอไม่ปรารถนาให้ตัวเองต้องพบเจอเรื่องราวโหดร้ายซ้ำสอง
ท่อนขาเพรียวงามไร้ไขมันส่วนเกินขยับเลื่อนเข้าขนาบข้างลำตัวของชายหนุ่มที่พาดผ่านคร่อมตัวเธออยู่ เดือนอ้ายรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าการกระทำของตัวเองส่งผลให้ผู้ชายตรงหน้าตื่นตัวไม่น้อยเลย มือเรียวถลกชายกระโปรงชุดนอนของตัวเองขึ้น
“ช้าก่อน...” จักรพัฒน์ทักท้วงและเดือนอ้ายก็ทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย
มือหนาเลื่อนลงต่ำลูบไล้ฝ่ามือหยาบกร้านไปตามผิวพรรณเรียบเนียนตรงต้นขานุ่มนิ่มของหญิงสาว ก่อนจะไล้วนขึ้นมาตามสะโพกกลมกลึง ในความสลัวกับทุกสัมผัสที่เขากำลังได้รับ สร้างความตื่นเต้นเร้าใจได้อย่างประหลาด เอาเถอะ...อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าน้องชายได้ส่งของขวัญดีที่สุดมาให้ เพราะจักรพันธ์รู้ถึงรสนิยมของเขาเป็นอย่างดี
เมื่อฝ่ามือหนาเลื่อนไล้มายังท้องน้อยแบนราบ แตะยังขอบชั้นในตัวจิ๋ว ร่างบางสะท้านก็สั่นไหวแต่ไม่ได้ถอยตัวหนี
จักรพัฒน์ใช้นิ้วเกี่ยวขอบปราการชิ้นนั้นให้เลื่อนลงแล้วส่งปลายนิ้วคืบคลานลงไป เสียงหายใจขาดห้วงของหญิงสาวทำให้เขายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ปลายนิ้วเรียวปัดป่ายหยอกเอินส่วนอ่อนไหวจนเดือนอายผวากายเบียดตัวเข้าเกาะเกี่ยวยังรอบคอของจักรพัฒน์ เรียวปากอิ่มเม้มเข้าหากันเมื่อรับรู้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่แทรกผ่านเข้ามาในร่างกาย
จักรพัฒน์ยิ้มกริ่ม ความเจ็บปวดจะไม่เกิดหากเธอได้รับการเล้าโลมที่ดี แต่แม้เขาจะสัมผัสเธอนุ่มนวลขนาดไหนสะโพกมนก็ยังหดเกร็งตัวเริ่มถอยหนี
“คุณใหญ่...” เสียงหวานเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
“อย่าเกร็ง ปล่อยตัวตามสบาย วางใจ ฉันจะไม่ทำให้เธอเจ็บ”
ใบหน้าคมคายก้มสูดดมกลิ่นกายหอมกรุ่นยังเนินอกหยุ่นภายใต้ผ้า ซาติน สัมผัสที่ส่งถึงสันจมูกโด่งทำให้เขารู้ว่าเธอไม่ได้สวมชั้นในท่อนบน ชายหนุ่มส่งเรียวลิ้นตวัดครอบครองยอดอกที่กะประมาณด้วยความช่ำชองเจนเวที
ได้ผล...ร่างบางใต้ร่างสะดุ้งเฮือกแอ่นกายเข้าหา และนั่นก็ส่งผลให้อวัยวะเบื้องล่างขยับดันตัวตนอ่อนนุ่มและชุ่มฉ่ำเข้าหาเรียวนิ้วที่ชำแรกผ่าน เดือนอ้ายไม่อาจจะกลั้นเสียงไว้ได้ หญิงสาวเผลอตัวปล่อยเสียงครางเบาๆ ฝ่ามือเล็กเปลี่ยนมาขย้ำลงผ้าปูที่นอนหวังบรรเทาอาการหวามไหวแสนทรมานที่เพิ่งเคยสัมผัส
ยิ่งรุกล้ำและขยับเคลื่อนซอกซอนสำรวจกลางเกสรดอกไม้งาม เสียงเล็กๆ ยิ่งลอดผ่านริมฝีปากออกมาทีละน้อย จู่ๆ เขาก็อยากจะเห็นหน้าของเธอขึ้นมาเสียแล้ว อยากจะมองหน้าของหญิงสาวยามที่เธอได้รับรู้ถึงตัวตนของเขาทั้งหมด
“อย่า...” เดือนอ้ายเสียงสั่นพยายามห้าม เรือนร่างผุดผ่องแทบจะแตกเร่าด้วยบทเรียนพิศวาสบทแรกจากชายหนุ่ม แต่ยิ่งห้ามจักรพัฒน์ก็ยิ่งไม่ยอมผ่อนปรนโดยง่าย เขายังคงขยับมือเร่งเร้าเพื่อให้เธอพบกับความทรมานอันวาบหวามจนถึงขีดสุด ราวกับว่าเจ้าของร่างกลมกลึงกรีดร้องได้มากเท่าไร เขายิ่งพอใจมากเท่านั้น เมื่อเขายอมผ่อนแรงมือ ปลายเสียงสุดท้ายจากริมฝีปากหญิงสาวจึงแผ่วระโหยอ่อนแรงลง
จักรพัฒน์เคลื่อนขยับตัวขึ้นไปทาบทับบนร่างบอบบาง ส่งลมหายใจร้อนๆ เป่ารดลงบนใบหน้าเรียวในกรอบผมหยักยาว ขนในกายของเดือนอ้ายลุกชัน มือเล็กป่ายแปะไปบนเรือนร่างใหญ่ เธอพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดอย่างที่เคยเห็นหญิงชายคู่อื่นๆ แสดงในหนังแต่ละเรื่องที่ศรีสอางค์นำมาให้ดู
ระหว่างทตกอยู่ให้ห้วงความคิดของตัวเองนั้น ริมปากหนาได้รูปก็ฉกเข้าจูบยังเรือนปากอิ่มเต็ม เรียวลิ้นใหญ่แทรกลึกเข้ามาอย่างจาบจ้วงแสดงความเป็นเจ้าของ ก่อนจะลงแรงกวาดล้ำลึกสำรวจไปทั่ว บดเบียดความร้อนระอุเข้าขบเม้นจนปากอิ่มเล็กของเธอแทบปริแตกด้วยแรงบดขยี้ แล้วจักรพัฒน์ก็ครางออกมาอย่างพอใจที่ลิ้นน้อยๆ ของหญิงสาวพยายามที่จะเลียนแบบการกระทำของเขา ท่อนแขนแกร่งข้างหนึ่งสอดตวัดรัดรอบรอบเอวเล็ก