กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
“ยายจ๋า อย่าส่งลดาไปกับคนพวกนั้นเลยนะจ๊ะ”
เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจดังสะท้อนอยู่ภายใต้หลังคาสังกะสีเกรอะกรังสนิม ในบ้านไม้หลังซอมซ่อที่ทั้งร้อนอบอ้าวและเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าจากแอ่งน้ำขังใต้ถุน บ่งบอกถึงสภาพความเป็นอยู่อันอัตคัดขัดสนของผู้อยู่อาศัย
“ยายขอโทษนะหลานเอ๊ย แต่ยายไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ “
น้ำเสียงของหญิงชราสั่นเครือ ขณะจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มของหลานสาวที่ตนคอยชุบเลี้ยงมาเป็นแรมปีด้วยความรักซึ่งบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาอย่างน่าสงสาร
“ฮือ~ ไม่ ลดาไม่ไปไหนทั้งนั้น ลดาจะอยู่กับยาย”
ลดา เด็กสาววัยสิบแปดปีทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าพลางใช้มือทั้งสองข้างจับชายผ้าถุงสีซีดของผู้เป็นยายไว้แน่นเสมือนเด็กน้อยที่หวาดกลัวการถูกทอดทิ้งพร้อมอ้อนวอนอย่างน่าเวทนาหวังให้อีกฝ่ายเปลี่ยนใจ
“เธอทำแบบนั้นไม่ได้หรอกจ้ะหนูน้อย”
มาดามแพม สาวใหญ่ผู้ปล่อยเงินกู้ที่คนในระแวกนั้นต่างรู้จักกันดี เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงความเบื่อหน่ายและหมดความอดทน หลังจากต้องทนฟังสองยายหลานโอดครวญจนรู้สึกรำคาญใจ
“ฉันจะบอกอะไรให้นะ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เธอเอาไปจ่ายค่าเทอม รวมถึงค่าใช้จ่ายในบ้านล้วนมาจากเงินของฉันทั้งนั้น”
ดวงตาแดงก่ำและพร่าเลือนของเด็กสาวหันไปทางมาดามแพมแวบหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นยาย
“ไม่จริงใช่มั้ยจ๊ะยาย ก็ยายบอกลดาเองว่าเงินที่เราใช้จ่ายอยู่ทุกวันนี้เป็นเงินที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้”
“โถ่! หนูน้อย ช่างไร้เดียงสานัก เธอคิดว่าครอบครัวที่ล้มละลาย หมดเนื้อหมดตัวจนต้องย้ายมาอยู่สลัมแบบนี้ยังจะมีเงินไว้ประทังชีวิตอีกเหรอ?”
หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ฐานะทางครอบครัวของเด็กสาวก็ถือได้ว่ามั่งคั่งร่ำรวยจากธุรกิจหลายอย่างที่บิดามารดาร่วมสร้างกันมา กระทั่งช่วงที่ลดาเรียนอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย
ธุรกิจเหล่านั้นก็พังลงไม่เป็นท่าเพราะถูกคนไว้ใจคดโกงทำเอาครอบครัวของเธอสิ้นเนื้อประดาตัวก่อนจะถูกฟ้องล้มละลาย หลังจากนั้นเพียงไม่นาน คู่สามีภรรยาที่ยอมพ่ายแพ้แก่โชคชะตาก็ตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง
สองยายหลานจึงต้องระหกระเหินมาอยู่ในชุมชนแออัดแห่งนี้...
“ยายไปหยิบยืมเงินมาดามมาจริงๆ หรือจ๊ะ” นัยน์ตาสีเฮเซลที่เคยกระจ่างใสและเปล่งประกายอยู่เสมอเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
ผู้เป็นยายมองสีหน้าสิ้นหวังของหลานสาวสุดที่รักด้วยหัวใจที่เจ็บปวดพลางพยักหน้าช้าๆ เป็นคำตอบ
“ฉันกับยายของเธอน่ะ ตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าทันทีที่เธอเรียนจบมัธยมปลายจะต้องไปอยู่กับฉัน” มาดามแพมเปิดปากอธิบายอีกครั้งเพราะอยากรีบจบเรื่องราวพวกนี้เสียที
“ไปอยู่กับมาดามเถอะนะลดา ยายเองก็อายุมากแล้ว จะตายวันตายพรุ่งยังไม่รู้เลย อย่างน้อยๆ หลานจะได้เข้าเรียนมหาลัยเพื่ออนาคตที่ดีของตัวเองยังไงล่ะ”
หญิงชราพยายามโน้มน้าว ถึงแม้จะรู้ดีว่าการตัดสินใจส่งหลานให้กับคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก แต่เพื่ออนาคตของเด็กคนนี้เธอจำต้องทำ โดยไม่รู้เลยว่าเบื้องลึกเบื้องหลังของมาดามแพมที่ฉากหน้าเปิดร้านอาหารสุดหรู แท้จริงแล้วเธอเป็นใครและทำธุรกิจอะไรกันแน่
“เดี๋ยวลดาจะรีบไปหางานทำแล้วเอาเงินมาคืนมาดามทุกบาททุกสตางค์เองค่ะ” ลดาพยายามคิดหาหนทางที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่กับผู้เป็นยาย แต่มาดามแพมกลับพูดเหน็บแนมดับฝันเธออีกครั้ง
“คนจบแค่มัธยมปลายอย่างเธอ คิดจะไปทำงานอะไรล่ะ ถึงมีรายได้มากพอที่จะคืนเงินหลายล้านให้ฉันภายในเวลาหนึ่งเดือน”
“ละ หลายล้านเลยเหรอคะ เป็นไปไม่ได้หรอก” ใบหน้าจิ้มลิ้มส่ายไปมาเพราะมั่นใจว่าตลอดระยะเวลาหกปี เงินที่เธอกับยายใช้จ่ายไม่ได้มากมายขนาดนั้น
“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ก็ฉันไม่ได้ทำธุรกิจการกุศลนี่ ย่อมมีดอกเบี้ยเป็นธรรมดา”
“ลดาจะไปแจ้งตำรวจ”
“ก็เอาสิ ถ้าคิดว่าตำรวจพวกนั้นจะช่วยอะไรได้ ดีไม่ดี ยายของเธอจะได้ไปนอนแก่ตายในคุก ส่วนเธอก็อาจจะหมดอนาคตไปเลย”
“พอเถอะนะลดา หลานไปอยู่กับมาดามก็ต้องตั้งใจเรียนให้จบจะได้มีการมีงานดีๆ ทำ” หญิงชราที่เปรียบเสมือนไม้ใกล้ฝั่งรีบตัดบทแล้วโน้มตัวลงไปใช้มือเหี่ยวย่นประคองไหล่ที่สั่นเทิ้มของหลานให้ลุกขึ้นมาสวมกอด
“ยายจ๋า” น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปเริ่มพรั่งพรูออกมาอีกครั้ง
“ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ ยายรักลดามากนะ” มือข้างหนึ่งลูบเรือนผมของหลานสาวด้วยความรักใคร่พร้อมหยาดน้ำตาที่ไหลรินลงมาไม่ขาดสาย
“ลดาก็รักยาย ลดารักยายที่สุด ลดาไม่ไปได้ไหม ลดาอยากอยู่กับยาย” คำอ้อนวอนเล็ดลอดจากริมฝีปากของเด็กสาวพร้อมปล่อยโฮออกมาอย่างหนักอยู่เป็นเวลาหลายนาที
กระทั่งเธอรับรู้ได้ถึงความหนักอึ้งบางอย่างที่ทำเอาตัวเองซวนเซจนรีบคลายอ้อมกอดจึงเห็นว่ายายอยู่ในสภาพเปลือกตาปรือปรอยทำท่าเหมือนจะเป็นลม
“ยาย!”
ในจังหวะนั้นเองที่หญิงชราค่อยๆ ทรุดกายลงบนพื้นโดยมีหลานคอยประคองไว้อย่างสุดความสามารถก่อนจะชักเกร็งจนเด็กสาวตกใจทำอะไรไม่ถูก
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากแทบไม่มีเวลาให้ทันได้ตั้งตัวและเพียงแค่ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น เรือนร่างของผู้เป็นยายก็แน่นิ่งไปโดยมีหลานสาวนั่งอยู่เคียงข้าง
“ยาย ยาย ตื่นขึ้นมาคุยกับลดาก่อนสิ มาดามได้โปรดช่วยเรียกรถพยาบาลให้ที...”
สีหน้าของมาดามแพมยังคงเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนจะต่อสายหาลูกน้องของตัวเองซึ่งทำหน้าที่เก็บดอกเบี้ยอยู่แถวๆ นั้น
ไม่นานชายรูปร่างสูงกำยำคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในบ้านแล้วมุ่งหน้าไปยังสองยายหลานบนพื้นก่อนจะจับลงที่แอ่งชีพจรของหญิงชราพลางส่ายหน้าให้กับมาดามแพม
“ยาย ยายตื่นขึ้นมาคุยกับลดาก่อนนะ แล้วลดาจะไปอยู่กับมาดามตามที่ยายต้องการ”
เด็กสาวประคองศีรษะของร่างที่ไร้การตอบสนองไว้ด้วยมือสั่นเทาพลางลูบไล้ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยแผ่วเบาเพราะเกรงว่าอาจจะทำให้ยายของเธอต้องเจ็บ
“ยาย ยายจ๋า ได้ยินลดามั้ยจ๊ะ” พยายามเรียกซ้ำๆ อยู่แบบนั้นเป็นเวลาหลายนาทีอย่างคนไม่ยอมรับความจริง ว่าเธอได้สูญเสียครอบครัวคนสุดท้ายไปแล้ว...
กระทั่งเพราะความปวดร้าวที่ยากเกินจะรับไหว เด็กสาวโผเข้าสวมกอดร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นยายไว้แนบแน่นพร้อมหัวใจที่แตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ พลางกรีดร้องออกอย่างน่าสังเวช
“ไม่ ไม่จริง ไม่!”
กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย
“อืม…” เสียงครางต่ำในลำคอดังขึ้นเป็นระยะ เจ้าของเรือนกายกำยำซึ่งเต็มไปด้วยมวลกล้ามเนื้อตึงแน่น ประดับด้วยรอยสักรูปมังกรพันรอบลำตัว ทว่าส่วนหัวของมันกลับเลือนหายลงสู่ใจกลางความเป็นชายที่กำลังกระหน่ำกระแทกกระทั้นอย่างไม่บันยะบันยัง
มือใหญ่ทั้งสองข้างจับกระชับสะโพกอวบอัดของสาวรัสเซียผมบลอนด์ที่คลานเข่าอยู่บนขอบเตียงภายในห้องพักของโรงแรมหรูพลางเชิดใบหน้าหล่อคมคายขึ้นขบกรามเข้าหากันแน่น
“อึก!”
เรียวแขนบอบบางพยายามค้ำยันตัวเองไว้อย่างสุดความสามารถ เพื่อทำหน้าที่รองรับแรงอารมณ์ของอีกฝ่ายที่ทำเอาเธอสั่นสะท้านไปทั่วทั้งเรือนร่าง
ขณะเดียวกัน เจ้าของนัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์คู่ลึกล้ำจับจ้องไปยังท่อนเอ็นแข็งขืนที่ผลุบเข้าออกยังจุดเชื่อมต่อฉ่ำแฉะพลางสะบัดฝ่ามือลงบนก้นงอนงามซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกิดรอยแดงเป็นปื้น
หลังจากนั้นเพียงไม่นาน สายธารอุ่นร้อนก็ถูกปลดปล่อยพวยพุ่งลงสู่เกราะป้องกันทุกหยาดหยด แล้วถอดถอนออกมาจากช่องทางอุ่นร้อนพร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาไม่ต่างจากสีหน้าไร้อารมณ์
“ออกไปได้”
คาลิกซ์ มาเฟียอิตาลีวัยสามสิบแปดปีพาตัวเองมุ่งหน้าไปยังห้องอาบน้ำพลางดึงเกราะป้องกันทิ้งลงถังขยะทันทีที่หมดประโยชน์ ไม่ต่างจากหญิงสาวที่เขาเพิ่งเสพสุขเสร็จไปหมาดๆ ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
หญิงสาวที่เสร็จจากการทำหน้าที่รองรับอารมณ์ความต้องการดิบเถื่อนของเขา ค่อยๆ ประคองตัวเองลุกออกจากเตียงกว้างโดยใช้มือข้างหนึ่งกุมท้องน้อยที่ยังคงเจ็บและจุกก่อนจะรีบเก็บเสื้อผ้าซึ่งกระจัดกระจายอยู่บนพื้นขึ้นมาสวมใส่อย่างทุลักทุเล
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเสร็จเรียบร้อยดี ประตูห้องพักก็ถูกเปิดออก ตามมาด้วยเรือนกายสูงใหญ่ของชายในชุดสูทสีดำซึ่งกำลังยื่นกล่องยากับน้ำหนึ่งขวดให้เธอ
“อะไรก็ตามที่ไม่ได้มาจากความต้องการของคุณคาลิกซ์ จะถูกกำจัดเสมือนว่าไม่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้มาก่อน”
เอริค บอดี้การ์ดคนสนิทของมาเฟียหนุ่มพูดเชิงข่มขู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ขณะยืนมองอีกฝ่ายที่กำลังปฏิบัติตามคำสั่งของเขาอย่างไม่อิดออดแล้วจึงหลีกทางให้เธอเดินออกไปจากห้อง
ทางด้านของคาลิกซ์ที่ชะล้างทำความสะอาดร่างกายของตัวเองเสร็จก็ออกมาในชุดคลุมสีเทา เรือนผมของเขายังคงเปียกหมาดส่งผลให้ใบหน้าหล่อคมคายดูอ่อนลงกว่าอายุจริงอีกหลายปี
ร่างสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพลางเอื้อมมือหยิบซิการ์ออกจากกล่องไม้โอ๊คมาจุดสูบ รับควันของมันเข้าไปอมไว้ภายในปากพร้อมหลับตา ดื่มด่ำกับรสและกลิ่นอันซับซ้อนก่อนจะพ่นควันสีขาวบางเบาลอยตัวไปทั่วบริเวณ
ซิการ์เป็นสิ่งที่เขาโปรดปรานรองจากการมีเซ็กซ์กับบรรดาสาวๆ เกือบทั่วโลกที่ต้องเดินทางไปทำงาน ถัดจากนั้นก็คงเป็นการได้ออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อเตรียมความพร้อมสู้รบกับศัตรูที่มีอยู่รอบด้าน
“เครื่องบินเจ็ทพร้อมแล้วครับนาย”
เสียงของลูกน้องคนสนิทที่อายุน้อยกว่าถึงสิบปีทำให้เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นพลางถอนหายใจออกมาอย่างลืมตัว
“ทำไมมันต้องไปจัดงานที่นั่นด้วยวะ”
“ตามประเพณีของทางนั้นครับ”
“คิดว่ากูโง่หรือไง”
“นายถาม ผมก็แค่ตอบ”
“มึงเป็นหุ่นยนต์หรือไง เอริค”
บทสนทนาของทั้งสองกำลังกล่าวถึงเพื่อนชายคนสนิทของมาเฟียหนุ่มที่บังเอิญไปพบรักกับสาวเอเชีย หลังจากนั้นไม่กี่เดือนก็ประกาศแต่งงานสายฟ้าแลบซึ่งหากเขาไม่ไป มีหวังได้แตกหักกันอย่างแน่นอน
“บอกมันด้วย ว่าจะไปร่วมงานแค่ช่วงเย็นเท่านั้น แล้วจะบินกลับทันที”
“แต่เราต้องใช้เวลาเดินทางจากที่นี่ไปประเทศไทย ประมาณแปดถึงสิบชั่วโมงเลยนะครับซึ่งถ้าหากบินกลับไปอิตาลีทันทีก็ต้องใช้เวลาอีกสิบสองชั่วโมง”
“แล้วยังไง”
“คือเราต้องอยู่บนเครื่องบินรวมแล้ว ยี่สิบถึงยี่สิบสองชั่วโมงเลยนะครับ”
“มึงทำงานให้ใครกันแน่ โดนมันเป่าหูอะไรมาอีกล่ะ”
“เปล่านะครับ ผมแค่คิดว่าถ้าอยู่พักที่ไทยต่ออีกสองสามวันก็น่าจะดี”
“ถ้าอย่างนั้น แค่คิดก็พอ แล้วมึงไม่มีการมีงานทำหรือไง”
คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากธุรกิจที่เขาต้องรับช่วงต่อจากบิดาซึ่งวางมือไปแล้วนั้นต้องบอกว่าแทบล้นมือ แต่ยังโชคดีที่มีเอริคคอยช่วยจัดการในสิ่งที่พอจะทำได้
“หลังจากนี้มีเวลาว่างเกือบสัปดาห์เลยล่ะครับ”
“งั้นมึงก็อยู่ไป แต่กูจะกลับ” ตัดบทพร้อมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“ทราบแล้วครับ กลับก็กลับ” ค้อมศีรษะให้ผู้เป็นเจ้านายแล้วเดินออกไปจากห้องทันที
หลังจากผ่านการเดินทางอันแสนยาวนาน เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวก็ร่อนลงจอดบนดาดฟ้าโรงแรมหรู ย่านใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย
แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่ายคล้อยกระทบแว่นกันแดดสีชาบนใบหน้าหล่อคมคายที่กำลังเดินนำหน้าบอดี้การ์ดกว่าสิบคนไปยังลิฟต์ที่จะพาลงสู่ห้องพักถัดจากนี้เพียงสองชั้น
ทุกจังหวะการก้าวของมาเฟียหนุ่มแฝงไปด้วยอำนาจและความสงบนิ่ง เสียงรองเท้าหนังขัดเงากระทบพื้นหินอ่อนของทางเดินอย่างต่อเนื่อง
แต่เมื่อมาถึงมุมทางเดิน เขากลับหยุดชะงัก สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นเหลือบมองไปยังต้นทางของเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่เสียงเดินปกติ แต่เป็นเสียงวิ่ง รวดเร็วและเร่งรีบ
เพียงเสี้ยววินาที ร่างของใครบางคนก็โผล่พรวดออกมาจากมุมทางเดินตรงหน้า ชนเข้ากับมาเฟียหนุ่มอย่างจัง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถทำให้เขาสะทกสะท้านแม้แต่น้อย
แกร๊ก!
เสียงปืนกว่าสิบกระบอกดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงก่อนจะจ่อไปยังเด็กสาวร่างเล็กที่นั่งแหมะอยู่บนพื้นด้วยอาการตื่นกลัวจนเกือบจะสั่นเทา ไม่กล้าแม้แต่จะเงยใบหน้าขึ้นมองคนที่เธอเดินชน เพราะเริ่มจะสติแตกลงไปทุกที
“ช่วย ได้โปรดช่วยฉันด้วย”
มาเฟียหนุ่มที่ค่อนข้างคุ้นชินกับภาษาไทยได้ยินอย่างนั้นถึงกับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่เขากลับเลือกที่จะไม่แยแสแล้วตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษที่คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะเข้าใจ
“ถ้าเธอไม่ใช่สาวไทย ฉันอาจจะลองคิดดูก็ได้” พูดจบทำท่าจะเบี่ยงตัวเดินจากไป
หมับ!
“ได้โปรดเถอะนะคะ ฉันขอแค่คีย์การ์ดพาตัวเองออกไปจากที่นี่ก็พอ”
มือเล็กทั้งสองข้างถือวิสาสะจับขาของเขาไว้พลางอ้อนวอนอีกครั้งเป็นภาษาอังกฤษตะกุกตะกัก การที่เธอจะออกไปจากชั้นนี้ได้ ไม่ว่าจะทางลิฟต์หรือประตูบันได นั่นหมายถึงต้องมีคีย์การ์ดสแกนเท่านั้น
แต่แล้วเด็กสาวก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อรู้สึกได้ว่ากระบอกปืนกำลังจ่ออยู่ตรงขมับ จากกลุ่มคนที่เปรียบเสมือนความหวังเดียวของเธอ
แกร๊ก!
“ถ้าไม่อยากตายก็รีบเอามือสกปรกๆ ของเธอออกไป”
พอได้ยินเช่นนั้น ก็รีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว เพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามือของเด็กสาวกะโปโลอย่างเธอที่ยังคงอยู่ในชุดเสื้อยืดย้วยๆ กับกางเกงขาสั้นตัวเมื่อวาน อาจทำให้กางเกงราคาแพงของอีกฝ่ายแปดเปื้อนโดยไม่ได้ตั้งใจ
แต่มาเฟียหนุ่มกลับเข้าใจไปว่าที่เธอยอมปล่อยมือเป็นเพราะเกรงกลัวคำขู่ของเขา จึงค่อยๆ ลดปืนลงแล้วเก็บกลับเข้าที่เดิม
“นั่นไง มันอยู่ตรงนั้น!”
เสียงตะโกนคุ้นหู ทำให้เด็กสาวรีบหันขวับไปมองและเห็นว่าลูกน้องสองคนของมาดามแพมกำลังเดินมุ่งหน้ามาทางเธอ
แต่เมื่อทั้งสองเห็นกลุ่มชายชุดดำที่ยืนห้อมล้อมเธออยู่มีจำนวนมากกว่าก็ชะงักและลดความเร็วลง เปลี่ยนมาย่างกรายเข้าหาอย่างระมัดระวังพร้อมกับชักปืนออกมาถือในท่วงท่าเตรียมพร้อมเช่นเดียวกัน
ลดารีบฉวยโอกาสในจังหวะที่คนสองกลุ่มกำลังจ้องจับผิดกันอย่างระแวดระวัง ลอบพาตัวเองเข้าไปในวงล้อมของฝ่ายที่มีจำนวนคนมากกว่า ถึงแม้จะไม่มั่นใจว่าอาจเป็นการหนีเสือปะจระเข้ก็ได้
แต่เด็กสาวก็ขอยอมรับความเสี่ยง ดีกว่าปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในมือของพวกที่กำลังจะพาเธอไปประมูล หรือท้ายที่สุดแล้วหากทุกอย่างแย่ลง ก็คงต้องยอมรับ ว่าชีวิตของเธออาจถูกลิขิตมาแบบนี้ก็ได้
“ส่งนังนั่นมาให้เรา ถ้าพวกแกไม่อยากเดือดร้อน” หนึ่งในลูกน้องของมาดามแพมที่ดูมีอายุมากกว่าอีกคนตะโกนสั่ง
“ไม่ ฉันไม่ไปกับพวกแกหรอก” เด็กสาวส่ายหน้าปฏิเสธด้วยความหวาดกลัว
“แกคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกหรือไง นังบ้านี่! กลับมากับพวกเราเดี๋ยวนี้”
“ไม่!”
“ฉันสั่งให้พวกแกส่งนังนั่นมา ไม่ได้ยินหรือไง”
“ยืนนิ่งกันแบบนี้ สงสัยพวกมันจะอยากมีเรื่องกับมาดามแพมน่ะพี่” ลูกน้องที่อายุน้อยกว่าหันไปออกความคิดเห็น
“กูว่าไอ้ฝรั่งโง่ๆ พวกนี้ มันคงฟังที่เราพูดไม่เข้าใจมากกว่า” คนเป็นรุ่นพี่แสยะยิ้มน่ารังเกียจ
“แล้วพี่พูดภาษาอังกฤษได้มั้ยล่ะ”
“พอได้”
“ก็พูดกับมันสิพี่”
“ส่งนังนั่นมาให้เราเดี๋ยวนี้ ถ้าพวกแกไม่อยากเดือดร้อน” ประโยคคำสั่งแฝงความข่มขู่ที่ออกมาจากปากของคนอวดดี ฟังดูกระท่อนกระแท่นไม่ได้น่าเกรงกลัวแม้แต่น้อยส่งผลให้อีกฝ่ายยังคงยืนนิ่ง
“แต่ถ้าพวกแกเกิดสนใจนังนั่นขึ้นมา ไว้เจอกันที่ห้องใต้ดินเที่ยงคืนนี้ รับรองว่ามีทั้งสวยและเด็ดกว่านี้อีกหลายคน ตกลงมั้ย?”
“ไม่! พวกคุณได้โปรดช่วยฉันด้วย ฉันไม่ได้เต็มใจให้คนพวกนั้นพาไปประมูลด้วยซ้ำ” อ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งๆ ที่เริ่มรู้สึกว่ามันเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ
มาเฟียหนุ่มปรายตามองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะส่งสัญญาณให้เอริคเข้าไปลากคนตัวเล็กออกมาเพื่อส่งให้ชายสองคนนั้น ถึงแม้หญิงสาวจะพยายามขัดขืน แต่ก็ไม่อาจสู้แรงของคนตัวโตได้
“ขอบใจมากพี่ชาย ไว้เจอกันคืนนี้” ลูกน้องของมาดามแพมกล่าวด้วยความโล่งใจ
“ปล่อยนะ ไอ้พวกบ้า ปล่อยฉัน ไอ้สารเลว ฉันไม่ไปกับพวกแกหรอก!”
“ฤทธิ์เยอะนักนะมึง”
เพียะ!
ฝ่ามือใหญ่ของคนเป็นรุ่นพี่สะบัดเข้าที่ใบหน้าซีดเซียวของเด็กสาวอย่างแรงด้วยความรำคาญ
“เฮ้ยพี่! ระวังหน่อย เดี๋ยวมาดามก็ว่าเอาหรอก ของจะมีตำหนิไม่ได้นะ” รุ่นน้องกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงหวาดๆ
“ก็แค่สั่งสอนเบาๆ เอง ทำเป็นบอบบางไปได้ ดีไม่ดีหลังจากนี้ เธออาจจะตกไปอยู่ในมือผู้ชายซาดิสม์ก็ได้ ใครจะไปรู้”
เด็กสาวเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ใบหน้าซีกซ้ายชาหนึบ ฝืนกลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอไม่ให้ไหลรินลงมาจากดวงตาบวมเป่งที่ผ่านการร้องไห้อย่างหนักตลอดทั้งคืน
การสูญเสียยายผู้เป็นที่รักยังคงสร้างความเจ็บปวดให้เธออย่างแสนสาหัสและยิ่งทรมานกว่าเดิม เมื่อไม่มีแม้แต่โอกาสร่ำลาเป็นครั้งสุดท้าย เนื่องจากมาดามแพมจัดการทำพิธีอย่างเร่งรีบและจบลงไปเรียบร้อยแล้ว
เด็กสาวหันไปมองใบหน้าหล่อคมคายของคนที่เธอพยายามอ้อนวอนเป็นครั้งสุดท้ายซึ่งอีกฝ่ายก็กำลังจ้องกลับด้วยสีหน้าเย็นชาจนไม่อาจคาดเดาได้ว่า เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
แค่เพียงเสี้ยววินาที เสียงปืนนัดหนึ่งก็ดังสนั่นทำเอาเธอแตกตื่นรีบยกมือขึ้นปิดหูทั้งสองข้าง
ปัง!
“สำหรับประโยคที่มึงกล้าสั่งพวกกู”
ปัง!
“นี่สำหรับถ้อยคำที่พวกมึงด่าพวกกู”
ปัง! ปัง!
“และนี่สำหรับผู้ชายหน้าตัวเมียอย่างมึง!”
กระสุนถูกฝังลงไปที่โคนขาของชายทั้งสองคนโดยไม่ทันได้ตั้งตัวซึ่งคนเป็นรุ่นพี่ที่โดนมากกว่าถึงกับร้องโหยหวนสุดเสียง โลหิตแดงฉานเจิ่งนองไปทั่วพื้น
ลดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด ก้อนเนื้อภายในอกเต้นโครมครามแทบทะลุออกมาส่งผลให้จังหวะการหายใจติดขัด
หูของเธออื้ออึงเหมือนกำลังจะหมดสติก่อนจะฟุบลงไปบนพื้นเย็นเยียบ ไม่คิดฝันว่าชีวิตต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้
ด้วยความไม่ใส่ใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น คาลิกซ์เดินจากไปพร้อมลูกน้อง มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ของตนเองทันที
“จะปล่อยเธอไปแบบนั้นจริงๆ เหรอครับ” เอริคถามด้วยน้ำเสียงที่ลังเล หลังจากเข้ามาในห้องชุดอันกว้างขวาง
“แล้วจะให้ทำยังไง”
“คือว่า…”
“เดี๋ยวนะเอริค” สายตาแหลมคมจับจ้องลูกน้องคนสนิทเพราะรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ
“มึงสงสารคนอื่นเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่”
“นายอย่าลืมสิครับ ผมเองก็มีน้องสาวด้วยเหมือนกัน”
“...”
“อีกอย่าง เธอดูบอบบางเกินกว่าจะต้องไปทำอะไรแบบนั้น”
“มึงหมายถึงเรื่องประมูลน่ะเหรอ”
“ครับ”
“มันก็ไม่ใช่เรื่องอะไรของเรานี่”
“แต่สิ่งที่นายทำก่อนหน้านี้ก็เพื่อปกป้องเธอไม่ใช่เหรอครับ”
“เปล่า เพราะมันกล้ามาอวดดีกับคนของเราต่างหาก”
“เข้าใจแล้วครับ” ครั้นเห็นว่าพูดไปก็เปล่าประโยชน์ คนเป็นลูกน้องจึงเลิอกที่จะรายงานสถานการณ์หลังจากนั้น
“ตอนนี้คนของเรากำลังเก็บกวาดอยู่ข้างนอก รวมถึงได้แจ้งคุณแพทริคแล้วครับว่าเกิดอะไรขึ้น”
“อย่าลืมบอกมันด้วยล่ะ ว่านี่เป็นของขวัญวันแต่งงานจากเพื่อนรัก”