จูเลียน ธีรเดชวงศ์ จ้องมองฉันอยู่ครู่ใหญ่ ใบหน้าของเขาอ่านไม่ออกภายใต้แสงไฟหน้ารถที่สาดส่องไปมา
สายฝนหยดลงจากแนวกรามคมคายของเขา ฉันรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่ข้อเท้าของเขา กล้ามเนื้อที่เกร็งตัวอยู่ใต้ฝ่ามือที่สิ้นหวังของฉัน
เขากำลังชั่งใจ คำนวณความเสี่ยงกับผลตอบแทน
ในที่สุด เขาก็สบถออกมาเบาๆ แล้วย่อตัวลง
เขาไม่ได้ยื่นมือมาช่วย เขาแค่คว้าแขนฉันด้วยกิริยาแข็งกระด้างและไม่แยแส แล้วกระชากฉันให้ลุกขึ้น
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดหลุดจากปากฉันเมื่อขาที่หักประท้วง และโลกก็เอียงวูบ
เขากึ่งลากกึ่งหิ้วฉันไปที่ประตูฝั่งผู้โดยสาร การเคลื่อนไหวของเขามีประสิทธิภาพและปราศจากความอ่อนโยนใดๆ
เขาเปิดประตูแล้วแทบจะโยนฉันลงบนเบาะหนังนุ่มราคาแพง
ภายในรถอบอวลไปด้วยกลิ่นหนังชั้นดีและกลิ่นโคโลญจน์จางๆ ที่สะอาดและหรูหรา มันเป็นคนละโลกกับโคลนและสายฝนที่ฉันเกือบจะตายในนั้น
ความอุ่นจากฮีตเตอร์ในรถเป็นความสุขที่น่าตกใจและเจ็บปวดเมื่อสัมผัสกับผิวที่เย็นเฉียบของฉัน
เขาปิดประตูดังปัง เดินอ้อมมาแล้วขึ้นนั่งฝั่งคนขับ
เขาไม่มองฉันเลย เขาแค่จ้องตรงไปข้างหน้าผ่านกระจกที่เปียกโชกไปด้วยฝน มือของเขาบีบพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
“ฉันจะพาเธอไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด” เขาพูด น้ำเสียงต่ำและแข็งกระด้าง “ฉันจะส่งเธอที่หน้าห้องฉุกเฉิน แล้วจะล้างมือจากเรื่องนี้ ฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเรื่องผัวๆ เมียๆ ของศัตรู”
คำพูดของเขาเหมือนเศษน้ำแข็ง เขาไม่ได้ช่วยฉัน เขากำลังกำจัดปัญหา
ฉันเป็นแค่ความไม่สะดวก เป็นความยุ่งเหยิงในโลกที่โหดเหี้ยมและเป็นระเบียบของเขา
ฉันขดตัวอยู่บนเบาะ สั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ หนังชั้นดีเหนียวเหนอะหนะติดเสื้อผ้าที่เปียกและขาดวิ่นของฉัน ฉันคือรอยเปื้อนของเลือดและโคลนในสถานศักดิ์สิทธิ์อันบริสุทธิ์ของเขา
ขณะที่เขาขับรถออกจากที่นั่นอย่างนุ่มนวล การเคลื่อนไหวทำให้ของในกระเป๋าเสื้อโค้ตของฉันขยับ
โทรศัพท์ที่แตกร้าวของฉัน ซึ่งฉันคิดว่าหายหรือพังไปแล้ว สว่างวาบขึ้นมา
หน้าจอเป็นใยแมงมุมของรอยแตก แต่ยังพอมองเห็นข้อความเดียวที่ปรากฏอยู่ มันมาจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก
นิ้วฉันสั่นขณะที่แตะการแจ้งเตือนนั้น ข้อความสั้นและน่าขนลุก
*มันรู้แล้วว่าเธอยังไม่ตาย พวกมันกำลังตามล่าเธอ อย่าไว้ใจใคร*
คลื่นความหวาดกลัวระลอกใหม่ที่เย็นและคมกว่าสายฝนซัดเข้ามา นี่มันยังไม่จบ
ภาคินรู้ว่าฉันรอด เขาจะไม่ปล่อยให้ฉันไปหาตำรวจง่ายๆ เขาจะตามมา เขาจะจัดการให้สิ้นซาก
ข้อความนี้ยืนยันความคิดของฉัน ฉันไม่ได้แค่หนีจากสามีเลวๆ แต่ฉันกำลังถูกล่าอย่างจริงจัง
“ส่งข้อความหาใคร” เสียงของจูเลียนตัดผ่านความตื่นตระหนกของฉัน สายตาของเขาเหลือบจากถนนมาที่โทรศัพท์ของฉัน สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“ไม่มีใคร” ฉันกระซิบ นิ้วโป้งรีบลบข้อความนั้นทิ้ง หัวใจฉันเต้นรัวเป็นจังหวะบ้าคลั่งอยู่ในอก *อย่าไว้ใจใคร* นั่นรวมถึงผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉันด้วยหรือเปล่า ศัตรูตัวฉกาจของสามีฉัน
เขาไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่ฉันรู้สึกได้ถึงความไม่ไว้วางใจที่แผ่ออกมาจากเขา
เราขับรถไปในความเงียบที่รู้สึกเหมือนชั่วนิรันดร์ มีเพียงเสียงที่ปัดน้ำฝนที่ทำงานเป็นจังหวะและเสียงเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง
ฉันมองแสงไฟของกรุงเทพฯ ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เป็นประกายระยิบระยับและไม่แยแสในความมืดมิดของพายุ
แต่เราไม่ได้มุ่งหน้าไปยังใจกลางเมืองที่เป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลหลัก
จูเลียนเลี้ยวหักศอกหลายครั้ง มุ่งหน้าไปยังย่านสุดหรูที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงและมองเห็นวิวแม่น้ำ
เขาเลี้ยวเข้าไปในโรงจอดรถใต้ดินส่วนตัวของตึกระฟ้าที่ทันสมัยและเสียดฟ้า
“นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล” ฉันพูด เสียงเบาหวิว
“ช่างสังเกตดีนี่” เขาตอบกลับอย่างเย็นชา ดับเครื่องยนต์ ความเงียบที่เกิดขึ้นกะทันหันนั้นดังจนหูอื้อ “สามีของเธอเป็นคนที่มีอำนาจและเส้นสายดีมากนะ คุณนายกิจจาไพศาล ทันทีที่ฉันทิ้งเธอไว้ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ เขาก็จะได้รับแจ้ง เขารายงานว่าเธอหายตัวไปแล้ว บอกตำรวจว่าเธอฟุ้งซ่าน สภาพจิตใจไม่มั่นคง อยากฆ่าตัวตาย”
คำพูดนั้นตบหน้าฉันฉาดใหญ่ เขากำลังสร้างภาพว่าฉันเป็นบ้า วางรากฐานเพื่อทำให้ฉันหมดความน่าเชื่อถือ หรือที่แย่กว่านั้นคือจับฉันเข้าโรงพยาบาลบ้า
“ถ้าเธอไปโรงพยาบาลรัฐ” จูเลียนพูดต่อ หันมามองฉันเป็นครั้งแรก ดวงตาสีเทาของเขาจ้องลึกเข้ามาในตาฉัน “เธอจะถูกฉีดยา ถูกส่งเข้าสถาบัน แล้วก็ถูกส่งกลับไปให้เขาบนพานเงินพานทอง ยินดีด้วยนะ ตอนนี้เธอได้กลายเป็นนักโทษในบ้านของฉันแล้ว มันเป็นกรงทอง แต่ก็ยังเป็นกรงอยู่ดี”
เขาพาฉันไปที่ลิฟต์ส่วนตัวที่เปิดตรงเข้าไปยังเพนต์เฮาส์ขนาดมหึมา
พื้นที่นั้นงดงามและปลอดเชื้อ ทั้งหมดเป็นกระจกและโครเมียมในเฉดสีเทา หน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานเผยให้เห็นทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ที่เปียกโชกไปด้วยฝนอย่างน่าทึ่ง
มันให้ความรู้สึกเหมือนสำนักงานใหญ่ของบริษัทมากกว่าบ้าน เย็นชา สวยงาม และไร้ซึ่งความเป็นส่วนตัวโดยสิ้นเชิง
ชายในชุดสูทเรียบกริบ หมอเอกพงศ์ กำลังรอเราอยู่ เขามีใบหน้าที่ใจดีแต่ดวงตากลับดูเป็นมืออาชีพและห่างเหิน
เขาทำการรักษาบาดแผลของฉันในห้องพยาบาลที่ทันสมัยซึ่งมีอุปกรณ์ดีกว่าคลินิกส่วนใหญ่
เขาเข้าเฝือกขาให้ฉัน เย็บแผลแตกที่หน้าผาก และทำความสะอาดรอยบาดแผลและรอยฟกช้ำนับไม่ถ้วนของฉันด้วยท่าทีที่มีประสิทธิภาพและไม่ใส่ใจ
จูเลียนยืนอยู่ที่ประตูตลอดเวลา เฝ้ามอง กอดอก เป็นยามผู้เงียบขรึมและน่าเกรงขาม
เมื่อหมอไปแล้ว จูเลียนก็ยื่นชุดสะอาดให้ฉัน เป็นชุดวอร์มสีเทาเรียบๆ ที่ให้สัมผัสนุ่มสบายอย่างน่าเหลือเชื่อบนผิวที่บอบช้ำของฉัน พร้อมกับโทรศัพท์สำรองเครื่องเล็กๆ ที่ไม่มีลักษณะพิเศษใดๆ
“เธอมีเวลา 24 ชั่วโมง” เขาพูด น้ำเสียงไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง “ใช้เวลานี้พักผ่อน คิดหาทางต่อไป แล้วก็หายตัวไปซะ หลังจากนั้น เธอก็ต้องดูแลตัวเอง ฉันทำหน้าที่ของฉันแล้ว”
เขาหันหลังจะออกจากห้องสวีทสำหรับแขกที่เขาจัดให้ฉัน ห้องนั้นหรูหรา มีเตียงที่ดูเหมือนปุยเมฆและห้องน้ำในตัวที่ใหญ่กว่าอพาร์ตเมนต์ห้องแรกของฉันเสียอีก เป็นอีกส่วนหนึ่งของกรงทอง
“ทำไม” คำพูดนั้นหลุดออกจากปากฉันก่อนที่จะห้ามตัวเองได้ “ทำไมถึงช่วยฉัน คุณเกลียดสามีฉัน คุณน่าจะดีใจที่ทิ้งให้ฉันตาย”
จูเลียนหยุดที่ประตู หลังยังคงหันให้ฉัน ไหล่กว้างของเขาเกร็งแน่น
ชั่วขณะหนึ่ง ฉันคิดว่าเขาจะไม่ตอบ
“เพราะเมื่อห้าปีก่อน ภาคิน กิจจาไพศาล ทำลายบางสิ่งที่ฉันรัก” เขาพูด น้ำเสียงต่ำและแฝงไปด้วยพิษสงที่ทำให้ฉันหนาวเยือกไปถึงกระดูก “เขาสร้างความเสียหายให้ฉันมากกว่าแค่เรื่องเงิน และศัตรูของศัตรู... ก็คือเครื่องมือที่มีประโยชน์... สำหรับตอนนี้”
เขาปิดประตูด้วยเสียงคลิกที่นุ่มนวลแต่เด็ดขาด ทิ้งให้ฉันอยู่คนเดียวในห้องที่หรูหราและเงียบสงัด
ฉันไม่ใช่คนสำหรับเขา ฉันเป็นแค่อาวุธที่จะใช้เล็งไปที่ภาคิน
ฉันแค่ย้ายจากคุกหนึ่งไปสู่อีกคุกหนึ่ง จากอสูรร้ายตัวหนึ่งไปสู่อีกตัวหนึ่ง
และเวลาก็กำลังเดินไปข้างหน้า
ฉันตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเกรี้ยวกราดเสียงหนึ่ง
เป็นเวลาเช้าแล้ว แม้ว่าพายุจะยังคงโหมกระหน่ำอยู่ข้างนอก ทำให้เพนต์เฮาส์ตกอยู่ในภาวะกึ่งมืดกึ่งสว่างตลอดเวลา แสงสีเทาส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ วาดเป็นแถบพาดผ่านเฟอร์นิเจอร์สไตล์มินิมอล
ร่างกายของฉันปวดร้าวไปหมด เป็นความเจ็บปวดที่คอยย้ำเตือนถึงความเป็นจริงใหม่ของฉัน
เสียงนั้นเป็นของจูเลียน ดังมาจากห้องนั่งเล่นหลัก มันแหลม คม และเต็มไปด้วยความเดือดดาล
ความอยากรู้และความต้องการอย่างยิ่งยวดที่จะเข้าใจผู้คุมของฉัน ดึงฉันออกจากเตียง ขาที่ตอนนี้อยู่ในเฝือกน้ำหนักเบาประท้วง แต่ฉันกัดฟันและเดินกะเผลกไปทางต้นเสียงอย่างเงียบๆ
ฉันแอบมองจากมุมทางเดิน
จูเลียนกำลังเดินไปมาอยู่หน้าจอขนาดยักษ์ติดผนัง มีการประชุมทางวิดีโอคอลอยู่ เขาอยู่ในชุดสูทสีเข้มที่ตัดเย็บอย่างสมบูรณ์แบบ แต่เนกไทของเขาคลายออก และผมของเขายุ่งเล็กน้อย ราวกับว่าเขาเอามือสางมัน
“รับไม่ได้!” เขาตวาดใส่ใบหน้าบนหน้าจอ “พวกมันโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้พร้อมกับข้อเสนอโต้กลับที่คาดการณ์ทุกการเคลื่อนไหวของเราได้หมด มันเป็นไปได้ยังไง เหมือนพวกมันอ่านเกมของเราออกหมด”
ชายคนหนึ่งบนหน้าจอ หน้าซีดเผือด พูดตะกุกตะกัก “คุณจูเลียนครับ กลยุทธ์ของพวกเขามัน... ไม่เป็นไปตามแบบแผนเลยครับ มันก้าวร้าว เกือบจะบ้าระห่ำ แต่มันกำลังต้อนเราจนมุม เรากำลังจะเสียดีลซื้อกิจการศิริวัฒนาไป”
เลือดในกายฉันเย็นเฉียบ ฉันไม่จำเป็นต้องฟังต่อ ฉันจำกลยุทธ์นั้นได้ทันที
การเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูง สงครามจิตวิทยาที่ปลอมตัวมาในรูปแบบการเงิน วิธีที่มันเล่นกับอีโก้ของคู่ต่อสู้และบีบให้พวกเขาจนมุม
มันเป็นลายเซ็นของภาคิน เขาเคยโอ้อวดเรื่องนี้ให้ฉันฟังมาหลายปี เรียกมันว่า "ศิลปะ" ของเขา
เขากำลังชิงไหวชิงพริบเหนือกว่าจูเลียน ธีรเดชวงศ์ และเขากำลังจะชนะ
ปมแห่งความมุ่งมั่นที่เย็นชาและแข็งกร้าวก่อตัวขึ้นในท้องของฉัน
จูเลียนให้เวลาฉัน 24 ชั่วโมง เขาเห็นฉันเป็น "เครื่องมือ" แต่เครื่องมือจะไร้ประโยชน์ถ้าไม่สามารถใช้งานได้ ฉันต้องพิสูจน์ว่าฉันเป็นมากกว่านั้น ฉันต้องพิสูจน์ว่าฉันขาดไม่ได้
ขณะที่จูเลียนกำลังยุ่งอยู่กับการซื้อกิจการที่กำลังจะล้มเหลว ฉันก็เดินกะเผลกกลับไปที่ห้องพักแขก
ฉันดึงนกไม้แกะสลักตัวเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ตที่ขาดวิ่น ในแสงสว่างยามเช้า ฉันพิจารณามันอย่างละเอียดมากขึ้น
มันคือนกไนติงเกล หัวของมันเอียงราวกับกำลังร้องเพลง
ขณะที่ฉันพลิกมันไปมาในมือ นิ้วโป้งของฉันก็สัมผัสกับรอยต่อเล็กๆ ที่แทบมองไม่เห็นบนฐานของมัน
ด้วยแรงกดเล็กน้อยจากเล็บของฉัน ฐานก็เปิดออก มันไม่ใช่ช่องลับเสียทีเดียว แต่สลักไว้บนเนื้อไม้ด้วยตัวอักษรขนาดจิ๋วคือลำดับของตัวเลขและตัวอักษร
มันดูเหมือนรหัสผ่าน หรืออาจจะเป็นพิกัด รหัสลับ
ความลับที่ภาคินทำหล่น ความลับที่ตอนนี้เป็นของฉันคนเดียว ฉันปิดมันกลับดังเดิม หัวใจเต้นระรัว นี่คืออำนาจต่อรอง นี่คือของของฉันเอง
ฉันสูดหายใจลึกๆ เดินออกจากห้องตรงไปยังห้องทำงานของจูเลียน ห้องผนังกระจกที่มองเห็นวิวอ่าวที่คลุ้มคลั่งด้วยพายุ
เขาเพิ่งวางสายและกำลังยืนหันหลังให้ประตู จ้องมองออกไปยังผืนน้ำที่ปั่นป่วน ท่าทางของเขาแผ่รังสีแห่งความพ่ายแพ้และความเดือดดาล
“คู่ต่อสู้ของคุณกำลังล่อคุณอยู่” ฉันพูด
เขาสะดุ้ง หันขวับมา ดวงตาของเขาวาบขึ้นด้วยความประหลาดใจแล้วเปลี่ยนเป็นความรำคาญ “ฉันไม่มีเวลามาเล่นเกมนะ คุณนายกิจจาไพศาล เวลา 24 ชั่วโมงของคุณกำลังจะหมดลงแล้ว”
“เขากำลังทำให้คุณคิดว่าเขาต้องการสิทธิบัตรเทคโนโลยีของศิริวัฒนา” ฉันพูดต่อ ไม่สนใจเขาและก้าวเข้าไปในห้อง กลิ่นกาแฟและบางอย่างที่สะอาดเหมือนโอโซนจากพายุอบอวลอยู่ในอากาศ “เขาไม่ได้ต้องการมัน เขาต้องการเครือข่ายขนส่งทางเรือต่างหาก เขากำลังปล่อยให้คุณเสียเงินทุนไปกับการปกป้องสินทรัพย์ผิดตัว”
“เขากำลังเดิมพันกับความหยิ่งในศักดิ์ศรีของคุณ” ฉันพูดต่อ พิงขอบโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ของเขา เสียงของฉันมั่นคงแม้ว่ามือจะสั่น “เขาต้องการให้คุณเชื่อว่าเทคโนโลยีของบริษัทคุณคือรางวัลเดียวที่ควรค่าแก่การครอบครอง เขาจะปล่อยให้คุณชนะสงครามการประมูลสิทธิบัตร ทำให้เงินสดหมุนเวียนของคุณหมดไปในกระบวนการนั้น จากนั้น ในนาทีสุดท้าย บริษัทนอมินีที่เขาควบคุมจะเข้ามาซื้อหนี้ของศิริวัฒนา ซึ่งรวมถึงการควบคุมเส้นทางการเดินเรือด้วย เขาจะไม่ใช่แค่ชนะการซื้อกิจการ แต่เขาจะทำให้ธีรเดช กรุ๊ป พิการไปเลยในกระบวนการนี้”
เงียบ
จูเลียนจ้องมองฉัน ใบหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับหิน เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงฝนที่กระทบกระจก
ฉันเห็นบางอย่างไหววูบในดวงตาของเขา ไม่ใช่ความเชื่อ ยังไม่ใช่ แต่เป็นรอยร้าวในความมั่นใจของเขา
เขาเป็นคนฉลาด แต่ความเชี่ยวชาญของภาคินคือการใช้ประโยชน์จากจุดบอดของคนฉลาด และฉันรู้เล่ห์เหลี่ยมสกปรกของภาคินทุกอย่าง ฉันเคยเป็นคนสนิทของเขา เป็นที่ปรึกษาของเขา เป็นหุ้นส่วนเงียบๆ ของเขามาหลายปี
“เธอจะรู้เรื่องนั้นได้ยังไง” เขาถาม น้ำเสียงต่ำและอันตราย
“เพราะฉันรู้จักคนที่วางกลยุทธ์นี้ดี” ฉันพูดเรียบๆ “ฉันรู้ว่าเขาคิดยังไง ฉันรู้ว่าเขาเชื่อว่าทุกคนมีจุดอ่อน และจุดอ่อนของคุณคือความหยิ่งในศักดิ์ศรี”
เขาตกตะลึง ฉันเห็นได้จากดวงตาที่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย และกรามที่ขบกันแน่น
เขาทั้งทึ่งและสงสัยอย่างสุดซึ้งในเวลาเดียวกัน ฉันเพิ่งเปิดโปงความคิดของศัตรูตัวฉกาจของเขา พิสูจน์ว่าฉันเป็นมากกว่าแค่เหยื่อ ฉันคือนักวางกลยุทธ์
สงครามกำลังเกิดขึ้นในดวงตาของเขา ความสิ้นหวังของเขากำลังต่อสู้กับความไม่ไว้วางใจ
ในที่สุด ความสิ้นหวังก็ชนะ
“ก็ได้” เขาเค้นเสียงออกมา เดินไปที่คอมพิวเตอร์ของเขา “สมมติว่าฉันเชื่อเธอ เพื่อที่จะโต้กลับเรื่องนี้ ฉันต้องถอนข้อเสนอซื้อสิทธิบัตรและเปลี่ยนทิศทางทุกอย่างไปที่การซื้อหนี้ แต่บอร์ดบริหารจะไม่มีวันอนุมัติโดยไม่มีกรณีตัวอย่าง พวกเขาจะคิดว่าฉันบ้า”
เขาเริ่มพิมพ์อย่างบ้าคลั่ง “ทางเดียวคือต้องใช้ข้อยกเว้นฉุกเฉิน ซึ่งต้องมีหลักฐานว่าเคยมีภัยคุกคามที่คล้ายกันในอดีต มันเคยมี... หลายปีก่อน การก่อวินาศกรรมในบริษัทที่เกือบทำให้พ่อผมล้มละลาย เราไม่เคยรู้เลยว่าใครอยู่เบื้องหลัง”
เขาหรี่ตามองหน้าจอ นิ้วมือรัวบนคีย์บอร์ด “คนเดียวที่เคยเอาชนะผมได้” เขาพูด น้ำเสียงขมขื่นด้วยความโกรธเก่าๆ “คู่แข่งนิรนามที่พ่อผมตั้งโค้ดเนมให้ว่า 'ไนติงเกล'”
ชื่อนั้นกระทบฉันเหมือนถูกตบหน้า ลมหายใจของฉันขาดห้วง เลือดในกายกลายเป็นน้ำแข็ง
*ไนติงเกล*
ความทรงจำที่คมชัดและไม่พึงประสงค์แวบเข้ามาในหัว หลายปีก่อน ตอนที่ฉันกับภาคินแต่งงานกันใหม่ๆ เขาเรียกมันว่า "เกมธุรกิจที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย" เป็น "การฝึกสมอง"
เขาให้ข้อมูล กลยุทธ์ ช่องโหว่ต่างๆ กับฉัน เขายกยอฉัน ชื่นชมความฉลาดของฉัน ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นหุ้นส่วนที่ยอดเยี่ยมในการไต่เต้าของเขา
เขาล้างสมองฉัน ทำให้ฉันเชื่อว่ามันเป็นแค่เกมจำลอง
ฉันคือคนที่วิเคราะห์จุดอ่อนในระบบเก่าของธีรเดช กรุ๊ป ฉันคือคนที่เขียนโค้ด ฉันคือคนที่ลงมือทำตามแผน
จูเลียนเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอ ดวงตาของเขาหรี่ลงเมื่อเห็นใบหน้าที่ตกตะลึงของฉัน สีเลือดหายไปจากแก้มของฉัน มือของฉันปิดปาก และฉันก็ตัวสั่น
“เป็นอะไรไป” เขาถาม ความสงสัยของเขากลับมาเต็มที่ “เธอทำหน้าเหมือนเห็นผี”
ฉันหายใจไม่ออก ฉันคิดอะไรไม่ออก ความจริงคือหินที่จุกอยู่ในลำคอ
อดีตและปัจจุบันของฉันกำลังชนกันในห้องทำงานที่ปลอดเชื้อและผนังกระจกแห่งนี้ และฉันกำลังจะถูกบดขยี้ระหว่างมัน
ฉันลดมือลง ดวงตาจับจ้องไปที่เขา เสียงกระซิบที่หลุดออกจากริมฝีปากคือเสียงโลกของฉันที่กำลังแตกสลาย
“คนที่ก่อวินาศกรรม... คนที่คุณเรียกว่าไนติงเกล... คือฉันเอง”