ตอน 2

—ปีศริสต์ศักราชที่ 2023 วันที่ 30 เดือน 4

เช้าวันอาทิตย์กลางฤดูร้อน ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินสัญจรไปมามีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่

“...ร้อน”

ชายหนุ่มกล่าวด้วยท่าทางอารมณ์เสีย แต่ก็ยังคงไม่ขยับไปไหนจากตรงนั้นพลางดูนาฬิกาข้อมือ

ตอนนี้เป็นเวลา 11 นาฬิกา 30 นาที

“ยัยนั่น...เป็นคนนัดเองแท้ๆ แต่ดันมาสายเนี่ยนะ”

วันนี้ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ที่ปกติชายหนุ่มจะเลือกหมกตัวอยู่ในห้องไม่ออกไปไหน แต่วันนี้กลับต้องออกมาที่ห้างสรรพสินค้าที่พึ่งเปิดตัวไปได้ไม่นานเนื่องจาก ‘ผู้หญิงคนหนึ่ง’ ต้องการมาเดินแล้วไม่มีใครมาเป็นเพื่อน เขาจึงถูกชักชวนมาโดยนัดหมายกันหน้าประตูที่หนึ่งของห้าง เวลา 11 นาฬิกา

แน่นอนว่าชายหนุ่มจะปฏิเสธไปก็ได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ได้ทำแบบนั้น

ดังนั้น—ต่อให้บ่นไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ถึงคนที่มาสายจะผิด แต่ตัวเองที่ดันไม่รู้สึกโกรธแม้ต้องรอนานกว่าหนึ่งชั่วโมงแถมยังดีใจที่ถูกชวนมานี่มันน่าหงุดหงิดจริงๆ

“โทษทีที่มาสาย พอดีเสียเวลาหาที่จอดรถนานไปหน่อย”

เสียงใสราวกับระฆังดังขึ้นมา ทำให้ชายหนุ่มรู้ได้ทันทีว่าคนที่รออยู่ได้มาถึงแล้ว

เจ้าของเสียงคือหญิงสาวรูปงามราวกับหลุดมาจากนิยาย เอวคอดกิ่ว เส้นผมสีดำนวลสลวย ใบหน้าสุขุม ขนตายาวเรียว นัยน์ตาสีดำราวกับไข่มุก ผิวขาวผุดผ่อง ริมฝีปากสีชมพู ไม่ว่าองค์ประกอบไหนก็ทำให้ผู้ชายหลงใหลได้ทันทีที่มอง แถมชุดที่สวมมายังเป็นดึงดูดสายตาสุดๆ เธอสวมแจ็คเก็ตสีขาวทับเสื้อสายเดี่ยวสีดำคู่กับกางเกงขายาวสีขาว ทำเอาไม่รู้จะเอาตาไปมองที่ไหนเลย

หญิงสาวคนนี้คือ ‘ฮิเมกามิ ริโอะ’ ดาวเด่นประจำบริษัทที่ผมทำงานอยู่และยังเป็นผู้จัดการที่อายุน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นทั้งเพื่อนสมัยเรียนและรักแรกของผมอีกด้วย

“...นี่ ไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยรึไง”

“...ก็เหมาะดีนะ แต่ไม่เปิดมากไปหน่อยเหรอ?”

แม้จะพยายามหลบสายตาแล้ว แต่ยังไงก็ยังมองเห็นเนินอกอยู่ดี

“… ทะลึ่ง ไม่ได้ใส่ชุดนี้มาให้นายดูสักหน่อย แค่ใส่เพราะอากาศช่วงนี้มันร้อนต่างหาก”

“ฉันก็ไม่ได้ดูเพราะอยากดู แต่มันเข้ามาในระยะสายตาพอดีจะให้ทำไง”

“เหรอ~ ไม่ได้มองเพราะอยากดูสิน้า~”

ริโอะพูดพลางเผยรอยยิ้มออกมาราวกับจงใจแหย่ผม

“นายเองก็ดูดีใช่เล่นนะ ปกติไม่เห็นแต่งตัวแบบนี้แท้ๆ เห็นชอบใส่แต่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น วันนี้จัดเต็มเลยนะ~”

จริงอย่างที่ริโอะพูด ปกติผมซึ่งไม่ค่อยออกไปไหนในวันหยุดแล้ว เวลาอยู่ห้องถ้าไม่ได้ออกไปไหนก็ใส่ชุดนอนทั้งวัน หรือไม่ก็เสื้อยืดกางเกงขาสั้นเวลาที่ต้องออกไปซื้อของเท่านั้น เรียกได้ว่าถ้าไม่ใช่วันทำงานแล้วผมแทบจะอยู่ในสภาพแบบนั้นตลอดเวลา

ทว่า ชุดที่ผมใส่ในวันนี้คือเสื้อเชิ้ตแขนสั้นคู่กับกางเกงสแล็คสีดำ

“หนวกหูน่ะ! ปกติเธอเองก็ไม่ได้แต่งแบบนี้ไม่ใช่รึไง!”

“ก็อยากใส่มาแกล้งใครบางคนแถวนี้ไง”

“ว่าไงนะ!?”

คงเพราะพวกเราอยู่ด้วยกันมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมถึงได้สนิทกันมาก จนบางครั้งริโอะก็ชอบแหย่ผมเล่นแบบนี้ ราวกับเธอไม่เห็นผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งในสายตาแล้ว

“งั้นพวกเราก็เข้าไปข้างในกันเถอะ เดี๋ยววันนี้ฉันเลี้ยงข้าวกลางวันให้แทนคำขอโทษที่มาสาย”

“...ก็ได้”

“ร้านนี้เป็นไง?”

ริโอะพูดก่อนจะหยุดอยู่หน้าร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ภายในร้านตกแต่งด้วยธีมสีแดงและมีโชชิน* แขวนอยู่

“แล้วแต่เธอเลย”

“ให้ตายสิ พวกผู้ชายเนี่ยนะ แค่ให้ช่วยตัดสินใจหน่อยก็ไม่ได้!”

“การที่เธอเสนอร้านนี้มาเพราะอยากกินไม่ใช่รึไง!? แล้วจะถามฉันเพื่อ!?”

“อ๊ะ!? งอนเหรอ?”

“รีบเข้าไปได้แล้ว!”

เมื่อเข้าไปในร้านอาหาร พนักงานก็พาเดินไปยังที่นั่งด้านในที่ว่างอยู่ พอพวกเราตัดสินใจเลือกเมนูของตัวเองได้ ก็เรียกพนักงานมาสั่งอาหาร

ไม่นานอาหารที่สั่งก็มาเสิร์ฟซึ่งประกอบไปด้วย ชุดข้าวทงคัตสึพร้อมชาเขียนเย็น กับ มิโสะราเมงคู่กับน้ำอัดลม นอกจากนี้ยังมีเกี๊ยวซ่าอีกหกชิ้น

“กินเลยไม่ต้องเกรงใจ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”

“...งั้นไม่เกรงใจล่ะนะ”

“เอาเลย...เดี๋ยวฉันค่อยใช้งาน—”

“ว่าไงนะ?”

“ไม่มีอะไร นายคงหูฟาดน่ะ”

“...”

เอาเถอะ ยังไงผมก็พอเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าริโอะคงไม่ชวนผมมาเดินเล่นเฉยๆ อยู่แล้ว พูดให้ถูกคือเธอพาผมมาเพื่อให้ช่วยถือของนั่นแหละ

สักพักพอเราทั้งคู่กินอาหารเสร็จ ริโอะก็เดินไปจ่ายเงินแล้วพาผมไปเดินช็อปปิ้งต่อทันที

“ขอบใจที่มาเป็นเพื่อน”

“....ก่อนจะขอบใจน่ะ ช่วยดูสภาพฉันก่อนเถอะ!”

ผลจากการเดินช็อปปิ้งเกือบห้าชั่วโมงนั้นทำให้ริโอะได้ของที่ต้องการมาทั้งหมด โดยประกอบไปด้วย รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องประดับ และพวกเครื่องสำอาง โดยรวมทั้งหมดแปดถุง ซึ่งผมเป็นคนถือทั้งหมด

“ให้ตายเถอะ! คราวหน้าให้ตายยังไงฉันก็จะไม่มาด้วยเด็ดขาด!”

“อย่าพูดแบบนั้นสิ~ เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวเย็นด้วยอีกมื้อเลย”

“...พาไปเก็บของที่รถก่อนเถอะ”

“โอเค~”

“ขี้โกงเป็นบ้า”

“พูดอะไรรึเปล่า”

“ไม่มีอะไร”

แน่นอนว่าผมรู้อยู่แล้วว่าริโอะเป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน แต่ก็ยังอดรู้สึกไม่ได้ว่าขี้โกงจริงๆ เธอที่เป็นสาวสวยมาตั้งแต่สมัยเรียนนั้นมีหนุ่มเข้ามาจีบมากมาย แต่ริโอะก็ตอบปฏิเสธทุกครั้งที่มีคนมาสารภาพรัก เห็นเคยบอกว่าไม่มีคนที่ถูกใจเลย พวกสวยเลือกได้นี่มันน่าหมั่นไส้เป็นบ้า

พอเดินมาถึงที่จอดรถชั้นบนสุดแล้วเดินตรงไปอีกประมาณห้านาทีก็เจอรถหรูสีขาวจอดอยู่ แม้แต่ผมที่ไม่ค่อยรู้จักแบรนด์รถเท่าไหร่แค่มองก็ยังรู้ได้ทันทีว่าราคารถคันนี้คงแพงพอตัว

“อ๊ะ! โทษทีนะ ขอคุยโทรศัพท์แป๊บนึง”

ริโอะพูดก่อนจะปลดล็อครถให้ผมแล้วเดินออกไปคุยโทรศัพท์ด้านหลังรถ

ฟังจากน้ำเสียงแล้วคนที่คุยด้วยคงเป็น ‘หมอนั่น’ สินะ น้ำเสียงสดใสเหมือนกับที่พูดกับผมก็จริงแต่แฝงไปด้วยความรู้สึก คุยจบริโอะก็เดินมาผมด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน

“ ‘ฮิเดะ’ โทร.มาสินะ หมอนั่นว่าไงบ้าง?”

“...อืม เขาบอกว่าแทนคำขอโทษที่วันนี้มาด้วยไม่ได้เลยจะชวนฉันไปดินเนอร์ที่โรงแรมในเครือของบริษัทน่ะ”

“งี้นี่เอง.....งั้นเธอรีบไปหาหมอนั่นดีกว่า ไม่ใช่ว่าเจ้านั่นเตรียมอะไรเซอร์ไพรส์เธอเหรอถึงได้พาไปดินเนอร์แบบนี้”

“แต่ว่า...”

“ไม่ต้องห่วงเรื่องฉันหรอก จะให้ ‘แฟน’ คนอื่นมาอยู่ด้วยจนดึกได้ไง เธอรีบไปเถอะ”

“โทษทีนะ เดี๋ยวครั้งหน้าฉันจะเลี้ยงคืนแน่นอน! งั้นไว้เจอกันที่บริษัท!”

“คร้าบ~คร้าบ~ ท่านหัวหน้า”

ริโอะไม่ตอบอะไรเพียงแค่หันมายิ้มให้ก่อนจะขึ้นรถไป

ผมส่งริโอะขึ้นรถแล้วเดินกลับมาในห้างคนเดียวพลางหาร้านอาหารที่สามารถเข้าไปนั่งกินคนเดียวได้อย่างสบายใจ พอเดินหาประมาณสิบนาที ผมก็กลับไปร้านเดิมที่กินไปเมื่อตอนกลางวัน

แม้บางครั้งจะรู้สึกได้ถึงสายตาของพนักงานที่มองมา แต่ผมไม่จำเป็นต้องใส่ใจสายตาคนนอกอยู่แล้ว พอกินเสร็จก็ไปจ่ายเงินแล้วขับรถกลับห้อง

พอถึงห้องพัก ผมก็อาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดนอน แม้จะยังไม่ดึกมากแต่ยังไงพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า แถมวันนี้ยังเหนื่อยมาทั้งวัน ทำให้รู้สึกง่วงมากกว่าปกติแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นหลับได้ ผมเลยตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขั้นมาเล่น

“ช่วงนี้มันฤกษ์ดีหรือไง ถึงได้มีแต่โพสต์แต่งงานเต็มหน้าฟีดเลยเนี่ย”

สำหรับคนโสดอายุใกล้สามสิบอย่างผมนั้นเนื้อหาพวกนี้มันบั่นทอนจิตใจจนอยากปิดหนีเกินกว่าที่จะเข้าไปแสดงความยินดีได้

—ใช่ ถ้าเป็นอย่างทุกทีผมคงปิดแอปแล้วไปทำอย่างอื่นแทนแล้ว

แต่ในครั้งนี้ผมเอาแต่จ้องโพสต์อยู่โพสต์นึงที่พึ่งประกาศเมื่อครู่

Rio

หลังจากนี้เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปนะ Hide 💒

“งั้นเหรอ....เป็นแบบนั้นเองสินะ....”

เรี่ยวแรงหายไปจากทั้งตัว ความรู้สึกต่างๆ ถาถมเข้ามาจนไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด แต่อย่างหนึ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนเลยคือ ความเสียใจ

รู้มาตลอดอยู่แล้วว่าวันใดวันหนึ่งวันนี้ต้องมาถึง แต่ก็พยายามไม่คิดถึงมัน ทั้งที่เตรียมใจเอาไว้ตั้งแต่ที่รู้ว่าพวกนั้นคบกันเมื่อแปดปีก่อน แต่ก็คิดว่าสักวันหนึ่งเราเองก็คงมีโอกาสเหมือนกัน

ไม่สิ—ไม่ใช่

เราต่างหากที่เป็นคนถอยออกมาพอรู้ว่าพวกนั้นคบกัน

“ถ้าไม่ถอยแต่แรกเรื่องทุกอย่างจะเปลี่ยนไปไหมนะ.....”

เฮอะ! น่าสมเพช!

พอเจอความจริงเข้าหน่อยก็ทำเป็นรับไม่ได้ ตัวเองนี่มันน่าสมเพชเกินบรรยายจริงๆ

“ว่ากันว่ารักแรกมักไม่สมหวัง เรื่องจริงสินะ”

ผมทิ้งตัวลงบนเตียง อาจเป็นเพราะความเหนื่อยที่สั่งสมมาทั้งวันรวมกับความเสียใจ ไม่นานผมก็ผล็อยหลับไป

* โคมไฟโชชิน (Chochin) โคมไฟกระดาษแบบดังเดิมของญี่ปุ่น โครงสร้างทำจากไม้ไผ่ มีเทียนอยู่ด้านล่าง ห่อหุ้มด้วยกระดาษเพื่อป้องกันลม

ตอน 3

บริเวณที่ผมอยู่เป็นบริเวณชานเมืองที่ไกลออกจากตัวเมืองเล็กน้อย แม้จะมีข้อเสียที่ไม่ค่อยมีร้านค้าให้เลือกมากนัก แต่ก็แลกมาด้วยราคาห้องพักที่ถูกกว่าในเมืองและช่วงเวลากลางคืนยังสงบกว่า ทำให้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น

ปกติแล้วผมมักจะเดินทางไปทำงานโดยใช้รถส่วนตัวเพราะสะดวกกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าที่จอด รวมไปถึงค่าบำรุงรักษา

ทว่า วันนี้เป็นกรณีพิเศษที่ผมดันตื่นเช้ากว่าปกติแถมยังไม่รู้จะทำอะไรคั่นเวลาด้วย

ดังนั้น—ผมเลยตัดสินใจไปทำงานโดยขึ้นรถไฟที่ไม่ได้ขึ้นมานานแทน

ระยะทางจากห้องพักจนถึงสถานีรถไฟถ้าเดินไปก็ประมาณสิบถึงสิบห้านาทีได้ ระหว่างทางมีย่านการค้าขนาดเล็กตั้งเรียงรายอยู่ ร้านค้าต่างๆ เริ่มออกมาเตรียมเปิดร้านกันแล้ว น่าเสียดายที่วันนี้ร้านขนมปังเจ้าประจำของผมยังไม่เปิดขาย พอเดินผ่านร้านที่ว่าเจ้าของร้านก็ออกมาทักทายอย่างเป็นกันเอง

“อ้าว? เจ้าหนุ่มมาซาวันนี้มาแต่เช้าเชียวนะ แล้วรถล่ะ?”

เจ้าของร้านขนมปัง คุณฮิโรชิ ยาเซ็น เป็นชายวัยกลางคนอายุสี่สิบปี รูปร่างดี เห็นว่าก่อนหน้าที่จะมาเปิดร้านขนมปังกับภรรยาเคยเป็นอดีตนักกีฬาทีมชาติมาก่อน

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณยาเซ็น พอดีวันนี้ตื่นเช้าน่ะครับเลยว่าจะเดินไปขึ้นรถไฟแทน”

“แล้วเป็นอะไรล่ะ? มีเรื่องอะไรหนักใจงั้นเหรอ?”

“เอ๊ะ?”

คุณยาเซ็นพูดด้วยน้ำเสียงสดใสไม่ต่างไปจากเดิม ทว่ามีสีหน้าที่จริงจังต่างไปจากปกติที่มักแสดงออกว่าเป็นคนขี้เล่นอยู่เสมอ

“ก็แค่...ยอมรับอะไรหลายๆ อย่างได้แล้วน่ะครับ”

ผมไม่รู้เลยว่าช่วงเวลานั้นผมกำลังมีสีหน้าและน้ำเสียงยังไง แต่พอพูดจบคุณยาเซ็นก็ไม่พูดอะไรเพียงแค่เดินเข้ามาแตะไหล่ผมเบาๆ เท่านั้น

“อะ...หมายความว่าไงเหรอครับ?”

นี่ตัวผมดูหดหู่ขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ? ผ่านไปสักพักคุณยาเซ็นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเมื่อครู่

“ในเมื่อเจ้าหนุ่มมาซาเป็นคนพูดเองว่ายอมรับได้แล้ว ฉันจะไม่ถามหรอกนะว่ามีเรื่องอะไร เพราะงั้น—”

พูดยังไม่ทันจบคุณยาเซ็นก็ยื่นถุงกระดาษใบหนึ่งมาให้

“เอานี่ไปกินสิจะได้หายเศร้า”

พูดจบคุณยาเซ็นก็ส่งถุงที่อยู่ในมือมาให้ ภายในมีขนมปังที่น่าจะพึ่งอบเสร็จได้ไม่นานจึงส่งกลิ่นหอมน่ากินออกมา

“นี่คือ…?”

“ขนมปังสูตรใหม่ของร้านเราน่ะ ฉันให้ฟรีเลย”

....มีบางอย่างแปลกๆ

ถึงจะรู้สึกไม่ดีที่ดันสงสัยคนที่ให้กำลังใจตัวเองแบบนี้ แต่สัญชาตญาณของผมกำลังบ่งบอกว่าสิ่งที่อยู่ในถุงนี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถกินได้

นอกจากนี้จังหวะมันดีเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ

คุณยาเซ็นที่กำลังเตรียมเปิดร้านอยู่กับผมซึ่งปกติแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเจอกันในช่วงเวลานี้ได้ดันบังเอิญมาเจอกัน แล้วก็บังเอิญให้กำลังใจผมที่ดูเหมือนจะเศร้าอยู่โดยการให้ขนมปังที่บังเอิญถืออยู่พอดีมาให้ผมกินเพื่อที่จะรู้สึกดีขึ้น

ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนมันก็เกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญได้

ก่อนอื่นเลย...ทำไมคุณยาเซ็นถึงได้มีถุงใส่ขนมปังอยู่ในมือทั้งที่ยังไม่ได้เปิดร้านอยู่ล่ะ?

“ใครเป็นคนทำขนมปังชิ้นนี้ครับ?”

“...”

คุณยาเซ็นไม่ตอบอะไร เพียงแค่ ‘ยิ้ม’ ให้ผมเท่านั้น

“คุณอายาโกะสินะครับ?”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า โชคดีจังนะเจ้าหนุ่ม ได้กินขนมปังสูตรใหม่ก่อนใครแบบนี้”

ถึงคุณยาเซ็นจะหัวเราะ แต่ผมรู้สึกว่าการกระทำดังกล่าวไม่ต่างอะไรจากการกลบเกลื่อนความผิด

บางที...เจ้าสิ่งที่อยู่ในถุงนี่อาจอันตรายกว่าที่ผมคิดก็ได้

“นี่คุณคะ! เข้ามาเตรียมร้านได้แล้ว!”

เสียงดังออกมาจากร้านที่ปิดอยู่ เจ้าของเสียงคือภรรยาของคุณยาเซ็น และยังเป็นเจ้าของร้านขนมปัง ‘delight & peace bakery’ คุณฮิโรชิ อายาโกะ เธอเป็นสาวสวยจนไม่อยากเชื่อว่าจะอายุสามสิบห้าปีแล้ว จากที่คุณยาเซ็นเคยเล่าให้ฟังเห็นว่าเธอเป็นแฟนคลับของคุณยาเซ็นตอนช่วงที่เป็นนักกีฬามาก่อน แล้วเริ่มคบหากันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หลังจากนั้นเธอก็คอยซัพพอร์ตคุณยาเซ็นมาตลอด เธอเป็นภรรยาที่สมบูรณ์แบบทุกอย่าง เว้นแค่เรื่องเดียว—

“เจ้าหนุ่มมาซา ถือว่าช่วยฉันสักครั้งเถอะนะ! ไปแล้วจ้า~เมียจ้า”

คุณยาเซ็นพูดเช่นนั้นก่อนจะเดินเข้าไปในร้าน

ใช่...มีแค่เรื่องเดียวที่คุณอายาโกะทำไม่ได้ก็คือการทำอาหาร

คุณยาเซ็นเคยบอกว่าสมัยที่คบกันใหม่ๆ เคยต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะอาการอาหารเป็นพิษหลังจากกินอาหารที่คุณอายาโกะทำมาให้ หลังจากนั้นคุณยาเซ็นก็อาสาเป็นคนทำอาหารเองมาตลอด

โชคยังดีที่คุณอายาโกะยังไม่ออก แต่จะเอาของกินที่ได้มาไปทิ้งก็น่าเสียดาย นอกจากนี้ถึงจะรู้สึกแย่ที่ต้องทำแบบนี้กับคนที่ให้กำลังใจตัวเองเมื่อกี้ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะทำต่อไปนี้มันคือการป้องกันตัว

เพราะงั้น—

“อย่าโกรธกันเลยนะครับ คุณยาเซ็น”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED