ช่วงรัชศกเจียซิงปีที่หกสิบ ทหารของแคว้นเป่ยเหลียงได้โจมตีแคว้นเซิ่งถัง จักรพรรดิที่ถูกกักขังอยู่ในวังทรงปลิดชีพพระองค์เอง คนในราชวงศ์ล้มตายกันนับไม่ถ้วน แคว้นเซิ่งถังจึงต้องตกเป็นของแคว้นเป่ยเหลียงนับตั้งแต่นั้นมา
ซึ่งในช่วงเวลาสำคัญนี้ องค์ชายใหญ่ได้ออกมาให้คำมั่นสัญญาว่า หลังจากที่พระองค์ได้ขึ้นครองบัลลังก์แล้ว จะรับใช้แคว้นเป่ยเหลียงตลอดไป
ยอมสละดินแดน ชดใช้ค่าเสียหาย แล้วก็ส่งเครื่องบรรณาการให้ทุกปี
ช่วงนั้นเนื่องจากภาระภาษีของแคว้นเซิ่งถังค่อนข้างมาก ประชาชนจึงต้องอยู่กันอย่างทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส
“แอ๊ด……”
หลังจากทหารที่ประตูเมืองผลักประตูที่มีลูกธนูปักอยู่เต็มไปหมดเปิดออก เกี้ยวขนนักโทษคันหนึ่งก็แล่นเข้าไปในเมืองหลวงอย่างช้าๆ
ซูเฉิงอิ้งถูกมัดอยู่ในเกี้ยวขนนักโทษในท่ากางแขนกางขา ผมยาวๆ นั้นกระเซอะกระเซิงไปหมด สายตาก็พร่ามัว
ใบหน้าที่แสนงดงามของนางถูกปกคลุมด้วยฝุ่นโคลนที่เลอะเทอะไปทั้งตัว ผิวหนังและเนื้อที่แผ่นหลังของนางนั้นแตกไปหมด บนแผ่นป้ายระบุโทษที่ยาวสามฟุตเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ‘กบฏ’
“นางนี่เอง! นางสมคบคิดกับข้าศึกก่อกบฏ ไม่สนใจแคว้นเซิ่งถังเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว!”
“ตอนนั้นที่ตระกูลซูละเมิดคำสั่งทหาร จักรพรรดิองค์ก่อนก็ยังมีพระเมตตา ให้นางรับโทษโดยการสละความบริสุทธิ์ไปแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับแคว้นเป่ยเหลียง แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะว่า นางจะร่วมมือกับแคว้นเป่ยเหลียง คิดชั่วๆ โดยการพยายามทำให้แคว้นเซิ่งถังไปสู่จุดที่ต้องล่มสลายเช่นนี้!”
“หากไม่ใช่เพราะว่าจักรพรรดิองค์ใหม่กับฮองเฮาทรงยอมรับในข้อเรียกร้องอันไร้เหตุผลเหล่านั้นของแคว้นเป่ยเหลียง แคว้นเซิ่งถังของพวกเราก็คงล่มสลายไปนานแล้ว……”
เหล่าประชาชนต่างก็จ้องมองไปที่ซูเฉิงอิ้งพร้อมกับด่าทอสาปแช่งนางกันด้วยแววตาโกรธเคือง แถมยังปาไข่เน่าและผักเน่าในมือไปที่เกี้ยวขนนักโทษไม่หยุด ประหนึ่งเป็นสายฝนที่ซัดสาดเข้ามาอย่างไรอย่างนั้น
ที่ตัวของซูเฉิงอิ้งเหม็นคละคลุ้งไปหมด แล้วในเวลาเพียงแค่ชั่วพริบตา หัวของนางก็แตกจนมีเลือดไหลออกมา นางพยายามที่จะลืมตาขึ้นและมองดูถนนที่คุ้นเคยในเมืองหลวง มองดูทิวทัศน์ต่างๆ ที่อยู่ในความทรงจำของนาง ร่างกายของนางสั่นเทาไปทั้งตัว ดวงตาที่แห้งผากของนางเริ่มมีน้ำตาคลอขึ้นมาแล้ว
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการถูกประชาชนประณาม นางก็ส่ายหัวไปมาอย่างไร้ซึ่งเรี่ยวแรง นางไม่ได้ทรยศบ้านเมือง นางไม่ได้ทรยศใครเสียหน่อย……
แต่นางในตอนนี้ แม้แต่เอ่ยปากพูดก็ยังทำไม่ได้แล้วเลย
ริมฝีปากทั้งบนและล่างของนางถูกเย็บปิดสนิทไว้ด้วยด้ายป่านมานานแล้ว
มันปิดสนิทมากจนหนังและเนื้อฉีกขาดเลยทีเดียว
ซูเฉิงอิ้งถูกนำตัวไปยังแดนประหาร เหล่าทหารลากนางลงมาจากรถอย่างป่าเถื่อนมาก แล้วก็กดนางลงบนแท่นประหาร
“ฮ่องเต้เสด็จแล้ว——!”
“ฮองเฮาเสด็จแล้ว——!”
หลังจากมีเสียงตะโกนดังขึ้นมา ประชาชนที่ด่าทอซูเฉิงอิ้งไม่ยอมหยุดในตอนแรกนั้น ต่างก็พากันคุกเข่าลงไปที่พื้น เพื่อให้การต้อนรับจักรพรรดิองค์ใหม่และฮองเฮาองค์ใหม่ที่เสด็จมาถึงแล้ว
ซูเฉิงอิ้งเงยหน้าขึ้นช้าๆ และมองไปยังหญิงสาวที่กำลังเดินลงมาจากราชรถ นางสวมเสื้อคลุมลายนกฟีนิกซ์ที่เป็นประกายระยิบระยับไปทั้งตัว เมื่อเรือนร่างที่งดงามของนางอยู่ใต้แสงแดดที่สาดส่องลงมา มันช่วยเสริมให้นางยิ่งดูงามสง่ามากยิ่งขึ้นไปอีก
นางคือฮองเฮาองค์ปัจจุบันนั่นเอง!
นางมีนามว่าซูเจินเจิน เป็นน้องสาวแท้ๆ ของซูเฉิงอิ้ง!
สายตาของพวกนางทั้งสองคนสบกัน แล้วดวงตาของซูเจินเจินก็สั่นไหว
“ท่านพี่……”
ทันใดนั้นน้ำตาอุ่นๆ ที่คลอเบ้าอยู่ในดวงตาของซูเจินเจินก็ไหลออกมา นางผลักนางกำนัลที่อยู่รอบๆ ตัวออกและเดินโซซัดโซเซเข้ามา แต่แล้วในขณะที่นางกำลังจะเข้าไปใกล้ซูเฉิงอิ้ง จู่ๆ นางก็เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาและพูดขึ้นว่า “ในที่สุดท่านก็มีวันนี้สักทีนะ”
ซูเฉิงอิ้งกำหมัดแน่น หัวใจของนางเจ็บปวดรวดร้าวอย่างรุนแรง
ซูเจินเจินเอนตัวเข้าไปกอดซูเฉิงอิ้งเอาไว้ แล้วก็กระซิบข้างหูของนาง แสดงท่าทีของผู้ชนะออกมาพร้อมกับพูดว่า “ตอนนั้นที่ตระกูลซูกำลังตกระกําลําบาก ที่องค์ชายใหญ่เลือกให้ท่านพี่ไปแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับแคว้นเป่ยเหลียง ท่านพี่คิดจริงๆ หรือว่า ที่องค์ชายใหญ่กระทำเช่นนั้นก็เพื่อจะช่วยชีวิตของท่านน่ะ?”
“มันไม่ใช่เลยสักนิด แต่เป็นเพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่องค์ชายใหญ่จะใช้การเขียนจดหมายกับท่านพี่ สอดส่องความเคลื่อนไหวของแคว้นเป่ยเหลียงได้ แล้วองค์ชายใหญ่ก็จะสามารถคิดหาวิธีร่วมมือกับแคว้นเป่ยเหลียงอย่างลับๆ เพื่อโจมตีแคว้นเซิ่งถังอย่างไรเล่า!”
“แคว้นเป่ยเหลียงช่วยให้องค์ชายใหญ่ได้ขึ้นครองบัลลังก์ ส่วนองค์ชายใหญ่ก็ยอมยกที่ดินและจ่ายค่าเสียหายให้”
ขณะที่ซูเจินเจินกำลังพูดอยู่นั้น แขนที่เรียวยาวของนางได้กอดรัดซูเฉิงอิ้งแน่นขึ้น เล็บยาวๆ ของนางก็จิกลึกเข้าไปในบาดแผลที่แผ่นหลังของซูเฉิงอิ้งด้วยเช่นกัน
แต่ในสายตาของคนนอกกลับมองว่า ฮองเฮาองค์ปัจจุบันดูเมตตาราวกับพระโพธิสัตว์ ขนาดพี่สาวของตนเองทำให้แคว้นเซิ่งถังต้องประสบปัญหา แต่นางก็ยังยากที่จะทำใจได้ ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสายเลยทีเดียว
แต่ใครจะรู้เล่าว่า เบื้องหลังความเมตตานั้น จิตใจของนางช่างชั่วร้ายเพียงใด?
“ข้ารู้ว่าท่านพี่คงอยากจะถามว่า เหตุใดองค์ชายใหญ่ถึงต้องทำเช่นนี้กับท่านด้วย อันที่จริงมันง่ายมากเลยเจ้าค่ะ เพราะองค์ชายใหญ่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตร่วมกับข้าไปตลอดทั้งชีวิตมานานมากแล้ว แม้แต่ตอนนั้นที่ข้ากับท่านพี่แต่งงานเข้าไปในแคว้นเป่ยเหลียงด้วยกัน ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นแผนการขององค์ชายใหญ่ทั้งสิ้น เขาทำไปเพื่อให้ข้าได้เหยียบย่ำท่านพี่ แล้วองค์ชายใหญ่ก็จะได้รับความไว้วางใจจากแคว้นเป่ยเหลียงด้วยอย่างไรเล่า”
เมื่อเห็นว่าซูเฉิงอิ้งตัวสั่นมากขึ้นเรื่อยๆ ซูเจินเจินก็ยิ้มออกมาอย่างสะใจมากยิ่งขึ้น
“ท่านพี่ ข้ารู้นะว่าท่านรักข้าและยอมข้ามาตั้งแต่เด็ก และข้าเองก็รู้เช่นกันว่าท่านพี่รักเดียวใจเดียวกับองค์ชายใหญ่และเชื่อฟังคำสั่งของเขาเสมอมา ดังนั้นในครั้งนี้ หากพวกเราจะต้องการชีวิตของท่านพี่ ท่านพี่ก็คงจะไม่ปฏิเสธใช่ไหมล่ะเจ้าคะ……”
“ท่านพี่ หากสามีขี้โรคผู้นั้นของท่านยังมีชีวิตอยู่ บางทีท่านอาจจะมีอายุที่ยืนยาวกว่านี้อีกสักหน่อย ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก…… ตอนนี้ท่านพี่คงทำได้เพียงตายตามไปอยู่กับเขาแล้วล่ะ”
ที่แท้เรื่องทุกอย่างก็คือแผนการนี่เอง
ทั้งคำปฏิญาณแห่งรัก ทั้งความรักของพี่น้อง……
มันช่างเศร้า!
น่าขัน!
แล้วก็น่าเกลียดชังสิ้นดี!
จู่ๆ ซูเฉิงอิ้งก็เงยหน้าขึ้นมองไปที่จักรพรรดิองค์ใหม่ ในอดีตเขาก็แค่บุคคลน่าสมเพสคนหนึ่งที่ถูกกลุ่มองค์ชายวางแผนขับไล่เท่านั้น……
จักรพรรดิองค์ใหม่สัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาของซูเฉิงอิ้ง แต่ใบหน้าที่เย็นชานั้นกลับไร้ซึ่งความปรานีใดๆ ถึงขั้นที่ว่าพอเห็นสภาพที่ดูน่าเวทนาของซูเฉิงอิ้ง ดวงตาสีดำขลับของเขายังแสดงอาการรังเกียจออกมาอย่างเปิดเผยอีกด้วย
ทว่า!
ทันใดนั้น ซูเฉิงอิ้งก็ยิ้มกว้างออกมา
ด้ายป่านที่เย็บริมฝีปากของนางก็ค่อยๆ ถูกดึงออกทีละนิด ทำให้มีเลือดไหลออกมาจากมุมปาก แม้แต่ฟันก็เปื้อนสีแดงเต็มไปหมด
ฉากนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้สีหน้าของจักรพรรดิองค์ใหม่ดูหวาดกลัวเท่านั้น แต่แม้แต่ซูเจินเจินก็ยังหวาดกลัวไปด้วยเช่นกัน นางถึงกับทรุดตัวลงไปนั่งที่พื้นอย่างไม่สนใจเรื่องศักดิ์ศรีและมารยาทอะไรอีกแล้ว
ซูเฉิงอิ้งจ้องมองไปที่คู่รักชายโฉดหญิงชั่วอยู่อย่างนั้น แม้ว่าเสียงของนางจะแหบแห้งเพราะถูกวางยาพิษก็ตาม แต่นางก็ยังอ้าปากพูดออกมาทีละคำอย่างไม่มีเสียงว่า “ถ้าชาติหน้ามีจริง ข้าจะถือมีดรอพวกเจ้า”
ซูเจินเจินถึงกับตกใจจนสติหลุดอยู่ตรงนั้น นางไม่คาดคิดเลยว่าซูเฉิงอิ้งที่เป็นคนพูดง่ายมาโดยตลอด จะกลายเป็นคนแกร่งกร้าวขนาดนี้ได้!
จักรพรรดิองค์ใหม่เข้าใจสิ่งที่นางพูดอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะดวงตาสีดำขลับที่แม้แต่เลือดก็ไม่อาจทำให้มันหม่นหมองลงได้ของนาง มันเหมือนกับเป็นมีดที่แทงเข้ามาที่ตัวของเขาไม่มีผิด!
“ประ ประ……” องค์ชายใหญ่รู้สึกวิตกกังวลมากจนเสียงสั่นเครือไปหมดแล้ว
เมื่อมีดถูกยกขึ้น หัวก็ร่วงลง
ฮ่องเต้และฮองเฮารีบขึ้นรถม้าและออกไปอย่างรวดเร็ว ส่วนบรรดาประชาชนก็แยกย้ายกันไป
เวลานี้มีหลวงจีนรูปหนึ่งเดินเข้ามา แล้วก็นำร่างของซูเฉิงอิ้งมาประกอบเข้าด้วยกันและพันไว้ที่แผ่นหลัง จากนั้นเขาก็เดินไปทางประตูเมืองและพูดว่า “ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ อาตมาเคยติดหนี้บุญคุณเขาเอาไว้ อาตมาไม่คาดคิดเลยว่าจะต้องมาชดใช้หนี้บุญคุณกับโยมเช่นนี้ จงตามอาตมาไปอย่างสงบสุขเถิด อาตมาจะพาโยมไปส่งให้เขาเอง ถือเสียว่าให้โยมได้มีครอบครัวหลังความตายก็แล้วกัน……”
ครึ่งปีต่อมา ณ แคว้นเป่ยเหลียง
ที่บ้านพักส่วนตัวบนยอดเขา
จือสวี่กำลังมองดูหลวงจีนเอาร่างของซูเฉิงอิ้งวางลงบนพื้น แววตาดูต่อต้านอย่างยิ่ง “นางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในการแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีเท่านั้น เหตุใดต้องเอามาฝังไว้ข้างๆ คุณชายของข้าด้วยเล่า?”
หลวงจีนตอบกลับไปว่า “นี่คือสิ่งที่คุณชายไป๋เยว่ฝากฝังเอาไว้ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต”
จือสวี่หันกลับมาอย่างตื่นตกใจ แล้วก็มองไปที่หลุมศพที่โดดเดี่ยวข้างหลัง
หรือว่าคุณชายจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า หากซูเฉิงอิ้งกลับมาที่แคว้นเซิ่งถังจะต้องตายสถานเดียว?
แต่ถ้าหากในใจของคุณชายมีซูเฉิงอิ้งอยู่จริง เหตุใดถึงได้ปล่อยให้นางกลับมาตายเช่นนี้เล่า?
หลวงจีนประนมมือทั้งสองข้าง ดวงตาเขาดูเมตตาอย่างยิ่ง “การเกิดและดับของโชคชะตาเป็นพระประสงค์ของพระพุทธองค์ ความลึกล้ำของโชคชะตาก็คือโชคชะตา ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เกิดจากโชคชะตาทั้งสิ้น…… ท้ายที่สุดแล้ว คุณชายไป๋เยว่ก็คือผู้ที่มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน……”
ที่แคว้นเป่ยเหลียงเดือนกันยายน อากาศร้อนจนแทบทนไม่ไหว
วันนี้เป็นวันมงคลที่องค์หญิงแห่งแคว้นเซิ่งถังจะเดินทางมาที่แคว้นเป่ยเหลียงเพื่อแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรี แต่เวลานี้ประตูจวนเฟิ่งกั๋วกงแห่งแคว้นเป่ยเหลียงกลับปิดสนิทอยู่ ไม่เห็นมีวี่แววของการจัดงานแต่งงานเลยสักนิด
บนท้องถนน ประชาชนทุกคนของแคว้นเป่ยเหลียงต่างก็ออกมาดูและพากันหัวเราะเยาะเย้ยกันยกใหญ่
“อย่างไรนางก็เป็นถึงองค์หญิง การปล่อยให้นางตากแดดตากลมเช่นนี้ คงไม่ดีเท่าไหร่กระมัง?”
“องค์หญิงแห่งแคว้นเซิ่งถังผู้นี้ไม่ได้มีสายเลือดของราชวงศ์เสียหน่อย ก็แค่องค์หญิงไร้ค่าผู้หนึ่งที่จักรพรรดิแห่งแคว้นเซิ่งถังแต่งตั้งขึ้นมาชั่วคราว เพื่อส่งมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีเท่านั้นเอง”
“ข้าได้ยินมาว่า ความจริงแล้วองค์หญิงผู้นี้ต้องโทษอยู่ แต่เป็นเพราะนางกลัวความตายจึงเสนอตัวมาแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี ข้ายังได้ยินมาอีกด้วยนะว่า วันนี้เป็นวันที่ครอบครัวของนางถูกประหารตัดหัว แต่นางกลับสวมชุดสีแดงได้อย่างไม่ละอาย……”
ซูเฉิงอิ้งที่นั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังมาจากรอบตัวอย่างต่อเนื่อง นางค่อยๆ ยกมือขึ้นมาลูบคอที่ยังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ของนางอย่างช้าๆ ปลายนิ้วเย็นๆ นั้นสั่นอย่างรุนแรง
นับตั้งแต่ที่ถูกตัดหัวไปวันนั้น พอลืมตาขึ้นมาซูเฉิงอิ้งก็มาอยู่ที่นี่แล้ว
เท่าที่จำความได้ ในช่วงชีวิตที่แสนสั้นนั้นนางเคยสวมเสื้อผ้าสีแดงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เวลานี้ ลูกชายของตระกูลซูได้ละเมิดกฎทหาร ซึ่งก่อนที่จะถูกตัดหัว ปู่และพ่อแม่ของเขาได้ทำการเอาหัวกระแทกลงไปกับพื้นกรวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยอมปล่อยให้หัวแตกจนมีเลือดออกมา เพราะอยากที่จะช่วยชีวิตของนางและน้องสาวของนางเอาไว้
เพื่อแสดงความเมตตาต่อประชาชน จักรพรรดิได้ทรงอภัยโทษให้แก่ซูเฉิงอิ้งและซูเจินเจินให้รอดพ้นจากความตาย
แต่ถึงจะรอดพ้นจากโทษประหารแล้ว แต่ก็ยากที่จะรอดพ้นจากความผิดที่กระทำเอาไว้ได้
ซึ่งบังเอิญว่าในเวลานี้ทูตจากแคว้นเป่ยเหลียงได้มาขอแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีพอดี
ปัจจุบันนี้แต่ละแคว้นล้วนแล้วแต่กำลังทำสงครามกันอยู่ตลอด ส่วนแคว้นเป่ยเหลียงกับแคว้นเซิ่งถังแค่ทำสงครามกันตบตาเท่านั้น ด้วยความที่จักรพรรดิก็ไม่สามารถทำใจให้บุตรสาวของตนเองแต่งงานออกไปได้ เขาจึงต้องแต่งตั้งซูเฉิงอิ้งเป็นองค์หญิงจ้าวเหอ แล้วก็ให้ซูเจินเจินไปเป็นสินสมรสติดตัวนางไปด้วย
“อาอิ้ง ถึงแม้ว่าเจ้าจะรอดชีวิตจากแคว้นเซิ่งถังมาได้ แต่เจ้าคงกลับไปลืมตาอ้าปากอีกครั้งได้ยากแล้วล่ะ สู้เจ้าไปเก็บตัวอยู่ที่แคว้นเป่ยเหลียงก่อนจะดีกว่า……”
“อาอิ้ง ข้าจะรับตัวเจ้ากลับมาแน่นอน ต่อให้เจ้าจะแต่งงานไปแล้วก็ไม่สำคัญหรอก หากข้าได้ขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะต้องได้เป็นฮอง……”
“อาอิ้ง รอข้าก่อนนะ……”
ถ้อยคำหวานๆ ขององค์ชายใหญ่ยังคงดังกึกก้องอยู่ในหูไปนานแสนนานและไม่จางหายไป
ในอดีต ซูเฉิงอิ้งต้องอาศัยอยู่ในแคว้นเป่ยเหลียงด้วยความยากลำบากและอัปยศอดสู นางได้แต่หวังว่าจะได้กลับมาพบกับคนรักโดยเร็วที่สุด
ตอนนี้พอซูเฉิงอิ้งนึกถึงเรื่องพวกนี้ นางก็อยากจะอาเจียนออกมาเสียจริง
นางหน้ามืดตามัวไปหมด นางมองไม่ออกได้อย่างไรว่า ชายผู้นั้นเป็นสัตว์ร้ายในร่างมนุษย์!
“ท่านพี่……”
ด้านนอกเกี้ยวมีเสียงที่คุ้นเคยเรียกนางขึ้นมา
เป็นเสียงของซูเจินเจินนั่นเอง!
เมื่อนึกถึงใบหน้าที่โหดเหี้ยมและความร้ายกาจของซูเจินเจินในชาติที่แล้ว มือทั้งสองข้างของซูเฉิงอิ้งก็กำหมัดแน่นจนข้อต่อเปลี่ยนเป็นสีขาวไปเลยทีเดียว หัวใจของนางเต้นแรงราวกับจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว
นอกจากความเกลียดชังแล้ว……
ก็มีแต่ความเกลียดชังเท่านั้น!
โชคดีที่ตอนนี้ซูเจินเจินยังไม่ได้เป็นฮองเฮา
หากนางหนักแน่นพอ ทุกอย่างก็สามารถที่จะเริ่มต้นใหม่ได้
ซูเฉิงอิ้งสูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ดวงตาที่เร่าร้อนของนางเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที นางเอื้อมมือไปยกม่านในเกี้ยวขึ้น แล้วก็มองไปที่ใบหน้าของซูเจินเจิน
ใบหน้านางดูใสและเรียบเนียน ดูงดงามไปเสียหมด เรียกได้ว่าเป็นดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำได้เลย
ตอนที่พวกนางสบตากัน ใบหน้าเล็กๆ ที่โศกเศร้าของซูเจินเจินก็บึ้งตึง นางพูดออกมาอย่างน่าสงสารว่า “ท่านพี่ พวกเรารออยู่ที่นี่มาตั้งสองชั่วยามแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นจวนกั๋วกงแห่งแคว้นเป่ยเหลียงก็ตาม แต่ก็จะรังแกกันมากเกินไปแล้วนะเจ้าคะ……”
หลังจากซูเจินเจินพูดจบ ร่างกายของนางก็เริ่มโอนเอนไปมา ราวกับว่านางกำลังจะล้มลงไปอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมองยังไงก็ดูเหมือนนางจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของที่นี่ได้
เซ่อเยียนที่ยืนอยู่ข้างเกี้ยวขมวดคิ้ว ทุกครั้งคุณหนูรองมักจะเป็นเช่นนี้ตลอดเลย เห็นๆ อยู่ว่าตัวนางเองไม่สามารถรับมือได้ แต่นางก็ยังไปยั่วยุให้คุณหนูของนางออกหน้าให้เสียอย่างนั้น